กรุงแตก แยกเป็นเหล่า แล้วรวมเป็นหนึ่ง


อาจารย์พลูหลวงเคยทำนายเอาไว้ว่าปี ๒๕๖๒ โรคร้ายที่รุมเร้าประเทศไทยอยู่จึงจะคลี่คลาย ด้วยความสงสัย ผมจึงเปิดปฏิทิน ๑๐๐ ปีดูว่าทำไมอาจารย์พลูหลวงจึงมีความเห็นเช่นนั้นก็ได้พบกับปรากฏการณ์ที่ว่าในเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ นั้่น “๕๗” คือพฤหัสกับเสาร์กลับมาร่วมเรือนกันอีกครั้งในราศีธนู ตำแหน่งเดียวกันกับในดวงเมือง รัชกาลที่ ๑ สถาปนาราชวงศ์จักรี ดังนั้นผมจึงย้อนกลับมาพิจารณาดูประวัติศาสตร์ไทยอีกครั้งว่า เส้นทางจากการเสียกรุงครั้งที่ ๒ จนกระทั่งรัชกาลที่ ๑ สถาปนาราชวงศ์จักรีขึ้นมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหมือนหรือต่างกับปัจจุบันมากน้อยเพียงใด เราลองมองย้อนอดีตกันดูครับ

กรุงแตก

image

ข้อมูลจากวิกิพีเดียกล่าวว่า…ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ในวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ตรงกับวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศแห่งอาณาจักรอยุธยา และพระเจ้ามังระแห่งอาณาจักรพม่า

ยุทธนาการนี้เป็นผลพวงของสงครามพระเจ้าอลองพญาเมื่อ พ.ศ. 2303 และก่อตัวขึ้นใน พ.ศ. 2308 เมื่อพม่าส่งกองทัพเข้ารุกรานอยุธยาเป็นสองทางแบบคีม ทัพพม่าพิชิตการป้องกันของฝ่ายอยุธยาที่ประกอบด้วยกำลังอันเหนือกว่าแต่ขาดการประสานงานกันได้ และเริ่มปิดล้อมกรุงศรีอยุธยานาน 14 เดือน กระทั่งเดือนมีนาคม พ.ศ. 2310 พระเจ้าเอกทัศทรงยอมเป็นประเทศราชของพม่า แต่พม่าประสงค์ให้ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ในที่สุด กองทัพพม่าหักเข้าพระนครได้เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ แล้วทำลายล้างพระนคร ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่าเสื่อมลงจนถึงปัจจุบัน

การเสียกรุงครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลให้อาณาจักรอยุธยาล่มสลายลงแล้ว ตะนาวศรีตอนใต้ยังได้ตกเป็นของพม่าเป็นการถาวร และเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองในระดับต่าง ๆ จนแทบนำไปสู่การล่มสลายของรัฐไทย อย่างไรก็ดี พม่าจำต้องถอนกำลังส่วนใหญ่ในอาณาจักรอยุธยาเดิมกลับคืนประเทศไปเมื่อถูกจีนรุกราน จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเถลิงอำนาจ ในรัชสมัยของพระองค์ ชาติก็ฟื้นกลับเป็นปึกแผ่นและรุ่งโรจน์อีกครั้ง ทั้งสยามยังสามารถขับพม่าออกจากแคว้นล้านนาได้นับแต่บัดนั้น

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยานั้น มีพระนามเดิมว่า “กรมขุนอนุรักษ์มนตรี” เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 2 ในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ พระองค์แรก คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ผู้ต้องพระราชอาญาสิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้านี้

เมื่อถึงคราวที่ต้องเวนราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศไม่โปรดกรมขุนอนุรักษ์มนตรี จึงทรงข้ามไปพระราชทานพระราชบัลลังก์ให้พระราชโอรสองค์ที่ 3 คือ เจ้าฟ้าอุทุมพร ผู้มีพระปรีชาสามารถมากกว่าแทน ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เจ้าฟ้าอุทุมพรก็ราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร เสวยราชย์ได้ไม่ถึง 3 เดือน กรมขุนอนุรักษ์มนตรีก็ตั้งพระองค์เองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง เป็นเหตุให้กรมหมื่นจิตรสุนทร, กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี พระเชษฐาและพระอนุชาร่วมพระชนก ซึ่งมักเรียกรวมกันว่า “เจ้าสามกรม” ทรงไม่พอพระทัยเป็นอันมาก และคิดกบฏ แต่ทรงถูกเจ้าฟ้าเอกทัศจับได้ ก่อนจะถูกประหารชีวิตทั้งสามพระองค์ ส่วนสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรนั้นทรงตัดสินพระทัยเลี่ยงไปผนวชเสียด้วยเหตุผลส่วนพระองค์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรีจึงได้ราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ

