อนาคตพลังงานไทยและวิสาหกิจพลังงาน


๓ ธันวาคม ๒๕๕๙,
อาจารย์สมพรโพสต์เฟสต์บุ๊คเรื่องพลังงานทดแทนเอาไว้ว่า

Somporn Chuai-Aree
2 ธันวาคม เวลา 19:12 น. •
แม้ว่ามันจะยากมากที่จะ…
1.ยากมากที่จะ…ขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย….แต่ผมก็จะทำ
2.ยากมากที่จะ…ขับเคลื่อนครัวเรือนพึ่งตนเอง 1 ครัวเรือน อย่างน้อย 5 โรง … แต่ผมก็จะทำ
3.ยากมากที่จะ…ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน รู้เท่าทันเทคโนโลยี การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ… แต่ผมจะทำ
4.ยากมากที่จะ…การนำคณิตศาสตร์บูรณาการลงไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับใช้ชุมชนในด้านต่างๆ …. แต่ผมก็จะพยายามทำ
5.ยากมากที่จะ…หานักเรียน นักศึกษามาเรียนรู้ ปฏิบัติการทางด้านแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ การสร้างภาพนามธรรมในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มาเรียนที่ ม.อ.ปัตตานี … แต่ผมจะพยายามให้เต็มที่
6.ยากมากที่จะ…ร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์การคำนวณทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์บูรณาการ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ…แต่ผมจะพยายามสร้างไปเรื่อยๆ
7.ยากมากที่จะ…อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์เอาไว้ให้ลูกหลานใช้กันยาวนาน…แต่ผมจะพยายามรักษามันไว้ด้วยแนวทางที่พอจะทำได้
8.ยากมากที่จะ…ขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ในระดับนโยบาย…แต่ผมจะพยายามขับเคลื่อนนโยบายในระดับครัวเรือนก่อนครับ
และยากมากที่ผมจะนิ่งเฉย…เมื่อผมเห็นบางสิ่ง บางกระบวนการ ที่อาจจะไม่ถูกไม่ควรเกิดขึ้น
อื่นๆ ที่พอจะทำได้… เรามีแค่ สองมือ สองเท้า สองตา สองหู หนึ่งหัวใจกับสมองหนึ่งก้อน เราเริ่มได้แค่นี้ก่อนครับ ทำก่อนครับ
ด้วยมิตรภาพครับ

ก็เลยเข้าไปแสดงความเห็นในโพสต์ของอาจารย์ว่า

โลกกำลังเดินไปบนถนนสายนี้ ช้าเร็ว Solar rooftops ก็ต้องมาแทนพลังงานสกปรก พลังงานอันตรายแบบเดิมๆ
ปัญหาคือคนของรัฐ(วิสาหกิจ)ยังหากินกับพลังงานล้าหลัง ในที่สุดแล้วรัฐวิสาหกิจก็ปรับตัวไม่ทัน จากที่เคยทำกำไร นำส่งรายได้เข้ารัฐก็ต้องขาดทุน ให้รัฐอุ้ม ขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐแทนส่งรายได้เข้ารัฐ หนี้สินก็พอกหางหมูไปเรื่อยๆ ทั้งอุ้มไฟฟ้า อุ้มทีโอที อุ้มการบินไทย อุ้มรถไฟลอยฟ้า อุ้มไฮสปีดเทรน ฯลฯ
ประเด็นนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าครับอาจารย์

ปรากฏว่าไอ้หนุ่มวิศวกร กฟผ.แม่เมาะ ไม่พอใจ อ่านความเห็นไม่ละเอียด ตีโจทย์ไม่แตกเข้ามาตอบกลับความคิดเห็นของเราว่า

ใครกันแน่ที่ไม่ยอมปรับตัวครับ ?
พูดเหมือนรู้เลย นี่ละคือปัญหาของประเทศไทยที่แท้จริง
คนไม่รู้ทำตัวรู้ดีกว่าคนทำจริงๆ

ลูกคู่อีกคนเข้ามาเสริมว่า

อ่านๆแล้ว เหมือนแนวทางการแก้ไข คือลอยตัวรัฐวิสาหกิจ ซินะครับ
ก็ดีเหมือนกันนะครับจะได้ไม่ต้องนำเงินเกือบครึ่งหนึ่ง ของรายได้ให้รัฐบาล
ผมสนับสนุนแนวคิดนี้ครับ เลิกอุ้ม เลิกยุ่ง แยกหน่วยงานรัฐวิสาหกิจออกจาก รัฐบาลให้หมด
อนาคต เดี๋ยว บางรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานก็คงต้องเจ๊งอยู่แล้ว รีบๆแยกออกไปก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวจะเป็นภาระของประชาชน

ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะปล่อยผ่านเพราะอาจารย์สมพรก็เคยบ่นผ่านเฟสมาหลายหนแล้ว แต่ก็มานึกๆดูอีกทีว่าโอกาสมี โอกาสดีๆแบบนี้จะปล่อยผ่านได้อย่างไร มัวแต่ติดสงบอยู่ก็จะไม่รู้น่ะสิว่ากิเลส ตัณหา อุปาทานยังมีหลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน เลยเข้าไปตอบกลับว่า

ผลประกอบการของบ้านปูเป็นไงใครก็รู้ ฟูกุชิม่าเป็นไงใครก็เห็น รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าบ้าง ไฮบริดบ้าง ฯลฯ หลักฐานประจักษ์ชัดทั้งนั้น ทำไมจึงยังคงผลักดันให้รัฐซื้อลงทุนในถ่านหิน นิวเคลียร์กันต่อไป มีแต่คนในเท่านั้นจริงๆนั่นแหละที่จะรู้เหตุผลของการสวนกระแสโลก
ส่วนผลของการสวนกระแสโลกก็คาดเดาได้ไม่ยาก อย่างที่บอกครับ ดูผลประกอบการบ้านปูไว้เป็นอุทาหรณ์

ปรากฏว่าลูกคู่ของหนุ่มวิศวกรซึ่งเป็นคนของ กฟผ. เช่นกันเข้ามาแปะลิงค์ให้เข้าไปดูผลประกอบการของบ้านปูที่ http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=BANPU…
ตัวเลขที่ปรากฏนั้นสวยหรูดูดี แตกต่างจากตัวเลขใน “เอกสารแจ้งสิทธิการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน ควบคู่กับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ ๓”
วิศวกรกฟผ.เลยโพสต์เยาะเย้ยว่า

อย่ามโมครับ ตอบให้ตรงประเด็น
คิดอย่างมีสติ
วันนี้วันหยุดว่างทั้งวัน ตอบเม้นได้ทั้งวันครับ 55

ก็เลยโพสต์รายงานของบ้านปูให้ ๒ หนุ่มกฟผ.ดู
เพราะ ๒ หนุ่ม กฟผ. อ่านความเห็นไม่ละเอียด ตีความโจทย์ไม่แตกก็เลยสวนกลับมาว่า

เดวนะ เรากำลังพูดถึงกำไรของรัฐวิสาหกิจ ของประเทศไทย ใช่ไหมครับ ?
บ้านปู เป็นบริษัท ครับ

ขณะที่เราเริ่มตอบคำถามประเด็นที่ ๒ ด้วยภาพข่าวจาก นสพ.ฐานเศรษฐกิจที่รายงานว่า ครม.อนุมัติให้ กฟผ. ซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียเพื่อตอบสมมติฐานที่เราตั้งไว้แต่ต้นว่า “ไม่พ้นขาดทุนตามรอยบ้านปู”

ก่อนหน้านี้ บ้านปู ก็เพิ่มทุนแล้วโดดเข้าซื้อเหมืองถ่านหินในอินโด ออสเตรเลีย จากนั้นก็ตามมาด้วยผลขาดทุนเรื่อยมา ต่อด้วยการลดทุน
บ้านปูทำมาก่อนแล้วทั้งนั้น กฟผ. ้ดินตามบ้านปู

แต่หนุ่มวิศวกรกฟผ.ยังคงเมาหมัด ถามคำถามเพื่อยกตัวเองให้มีภูมิปัญญาสูงส่ง คนตอบคำถามช่างโง่งมเสียยิ่งกระไรด้วยการถามย้ำว่า

คุณ Seksan Pantu กำไรของ กฟผ ไปไหนครับ ต่อปี ?
ตั้งสติแล้วตอบ ให้ตรงคำถามครับ ?
กำไรของรัฐวิสาหกิจ กฟผ ไปที่ไหนต่อปีครับ

ฉันเห็นแล้ว ฉันเห็นมันแล้ว ฉันเห็นตัวเองมีโทสะหลงเหลืออยู่ ไม่พอใจไอ้หนุ่มวิศวกรกฟผ.จนมือไม้สั่น ก็เลยตั้งใจว่าจะหยุดตอบโต้

หาย……
มาให้ความรู้แล้วก้อหาย

ตอนหลังไม่รู้มีอะไรมาดลใจ ให้กลับมาตอบกลับความโอหัง อหังการ มมังการของหนุ่มวิศวกรกฟผ.ต่ออีกยกด้วยการโพสต์ภาพข่าวจาก นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ที่ออกมารายงานว่า “อังกฤษบอกลาโรงไฟฟ้าถ่านหินใน ๑๐ ปี”
ต่อด้วยการตอบคำถามที่ว่า กำไรของ กฟผ. ไปไหนด้วยการโพสต์ภาพรายงาน “รัฐวิสาหกิจที่มีรายได้นำส่งสูงสุด ๑๐ อันดับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๘” จาก dataservices.mof.go.th ให้หนุ่มวิศวกรกฟผ.ดู
หนุ่มวิศวกร กฟผ.ก็ยังคงโชว์มั่น แสดงสันดานประมาณว่า “กูเป็นวิศวกร กูเป็นหัวหน้างาน กูหัวดี เรียนเก่ง มีความรู้สูง มีลูกน้องในบังคับบัญชามากมาย ” คิดว่าคนอื่นเป็นลูกไล่ของตัวเองต่อไปว่า

ตอบให้ตรงคำถามครับ. ?
ประเทศอังกฤษ ผลิตไฟฟ้าด้วยอะไร ? เป็นหลักครับ
รายได้ กฟผ ส่งไปที่ไหน ?
ให้เวลา Serch google ครับ อิอิ

แล้วตอบกลับข้อมูลรายได้นำส่งของรัฐวิสาหกิจว่า

รู้สึกมันจะสวนทางกับ ความคิดนะครับ

ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูหัวข้อใหม่ข้างต้นก็จะเห็นว่าประเด็นที่นำเสนอนั้นว่าด้วยเรื่องแนวโน้มในอนาคต หากยังคงหลงจมอยู่กับเทคโนโลยีเก่าเต่าล้านปีที่ชาวบ้านเขาเบือนหน้าหนีกันหมดแล้วนั้น จากผลกำไรก็จะพลิกกลับกลายเป็นขาดทุน ไม่ต่างจากรัฐวิสาหกิจมากมายที่ปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเช่น ทีโอที เป็นต้น(คุยกันหลังไมค์กับอาจารย์สมพร อาจารย์ก็ยังตีโจทย์แตก เข้าใจตรงกัน แต่วิศวกร “เด็กหัวดี เรียนเก่ง”กลับไม่เข้าใจ)

จากนั้นก็ได้นำเสนอข้อมูลต่อเนื่องเพื่อชี้ให้หนุ่มวิศวกร กฟผ. ได้เห็นว่า บ้านปู เคยเดินหมากนี้มาก่อนแล้วจริงๆนะ หาอ่านข่าวย้อนหลังได้จาก http://www.icons.co.th “ซื้อเหมืองออสซี่ Centennial บ้านปูทุ่ม ๖.๗ หมื่นล. สำรองถ่านหินเฉียดพันล้านตัน” ในปี ๒๕๕๓

บ้านปู วางแผนว่าภายในปี ๒๕๕๘ สัดส่วนของธุรกิจถ่านหินจะเพิ่มจากร้อยละ ๗๕ ไปอยู่ที่ร้อยละ ๘๐ – ๘๕ ธุรกิจไฟฟ้าจะอยู่ที่ราวๆร้อยละ ๑๒ – ๑๓ ส่วนพลังงานทดแทนนั้นจะอยู่ที่ร้อยละ ๒ – ๓

ขณะที่รายงานข่าวจาก “กรุงเทพธุรกิจออนไลน์” ระบุว่าราคาถ่านหินในอีก ๑๐ ปีข้างหน้านั้นไม่น่าจะไปได้ไกลกว่า ๗๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

พลังงานทดแทนนั้นจะให้ บ้านปู พาวเวอร์(BPP) เป็นผู้ขับเคลื่อน คาดหมายผลกำไรว่าจะเพิ่มจากร้อยละ ๔๐ เป็นร้อยละ ๕๐ โดยตั้งสมมติฐานของราคาถ่านหินโดยเฉลี่ยเอาไว้ที่ ๕๒ ดอลลาร์ต่อตัน

และในข่าวเดียวกันนี้นี่เองทำให้เราได้รู้ว่า การขายใบอนุญาตขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะประมูลกันในปี ๒๕๕๘ นั้นถูกรัฐบาลเลื่อนออกไปก่อน ส่งผลให้แผนพลังงานสะอาดสะดุด

อีกแหล่งข่าวหนึ่งคือ http://www.stock2morrow วิเคราะห์ว่าถ่านหินเจอภาวะ oversupply ราคาถ่านหินในปัจจุบันทรงตัวอยู่ในระดับต่ำราวๆ ๕๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อตันไม่น่าจะฟื้นตัวกันได้ง่ายๆ

วิศวกร กฟผ. และลูกคู่ยังไม่หายสร่างเมาเพราะตีโจทย์ผิดตั้งแต่แรกเลยโวยวายว่า

อะไรกับบ้านปูหนักหนาครับ 55
ผมละงง กับ ท่านเลย ถามอะไรไป
เอาแต่ บ้านปู มาลง อย่างเดียว
หรือมีความรู้เกี่ยวกับบ้านปูอย่างเดียว
บริษัทบ้านปูได้ส่งเงินเข้าการคลังของประเทศไทยไหมครับ ?
บ้านปู ไม่ใช่ รัฐวิสาหกิจ ที่ท่านกล่าวมาข้างบน เลยสักนิด ….
ท่านสับสนหรือครับ อิอิ
สงสัยเม่าจะลงหุ้นไว้เยอะ เลยบาดเจ็บ

วิวาทะเรื่องพลังงานทดแทนกับหนุ่มกฟผ.ก็จบลงที่ตรงนี้
วิวาทะนี้นอกจากจะทำให้เห็นว่ายังมีโทสะ ทิฏฐิมานะหลงเหลืออยู่ในหัวจิตหัวใจ ยังขัดถูออกไปยังไม่หมดไม่สิ้นแล้ว ยังสอนให้เราได้เรียนรู้อีกว่า

o คุณภาพการศึกษาของไทยนั้นถดถอยลงไปอย่างมาก ก็รู้ๆกันอยู่ว่าวิศวกร หมอนั้นหัวไม่ดี เรียนไม่ได้ หากมองย้อนอดีตกลับไปสัก ๑๐ ปี ไม่มีทางที่เราได้เห็นวิศวกรเอ๋อ หลงประเด็น ตีโจทย์ไม่แตก ไม่เข้าใจความหมายของข้อความที่อ่านแบบที่เด็กยุคนี้เป็นกัน ไม่มีแน่ๆ

o วิวาทะนี้ทำให้มีโอกาสได้สืบค้นข้อมูล เห็นจังหวะย่างก้าว เงื่อนเวลาที่สอดคล้องต้องกัน ที่มาที่ไปของแผนธุรกิจภาคเอกชนกับนโยบายพลังงานภาครัฐ ช่างสอดคล้องกันดีเสียเหลือเกิน

o ขาหุ้นพลังงานน่าจะได้ประโยชน์จากการอ่านวิวาทะนี้ไปเต็มๆ

โลกของคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่


โลกของคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่

มนุษย์ลุง มนุษย์ป้า

Gen ME คือ แรงงานรุ่นใหม่อายุ ๑๘ – ๒๓ ปี เกิดปีพ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๔๐ พ่อแม่ของคน Gen ME ก็คือกลุ่มคนที่สังคมเรียกว่ามนุษย์ป้า อายุราวๆ ๔๐ – ๕๐ ปี นั่นคือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงประมาณปีพ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๒๐ นั่นเอง

มนุษย์ลุง มนุษย์ป้าจึงเกิดในยุค ๑๔ ตุลา ๑๖ และ ๑๖ ตุลา ๑๙

ปู่ย่าของคน Gen ME “พ่อแม่ของมนุษย์ลุง มนุษย์ป้า” ก็คือกลุ่มคนหนุ่มสาวร่วมสมัยที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการในช่วง ๑๔ ตุลา ๑๖ และ ๑๖ ตุลา ๑๙ จนต้องหนีกระเซอะกระเซิง หัวซุกหัวซุนเข้าป่าไปนั่นเอง

มนุษย์ลุง มนุษย์ป้าจึงเติบโตมาในช่วงที่ป๋าเปรมเรืองอำนาจ สงครามเย็น สงครามอุดมการณ์ระหว่าง ๒ ขั้วอำนาจ คือ เสรีนิยมอเมริกากับคอมมิวนิสต์โซเวียตมาถึงจุดสิ้นสุด กำแพงเบอร์ลินพังทลาย สหภาพโซเวียตล่มสลาย อเมริกาสยายปีกเป็นมหาอำนาจเดี่ยว ตลาดหุ้นเติบโตขยายตัวต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ร้านโชห่วยแปรสภาพเป็นห้างฯท้องถิ่น ประเทศไทยกำลังจะเป็นเสือตัวใหม่ของเอเชีย ถนน ๒ เลนกลายเป็นถนน ๔ เลน ฯลฯ เทคโนแครตมีบทบาท มีอิทธิพลสูงมากในการกำหนดอนาคตและความเป็นไปของบ้านเมือง ผลจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจคือความเจริญของบ้านเมือง คือความร่ำรวยของกลุ่มทุนรับเหมา พ่อค้า นักธุรกิจ เถ้าแก่โรงสี เจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้องกับการรับเหมา การประมูลงานที่เคยแอบอยู่หลังฉากทยอยปรากฏโฉม เปิดตัวเองสู่สังคมการเมือง จากส.ท. สู่ส.จ. ตามมาด้วย ส.ส. ต่อจากนั้นก็เริ่มใฝ่ฝันถึงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรี รัฐมนตรี ตามลำดับ

