คิดแบบซุนวู


ซุนวู นักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ ร้อยรบมิรู้่พ่าย ชื่อนี้คนรุ่นผมซึ่งเติบโตมาพร้อมๆกับหนังจีนของชอว์บราเดอร์นั้น น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก สมัยก่อนใครๆต่างก็พูดกันว่าใครไม่เคยอ่านสามก๊ิกอย่าริทำงานใหญ่ แต่ถ้าใครมาพูดประโยคนี้ให้ผมได้ยิน ผมก็จะเถียงไปว่า “ไม่ใช่” ต้องเริ่มต้นด้วยการอ่านตำราพิชัยสงครามซุนวูก่อน แล้วต่อด้วย ๓๖ กลยุทธแห่งชัยชนะ และคนที่คิดทำการใหญ่ อยากเป็นผู้แทนฯนั้นก็จะต้องประกอบด้วยทศพิธราชธรรม ประชาชนตาดำๆอยากรู้ว่าใครดี/ไม่ดีก็ให้ดูว่าเขามีพรหมวิหารธรรมครบถ้วนหรือไม่ “บ้านเมืองจึงจะสงบร่มเย็นเป็นสุข”

image

สถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ หากเราคิดแบบซุนวูจะเห็นอะไรบ้าง ลองคิดตามดูด้วยกันสิ…

๑ ประเมินสถานการณ์

image การขับเคลื่อนมวลชนท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกอย่างหนักนั้นต้องคิดให้ดี ทุกคนต่างมีเดิมพันเป็นของตนเองทั้งสิ้น

– ประเทศไทยมี “สันติภาพ : การพัฒนาประชาธิปไตย” หรือไม่ก็ “สงครามกลางเมือง” เป็นเดิมพัน

– รัฐบาลมีอำนาจเป็นเดิมพัน จะรักษาอำนาจไว้ได้นานเพียงใด

– มวลชนที่ออกมาขับไล่รัฐบาลก็มีชีวิต เลือดเนื้อเป็นเดิมพัน ส่วนแกนนำนั้นมีคุกตาราง ข้อหากบฏพ่วงแถมเพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย

๕ ตัวแปรที่ต้องบริหาร

image

รัฐบาลจะอยู่หรือไป ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลได้ทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองได้ดีเพียงใด “ธรรม” ยามเกิดวิกฤติรัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤติได้หรือไม่ ; “ปัจจัยแวดล้อม : ฟ้า/ดิน” ทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า : ภาวะข้าวยากหมากแพง เงินเฟ้อสูง ว่างงานต่ำ ; “ผู้นำ” สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ; “ระเบียบวิธี” ใช้จ่ายเงินภาษีอย่างระมัดระวัง แจ้งเติอนให้ประชาชนใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท พร้อมรับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่อาจปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อจากทั้งฟากฝั่งยุโรป อเมริกา หรือแม้กระทั่งจีน … ดังนั้นรัฐบาลจึงได้รับการยอมรับจากประชาชนเยี่ยงวีรบุรุษ  รัฐบาลจึงสามารถคงอยู่ในอำนาจต่อไปได้เรื่อยๆ แต่หากรัฐบาลเลือกทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม แรงสนับสนุนจากประชาชนย่อมเืสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายรัฐบาลก็อยู่ต่อไปไม่ได้

สภาจะเดินหน้าต่อไปหรือจะล้มคว่ำคะมำหงายเพราะถูกล้มล้างด้วยรัฐประหาร หรือลดทอนอำนาจด้วยการเพิ่มช่องให้มีการใช้สิทธิทางตรงของประชาชนก็ขึ้นอยู่กับว่าสภาทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด “ธรรม” ของสภาคือเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน ออกกฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่มุ่งเดินหน้านิรโทษกรรมนำทักษิณกลับบ้าน ล้มล้างระบอบนิติรัฐ นิติธรรม อาศัยวาจาลมปากร่ายเวทย์ เป่ามนต์ให้ประชาชนมัวเมาลุ่มหลงว่าปรองดองต้องนิรโทษกรรม ; “ปัจจัยแวดล้อม : ฟ้า/ดิน” คือญาติคนเจ็บ/ตายไม่มีฝ่ายใดอภัยให้อีกฝ่ายหนึ่ง มุ่งเน้นนิรโทษแบบเอาแต่ได้ถ่ายเดียว เฉพาะคนของตน ในใจยังต้องการสืบค้นความจริง เห็นคนผิดถูกลงโทษ นิรโทษไปก็เท่ากับจุดไฟเผาแผ่นดินให้เกิดสงครามกลางเมือง ขยายแผลใจคนไทยให้กำเริบเกิดเป็นฟางเส้นสุดท้าย ; “ผู้นำ” ครม.ลอยตัวเหนือปัญหา โยนทุกอย่างให้เป็นเรื่องของสภา ขณะที่ส.ส.ในสภาก็งามหน้า เอาแต่ได้ ทั้งขึ้นเงินเดือนตัวเอง แจกไอแพด ตั้งกองทุนสวัสดิการอดีตส.ว./ส.ส.ผลาญเงินชาติ บางคนก็กร่างท้าตีท้าต่อย จึงไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมวงกว้าง ; “ระเบียบวิธี” ส.ส./ส.ว.หลายคนได้ดีเพราะเป็นแกนนำม็อบ เป็นนักเลงหัวไม้ ถนัดใช้อำนาจเถื่อน เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุปัจจัยสู่ความเสื่อมต่ำของสภาทั้งสิ้น มีกฎหมายใดบ้างที่ตราออกมาเพื่อพี่น้องประชาชน : ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กองทุนการออมแห่งชาติ ฯลฯ ไม่มีออกมาสักฉบับ

มวลชนที่ประสบปัญหา เดือดร้อนจากเหตุปัจจัยต่างๆ ถูกรัฐละเมิด ละเลย ไม่เหลียวแลก็เช่นกัน หากสิ่งที่มวลชนเรียกร้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม มีการแสดงออกที่ถูกต้อง เหมาะสม ย่อมได้รับการสนับสนุนจากสังคม กระแสเรียกร้องมีแต่จะดังขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจะอยู่ต่อไปได้ก็ต้องทำตามเสียงเรียกร้องของมวลชน มิเช่นนั้นรัฐบาลก็ดำรงคงอยู่ต่อไปไม่ได้ แต่หากสิ่งที่มวลชนออกมาเรียกร้องต้องการไม่ถูกต้อง การขับเคลื่อนมวลชนก็ไร้ระบบ ระเบียบ มวลชนที่ออกมาเรียกร้องก็ไม่ต่างจากกลุ่มนักเลง อันธพาล ไม่ได้รับการยอมรับสนับสนุนจากประชาชน สร้างเงื่อนไข ความชอบธรรมให้รัฐจัดการปราบม็อบกองโจร

ธรรม

image

ธรรมที่รัฐบาลเอ่ยอ้างคือการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ บูรณาการ เพื่อสร้างอนาคตชาติจึงต้องกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท ๒ ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ธรรมนี้ได้รับความเห็นชอบจากคนเพียงกลุ่มเดียวคือคนเสื้อแดงเพราะเชื่อว่ารถไฟความเร็วสูงนำมาซึ่งความเจริญ เขื่อน คันกั้นน้ำ จะช่วยให้น้ำไม่ท่วม แต่คนกลุ่มอื่นกลับเห็นว่ารถไฟรางคู่สำคัญและจำเป็นมากกว่า เขื่อนที่คิดสร้างก็เป็นโครงการเก่าที่คดมานานแล้วแต่ติดปัญหาเพราะไม่มีใครเอาด้วยจึงสร้างไม่ได้ ทำรถไฟความเร็วสูงก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง ผู้โดยสารไม่มากพอที่จะคุ้มทุนได้

ธรรมที่สภาเอ่ยอ้างคือการปรองดองต้องนิรโทษกรรม ต้องขึ้นเงินเดือนให้ตนเอง ต้องตั้งกองทุนอดีตส.ส./ส.ว.เพราะทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองมากมาย รัฐจึงสมควรเจียดเงินภาษีส่วนหนึ่งมาจัดเป็นสวัสดิการให้กับส.ส./ส.ว. ต้องแจกไอแพดให้ส.ส./ส.ว.ใช้ ฯลฯ หากธรรมที่สภาเอ่ยอ้างเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงามย่อมได้รับการสนับสนุนจากสังคม ประชาชน แต่หากสวนทางกับความรู้สึกที่สังคมมีต่อสภา เมื่อสะสมนานวันเข้า ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หายนะของสภาก็จะตามมาเมื่อนั้น ส่วนธรรมที่เห็นพ้องต้องกันทุกฝ่ายคือการออกกฎหมายเพื่อดูแลชีวิตพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่สร้างเผด็จการรัฐสภา

ธรรมที่คนเสื้อแดงเอ่ยอ้างคืออดีตนายกฯทักษิณเป็นคนดี ทำงานบริหารประเทศเพื่อชาวบ้าน สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ เมื่ออดีตนายกฯทักษิณถูกรังแกจึงทนไม่ได้ ยอมไ่ม่ได้ ; ประชาธิปไตยต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรองดองต้องนิรโทษกรรมนำทักษิณกลับบ้าน ; สังคมไม่เท่าเทียม แบ่งชนชั้นไพร่/อำมาตย์ ชาวบ้านตาดำๆทำอะไรก็ผิด เจ้าแม่เงินกู้ทำนาบนหลังคน ปัญญาชนร่ำรวยด้วยการปั่นหุ้น ปั่นทองทำอะไรก็ถูกหมด ถูกฟ้องศาลก็ให้ประกันตัว ศาลตัดสินว่าผิดจริงก็ไม่ต้องติดคุก ให้รอลงอาญา แม้จะเป็นธงนำที่ไม่ถูกต้อง บิดเบือน หลอกลวง แต่ก็เป็นธรรมที่รวมใจคนยากจน ทำมาหาเช้ากินค่ำ คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยให้มัวเมาลุ่มหลงได้ เพราะเขารัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวอดีตนายกฯทักษิณ ผู้นำที่ทำให้คนยากคนจนลืมตาอ้าปากได้

ธรรมที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณเอ่ยอ้างคืออดีตนายกฯทักษิณทำิตนเหนือกฎหมาย ผิดแล้วไม่ยอมรับผิด หนีคดีไม่ยอมรับโทษ ทุจริตคอรัปชั่นต่างๆนานา ซึ่งไม่ตรงกับคนเสื้อแดง คนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้จะเป็นธงนำที่ถูกต้อง แต่ธงที่เชิดชูขึ้นนั้นมุ่งไปที่การล้มระบอบทักษิณอันเป็นที่รักยิ่งของคนเสื้อแดง ซ้ำร้ายฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณเองก็ไม่ใช่ว่าจะมีภาพพจน์ที่ดี ซื่อ ตรง มีเมตตาธรรม ช่วยเหลือชาวบ้าน คนส่วนใหญ่ของประเทศ ใต้ร่มธงปราบคอร์รัปชั่น ล้มระบอบทักษิณจึงมีเพียงชนชั้นกลาง ปัญญาชน เจ้ามือหวย เจ้าแม่เงินกู้ เถ้าแก่หน้าเลือด มนุษย์เงินเดือนที่เคยได้รับอานิสงฆ์จากเช็คช่วยชาติ นักค้าหุ้น ปั่นราคาทองคำ คนรักความเป็นธรรม ความถูกต้องที่ชอบรวยทางลัด เห็นด้วยกับรัฐประหาร การแช่แข็งนักการเมืองเข้าร่วม ส่วนคนที่ไม่ได้ต่อต้านตัวบุคคล มุ่งหวังล้มล้างระบอบทักษิณจึงแยกตัวออกมายืนอยู่ใต้อีกร่มธงหนึ่ง “คัดค้านนโยบาย วิธีการทำงาน แนวทางการบริหารงานที่ไม่ถูกต้อง”

เมื่อธรรมของคน ๒ กลุ่มขัดแย้งกันโดยตรง ปัญหา ความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เป็นปฏิปักษ์ต่อกันจึงเกิดขึ้น หากธรรมของคนทุกกลุ่มในสังคมตรงกัน ฉันทามติย่อมเกิดขึ้น นั่นคือทุกคนต้องการให้รัฐบาลบริหารบ้านเมือง แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพงแต่สินค้าเกษตรตกต่ำ หนี้สินพะรุงพะรัง (แต่ยังไม่เห็นพ้องเรื่องวิธีการ) ทำ้บ้านเมืองให้สงบร่มเย็นเป็นสุข เป็นประชาธิปไตย : เสมอภาค เสรีภาพ ความเท่าเทียม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นิติรัฐ นิติธรรม ฯลฯ(แต่ยังไม่เห็นพ้องเรื่องวิธีการ)

iPad 580

ประเทศไทย…เส้นทางจากชาติที่มีรายได้ปานกลางสู่ชาติที่มีรายได้สูง

ไม่ว่าใครก้าวเข้าสู่อำนาจมาเป็นรัฐบาลต่างก็ประกาศว่าจะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ชูนโยบาย “เศรษฐกิจเิชิงสร้างสรรค์ เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรม” เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน ทำให้คนไทยมีมาตรฐานการศึกษาที่สูงขึ้น จะได้มีรายได้มากขึ้น สังคมไทยจึงมีค่านิยมเรื่องปริญญา ใครๆก็อยากให้ลูกหลานเรียนสายสามัญจบแล้วก็เข้ามหาวิทยาลัย คว้าใบปริญญามาให้พ่อแม่ได้ชื่นชม ส่วนเด็กหัวไม่ดี เรียนสายอาชีพ จบอาชีวะมักมีภาพพจน์เป็นเด็กหัวขี้เลื่อย ไม่ใส่ใจการเรียน กลายเป็นปมด้อยของคนเรียนสายอาชีพไป รัฐบาลเองก็ละเลยมองข้ามปัญหาเรื่องค่านิยมดังกล่าว ทุกรัฐบาลต่างมุ่งสร้างบัณฑิตปริญญาตรี ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนเรียนจบปริญญาตรี และหากรัฐบาลประสบความสำเร็จในการทำให้คนไทยส่วนใหญ่เรียนจบปริญญาตรีได้จริง ปัญหาใหญ่ตามมาแน่ นั่นคือ ประเทศไทยจะมีแต่แรงงานสมอง ตรงกลางและส่วนยอดของสามเหลี่ยม แต่ขาดแรงงานทักษะที่เป็นฐานล่างของสามเหลี่ยม ซึ่งประเทศที่มีแต่แรงงานสมองอย่างเดียว อุตสาหกรรมที่ทำได้ก็คงมีแต่โรงงานที่อาศัยเครื่องจักรอัตโนมัติ “หุ่นยนต์” ทำงาน ใช้คนงานเพียงน้อยนิด หรือไม่ก็ธุรกิจซอฟต์แวร์ ไกด์นำเที่ยว เป็นต้น โรงงานอุตสาหกรรมอย่างที่ทำๆกันอยู่คงต้องย้ายฐานการผลิตออกไป เพราะประเทศไทยขาดแคลนแรงงานระดับปวส. ปวช. ม.๖ และแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชา พม่า ลาวก็ไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้

ปัจจุบันธุรกิจการกีฬาเติบโตขยายตัวเป็นอย่างมาก การเป็นนักกีฬาอาชีพนั้นมีโมเดลต้นแบบอยู่ ๒ รูปแบบคือแบบสากลกับแบบอเมริกา

กีฬาอาชีพแบบสากล เช่น นักฟุตบอลอาชีพอย่างไมเคิล โอเว่นนั้นเรียนจบจากอคาเดมีของแต่ละสโมสร อายุ ๑๘ – ๑๙ ก็เริ่มเทิร์นโปร เป็นนักกีฬาอาชีพเต็มตัว รายไ้ด้ว่ากันเป็นรายสัปดาห์ๆหนึ่งๆรับเงินกันหลักพันบ้าง หลักแสนบ้าง พอเริ่มมีอายุมากขึ้นบางคนก็จะเิริ่มอบรมโค้ช บางคนก็ผันตัวเองไปเป็นคอมเมนเตเตอร์ ฯลฯ

ส่วนนักกีฬาอาชีพในแบบอเมริกานั้นจะมีความรู้สูงกว่า นักเบสบอล นักบาสเกตบอล นักอเมริกันฟุตบอลพวกนี้เรียนจบไฮสคูลแล้วก็เข้าไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย จบออกมาแล้วก็เข้าสังกัดเป็นนักกีฬาอาชีพ เ้ส้นทางคล้ายๆกับนักกีฬาชื่อดังของไทยหลายคนที่ได้ทุน ได้โควต้าันักกีฬา เรียนจบปริญญาโทกันหลายคน

ดังนั้นการเป็นผู้มีรายได้สูงจึงไม่จำเป็นต้องเรียนจบปริญญาตรี นักฟุตบอลอาชีพเรียนจบแค่ม.ปลายก็มีรายได้เดือนแสนบาท เป็นฮีโ่ร่ที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วไปในสังคมได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับอาชีพการงานที่ทำ ค่านิยมของสังคมที่ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยประกอบด้วย ๓ ส่วนที่สำคัญคือ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคการท่องเที่ยว/บริการ การพัฒนาประเทศสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วจึงต้องพัฒนาใน ๓ ภาคส่วนดังกล่าว