พ.ศ. 2301 กรมขุนอนุรักษ์มนตรีขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๓๓ แห่งกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศนั้น ได้มีหลักฐานบรรยายสภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นอยู่หลายมุมมอง หลักฐานฝ่ายไทยสมัยหลังส่วนใหญ่อธิบายไว้ทำนองเดียวกันว่า ในรัชสมัยนี้ ข้าราชการระส่ำระสาย บางคนลาออกจากราชการ และมีบาทหลวงฝรั่งเศสเขียนจดหมายเหตุว่า ในยามนั้น

“…บ้านเมืองแปรปรวน เพราะฝ่ายใน [พระราชชายา] ได้มีอำนาจเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน ผู้มีความผิดฐานกบฏ ฆ่าคนตาย เอาไฟเผาบ้านเรือน จะต้องได้รับโทษถึงประหารชีวิต แต่ความโลภของฝ่ายในให้เปลี่ยนเป็นริบทรัพย์สิน ริบได้ก็ตกเป็นของฝ่ายในทั้งสิ้น พวกข้าราชการเห็นความโลภของฝ่ายใน ก็แสวงหาผลประโยชน์กับผู้ต้องหาคดีให้ได้มากที่สุดที่จะหาได้ จะได้แบ่งเอาบ้าง ความเดือดร้อนลำเค็ญก็ยิ่งทับถมราษฎรมากขึ้น…”

ในแง่เศรษฐกิจ ความมั่งคั่งของอาณาจักรอยุธยาถดถอยลง เนื่องจากส่งของป่าออกไปขายให้ต่างประเทศได้ยากมาก อันของป่านี้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญและสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลมานานนับศตวรรษ ทั้งนี้ เป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านนโยบายทางการเมืองภายใน ที่ไม่เป็นมิตรกับชาวต่างชาตินับตั้งแต่เหตุประหารชีวิตคอนสแตนติน ฟอลคอนเมื่อต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง ประกอบกับตลาดต่างประเทศมีความต้องการสินค้าเหล่านี้น้อยลง พ่อค้าจากมหาสมุทรอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และชาติตะวันตกพากันลดการติดต่อซื้อขาย นี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบป้องกันอาณาจักรอยุธยาอ่อนแอก็เป็นได้

พ.ศ. ๒๓๐๖ พระเจ้ามังระสืบราชย์ต่อจากพระเจ้ามังลอก พระเชษฐา พระเจ้ามังระมีพระราชดำริจะพิชิตดินแดนอยุธยานับแต่นั้น ในคราวที่พระเจ้าอลงพญาเสด็จมารุกรานอาณาจักรอยุธยานั้น พระเจ้ามังระก็ทรงร่วมทัพมาด้วย หลังเสวยราชย์แล้ว ด้วยความที่ทรงมีประสบการณ์ในการณรงค์หนก่อน พระเจ้ามังระจึงทรงทราบจุดอ่อนของอาณาจักรอยุธยาพอสมควร และตระเตรียมงานสงครามไว้เป็นอันดี

ในรัชกาลพระเจ้ามังระ มีการปราบกบฏในแว่นแคว้นต่าง ๆ และพระองค์ก็ทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องลดอำนาจของกรุงศรีอยุธยาลง ถึงขนาดต้องให้แตกสลายหรืออ่อนแอไป เพื่อมิให้เป็นที่พึ่งของเหล่าหัวเมืองที่คิดตีตัวออกห่างได้อีก พระองค์ไม่มีพระราชประสงค์ในอันที่จะขยายอาณาเขตอย่างเคย ในเวลาไล่เลี่ยกัน หัวเมืองล้านนาและหัวเมืองทวายก็กระด้างกระเดื่องต่ออาณาจักรพม่า พระเจ้ามังระจึงต้องทรงส่งรี้พลไปปราบกบฏเดี๋ยวนั้น ฝ่ายพม่าบันทึกว่า อยุธยาได้ส่งกำลังมาหนุนกบฏล้านนานี้ด้วย แต่พงศาวดารไทยระบุว่า ทหารอยุธยาไม่ได้ร่วมรบ เพราะพม่าปราบปรามกบฏเสร็จก่อนที่กองทัพอยุธยาจะไปถึง