พ.ศ. ๒๕๓๕ มนุษย์ลุง มนุษย์ป้าเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น กำลังแตกเนื้อหนุ่มอยู่ ไฟอุดมการณ์ที่แฝงฝังอยู่ในหัวจิตหัวใจของมนุษย์ลุง มนุษย์ป้าในวัยหนุ่มสาวก็คุโชนขึ้นในเดือนพฤษภา นำไปสู่เหตุการณ์ทมิฬ ไม่มีใครต้องหลบหนีเข้าป่าเฉกเช่นคนเดือนตุลาเพราะเผด็จการเป็นฝ่ายแพ้พ่าย ประชาธิปไตยเบ่งบาน การเมืองมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่องยาวนาน ว่ากันว่าหน้าฉากทางการเมืองคือ มีดโกนกรีดน้ำผึ้ง มังกรสุพรรณ และพ่อใหญ่จิ๋ว แต่ฉากหลัง ผู้ชนะตัวจริง กินอิ่มนอนหลับ เติบโตมาอย่างต่อเนื่องยาวนานคือกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ต่างๆทั้งทุนไทย ทุนต่างชาติล้วนเติบโตขยายตัวต่อเนื่องผ่านเครือข่ายสายสัมพันธ์ที่เป็นไปด้วยดีระหว่างอำนาจรัฐกับอำนาจทุน คณะรัฐมนตรีไม่ว่าจะยุคใด สมัยใดล้วนไม่อาจขาดปัญญาชนระดับหัวกระทิ ผู้บริหารมือดีที่ฝ่ายการเมืองไปดึงตัวมาจากภาคธุรกิจเอกชนชั้นนำ เช่น กลุ่มชินคอร์ป เจ้าสัวซีพี เครือเซ็นทรัล เครือซิเมนต์ เบียร์ช้าง เบียร์สิงห์ ฯลฯ

ตั้งใจไว้ตอนยังเล็ก ยังเป็นเด็กเรียนป.ขี้ไก่

จบจากรามวันไหน จะไปทำงานอยู่ธนาคารกะลุ๊กปุ๊กไทย

บทเพลง “ไอ้หรั่ง” นี้ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่สะท้อนสภาพค่านิยมของคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ได้เป็นอย่างดีว่าปู่ย่าปลูกฝัง คาดหวังให้เรียนจบสูงๆ จบมาจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ใส่สูท ผูกเนคไท กินเงินเดือนสูงๆใน ธนาคาร บริษัทเอกชน ผิดกับคนรุ่นปู่ รุ่นย่าที่ปรารถนาจะเป็นข้าราชการ

พ.ศ. ๒๕๓๘ – ๒๕๔๐ เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง คนรุ่นปู่ รุ่นย่าอยู่ในช่วงวัยกลางคน บางคนล้มละลาย บางคนก็ถูกไล่ออกจากงาน ปู่ย่าในวัยกลางคนอายุ ๔๐ – ๕๐ ปีแล้วถ้าไม่เก่งจริง ไม่เจ๋งจริงก็ยากที่จะหางานใหม่ทำได้ ไม่ว่าจะสมัครใจลาออกจากงานหรือถูกเขาบีบออก ปลดออกจากงานก็ตาม หนทางที่เหลืออยู่จึงมีทางเดียวคือหอบเงินค่าชดเชยที่ได้รับกลับบ้าน ลงทุนทำร้านค้าเล็กๆพอได้มีรายได้เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวกันไป รอดบ้าง ไม่รอดบ้างก็เป็นไปตามธรรมดา ธรรมชาติของธุรกิจ การทำมาค้าขาย

ทรมาน – พราย ปฐมพร

ตกอยู่ในความมืดมิด ร่างกายคล้ายไร้ชีวิต
พันธนาการแม้ความคิด หมดสิ้นอนาคต
* เหมือนกระชากลมหายใจให้ขาด
ทุรนทุราย ดังไฟเผากาย ทรมานเยี่ยงสัตว์ร้าย.. ถูกฆ่า

 

ถูกฝังดังกากสังคม ตรมเพียงเดียวดาย
ไม่มีใครเห็นใจ กลายเป็นผีร้าย
(ซ้ำ *)
อยู่ในเหวแห่งความทุกข์ทน ทุกคนพากันเกลียดชัง
มันฝังรากลึกในวิญญาณ มันคืบคลานควบคุม
มันเกาะกุมคล้ายคลายความเศร้า แต่กลับเคล้าด้วยน้ำตา
พาตัวเองออกจากมัน หนีความฝันอันทรมาน
ทรมาน ทรมาน ทรมาน ทรมาน

ขณะที่คนรุ่นปู่ รุ่นย่าออกจากงานในวัยกลางคนนั้นก็เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ที่เรียนจบสถาบันการศึกษาออกมาหางานทำพอดี ตำแหน่งงานว่างในตลาดแรงงานจึงถูกแทนที่ด้วยแรงงานรุ่นใหม่คือคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ไฟแรง แถมยังลดต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงานได้อีกเพราะให้เงินเดือนต่ำกว่า ตามอัตราค่าจ้างเริ่มต้น ไม่ต้องบวกค่าประสบการณ์เพิ่มเข้าไปในเงินเดือน ส่วนคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ที่หางานทำไม่ได้ในขณะนั้นก็แพ้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเรียนต่อปริญญาโท กว่าจะเรียนจบวิกฤติต้มยำกุ้งก็คลี่คลายไปบ้างแล้ว ก็ได้อาศัยวุฒิปริญญาโทนั้นนั่นเองสมัครเข้าทำงาน และได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตราค่าจ้างเริ่มต้นตามวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ห้างสรรพสินค้าจากส่วนกลางก็เริ่มรุกคืบ ขยายตัวออกสู่ภูธร ท้าชนห้างท้องถิ่น คนรุ่นพ่อ รุ่นแม่จึงเป็นคนรุ่นแรกที่ได้ใช้โปรแกรม Windows MS.Words  MS.Excel เสาร์อาทิตย์นัดเพื่อนมาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า กินอาหารฟาสต์ฟู๊ด ดูหนังจีนกำลังภายใน หนังฮอลลีวูดในโรงภาพยนตร์ ฯลฯ

แล้วค่านิยม วิถีชีวิตแบบนี้ก็ถ่ายทอดสู่คนรุ่นลูก รุ่นหลาน คือ เด็ก Gen ME กันต่อไป

ความถูกต้อง เหมาะ ควร บนเกมอำนาจและผลประโยชน์

%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2
เรื่องราวเพียงเรื่องเดียว แต่กลับสามารถบอกเล่าถึงสภาพความเป็นไปของสังคมได้ในหลายมิติ

ผู้ประกอบการรายหนึ่งใช้เวลาอยู่นานหลายปีในการรวบรวม กว้านซื้อที่ดินหลายแปลงจากชาวบ้านมาสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลที่มีกระบวนการผลิตครบวงจร เริ่มต้นจากการทำลานรับซื้ออ้อย จากนั้นก็ส่งเข้าโรงงานหีบอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาล เศษวัสดุที่เหลือก็ผลิตเป็นแผ่นไม้อัด เอทานอล และนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ากำลังการผลิต ๔.๙ เมกะวัตต์ โดยมีที่ดินอยู่ ๒ แปลงๆหนึ่งอยู่ห่างจากชุมชน ตัวอำเภอราวๆ ๒ กิโลเมตร อีกโรงงานหนึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอราวๆ ๕ กิโลเมตร

โรงงานน้ำตาลอยู่ห่างจากชุมชน ตัวตลาด ๕ กิโลเมตรนั้นชาวบ้านรับได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่โรงไฟฟ้าชีวมวลนี่สิ ห่างจากชุมชน ห่างจากตลาด ห่างจากตัวอำเภอเพียงแค่ ๒ กิโลเมตรเท่านั้นเอง ก็คิดกันไปได้ ทำกันไปได้หนอคนเรา

การตั้งโรงงานอะไรสักอย่างหนึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะยื่นเรื่องวันนี้ พรุ่งนี้อนุมัติ ก็ไม่ใช่อีก กระบวนการขั้นตอนมีเยอะแยะมากมาย

เสียงลือเสียงเล่าอ้างเขาก็เลยเล่ากันว่าเรื่องนี้น่ะเขาอนุมัติกันมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๕ แล้ว ข้างบนเขาสั่งมา ข้างล่างจะทำอะไรได้ล่ะ ไม่เซ็นให้ผ่านคนข้างล่างก็อยู่ไม่ได้น่ะสิ

การกว้านซื้อที่ดินหลายร้อยไร่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่ว่าจะสามารถทำกันได้ในชั่วข้ามคืน แต่ต้องใช้เวลาอยู่นานหลายปี แต่คนในชุมชน คนในพื้นที่กลับไม่มีใครรู้เรื่องเลยว่าที่นายทุนใหญ่เขามากว้านซื้อที่ดินตั้งหลายร้อยไร่นี้ เขาจะเอาที่ดินไปทำอะไร

เขาล้อมรั้วสังกะสีกัน มีรถบรรทุกดินวิ่งเข้าออกขวักไขว่ก็ยังไม่มีใครรู้อีกว่าที่ดินแปลงนี้เขาถมที่เสร็จแล้วจะทำอะไร

แล้วจู่ๆเรื่องก็แดงขึ้นมาว่าเขาจะถมที่ทำโรงงานไฟฟ้าชีวมวล

แล้วก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างต่อมาอีกว่า … ที่เรื่องมันแดงขึ้นมาก็เพราะว่านายหน้าที่อกหัก ขายที่ดินไม่ได้เป็นคนแฉ

เมื่อคนในชุมชนทราบระแคะระคายก็นัดแนะกันทำประชาคม เมื่อรู้ตำแหน่งแห่งที่ว่าอยู่นอกเขตเทศบาลแต่อยู่ในเขตของอบต.ก็ไปสอบถาม ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากอบต. ตามที่ พรบ.ข้อมูลข่าวสารฯ ได้เปิดช่อง เปิดทางไว้ให้ภาคประชาชนสามารถทำได้เพื่อตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

เมื่อคนในชุมชนมีข้อมูลในมือมากพอสมควร กระแสต่อต้านโรงไฟฟ้าชีวมวลจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างแข็งขัน เอาจริงเอาจังเพราะมีคุณชีวิต สุขภาพของคนในตลาด ในเขตเทศบาล ในเขตอบต. : ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของคนทั้งอำเภอเป็นเดิมพัน

เมื่อถูกประชาชน คนในพื้นที่เสี่ยงต่อต้านหนักๆเข้าก็เลยมีกระแสข่าวออกมาทำลายความน่าเชื่อถือของแกนนำต่อต้านโรงไฟฟ้าชีวมวลว่าถ้าโรงงานถูกระงับการก่อสร้าง แกนนำจะได้รับเงินรางวัล ๓๐ ล้านบาท แต่ก็ไม่รู้อีกว่าเจ้ามือ พ่อบุญทุ่มคนนั้นเป็นใคร ทำไมต้องจ่ายเงิน ๓๐ ล้านบาท แล้วคนจ่ายจะได้ประโยชน์อะไรหากโครงการนี้ล้ม

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง บทเรียนที่เราจะได้รับจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่แน่ๆก็คือโรงงานนั้นมาตั้งอยู่ในที่ๆไม่สมควรตั้ง คือ ห่างจากชุมชน ตัวอำเภอเพียง ๒ กิโลเมตรเท่านั้นเอง

… งานนี้ได้เหม็นเน่า เป็นโรคภูมิแพ้กันหมดตลาดแน่ๆ : โรงพัก ทั้งที่ว่าการอำเภอ อบต. ตลาด โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ส.ท. นายกฯเล็ก นายกฯอบต.ก็มีบ้าน มีที่ทำงานอยู่แถวๆตลาดด้วยกันทั้งนั้น กลิ่นเหม็นเน่า โรคภูมิแพ้มันรู้จักยกเว้นให้กับใครคนใดคนหนึ่งไหมล่ะ ไม่ว่าหน้าไหนมันก็เหม็น ก็ป่วยภูมิแพ้ได้ด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ ก่อเวรสร้างกรรมกับคนไว้เยอะแยะมากมายขนาดนี้ ถ้ากระบวนการอนุมัติโครงการไม่ถูกต้องงานนี้ก็หลายเด้งล่ะ คนที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากตกนรก เป็นสัตว์นรกให้เขาทิ่มแทง เอาน้ำร้อนกรอกปากก่อน หมดเวรหมดกรรมแล้วก็มาเป็นเปรตจมูกหายใจไม่ออก ปากเท่ารูเข็ม ใครเขาแผ่ส่วนบุญให้ก็ไม่ได้รับจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรมถึงจะรับกุศลผลบุญที่ญาติอุทิศมาให้ได้ จากนั้นก็มาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานกลิ่นตัวเหม็นเน่า น่ารังเกียจให้เขาขับไล่ ทุบตีอีก บาปกรรมที่ทำไว้เสมอกับผลบุญแล้วถึงได้กลับมาเกิดเป็นคนใหม่

… เรื่องเวร เรื่องกรรมมันเป็นอย่างนี้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ใครทำกรรมอันใดไว้ย่อมได้รับผลจากกรรมนั้นๆเสมอไป แค่เงื่อนเวลาเท่านั้นเองว่ากรรมจะตามทันเมื่อไหร่ มีบุญมา สร้างกุศลไว้เยอะก็รับกุศลผลบุญก่อน บุญน้อยกว่าบาปก็ต้องใช้กรรมก่อนเสวยผลบุญ

กรรมของคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการลักไก่นี้ก็ว่ากันไป ถึงเวลาคนที่เกี่ยวข้องย่อมหนีไม่พ้นกฎแห่งกรรม ได้รับผลกรรมนี้อย่างแน่นอน

แล้วคนที่มีอำนาจราชศักดิ์อยู่ในขณะปัจจุบันนี้ล่ะจะว่าอย่างไร ท่านสามารถใช้อำนาจพิเศษที่มีอยู่ในมือเพื่อสร้างบุญ สร้างกุศล เสริมบารมีของตนให้สูงขึ้นได้ด้วยการใช้อำนาจพิเศษทำในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะ ควร เพื่อช่วยเหลือคนทั้งชุมชนให้รอดพ้นจากหายนะนี้ได้ แค่ท่านทำในสิ่งที่ถูกต้อง สกัดยับยั้งความผิดพลาด บาปกรรมที่คนอื่นก่อไว้ด้วยอำนาจพิเศษที่มีอยู่ในมือ ก็เท่านั้น สุขภาพของคนทั้งชุมชน ทั้งในเขตเทศบาลและอบต.ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมของคนทั้งอำเภอ กับความมั่งคั่ง ร่ำรวยของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ ท่านจะเลือกฝั่งไหน และหากท่านมีกระบวนการ ขั้นตอนที่หมดจด สวยสดงดงาม ท่านยังจะได้รับประโยชน์ทางการเมืองตามติดมาอีกด้วย

เรื่องนี้ไปถึงมือท่านแล้วจากหลากหลายช่องทาง ทั้งร้องเรียนโดยตรง ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ร้องเรียนต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ศาลปกครอง และปปช.

สุดแท้แต่ท่านผู้มีอำนาจและกุนซือ : กลุ่มทุน-บุ๋นประชารัฐ และสายบู๊-เสนาธิการทหาร จะพิจารณาครับ

ยักษ์ร้องทุกข์ – พราย ปฐมพร

เฮ้ย !!! อุเหม่ ปวดกะบาลลล…

กูเป็นยักษ์ดุร้าย แค่เขี้ยวโง้วยาว…
มึงเป็นคนตัวน้อยนิด ไยเขี้ยวลากดิน…
กัดกินพวกเดียวกันเอง เอาเปรียบ เหยียบตีนกัน
วันทั้งวันลมหายใจ คิดจะเอาแต่…เงินทองงง
เกิดเป็น คนบนโลก มัน น่าแปลกใจ
อัปรีย์ ปลิ้นปล้อน จัญไรมากมาย ร้ายกาจกว่าเวทมนต์
แย่งกันทำมาหากิน กินกันซะ จนไม่เหมือนคน
คืนทั้งคืนไม่นอน กระเสือกกระสนหาเงินทองงง
อุเหม่…มนุษย์
บูชา ทำไมนักหนาเงินทอง
หรือกูจะต้องกรีธา ยักษ์อสุรา มาร้องทุกข์

มนุษย์หน้าเงิน เนื้อตัวเหม็น
กระเดือกยาก รสชาติ ไม่เป็น สับปะรด
ยักษ์คงสูญพันธุ์ คนดีเนื้ออร่อย ตายกันหมด
พวกทุเรศเต็มเมือง ขายตัวเองได้ เพื่อเงินทองงง
อุเหม่…มนุษย์ บูชา ทำไมนักหนาเงินทอง
หรือกูจะต้องกรีธา ยักษ์อสุรา มาร้องทุกข์

(ร้องแบบโขน)+++
ปวดกะบาลลลลลลลล
ยักษ์ไม่มี อาหารจะกิน
พลยักษ์คง จะด่าวดิ้น สิ้นชีวา
วันนี้…จะประท้วง ถึงสวรรค์ชั้นฟ้า
คนดีกลับไม่ส่งลงมา
มีแต่พวกตัวเหม็น ทะเล้น
เซ่นไหว้ แต่เงินทองงง

Gen ME : เจนโลก เจนโลภ


Gen ME : เจนโลก เจนโลภ

เด็กและเยาวชนคน Gen ME นั้นหมายถึงแรงงานสายเลือดใหม่ ๑๘ – ๒๓ ปีแล้วย้อนถอยลงไป ก็คือคนที่เกิดราวๆปีพ.ศ. ๒๕๔๐ แล้วนับถอยลงไป : ลืมตาขึ้นมาดูโลกในช่วงที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง พ่อแม่จบมาหางานทำลำบาก ปู่ย่าถูกปลด หอบเงินก้อนใหญ่ออกจากงานกลับมาอยู่บ้านนอก บริษัทไมโครซอฟต์กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากกระแสตอบรับที่ดีในโปรแกรม Windows MS.Office เด็ก Gen ME จึงเติบโตมากับเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย ครอบครัวมีเพียงแค่พ่อแม่กับลูก ๑ – ๒ คน ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ยกยอปอปั้นและตามใจกันแบบสุดๆ

จริงเพียงจริง – พราย ปฐมพร

หากเธอเป็นดอกไม้ จะบานหรือชอกช้ำ
ด้วยรักฉันเร่าร้อน ดั่งภูเขาไฟไม่มีเหตุผล
ทุกครั้งจึงหวาดกลัวจนไม่รักใคร

หากเธอเป็นผ้าขาว จะหมองหม่นเลอะสี
ด้วยรักฉันแค้นเคือง กดดันดั่งจิตรกรไม่มีชื่อเสียง
มีเพียงเงาแห่งความเดียวดาย

* เพียงขอ.. ให้โลกนี้มีเธออยู่จริง
แม้รักเธอเป็นเพียงฝัน แต่รักฉันจริง (เพียงจริง)
(ซ้ำ *)