หากตลาดแรงงานของไทยเต็มไปด้วยแรงงานปริญญาตรี ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้างก็คงต้องยอมรับสภาพและปรับตัว ฝั่งผู้ประกอบการก็ต้องเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนวิธีการจ้างงาน จากการจ้างงานตามวุฒิการศึกษามาเป็นการจ้างงานตามลักษณะที่ทำ แรงงานไทยส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะไม่ทำงานเพราะไม่ต้องการทำงานที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาของตน และการใช้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานแทนคนไทย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจนวัตกรรมที่รัฐบาลใฝ่ฝันปรารถนา ปั้นบัณฑิตปริญญาตรีออกมามากมายจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา สร้างองค์ความรู้ของตนเองขึ้นมา แต่งบวิจัยและพัฒนากลับมีเพียงน้อยนิด

การจัดการศึกษานั้นมีเป้าหมายอย่างน้อย ๒ ประการคือ เสริมสร้างความรู้ “มุ่งสู่ความเป็นเลิศ” และป้อนคนสู่ตลาดแรงงาน การบริหารการศึกษาจึงต้องทำให้เหมาะสม เคารพธรรมชาติ เคารพความเป็นจริง ไม่ใช่นึกอยากทำอะไรก็ทำ สะเปะสะปะไปเรื่อยตามใจฉัน เพียงเพื่อหวังให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง แต่ตามมาด้วยหายนะชาติ

ฟ้า

image

จังหวะเวลา สถานการณ์แวดล้อมประเทศไทยในขณะนี้มีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้ามากมาย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม

ปัญหาทางเศรษฐกิจคือวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ทั้งจากฟากหนี้สาธารณะของยุโรป(ผิดนัดชำระหนี้ ต้องตัดหนี้สูญ) หน้าผาการคลังของอเมริกา(เลิกขาดดุลงบประมาณเมื่อไหร่หายนะเมื่อนั้น) และจีน(กำลังซื้อหดตัวเพราะส่งออกไม่ได้) เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญจึงอ่อนไหวเป็นอย่างยิ่งต่อภาวะเศรษฐกิจโลก

ปัญหาทางสังคมก็มีมากมายหลายเรื่องที่นับวันมีแต่จะรุนแรงมากขึ้นเพราะศีลธรรมเสื่อม คนไทยเต็มไปด้วยความโลภ โกงได้ถ้าตนได้ประโยชน์ นิยมความรุนแรง ไม่เคารพกฎหมาย ใช้ความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชัง ศรัทธาความมัวเมาขับเคลื่อนชีวิต การกระตุ้นการบริโภคภายในมาทดแทนการส่งออกที่อนาคตดูอึมครึมเป็นอย่างยิ่งทำให้คนไทยกลายเป็นพวกบริโภคนิยม ใช้จ่ายเกินตัว หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น แบกหนี้กันจนหลังแอ่น

ปัญหาทางการเมืองคือนายกฯลอยตัวเหนือปัญหา ปล่อยบ้านเมืองให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่แก้ไขปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งยังซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้นด้วยการก่อหนี้มากมายมหาศาลแบบสะเปะสะปะ ออกกฎหมายแบบไม่สนใจความถูกต้องเหมาะสม เอะอะอะไรก็ออกพ.ร.ก.ไว้ก่อน ซ้ำร้ายไม่จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังให้ดี รัฐมนตรีเล่นลิ้นคารมไร้ผลงาน สภาทาสหลับหูหลับตารับใช้รัฐบาล มุ่งเน้นพานายกลับบ้านและล้างผลาญเงินหลวงเป็นสำคัญ ฯลฯ

ปัญหามากมายที่รุมเร้า รัฐบาลต้องบริหารประเทศด้วยความระมัดระวัง เผื่อเหลือเผื่อขาดว่าหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ หรือสงครามกลางเมืองขึ้นมาจะทำเช่นไร เคารพความคิดเห็น ความต้องการของคนไทยทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ปลดชนวนวิกฤติเศรษฐกิจ สงครามกลางเมือง ภายใต้สถานการณ์ที่ความเป็นตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมเช่นนี้ ปลอดภัยไว้ก่อน ตั้งรับเหนียวแน่นน่าจะเหมาะสมมากกว่า

การกู้แหลกแจกสะบัดท่ามกลางความสุ่มเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกคือเศรษฐกิจโลกที่ไม่อาจควบคุมได้ เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ชอบธรรมแล้วหรือ ?

เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ “เงินเฟ้อสูง ว่างงานต่ำ” ไม่ใช่ “เงินเฟ้อสูง ว่างงานสูง” อย่างอเมริกาและยุโรป จึงไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง ขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อหล่อเลี้ยงตลาด “ระบบเศรษฐกิจ”แบบที่อเมริกาทำได้

รัฐบาลอาจเป่าหู หลอกลวง หรือแม้แต่เป่ามนต์สะกดประชาชนได้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลงทุน ๓.๕ แสนล้านบาทเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ “เป็นระบบ” และต้องกู้เงินอีก ๒ ล้านล้านบาทเพื่อสร้างอนาคตชาติ สร้างรถไฟ ๑๐ สาย(ในกรุงเทพให้คนกรุง ๑๐ ล้านคนใช้) สร้างรถไฟความเร็วสูง(ให้ชนชั้นกลาง ปัญญาชนเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ได้สะดวก รวดเร็วขึ้น)…ผลประโยชน์ไม่ได้ตกกับคนไทยส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศ ยิ่งทุ่มทุนพัฒนากรุงเทพมากเท่าไหร่ ช่องว่างระหว่างเมืองกรุง หัวเมือง และชนบทยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น ปัญหาสังคม ความแตกแยก “ชนชั้น” ยิ่งหนักและรุนแรงเพิ่มขึ้น

แต่สิ่งที่ประชาชน คนส่วนใหญ่ต้องการอย่างแท้จริง อยากเห็นรัฐบาลบริหารอย่างบูรณาการ “เป็นระบบ” เป็นลำดับแรกคือแก้ปัญหาปากท้อง “ภาวะข้าวยากหมากแพง” ที่เกิดจากการฟองสบู่ การปั่นราคาน้ำมัน “สินค้าโภคภัณฑ์” ของสารพัดกองทุน “เงินออมไม่เท่ากับเงินลงทุนเพราะเงินออมกลายเป็นเงินเก็งกำไร” เมื่อน้ำมันที่เคยซื้อได้ในราคาลิตรละไม่ถึง ๒๐ บาทพุ่งทะยานทะลุ ๓๐ – ๕๐ บาท ต้นทุนชีวิตก็เพิ่มขึ้นอย่างแรงแซงรายได้ เพราะสินค้าปรับราคาขึ้นหมดทั้งค่าเดินทาง ข้าวแกง เสื้อผ้า ของใช้ ฯลฯ

การขึ้นค่าแรงแบบช็อคโลก แทนที่จะสร้างประโยชน์กลับทำให้ธุรกิจขนาดเล็กล่มสลาย คนได้ประโยชน์เป็นเพียงคนเข้างานใหม่กลุ่มเล็กๆ “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” พนักงานเก่าเข้างานมาก่อนได้ปรับเงินขึ้นบ้าง ไม่ได้บ้าง บางคนถูกคนรุ่นหลังมีรายได้แซงหน้าก็เกิดกินแหนงแคลงใจ สร้างบาดแผลรอยร้าวในองค์กรขึ้นมาอีก ไม่ต่างจากเช็คช่วยชาติของพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำให้พรรคเสียรังวัดไปเยอะแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพราะฝนตกไม่ทั่วฟ้าเช่นกัน … ขึ้นค่าแรง ภาคเอกชนโดนบังคับให้ดำเนินการก่อน ราชการ/รัฐวิสาหกิจตามมาทีหลัง แต่แผลใจได้เกิดขึ้นแล้ว ; เช็คช่วยชาติ ได้รับเฉพาะแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบไม่ได้อานิสงฆ์ แผลใจก็เกิดขึ้นกับใครหลายๆคนเช่นกัน

ดิน

image

สังคมการเมืองไทยแบ่งแยกพื้นที่ได้เป็น ๓ ลักษณะคือ “กรุง” เมืองหลวง ตัวเมืองในต่างจังหวัด และชนบท ข้อมูล ณ ปี ๒๕๕๕ (ที่มา : http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html)ประเทศไทยมีประชากร ๖๔.๔๖ ล้านคน

– ๕.๖๗ ล้านคนมีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพ ๑.๒๒ ล้านคนอยู่ที่สมุทรปราการ ๑.๑๔ ล้านคนอยู่นนทบุรี ๑.๐๓ ล้านคนอยู่ปทุมธานี และอีก ๗.๙ แสนคนอยู่อยุธยา รวมๆแล้วคนไทยที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลมีอยู่ประมาณ ๙.๘๕ ล้านคน ที่เหลืออีก ๕๔.๖๑ ล้านคนอยู่ต่างจังหวัด

– รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อครัวเรือนของคนไทยทั้งประเทศ ณ ปี ๒๕๕๔ อยู่ที่ ๒๓,๒๐๐ กว่าบาท มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยราว ๑๗,๔๐๐ บาท(ส่วนต่างอยู่ที่ ๕,๘๐๐ บาท) ส่วนคนกรุงเทพและปริมณฑลนั้นมีรายได้เฉลี่ยราว ๔๑,๖๐๐ กว่าบาท ใช้จ่ายเดือนๆนึงไม่ถึง ๒๗,๖๐๐ บาท(ส่วนต่างอยู่ที่ ๑๔,๐๐๐ บาท)

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วคนกรุงนั้นมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ไหลหลั่งจากต่างจังหวัดเข้าไปทำงานในกรุงเทพ เพื่อแสวงโชค แสวงโอกาส งานที่ดีกว่า รายได้ที่ดีกว่า ยิ่งพัฒนากรุงเทพมากเท่าไหร่ ปัญหายิ่งประเดประดัง รุมเร้าชาวกรุงมากขึ้นเท่านั้น วันนี้สร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สายแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพได้ พรุ่งนี้ก็ต้องสร้างเพิ่มอีก ๑๐ สายตราบใดที่คนต่างจังหวัดยังคงหลั่งไหลเข้ากรุงอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลประชาธิปัตย์ซึ่งมีฐานเสียงอยู่ในกรุงเทพจึงตีโจทย์ว่าบ้านหลังแรกสำคัญกว่ารถคันแรก เพราะคนเมืองกรุงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในกรุงเทพจึงไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ต้องเช่าเขาอยู่ นานวันเข้าแต่งงาน มีครอบครัวแล้วก็แปรสภาพเป็นชาวกรุง อยากมีบ้านเป็นของตัวเองแทนการเช่าเขาอยู่ แต่คนต่างจังหวัดนั้นอาศัยอยู่กับพ่อแม่ เดินทางจากชนบทเข้ามาทำงานในตัวอำเภอ หรือเดินทางจากต่างอำเภอเข้ามาทำงานในตัวจังหวัดซึ่งใช้เวลาไม่มากนัก ราวๆ ๑ ชั่วโมงก็ถึง แต่ประสบการณ์อันเลวร้ายที่ผมเจอกับตัวเองคือรถตู้คันนึงนั่งได้ ๑๔ คนแต่ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนนั้นอัดกันเข้าไปถึง ๒๔ คน ไม่ขึ้นก็ไม่ได้ ไม่งั้นสาย ขณะที่รถบัสประจำทางราชสีมา-ปากช่องมีวิ่งวินอยู่แค่ ๓ คันที่เหลือไปวิ่งเหมาขนม็อบ รับจ็อบพาชาวบ้าน/นักเรียนไปทัศนศึกษากันหมด(สายอื่นก็เป็น ไม่ได้เป็นแค่สายเดียว) รัฐบาลเพื่อไทยจึงตีโจทย์ว่ารถคันแรกมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จึงทำทั้ง ๒ อย่างควบคู่เพื่อเอาใจทุก segment ตลาด เพราะคนกรุงต้องการบ้านหลังแรก คนต่างจังหวัดต้องการรถคันแรก

รถเมล์ฟรีบริการประชาชนช่วยลดค่าครองชีพจึงตอบโจทย์ฐานเสียงชาวกรุงได้เป็นอย่างดี รถคันแรกที่วิ่งกันเกลือนกรุงจึงเป็นการแก้โจทย์ที่ผิดพลาดของรัฐบาลเพื่อไทย คนกรุงต้องการใช้รถเมล์ฟรี รถไฟฟ้าราคาถูกเพื่อแก้ปัญหารถติด เช่นเดียวกับคนเมืองในต่างจังหวัดที่ต้องการโดยสารรถประจำทางในราคาที่ถูกลง ส่วนคนต่างอำเภอ หรือคนที่อาศัยอยู่ในตัวจังหวัดแต่ต้องไปทำงานต่างอำเภอ หรือเกษตรกร ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระนั้นต้องการรถคันแรกในฐานะเครื่องมือทำมาหากิน เช่นเดียวกับเช็คช่วยชาติที่ตอบโจทย์ได้เฉพาะมนุษย์เงินเดือนเท่านั้น แรงงานนอกระบบไร้สวัสดิการใดๆ เดือดร้อนยิ่งกว่ากลับถูกรัฐหมางเมิน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วิชาชีพอิสระเหล่านี้จะเป็นกองเชียร์ของอดีตนายกฯทักษิณ หน้าที่ของรัฐคือการช่วยคนที่อ่อนแอที่สุด เดือดร้อนที่สุดในสังคมก่อน งบเหลือจึงขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่เดือดร้อนในระดับรองลงไป วิธีการเข้าถึงชุดข้อมูลของแรงงานนอกระบบ หรือการช่วยเหลือที่ทั่วถึง เป็นธรรม เท่าเทียมนั้นสามารถทำได้ รัฐมีข้อมูลอยู่ในมือในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แค่นำข้อมูลหลายชุดมาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการส่งเงินประกันสังคมที่สะ้ท้อนรายได้ สำมะโนประชากร หรือทะเบียนราษฎร ฯลฯ

คนเมือง คนกรุงสุขสบาย ร่ำรวย มีรายได้มากมาย เหลือใช้เหลือเก็บ เถ้าแก่หน้าเลือด เจ้าแม่เงินกู้ เจ้ามือหวยกินเต็มจ่ายครึ่งเดียว/เบี้ยวไม่ยอมจ่าย นายธนาคารหน้าเลือด พวกปั่นหุ้น ปั่นราคาทองคำ จึงเป็นฐานเสียงสำคัญให้กับพรรคประชาธิปัตย์ “ชวนเป็นคนดี ไม่ซื้อเสียง มาร์คหล่อ”

ส่วนคนชนบท คนหาเช้ากินค่ำ วิชาชีพอิสระจึงเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย “ทักษิณเป็นคนดี ช่วยชาวบ้าน ถูกพรรคประชาธิปัตย์รังแก ชวนกับมาร์คก็ดีแต่ด่าคนอื่น ขนาดเมียยังไม่ยอมให้ใช้นามสกุลตัวเองเลยแล้วจะว่าเขาดี เป็นตัวอย่างดีๆให้กับบ้านเมืองได้อย่างไร ปชป.เป็นรัฐบาลก็ฉาวเช่นกัน(ส.ป.ก. ปลากระป๋องเน่า โรงพักสร้างไม่เสร็จ)”

ชดเชยราคาก๊าซ…ฝนตกไม่ทั่วฟ้า

image

การทำรัฐสวัสดิการหรือการให้ความช่วยเหลือประชาชนนั้นต้องยอมรับว่ารัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนทุกคนได้ รัฐบาลจึงต้องเลือกช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเป็นกลุ่มแรก หากมีงบประมาณมากพอก็ขยายความช่วยเหลือไปยังคนกลุ่มอื่นๆตามกำลังที่มี ส่วนคนรวย คนที่แข็งแรง เป็นผู้ชนะในทางเศรษฐกิจ สังคมอยู่แล้วนั้นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือ กลับกลายเป็นคนกลุ่มนี้เสียอีกที่ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนกลุ่มอื่นในสังคม

เมื่อเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ อเมริกาจามก็สั่นสะท้านกันทั่วโลก รัฐบาลประชาธิปัตย์แก้ปัญหาค่าครองชีพด้วยเช็คช่วยชาติ มนุษย์เงินเดือนอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ คนทำมาค้าขาย วิชาชีพอิสระ คนยากคนจนได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ทั้งๆที่คนหาเช้ากินค่ำคือกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด เดือดร้อนที่สุดในสังคม

เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลมีนโยบายเพิ่มรายได้ให้ประชาชนด้วยการรับจำนำข้าวตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท บังคับภาคเอกชนให้จ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างรายวันๆละ ๓๐๐ บาท ป.ตรีได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทและลดรายจ่ายให้ประชาชนด้วยการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหลือ ๒๐ บาทตลอดสาย

แต่สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำมานาน สุดท้ายก็ได้ฤกษ์ดำเนินการจริงคือการขึ้นค่าก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนนั้นกลับสวนทางกับนโยบายลดค่าครองชีพ ทั้งยังเร่งวิกฤติชาติให้มาเร็วขึ้น แรงขึ้นด้วยการทำงบประมาณแบบขาดดุลมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ถลุงเงินภาษีไปกับนาฬิกาเรือนละ ๗๕,๐๐๐ บาท แจกไอแพดให้ส.ส.และส.ว.มาเล่นเกม ดูภาพโป๊ในสภา และซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพ ภาวะข้าวยากหมากแพงชักหน้าไม่ถึงหลังของประชาชนด้วยการกระุตุ้นการบริโภค ส่งเสริมประชาชนก่อหนี้เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของจีดีพีให้ขยายตัวต่อไป เจ้าของโรงงานรับทรัพย์สบายใจ ขายของได้แต่ประชาชนกลับมีหนี้ิสินล้นพ้นตัว เพราะบ้าตามโฆษณาชาเชียว เห่อไอโฟน ไอแพด แล้วรัฐบาลก็ซ้ำเติมประชาชนเป็นดาบที่ ๓ ด้วยการประกาศลอยตัวก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือน ทยอยปรับราคา ลดการอุดหนุน แล้วจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้าด้วยการเลือกช่วยเหลือคนยากจน นำฐานการใช้ไฟฟ้ามาเป็นเกณฑ์ช่วยเหลือ ให้ประชาชนส่งเอสเอ็มเอสแจ้งรหัสใต้ฝามาชิงโชค…เอ๊ย ใช้สิทธิ์ ณ ร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ

ข้อมูลจากการทำสำมะโนประชากรปี ๒๕๕๓ ระบุว่าประเทศไทยมีประชากรราว ๖๐.๙ ล้านคน ๑๘.๙๗ ล้านคนอยู่ในเขตเทศบาล อีก ๔๑.๙๔ ล้านคนอยู่นอกเขตเทศบาล (ที่มา : http://popcensus.nso.go.th/show_table.php?t=t3&yr=2543) คิดง่ายๆว่า ๑ ใน ๓ ของคนต่างจังหวัดนั้นอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล “ตลาด” ซื้อก๊าซแอลพีจีจากร้านค้าที่จดทะเบียนการค้า มีชื่อร้านที่จดจำง่าย มี”รหัสใต้ฝาสำหรับร้าน” แต่คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่คือ ๒ ใน ๓ อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล “ชนบท” พื้นที่ห่างไกล ซื้อแก๊สผ่านร้านขายของชำในหมู่บ้าน ชื่อร้านคือชื่อเจ้าของ เช่น ร้านป้า… ร้านลุง…

ร้านลุงคนนั้น ร้านป้าคนนี้ก็คือร้านขายของชำที่ใช้ใต้ถุนบ้านเป็นที่ขายของ ติดประตูบานพับหรือประตูม้วนเข้าไปเพื่อปิดร้านในยามค่ำคืน บ่งบอกคนในหมู่บ้านว่าจะนอนแล้ว ร้านขายของชำใต้ถุนบ้านเหล่านี้ ไม่มีทะเบียนการค้า เช้ามืดไปซื้อแกงถุงมาขาย สายๆบ่ายๆซื้อแก๊ส ขนม ของใช้จากร้านค้าส่งในตัวอำเภอมาขาย เขาเหล่านี้จะส่งเอสเอ็มเอสไปขอสิทธิ์ แจ้งสถานที่ซื้อแก๊สอย่างไร เฮ้อ… หรือชาวบ้านต้องเลิกซื้อแก๊สจากร้านขายของชำใต้ถุนบ้านในหมู่บ้านมาสั่งซื้อแก๊สจากร้านแก๊สในตัวอำเภอ แล้วร้านแก๊สในตลาดจะยอมส่งแก๊สมาให้ชาวบ้านตามหมู่บ้านที่ห่างออกไป ๕ – ๑๕ กิโลเมตรหรือเปล่าละครับท่านนายกฯ คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ก็ใต้แต่มองคนเมือง คนในตลาดตาปริบๆ ฝนตกไม่ทั่วฟ้าอีกแล้ว ปัญหาชนชั้น ความเหลื่อมล้ำยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม

คน “ผู้สั่งการ”

image

มวลชนนั้นชัดเจน

… เสื้อแดง คนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ คนทำงานหาเช้ากินค่ำ ชาวบ้านธรรมดาๆที่ถูกฝ่ายตรงข้ามตราหน้าว่าเป็นควายแดงผู้โง่งม รัก ศรัทธา เชื่อทักษิณแบบไม่ลืมหูลืมตา

… ฝ่ายต่อต้านทักษิณ คือ พวกเซียนหุ้น  “ปั่นราคาทองคำ” เจ้าแม่เงินกู้ เถ้าแก่หน้าเลือด เจ้ามือหวย “กินเต็ม รับแทงแล้วจ่ายครึ่่งเดียว/เบี้ยว ไม่จ่าย” พวกทำนาบนหลังคน

อำนาจรัฐก็ชัดเจน…

– ทหารแตงโมแต่ผู้นำเหล่าทัพยึดมั่นภารกิจ…ปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์

– ตำรวจมะเขือเทศ ผู้นำเห็นพ้อง “ได้ดีเพราะพี่ให้”

– ดีเอสไอไล่ล่าปฏิปักษ์ทักษิณ

– ปปช. เล่นงานลิ่วล้อทักษิณเพียงฝ่ายเดียว

– ศาลต้องว่ากันตามสำนวน ประเด็นที่ ๒ ฝ่ายยกขึ้นมาต่อสู้ ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ตำรวจทำสำนวนรัดกุมหรือไม่ อัยการส่งฟ้องสู้กันด้วยประเด็นอะไร … คดีพลิกทั้งๆที่สังคม ประชาชนชัดเจนก็อาจมีคำถามตามมาได้บ้างว่าศาลกินขนมหรือเปล่า หรือตำรวจทำสำนวนอ่อนช่วยพวกเดียวกัน หรืออัยการล้มมวย

– ศาลรัฐธรรมนูญผีเข้าผีออก เอาแน่เอานอนอะไรมิได้ ๓ วันดี ๔ วันไข้ มติัอัปยศมากมาย คดีที่มาถึงศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจคาดเดาผลที่จะออกมาได้ว่าจะเป็นอย่างไร

แต่ผู้นำนั้นเป็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

… เพื่อไทยมีภาพอดีตนายกฯทักษิณโดดเด่นเป็นสง่า ทุกคนรู้ เข้าใจตรงกันว่านี่คือผู้นำตัวจริง วิถีแนวทางเดาไม่ยากว่าจะเดินทางไหน แค่เข้าใจธรรมชาติของอดีตนายกฯว่าเป็นคนเช่นไร เคยใช้วิธีการแบบไหน ย่อมต้องใช้วิธีการเช่นนั้นตามความถนัดของตน สายเหยี่ยว สายพิราบแตกต่าง แตกแยก ด่าทอ แก่งแย่ง ขัดแย้งกันอย่างไร ทักษิณฟันธงว่าจะเอาอย่างไรเรื่องก็จบ ขับเคลื่อนมวลชนด้วยธง “ทักษิณเป็นคนดี ทำเพื่อชาวบ้าน ทักษิณถูกรังแก”

… ฝ่ายต่อต้านทักษิณกลับต่อสู้แบบสะเปะสะปะ ไร้หัวไร้หาง แตกแยกเป็นหลายกลุ่ม สายเหยี่ยว สายพิราบต่างคนต่างเดิน ไม่รู้ใครเป็นผู้นำตัวจริง แกนนำพันธมิตรก็ตายไปแล้วในทางการเมือง มวลชนไม่เอาด้วย พ่วงท้ายด้วยคำสั่งศาล ฝ่าฝืนก็ติดคุกฟรีให้หัวหน้าอภิสิทธิ์เสวยสุข บ้างถือธงนำ “ต่อต้านคอร์รัปชั่น” “ต่อต้านระบอบทักษิณ” ฯลฯ

การศึกษา…ยิ่งปฏิรูปยิ่งเละ

คุณภาพการศึกษาลดลง รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการแจกแท็บเล็ต – เด็กไทยไร้วินัย หนีโรงเรียน ทำตัวเป็นมาเฟีย ยกพวกตีกัน ไม่มีสัมมาคารวะ ใช้ภาษาไทยผิดๆถูกๆ รัฐบาลแก้ตัวการยกเลิิกระเบียบเรีื่องทรงผม – รัฐบาลขาดดุลงบประมาณ กู้หนี้ยืมสิน ๓.๕ แสนล้านบริหารน้ำแบบบูรณาการ กู้อีก ๒ ล้านล้านมาทำรถไฟความเร็วสูง สร้างอนาคตชาติ ซื้อนาฬิกาเรือนละ ๗๕,๐๐๐ บาทมาติดตั้งในสภา แล้วแก้ปัญหางบบานปลายด้วยการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก จัดรถรับส่งนักเรียนมาแทนที่ นี่หรือคือวิธีแก้ปัญหาการศึกษาที่ได้ผลของรัฐบาล

1185018_636288086381766_167914795_n

ระเบียบวิธี

image

อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด…สูตรสำเร็จทักษิโณมิคส์

อำนาจก็เหมือนยาเสพติด เมื่อเสพติดอำนาจแล้วก็คลุ้มคลั่ง ทำได้ทุกอย่าง สุดท้ายก็พัง ขาดก็ลงแดง

จากยุคปลายของพรรคไทยรักไทย ต่อด้วยพรรคพรรคประชาชน แล้วตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย ผู้กุมบังเหียนพรรคตัวจริงคือคนๆเดียวกัน ดังนั้นความสำเร็จและล้มเหลวย่อมเป็นไปในแนวทางเดียว สำเร็จเพราะประชานิยม บริหารด้วยระบบเถ้าแก่ เงินคือพระเจ้าบันดาลได้ทุกสิ่ง และพังพ้นาศเพราะลุแก่อำนาจ “เผด็จการนายทุน” จุดจบรัฐบาลยิ่งลักษณ์ดูแล้วไม่แตกต่าง ซ้ำรอยเส้นทางเดิม

เมื่อรัฐบาลขับเคลื่อนสังคมไทยโดยใช้ระบบพวกมากลากไป อาศัยเสียงข้างมากทั้งในและนอกสภาเป็นตัวตั้ง ละเลย ละเมิดสิทธิ เสรีภาพ หลักเกณฑ์ประชาธิปไตยที่ว่าด้วยการเคารพ รับฟัง และไม่ละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อย ระบอบเผด็จการรัฐสภาก็กลับมาเยือนการเมืองไทยอีกครั้ง นี่คือปัญหาที่นักการเมืองและนักวิชาการยังแก้ไม่ตกว่าเมื่อเกิดภาวะเผด็จการรัฐสภาขึ้นจะแก้ไขอย่างไรทั้งในเชิงพฤติกรรมและการออกแบบกลไกทางการเมือง กลไกรัฐสภา เปิดฟรีโหวตก็เกิดปัญหาส.ส.โสเภณีขายเสียง บล็อคโหวตก็เกิดเผด็จการรัฐสภาอย่างที่เห็นๆกันอยู่

image

เผด็จการรัฐสภาที่เกิดขึ้นคือการนำจุดแข็งของการเป็นพรรคเสียงข้างมาก ผสานกับการสร้างรัฐตำรวจขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีไปที่จุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีเสียงในสภาน้อยกว่า ตัดทอนกำลังฝ่ายตรงข้ามด้วยการเสนอแก้ไขที่มาของวุฒิสภาจากการสรรหาเป็นการเลือกตั้ง

หากการแก้ไขที่มาส.ว. ยกเลิกส.ว.สรรหา ให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดขัดกับหลักการ เจตนารมณ์อันเป็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแล้ว การแก้ไขที่มาของส.ว.ก็อาจตกม้าตายที่ศาลรัฐธรรมนูญ ใครพบเห็นก็สามารถเข้าชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้ แต่ระบบเผด็จการที่เกิดขึ้นในรัฐสภานั้นทำให้รัฐสภามัวหมอง ตกต่ำเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายค้านสามารถใช้เป็นข้ออ้าง ความชอบธรรมที่จะลาออกจากการเป็นส.ส. ส.ว. ไม่ยอมรับระบบเผด็จการที่เกิดขึ้นได้ สภาที่เหลือแต่ฝ่ายรัฐบาลย่อมแปรสภาพเป็นสภาเผด็จการ หมดความชอบธรรมที่จะเดินหน้าต่อ กลายเป็นแนวทาง บรรทัดฐานทางสังคมการเมืองว่าใครจะมาบริหารประเทศด้วยระบอบเผด็จการเสียงข้างมากนั้น “ไม่ได้” แม้กกต.จะจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมแต่ฝ่ายค้านบอยคอตไม่ลงเลือกตั้งเพราะไม่ต้องการกลับเข้าไปสู่วังวนแห่งระบอบเผด็จการรัฐสภาอีก สนามภาคใต้ก็จะเกิดปัญหาทันที แม้พรรครัฐบาลจะสามารถจัดฉากเลือกตั้งขึ้นมาได้ ไม่ซ้ำรอยยุบพรรคเพราะจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง แต่สภาก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นเพราะคนภาคใต้ไม่เอาด้วยแน่ๆ สุดท้ายย่อมหนีไม่พ้นยุบสภามาตั้งต้นกันใหม่ พรรคการเมืองเสียงข้างมากได้รับบทเรียนว่าจะละเลยเสียงข้างน้อยไม่ได้ ประชาธิปไตยไทยจึงก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

fiscal cliff ที่รัฐบาลกำลังเผชิญ หยุดกระตุ้นเศรษฐกิจก็ถดถอย เดินหน้ากระตุ้นต่อก็ติดขัดระเบียบวิธีที่ผิดรัฐธรรมนูญ ปัญหาบ้านเมืองมากมายแต่รัฐบาลละเลยมองข้าม ผู้นำรัฐบาลก็หนีปัญหาลอยไปลอยมา เกิดปัญหาทิศบูรพา นายกฯกลับไปเยือนทิศประจิม จึงเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถนำมาใช้พลิกสถานการณ์ เปลี่ยนจุดอ่อนของตนเองให้กลายเป็นจุดแข็งได้ด้วยการหันกลับมาทำงานมวลชน ช่วยแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน เลียนแบบอี้-แทนคุณ ขยายฐานเสียงรอเลือกตั้งใหม่ แล้วโจมตีจุดอ่อนของรัฐบาลด้วยจุดแข็ง คือทีมเศรษฐกิจที่คิดได้ด้วยตนเอง ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปรได้ตามสถานการณ์ สอดคล้องเพราะคนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ไม่ต้องรอคนแดนไกลกดปุ่ม

วิธีการแบบปัญญาชน “คนฉลาด”…มีปากไว้ด่า มีปัญญาไว้เอารัดเอาเปรียบ

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
มีผู้เสนอให้ปชป.ลาออกทั้งหมดมีดีมีเสียอย่างไร??

โดย..ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฏีกา

มีคำถามว่า การที่มีผู้เสนอให้ ส.ส. ปชป ลาออกจากการเป็น ส.ส. ทั้งหมดจะมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง

…..ถ้า ส.ส. ปชป ทั้งหมดลาออกก็หมดสภาพจากการเป็น ส.ส. ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฏรว่า ร่าง พรบ นิรโทษกรรม ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ร่างพรบ ให้กระทรวงกรวงการคลังกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
…..ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๔ มีเฉพาะ ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น ที่มีสิทธิเสนอความเห็นต่อประธานสภาว่า ร่าง พรบ ฉบับใดตราขึ้นโดยขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประชาชนทั่ว ๆ ไปไม่มีเสนอความเห็นดังกล่าว
…..ร่าง พรบ นิรโทษกรรม และร่าง พรบ ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ก็จะไม่มี ส.ส. เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ขัดหรือแย้งหรือไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญให้ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้วก็คงประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายได้โดยสะดวกเพราะไม่มีใครคอยขัดขวางอีก

…..ถ้าในอนาคตรัฐบาลหรืิอ ส.ส.เพื่อไทย เสนอร่าง พรบ ฉบับอื่น ๆ ซึ่งมีลักษณะที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐ เช่น ร่าง พรบ นิรโทษกรรม หรือ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีสิทธิที่เข้าไปโต้แย้งคัดค้านในการพิจารณาในสภาผู้แทนผู้แทนราษฎร และเสนอความเห็นให้ประธานสภาผู้แทนราษฏรผู้แทนส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกเช่นเดียวกัน
…..รัฐบาลชุดนี้และพรรคเพื่อไทยก็สามารถออกกฎหมายในลักษณะไหน เป็นเผด็จการอย่างไรก็ได้

…..เมื่อ ส.ส. ปชป ลาออกทั้งหมด ก็เป็นการณีที่ ตำแหน่ง ส.ส.ว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามวาระอายุของ ส.ส. หรือเมื่อมีการยุบสภา ถ้าเป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตก็ต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่างหรือเลือกตั้งซ่อมภายใน ๔๕ วัน ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๔ (๑)
…..ส.ส. แบบแบ่งเขตของ ปชป มีจำนวนร้อยคนเศษ คงต้องใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาท คงถูกประชาชนทั่วไปด่ากันแหลกลาญเพราะทำให้ต้องเปลืองเงินภาษีของประชาชนโดยไม่มีเหตุผล ยกเว้นพรรคเพื่อไทยและพวกเสื้อแดงที่ชื่นชอบ
…..ส.ส. ปชป ที่ลาออกคงลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้อีกหรือ ปชป จะส่งผู้สมัครคนอื่นลงสมัครก็คงไม่ได้ เพราะจะไปชี้แจงเหตุผลเรื่องการให้ ส.ส.ลาออกแก่ประชาชนให้เข้าใจเหตุผลได้อย่างไร
…..เมื่อ ปชป ส่งคนลงรับสมัครเลือกตั้งไม่ได้ พรรคเพื่อไทยกับพรรคเล็ก ๆ อื่น ๆ อื่นก็ส่งคนลงรับสมัครเลือกตั้งซึ่งก็คงได้รับเลือกกันแน่นนอน
…..ต่อไปในสภาผู้แทนก็มีเฉพาะ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอีกต่อไป
…..อย่าคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์่เช่นปี 2548 เพราะครั้งนั้นเป็นการเลือกทั่วไป และพรรคการเมืองฝ่ายค้านทั้งหมดไม่ส่งผู้รับสมัครรับเลือกตั้ง คงมีเพียงพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัครทุกเขตเลือกตั้งและพรรคเล็ก ๆ ส่งบางเขต
…..จึงเกิดกรณีที่ในบางเขตมีผู้สมัครเพียงคนเดียวและได้รับคะแนนเลือกตั้งน้อกว่าร้อยละ ๒๐ ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น จึงถือว่าไม่ได้รับเลือกตั้ง เมื่อมีการรับสมัครเลือกตั้งใหม่พรรคไทยรักไทยจึงต้องจ้างพรรคเล็ก ๆ ให้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นเหตุให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบในเวลาต่อมา

…..พรรค ปชป อาจสูญพันธุ์ไปจากวงการเมืองไทย เพราะประชาชนที่เคยสนับสนุนหรือเลือก ปชป ก็คงยอมรับการกระทำเช่นนั้นไม่ได้

…..ผู้ที่รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวของ ส.ส. ปชป ก็คือ รัฐบาล และถ้ากล่าวให้ถึงที่สุดผู้ที่ได้รับผลดีก็คือ ทักษิณ ชินวัตร ญาติพี่น้อง พรรคพวก บริวาร และขี้ข้าทักษิณ ชินวัตร

…..ผู้ที่ได้รับผลร้ายคือ ผู้ที่ต่อต้านทักษิณ ผู้ที่ต้องกำจัดระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย

…..ผู้เสนอให้ ส.ส.ปชป ทั้งลาออก มีเจตนาอย่างไร หวังผลอะไร ?