หากเธอเป็นเรือน้อย คงล่องลอยอ้างว้าง
ด้วยรักฉันกว้างใหญ่ ดังมหาสมุทรที่สิ้นหวัง
ไม่มีฝั่งไม่มีความมั่นคงใดๆ

หากเธอเป็นเหมือนฉัน โดดเดี่ยวดั่งหุบเขา
เฝ้าคอยใครสักคนเป็นเมฆที่บางเบา คลอเคลียไม่ห่างหาย
ให้ความเหงาของเรากล่าวคำทักทาย
(ซ้ำ *,*,*,*)

อารมณ์ฉันถึงทะเลบ้า จินตนาการทั่วฟ้าถึงเธอ

พ.ศ. ๒๕๔๔ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวเข้าสู่บัลลังก์อำนาจ เด็ก Gen ME อายุ ๔ ขวบ เข้าเรียนระดับอนุบาล-ประถมศึกษากันแล้ว พ่อแม่กำลังอู้ฟู่จากนโยบายประชานิยม ทั่วทั้งโลกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สังคมออนไลน์ การค้าเสรี อเมริกันนิยม ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี

เด็ก Gen ME นั้นโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น เกมส์ ภาพยนตร์ฝรั่ง และละครทีวี จึงคุ้นเคยอย่างดีกับละครน้ำเน่าโครงเรื่องซ้ำๆซากๆที่ตัวละครแต่ละตัวนั้นวันๆไม่ประกอบอาชีพการงานอะไร แต่งตัวเลิศๆ ทำตัวเชิดๆ เดินห้าง เที่ยวสถานบันเทิง ถ้าเป็นผู้หญิงก็ตั้งหน้าตั้งตาตบตีแย่งผู้ชายกัน ส่วนผู้ชายก็จ้องหาโอกาสมอมเหล้า ใส่ยานอนหลับลงไปแล้วพาหญิงสาวเข้าโรงแรม จากนั้นก็ถ่ายรูปแบล็คเมล์

ส่วนข่าวสาร ความเป็นไปของบ้านเมืองที่เด็ก Gen ME เติบโตมานั้นก็ไล่เรียงมาเรื่อยตั้งแต่สงครามสีเสื้อเหลือง-แดง-สลิ่ม, แก๊งค์ต้มตุ๋นหลอกลวง โฆษณาชวนเชื่อ, สื่อเสี้ยม ฯลฯ

จากรัฐประหารสู่สงครามกลางเมือง จากกองกำลังเสื้อเหลือง “กลุ่มพันธมิตรฯ” ปิดสนามบินสู่กองกำลังเสื้อแดง “เผากรุง” นี่คือสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่คนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ปลูกฝัง ฟูมฟักคน Gen ME ขึ้นมาทำให้คน Gen ME ถือเงินเป็นใหญ่ เอาแต่ใจตัวเอง โลภไม่รู้จักพอ คิดเหมือนกูคือถูกต้อง คิดต่างจากกูนั้นโง่เป็นควาย ไม่ได้ดั่งใจก็กรีดร้องหยั่งกะตัวร้ายในละครทีวี ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องระบายความโกรธเกลียดคับแค้น ฯลฯ

บัดซบ – พราย ปฐมพร

วันคืนผ่านไม่มีอะไรเหลือไว้ไม่มีเหลือให้เป็นความหวัง สิ่งที่ทำไม่เห็นเคยได้ดี
บัดซบ ชีวิตฉิบหาย ระยำ เสือกไม่เหมือนใคร
แค่เห่าหอนเหมือนหมาเมื่อคนรักมันเปลี่ยนใจ เคยกอดจูบ ยังทำกันได้ลง
บัดซบ ความรักยังเปลี่ยนไปง่ายดาย จะให้กัดฟันทนได้อย่างไร
เหลียวมองรอบกายดูเขาสุขใจ ให้หวนคิด โอ้ชีวิต ทุกข์ตรม
คนที่คิดคนที่ทำควรจะจำไว้ให้ดี คนบ้าคนไม่ดีมันก็มีหัวใจ
บัดซบ มันผิดกันตรงไหน ทำไม ไม่มีใครยอมรับ
เหลียวมองรอบกายดูเขาสุขใจ ให้หวนคิด โอ้ชีวิต ทุกข์ตรม
แต่จะอยู่ ถึงรู้ว่าคนมันเกลียด เกลียดก็เกลียดให้มันจำไว้
พวกมันก็คน พวกเราก็คนมีมือไม้ ต่างกันไป เพราะเราทำตามใจตัวเอง
พวกมันก็คน พวกเราก็คนมีมือไม้ ต่างกันไป เพราะเราทำตามใจตัวเอง

%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89

เมื่อคน Gen ME เจนโลก เจนโลภเรียนจบออกมา จึงมองว่าลอตเตอรี่เสรีเป็นช่องทางที่สามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วไม่ต่างจากหุ้นและฟิวเจอร์ เด็ก Gen ME จึงพร้อมที่จะโดดเข้ามาร่วมวงเก็งกำไรลอตเตอรี่ ด้วยการขึ้นทะเบียนผู้ค้าเสรี จ้างพี่ๆน้องๆผองเพื่อน คนรู้จักเปิดบัญชี สมัครเป็นผู้ค้าเสรี กว้านซื้อบัญชีและบัตร ATM ของผู้ค้าเสรีที่เข้ามาเก็งกำไรแล้วพ่ายแพ้ ถอดใจมาอยู่ในพอร์ตลงทุนของตน เมื่อรวบรวมบัตร ATM ได้มากพอกำไรครึ่งแสน-ค่อนแสนก็มองเห็นรำไรอยู่ตรงหน้า มหากาพย์หวยแพงจึงกลับมาอีกครั้งหนึ่งด้วยกลยุทธ์เดิมๆคือ กระจายคนมานอนเฝ้าตู้ ATM เพื่อ
กวาดลอตเตอรี่เข้าพอร์ตตัวเองให้ได้มากที่สุด ทำให้สลากตกถึงมือคนขายจริงให้น้อยที่สุด ใครอยากขายก็ต้องมารับเลขชุดจากยี่ปั๊วไปขายแทนเลขใบ

สลากงวด ๑๖ กันยายน ๒๕๕๙ ล็อตแรกที่ออกสู่ตลาด คือ สลากที่เป็นโควตาส่วนกลางซึ่งผู้ขายได้รับสลากก่อนวันหวยออก ๓ วันจึงถูกปั่นราคาขึ้นไปถึงเล่มละ ๘,๐๕๐ บาท เมื่อจับชนรวมชุดได้แล้วก็ตั้งราคาขายยกก้อนไว้ที่ ๘๒ – ๘๔ บาท ดังนั้น ราคาขายปลีกเลขชุด ๕ ใบใหญ่(ภาษากรุงเทพเรียกชุด ๑๐ ใบ)จึงพุ่งสูงถึงชุดละ ๕๘๐ บาท

หลังวันหวยออก ๑ วัน สลากจองกองรอเบิกอยู่ที่ไปรษณีย์ ยี่ปั๊วก็ส่งมารับซื้อถึงหน้าที่ทำการไปรษณีย์ ให้ราคาสูงถึงเล่มละ ๗,๘๐๐ บาท คนที่ขึ้นทะเบียนผู้ค้าสลากโควตาเสรีไว้แต่ไม่ได้ขายจริงจึงหันกลับเข้าสู่วงการมานอนเฝ้าตู้ ATM หวังนำสลากไปขายต่อเก็งกำไร ถ้าจองได้ก็ได้กำไรมากหน่อยทุนมา ๗,๐๔๐ บาท ขายได้ ๗,๘๐๐ บาท ถ้าจองไม่ทันแต่ยังซื้อได้ก็ขายได้ที่ ๗,๕๐๐ – ๗,๖๐๐ บาท ก็ยังได้กำไรอยู่ดี

เบ็ดเสร็จแล้ว งวดหนึ่งๆยี่ปั๊วจึงทำกำไรจากการขายส่งและขายปลีกลอตเตอรี่ได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งแสน รวมเบ็ดเสร็จแล้วก็มีกำไรไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑ แสนบาท

มหากาพย์ลอตเตอรี่จึงเป็นตำนานที่ไม่มีวันสิ้นสุด ชิงไหวชิงพริบกันไปเรื่อยๆระหว่างรัฐกับยี่ปั๊ว

คนที่สามารถทนลำบากตรากตรำมานอนเฝ้าตู้ ATM ได้ก็ไม่พ้นหนุ่มๆสาวๆวัยรุ่น ผลัดกันมาเข้าเวรเฝ้าหน้าตู้บ้าง มาตั้งวงกินเหล้ากันหน้าตู้ตั้งแต่เย็นบ้าง เช้ามาถ้าเห็นว่ามีคนมารอคิวหลายคนก็โทร.เรียก โทร.ปลุกเพื่อนมาเป็นกำลังเสริมเพื่อยึดตู้เป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ไม่ต้องเสียเวลากดแล้ววนมาต่อคิวใหม่ น้ำจิตน้ำใจแบ่งปันคืออะไรไม่รู้จัก กฎกติกาว่ายังไงข้าก็ไม่สน ในหัวมีคำว่ากำไรๆๆ กูมีบัตรอยู่ในมือ ๑๐ ใบ, ๒๐ ใบ กูต้องกดให้ได้ทั้งหมด

โลกของคนยุคใหม่


โลกของคนยุคใหม่

เมืองไทย – พราย ปฐมพร

เช้าอันสดใส ผู้คนมีไมตรีให้กัน
ดินแดน แห่งรอยยิ้มหมื่นพัน นับวัน เปลี่ยนผันไป
ข่าวคราวทุกเช้าทำร้ายทำลายกัน บ้านเมืองเรา จะไปรอดอย่างไร
มีแต่คนอยากเป็นใหญ่ ไม่มีใครช่วยใคร
หรือคนไทยไม่มีน้ำใจ เหมือนก่อน
หรือคนไทยไม่มีน้ำใจ เหมือนก่อน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a0%e0%b8%b0-%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%b0-%e0%b9%82%e0%b8%a1

Pogemon GO…

อนาคตสังคมไทยฝากไว้ในมือเยาวชนคนหนุ่มสาวที่เราเรียกกันว่าคน Gen ME คือ ยึด “อัตตา-ตัวกู” เป็นใหญ่ เด็กไทยยุคนี้มีวิถีการดำเนินชีวิตคล้ายๆกับในเพลง “ลูกแก้ว” ของคาราบาว คือ  … เกิดเป็นลูกคนเดียว พ่อรักปานดวงใจ ลูกอยากได้อะไรพ่อคอยตามใจๆๆๆ … เป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ใจร้อน ใจเร็ว อยากได้อะไรต้องได้ เติบโตมาบนความสุขสบาย แทบจะเรียกไว้ว่าครอบครัวมีพร้อม หรือให้ได้ในแทบจะทุกสิ่งที่เรียกร้องต้องการ

หนุ่มสาว – พราย ปฐมพร

คนหลายคนไม่เคยใฝ่ฝัน คนหลายคนอยู่ไปอย่างงั้น
ให้ชีวิตให้เวลาเสียไป ปล่อยใครไม่รู้ฆ่าวัย หนุ่มสาวที่มี
คนน้อยคนจะสมดังหวัง คนน้อยคนจะมีพลัง
ความกล้ามีความคิดมี อย่าอาย อย่าให้วัยหนุ่มสาวตาย เพราะความกลัว

เธอมีไฟในใจเธอมีวัยร่าเริง เธอมีชีวิตชีวา
เธอมีหนทางข้างหน้า ให้เลือกว่าไปทางไหน
คิดเอง บรรเลงเพลง เพลงชีวิตด้วยตัวของตัวเอง

คนอย่างเธอต้องมีความฝัน คนอย่างเธอต้องตามให้ทัน
พลังมีความรู้มี ช่วยกัน ให้คุณค่าวัยเธอนั้น สวยงาม

หว่านเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น พ่อแม่ปู่ย่าเลี้ยงลูก เลี้ยงหลานมาอย่างไรเขาก็เป็นเช่นนั้นนั่นแหละ

%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เมื่อเด็กๆ Gen ME เติบโตมาเป็นวัยรุ่นก็ออกจากรั้วโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน

เด็กหัวขี้เลื่อย เรียนสายสามัญไม่รอดก็ต้องไปเรียนสายอาชีพ

เด็กที่มีปัญหาเรื่องท้องก่อนเรียนจบ ท้องก่อนแต่ง หากไม่ทำแท้ง ไม่ลาออกก็ต้องพักการเรียนไว้ก่อน คลอดแล้วก็มาเรียน กศน. หรือภาคค่ำให้ได้วุฒิม.๓ ม.๖ ปวช. ปวส.

เด็กกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มคนที่มีอายุราวๆ ๑๘ – ๑๙ ปี คือเกิดปีพ.ศ. ๒๕๔๐(ค.ศ. ๑๙๙๗)

เด็กหัวดี เรียนเก่ง หรือมีโชคดี วาสนาดี เรียนจบมหาวิทยาลัย มีปริญญาตรีประดับฝาบ้านก็จะมีอายุราวๆ ๒๓ – ๒๔ ปี คือเกิดปีพ.ศ. ๒๕๓๖(ค.ศ. ๑๙๙๓)

ปู่ย่าของเด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ล่ะ ก็คือผู้เฒ่าผู้แก่วัยชราอายุ ๖๐ ขึ้นไปซึ่งเกิดก่อนปีพ.ศ. ๒๕๐๐ นับถอยลงไปเรื่อยๆจนถึงช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดสงครามมหาเอเชียบูรพา

คนรุ่นปู่ รุ่นย่าเติบโตมากับการฟื้นฟูบ้านเมืองที่บอบช้ำจากสงคราม สู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สงครามที่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อชีวิตถูกแทนที่ด้วยสงครามความคิดระหว่าง ๒ ค่ายมหาอำนาจ คือ เสรีนิยม ประชาธิปไตยแบบอเมริกากับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์แบบโซเวียต

พ.ศ. ๒๕๐๔ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม

ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี

การพัฒนาเศรษฐกิจที่ว่านั้นก็คือการพัฒนาที่มีส่วนกลางเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือความเจริญ อะไรคือเป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยที่ส่วนภูมิภาคและประชาชนคนในพื้นที่ก็ไม่ได้เข้าอกเข้าใจในคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ว่ามายังไงก็ทำไปอย่างนั้นแบบงูๆปลาๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยเปิดอยู่ พึ่งจะแปลสภาพมาเป็นมหาวิทยาลัยปิดในรุ่นพ่อ รุ่นแม่เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันนี้เอง

๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ นิสิต นักศึกษาที่ออกมาประท้วงจนถูกรัฐบาลทหารใช้กระสุนจริงเข้าปราบปรามจนต้องหนีเข้าป่าก็คือคนรุ่นปู่ รุ่นย่าในวัยหนุ่มสาวนั่นเอง

ส่วนคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ของเด็กหนุ่มสาวยุคนี้ที่มีอายุราวๆ ๔๐ – ๕๐ ปีในปัจจุบันก็คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๒๐ (ค.ศ. ๑๙๖๗ – ๑๙๗๗) ยุคเผด็จการครองเมือง นิสิต นักศึกษาหนีเข้าป่ากัน

เมดอินไทยแลนด์พอแขวนตามร้านค้าก็ติดป้ายติดตราว่าเมดอินเจแปน

เนื้อหาจากเพลง Made in Thailand ของวงคาราบาวคือภาพสะท้อนมุมมองความคิด ค่านิยมของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้เป็นอย่างดีว่านิสัย สันดานของคนไทยเรานั้นเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร

ไม่เห็นว่ามันจะแปลกอะไรตรงไหนเลยที่นายกฯญี่ปุ่นแต่งตัวเป็น Super Mario รับไม้ รับคบเพลิงต่อจากบราซิล ก็ในเมื่อหากเราให้คนทั้งโลกมาเล่นเกมกัน คิดถึงญี่ปุ่นใน ๕ วินาที คนทั้งโลกจะนึกถึงอะไรบ้างก็คงหนีไม่พ้น : สาว AV สุดคิกขุ หุ่นสะบึม ร้องแต่ละทีดังลั่นไป ๓ บ้าน ๗ บ้าน, การ์ตูนญี่ปุ่น และเกมคอมพิวเตอร์ ๓ สินค้าเมดอินเจแปนที่ฮ็อตฮิตติดตลาด รู้จักกันทั้งไปโลก

แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร : ด้านหนึ่งคือการเปิดตัวเครื่องเล่นเกม Nintendo รุ่นใหม่ อีกด้านหนึ่งบนเวทีเปิดตัว iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ก็มีการเปิดตัวเกม Super Mario Run บนแพลตฟอร์ม iOS

จังหวะเวลาช่างพอเหมาะพอเจาะ สอดรับกันเป็นอย่างมาก อ่านข่าวนี้แล้วก็นึกถึงข่าวฉาวเรื่องสินบนล็อคผลโหวตเจ้าภาพโอลิมปิค วอลเลย์บอลสาวไทยแพ้ญี่ปุ่นอดไปโอลิมปิคเพราะเขาต้องการให้ญี่ปุ่นเข้ารอบขึ้นมาในทันที

นี่ถ้าเป็นเมืองไทยนะ เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ กลิ่นตุๆแบบนี้สื่อไทยจมูกไวมาก ถ้าไม่ใช่พวกพ้องกันปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นของภาคเอกชนก็ต้องลงมาลุยด้วยแน่นอน กว่า ปปช. จะขยับตัว ข้อมูล ข่าวสาร หลักฐานความสัมพันธ์เชื่อมโยงก็แชร์กันเต็มหน้าฟีด Facebook แล้ว

หากต้องการเห็นความแปลกใหม่ คิดแบบญี่ปุ่น ทำแบบญี่ปุ่นก็ลองทำแบบเดียวกันดูสิ ถามคนทั้งโลกว่านึกถึงอะไรเกี่ยวกับเมืองไทย ประเทศไทย สินค้าไทยให้เวลา ๕ วินาที …เริ่ม : ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก

ถ้าคิดออกก็ดีไป คิดไม่ออกก็แปลว่าเราขายแต่ของเก่ากิน ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม สินค้าเดิมๆ : แหล่งท่องเที่ยว มวยไทย นาฏศิลป์ไทย สาวไทย เลดี้บอย ทิฟฟานี่โชว์ ฯลฯ ขาดแคลนสินค้านวัตกรรมใหม่ ผิดกับคนญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าในเรื่องเกมส์ การ์ตูน อเมริกาก็มีหนังฮอลลีวูด ฯลฯ

ทอม ทอม แว ยู โก ลาส ไนท์

ไอ เลิฟ เมืองไทย, ไอ ไลค์ พัฒน์พงศ์

น้องนางคงทำให้ทอมลุ่มหลง

ไอ เลิฟ พัฒน์พงศ์, ไอ เลิฟ เมืองไทย

ความประหลาดอีกประการหนึ่งของคนไทยก็คือแง่คิดทางประวัติศาสตร์

ชาวจีนโบราณมองว่าคนจีนคือชาวจงหยวน นอกกำแพงเมืองจีนออกไปล้วนเป็นต่างด้าวทั้งสิ้น แต่คนจีนยุคปัจจุบันกลับขยายขอบเขตความหมายของจีนให้กว้างขวาง ใหญ่โตมากขึ้นกว่าเดิม นโยบายจีนเดียวนั้นมองว่าธิเบต มองโกเลีย ไต้หวันล้วนเป็นส่วนหนึ่งของจีนทั้งสิ้น

มุมมองความคิดแบบคนจีนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแผกแปลกประหลาดแต่อย่างใด มนุษยชาติรบทัพจับศึกทำสงครามกันเพื่อแสวงความยิ่งใหญ่ ขยับขยายอาณาเขตให้กว้างขวางออกไปเรื่อยๆก็มีมาแต่โบราณกาล

แต่มุมมองความคิดแบบดูหมิ่นเหยียดหยามตัวเองว่าต่ำต้อยด้อยค่า สู้ชาติอื่นเมืองอื่นไม่ได้ แล้วก็มาโกหกหลอกลวงตัวเอง สร้างกรอบ ขีดจำกัดตัวเองว่าเราคนไทยนี้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ประวัติศาสตร์ชาติไทยเริ่มต้นที่อาณาจักรสุโขทั้งๆที่ภาพเขียนสี ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา โครงกระดูกมนุษย์ที่ขุดค้นพบในหลายพื้นที่นั้นมีอายุหลายพันปี แต่นักการเมือง คนเขียนตำราประวัติศาสตร์ก็แกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด เมินเฉย : ประวัติศาสตร์ไทยเริ่มต้นสมัยสุโขทัย คนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ประเทศไทยหมายถึงคนไทยแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ฯลฯ

ความจริงก็คือความจริง ดินแดนสุวรรณภูมินี้มีประวัติศาสตร์ มีชนเผ่าหลากหลายอาศัยอยู่ดั้งเดิมบนผืนแผ่นดินนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ศิลปะ วัฒนธรรมของไทยก็เป็นศิลปวัฒนธรรมร่วม ผสมผสาน คล้ายคลึงกันกับชาวเขมร มอญ รามัญ ลาว ฯลฯ

นาฏศิลป์ไทย อาหารไทย มวยไทย ฝีมือช่าง ๑๐ หมู่ของไทย ฯลฯ ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกว่าสวยงาม วิจิตร บรรจง ไม่ว่าคนไทยจะภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมไทยหรือไม่ก็ตาม

จาก COP21 สู่แผน ๒๐ ปี


อนาคตพลังงานไทย

๑. พลังงานทดแทน

น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้มาจากฟอสซิลนำพาเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤติมาแล้ว ๓ ครั้ง

ครั้งที่ ๑ เกิดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๑๖(ค.ศ. ๑๙๗๓) เกิดสงคราม Yom Kippur ขึ้นระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์และซีเรีย ราคาน้ำมันปรับเพิ่มจาก $3.65 ต่อบาร์เรลมาซื้อขายกันที่ $12 ต่อบาร์เรล โดยที่ก่อนหน้านั้นคือในปีพ.ศ. ๒๕๑๔(ค.ศ. ๑๙๗๑)สหรัฐอเมริกาได้ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไว้กับทองคำส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงอย่างหนัก

๖ ปีต่อมาคือในปีพ.ศ. ๒๕๒๒(ค.ศ. ๑๙๗๙)ก็เกิดวิกฤติน้ำมันครั้งที่ ๒ ขึ้นมาอีก ด้วยสาเหตุเดิมๆคือสงครามในตะวันออกกลาง คราวนี้คู่กรณีคืออิรักกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นจาก $15.85 ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ $39.50 ต่อบาร์เรล

วิกฤติพลังงานผ่านพ้นไป เศรษฐกิจโลกก็เติบโตขยายตัวต่อเนื่อง มีสะดุดเท้าตัวเองล้มบ้างเพื่อปรับสมดุลย์แต่ก็ยังไปต่อได้ทุกครั้งในช่วงเกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา จนกระทั่ง OPEC ตั้งปณิธานอันแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้ราคาน้ำมันต่ำกว่า $100 ต่อบาร์เรลอย่างแน่นอน วิกฤติน้ำมันรอบที่ ๓ จึงเกิดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๕๑(ค.ศ. ๒๐๐๘)

วิกฤติพลังงาน ๒ ครั้งที่ผ่านมา โลกก็ได้เรียนรู้ถึงบทเรียนอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นมาแล้ว หนทางแก้ไข ป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำของคนในยุคนั้นหลักๆคือ (๑) หาแหล่งสำรองน้ำมันแห่งใหม่ กับ (๒) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๙(ค.ศ. ๑๙๘๖) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนระเบิด ประชาชนราว ๓ แสนคนได้รับรังสีเกินขีดสูงสุดถึง ๕๐๐ เท่า

๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔(ค.ศ. ๒๐๑๑๗ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ ทั่วโลกต่างหวาดหวั่นจากมหันตภัยร้ายที่เกิดจากพลังงานนิวเคลียร์ หลายประเทศประกาศแผนปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หันไปพัฒนาและพึ่งพาพลังงานทดแทนแบบจริงๆจัง รถยนต์ไฮบริดได้ฤกษ์แจ้งเกิดอย่างจริงๆจังๆ รถยนต์ไฟฟ้าก็ประกาศตัวตามมา พลังงานทดแทนอื่นๆอย่างเช่น น้ำ ไฮโดรเจน หรือพลังงานแม่เหล็กก็มีคนคิด มีคนทำขึ้นมาเช่นกัน

๒. ภาวะโลกร้อน

พ.ศ. ๒๕๓๑ องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกและโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC)ขึ้น

พ.ศ. ๒๕๓๕ สมาชิกสหประชาชาติ ๑๘๙ ชาติจาก ๑๙๑ ชาติเห็นพ้องต้องกันในการประชุมสุดยอดของโลก(Earth Summit)ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล กำหนดกรอบอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) ต่างให้คำมั่นสัญญาต่อกันว่าจะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือเท่ากับระดับพ.ศ. ๒๕๓๓ ภายในปีพ.ศ. ๒๕๔๓

ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ออกพิธีสารเกียวโต กำหนดให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘

๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ไทยลงนามรับรองพิธีสารเกียวโต

๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ไทยให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโต

พ.ศ. ๒๕๕๕ (ค.ศ. ๒๐๑๒) ที่ประชุมสุดยอดผู้นำว่าด้วยการรับมือกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก (COP18) ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ตกลงว่าจะขยายเวลาสนธิสัญญาที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘(ค.ศ. ๒๐๐๕)ซึ่งจะสิ้นสุดในปีพ.ศ. ๒๕๕๕(ค.ศ. ๒๐๑๒)นี้ออกไปอีกจนถึงปีพ.ศ. ๒๕๖๓(ค.ศ. ๒๐๒๐)

๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘(ค.ศ. ๒๐๑๕) ผู้นำ ๑๙๖ ชาติร่วมประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อหาข้อยุติในข้อขัดแย้งตามข้อตกลงว่าด้วยการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะจำกัดระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน ๒ องศาเซลเซียส

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยประกาศต่อที่ประชุมว่า (๑) ไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ ๒๐-๒๕ (๒) นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ (๓) ลดใช้พลังงานฟอสซิล (๔) ใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (๕) ผลักดันระบบขนส่งทางราง (๖) ขจัดการรุกป่า (๗) ทำแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (๘) ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยความร่วมมือระหว่างประชารัฐ ที่ประกอบไปด้วย รัฐ เอกชน ประชาสังคม NGO และประชาชน
2016-06-29_07.58.06[1]

อนาคตประเทศไทยกับพลังงานสีเขียว

จากคำมั่นที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้ให้ไว้กับนานาชาติในที่ประชุม COP21 นั้นจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าสถานการณ์โลกบีบคั้นบังคับให้ไทยต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกับนานาชาติรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน ๒ องศา : โลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย แม้แต่กทม.เองก็ไม่พ้นกลายเป็นเมืองใต้บาดาล ถ้าเราไม่ช่วยกันตั้งแต่วันนี้

แกนหลักที่สำคัญคือ (๑) ปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (๒) ใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด (๓) คืนสมดุลย์ให้กับระบบนิเวศน์วิทยา สิ่งแวดล้อม และ (๔) การมีส่วนร่วมของคนในสังคมทุกภาคส่วน

นั่นหมายความว่าในแผนแม่บทประเทศไทยที่วางไว้ ๒๐ ปีซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยแผนงานย่อยระดับ ๑๐, ๕ ปี และแผนงานประจำปีนั้นจะต้องประเมินเอาไว้แล้วว่าทิศทาง อนาคต ความเป็นไปของโลกนั้นจะมุ่งไปสู่การใช้พลังงาน เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รัฐบาลย่อมมองเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะมองในเชิงความมั่นคง เชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือในเชิงพาณิชย์แล้ว อนาคตของเชื้อเพลิงฟอสซิล(น้ำมันและก๊าซ)นับวันมีแต่จะหดสั้นลงไปเรื่อยๆ เชื้อเพลิงจากถ่านหินและนิวเคลียร์ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากเวทีนานาชาติกันอีกแล้ว ไม่ช้าไม่นานก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลัง โรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์คงต้องปลดระวางไปจนหมดแน่ๆจะใช้เวลากี่ปีแค่นั้นเอง

ฝั่งเอเชียและยุโรปดูจะสนใจ ใส่ใจ และให้น้ำหนักกับพลังงานแสงอาทิตย์มากเป็นพิเศษ ส่วนฝั่งอเมริกานั้นเขาถือว่าเขาเป็นชาติมหาอำนาจ สามารถใช้กำลังเข้าบุกยึด ควบคุมบ่อน้ำมันในตะวันออกกลางได้ หนทางนี้นอกจากจะได้ควบคุมบ่อน้ำมันในตะวันออกกลางแล้วยังขายอาวุธได้อีกด้วย ขณะที่รัสเซียนั้นยังนิ่งนอนใจ วางใจในบ่อน้ำมันที่ตนเองมีอยู่เหลือเฟือ สามารถส่งขายต่างประเทศได้จึงนิ่งๆอยู่ในเรื่องพลังงานทดแทน

2016-06-29_07.57.23[1]

ญี่ปุ่น ในฐานะประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกที่มีอยู่หลายยี่ห้อนั้นเลือกที่จะผลิตทั้งรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง รถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ ต้องพร้อมเสมอที่จะป้อนรถยนต์ทุกประเภทป้อนตลาดโลก

เพียงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม COP21 บริบทเดียวก็ครอบคลุมแผนแม่บทการพัฒนาประเทศไทยในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าไปได้อย่างมากมาย กว้างขวาง

(๑) แผนพลังงาน ที่ต้องลดน้ำหนักพลังงานฟอสซิลลง เพิ่มน้ำหนักพลังงานสีเขียวให้มากขึ้น ถอดโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ออกจากแผนพัฒนาฯ คำนวณว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซที่มีอยู่นั้นจะใช้ได้อีกกี่ปี จะหมดอายุการใช้งานเมื่อไหร่ แล้วจะนำพลังงานอะไรมาใช้ทดแทนภายใต้ภัยคุกคามเรื่องสงครามระหว่างชาติต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ มิติความมั่นคงก็ต้องถูกผนวกเข้ามาเพิ่มเติมเป็นอีก ๑ เงื่อนไข ระหว่าง Solar Farm กับ Solar Rooftop อะไรจะตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่ากัน ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งของรัฐ(วิสาหกิจ)และเอกชนจะทำอย่างไร จะจูงใจ โน้มน้าว หรือสั่งการให้เขาต้องเตรียมตัว ปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของทิศทางพลังงานในอนาคตกันอย่างไร จำเป็นต้องมีสายงานธุรกิจพลังงานทางเลือกหรือไม่ ภายใน ๕ ปี, ๑๐ ปี, ๑๕ ปี และ ๒๐ ปีข้างหน้านั้นจะต้องเพิ่มน้ำหนักให้กับธุรกิจพลังงานทางเลือกและลดน้ำหนักธุรกิจพลังงานฟอสซิลหรือไม่ อย่างไร นี่คือสิ่งที่รัฐในฐานะเจ้าของตัวจริงต้องสั่งการไปยังปตท. ปตท.สผ. กฟผ.ให้คิดให้ดำเนินการ ในฐานะผู้ถือหุ้นของอีกหลายๆกิจการอย่างราชบุรี บ้านปู(ประกันสังคม และอื่นๆ)ก็ต้องตั้งข้อสังเกตุ ไต่ถามผู้บริหารว่าวางอนาคตธุรกิจไว้อย่างไร ดังนั้นประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการจะให้น้ำหนักการลงทุนในกิจการเหล่านี้อย่างไร แนวโน้มความน่าลงทุนในอีก ๕ ปี, ๑๐ ปีจะว่ายังไง ควรที่จะค่อยๆลดสัดส่วนการถือครองหุ้นในธุรกิจเหล่านี้ให้น้อยลงหรือไม่ แล้ว BOI ล่ะจะให้สิทธิพิเศษกับธุรกิจเหล่านี้อย่างไร ธนาคารรัฐควรจะปล่อยเงินกู้ให้ธุรกิจเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ที่อัตราดอกเบี้ยระดับใด หุ้นกู้/ตราสารหนี้ที่ธุรกิจเหล่านี้ออกจะมีความเสี่ยง มีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ อย่าลืมว่าในท้ายที่สุดแล้วนั้ หาก กฟผ. ปตท. ปตท.สผ. ฯลฯ ปรับตัวไม่ได้ ปรับตัวไม่ทันกับความเปลี่ยนไปของโลกแล้วก็หนีไม่พ้นรัฐบาลอีกนั่นแหละที่ต้องเจ็บตัว หาทางช่วยเหลือกิจการรัฐที่ไปไม่รอดเหล่านี้ แล้วทำไมไม่คิด ไม่เริ่มลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้เล่า

(๒) แผนการบริหารทรัพยากรต่างๆ เช่น การรักษาและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ การใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม-เกษตรกรรม-ที่อยู่อาศัย-แก้มลิง-คูคลองหนองบึง ซึ่งเชื่อมโยงต่อไปยังมิติเรื่องประชากรและแรงงาน ค่าจ้างแรงงานอีกว่าจะยังไงกันดี สังคมไทยกลายเป็นสังคมสูงอายุแล้ว แรงงานมีน้อย จะตั้งโรงงานในประเทศหรือจะย้ายฐานไป CLMV อย่างไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน นิคมฯร้าง โรงงานร้างจะทำยังไง แรงงานไทยที่มีอยู่ส่วนใหญ่นั้นมีทักษะด้านไหน จำนวนเพียงใด จะวางตำแหน่ง ฐานะประเทศไทยอย่างไรให้สอดคล้องกับแรงงานที่มีอยู่ เจ็บตายพิการเพราะอุบัติเหตุ/ตีกันก็มาก ประชากรเกิดใหม่ส่วนใหญ่ก็เกิดกับคุณแม่วัยใส คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งขาดความพร้อม ทำแท้งก็มาก ทิ้งถังขยะก็เยอะ จะทำอะไร อย่างไรกันดี มันโยงต่อไปได้ไกลขนาดนี้ มาได้ไกลถึงวินัยจราจร อาชญากรรม การศึกษา การสาธารณสุข ศาสนา ศีลธรรม วัฒนธรรม การปลูกฝังค่านิยมผ่านสื่อ ผ่านละครโน่นเลย

(๓) ประชารัฐในฝันของนายกฯที่ประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ก็คือการดึงคนร้อยพ่อพันแม่มาพูดคุยกัน ฟังกันให้เข้าใจ ละลายพฤติกรรมความขัดแย้งมาสู่จุดที่เห็นชอบร่วมกัน ก็คือการสร้างความปรองดอง ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน, เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนานั่นเอง ปัญหาคือนโยบายรัฐฟังแต่นายทุน ข้าราชการชงเรื่องอะไรมาก็เชื่อหมด ประชาชนเดือดร้อน ประชาชนเห็นต่างลูกน้องสั่งจับกุมตัวไปปรับทัศนคติลูกเดียว เวทีประชาพิจารณ์ EIA HIA สารพัดที่เขาออกแบบไว้อย่างดีกลายเป็นเวทีจัดฉากเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มทุน อำนาจรัฐ แล้วมันจะปรองดองกันได้อย่างไร มันเป็นประชารัฐที่ตรงไหน

นี่ว่ากันคร่าวๆยังเชื่อมโยงไปได้ไกลขนาดนี้ ถ้าเจาะลึกลงให้ละเอียดกว่านี้ ก็เชื่อมโยงมิติแรงงานไปยังเรื่องแรงงานต่างด้าว แรงงานเถื่อน การค้ามนุษย์ ค่าแรงที่แรงงานพม่าเรียกร้องขอ ๓๐๐ บาท สวัสดิการเทียบเท่าคนไทยจะว่าอย่างไร จะกระทบกับความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน

จากเรื่องแรงงานเถื่อน ค้ามนุษย์ มันก็เชื่อมต่อไปถึงเรื่องใบเหลืองประมงไทยได้อีก ประมงล้างผลาญ ประมงเกินขนาด ทำอย่างไรให้ทะเลไทยกลับมาสมบูรณ์ โรงงานปลาป่น โรงงานปลากระป๋อง โรงงานอาหารสัตว์ก็เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนผูกขาด การผูกขาดทางการค้า โยงไปได้ไกลถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ ซึ่งเป็นที่มาของความขัดแย้งอันนำไปสู่สงครามสีเสื้อ สงครามกลางเมือง จนทหารต้องลากรถถังออกมาสงบศึกไทยฆ่าไทย รัฐบาลทหารเข้ามาก็รู้แค่ว่าต้องสร้างความปรองดอง ต้องลดความเหลื่อมล้ำ ต้องนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ต้องปฏิรูปประเทศไทย แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ดึงกลุ่มทุนมาเป็นที่ปรึกษา เขาว่าไงก็ว่าตามเขาหมด คนไทยก็ขัดแย้งไม่สิ้นสุด ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีแต่จะยิ่งขยายวงกว้างเพราะคนของกลุ่มทุนคิดแต่จะฉกฉวยประโยชน์จากอำนาจ สะท้อนว่าหลักสูตรการเรียน การประเมินสถานการณ์ของกองทัพต้องลงลึก ต้องเตรียมความพร้อมมากกว่านี้ ทหารต้องรู้ลึก รู้กว้าง ต้องลงรายละเอียดของแผนปฏิบัติการหลังยึดอำนาจ ต้องมีเป้าหมายและแผนงานคร่าวๆในใจว่าต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง ไม่ใช่เข้ามาแบบสมองแบบนี้ นี่มันไปได้ไกลขนาดนั้น