……….กรุณาพิจารณาคิดกันเอง ครับ !

ผมก็ไม่รู้ว่าคุณชูชาติ ศรีแสง “อดีตผู้พิพากษา” หมายถึงใคร ผมหรือเปล่า ? เอาล่ะไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน ช่างหัวมัน บล็อคสยามศิวิไลซ์ีนี้ก็มีคนเข้ามาอ่านแค่วันละ ๒๐ คน ผมเองก็ไม่ใช่คนดี เด่น ดังอะไร อาจจะไม่ได้หมายถึงผมก็ได้ แต่

“…..ผู้เสนอให้ ส.ส.ปชป ทั้งลาออก มีเจตนาอย่างไร หวังผลอะไร ?

……….กรุณาพิจารณาคิดกันเอง ครับ !”

เออ…นั่นสิ ผมมีเจตนาอย่างไร หวังผลอะไร ผมก็แอบถามตัวเองอยู่เหมือนกัน คำตอบก็คือ ก็อย่างที่ผมบอกเอาไว้ที่หน้าบล็อคนั่นแหละว่าผมไม่พวกเสื้อฟ้า เสื้อเหลือง เสื้อขาว สลิ่ม หรือเสื้อแดง ผมไม่ต้องการสงครามกลางเมือง ผมต้องการประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วเรามาคิดแบบซุนวูกันว่าถ้าเราเอาตำราพิชัยสงครามซุนวูมาจับในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น มุมมองความคิดที่ได้จะเป็นแบบไหน อย่างไร

แต่ผมว่าท่านคงตั้งคำถามถึงกลุ่มพันธมิตรฯมากกว่า ไม่น่าจะใช่ผม ทำไมจึงเสนอให้ประชาธิปัตย์ลาออกมาต่อสู้ข้างถนน

ลึกๆในใจก็มีแอบหวังอยู่เหมือนกันนะว่าบล็อคเราจะมีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคมอยู่บ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงท่านก็อาจหมายถึงผมก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นผมว่าท่านคงคิดว่ามีแต่ท่าน พวกของท่าน กลุ่มพันธมิตรฯเท่านั้นที่คิดดีมีเจตนาบริสุทธิ์ต่อบ้านเมือง คิดอะไรก็ถูกต้องดีงามไปซะทั้งหมด คนกลุ่มอื่นคิด แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน ข้อเสนอเดียวกันแต่หากออกมาจากปากคนที่ไม่ใช่ท่าน ไม่ใช่พวกของท่านแล้วล้วนน่าเคลือบแคลงสงสัยในเจตนาทั้งสิ้น

ถ้าฟลุ๊คเป็นแบบหลัง ท่านหมายถึงผม ๕๕๕ ฮากลิ้งเลยล่ะครับ นี่แหละหนออำมาตย์ “ปัญญาชน คนฉลาด” ปากเรียกร้องให้ชาวบ้านออกมาร่วมเคลื่อนไหว ล้มเผด็จการ ล้างระบอบทักษิณ เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แต่วิธีการที่ตนเองถนัดคือสร้างสถานการณ์ให้มีผู้ชุมนุมเจ็บตายเพื่อเรียกแขกรัฐประหาร ประชาชนต้องออกมาสังเวยเลือดเนื้อชีวิตแบบนั่งฟังแกนนำปราศรัยอย่างเดียว ห้ามพูด ห้ามคิด คำพูดแบบเดียวกันแต่ออกมาจากปากชาวบ้านท่านเคลือบแคลงในเจตนา ต้องออกมาจากปากแกนนำ พวกเดียวกันเท่านั้นจึงเป็นความคิดที่ออกมาจากจิตที่บริสุทธิ์ เจตนาดีต่อบ้านเมือง ส่วนคนที่คิดแตกต่างจากท่านพวกนั้นเป็นควาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมสมัยนี้แตกแยก ชาวบ้านไม่ได้ยกย่องชนชั้นกลาง ปัญญาชนเป็นผู้ชี้ำนำสังคมเฉกเช่นในอดีต เพราะอำมาตย์ ปัญญาชนยุคนี้นั้นมีจิตใจที่คับแคบ ยกตนข่มท่าน อวดตนว่าฉลาด ทำมาหากินร่ำรวยรวดเร็วด้วยการเอารัดเอาเปรียบสังคม  หากินบนความโง่ รู้ไม่ทันเหลี่ยมเล่ห์กลโกงของชาวบ้าน เสร็จแล้วก็มานั่งเยาะเย้ยถากถางชาวบ้าน คนจนว่าโง่เป็นควายแบบนี้ไง พวกที่ไม่เอาทักษิณถึงรวมตัวกันไม่ติด ขัดแย้งแตกแยกกันเองเพราะต่างคนต่างคิดว่ากูเจ๋ง กูถูก กูแน่อยู่คนเดียว ผมถึงไม่ได้ให้ราคากลุ่มปัญญาชนจำนวนเพียงหยิบมือว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้เฉกเช่นในอดีต ในภาวะที่สังคมตื่นรู้ ทุกคนแอบเลือกข้างอยู่ในใจ ทุกคนต่างเดือดร้อนจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ สังคม การเมืองนี้ คนที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยสู่ความศิวิไลซ์จึงเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ คนไทยทั้งประเทศที่อดรนทนไม่ไหว ไม่เอาอีกแล้วระบอบทักษิณ สงบ/รุนแรงจึงขึ้นกับกลุ่มแกนนำ ปัญญาชนที่เป็นมันสมองขับเคลื่อนมวลชนว่าเป็นสายเหยี่ยวหรือสายพิราบ ดังนั้นจงร่วมกันต่อต้านความรุนแรง เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสงบ เราไม่ต้องการสงครามกลางเมือง

เกมในมือใคร

image

ธรรมในบริบทของความถูกต้องชอบธรรม “ทศพิธราชธรรม” ฟ้าในบริบทของจังหวะเวลา สถานการณ์ “ร้อนแล้ง ฝนท่วม” ดินในบริบทของสถานที่ ภูมิประเทศ “ปัญหาเกิดที่หนึ่ง นายกฯปรากฏกายอีกที่หนึ่ง” คนในบริบทของผู้นำ “นายกฯหุ่นเชิด” ระเบียบวิธีในบริบทของนิติรัฐ นิติธรรม “บริหารบ้านเมืองให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ความถูกต้อง เหมาะควร” ล้วนไม่เป็นใจให้กับรัฐบาลทั้งสิ้น : บ้านเมืองไม่บริหารมุ่งพาคนไกลกลับบ้านแบบเท่ๆ ฟ้าดินก็วิปริตปรวนแปรไม่เป็นใจ ผู้นำอ่อนแอ ลิ่วล้อก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ซ้ำร้ายรัฐบาลละเมิดกฎหมายเสียเอง แต่ทำไมรัฐบาลยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง มวลชนยังหนุนหลังอย่างอบอุ่น แน่นเหนียว นั่นเป็นเพราะนายโรงผู้เชิดหุ่นเกาะกุม ควบคุมเกมเอาไว้ได้หมด โดยมีศรัทธา ความรัก ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อนายโรงเป็นเครื่องมือ ใช้สื่อเป็นเครื่องทุ่นแรง ขยายผล มอมเมา บิดเบือน หลอกลวงประชาชนจนลุ่มหลงงมงายได้ทั้งประเทศ

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นมองภาพตัวเองว่าเป็นผู้มีสติปัญญาอันชาญฉลาด แต่ในสายตาชาวบ้านนั้นกลับเป็นภาพตรงข้ามที่สุดแสนจะเลวร้าย เป็นพวกโจรใส่สูทปล้นชิง เอารัดเอาเปรียบคนยากจน วันๆคิดแต่จะรวยทางลัด ต้องมีเงินล้านให้ได้ก่อนเรียนจบ มีเงินสิบล้านให้ได้ก่อนสามสิบ มีเงินร้อยล้านให้ได้ก่อนเกษียณอายุ ในวัยไม่ถึง ๖๐ ปี เพราะใช้เงินทำงานผ่านพอร์ตหุ้น มีจอร์จ โซรอส และวอเรน บัฟเฟตเป็นฮีโร่ในดวงใจ ผิดกับนายโรงที่มีภาพพจน์เป็นคนดีที่ถูกรังแก ทำเพื่อชาวบ้าน เครื่องมือที่นายสมาร์ทนำมาใ้ช้ก็คือการตะโกนด่าว่าฝ่ายตรงข้ามว่าโง่เป็นควาย หวังว่าด่าหนักๆเข้านายโรงจะเลิกเชิดหุ่น กองเชียร์จะเปลี่ยนใจมารักนายสมาร์ท ชื่นชมนายสมาร์ทว่าเอ็งเทพมาก ข้ารักเอ็งจังเลยว่ะที่เอ็งด่าว่าพวกข้าเป็นควายอยู่ทุกวี่วัน การส่งเสียเชียร์เรียกร้องทหารให้ลากรถถังมาทำรัฐประหารก็โคตรประชาธิปไตยเลยว่ะ ประชาธิปไตยน่ะต้องเคารพเสียงข้างมากคือพวกข้าสิ พวกเอ็งเอารัดเอาเปรียบพวกข้ามานานจะแปลกอะไรที่คราวนี้พวกข้าจะขอโอกาส ได้รับส่วนแบ่งจากการทำมาหากินแบบคดโกงบ้าง นายสมาร์ทคิดว่าการตะโกนด่าคนโน้นคนนี้จะช่วยให้ตนเองดูดี ช่วยให้ประชาชนคนส่วนใหญ่หันมาอยู่กับตน

ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จมดิ่งย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้นหากมีผู้นำทางสังคมคนหนึ่งก้าวออกมานำประเด็นปากท้อง ปัญหาของคนไทยทั้งชาติมาเรียกร้องขอให้รัฐบาลแก้ไข  ส่วนตนก็ทุ่มเทอุทิศแรงกายแรงใจไปช่วยเหลือดูแลพี่้น้องที่เดือดร้อนจากสารพัดปัญหาเหล่านั้น สถานการณ์จะพลิกกลับตาลปัตรกลายเป็นขุมพลังทางสังคมที่ทรงอิทธิพลที่สุด มีพลังมากที่สุด ทำให้ ๒ ขั้วขัดแย้งล่มสลาย สิ้นพลังได้หรือไม่ ?

นายโรง คุมเกม เชิดหุ่น

1002949_399245570188054_1856555934_n

ระบอบทักษิณนั้นนอกจากจะบริหารอำนาจนิติบัญญัติด้วยการสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จขาดในสภาแล้ว ในด้านบริหารคือการนำระบบเถ้าแก่ “CEO” มาปรับใช้ รวมศูนย์ที่คนแดนไกล ขัดแย้งกันแค่ไหนคนแดนไกลว่าอย่างไรทุกเรื่องจบ ว่ากันตามนั้น นายกฯมีงบกลางมากมายให้หมุน บริหาร เห็นเงินเยอะแยะมากมายมากองอยู่ตรงหน้าแล้วอุ่นใจ อำนาจการเบิกจ่ายขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของนายกฯว่าจะอนุมัติให้ใช้งบประมาณไปทำอะไร อย่างไรก็ได้ตามใจฉัน หลีกเลี่ยงวิธีการใช้งบประมาณแบบปกติที่มีขั้นตอน กระบวนการตรวจสอบมากมาย  ใช้จิตวิทยามวลชนเป็นเครื่องมือหล่อหลวมรวมใจคน หากินกับศรัทธา ความเชื่อ ความมัวเมาลุ่มหลงที่ประชาชนมีต่อคนแดนไกลเป็นเกราะป้องกัน แล้วสถาปนา “รัฐตำรวจ” ขึ้น ปกครองประเทศด้วยความเด็ดขาด สายเหยี่ยวสยบพิราบ เหตุอื้อฉาวเกิดขึ้นเสมอ เช่น ทนายสมชายหายตัวลึกลับ เหตุการณ์กรือเซะ-ตากใบ กองกำลังชุดดำ-เผากรุง หนังโดนแบน ช่อง ๓-๕ เซ็นเซอร์ตัวเอง ช่อง ๗-โพสต์ทูเดย์ถูกคุกคาม

1185083_396569410466011_1531346263_n

“หนีคือสุดยอดกลยุทธ” ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่รุมเร้า กุนซือของฝายรัฐบาลจึงแก้เกมด้วยการวางแนวทางให้นายกฯลอยตัวเหนือปัญหา “ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม” เหตุเกิดที่อ่าวพร้าวนายกฯไปอยู่อื่น เหตุเกิดที่สภาฯนายกฯก็ไปอยู่อีกที่หนึ่ง ลอยไปลอยมาให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงรับหน้าแทน ส่วนสารพัดกฎหมายเจ้าปัญหาก็โยนให้เป็นหน้าทีของสภา เห็นแล้วนึกถึง “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก” และ “เิติ้งเสี่ยวหาร” ขึ้นมาจับจิต คงไม่แปลกหากจะมีใครกล่าวว่าเบื้องหลังกลยุทธ์นี้คือบิ๊กจิ๋วและป๋าเติ้ง มังกรสุพรรณ

การแก้ไขปัญหาหุ่นเชิด error เป็นนิจด้วยการกำกับบทให้นายกฯลอยตัวเหนือปัญหาทำให้เกิดการแบ่งแยกชัดเจนระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ นายกฯไม่สนใจสภา ไม่เข้าสภา ไม่ตอบกระทู้สภา กฎหมายโยนให้เป็นหน้าที่ของสภาผลักดัน ศาล กลไกตรวจสอบไม่อยู่ในสายตา แรงกดดันต่างๆจากสารพัดปัญหาจึงตกเป็นภาระหน้าที่ของบรรดารัฐมนตรี แพะเหล่านี้ก็พร้อมถูกบูชายันต์เพราะคุ้มยังไงก็คุ้มกับการมีดีกรีเป็นอดีตรัฐมนตรีมาประดับบารมี สร้างเกียรติประวัติติดตัวไปได้ทั้งชีวิต

ฝ่ายค้านปิดตาตีหม้อ

ฝ่ายค้านตั้งเวทีผ่าความจริง มีแต่กองเชียร์หัวใจฟ้ามานั่งฟัง แต่ไม่มีใครทำงานระดับพื้นที่เข้าถึงปัญหาของประชาชนคนรากหญ้า หัวคะแนนหาตามตลาด ผู้สมัครหาจากนายทุนผีดูดเลือดที่ถนัดในการค้ากำไรเกินควร เลือกตั้งทีวิ่งหาหัวคะแนนที เขียนโพยมาว่ามีเสียงในมืออยู่เท่าไหร่ จึงไม่เข้าใจปัญหาของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ แก้ปัญหาแบบปัญญาชนคนอวดฉลาด ตำราว่าไงแ้ก้ไขไปตามตำรา แรงงานนอกระบบเดือดร้อนช่างมัน โชห่วยจะเป็นจะตายก็ช่างมันเพราะมันอยู่นอกระบบ เช็คช่วยชาติมีไว้ช่วยคนไทยในระบบแรงงาน ผู้ประกอบการจดทะเบียนเท่านั้น อดีตนายกฯหัวเราะเริงร่าทำงานการเมืองแบบนี้อีกร้อยปีก็ไม่ชนะ นักการเมืองในพื้นที่นอนตีพุง กรูไม่ต้องใช้เงินซื้อเสียงก็ยังชนะ