ประมงกับท่องเที่ยวก็ขัดแย้งกับท่าเทียบเรือ แท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเลอีก จะจัดโซนกันอย่างไรให้เหมาะสม สัมปทานน้ำมันก็เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงาน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ชาติ เกี่ยวข้องกับ COP21 เกี่ยวข้องกับแผน ๒๐ ปีอีก


พันธุลเสนาบดี

สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แม้พระเจ้าปเสนทิจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๓ มีพระนามว่าธรรมราชาฯในกัปต่อไป พระองค์ก็ยังก่อความผิดพลาดได้เพราะอคติ ๔ คือ ความมัวเมาลุ่มหลงที่ยังมีอยู่ในจิตใจ ครั้งหนึ่งคือทรงลืมจัดภัตตาหารเลี้ยงพระภิกษุถึง ๓ วันติดต่อกัน อีกครั้งหนึ่งคือหลงคำลวงของเสนาอำมาตย์ สั่งให้ลอบสังหารพันธุละเสนาบดีพร้อมบุตร ๓๒ คนได้ นับประสาอะไรกับปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ

อำนาจยิ่งมีมากความเสียหายที่เกิดจากการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดยิ่งมากตามไปด้วย มหาอำมาตย์ผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการแผ่นดินทั้งปวงนั้น (๑) ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินเพียงใด (๒) มีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหน ครบถ้วนรอบด้านหรือไม่

แล้วเสนาอำมาตย์ที่รายล้อมช่วยมหาอำมาตย์บริหารราชการงานเมืองนั้นเล่า (๑) ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินเพียงใด (๒) มีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหน (๓) ใช้คนเหมาะสมกับงานหรือไม่ เพียงใด
ความปรองดอง การปฏิรูปประเทศสู่ความเจริญบนพื้นฐานแห่งเศรษฐกิจพอเพียง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ นำประเทศสู่ความศิวิไลซ์ ก้าวข้ามจากประเทศที่ประชาชนมีรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง สอดคล้องกับความเป็นไปของกระแสโลกที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ นำนวัตกรรมสีเขียวมาใช้เพื่อลดโลกร้อน แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม … ปณิธานเหล่านี้ที่มหาอำมาตย์ประกาศไว้เป็นหลักชัยนั้นสอดคล้องกับแผน ๒๐ ปีที่ท่านวางไว้หรือไม่ แล้วแผนปฏิบัติการ ผลงานของรัฐบาลท่านล่ะสอดคล้องกับแผน ๒๐ ปีที่ท่านวางไว้หรือเปล่า

ปรินายกรัตนะคือใครหนอ ต้องร้องเพลงรออีกนานแค่ไหน…ประเทศไทย

ย้อนอดีตไปราว ๒,๕๐๐ – ๓,๐๐๐ ปีช่วงที่พระพุทธศาสนาถือกำเนิดขึ้นในชมพูทวีปนั้น อาณาจักรจีนกำลังสับสนวุ่นวาย ราชวงศ์จิวเสื่อมถอย หัวเมืองต่างๆทำสงครามรบพุ่ง กลืนกินกันไปมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีนักปรัชญาเมธีเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักการทหารอย่างซุนวู อู๋ฉี หรือนักปราชญ์อย่างเหลาจื๊อ ขงจื๊อก็มีชีวิตอยู่ในยุคเลียดก๊กนี้เช่นกัน

อินเดียมีพันธุละเสนาบดีเป็นบทเรียนให้นักการเมือง นักปกครองรุ่นหลังได้เรียนรู้ ส่วนจีนนั้น พงศาวดารเลียดก๊กที่บันทึกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่ราชวงศ์จิวเสื่อมถอย เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น แล้วจบลงที่การสถาปนาราชวงศ์ฉินซึ่งกินเวลาหลายร้อยปีก็มีตัวอย่าง มีบทเรียนให้ได้ศึกษาเรียนรู้อยู่มากมายหลายเหตุการณ์

เรื่องราวของพันธุละเสนาบดี มีดังนี้

ขณะที่พระศาสดาประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ทรงเล่าเรื่องราวของพระเจ้าวิฑูฑภะพร้อมทั้งบริษัทที่ถูกห้วงน้ำท่วมทับให้สวรรคตว่า ปเสนทิกุมารพระราชโอรสของพระเจ้ามหาโกศล นครสาวัตถี, มหาลิ พระกุมารของเจ้าลิจฉวี นครเวสาลี และพันธุละ โอรสของเจ้ามัลละ นครกุสินารา ต่างก็เสด็จไปนครตักกสิลาเพื่อเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ พระโอรสทั้งสามจึงกลายเป็นสหายร่วมสำนักเดียวกัน เมื่อร่ำเรียนศิลปะวิทยาจนสำเร็จแล้วก็กราบลาอาจารย์พร้อมกัน เสด็จออกจากกรุงตักกสิลาไปสู่ที่อยู่ของตนๆ

ปเสนทิกุมารทรงแสดงศิลปะถวายพระชนก อันพระชนกทรงเลื่อมใสแล้วอภิเษกในราชสมบัติ

มหาลิกุมารก็ทรงแสดงศิลปะถวายด้วยความอุตสาหะมากจนพระเนตรแตก เจ้าลิจฉวีจึงได้ถวายประตูด้านหนึ่ง ซึ่งเก็บส่วยได้วันละแสนแก่มหาลิกุมาร

ส่วนพันธุลกุมารนั้นทรงแสดงศิลปะวิทยาถวายด้วยการฟันไม้ไผ่ ๖๐ ลำที่พวกเจ้ามัลละมัดรวมกันไว้ พันธุลกุมารกระโดดขึ้นไปยังอากาศสูงถึง ๘๐ ศอกเอาดาบฟันมัดไม้ไผ่ ๖๐ ลำที่พวกเจ้ามัลละใส่ซี่เหล็กไว้ข้างใน ไม้ไผ่ขาดกระเด็นแล้วเกิดเสียงดัง “กริก” ขึ้นที่ไม้ไผ่มัดสุดท้าย พันธุลกุมารจึงจึงถามว่า “นี่อะไร?” ได้ยินว่า เขาเอาซี่เหล็กใส่ในไม้ไผ่ทุกมัดแล้ว จึงทิ้งดาบ ร้องไห้พลางพูดว่า “บรรดาญาติและเพื่อนของเราประมาณเท่านี้ แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผู้มีความสิเนหา (ในเรา) มิได้บอกเหตุนี้ (แก่เรา); ก็หากว่า เราพึงรู้ไซร้, พึงฟันไม่ให้เสียงซี่เหล็กดังขึ้นเลย” แล้วทูลแก่พระชนนีและพระชนกว่า “หม่อมฉันจักฆ่าเจ้ามัลละเหล่านี้แม้ทั้งหมดแล้วครองราชสมบัติ” อันพระชนนีและพระชนกห้ามแล้ว โดยประการต่างๆ เป็นต้นว่า “ลูกเอ๋ย นี้เป็นราชประเพณี, เจ้าไม่ได้เพื่อจะทำอย่างนั้น” จึงทูลว่า ” ถ้ากระนั้น หม่อมฉันจักไปสู่สำนักเพื่อนของหม่อมฉัน” ดังนี้ ได้เสด็จไปเมืองสาวัตถีแล้ว.

พระเจ้าปเสนทิทรงทราบการเสด็จมาของพันธุละนั้น ก็ทรงต้อนรับ เชิญให้เสด็จเข้าพระนคร ด้วยสักการะใหญ่แล้ว ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเสนาบดี. พันธุลเสนาบดีนั้นให้เชิญพระชนนีและพระชนกมาพักอาศัยอยู่ในเมืองสาวัตถีนั้นนั่นแล.

วันหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิประทับยืนอยู่ปราสาทชั้นบน ทอดพระเนตรไปยังระหว่างถนน เห็นภิกษุหลายพันรูปไปทำภัตกิจในคฤหาสน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จูฬอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา และนางสุปปวาสา พระเจ้าปเสนทิจึงตรัสถามว่า “พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหนกัน?” เมื่อพวกราชบุรุษทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ภิกษุสองพันรูปไปเพื่อประโยชน์แก่ภัตทั้งหลายมีนิตยภัต สลากภัต และคิลานภัต เป็นต้น ในคฤหาสน์ของอนาบิณฑิกเศรษฐีทุกๆ วัน, ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไปคฤหาสน์ของจูฬอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นนิตย์. ของนางวิสาขา (และ) นางสุปปวาสา ก็เช่นเดียวกัน” ดังนี้แล้ว ทรงพระประสงค์จะบำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เองบ้าง จึงเสด็จไปวิหาร ทรงนิมนต์พระศาสดา พร้อมกับภิกษุพันรูป ถวายทานด้วยพระหัตถ์เอง ๗ วัน ในวันที่ ๗ ถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงรับภิกษาของพระองค์ พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นนิตย์เถิด.”

พระศาสดา. มหาบพิตร ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่รับภิกษาประจำในที่แห่งเดียว, ประชาชนเป็นจำนวนมาก ย่อมหวังเฉพาะการมาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
พระเจ้าปเสนทิ. ถ้ากระนั้น ขอพระองค์ โปรดส่งภิกษุรูปหนึ่งไปประจำเถิด.
พระศาสดาได้ทรงทำให้เป็นภาระของพระอานนทเถระ.
พระเจ้าปเสนทิทรงลืมจัดการเลี้ยงภิกษุถึง ๓ วัน
พระเจ้าปเสนทิไม่ทรงจัดเจ้าหน้าที่ไว้ว่า “เมื่อภิกษุสงฆ์มาแล้ว ชื่อว่าชนเหล่านี้รับบาตรแล้ว จงอังคาส” ทรงอังคาสด้วยพระองค์เองเท่านั้นตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ทรงลืมไป จึงได้ทรงกระทำให้เนิ่นช้าแล้ว.
ก็ธรรมดาในราชตระกูล ชนทั้งหลายอันพระเจ้าปเสนทิมิได้ทรงสั่งแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อปูอาสนะทั้งหลาย นิมนต์พวกภิกษุให้นั่งแล้วอังคาส. พวกภิกษุก็คิดกันว่า “เราไม่อาจเพื่อยับยั้งอยู่ในที่นี้ได้” พากันหลีกไปเสียหลายรูป.
แม้ในวันที่ ๒ พระเจ้าปเสนทิก็ทรงลืมแล้ว. แม้ในวันที่ ๒ ภิกษุเป็นอันมากก็พากันหลีกไป.
ถึงในวันที่ ๓ พระเจ้าปเสนทิก็ทรงลืม ในกาลนั้น เว้นพระอานนทเถระองค์เดียวเท่านั้น พวกภิกษุที่เหลือพากันหลีกไป.
ธรรมดาผู้มีบุญทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ จึงรักษาความเลื่อมใสแห่งตระกูลทั้งหลายไว้ได้. ก็สาวกของพระตถาคต แม้ทั้งหมดที่ถึงฐานันดร ตั้งแต่ชนทั้ง ๘ เหล่านี้ คือ อัครสาวก ๒ รูป คือ พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ, อัครสาวิกา ๒ รูป คือ นางเขมา นางอุบลวรรณา, บรรดาอุบาสกทั้งหลาย อุบาสกผู้เป็นอัครสาวก ๒ คน คือ จิตตคฤหบดี หัตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี, บรรดาอุบาสิกาทั้งหลาย อุบาสิกาผู้เป็นอัครสาวิกา ๒ คน คือ มารดาของนันทมาณพ ชื่อเวฬุกัณฏกี นางขุชชุตตรา, (ล้วน) มีบุญมากสมบูรณ์ด้วยอภินิหาร เพราะความเป็นผู้บำเพ็ญบารมี ๑๐ โดยเอกเทศ.
แม้พระอานนทเถระมีบารมีอันบำเพ็ญแล้วตั้งแสนกัป สมบูรณ์ด้วยอภินิหาร มีบุญมาก เมื่อจะรักษาความเลื่อมใสของตระกูลจึงได้ยับยั้งอยู่ เพราะความที่ตนเป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ, พวกราชบุรุษนิมนต์ท่านรูปเดียวเท่านั้นให้นั่งแล้วอังคาส.
พระเจ้าปเสนทิเสด็จมาในเวลาที่พวกภิกษุไปแล้ว ทอดพระเนตรเห็นขาทนียะและโภชนียะตั้งอยู่อย่างนั้นแหละ จึงตรัสถามว่า “พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมิได้มาหรือ?” ทรงสดับว่า “พระอานนทเถระมารูปเดียวเท่านั้น พระเจ้าข้า”

พระเจ้าปเสนทิทรงพิโรธภิกษุทั้งหลายว่า “พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายได้ทำการตัดขาดต่อเราเพียงเท่านี้เป็นแน่” จึงเสด็จไปสำนักพระศาสดา กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จัดแจงภิกษาไว้ เพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป, ทราบว่า พระอานนทเถระรูปเดียวเท่านั้นมา, ภิกษาที่หม่อมฉันจัดแจงแล้ว ตั้งอยู่อย่างนั้นนั่นเอง ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไม่กระทำความสำคัญในพระราชวังของหม่อมฉันเลย; จักมีเหตุอะไรหนอแล?
พระศาสดาไม่ตรัสโทษของพวกภิกษุ ตรัสว่า “มหาบพิตร สาวกทั้งหลายของอาตมภาพ ไม่มีความคุ้นเคยกับพระองค์, เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจักไม่ไปแล้ว เมื่อจะทรงประกาศเหตุแห่งการไม่เข้าไป และเหตุแห่งการเข้าไปสู่ตระกูลทั้งหลาย ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสพระสูตร๑นี้ว่า:-

“ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ภิกษุยังไม่เข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้าไป, และครั้นเข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรนั่งใกล้,
ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เป็นไฉน?
ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้ คือ
เขาไม่ต้อนรับด้วยความพอใจ,
ไม่อภิวาทด้วยความพอใจ,
ไม่ให้อาสนะด้วยความพอใจ,
ซ่อนของที่มีอยู่ของเขาไว้,
เมื่อของมีอยู่มาก ก็ให้แต่น้อย,
เมื่อมีของประณีต ก็ให้ของเศร้าหมอง,
ให้โดยไม่เคารพ ไม่ให้โดยความเคารพ,
ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม,
เมื่อกล่าวธรรมอยู่ เขาก็ไม่ยินดี
ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้แล ภิกษุยังไม่เข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้าไป และครั้นเข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรนั่งใกล้.
ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ภิกษุยังไม่เข้าไป ก็ควรเข้าไป และเมื่อเข้าไปแล้ว ก็ควรนั่งใกล้.
ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เป็นไฉน?
ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้ คือ
เขาต้อนรับด้วยความพอใจ,
อภิวาทด้วยความพอใจ,
ให้อาสนะด้วยความพอใจ,
ไม่ซ่อนของที่มีอยู่ของเขาไว้,
เมื่อของมีมาก ก็ให้มาก,
เมื่อมีของประณีต ก็ให้ของประณีต,
ให้โดยเคารพ ไม่ให้โดยไม่เคารพ,
เข้าไปนั่งใกล้เพื่อฟังธรรม,
เมื่อกล่าวธรรมอยู่ เขาก็ยินดี
ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้แล ภิกษุยังไม่เข้าไป ก็ควรเข้าไป และครั้นเข้าไปแล้ว ก็ควรนั่งใกล้” ดังนี้แล้ว
จึงตรัสว่า “มหาบพิตร สาวกของอาตมภาพ เมื่อไม่ได้ความคุ้นเคยจากสำนักของพระองค์ จึงจักไม่ไป ด้วยประการฉะนี้แล; แท้จริง โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้เขาบำรุงอยู่ด้วยความเคารพในที่ๆ ไม่คุ้นเคย ถึงเวทนาแทบปางตาย ก็ได้ไปสู่ที่ของผู้คุ้นเคยกันเหมือนกัน,
พระเจ้าปเสนทิทูลถามว่า “ในกาลไร? พระเจ้าข้า”
ทรงนำอดีตนิทานมา (สาธกดังต่อไปนี้) :-

เรื่องเกสวดาบส

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระราชาทรงพระนามว่าเกสวะ ทรงสละราชสมบัติผนวชเป็นฤาษี. บุรุษ ๕๐๐ คนออกบวชตามพระราชานั้น. ท้าวเธอได้พระนามว่าเกสวดาบส.

อนึ่ง นายภูษามาลาของพระองค์ก็ได้ตามบวช เป็นอันเตวาสิกนามว่ากัปปกะ เกสวดาบสกับบริษัทอาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้น ๘ เดือน ในฤดูฝน เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว ไปถึงกรุงพาราณสีแล้ว เข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษา, ลำดับนั้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นดาบสนั้น ทรงเลื่อมใส ทรงรับปฏิญญา เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในสำนักของพระองค์ตลอด ๔ เดือน (นิมนต์) ให้พักอยู่ในพระราชอุทยาน ย่อมเสด็จไปสู่ที่บำรุงพระดาบสนั้นทั้งเย็นทั้งเช้า.

พวกดาบสที่เหลือพักอยู่ ๒-๓ วัน รำคาญด้วยเสียงอึงคะนึงต่างๆ มีเสียงช้างเป็นต้น จึงกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ พวกกระผมรำคาญใจ, จะไปละ”
เกสวะ. จะไปไหนกัน? พ่อ.
อันเตวาสิก. ไปสู่หิมวันตประเทศ ท่านอาจารย์.
เกสวะ. ในวันที่พวกเรามาทีเดียว พระเจ้าแผ่นดินทรงรับปฏิญญา เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในที่นี้ตลอด ๔ เดือน, พวกเธอจักไปเสียอย่างไรเล่า? พ่อ.
อันเตวาสิกกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ไม่บอกพวกกระผมเสียก่อนแล้ว จึงถวายปฏิญญา, พวกกระผมไม่สามารถจะอยู่ในที่นี้ได้, จักอยู่ในที่ๆ (พอ) ฟังความเป็นไปของท่านอาจารย์ได้ ซึ่งไม่ไกลจากที่นี้” ดังนี้ พากันไหว้พระอาจารย์แล้วหลีกไป. อาจารย์คงอยู่กับอันเตวาสิกชื่อกัปปกะ (เท่านั้น).
พระราชาเสด็จมาสู่ที่บำรุง ตรัสถามว่า “พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหน?”
เกสวดาบสทูลว่า “มหาบพิตร พวกดาบสเหล่านั้นบอกว่า ‘พวกกระผมรำคาญใจ’ ดังนี้แล้ว ก็ไปสู่หิมวันตประเทศ”
กาลต่อมาไม่นานนัก แม้กัปปกดาบสก็รำคาญแล้ว แม้ถูกอาจารย์ห้ามอยู่บ่อยๆ ก็กล่าวว่า “ไม่อาจ” แล้วก็หลีกไป.
แต่กัปปกดาบสนั้นไม่ไปสำนักของพวกดาบสนอกนี้ คอยฟังข่าวของอาจารย์อยู่ในที่ไม่ไกลนัก.
ในกาลต่อมา เมื่ออาจารย์คิดถึงพวกอันเตวาสิก โรคในท้องก็เกิดขึ้น
พระราชารับสั่งให้แพทย์เยียวยา โรคก็ไม่สงบได้. พระดาบสจึงทูลว่า “มหาบพิตร พระองค์ทรงพระประสงค์จะให้โรคของอาตมภาพสงบหรือ?”
พระราชา. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หากว่าข้าพเจ้าอาจ, ก็พึงทำความผาสุกแก่ท่าน เดี๋ยวนี้แหละ.
ดาบส. มหาบพิตร หากว่า พระองค์ทรงปรารถนาความสุขแก่อาตมภาพไซร้, โปรดส่งอาตมภาพไปสำนักพวกอันเตวาสิกเถิด.
พระราชาทรงรับว่า “ดีละ ขอรับ” แล้วให้ดาบสนั้นนอนบนเตียงน้อย ทรงส่งอำมาตย์ไป ๔ นาย มีนารทอำมาตย์เป็นหัวหน้า ด้วยรับสั่งว่า “พวกท่านทราบข่าวของพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว พึงส่งข่าวถึงเรานะ.”

กัปปกอันเตวาสิกทราบว่าอาจารย์มา ก็ทำการต้อนรับ เมื่ออาจารย์กล่าวว่า “พวกนอกนี้ไปอยู่ที่ไหนกัน?” จึงเรียนว่า “ทราบว่าอยู่ที่โน้น.”
อันเตวาสิกแม้เหล่านั้น ทราบว่าอาจารย์มาแล้ว มาประชุมกัน ณ ที่นั้นนั่นแล ถวายน้ำร้อนแล้ว ได้ถวายผลาผลแก่อาจารย์. โรคสงบแล้วในขณะนั้นเอง. พระดาบสนั้น มีวรรณะประดุจทองคำโดย ๒-๓ วันเท่านั้น.

ลำดับนั้น นารทอำมาตย์ถามว่า :-

“ข้าแต่เกสีดาบสผู้มีโชค อย่างไรหนอ ท่านจึงละพระราชา ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ ผู้บันดาลสมบัติน่าใคร่ทั้งสิ้นให้สำเร็จเสีย แล้วยินดีในอาศรมของกัปปกดาบส.”
ท่านตอบว่า:-
“คำไพเราะชวนให้รื่นรมย์มีอยู่, รุกขชาติเป็นที่เพลินใจมีอยู่, ดูก่อนนารทะ คำที่กัปปกะ กล่าวดีแล้วย่อมให้เรายินดีได้”
นารทอำมาตย์ถามว่า
“ท่านบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันเจือด้วยรสเนื้อดี ๆ แล้ว, ข้าวฟ่างและลูกเดือย ซึ่งหารสเค็มมิได้ จะทำให้ท่านยินดีได้อย่างไร?”
ท่านตอบว่า
“ผู้คุ้นเคยกันบริโภคอาหารไม่อร่อยหรืออร่อย น้อยหรือมากในที่ใด, (อาหารที่บริโภคในที่นั้นก็ให้สำเร็จประโยชน์ได้) เพราะว่า รสทั้งหลายมีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง.”
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดก ตรัสว่า “พระราชา ในครั้งนั้น ได้เป็นโมคคัลลานะ, นารทอำมาตย์ได้เป็นสารีบุตร, อันเตวาสิกชื่อกัปปกะ ได้เป็นอานนท์, เกสวดาบสเป็นเราเอง” ดังนี้แล้ว
ตรัสว่า “อย่างนั้น มหาบพิตร บัณฑิตในปางก่อน ถึงเวทนาปางตาย ได้ไปสู่ที่คนมีความคุ้นเคยกันแล้ว, สาวกทั้งหลายของอาตมภาพ ชะรอยจะไม่ได้ความคุ้นเคยในสำนักของพระองค์.”
ชาติกำเนิดของวิฑูฑภะกุมาร

พระเจ้าปเสนทิทรงดำริว่า “เราควรจะทำความคุ้นเคยกับภิกษุสงฆ์, เราจักทำอย่างไรหนอ?” ดังนี้แล้ว ทรงดำริ (อีก) ว่า “ควรทำพระธิดาแห่งพระญาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไว้ในพระราชมนเทียร, เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกภิกษุหนุ่มและพวกสามเณรก็จะคุ้นเคยแล้วมายังสำนักของเราเป็นนิตย์ ด้วยคิดว่า “พระเจ้าปเสนทิเป็นพระญาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ดังนี้ ส่งพระราชสาสน์ไปสำนักเจ้าศากยะทั้งหลายว่า “ขอเจ้าศากยะทั้งหลาย จงประทานพระธิดาคนหนึ่งแก่หม่อมฉัน”, แล้วรับสั่งบังคับทูตทั้งหลายว่า “พวกท่านพึงถามว่า ‘เป็นพระธิดาแห่งเจ้าศากยะองค์ไหน?’ แล้วจึงมา.”

เจ้าศากยะให้ธิดานางทาสีแก่พระเจ้าปเสนทิ

พวกทูตไปแล้วทูลขอเจ้าหญิงคนหนึ่งกะเจ้าศากยะทั้งหลาย เจ้าศากยะเหล่านั้นประชุมกันแล้ว ทรงดำริว่า “พระเจ้าปเสนทิเป็นฝักฝ่ายอื่น; ผิว่าพวกเราจักไม่ให้ไซร้, ท้าวเธอจักทำให้เราฉิบหาย; ก็เมื่อว่าโดยสกุล ท้าวเธอไม่เสมอกับเราเลย; พวกเราควรทำอย่างไรกันดี?”
ท้าวมหานามตรัสว่า “ธิดาของหม่อมฉัน ชื่อวาสภขัตติยา เกิดในท้องของนางทาสี ถึงความเป็นผู้มีรูปงามเลิศมีอยู่, พวกเราจักให้นางนั้น” ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งกะพวกทูตว่า “ดีละ พวกเราจักถวายเจ้าหญิงแด่พระเจ้าปเสนทิ.”
ทูต. เป็นพระธิดาของเจ้าศากยะองค์ไหน?
เจ้าศากยะ. เป็นพระธิดาของท้าวมหานามศากยราช ผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าอาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อวาสภขัตติยา.
ทูตเหล่านั้นไปกราบทูลแด่พระเจ้าปเสนทิ พระเจ้าปเสนทิตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ดีละ, พวกเธอจงรีบนำมาเถิด; ก็ธรรมดาพวกกษัตริย์มีเล่ห์กลมากจะพึงส่งแม้ลูกสาวของนางทาสีมาก็อาจเป็นได้, พวกท่านจงนำธิดาผู้เสวยอยู่ในภาชนะเดียวกันกับพระบิดามา” ดังนี้แล้ว ทรงส่งทูตทั้งหลายไป.
พวกเขาไปแล้วกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระเจ้าปเสนทิทรงปรารถนาพระธิดาผู้เสวยร่วมกับพระองค์” ท้าวมหานามรับสั่งว่า “ได้ซิ พ่อ” จึงให้ตกแต่งนาง ในเวลาเสวยของพระองค์รับสั่งให้เรียกนางมาแสดงอาการประหนึ่งร่วมเสวยกับนางแล้วมอบแก่ทูตทั้งหลาย. พวกเขาพานางไปยังเมืองสาวัตถีแล้ว กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระเจ้าปเสนทิ.
พระเจ้าปเสนทิทรงพอพระทัย ตั้งให้นางเป็นใหญ่กว่าสตรี ๕๐๐ คน อภิเษกไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. ต่อกาลไม่ช้านัก นางก็ประสูติพระโอรส มีวรรณะเหมือนทองคำ. ต่อมาในวันขนานพระนามพระโอรสนั้น พระเจ้าปเสนทิทรงส่งพระราชสาสน์ไปสำนักพระอัยยิกาว่า “พระนางวาสภขัตติยา พระธิดาแห่งศากยราช ประสูติพระโอรสแล้ว, จะทรงขนานพระนามพระกุมารนั้นว่าอย่างไร?”
ฝ่ายอำมาตย์ผู้รับพระราชสาสน์นั้นไป ค่อนข้างหูตึง. เขาไปแล้ว ก็กราบทูลแก่พระอัยยิกาของพระเจ้าปเสนทิ.
พระกุมารได้พระนามว่าวิฑูฑภะ
พระอัยยิกานั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า “พระนางวาสภขัตติยา แม้ไม่ประสูติพระโอรสก็ได้ครอบครองชนทั้งหมด, ก็บัดนี้ นางจักเป็นที่โปรดปรานยิ่งของพระราชา.”
อำมาตย์หูตึงฟังคำว่า “วัลลภา” ไม่ค่อยชัด เข้าใจว่า “วิฑูฑภะ” ครั้นเข้าเฝ้าพระราชาแล้ว ก็กราบทูลว่า “ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงขนานพระนามพระกุมารว่า ‘วิฑูฑภะ’ เถิด.”
พระราชาทรงดำริว่า “คำว่า ‘วิฑูฑภะ’ จักเป็นชื่อประจำตระกูลเก่าของเรา” จึงได้ทรงขนานพระนามว่า “วิฑูฑภะ.”
วิฑูฑภะเสด็จเยี่ยมศากยสกุล

ต่อมา พระเจ้าปเสนทิได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่วิฑูฑภกุมารนั้น ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์นั่นแล ด้วยตั้งพระทัยว่า “จะกระทำให้เป็นที่โปรดปรานของพระศาสดา.”

วิฑูฑภะนั้นทรงเจริญด้วยเครื่องบำรุงสำหรับกุมาร ในเวลามีพระชนม์ ๗ ขวบ ทรงเห็นของเล่นต่างๆ มีรูปช้างและรูปม้าเป็นต้นของกุมารเหล่าอื่น อันบุคคลนำมาจากตระกูลยาย จึงถามพระมารดาว่า “เจ้าแม่ ใครๆเขาก็นำบรรณาการมาจากตระกูลยายเพื่อพวกกุมารเหล่าอื่น, พระญาติไรๆ ย่อมไม่ส่งบรรณาการไรๆ มาเพื่อหม่อมฉัน (บ้างเลย), เจ้าแม่ไม่มีพระชนนีพระชนกหรือ?”
ทีนั้น พระมารดาจึงลวงโอรสนั้นว่า “พ่อ เจ้าศากยะเป็นยายของเจ้ามีอยู่, แต่อยู่ไกล, เหตุนั้น พวกท่านจึงมิได้ส่งเครื่องบรรณาการไรๆ มาเพื่อเจ้า.”
ในเวลามีพระชันษาครบ ๑๖ ปี พระกุมารจึงทูลพระมารดาอีกว่า “เจ้าแม่ หม่อมฉันใคร่จะเยี่ยมตระกูลพระเจ้ายาย” แม้ถูกพระมารดาห้ามอยู่ว่า “อย่าเลย ลูกเอ๋ย, ลูกจักไปทำอะไรในที่นั้น” ก็ยังอ้อนวอนร่ำไป.
ทีนั้น พระมารดาของพระกุมารก็ทรงยินยอมว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถิด.”
พระกุมารกราบทูลพระราชบิดาแล้ว เสด็จออกไป พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก. พระนางวาสภขัตติยาทรงส่งจดหมายล่วงหน้าไปก่อนว่า “หม่อมฉันอยู่ในที่นี้สบายดี, พระญาติทั้งหลายอย่าแสดงโทษไรๆ ของพระสวามีแก่พระกุมารนั้นเลย.”
เจ้าศากยะทรงทราบว่า วิฑูฑภกุมารเสด็จมา ทรงปรึกษากันว่า “พวกเราไม่อาจไหว้ (วิฑูฑภกุมาร) ได้” จึงส่งพระกุมารทั้งหลายที่เด็กๆกว่าวิฑูฑภะนั้นไปยังชนบทเสีย, เมื่อวิฑูฑภกุมารนั้นเสด็จถึงกบิลพัสดุ์บุรี, ก็ประชุมกันในท้องพระโรง. วิฑูฑภกุมารได้เสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่นั้น.
ลำดับนั้น พวกเจ้าศากยะกล่าวกะพระกุมารนั้นว่า “พ่อ ผู้นี้เป็นพระเจ้าตาของพ่อ, ผู้นี้เป็นพระเจ้าลุง.” วิฑูฑภกุมารนั้นเที่ยวไหว้เจ้าศากยะทั้งหมด มิได้เห็นเจ้าศากยะแม้องค์หนึ่งไหว้ตน จึงทูลถามว่า “ทำไมหนอ จึงไม่มีเจ้าศากยะทั้งหลายไหว้หม่อมฉันบ้าง?”
พวกเจ้าศากยะตรัสว่า “พ่อ กุมารที่เป็นน้องๆของพ่อเสด็จไปชนบทเสียหมด แล้วทรงทำสักการะใหญ่แก่พระกุมารนั้น. พระองค์ประทับอยู่สิ้น ๒-๓ วัน ก็เสด็จออกจากพระนครด้วยบริวารเป็นอันมาก.
ลำดับนั้น นางทาสีคนหนึ่งแช่งด่าว่า “นี้เป็นแผ่นกระดานที่บุตรของนางทาสีชื่อวาสภขัตติยานั่ง” ดังนี้แล้ว ล้างแผ่นกระดานที่พระกุมารนั้นนั่งในท้องพระโรง ด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนม. มหาดเล็กคนหนึ่งลืมอาวุธของตนไว้ กลับไปเอาอาวุธนั้น ได้ยินเสียงด่าวิฑูฑภกุมาร จึงถามโทษนั้น ทราบว่า “นางวาสภขัตติยา เกิดในท้องของนางทาสีของท้าวมหานามศากยะ” จึงบอกกล่าวแก่พวกพล. ได้มีการอื้อฉาวกันอย่างขนานใหญ่ว่า “ได้ยินว่า พระนางวาสภขัตติยาเป็นธิดาของนางทาสี.”
เจ้าวิฑูฑภะทรงสดับคำนั้น ตั้งพระหฤทัยไว้ว่า “เจ้าศากยะเหล่านั้น จงล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนมก่อน, แต่ในกาลที่เราดำรงราชสมบัติแล้ว เราจักเอาเลือดในลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั้น ล้างแผ่นกระดานที่เรานั่ง” เมื่อพระองค์เสด็จยาตราถึงกรุงสาวัตถี, พวกอำมาตย์ก็กราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา. พระราชาทรงพิโรธเจ้าศากยะว่า “ได้ให้ธิดานางทาสีแก่เรา” จึงรับสั่งให้ริบเครื่องบริหารที่พระราชทานแก่พระนางวาสภขัตติยาและพระโอรส, ให้พระราชทานเพียงสิ่งของอันผู้เป็นทาสและทาสีพึงได้เท่านั้น.
ต่อมา โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน พระศาสดาเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ประทับนั่งแล้ว. พระราชาเสด็จมาถวายบังคมแล้วทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข่าวลือว่า พวกพระญาติของพระองค์ประทานธิดาแห่งนางทาสีแก่หม่อมฉัน, เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงริบเครื่องบริหารของนางวาสภขัตติยานั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ๆ เพียงสิ่งของอันผู้เป็นทาสและทาสีควรได้เท่านั้น.”
พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร พวกเจ้าศากยะทำกรรมไม่สมควร, ธรรมดาเมื่อจะให้ก็ควรให้พระธิดาที่มีชาติเสมอกัน; มหาบพิตร ก็อาตมภาพขอทูลพระองค์ว่า ‘พระนางวาสภขัตติยาเป็นพระธิดาของขัตติยราช ได้อภิเษกในพระราชมนเทียรของขัตติยราช, ฝ่ายวิฑูฑภกุมาร ก็ทรงอาศัยขัตติยราชนั่นแลประสูติแล้ว, ธรรมดาว่า โคตรฝ่ายมารดาจักทำอะไรได้, โคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ” ดังนี้แล้ว ตรัสว่า
“โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ได้พระราชทานตำแหน่งอัครมเหสี แก่หญิงผู้ยากจน ชื่อกัฏฐหาริกา(หญิงหาบฟืน), และพระกุมารที่เกิดในท้องของนางนั้นก็ถึงความเป็นพระราชาในพระนครพาราณสีอันกว้างใหญ่ไพศาลถึง ๑๒ โยชน์ ทรงพระนามว่า “กัฏฐวาหนราชา” แล้วตรัสกัฏฐหาริยชาดก
พระราชาทรงสดับธรรมกถา ทรงยินดีว่า “ทราบว่า โคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ” จึงรับสั่งให้พระราชทานเครื่องบริหารเช่นเคยนั่นแล แก่มารดาและบุตร.