ปัญญาชน คนฉลาด มีปากไว้ด่า มีปัญญาไว้เอารัดเอาเปรียบสังคม

หน้ากากขาวมีชนชั้นกลาง ปัญญาชนเป็นฐานกำลังสำัคัญตั้งเป้าล้มล้างระบอบทักษิณ เคลื่อนไหวอย่างไร้ระเบียบ ปล่อยให้กองเชียร์ด่าทอต่อว่าคนเสื้อแดง “คนส่วนใหญ่ของประเทศ” ว่าโง่เป็นควาย โจมตีนายกฯด้วยเรื่องส่วนตัว ยิ่งด่าว่าเขาคะแนนสงสารนายกฯก็ยิ่งเพิ่ม ดีกรีความเกลียดชังที่คนส่วนใหญ่ของประเทศมีต่อคนใส่หน้ากากขาวก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แทนที่มวลชนจะเพิ่มขึ้นกลับมีแต่หยุดนิ่งและเสื่อมถอย ซ้ำร้ายภาพพจน์ของตนเองก็เลวร้ายเพราะยกตนว่าเฉลียวฉลาด อาศัยสติปัญญาทำมาหากินร่ำรวยด้วยการเอารัดเอาเปรียบคนจน คนส่วนใหญ่ของสังคม ปั่นหุ้น ปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหด สับโขกกำไร ฯลฯ

ส่วนแพทย์ชนบทนั้นก็รบพุ่งอยู่กับหมอประดิษฐ์ เพื่อรักษาระบบประกันสุขภาพให้คงอยู่ ไม่เพียงหมอประดิษฐ์ยังอยู่ ตัวจริง เสียงจริงผู้กำหนดนโยบาย แนวทางการบริหารงานของรัฐบาลกลับไม่ใช่หมอประดิษฐ์ หมอประดิษฐ์ไปแล้วไง คนใหม่มาก็ใช่ว่าจะุยุติ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคนๆเดียวที่อยู่แดนไกลเป็นสำคัญ ว่าจะเอาอะไร แบบไหน อย่างไร

กลุ่มทวงคืนปตท.ต้องการแก้ไขปัญหาของแพงทั้งแผ่นดินด้วยการยึดปตท.กลับคืนมาเป็นของรัฐ เฉพาะปตท.บริษัทเดียวมีจำนวนหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 2,856,299,625 หุ้น วันที่ ๑๓ ส.ค. ๒๕๕๖ เปิดตลาดด้วยราคา ๓๓๐ บาท หากรัฐบาลจะซื้อหุ้นปตท.กลับคืนมาต้องใช้เงินราว ๙๕๗,๐๐๐ ล้านบาท จะหาเงินจากที่ไหนมาซื้อคืน

นายกฯลอยไปลอยมา “ปรองดองเป็นเรื่องของสภา”  ไม่เข้าร่วมประชุมสภา หลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ต่างๆ ให้รัฐมนตรีแบกรับภาระชี้แจงแทนส่วนกฎหมายสำคัญก็มอบหมายให้สมาชิกสภาเป็นผู้เสนอ มิใช่มติครม. เพื่อลดแรงกดดันที่จะมีต่อนายกฯ ๒ ปีผ่นไปฝ่ายค้านก็ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะไล่ขุนให้จน(หมากรุก) หรือจะบีบพื้นที่ให้แคบลง(หมากล้อม)ได้อย่างไร

เป้าหมายกระจัดกระจาย วิธีการสะเปะสะปะและไม่ได้ผลเพราะใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง จึงกลายเป็นโจมตีไม่ถูกจุด ขยายแนวร่วมไม่ได้ แรงกดดันที่เกิดขึ้นจึงมีไม่มากพอ รัฐบาลจึงอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่จำเป็นต้องสนใจปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นเพราะทุกฝ่ายต่างก็มองข้าม ประชาชนก็มองข้ามเพราะมัวเมาลุ่มหลงในศรัทธา ความรักที่มีต่อคนแดนไกล ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็มองข้ามเพราะมัวแต่โจมตีตัวบุคคล “จุดแข็ง ศูนย์รวมใจของระบอบทักษิณ” ทั้งๆที่รัฐบาลบริหารประเทศในสถานการณ์ที่เปราะบางเป็นอย่างยิ่ง ผู้นำอ่อนด้อยเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็เละเป็นโจ๊กเก่งแต่ก่อเรื่องรายวัน … ทุกคนลืมกันไปหมดว่ารัฐบาลมีหน้าที่อะไร รัฐบาลจะอยู่หรือไปขึ้นกับผลงาน…ปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และการปรับครม. ยุบสภา ลาออก อำนาจทั้งปวงล้วนอยู่ในมือนายกฯทั้งสิ้น

ชั้นนอกมีแดงฮาร์ดคอร์ ตำรวจ ดีเอสไอคอยปกป้อง ถัดมาเป็นเสียงข้างมากในสภา ชั้นต่อมาคือบรรดารัฐมนตรีในคณะรัฐบาลที่พร้อมพลีชีพตกเก้าอี้สังเวยความผิดพลาด นายกฯแทบไม่รับรู้ถึงแรงกดดันต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่นายกฯคือหัวหน้าฝ่ายบริหาร เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อการบริหารราชการงานเมือง และรับผิดชอบต่อนโยบายที่ได้ประกาศไว้

แพ้/ชนะประเมินสถานการณ์ดูก็รู้

image

รัฐบาลอาศัยประชานิยมสุดขั้วเป็นเครื่องมือจึงได้ใจประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ “ทักษิณเป็นคนดี ทำเพื่อประชาชนคนยากคนจน” ส่วนฝ่ายค้าน ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอาศัยสติปัญญาความฉลาดเอารัดเอาเปรียบสังคม ค้ากำไรเกินควร หวังรวยทางลัดด้วยการเล่นหุ้น ปั่นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปล่อยเงินกู้ พอเกิดปัญหาก็พยายามตัดทางลัด สร้างเหตุการณ์หวังให้ทหารลากรถถังออกมาทำรัฐประหาร พอปลุกมวลชนไม่ขึ้นก็ปากหมา ด่าว่าคนอื่นเป็นพวกไทยเฉย ควายแดง แม้รัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า คะแนนนิยมสาละวันเตี้ยลงทุกวัน แต่ก็ไม่มีใครเอาด้วยกับแนวทางปากหมา ด่าแหลก พึ่งรถถัง สังคมไทยทุกวันนี้มีผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ทุกคนห่วงปากท้อง ไม่ต้องการสงครามกลางเมือง คนไทยจะมีสักกี่คนที่ในใจไม่ได้เอนเอียงเลือกข้าง ปัญหาจึงอยู่ตรงที่ว่าฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ประชาชนหมดความอดทนคือปัญหาปากท้องจะขาดผึงลงเมื่อไหร่ ประชาชนเปลี่ยนขั้วหันกลับมาเล่นงานอดีตนายกฯทักษิณได้อย่างไร

image

เกิด/ดับ เจริญ/เสื่อมเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อฟองสบู่ฟูฟ่องและโตเกินกว่าที่จะมีฟองอากาศเข้าไปเติมหล่อเลี้ยงฟองสบู่ต่อไปได้อีกแล้วเพราะความมั่งคั่งหลั่งไหลเข้ากระเป๋าคนรวย คนจนหมดกำลังซื้อเพราะสินค้าปรับราคาขึ้นอย่างแรงแซงรายได้ ทั้งยังตามกระแสวัตถุนิยม/บริโภคนิยม “ก่อหนี้” จนหมดปัญญาจะหมุนเงิน หมุนหนี้มาผ่อนไอโฟนได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นฟองสบู่จึงแตก ระเบิด

เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง…เงินเฟ้อสูง ว่างงานต่ำต้องลงทุนภาครัฐเพื่อกระุตุ้นเศรษฐกิจ

ยุโรปทำรัฐสวัิสดิการเกินตัวจนหนี้ท่วมหัวจึงผิดนัดชำระหนี้ ต้องพักหนี้บ้าง ปรับโครงสร้างหนี้บ้าง หรือให้เอกชนแทงหนี้สูญบ้างเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจากอียูภายใต้เงื่อนไขต้องรัดเข็มขัด ปรับลดงบประมาณ ส่วนอเมริกาตรงข้ามกันเลือกใช้การทำ QE ใส่เงินเพิ่มเพื่อกระุตุ้นเศรษฐกิจ ผลคือการว่างงานดีขึ้นเล็กน้อยไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินมหาศาลที่เฟดพิมพ์เพิ่มขึ้นมาเพื่อรับซื้อพันธบัตรจากโอบามา เงินส่วนใหญ่ไหลมาทางเอเชียบ้าง เก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์ต่างๆบ้าง แต่งานยังคงเกิดขึ้นในจีน โอบามาต้องคุยกับแอปเปิ้ลให้รื้อฟื้นโรงงานในอเมริกาขึ้นมาใหม่แลกกับการที่รัฐบาลโอบามาโดดเข้าอุ้มไอโฟน ปกป้องไอโฟนจากการทำสงครามสิทธิบัตรกับซัมซุง นักเศรษฐศาสตร์สาย Long Wave วิพากษ์อย่างหนักว่าทษ.พิมพ์เงินเพิ่มของฟรีดแมนนั้นลากทษ.เคนส์เ้ข้ารกเข้าพง จากที่เคนส์เคยใช้ได้ผลในการฟื้นเศรษฐกิจจาก Great Depression กลับกลายเป็นใช้การไม่ได้ผล ญี่ปุ่นเผชิญกับ Long Recession เพราะ Helicopter Bernanke

ขณะที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูง ว่างงานต่ำ ปชป.ใช้เช็คช่วยชาติดึงเศรษฐกิจกลับมา แต่เพื่อไทยใช้ทษ.เคนส์เต็มรูป กู้เงินมาลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งๆที่อัตราการว่างงานในระบบนั้นต่ำมาก ผู้ประกอบการรายเล็กก็ต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนพุ่งสูงจากการปรับค่าจ้าง แต่รัฐบาลเพื่อไทยลดภาษีนิติบุคคลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรทำงานแทนคน รายเล็กรายย่อยปิดตัวระนาว บางธุรกิจก็ทำตามคำเชิญชวนรัฐบาล ย้ายโรงงานออกไปใช้แรงงานในประเทศเพื่อนบ้านแทนเพื่อลดต้นทุน

เมื่อผู้ประกอบการในประเทศก็หันไปจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานแทน หรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรระบบอัตโนมัติทำงานแทนคน ประเทศไทยก็จะก้าวตามรอยเท้าอเมริกา เกิดปัญหา”ผลิตภาพเพิ่มขึ้นสวนทางกับค่าจ้าง” คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน เงินออมที่เกิดจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นถูกนำไปใช้ในตลาดเงิน ตลาดทุน มุ่งสู่การเก็งกำไร เพิ่มความมั่งคั่งที่มีอยู่แล้วให้มั่งคั่งร่ำรวยเพิ่มขึ้นไปอีก สุดท้ายแล้วเงินทองที่มีเหลือกินเหลืแใช้ก็ถูกนำไปใช้ในการปั่นราคาสินค้า : น้ำมัน ทองคำ จากปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง สินค้าราคาแพงเพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ข้าวของยิ่งแพงคนยิ่งประหยัด สินค้าที่ผลิตออกมาจึงล้นตลาด

เมื่อปัญหาความเหลื่อมล้ำขยายวงกว้างและกินลึก ความแตกแยกทางสังคมก็เกิดขึ้นเพราะคนรวยมุ่งแสวงกำไรสูงสุด คนจนยิ่งดิ้นรนยิ่งเหนื่อย หนัก จากภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่ขยับสูงขึ้นเพราะพ่อค้าเริ่มไม่พอใจกับผลกำไรขั้นต้นร้อยละ ๑๐ แล้วจึงบวกกำไรเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๓๐ – ๕๐ จากนั้นก็ตามมาด้วยการเก็งกำไรน้ำมันผลักดันราคาสินค้าให้ถีบตัวสูงขึ้นไปอีก ราคาทองคำก็ถูกปั่นให้สูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่เมื่อคนจนเดือดร้อนนำทองออกมาขายจ่ายค่าเทอมลูก ราคาทองกลับดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ขายขาดทุนก็จำเป็น ความเจ็บแค้นที่มีต่อเถ้าแก่ นายทุน ชนชั้นกลาง ปัญญาชนจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

จากกลเกมกรีนสแปน “ลดดอกเบี้ย” ทำคนหลงระเริง ช็อปกระจาย หนี้บานตะไท ตามมาด้วยกลเกมเบอร์นันเก “พิมพ์เงินเพิ่ม” ขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟองสบู่เศรษฐกิจกลับยิ่งขยายตัว คนรวยสนุกสนานไปกับราคาหุ้นที่พุ่งทะยานเพราะเงินเยอะแยะมากมายมหาศาลถูกนำมาใช้ในการปั่นหุ้น ตราสารหนี้ เก็งกำไรสินค้าโภคภัณฑ์ คนจนเดือดร้อนหนักจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นแต่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หนี้ท่วมหัวทำให้กำลังซื้อหดตัว จากการหมุนเงินก็กลายเป็นการหมุนหนี้ ดอกเบี้ยภาคประชาชนเริ่มสูงขึ้นเพราะแข่งกันเปียแขร์ หาเงินมาใช้หนี้ ใครเีปียแชร์ไม่ได้ก็ต้องกู้นอกระบบมาจ่ายหนี้

เร็ว/ช้าฟองสบู่สินเชื่อก็แตก แบงค์มีปัญหา รัฐบาลต้องหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาปล่อยกู้อุ้มธนาคารไม่ให้ล้ม รายได้รัฐบาลก็ลดตามเพราะเศรษฐกิจหดตัวแถมยังลดอัตราภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีก หนี้รัฐบาลก็เริ่มพอกแข่งกับประชาชน จากหมุนเงินก็เริ่มหมุนหนี้ จ่ายดอกไม่ไหวหรือโรลโอเวอร์หนี้ไม่ได้เมื่อไหร่ก็หายนะเมื่อนั้น

เมื่อต้นทุนปรับสูงขึ้นจนกระทบกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ค้าปรับราคาสินค้าขึ้นตามไม่ได้ก็ต้องยอมลดกำไรลงมา รักษายอดขายไว้ อาศัยกิน volume แทนกินส่วนแบ่งกำไรสูงๆ เพราะของแพงประชาชนไม่ซื้อ ต้องจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถมจึงพอกระตุ้นยอดขายให้กระเดื้องขึ้นมาได้ ธุรกิจจึงต้องพับแผนขยายโรงงาน/สาขา หาทางปรับลด/ควบคุมต้นทุน ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด หลีกเลี่ยงการตีรถเปล่า ไป/กลับต้องไม่เีสียเที่ยว “รถไฟรางคู่” คือคำตอบที่อยู่ในใจภาคธุรกิจ ขนได้ทั้งคนและของ ไม่ต้องรอสับราง สวนทางกับวิธีคิด วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่สนต้นทุนที่สูงลิบ ต้องลงทุนสร้างอนาคตชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงให้เศรษฐีกลัวเครื่องบินได้มีทางเลือกทั้งๆที่ตลาดแรงงานตึงตัว อัตราการว่างงานใน ระบบต่ำมากๆ ดังนั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างจึงร่ำรวย รัฐบาลแบกรับการขาดทุนเพราะคนเศรษฐีกลัวความสูงมีไม่มากพอให้รัฐดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ขาดทุน ส่วนประชาชนคนธรรมดาก็น้ำตาตกเพราะวิถีชุมชนถูกกำแพงกั้นทางรถไฟทำลาย แยกชุมชนริมทาง/สถานีรถไฟเป็น ๒ ฟากฝั่ง “ชุมชนแตกสลาย” ปัญญาชนต่างงุนงงสงสัยรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพไปเชียงใหม่มันเชื่อมจีน-อาเซียนที่ตรงไหน

image

จุดตายประเทศไทย จุดตายรัฐบาล จุดจบระบอบทักษิณ

ประชาธิปัตย์ปรับกลยุทธมาทำงานมวลชนมากขึ้น ประสานใจแกนนำพันธมิตรฯ ชาวสวนยาง ๔ ภาค ชาวไร่ข้าวโพดเริ่มเอะอะโวยวายเรียกร้องรัฐบาลแก้ไขปัญหา แต่เสียงบ่นพึมพำก็ยังไปไม่ถึงหูนายกฯซึ่งติดปีกบินเป็นนางฟ้าเดินทางต่างประเทศเป็นว่าเล่น แต่เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนประสานเสียงดังกึกก้อง ลิ่วล้อปลิ้นปล้อนกลับกลอก เจรจาเสนาอำมาตย์ไม่ได้ผล กระแสเสียงประชาชนพุ่งตรงไปที่นายกฯ เรียกร้องนายกฯลงมาดูแล แก้ไขปัญหา รับปาก ให้คำมั่นกับประชาชนด้วยตนเอง เมื่อนั้นนายกฯคงเป็นนางฟ้าที่ไร้ปีกบิน เพราะหากท่านไม่มาพูดคุยทำความตกลงกับชาวบ้าน เหนือ-อีสาน-ใต้-ตะวันออกคงถูกตัดขาด เดินทางสัญจรไปมาหาสู่กันไม่ได้เพราะม็อบไม่ยอมเปิดถนน ซึ่งหากฟางสุดท้ายขาดผึงลงแล้ว เกรงว่านายกฯคงจะอยู่ยาก และหากนายกฯยังดื้อรั้น แพทย์ชนบทหันกลับมาใช้แนวทางเดิมที่เคยประกาศไว้ว่าจะไปชุมนุมเรียกร้อง ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกฯที่หน้าบ้าน แล้วชาวบ้านกลุ่มปัญหาอื่นๆเฮโลตามไปหน้าบ้านนายกฯยิ่งลักษณ์เอาสับปะรด แตงโม นม น้ำยางดิบ ข้าวโพด ข้าวเปลือกไปเทหน้าบ้านท่านหวังว่าท่านจะไม่โกรธประชาชน เพราะที่ท่านโดนยังน้อยกว่านายกฯอภิสิทธิ์ ขอให้ท่านโทษว่ากุนซือของท่านก็แล้วกันว่าวางแผนไม่ดี แทนที่จะแก้ปัญหาแต่เนิ่นๆ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส สร้างภาพนารีขี่ม้าขาวแก้ปัญหาปากท้องประชาชนอย่างที่ท่านหาเสียงไว้ ทำในสิ่งที่ทำให้ท่านได้รับคะแนนท่วมท้นจากประชาชน ไม่ใช่พาตนเองไปสู่มุมอับ เข้าตาจน ทำให้เรื่องเล็กๆหมักหมมจนเกินเียียวยา ทั้งยังเร่งปัญหาให้แรงขึ้น เร็วขึ้นด้วยการกู้แหลกมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แทนที่จะอยู่ได้ครบเทอมแล้วมาตายในเทอมที่ ๒ กลับจะกลายเป็นว่าจะตายทั้งแต่ท้ายเทอมแรกเพราะแก้ปัญหาจำนำข้าวไม่ตก หนี้สาธารณะก็พุ่ง รายได้หดหายสวนทางรายจ่าย รัฐมนตรี ส.ส.ก็พากันก่อเรื่องสร้างภาพพจน์อันเลวร้ายจนประชาชนเบื่อหน่าย เศรษฐกิจถดถอย soft landing ก็แล้วไป แต่ถ้าหนี้ครัวเรือนซ้ำรอยอเมริกา พังที่ระดับร้อยละ ๘๕ ของจีดีพีจนเศรษฐกิจ collapse ติดลบร้อยละ ๑๕ แล้วล่ะก้อ ตัวใครตัวมันแล้วก็แล้วกันนะครับ ปัญหาปากท้องนี่แหละจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายพาหายนะมาสู่ท่านและคนตระกูลชิน คุมมวลชน-กองทัพประชาชน “แดงฮาร์ดคอร์” ให้อยู่ก็แล้วกันครับ ถ้าเกลี้ยกล่อมกันแล้วแต่ไม่ฟัง รอบที่แล้วเผาเซ็นทรัลเวิร์ล เผาศาลากลาง เทเลือดหน้าบ้านนายกฯอภิสิทธิ์ รอบนี้จะเผาอะไร เทอะไรที่ไหนก็สวดมนต์ภาวนาขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองแล้วกันครับ ตัวใครตัวมัน กรรมตามไม่ทันก็แล้วไป

image

เป็นตายไม่อาจควบคุม เศรษฐกิจไทยขึ้นกับการส่งออกเป็นสำคัญ ยุโรป อเมริกา จีนชี้เป็นชี้ตายว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวได้หรือไม่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตเพื่อส่งออกสู่การผลิตเพื่อการส่งออกและบริโภคภายในอย่างสมดุลย์ย่อมต้องใช้เวลา เมื่อรัฐหันมากระตุ้นการบริโภคภายในด้วย ๒ แนวทาง ๑. ขึ้นค่าจ้าง รายวัน ๓๐๐ บาท ป.ตรี ๑๕,๐๐๐ บาท จำนำข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท การณ์กลับกลายเป็นว่าฝนตกไม่ทั่วฟ้า ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ได้ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ ลูกจ้างอย่างทั่วถึงกัน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ค่าครองชีพก็เพิ่มสูงขึ้น หมากเกมนี้ของรัฐบาลจึงไม่ได้ผลมากนัก ซ้ำร้ายกลับสร้างแผลใจ ความเจ็บแค้นให้เกิดกับประชาชนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นแต่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม รวมทั้งพนักงาน ลูกจ้างที่เข้างานก่อนแต่ถูกคนรุ่นหลังมีเงินเดือนแซงหน้าก็เจ็บกระดองใจ แตกแยกภายในด้วยเช่นกัน ๒. ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศด้วยการก่อหนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนก่อหนี้แข่งกัน รัฐก่อหนี้บริหารน้ำ สร้างอนาคตชาติ ครัวเรือนก่อหนี้เพื่อการบริโภคด้วยสารพัดบัตรเครดิตทั้งของเอกชนและรัฐผ่านบัตรเครดิตพลังงาน บัตรเครดิตเกษตรกร บ้านหลังแรก รถคันแรก ฯลฯ เมื่อหมากเม็ดถูกนำมาใช้ก่อนเวลาอันควร เมื่อถึงคราวจำเป็น จีดีพีหดตัวเพราะภาคส่งออกพัง เศรษฐกิจไทยจะเหลืออะไรมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ คงหนีไม่พ้นหนี้ท่วมหัวเจ็บตัวถ้วนหน้าทั้งรัฐและเอกชน เมื่อรัฐและภาคครัวเรือนพร้อมใจเบี้ยวหนี้เพราะไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายดอก แล้วสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้ทั้งภาครัฐและเอกชนจะเหลือใครให้พึ่งพาช่วยอุ้มไม่ให้แบงค์ล้ม เมื่อหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ จะมีใครยอมยกหนี้ให้รัฐบาล ยกหนี้ให้รัฐบาลแล้วๆปัญหาสภาพคล่องจะแก้ไขอย่างไร

แพ้/ชนะหยั่งรู้ใด ?

image

รัฐบาลย่ามใจมุ่งนำคนไกลกลับบ้านแบบเท่ๆ ราชการงานเืมืองไม่บริหาร นโยบายประชานิยมสุดขั้วก็ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายตรงข้ามนำประเด็นสาธารณะ ปัญหาปากท้องมาเป็นตัวตั้ง ทั้งยังลงมาคลุกคลีตีโมงกับประชาชน คนตกทุกข์ได้ยาก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ช่วยหาทางแก้ไขปัญหาให้ เมื่อนั้นรัฐบาลก็ถึงเวลานับถอยหลัง สิ้นสุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะชูใครขึ้นมารับไม้ต่อ : เยาวภา เพรียวพันธุ์ … จำนำข้าวหาทางลงไม่ได้ หายนะก็รออยู่ตรงหน้า

วิกฤติคือโอกาส

อ่าวพร้าว มีประชาชน ๖๕๐,๐๐๐ คนเป็นเดิมพัน ขณะที่เกิดน้ำมันดิบมากมายรั่วที่ภาคตะวันออก..นายกฯเลือกที่จะยังคงปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศต่อไป ผิดกับผู้นำต่างประเทศที่ต้องบินด่วนกลับมาอำนวยการในพื้นที่เกิดเหตุทันที

image

ระยองมีประชากรราว ๖๕๐,๐๐๐ คน มีทั้งนิคมอุตสาหกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามหลายแห่ง วิกฤติอ่าวพร้าวส่งผลต่อการท่องเที่ยว การประมง หรือคนระยองไม่หวาดหวั่นเรื่องอาหารทะเล แก้ปัญหาได้ดีวิกฤติก็กลายเป็นโอกาส แก้ปัญหาไม่ดีขณะที่อีกฝ่ายลงจากหอคอยงาช้างมาดูแลประชาชนก็จะกลายเป็นโอกาสของคนที่นึกถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง เพียงแค่เลิกเห่า เลิกอวดตนว่าฉลาดซะเต็มประดา ใครคิดต่างโง่เป็นควาย คนฉลาดคือคนอยู่ข้างประชาชน คนโง่นั้นละทิ้งประชาชน ดีแต่เห่าหอน ศีล ๕ มุสารวมความถึงการด่าทอ พูดจาส่อเสียดด้วยเช่นกัน ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สติปัฏฐานสำรวจตนเอง ท่องไว้ให้มั่น ทำให้ได้ นั่นคือชาวพุทธตัวจริง

วิกฤติมีมากมาย ทั้งราคาสินค้าเกษตรตกต่ำขณะที่เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงเพราะฟองสบู่จากการทำ QE ของหลายประเทศ เม็ดเงินกระุตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลไม่ได้ถูกนำไปใช้สร้างงาน สร้างอาชีพ แต่กลับถูกนำมาใช้ปั่นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆให้สูงขึ้น รัฐบาลก็กระตุ้นประชาชนให้หลงจมไปกับวัฒนธรรมบริโภคนิยม รัฐบาลกับชาวบ้านแข่งกันก่อหนี้ที่ไม่ได้ช่วยให้ตนเองมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนไม่รู้ว่าใครจะพังก่อนกัน หากใครชูธงแก้วิกฤติปากท้อง ทุ่มเทสติปัญญา พละกำลังมาช่วยพลิกวิกฤติก็จะกลายเป็นโอกาสสร้างชื่อ สร้างศรัทธาให้คนกลุ่มนั้นกลายเป็นวีรบุรุษไป

imageสู้แล้วรวย…แย่งกันเลีย แข่งกันเห่า ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน

ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆในระดับตัวบุคคล เช่น รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลปากพาจน นายกฯก็อาจลอยตัวเหนือปัญหาได้ แต่ความผิดพลาดจากการใช้ตัวบุคคลที่ไม่เหมาะสม มือไม่ถึง ความผิดพลาดที่เกิดจากตัวนโยบายเป็นสิ่งที่นายกฯไม่อาจหลีกเลี่ยง “ลอยไปลอยมาได้” โดยเฉพาะหากความผิดพลาดนั้นกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศ เช่น ปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่แม้กระทั่งคนเสื้อแดงเองก็เดือดร้อนเช่นกัน

image

ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม…”นางฟ้าหุ่นยนต์” ลอยไปลอยมา

รอบสภาสถานการณ์ตรึงเครียด คนไทยทั้งประเทศหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุนองเลือดขึ้นอีกครั้ง…นายกฯเลือกที่จะไปร่วมงานวันแม่ที่โรงเรียนของลูก แทนที่จะห่วงใยประชาชนที่มาชุมนุมโดยสงบตามวิถีประชาธิปไตย ตักเตือนทั้ง ๒ ฝ่ายให้อยู่ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขอร้องประชาชนอย่ายั่วยุ ใช้ความรุนแรง ดูแลเจ้าหน้าที่ไม่ให้กระทำการเกินกว่าเหตุ นี่จึงเรียกว่าเป็นผู้บริหารประเทศที่ใส่ใจประชาชน วางตัวดีก็ได้ใจคนไทย กลายเป็นฮีโร่ นารีขี่ม้าขาวด้วยสถานการณ์พาไป

เหนือและใต้เผชิญปัญหาน้ำท่วม รถไฟตกราง ๒ ครั้งที่ภาคเหนือ เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์ที่ภาคใต้…นายกฯกลับนั่งรถไฟไปไหว้พระปฐมเจดีย์ กำชับการรถไฟว่าเราจะต้องเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ได้ใช้รถไฟความเร็วสูง

ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจหากเศรษฐกิจเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ QE รอเวลาลดเลิก สวรรค์เอเชียใกล้ล่ม ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันออกมาชุมนุมประท้วง ทั้งชาวสวนยาง ชาวไร่ข้าวโพด ไร่มัน ชาวนา หรือประชาชนทั่วๆไปที่เดือดร้อนจากภาวะข้าวยากหมากแพง ค่าไฟฟ้าก็ขึ้น ค่าน้ำประปาก็ขึ้น ค่าก๊าซก็ขึ้น ส่งผลให้ข้าวแกง ค่ารถโดยสารปรับราคา ฯลฯ รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการลงทุนอย่างไรก็ไม่ได้ผลเพราะแก้ไม่ถูกจุด หนี้ท่วมหัวประชาชนประสานงากับข้าวยากหมากแพงบนสี่แยกต้นทุนพุ่ง-ส่งออกพังทำให้กำลังซื้อหดตัว สินค้าล้นตลาด กำลังการผลิตค่อยๆลดลง โอทีหดหาย รายได้ลดตาม ว่างงานค่อยๆเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลนำเงินไปทำรถไฟฟ้าความเร็วสูง สั่งหัวรถจักรมาจากเมืองนอก แรงงานก่อสร้างขาดแคลนหนักขึ้นไปอีก สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับอาร์เจนตินาเืืมื่อหลายสิบปีก่อนย้อนกลับมาเกิดขึ้นกับไทยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ประชาชนที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธแค้นรัฐบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับคนเสื้อแดงที่ลดลงต่อเนื่อง อย่างรวดเร็วเพราะปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การชุมนุมไร้ขั้ว ไร้สีเสื้อ ไร้ชนชั้น ได้แกนนำระดับมืออาชีพอย่างกลุ่มพันธมิตรช่วยจัดระบบ วางระเบียบ มีพรรคฝ่ายค้านประสานใจเป็นหนึ่งเดียวกับมวลชน ชี้ทิศนำทางการเคลื่อนไหว ระบอบทักษิณจะดำรงต่อไปได้สักกี่น้ำ คงได้แต่ลุ้นระทึกว่าจะยังคงอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยได้หรือไม่ หรือนี่คือเป้าหมายแท้จริง สิ่งที่แกนนำแดงคอมมิวนิสต์แอบหวังอยู่ลึกๆ ปฏิวัติประชาชน หลอกใช้นายทุนเมื่อหมดประโยชน์ก็ล้มทุน ตัวเองร่ำรวยแล้วถอนตัว หอบเงินหนี ?

image

อนาคตของระบอบทักษิณจึงขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้ามเป็นสำคัญ ประชาธิปัตย์เริ่มปรับทิศทาง หันมาสนใจ ทำงานมวลชนมากขึ้น น้ำท่วมที่ไหนหัวหน้าอภิสิทธิ์ไปถึง เกษตรกรเดือดร้อนปัญญาชน “จิตอาสา”ไปถึง ช่วยคิด ช่วยแก้ไขปัญหา ขณะที่รัฐบาลลอยไปลอยมา มวลชนย่อมค่อยๆตีจาก ฝ่ายค้านชูธงฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่เพื่อไทยพร่ำกล่าวบูรณาการ มองภาพรวม กู้ๆๆๆๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอนาคตชาติ หนี้สาธารณะเบ่งบาน หนี้ครัวเรือนมหาศาล พังทั้งคู่ ขณะที่ประชาธิปัตย์กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่อาสาเข้ามากอบกู้สถานการณ์ก่อนวิกฤติ “ยับยั้ง ลดแรงกระแทก” หลังวิกฤติ “รักษา เยียวยา ชาติ ประชาชน” คนตระกูลชินจะมีแผ่นดินอยู่หรือไม่จึงขึ้นกับกรรมปัจจุบันว่าทำกับชาติบ้านเมืองไว้หนักเบาเพียงใด

image

“ปิดฟ้าข้ามทะเล”กลเกมปรองดอง…พาทักษิณกลับบ้าน

คนไทยปรารถนาเห็นบ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบร่มเย็นเป็นสุข รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงท่องคาถาปรองดองต้องนิรโทษกรรม สร้างสถานการณ์ให้พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพวกขวางโลก ขวางความปรองดอง ทั้งๆที่คนเจ็บและญาติพี่น้องคนตายต่างเห็นพ้องทั้งฝ่ายทหารและประชาชนว่า “คนสั่งฆ่าประชาชนอภัยให้ไม่ได้” ต้องทำความจริงให้ปรากฏเสียก่อน พรรคประชาธิปัตย์เองก็ประกาศจุดยืนมาโดยตลอดว่าแกนนำ คนเผาบ้านเผาเมือง และกองกำลังชุดดำนั้นนิรโทษกรรมไม่ได้ ส่วนไทยมุง ผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนพ.ร.ก. “เข้าร่วมชุมนุมแต่ไม่ได้ร่วมก่อเหตุปล้นร้านสะดวกซื้อ วางเพลิงเผาศาลากลาง ฆ่าคนตาย” ไม่ว่ากัน หลักการชัดเจน ถูกต้อง และรู้กันทั่วไปอยู่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่จะเข้าร่วมการแสดงปาหี่ปรองดอง แต่ต้องรู้จักวางตัว แสดงบทบาทให้เป็น ยืนอยู่้ข้างความถูกต้องชอบธรรม มิใช่สมยอม ๒ ฝ่ายล้างผิดให้ตนเอง หรือร่วมโต๊ะเจรจาแบบตั้งรับ ถูกมัดมือชกให้ยิ่งชอกช้ำ ฝ่ายค้านวางตนเหมาะสมโต๊ะเจรจาเพื่อความปรองดองกลับจะกลายเป็นเวทีแฉเหลี่ยมเ่ล่ห์รัฐบาลอย่างที่ ๓ เกลอเคยโดนประจานออกทีวีมาแล้วเพราะเจรจากับรัฐบาลอภิสิทธิ์ออกทีวีแบบร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม หวังเพียงสร้างภาพอย่างในปี ๒๕๕๔ ก็เป็นได้

แม้สงครามจะมิหน่ายเล่ห์ แต่งานมวลชนนั้นต้องจริงใจ ทำไมคนกลาง มือดีที่อดีตนายกฯทักษิณดึงมาร่วมงานน ครั้นตีจากก็มักยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่ไม่ร่วมงานกับพรรคฝ่ายค้าน ?