พันธุละสังหารเจ้าลิจฉวี

ภรรยาแม้ของพันธุลเสนาบดีแล ชื่อมัลลิกา ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้ามัลละ ในกุสินารานคร ไม่คลอดบุตรสิ้นกาลนาน.
ต่อมา พันธุลเสนาบดีส่งนางไปว่า “เจ้าจงไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตนเสียเถิด.”
นางคิดว่า “เราจักเฝ้าพระศาสดาแล้วจึงไป” จึงเข้าไปยังพระเชตวัน ยืนถวายบังคมพระตถาคต อันพระตถาคตตรัสถามว่า “เธอจะไป ณ ที่ไหน?” กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามีส่งหม่อมฉันไปสู่เรือนแห่งตระกูล.”
พระศาสดา. เพราะเหตุไร?
นาง. นัยว่า หม่อมฉันเป็นหมัน ไม่มีบุตร.
พระศาสดา. ถ้าอย่างนั้น กิจคือการไปไม่มี จงกลับเสียเถิด.
นางดีใจ ถวายบังคมพระศาสดา กลับไปสู่นิเวศน์ เมื่อสามีถามว่า “กลับมาทำไม?” ตอบว่า “พระทศพลให้ฉันกลับ.” พันธุละคิดว่า “พระทศพลทรงเห็นการณ์ไกล จักเห็นเหตุ (นี้)” จึงรับไว้. ต่อมาไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ เกิดแพ้ท้อง บอกว่า “ความแพ้ท้องเกิดแก่ฉันแล้ว.”
พันธุละ. แพ้ท้องอะไร?
นาง. นาย ฉันใคร่จะลงอาบแล้ว ดื่มน้ำควรดื่มในสระโบกขรณี อันเป็นมงคล ในงานอภิเษกแห่งคณะราชตระกูลในนครไพสาลี.
พันธุละกล่าวว่า “ดีละ” แล้วถือธนูอันบุคคลพึงโก่งด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษพันหนึ่ง อุ้มนางขึ้นรถ ออกจากเมืองสาวัตถี ขับรถเข้าไปสู่เมืองไพสาลี โดยประตูที่เจ้าลิจฉวีให้แก่มหาลิลิจฉวี.
ก็ที่อยู่อาศัยของเจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ มีอยู่ ณ ที่ใกล้ประตูนั่นแล. พอท่านได้ยินเสียงรถกระทบธรณีประตูก็รู้ว่า “เสียงรถของพันธุละ” จึงกล่าวว่า ” วันนี้ ภัยจะเกิดแก่พวกเจ้าลิจฉวี.”
การอารักขาสระโบกขรณี แข็งแรงทั้งภายในและภายนอก, เบื้องบนเขาขึงข่ายโลหะ, แม้นกก็ไม่มีโอกาส.
ฝ่ายพันธุลเสนาบดีลงจากรถ เฆี่ยนพวกมนุษย์ผู้รักษาด้วยหวายให้หลบหนีไป แล้วตัดข่ายโลหะ ให้ภริยาอาบแล้ว แม้ตนเองก็อาบในภายในสระโบกขรณีแล้ว อุ้มนางขึ้นรถอีก ออกจากพระนคร ขับไปโดยทางที่มาแล้วนั่นแล.
พวกเจ้าหน้าที่ผู้รักษา ทูลเรื่องแก่พวกเจ้าลิจฉวี. พวกเจ้าลิจฉวีกริ้ว เสด็จขึ้นรถ ๕๐๐ คัน ขับออกไปด้วยเจตนาว่า “จักจับเจ้ามัลละชื่อพันธุละ.” ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่เจ้ามหาลิ.
เจ้ามหาลิตรัสว่า “พวกท่านอย่าเสด็จไป, เพราะเจ้าพันธุละนั้นจักฆ่าพวกท่านทั้งหมด.” แม้เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็ยังตรัสว่า “พวกข้าพเจ้าจักไปให้ได้.” เจ้ามหาลิตรัสว่า “ถ้ากระนั้น พวกท่านทรงเห็นที่ๆล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดินจนถึงดุมแล้วก็พึงเสด็จกลับ; เมื่อไม่กลับแต่นั้น จักได้ยินเสียงราวกับสายอสนีบาตข้างหน้า, พึงเสด็จกลับจากที่นั้น; เมื่อไม่กลับแต่นั้น จักเห็นช่องในแอกรถของพวกท่าน, พึงกลับแต่ที่นั้นทีเดียว, อย่าได้เสด็จไปข้างหน้าเป็นอันขาด.”
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นไม่เสด็จกลับตามคำของเจ้ามหาลิ พากันติดตามพันธุละเรื่อยไป. นางมัลลิกาเห็นแล้ว จึงกล่าวว่า “นาย รถทั้งหลายย่อมปรากฏ.”
พันธุละกล่าวว่า “ถ้ากระนั้น ในเวลารถปรากฏเป็นคันเดียวกันทีเดียว เจ้าพึงบอก.”
ในกาลเมื่อรถทั้งหมดปรากฏดุจเป็นคันเดียวกัน นางจึงบอกว่า “นาย งอนรถปรากฏเป็นคันเดียวกันทีเดียว.”
พันธุละกล่าวว่า “ถ้ากระนั้น เจ้าจงจับเชือกเหล่านี้” แล้วให้เชือกแก่นาง ยืนตรงอยู่บนรถ โก่งธนูขึ้น. ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดินถึงดุม. เจ้าลิจฉวีทรงเห็นที่นั้นแล้ว ก็ยังไม่เสด็จไป. เจ้าพันธุละนอกนี้ ไปได้หน่อยหนึ่งก็ดีดสายธนู. เสียงสายธนูนั้นได้เป็นประหนึ่งอสนีบาต. เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็ยังไม่เสด็จกลับแม้จากที่นั้น, ยังเสด็จติดตามไปอยู่นั่นแล.
พันธุละยืนอยู่บนรถนั่นแล ยิงลูกศรไปลูกหนึ่ง. ลูกศรนั้นทำงอนรถ ๕๐๐ คันให้เป็นช่องแล้ว แทงทะลุพระราชา ๕๐๐ ในที่ผูกเกราะแล้วจมลงไปในแผ่นดิน.
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นไม่รู้ว่าตนถูกลูกศรแทงแล้วตรัสว่า “เฮ้ยหยุดก่อน, เฮ้ยหยุดก่อน” ยังเสด็จติดตามไปนั่นแล. พันธุลเสนาบดีหยุดรถแล้วกล่าวว่า “พวกท่านเป็นคนตาย, ชื่อว่าการรบของข้าพเจ้ากับคนตายทั้งหลาย ย่อมไม่มี.”
เจ้าลิจฉวี. ชื่อว่าคนตาย ไม่เหมือนเรา.
พันธุละ. ถ้ากระนั้น พวกท่านจงแก้เกราะของคนหลังทั้งหมดดู.
พวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นให้แก้แล้ว. เจ้าลิจฉวีองค์นั้นล้มลงสิ้นชีพิตักษัย ในขณะแก้เกราะออกแล้วนั่นเอง.
ทีนั้น พันธุละจึงกล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า “พวกท่านแม้ทั้งหมดก็เหมือนกัน, เสด็จไปเรือนของตนๆ แล้ว จึงจัดสิ่งที่ควรจัด พร่ำสอนลูกเมีย แล้วแก้เกราะออก.”
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นกระทำอย่างนั้นทุกๆ องค์ ถึงชีพิตักษัยแล้ว.
ฝ่ายพันธุละพานางมัลลิกามายังเมืองสาวัตถี. นางคลอดบุตรเป็นคู่ๆ ถึง ๑๖ ครั้ง.
แม้บุตรของนางทั้งหมดได้เป็นผู้แกล้วกล้า ถึงพร้อมด้วยกำลัง, ถึงความสำเร็จศิลปะทั้งหมด. คนหนึ่งๆ ได้มีบุรุษพันคนเป็นบริวาร. พระลานหลวงเต็มไปด้วยบุตรเหล่านั้นแล ซึ่งไปราชนิเวศน์กับบิดา.
พันธุละเสนาบดีและบุตร ๓๒ ถูกสังหาร
อยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์แพ้ความด้วยคดีโกงในการวินิจฉัย เห็นพันธุละกำลังเดินมา ร่ำร้องกันใหญ่ แจ้งการกระทำคดีโกงของพวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัย แก่พันธุละนั้น.
พันธุละไปสู่โรงวินิจฉัย พิจารณาคดีนั้นแล้ว ได้ทำผู้เป็นเจ้าของนั่นแล ให้เป็นเจ้าของ. มหาชนให้สาธุการเป็นไปด้วยเสียงอันดัง. พระเจ้าปเสนทิทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถามว่า “นี่อะไรกัน?” เมื่อทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงโสมนัส ให้ถอดพวกอำมาตย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงมอบการวินิจฉัยแก่พันธุละเท่านั้น. ตั้งแต่นั้นมา พันธุละก็วินิจฉัยโดยถูกต้อง. จำเดิมตั้งแต่วันนั้นมา พวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยรุ่นเก่า ไม่ได้ค่าจ้าง มีรายได้น้อย ยุยงในราชตระกูลว่า “พันธุละปรารถนาเป็นพระราชา.”
พระเจ้าปเสนทิทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น มิได้อาจจะทรงข่มพระหฤทัยได้, ทรงดำริอีกว่า “เมื่อพันธุละถูกฆ่าตายในที่นี้นั่นแล, ความครหาก็จักเกิดแก่เรา” ทรงมีรับสั่งให้บุรุษที่แต่งไว้ โจมตีปัจจันตนครแล้ว รับสั่งให้หาพันธุละมา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า “ทราบว่า จังหวัดปลายแดน โจรกำเริบขึ้น, ท่านพร้อมทั้งบุตรของท่านจงไปจับโจรมา”, แล้วทรงส่งนายทหารผู้ใหญ่ซึ่งสามารถเหล่าอื่น ไปกับพันธุละเสนาบดีนั้น ด้วยพระดำรัสว่า “พวกท่านจงตัดศีรษะพันธุลเสนาบดีพร้อมทั้งบุตร ๓๒ คน ในที่นั้นแล้วนำมา.”
เมื่อพันธุละนั้นพอถึงจังหวัดปลายแดน, พวกโจรที่พระราชาทรงแต่งไว้ กล่าวกันว่า “ทราบว่า ท่านเสนาบดีมา” แล้วพากันหลบหนีไป. พันธุลเสนาบดีนั้นยังประเทศนั้นให้สงบราบคาบแล้ว ก็กลับมา. ลำดับนั้น ทหารเหล่านั้นก็ตัดศีรษะพันธุลเสนาบดีพร้อมกับบุตรทั้งหมด ในที่ใกล้พระนคร.
วันนั้น นางมัลลิกาเทวีนิมนต์พระอัครสาวกทั้งสองพร้อมทั้งภิกษุ ๕๐๐ รูป.
ครั้นในเวลาเช้า พวกคนได้นำหนังสือมาให้นาง เนื้อความว่า “โจรตัดศีรษะสามีพร้อมทั้งบุตรของท่าน.” นางรู้เรื่องนั้นแล้ว ไม่บอกใครๆ พับหนังสือใส่ไว้ในพกผ้า อังคาสภิกษุสงฆ์เรื่อยไป.
ขณะนั้น สาวใช้ของนางถวายภัตแก่ภิกษุแล้ว นำถาดเนยใสมา ทำถาดแตกตรงหน้าพระเถระ. พระธรรมเสนาบดีกล่าวว่า “สิ่งของมีอันแตกเป็นธรรมดา ก็แตกไปแล้ว, ใครๆ ไม่ควรคิด.”
นางมัลลิกานั้นนำเอาหนังสือออกจากพกผ้า เรียนท่านว่า “เขานำหนังสือนี้มาให้แก่ดิฉัน เนื้อความว่า ‘พวกโจรตัดศีรษะบิดาพร้อมด้วยบุตร ๓๒ คน’, ดิฉันแม้สดับเรื่องนี้แล้ว ก็ยังไม่คิด; เมื่อเพียงถาดเนยใสแตก ดิฉันจักคิดอย่างไรเล่า? เจ้าข้า.”
พระธรรมเสนาบดีกล่าวคำเป็นต้นว่า :-
“ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ ไม่มีนิมิต ใครๆ ก็รู้ไม่ได้ ทั้งฝืดเคือง ทั้งน้อย, และชีวิตนั้นซ้ำประกอบด้วยทุกข์.”
แสดงธรรมเสร็จแล้ว ลุกจากอาสนะ ได้ไปวิหารแล้ว.
ฝ่ายนางมัลลิกาให้เรียกบุตรสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมาแล้ว สั่งสอนว่า “สามีของพวกเธอไม่มีความผิด ได้รับผลกรรมในชาติก่อนของตน, เธอทั้งหลายอย่าเศร้าโศก อย่าปริเทวนาการ, อย่าทำการผูกใจแค้นเบื้องบนพระราชา.”
จารบุรุษของพระเจ้าปเสนทิฟังถ้อยคำนั้นแล้ว กราบทูลความที่ชนเหล่านั้นไม่มีโทษแด่พระเจ้าปเสนทิ. พระเจ้าปเสนทิทรงถึงความสลดพระหฤทัย เสด็จไปนิเวศน์ของนางมัลลิกานั้น ให้นางมัลลิกาและหญิงสะใภ้ของนางอดโทษ แล้วได้พระราชทานพรแก่นางมัลลิกา. นางกราบทูลว่า “พรจงเป็นพรอันหม่อมฉันรับไว้เถิด” เมื่อพระเจ้าปเสนทินั้นเสด็จไปแล้ว, ถวายภัตเพื่อผู้ตาย อาบน้ำแล้ว เข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิ ทูลว่า “ขอเดชะ พระองค์พระราชทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว, อนึ่ง หม่อมฉันไม่มีความต้องการด้วยของอื่น, ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้ลูกสะใภ้ ๓๒ คนของหม่อมฉัน และตัวหม่อมฉัน กลับไปเรือนแห่งตระกูลเถิด.”
พระเจ้าปเสนทิทรงรับแล้ว. นางมัลลิกาส่งหญิงสะใภ้ ๓๒ คนไปสู่ตระกูลของตนๆ ด้วยตนเอง. ส่วนนางได้ไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตนในกุสินารานคร.
ฝ่ายพระราชาได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่ทีฆการายนะผู้ซึ่งเป็นหลานพันธุลเสนาบดี.
ก็ทีฆการายนะนั้นเที่ยวแสวงหาโทษของพระเจ้าปเสนทิด้วยคิดอยู่ว่า “ลุงของเราถูกพระเจ้าปเสนทิองค์นี้ ให้ตายแล้ว.” ข่าวว่า จำเดิมแต่การที่พันธุละผู้ไม่มีความผิดถูกฆ่าแล้ว พระเจ้าปเสนทิทรงมีวิปฏิสาร ไม่ได้รับความสบายพระหฤทัย ไม่ได้เสวยความสุขในราชสมบัติเลย.
พระเจ้าปเสนทิสวรรคต วิฑูฑภะขึ้นครองราชย์
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงอาศัยนิคมชื่อเมทฬุปะของพวกเจ้าศากยะ ประทับอยู่. พระเจ้า ปเสนทิเสด็จไปที่นั้นแล้ว ทรงให้ตั้งค่ายในที่ไม่ไกลจากพระอารามแล้ว เสด็จไปวิหาร ด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยทรงดำริว่า “จักถวายบังคมพระศาสดา” พระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทั้ง ๕ แก่ทีฆการายนะแล้ว พระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี. พึงทราบเรื่องทั้งหมดโดยทำนองแห่งธรรมเจติยสูตร.
เมื่อพระองค์เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎีแล้ว ทีฆการายนะจึงถือเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์เหล่านั้น ทำวิฑูฑภะให้เป็นพระราชา เหลือม้าไว้ตัวหนึ่ง และหญิงผู้เป็นพนักงานอุปัฏฐากคนหนึ่ง แล้วได้กลับไปเมืองสาวัตถี.
พระเจ้าปเสนทิตรัสปิยกถากับพระศาสดาแล้วเสด็จออก ไม่ทรงเห็นเสนา จึงตรัสถามหญิงนั้น ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงดำริว่า “เราจักพาหลานไปจับวิฑูฑภะ” ดังนี้แล้ว เสด็จไปกรุงราชคฤห์ เสด็จถึงพระนคร เมื่อประตูพระนครอันเขาปิดแล้วในเวลาวิกาล บรรทมแล้วในศาลาแห่งหนึ่ง ทรงเหน็ดเหนื่อยเพราะลมและแดด ได้สวรรคตในที่นั้นนั่นเอง ในเวลากลางคืน.
เมื่อราตรีสว่างแล้ว, ประชาชนได้ยินเสียงหญิงคนนั้นคร่ำครวญอยู่ว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ผู้จอมแห่งชาวโกศล พระองค์ไม่มีที่พึ่งแล้ว” จึงกราบทูลแด่พระราชา. ท้าวเธอทรงรับสั่งให้ทำสรีรกิจของพระเจ้าลุง ด้วยสักการะใหญ่.
แม้พระเจ้าวิฑูฑภะได้ราชสมบัติแล้ว ทรงระลึกถึงเวรนั้น ทรงดำริว่า “เราจักยังเจ้าศากยะแม้ทั้งหมดให้ตาย” ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออกไปด้วยเสนาใหญ่.
ในวันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นความพินาศแห่งหมู่พระญาติแล้ว ทรงดำริว่า “เราควรกระทำญาติสังคหะ” ในเวลาเช้า เสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงสำเร็จสีหไสยาในพระคันธกุฎี ในเวลาเย็นเสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่งที่โคนไม้ มีเงาปรุโปร่ง ใกล้เมืองกบิลพัสดุ์. แต่นั้นไป มีต้นไทรเงาสนิทต้นใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในรัชสีมาของพระเจ้าวิฑูฑภะ.
พระเจ้าวิฑูฑภะทอดพระเนตรเห็นพระศาสดา จึงเสด็จเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระองค์จึงประทับนั่งแล้วที่โคนไม้เงาปรุโปร่งนี้ ในเวลาร้อน เห็นปานนี้, ขอพระองค์โปรดประทับนั่งที่โคนไทร มีเงาอันสนิทนั่นเถิด พระเจ้าข้า”
เมื่อพระศาสดาตรัสตอบว่า “ช่างเถิด มหาบพิตร, ชื่อว่าเงาของหมู่พระญาติเป็นของเย็น”, จึงทรงดำริว่า “พระศาสดาจักเสด็จมาเพื่อทรงประสงค์รักษาหมู่พระญาติ” จึงถวายบังคมพระศาสดา เสด็จกลับไปสู่เมืองสาวัตถีนั่นแล. แม้พระศาสดาก็ทรงเหาะไปสู่เชตวันเหมือนกัน.
บุรพกรรมของเจ้าศากยะ
พระเจ้าวิฑูฑภะทรงระลึกถึงโทษแห่งพวกเจ้าศากยะ เสด็จออกไปแม้ครั้งที่ ๒ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาในที่นั้นนั่นแล ก็เสด็จกลับอีก. เสด็จออกไปแม้ครั้งที่ ๓ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาในที่นั้นนั่นแล ก็เสด็จกลับ.
แต่เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะนั้นเสด็จออกไปในครั้งที่ ๔, พระศาสดาทรงพิจารณาเห็นบุรพกรรมของเจ้าศากยะทั้งหลาย ทรงทราบความที่กรรมอันลามกคือการโปรยยาพิษ ในแม่น้ำของเจ้าศากยะเหล่านั้น เป็นกรรมอันใครๆ ห้ามไม่ได้ จึงมิได้เสด็จไปในครั้งที่ ๔. พระเจ้าวิฑูฑภะเสด็จออกไปแล้วด้วยพลใหญ่ ด้วยทรงดำริว่า “เราจักฆ่าพวกเจ้าศากยะ.”
ก็พระญาติทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธะชื่อว่าไม่ฆ่าสัตว์ แม้จะตายอยู่ก็ไม่ปลงชีวิตของเหล่าสัตว์อื่น.
เจ้าศากยะเหล่านั้นคิดว่า “พวกเราฝึกหัดมือแล้ว มีเครื่องผูกสอดอันทำแล้ว หัดปรือมาก, แต่พวกเราไม่อาจปลงสัตว์อื่นจากชีวิตได้เลย, พวกเราจักแสดงกรรมของตนแล้วให้หนีไป.”
เจ้าศากยะเหล่านั้นทรงมีเครื่องผูกสอดอันทำแล้ว จึงเสด็จออกเริ่มการยุทธ. ถูกศรที่เจ้าศากยะเหล่านั้นยิงไปไปตามระหว่างๆ พวกบุรุษของพระเจ้าวิฑูฑภะ, ออกไปโดยช่องโล่และช่องหูเป็นต้น. พระเจ้าวิฑูฑภะทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสว่า “พนาย พวกเจ้าศากยะย่อมตรัสว่า ‘พวกเราเป็นผู้ไม่ฆ่าสัตว์’ มิใช่หรือ? ก็เมื่อเช่นนี้ ไฉนพวกเจ้าศากยะจึงยิงบุรุษของเราให้ฉิบหายเล่า.” ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งกราบทูลพระเจ้าวิฑูฑภะนั้นว่า “ข้าแต่เจ้า พระองค์ตรวจสอบดูแล้วหรือ?”
พระเจ้าวิฑูฑภะ. พวกเจ้าศากยะยังบุรุษของเราให้ฉิบหาย.
บุรุษ. บุรุษไรๆ ของพระองค์ ชื่อว่าตายแล้ว ย่อมไม่มี, ขอเชิญพระองค์จงรับสั่งให้นับบุรุษเหล่านั้นเถิด.
พระเจ้าวิฑูฑภะ เมื่อรับสั่งให้นับดู ไม่ทรงเห็นหมดไปแม้คนหนึ่ง. ท้าวเธอเสด็จกลับจากที่นั้นแล้ว ตรัสว่า “พนาย คนเหล่าใดๆ บอกว่า ‘พวกเราเป็นเจ้าศากยะ’ ท่านทั้งหลายจงฆ่าคนเหล่านั้นทั้งหมด; แต่จงให้ชีวิตแก่คนที่ยืนอยู่ในสำนักของเจ้าศากยะมหานาม ผู้เป็นพระเจ้าตาของเรา.
เจ้าศากยะทั้งหลายไม่เห็นเครื่องถือที่ตนพึงถือเอา บางพวกคาบหญ้า บางพวกถือไม้อ้อ ยืนอยู่, ถูกเขาถามว่า “ท่านเป็นเจ้าศากยะหรือไม่ใช่? เพราะเหตุที่เจ้าศากยะเหล่านั้น แม้จะตายก็ไม่พูดคำเท็จ; พวกที่ยืนคาบหญ้าอยู่แล้ว จึงกล่าวว่า “ไม่ใช่เจ้าศากยะ, หญ้า.” พวกที่ยืนถือไม้อ้อก็กล่าวว่า “ไม่ใช่เจ้าศากยะ, ไม้อ้อ.” เจ้าศากยะเหล่านั้นและเจ้าศากยะที่ยืนอยู่ในสำนักของท้าวมหานาม ได้ชีวิตแล้ว.
บรรดาเจ้าศากยะเหล่านั้น เจ้าศากยะที่ยืนคาบหญ้า ชื่อว่าเจ้าศากยะหญ้า, พวกที่ยืนถือไม้อ้อ ชื่อว่าเจ้าศากยะไม้อ้อ.
พระเจ้าวิฑูฑภะรับสั่งให้ฆ่าเจ้าศากยะอันเหลือทั้งหลาย ไม่เว้นทารกแม้ยังดื่มนม ยังแม่น้ำคือโลหิต ให้ไหลไปแล้ว รับสั่งให้ล้างแผ่นกระดาน ด้วยโลหิตในลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั้น.
ศากยวงศ์อันพระเจ้าวิฑูฑภะเข้าไปตัดแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้. พระเจ้าวิฑูฑภะนั้นรับสั่งให้จับเจ้าศากยมหานาม เสด็จกลับแล้ว ในเวลาเสวยกระยาหารเช้า ทรงดำริว่า “เราจักเสวยอาหารเช้า” ดังนี้แล้ว ทรงแวะในที่แห่งหนึ่ง, เมื่อโภชนะอันบุคคลนำเข้าไปแล้ว, รับสั่งให้เรียกพระเจ้าตามา ด้วยพระดำรัสว่า “เราจักเสวยร่วมกัน.”
แต่กษัตริย์ทั้งหลาย ถึงจะสละชีวิต ก็ไม่ยอมเสวยร่วมกับบุตรนางทาสี เพราะฉะนั้น ท้าวมหานามทอดพระเนตรเห็นสระๆ หนึ่งจึงตรัสว่า “เรามีร่างกายอันสกปรก, พ่อ เราจักอาบน้ำ.”
พระเจ้าวิฑูฑภะตรัสว่า “ดีละ พระเจ้าตา เชิญพระเจ้าตาอาบเถิด.”
ท้าวมหานามทรงดำริว่า “พระเจ้าวิฑูฑภะนี้จักฆ่าเราผู้ไม่บริโภคร่วม, การตายเองของเราเท่านั้น ประเสริฐกว่า” ดังนี้แล้ว จึงทรงสยายผม สอดหัวแม่เท้าเข้าไปในผม ขอดให้เป็นปมที่ปลาย ดำลงไปในน้ำ.
ด้วยเดชแห่งคุณของท้าวมหานามนั้น นาคภพก็แสดงอาการร้อน. พระยานาคใคร่ครวญว่า “เรื่องอะไรกันหนอ?” เห็นแล้วจึงมาสู่สำนักของท้าวมหานามนั้น ให้ท้าวมหานามประทับบนพังพาน แล้วเชิญเสด็จเข้าไปสู่นาคภพ. ท้าวมหานามนั้นอยู่ในนาคภพนั้นนั่นแล สิ้น ๑๒ ปี.
ฝ่ายพระเจ้าวิฑูฑภะประทับนั่งคอยอยู่ ด้วยทรงดำริว่า “พระเจ้าตาของเราจักมาในบัดนี้”
เมื่อท้าวมหานามนั้นชักช้าอยู่ จึงรับสั่งให้ค้นในสระ ตรวจดูแม้ระหว่างบุรุษด้วยแสงประทีป ไม่เห็นแล้วก็เสด็จหลีกไป ด้วยทรงดำริว่า “พระเจ้าตาจักเสด็จไปแล้ว.”
กรรมสนองพระเจ้าวิฑูฑภะ
พระเจ้าวิฑูฑภะนั้นเสด็จถึงแม่น้ำอจิรวดีในเวลาราตรี รับสั่งให้ตั้งค่ายแล้ว. คนบางพวกนอนแล้วที่หาดทรายภายในแม่น้ำ, บางพวกนอนบนบกในภายนอก. แม้บรรดาพวกที่นอนแล้วในภายใน พวกที่มีบาปกรรมอันไม่ได้กระทำแล้วในก่อน มีอยู่, แม้บรรดาพวกที่นอนแล้ว ในภายนอก ผู้ที่มีบาปกรรมอันได้กระทำแล้วในก่อน มีอยู่, มดแดงทั้งหลายตั้งขึ้นแล้ว ในที่ซึ่งคนเหล่านั้นนอนแล้ว.
ชนเหล่านั้นกล่าวกันว่า “มดแดงตั้งขึ้นแล้วในที่เรานอนแล้ว, มดแดงตั้งขึ้นแล้ว ในที่เรานอนแล้ว” จึงลุกขึ้น, พวกที่มีบาปกรรมอันไม่ได้กระทำแล้ว ลุกขึ้นไปนอนบนบก, พวกมีบาปกรรมอันกระทำแล้ว ลงไปนอนเหนือหาดทราย.
ขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้น ยังฝนลูกเห็บให้ตกแล้ว. ห้วงน้ำหลากมายังพระเจ้าวิฑูฑภะพร้อมด้วยบริษัท ให้ถึงสมุทรนั่นแล. ชนทั้งหมดได้เป็นเหยื่อแห่งปลาและเต่าในสมุทรนั้นแล้ว. มหาชนยังกถาให้ตั้งขึ้นว่า “ความตายของเจ้าศากยะทั้งหลายไม่สมควรเลย, ความตายนี่ คือพวกเจ้าศากยะ อันพระเจ้าวิฑูฑภะทุบแล้วๆ ชื่ออย่างนี้ให้ตาย จึงสมควร”
พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย, ความตายอย่างนี้ ไม่สมควรแก่เจ้าศากยะทั้งหลายในอัตภาพนี้ ก็จริง ถึงอย่างนั้น ความตายที่พวกเจ้าศากยะนั่นได้แล้ว ก็ควรโดยแท้ ด้วยสามารถแห่งกรรมลามกที่เขาทำไว้ในปางก่อน.”
ภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เจ้าศากยะทั้งหลายนั่นได้กระทำกรรมอะไรไว้ในปางก่อน?
พระศาสดา. ในปางก่อน พวกเจ้าศากยะนั่นรวมเป็นพวกเดียวกัน โปรยยาพิษในแม่น้ำ.
ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายยังกถาให้ตั้งขึ้นในโรงธรรมว่า “พระเจ้าวิฑูฑภะยังเจ้าศากยะทั้งหลายประมาณเท่านี้ให้ตายแล้ว เสด็จมาอยู่, เมื่อมโนรถของตนยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล, พาชนมีประมาณเท่านั้น (ไป) เกิดเป็นภักษาแห่งปลาและเต่าในสมุทรแล้ว.”
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ? ”
เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลว่า “ด้วยกถาชื่อนี้” จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมโนรถของสัตว์เหล่านี้ ยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล, มัจจุราชตัดชีวิตินทรีย์แล้ว ให้จมลงในสมุทร คืออบาย ๔ ประดุจห้วงน้ำใหญ่ท่วมทับชาวบ้านอันหลับฉะนั้น” ดังนี้แล้ว
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
“ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ,
พฺยาสตฺตมนสํ นรํ,
สุตฺตํ คามํ มหโหโฆว,
มจฺจุ อาทย คจฺฉคติ.
มัจจุ ย่อมพานระผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่างๆ,
ผู้เลือกเก็บดอกไม้อยู่เที่ยวไป
เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดชาวบ้านอันหลับแล้วไปฉะนั้น. ”
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้นแล้ว,
เทศนามีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.