1231192_512622228818619_1205251361_n

เสียดายที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ร่วมแสดงละครปาหี่ปฏิรูป ไม่งั้นคนไทยหัวใจสีฟ้าคงได้ปรบมือเป่าปากซี้ดซ้าดกับวาทะเด็ดโดนใจที่ออกมาจากปากใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งบ้าง หลักการหนักแน่นแน่วแน่ต้องยกให้ปชป. แต่ประสบการณ์ความเก๋าใครเล่าจะสามารถหมิ่นประมาท มองข้ามบิ๊กจิ๋วและป๋าเติ้งได้

image

ยืมดาบฆ่าคน

พลตรีจำลองชื่อนี้แทบการันตีได้ถึงชัยชนะ ผลงานที่ผ่านมามีทั้งล้มรัฐบาลสุจินดา-ทักษิณ-สมชาย-สมัคร ผลงานของพลตรีจำลองในระยะหลังคือการเป็นแม่ทัพนำการต่อสู้ให้กับกลุ่มพันธมิตร ยกระดับการชุมนุมจนกระทั่งทหารอดรนทนไม่ไหวลากรถถังออกมาทำรัฐประหาร เกิดขบวนการที่ฝ่ายเสื้อแดงเรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ใช้คนน้อยแต่ก็ยังได้รับชัยชนะเพราะรู้จักยืมดาบฆ่าคน แต่ที่มาเหนือเมฆยิ่งกว่าพลตรีจำลองคือพรรคประชาธิปัตย์แทบไ่ม่ต้องลงทุนลงแรงอันใดก็ได้เป็นรัฐบาล บิ๊กจิ๋วลงจากเก้าอี้นายกฯเพราะพิษเศรษฐกิจ นายชวน หลีกภัยได้นั่งบัลลังค์อำนาจแทน จากนั้นทหารก็อุ้มหัวหน้าอภิสิทธิ์ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ ส่วนแกนนำพันธมิตรฯเจอสารพัดคดี

เผด็จการรัฐสภาที่ดำเนินมาถึงขีดสุด ฝ่ายค้านไม่อยู่ในสายตาพรรคร่วมรัฐบาล นึกอยากทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจถือเสียงข้างมาก ถือมวลชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พันธมิตรฯเรียกร้องให้ประชาธิปัตย์ลาออกมาสู้ข้างถนน ทำให้สภาเผด็จการหมดความชอบธรรม หากพรรคประชาธิปัตย์ลาออกจริง สภาหมดสภาพแน่นอน รอแค่ว่าจะหน้าด้านหน้าทนอยู่ต่อได้อีกกี่วัน กี่เดือน นายโรงจึงจะเป่านกหวีดให้ยุบสภาได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธแนวทางการต่อสู้ข้างถนนเช่นนี้ ยอมสู้อย่างผู้แพ้อยู่ในสภาต่อไป

แถลงการณ์ฉบับที่ 5/2556 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

23 สิงหาคม 2556 – เรื่องแถลงการณ์ฉบับสุดท้าย
ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4/2556 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยังไม่นำมวลชนเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้ สืบเนื่องจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ปราศรัย พิธีกร ศิลปิน และประชาชน ได้ถูกกลั่นแกล้งโดยยัดเยียดข้อหาร้ายแรงอันเป็นเท็จ และเพิ่มผู้ต้องหาจำนวนถึง 96 คน อย่างอยุติธรรมในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องการสร้างพันธนาการให้กับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อรักษาหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่ศาลอาญาก็ได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อ. 973/2556 ให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 ว่า
“ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อความเสียหายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล”
และศาลอาญาได้แถลงย้ำคำสั่งดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ย่อมแสดงให้เห็นว่า แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ปราศรัย พิธีกร ศิลปิน และประชาชนอีกจำนวนมากได้ถูกลิดรอนสิทธิจากคำสั่งดังกล่าวอย่างชัดเจน
หากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมโดยทำตามเงื่อนไขภายใต้คำสั่งศาลอย่างครบถ้วนก็จะเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดยุทธวิธีในการชุมนุมให้ได้รับชัยชนะได้ ในทางตรงกันข้ามหากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะฝ่าฝืนคำสั่งศาลในช่วงเวลานี้เพื่อให้ได้รับชัยชนะทางยุทธวิธีในการชุมนุม ก็จำเป็นที่การเสียสละนั้นจะต้องได้รับผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างแท้จริงเท่านั้น และการเสียสละของแกนนำก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นมาตรการส่งเสริมการขายภาพลักษณ์หรือสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่จะพ่ายแพ้ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กับฝ่ายรัฐบาลในทุกกรณี
เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นว่าหากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำการชุมนุมคัดค้านปัญหาของประเทศรายประเด็นให้ได้ผลสำเร็จ ก็อาจคัดค้านได้อีกเพียงเรื่องเดียว ภายหลังจากนั้นเมื่อศาลมีคำสั่งให้ถอนการประกันตัว ก็จะมีปัญหาชาติในเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญตามมาอีกไม่สิ้นสุด ดังนั้นการเสียสละของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยการชุมนุมในปัญหารายประเด็นจึงย่อมไม่คุ้มค่ากับผลประโยชน์ของประเทศชาติที่จะได้รับในขณะนี้
ในทำนองเดียวกันหากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยเคลื่อนไหวให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระหว่างการชุมนุมก็อาจถูกถอนประกันตัวจนไม่สามารถนำชุมนุมให้ได้รับชัยชนะได้ แม้ต่อให้การชุมนุมขับไล่รัฐบาลไปได้สำเร็จ ก็อาจจบลงด้วยการยุบสภาที่พรรคเพื่อไทยก็จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก หรือแม้หากมีการสลับขั้วทางการเมือง หรือ การรัฐประหาร โดยปราศจากเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศไทย หลังจากนั้นปัญหาวิกฤติของชาติก็ยังอยู่เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น การแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง และหากมีการเลือกตั้งใหม่พรรคเพื่อไทยและระบอบทักษิณก็จะได้รับชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาลยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลโดยปราศจากความมุ่งมั่นของผู้ที่หวังจะเข้าสู่อำนาจในอนาคตที่จะปฏิรูปประเทศไทย ปราศจากการเสียสละอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนแล้ว ย่อมไม่คุ้มค่าต่อประเทศชาติที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะนำการชุมนุม
ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่มีความสลับซับซ้อนพัฒนาไปมากขึ้น ที่ไม่สามารถยุติปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการคัดค้านปัญหารายประเด็น และการแก้ไขปัญหาระบอบทักษิณก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น ปัญหาของประเทศชาติจึงถูกยกระดับไปเป็นระบอบเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งที่ทำให้การเมืองล้มเหลว ดังนั้น แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงเห็นว่าหากมีความจำเป็นก็พร้อมจะเสียสละนำการชุมนุมแต่การชุมนุมนั้นจะต้องได้รับผลคุ้มค่าต่อประเทศชาติเท่านั้น จึงกำหนดความคุ้มค่าของการชุมนุมที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอยู่ที่ “การชุมนุมเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองที่ล้มเหลวในปัจจุบัน และปฏิรูปประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเท่านั้น”
อย่างไรก็ตามนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลในระบอบทักษิณก็มุ่งเน้นที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้กับตัวเองและพวกพ้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองส่วนใหญ่ฝ่ายรัฐบาล โดยมีเป้าหมายในการที่จะครอบงำในการคัดสรรผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมิให้สามารถตรวจสอบตัวเองได้เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2544 – พ.ศ. 2548 อันเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติมาจนถึงวันนี้เราขอประณามนักการเมืองพรรคเพื่อไทยที่กระทำตัวเป็นทาสในระบอบทักษิณไม่มีสำนึกประโยชน์ของชาติ และสร้างวิกฤติให้แก่ประเทศชาติไม่มีวันจบสิ้น
ดังนั้นนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในนามตัวแทนแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้แสวงหาแนวร่วมเพื่อแก้ไขวิกฤติชาติให้ได้อย่างคุ้มค่าต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยได้เสนอทางออกให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์เสียสละลาออกมาเพื่อหยุดความชอบธรรมในจำนวนคณิตศาสตร์ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบอบเผด็จการรัฐสภา และสร้างกระแสเดิมพันหมดหน้าตักนำมวลมหาประชาชนทั่วประเทศเคลื่อนไหวเพื่อหยุดระบบการเมืองที่ล้มเหลว เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน 65 ล้านคน โดยไม่เข้าร่วมกับการเมืองในระบบนี้อีกไม่ว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ก็ตามจนกว่าจะได้รับผลสำเร็จตามเป้าหมายการปฏิรูปประเทศไทย หากเป็นเช่นนั้นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็พร้อมเสียสละและจะร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าความเสี่ยงเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของประเทศชาติที่จะได้รับ เพราะหากการชุมนุมของมวลมหาประชาชนเกิดขึ้นเมื่อใดโอกาสที่จะมีการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้สำเร็จก็ย่อมมีสูง ซึ่งผลที่ได้คือมีโอกาสหยุดปัญหารายประเด็นในปัจจุบันได้ และมีโอกาสหยุดการเมืองระบอบทักษิณในภาวะวิกฤติเช่นนี้ได้ด้วย
ทั้งนี้ในยามที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ยังไม่ตื่นรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ยังหลงอยู่ในวังวนของสงครามขั้วอำนาจของพรรคการเมืองต่างๆ ลำพังการนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยย่อมไม่มีพลังพอที่จะนำการชุมนุมเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยได้ในเวลานี้ คงเหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่มีศักยภาพพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น มวลชนที่มีฐานคะแนนถึง 12 ล้านเสียง นักปราศรัย นักกฎหมาย ฐานะการเงิน สถานีโทรทัศน์ ฯลฯ อีกทั้งผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์มิได้มีพันธนาการด้วยคำสั่งศาลเหมือนกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์จึงย่อมอยู่ในฐานะที่จะนำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้หากยอมเสียสละเพื่อเอาชาติเป็นตัวตั้ง
แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่เสียสละลาออกจากระบบการเมืองล้มเหลวเพื่อออกมาร่วมสู้กับประชาชน ก็แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงหวังเพียงแค่ทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายรัฐบาล หรือ หวังสลับขั้วทางการเมืองในวันข้างหน้า หรือ หวังโค่นล้มรัฐบาลโดยสนับสนุนมวลชนกลุ่มอื่นให้เสียสละแทนตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือพรรคการเมืองทุกพรรคในสภาผู้แทนราษฎรกำลังสมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจกันเพื่อรักษาระบอบเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งแบบนี้เอาไว้เพียงเพื่อรออำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองในปัจจุบันหรือในวันข้างหน้าเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เชื่อได้ว่ามีการปฏิรูปประเทศไทยภายใต้ทิศทางการนำของพรรคประชาธิปัตย์ เราได้วิเคราะห์เห็นแล้วว่าแนวทางดังกล่าวที่พรรคการเมืองทุกพรรคกำลังเดินหน้าอยู่นั้นจะนำไปสู่ความชอบธรรมของระบอบทักษิณที่จะได้รับชัยชนะในระบบรัฐสภามากขึ้น และจะกระชับอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนยากที่จะเยียวยาได้
การที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเสียสละในการนำชุมนุมย่อมไม่คุ้มค่าต่อประเทศหากมุ่งแต่เพียงคัดค้านปัญหารายประเด็น หรือโค่นล้มระบอบทักษิณโดยปราศจากการปฏิรูปประเทศ ในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เสียสละที่จะนำการชุมนุมเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศอันเป็นประเด็นซึ่งคุ้มค่าที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะร่วมมือด้วย ดังนั้นจึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะมีฐานะการนำมวลชนได้จริงในสถานการณ์และเงื่อนไขในปัจจุบันนี้
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีกลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีความห่วงใยบ้านเมืองซึ่งสนใจแต่เฉพาะการชุมนุมคัดค้านปัญหาบ้านเมืองรายประเด็น หรือบางกลุ่มอาจสนใจที่จะเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณแต่เพียงอย่างเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนอยู่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามที่กล่าวมาข้างต้น ในขณะแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มิอาจสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนอื่นใดโดยปราศจากความรับผิดชอบในความคาดหวังต่อทั้งชัยชนะต่อประเทศชาติและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ ดังนั้นการดำรงอยู่ของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็อาจเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มอื่นที่อาจไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้
ดังนั้นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งรุ่น 1 และ รุ่น 2 จึงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ยุติบทบาทจากฐานะแกนนำ เพื่อเปิดโอกาสให้ แกนนำ นักปราศรัย ศิลปิน พิธีกร ประชาชน ฯลฯ ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกับกลุ่มใดก็ได้อย่างอิสระเสรี และเปิดโอกาสให้เกิดขบวนการใหม่ในสังคมไทย โดยไม่ต้องรอแถลงการณ์หรือมติใดๆจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีก
การยุติบทบาทครั้งนี้ถือเป็นยุทธวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบัน หรือผู้ที่มีโอกาสจะมีอำนาจในอนาคต รวมถึง ทหารภายใต้จอมทัพไทยและศาลที่กระทำการภายใต้พระปรมาภิไธย ตลอดจนผู้ที่มีบทบาทในบ้านเมือง รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้ตัดสินใจที่จะทำหน้าที่ของตนเองและเลือกเดินทางของตัวเอง มากกว่าที่จะคาดหวังหรือรอมติการนำมวลชนโดยแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้เป็นตัวแปรหรือเป็นเครื่องมือที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่แท้จริงของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเป็นอดีตรัฐบาลที่สร้างเงื่อนไขให้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนเป็นเหตุอันสำคัญยิ่งที่ทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่สามารถนำมวลชนได้เหมือนเช่นเดิม และในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านในปัจจุบันไม่เสียสละลาออกมานำการต่อสู้แบบหมดหน้าตักร่วมกับประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองทั้งๆ ที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศไปแล้วว่าพร้อมที่จะเสียสละเข้าร่วมการในการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงยังคงเป็นปัญหาส่วนหนึ่งของประเทศและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศไทยด้วย พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรับผิดชอบในผลที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อบ้านเมืองต่อไปด้วยเช่นกัน
เราขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าแม้แกนนำจะได้ยุติบทบาทไปแล้ว แต่ทุกคนก็ยังคงเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่เหมือนเดิม และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังคงอยู่เช่นเดิม อุดมการณ์ความเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังอยู่ในสายเลือดและจิตใจของทุกคนเหมือนเดิม และเรายังคงมีภาระหน้าที่ในการต่อสู้คดีความ เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สูญเสีย บาดเจ็บ และเสียชีวิต ตลอดจนแสวงหาความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกดำเนินคดีในระหว่างการชุมนุมต่อไป โดยในระหว่างนี้เราได้ขอให้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี เว็บไซต์แมเนเจอร์ สื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุในเครือ เอเอสทีวี-ผู้จัดการ ยังคงเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมเพื่อนำไปสู่การให้ปัญญากับประชาชนและการปฏิรูปประเทศ โดยแกนนำที่ยุติบทบาทไปก็จะยังคงทำหน้าที่ให้ปัญญากับประชาชนตามหน้าที่และบทบาทของแต่ละคนเพื่อเป้าหมายในการนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริงเท่านั้น
จนกว่าสถานการณ์จะถึงพร้อมที่ประชาชนทุกกลุ่มได้ตื่นรู้และตั้งสติได้ว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยครั้งใหญ่ หรือเมื่อสถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจหรือผู้ที่มีโอกาสจะเข้าสู่อำนาจในกาลข้างหน้า เสียสละอำนาจและผลประโยชน์ในปัจจุบันหรือในอนาคตเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์ของคนไทย 65 ล้านคน เมื่อถึงเวลาดังกล่าวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่แม้จะยุติบทบาทไปแล้ว ก็พร้อมจะกลับมารวมตัวกันใหม่เพื่อทบทวนบทบาทของตัวเองในการเคลื่อนไหวมวลชนอีกครั้งหากในเวลานั้นพี่น้องประชาชนยังคงต้องการพวกเรา
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 พร้อมผู้ประสานงาน และมีการแต่งตั้งแกนนำรุ่นที่ 2 ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551 อีกทั้งยังมีมีการแต่งตั้งแกนนำรุ่นที่ 2 เพิ่มเติมในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 และวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เราขอกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ไว้วางใจพวกเราตลอดระยะเวลาเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา และขอกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ได้เข้าร่วมชุมนุมแบบต่อเนื่องปักหลักพักค้าง 3 ช่วงเวลา เป็นจำนวนเวลาถึง 384 วัน 384 คืน จนได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการชุมนุมทุกครั้ง จึงนับเป็นการชุมนุมโดยสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธของภาคประชาชนครั้งประวัติศาสตร์ที่ยาวนานที่สุดในโลก
เราขอยืนยันว่าจะยังคงแน่วแน่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของวีรชนและพี่น้องประชาชนที่เสียสละไม่เคยเปลี่ยน และขอให้มั่นใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นยุทธวิธีที่จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

   ด้วยจิตคารวะ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ณ ห้องส่งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี

ที่มา : http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000105650

คำตอบจากฝ่ายประชาธิปัตย์คือลาออกก็โง่สิ ข้อเสนอแบบนี้หลอกกันไปตายนี่หว่า…

มาศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีของพันธมิตรกันครับ อธิบายโดย ท่านชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา

————————————-

……….ผู้ที่เคยอ่านหรืิอเคยเห็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือสำนวนของศาลชั้นต้น จะเห็นมีข้อความบรรทัดบนสุดมุมด้านขวาว่า คดีหมายเลขดำที่……………/……………บรรทัดถัดลงมามีข้อความว่า คดีหมายเลขแดงที่……………/……………
…..คำว่าคดีหมายเลขดำหมายความว่า เป็นจำนวนคดีที่มีผู้นำคดีมาฟ้องต่อศาลในแต่ละปีเริ่มตั้งแต่คดีแรกในวันที่ 2 มกราคม เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1เรื่อยไปจนถึงวันสุดท้ายของปีนั้นว่า มีจำนวนกี่คดี ขึ้นอยู่ว่าศาลนั้นมีผู้นำคดีมาฟ้องมากน้อยแค่ไหน อาจมีจำนวน 2,000 หรือ 30,000 คดี เป็นต้น
…..ส่วนตัวเลขหลังเครื่องหมาย / นั้นเป็นตัวเลขที่หมายถึงปี พ.ศ. เช่น …../2554 , …../2555 , …../2556 ก็หมายความปี 2554 ปี 2555 และ ปี 2556 ตามลำดับ
…..ตัวอย่าง คดีหมายเลขดำที่ 20/2554 , 150/2555 , 2328/2556 ก็หมายความว่า เป็นคดีที่ฟ้องลำดับที่ 20 ของปี 2554 คดีที่ฟ้องลำดับที่ 150 ของปี 2555 และคดีฟ้องลำดับเลขที่ 2328 ของปี 2556 ตามลำดับ
…..ส่วนคดีหมายเลขแดงก็คือคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วในแต่ละปีซึ่งก็เริ่มนับตั้งแต่คดีที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นคดีแรกในแต่ละปีคดีหมายเลขแดงที่ 1เรื่อยไปจนถึงวันสุดท้ายของปีนั้นว่ามีจำนวนกี่คดี ส่วนตัวเลขหลังเครื่องหมาย / ก็เป็นตัวเลขที่หมายถึงปี เช่นเดียวกับคดีหมายเลขดำ

…..เมื่ิอคืนวันที่ 23 สิงหาคม 2556 พันธมิตรเพื่ิอประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศคำแถลงการณ์ต่อสาธารณชน มีข้อความตอนหนึ่งว่า

…..ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4/2556 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยังไม่นำมวลชนเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้ สืบเนื่องจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ปราศรัย พิธีกร ศิลปิน และประชาชน ได้ถูกกลั่นแกล้งโดยยัดเยียดข้อหาร้ายแรงอันเป็นเท็จ และเพิ่มผู้ต้องหาจำนวนถึง 96 คน อย่างอยุติธรรมในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องการสร้างพันธนาการให้กับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อรักษาหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่ศาลอาญาก็ได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อ.973/2556 ให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 ว่า
…..“ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อความเสียหายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล”

…..ขอบอกกันอีกสักครั้งว่า เคยชื่นชมกลุ่นพัธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร และบริวารของทักษิณ เคยร่วมด้วยช่วยกันมาตลอด แต่ที่ต้องถอยออกมาก็เพราะไม่อาจยอมรับกับพฤติกรรมของแกนนำบางคนได้
…..ที่นำเรื่องนี้มาพูดในวันนี้อีกครั้งก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่กล่าวในคำแถลงการณ์บางตอนนั้นเป็นความจริงหรือความเท็จ เพื่อผู้ที่ยังหลงเชื่ิอในเรื่องข้อเท็จจริงจะได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร

…..คดีืที่กลุ่มพันธมิตรถูกฟ้องคือ คดีหมายเลขดำที่ อ. 973/2556 ก็หมายความว่า เป็นคดีอาญาที่โจทก์คือพนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลในปี 2556 เป็นลำดับคดีที่ 973 ซึ่งถ้าดูตามที่กล่าวว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 ก็น่าเชื่อว่าคงฟ้องเมื่ิอวันที่ 2 เมษายน 2556
…..ถ้าความจำยังไม่เลอะเลือนสิ่งเกิดขึ้นคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและมีให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 หลังการเลือกตั้งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554
…..หลังจากวัน เดือน ปี ดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปสั่งข้าราชการประจำคนไหนแม้แต่ลูกจ้างอย่างนักการภารโรงในทำเนียบรัฐบาล และตามความเป็นจริงอำนาจในการสั่งราชการหมดไปตั้งวันประกาศยุบสภาฯในเดือนพฤษภาคม 2554 แล้ว
…..ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 จนถึงเดือนเมษายน 2556 ที่มีการฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อ.973/2556 เป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 จนถึงเดือนเมษายน 2556 พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ใครเป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใครเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และใครดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ลองทนทวนความจำกันดู
…..ในระยะเวลาเกือบ 2 ปีดังกล่าว วิญญูชนที่พอมีปัญาคิดได้บ้าง ไม่ตกเป็นผู้ป่วยสมองหรือความจำเสื่อม ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือป่วยเจ็บจนกลายเป็นคนทุพพลภาพ ก็น่าจะรู้ได้ว่า
……… มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่แกนนำพันธมิตรกับพวกถูกฟ้องให้กลั่นแกล้งโดยยัดเยียดข้อหาร้ายแรงอันเป็นเท็จ และเพิ่มผู้ต้องหาจำนวนถึง 96 คน และสั่งให้พนักงานอัยการฟ้องบุคคลดังกล่าวต่อศาล
…..ใครเป็นผู้สั่งให้มีการให้มีการตั้งข้อหาร้ายแรง ใครเป็นคนสั่งให้เพิ่มจำนวนผู้ต้องหา หรืิอสั่งให้มีการฟ้องคดีในข้อหาและตามจำนวนดังกล่าว ถ้าจะสืบสาวราวเรื่องกันจริง ๆ ก็น่าจะสามารถทราบได้
…..นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องการสร้างพันธนาการความเคลื่อนไหวของพันธมิตรเพื่ออะไร ในเมื่อขณะที่มีการฟ้องคดี นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว และจะรู้ได้อย่างไรว่า ศาลอาญาจะกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวหรือไม่อย่างไร

…..ขอให้พิจารณากันอย่างเป็นธรรมอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลแล้วก็น่าจะคิดได้ว่า
……….ข้อความในแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นความจริงหรือเป็นความเท็จ แค่ไหน เพียงใด
……….มีเจตนาต้องการหาเรื่องด่า ปชป และนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ โดยเอาเรื่องเท็จมาอ้างหรือไม่
……….ต้องการหลอกลวงให้ผู้ที่ยังประกาศตัวเป็นพันธมิตรอยู่เชื่อเพื่อจะได้เกลียด ปชป และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตลอดไปหรือไม่

…..อีกประเด็นหนึ่งที่อ้างว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะนำมวลชนเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้ไม่ได้ เพราะศาลอาญามีคำสั่งเป็นเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกันตัวว่า ” ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อความเสียหายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน “

…..เมื่อศาลอาญามีคำสั่งห้ามดังกล่าว ก็ย่อมหมายความว่า เป็นการห้ามตลอดไปจนกว่าศาลอาญาจะมีคำสั่งปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
…..ดังนั้นการที่แกนนำบางคนประกาศโดยมีเงื่อนไขว่า ให้ ส.ส. ปชป ลาออกจากการเป็น ส.ส. ทั้งหมด แล้วจะได้มาเคลื่อนไหวนำมวลชนร่วมกัน ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะข้อห้ามของศาลอาญายังคงมีผลบังคับอยู่

…..เป็นการหลอกให้ ส.ส.ปชป ลาออก เพื่อต้องการให้ประชาชนทั่วประเทศด่า เกลียดชัง หมดความเชื่อถือ และกลายเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนสาปแช่ง ปชป ที่มีอายุเกือบ 70 คงถึงกาลอวสานแน่นอน ใช่หรือไม่
…..ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือทักษิณ ชินวัตร กับญาติพี่น้อง พรรคพวกและบริวาร เพราะจะไม่มีพรรคการเมืองใดมี ส.ส.มาขัดขวางการโกงกินชาติบ้านเมืองทั้งในและนอกสภาอีกต่อไป ประเทศไทยก็จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลชินวัตร ง่ายขึ้น ใช่หรือไม่

……….ต้องถือว่า เป็นเกมการเมืองที่ลึกซึ้งแยบยลอย่างยิ่ง โชดดีที่ ปชป ไม่ได้โง่อย่างคนวางแผนเรื่องนี้คิด ครับ ! ! !

994903_460234854095046_1882149832_n

ใช่ครับสู้แบบพันธมิตรฯนั้นโง่มาก เปลืองตัวมาก สู้แบบปัญญาชนคนฉลาด สู้แบบประชาธิปัตย์ดีกว่า ไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งก็ได้เป็นรัฐบาล รอบิ๊กจิ๋วลาออกหลังเกิดต้มยำกุ้ง เกิดเผด็จการรัฐสภาขึ้นก็รอให้เทวดามาอุ้มเป็นนายกฯหลังเกิดรัฐประหาร … แล้วถ้าเราผสาน ๒ แนวทางเข้าด้วยกันล่ะ ต้องวางคนไว้เท่าไหร่ในสภาเพื่อตรวจสอบ ยับยั้ง ยื่นตีความ แฉความไม่ชอบมาพากลให้คนไทยรู้ ที่เหลือก็ออกมาสู้นอกสภา หรือท่านคิดว่าพันธมิตรปิดฉากแต่หน้ากากขาว กองทัพประชาชนกำลังทำหน้าที่ตรงนั้นให้ท่านแทนกลุ่มพันธมิตรฯแล้ว สูตรเดิมยังใช้ได้ผล เดี๋ยวก็ได้เป็นรัฐบาลเอง นายกฯชวนเจอสปก.ฉาว นายกฯอภิสิทธิ์เจอโรงพักร้าง แล้วภาคต่อไปจะมีอะไรอื้อฉาวเกิดขึ้นอีกหนอ

วิถีชาวพุทธ = ศีล ๕ + สมาธิ : มีสติรู้ตัว “อาณาปาณสติ” + ปัญญา : ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

รัฐบาลมีเสียงข้างมากทั้งในและนอกสภา มีตำรวจ ดีเอสไอเป็นเครื่องมือ ฝ่ายตรงข้ามมีปัญญาชนปากหมา ชนชั้นกลางที่ถนัดเรื่องการใช้สติปัญญา ความรู้อันสูงส่งของตนมาเอารัดเอาเปรียบสังคมที่มีเพียงหยิบมือเป็นฐาน คุ้นเคยกับชัยชนะที่ได้มาโดยง่าย แค่รวมตัวกันออกมาตะโกนด่ารัฐบาล เดี๋ยวก็ชนะ : รัฐบาลยุบสภา ทหารลากรถถังออกมาปฏิวัติ นั่นเป็นเพราะในอดีตนั้นทหารเป็นเอกภาพ นักการเมืองหน้าด้านอยู่ไม่ได้ ดื้นด้านอยู่ต่อไปรถถังออกมาเมื่อไหร่ไม่ใช่แค่สิ้นอำนาจ จะถูกยึดทรัพย์ด้วย

แต่ปัจจุบันนั้นสถานการณ์แปรเปลี่ยนไป ทหารไร้เอกภาพ ผู้นำกองทัพยึดภารกิจปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ทหารใ้ต้บังคับบัญชาเต็มใบด้วยทหารแตงโม นายทหารนอกแถวก็แอบฝึกกองกำลังส่วนตัวไ้ร้รับสถานการณ์ วิธีการแบบเดิมๆของชนชั้นกลาง ปัญญาชนจึงไ่ม่ได้ผล กดดันรัฐบาลและกองทัพไม่ได้

และเมื่อชนชั้นกลาง ปัญญาชนซึ่งมีภาพพจน์อันเลวร้าย เอารัดเอาเปรียบสังคมอยู่ก่อนแล้วทำตัวปากหมา ตะโกนด่าว่าคนอื่นโง่เป็นควาย สถานการณ์ของชนชั้นกลาง ปัญญาชนก็ยิ่งเลวร้าย โดดเดี่ยว ถูกลอยแพกลางห้วงมหรรณพ ไร้ตัวช่วยใดๆทั้งสิ้น รัฐบาลอ่อนแอ เหลวแหลก เพลี่ยงพล้ำ พลาดแล้วพลาดอีก แต่ชนชั้นกลาง ปัญญาชน “ฝ่ายค้าน” กลับพลาดยิ่งกว่า ซ้ำร้ายรวมตัวกันไม่ติด แบ่งเป็นหลายก๊ก หลายฝ่าย เพราะใช้ธงนำที่ผิดพลาด “ล้มล้างระบอบทักษิณ” จะมีใครเอาด้วยสักกี่คน วิธีการก็ผิดพลาด “ปากหมาไปวันๆ” ใครเขาจะเอาด้วย

“ศีล สมาธิ ปัญญา” คือ วิถีแห่งชาวพุทธ

image

… ศีล คือ “ศีล ๕” ละเว้นมุสาวาทา ด่าว่านินทา พูดจาส่อเสียด พูดเพ้อเจอ ปัญหาบ้านเมืองมากมี นำความจริงมาพูด ด้วยความหวังดีต่อบ้านเมือง

… สมาธิ คือ “สติปัฏฐาน/อาณาปาณสติ” ตั้งต้นที่ตนเอง ดูจิต พิจารณาตนเอง ปรับปรุง พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น เปลี่ยนภาพพจน์อันเลวร้าย “คนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว หวังรวยทางลัด เอาเปรียบคนยากคนจน” เติมเมตตาธรรม หวังดีต่อกัน ช่วยเหลือแนะนำกัน “เราจะก้าวเดินไปด้วยกัน”

… ปัญญา คือ “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” เปลี่ยนปัญญาความรู้จากที่เคยเอารัดเอาเปรียบสังคมมาช่วยเหลือกัน แก้ปัญหาให้คนยากจน คนตกทุกข์ได้ยาก

ศีล สมาธิ ปัญญา ถึงพร้อม ช่วยเหลือซึ่งกันแทนการเอารัดเอาเปรียบ ด่าทอ เยาะเย้ยกัน มวลชนที่เคยหนีห่างก็จะกลับมารักและศรัทธาในตัวท่านเอง

image

ทุกข์ระทมบ่นผ่านโซเชียลมีเดีย

ในโซเชียลมีเดียมีกลุ่มเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้วยความเกลียดชัง มุ่งเน้นโจมตีที่ตัวบุคคล และกลุ่มที่เคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ มุ่งไปที่นโยบายและการบริหารงานที่ผิดพลาด ไม่เหมาะสม ประเด็นสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สร้างสรรค์ มุ่งหวังผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีขึ้น

ทวงคืนปตท. !!!

“แพงทั้งแผ่นดินเพราะปตท. ?” ประชาชนโอดโอยปัญหาค่าครองชีพ แต่รัฐบาลกลับมุ่งไปที่การสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติด้วยการเร่งรัดออกกฎหมายนิรโทษกรรม “นำทักษิณกลับบ้าน” ทั้งๆที่คนเจ็บ ญาติคนตายไม่มีใครยอมอภัยให้ใคร มุ่งแต่จะล้างผิดให้กับพรรคพวกของตนแต่เพียงอย่างเดียว ซ้ำร้ายยังจดๆจ้องๆรอจังหวะปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนเมื่อภาคประชาชนเผลอ หลงไปตามเกมการเมืองของนักการเมืองที่มุ่งสร้างประเด็นอื่นขึ้นมาเบี่ยงเบน บังหน้า ทั้งๆที่นักการเมืองทุกยุคทุกสมัยต่างก็รู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดีว่าในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลพังเพราะน้ำมันแพงมานักต่อนักแล้ว

image

น้ำมันทรงตัวในระดับสูงแต่มีแนวโน้มลดระดับเพดานต่ำลงมาเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดีนัก

image

ภาคธุรกิจใช้พลังงานเป็นหลักล้านบาเรลต่อวัน

image

ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ใช้พลังงานหลักแสนบาเรล ส่วนภาคครัวเรือนนั้นใช้พลังงานน้อยมาก แต่นี่คือเป้าหมายของรัฐบาล ขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน

image

กลเกมปตท.แ่บ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ค่าภาคหลวงที่รัฐได้รับจากการให้สัมปทานน้ำมันกับเอกชนนั้นต่ำมาก กองทุนน้ำมันถูกบิดเบือนวัตถุประสงค์ นำไปสู่การแสวงกำไรสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นปตท.ผ่านค่าชดเชยราคาก๊าซ และราคาหน้าโรงกลั่นที่คิดกับคนไทยในราคาที่สูงกว่าการส่งออกไปขายต่างประเทศ การแก้ปัญหาเงินเฟ้อสูง ภาวะข้าวยากหมากแพงไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆในสังคมเปิด ยุคโลกาภิวัฒน์ เพราะมีภาวะตลาดโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อย่างน้อยรัฐบาลก็สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ในระดับหนึ่ง สิ่งที่ภาคประชาชนต้องหาคำตอบ สร้างฉันทามติขึ้นมาให้ได้คือจะเอายังไงกันแน่กับปัญหาเรื่องพลังงาน ๑. ค่าภาคหลวงที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ ๒. จะเอาอย่างไรกับกองทุนน้ำมัน จะเลิก หรือจะปรับเปลี่ยนแบบไหน อย่างไร ๓. จะเอาอย่างไรกับปตท. “รัฐวิสาหกิจที่มุ่งแสวงกำไรสูงสุด” รัฐในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ปตท.จะวางบทบาทปตท.อย่างไร คำตอบสุดท้ายที่เราต้องการ สร้างฉันทามติขึ้นมาให้ได้ก็คือ “ระดับราคาที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ อย่างไร” ไม่ใช่การทวงคืนปตท. : ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นคืน…จะเอาเงินมากมายมหาศาลมาจากไหน ออกกฎหมายพิเศษยึดปตท.กลับคืนมาเป็นของรัฐ…ไม่พ้นทั่วโลกประนาม และคว่ำบาตร เฮดจ์ฟันด์ต่างชาติหรือจะยอม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s