Hedge Fund in Thai Soccer

Hedge Fund in Thai Soccer

Hedge Fund ในโลกลูกหนัง

คราวนี้เรามาลองไล่เรียงสารพัดเรื่องราวอื้อฉาว เสียงลือเสียงเล่าอ้างต่างๆที่เกิดขึ้นในรังแมวแล้วหลับตา นึกคิด จินตนาการดูว่าหากเราจะคิดทำให้เรื่องราวต่างๆนั้นเป็นความจริงขึ้นมา แล้วก็ทำให้เรื่องราวต่างๆนั้นมีความถูกต้องชอบธรรมประกอบกันไปด้วย เราจะต้องทำอะไร อย่างไรกันบ้าง

นักธุรกิจอเมริกันอย่างฮิคส์และยิลเล็ต รวมถึง John Henry ต่างก็มีความคิดเห็นในแนวเดียวกันคือเข้ามาซื้อทีม Liverpool เพื่อปลุกปั้นยักษ์หลับให้ตื่นจากหลับใหล ทำให้ทีมมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นแล้วขายต่อทำกำไร โดย John Henry เจ้าของทีมคนปัจจุบันตั้ง FSG ขึ้นมาดูแล บริหารจัดการทีม Liverpool โดยมีเอียน แอร์เป็น CEO ของสโมสร

เมื่อเจ้าของทีมตัวจริงไม่มีใจ ไม่มีเวลาเลยยกสิทธิให้ Korat Sport Group ดูแลด้านการเงิน หารายได้ บริหารสิทธิประโยชน์ต่างๆ ส่วนการบริหารจัดการด้านอื่นๆ เช่น หานักเตะและสตาฟโค้ชนั้นให้ M. Management เป็นผู้ดูแล ดังนั้น สิทธิขาดในการบริหารจัดการทีม SWATCAT ก็จะตกอยู่ภายใต้อุ้งมือของ ๒ ผู้ยิ่งใหญ่คือ CEO ของ KSG และ M.Management

วิธีการหารายได้ของ M. Management ก็เหมือนกับ Agent นักเตะ คือ ส่วนแบ่งรายได้จากค่าเซ็นสัญญา

ส่วน M. Management นั้นจะหักเปอร์เซ็นต์จากนักเตะ ต้นสังกัดเก่าของนักเตะ เอเย่นต์ หรือ SWATCAT หรือจะเก็บกินทั้งหมดก็สุดแท้แต่ฝีไม้ลายมือในการเจรจาทำข้อตกลงของ M. Management กับคู่เจรจาแต่ละฝ่าย

ขณะที่วิธีการหารายได้ของ KSG นั้นก็จะเหมือนกับ Hedge Fund ทั่วไปคือมีรายได้จากการหักเปอร์เซ็นต์ค่าตั๋ว ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอด การจำหน่ายสินค้าต่างๆของสโมสร ค่าโฆษณาสินค้าบนชุดแข่ง ป้ายโฆษณาและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้ารอบสนาม การเดินสายโชว์ตัวของนักเตะ เป็นต้น

SWATCAT เปิดบ้านรับเมืองทอง แฟนบอลกว่า ๓ หมื่นคน เก็บค่าตั๋วได้ ๑ ล้านบาท ค่าตั๋วเฉลี่ยคนละ ๓๙ บาทจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกแต่อย่างใดหากค่าตั๋วนั้นเป็นรายได้ของ KSG ก่อน แล้ว KSG ทำหน้าที่หักเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งแล้วจึงส่งกลับเข้ามาเป็นรายได้ของ SWATCAT ในภายหลัง

เมื่อสโมสรมีค่าใช้จ่ายในการทำทีมปีละ ๑๒๐ ล้านบาท(เดือนละ ๑๐ ล้านบาท) ส่วน KSG ได้สิทธิบริหารสิทธิประโยชน์ต่างๆของทีมเป็นเวลา ๒ ปีด้วยเงินลงทุน ๒๐ ล้านบาท(ปีละ ๑๐ ล้านบาท เดือนละ ๑ ล้านบาท) เท่ากับว่า KSG ต้องหาเงินให้ได้ปีละ ๑๒๐ + ๑๐ ล้านบาท สโมสรและ KSG จึงจะมีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หากมีรายได้มากกว่า ๑๒๐ + ๑๐ ล้านบาทนั่นคือกำไร

แต่ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าบอลอาชีพเมืองไทยนั้นนักการเมืองใช้เป็นบอลหาเสียง/รักษาฐานเสียง นักธุรกิจและหน่วยงานราชการใช้บอลเป็นสื่อโฆษณา สร้างภาพพจน์ ภาพลักษณ์ให้กับสินค้า/บริษัท/หน่วยงาน ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรจากการทำบอลให้เป็นธุรกิจเต็มตัว

ดังนั้น ถ้า KSG หาเงินได้ไม่ถึง ๑๓๐ ล้านบาทต่อปี KSG ก็ต้องชักส่วนแบ่งรายได้ออกมาไว้ก่อนไม่น้อยกว่าปีละ ๑๐ ล้านบาทเพื่อไม่ให้ตัวเองเข้าเนื้อเพราะทุกคนต่างก็รู้ๆกันดีอยู่ว่าทำบอลแล้วขาดทุนปีละ ๑๐ – ๒๐ ล้านบาทนั้นถือเป็นเรื่องปกติ

สมมติว่า SWATCAT นั้นมีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ ๑๐๐ ล้านบาท นักเตะแต่ละคนก็เซ็นสัญญากับสโมสรไว้เพียงแค่ ๑ ปี ดังนั้น ค่าตัวนักเตะเท่ากับศูนย์ ไม่ถือเป็นสินทรัพย์ของสโมสร หากคิดจะทำทีมต่อไปในฤดูกาลหน้าก็ต้องกู้ยืมเงินเจ้าของทีมมาทำทีมต่อ ธุรกิจหลักของเจ้าของทีมก็จะมีกำไรลดลงเพราะต้องจัดสรรรายได้/ผลกำไรส่วนหนึ่งมาให้ SWATCAT กู้ยืมทุกปี
เงิน ๑๐ ล้านบาทนี้ หากอยู่ที่ธุรกิจหลักก็จะต้องเสียภาษีเพราะเป็นผลกำไรของบริษัท แต่เมื่อกลายสภาพเป็นเงินกู้ยืมแล้ว SWATCAT ที่เป็นลูกหนี้ก็ขาดทุนต่อเนื่องทุกปี เงินกู้ยืมปีละ ๑๐ ล้านบาทนี้ก็ถูกแทงบัญชีเป็นหนี้สูญไป

ส่วน SWATCAT ที่ขาดทุนต่อเนื่องทุกปีๆละ ๑๐ ล้านบาทนั้น ๑๐ ปีผ่านไป สโมสรก็จะมีหนี้สินเท่ากับทุนจดทะเบียน ปีที่ ๑๑ ส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะเริ่มติดลบ หากเจ้าของทีมไม่ถอดใจ ก็ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนหรือไม่ก็แปลงหนี้เป็นทุน สโมสรจึงจะฝ่าวิกฤติ พ้นจากภาวะล้มละลายได้

ดังนั้น ทุกเรื่องราวข่าวสารที่ปรากฏออกมาแม้จะไม่ถูกใจแฟนบอลแต่ก็อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม สามารถทำได้ทั้งสิ้น

บอร์ดบริหารจึงไม่ร้อนใจกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้น เสียงลือเสียงเล่าอ้างต่างๆนานาก็ไม่ต้องสนใจ ใส่ใจว่าอะไรเป็นอะไร และไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องออกมาแก้ข่าวให้แฟนบอลรู้ว่าความจริงคืออะไร ใครโพสต์ข้อความระคายเคืองเบื้องสูงท่านท้าวก็ลบออกและถีบคนโพสต์ออกไปจากกลุ่มก็จบ

ฤดูกาลสิ้นสุด SWATCAT กลับลงไปเล่นลีก 1

KSG, K. Management และเพื่อนสุวัจน์สะบัดตูดจากไปรับหน้าที่ภารกิจใหม่ปั้น Thai Fight ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่าเดิม

ส.ส.พลพีร์แท็คทีมกับส.ส.วัชรพลอาสากลับมากู้วิกฤติ เจ็บหนักกับการพาทีมเติบโตแบบก้าวกระโดด หันกลับมาวางรากฐาน SWATCAT ให้หนักแน่น ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว แฟนบอลเรือนหมื่นที่หายไปเหลือเพียงร้อยค่อยๆขยับกลับมาเป็นหลักพัน “แมวพิฆาต ย่ากูเป็นนักรบ” กลับมาทำให้สนาม ๘๐ พรรษากลายเป็นนรกสำหรับทีมเยือนได้อีกครั้ง แฟนบอลหลักพันกลับกลายเป็นหลักหมื่น SWATCAT กลับคืนสู่ไทยลีก

ก็ได้แต่มโนกันไป เป็นแฟนแมวต้องทำใจ

แมวมโน