นอกจากนี้ คาดว่ามีสาเหตุอื่น ๆ อันนำไปสู่การสงครามกับอยุธยาด้วย เป็นต้นว่า อยุธยาไม่ส่งหุยตองจา ที่เป็นผู้นำกบฏมอญ คืนพม่าตามที่พม่าร้องขอ (ตามความเข้าใจของชาวกรุงเก่า), พระเจ้ามังระหมายพระทัยจะเป็นใหญ่เสมอพระเจ้าบุเรงนอง, หลังพระเจ้าอลองพญารุกรานในครั้งก่อน มีการตกลงว่าฝ่ายอยุธยาจะถวายราชบรรณาการ แต่กลับบิดพลิ้ว (ปรากฏใน The Description of the Burmese Empire) หรือไม่ก็พระเจ้ามังระมีพระดำริว่า อาณาจักรอยุธยาอ่อนแอ จึงสบโอกาสที่จะเข้าช่วงชิงเอาทรัพย์ศฤงคาร และจะได้นำไปใช้เตรียมตัวรับศึกกับจีนด้วย

3 มกราคม พ.ศ. 2309 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช 1128 ปีจอ อัฐศก พระยาตากเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาคงต้องเสียทีแก่พม่า จึงตัดสินใจร่วมกับพระยาพิชัย พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี พร้อมด้วยทหารกล้าราว 500 คน มีปืนเพียงกระบอกเดียว แต่ชำนาญด้านอาวุธสั้น ยกกำลังออกจากค่ายวัดพิชัย และตีฝ่าวงล้อมทหารพม่าไปทางทิศตะวันออก มุ่งตรงไปยังบ้านโพธิ์สังหาร คำให้การขุนหลวงหาวัด เอกสารที่ใกล้เคียงกับยุคสมัยมากกว่าได้ระบุว่ามีราชโองการให้ “พระยาตาก” พระยาเพชรบุรีและหลวงสุรเสนีแต่งทัพเรือไปคอยดักสกัดทัพเรือพม่าที่วัดใหญ่ พระยาเพชรบุรีนำกำลังรุดเข้าตีทหารพม่าก่อนแต่กลับพ่ายแพ้ ตัวเองถูกสังหารในที่รบ “พระยาตาก หลวงสรเสนีถอยมาแอบดู หาช่วยหนุนไม่ แล้วไปตั้งอยู่ ณ วัดพิชัย”

รุ่งเช้า ได้ต่อสู้กับกองทหารพม่าจนล้มตายและบางส่วนแตกหนีไป ก่อนเดินทางไปตั้งค่ายพักอยู่บ้านพรานนก ในขณะนั้นมีทหารพม่ากองหนึ่งซึ่งประกอบด้วยทหารม้าประมาณ 30 คน ทหารเดินเท้าประมาณ 200 คน เดินทางมาจากแขวงเมืองปราจีนบุรี สวนทางมาพบทหารพระยาตากที่เที่ยวหาเสบียงอาหาร ทหารพม่าก็ไล่ตามมา แต่ถูกกลอุบาย “วงกับดักเสือ” ถูกตีกระหนาบจนแตกหนีไป

พวกราษฎรที่หลบซ่อนพม่าอยู่ ทราบข่าวพระยาตากรบชนะพม่าก็พากันเข้ามาสมัครเป็นพรรคพวก พระยาตากจึงให้ราษฎรไปเกลี้ยกล่อมหัวหน้านายซ่องมาสวามิภักดิ์ และให้นำช้างม้าพาหนะและเสบียงอาหารมาด้วย นายซ่องทั้งหลายไม่ยอมอ่อนน้อมก็ถูกปราบปรามจนราบคาบริบพาหนะ ผู้คน ช้าง ม้า และศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นเจ้าตากจึงยกกองทหารไปทางนาเริง เมืองนครนายก ผ่านด่านกบแจะ ข้ามลำน้ำปราจีนบุรี ไปตั้งพักอยู่ชายดงศรีมหาโพธิ์ ข้างฝั่งตะวันออก พม่าที่ตั้งทัพอยู่ปากน้ำเจ้าโล้ หรือปากน้ำโจ้โล้ เมืองฉะเชิงเทรา

พระยาตากได้ยกกองทัพผ่านเมืองฉะเชิงเทรา ชลบุรี แล้วจึงเดินทางต่อไปยังบ้านนาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง เมื่อถึงเมืองระยอง เจ้าเมืองระยองซึ่งได้ยินกิติศัพท์ของพระยาตากก็ยอมอ่อนน้อมเชิญให้เข้าเมือง นับตั้งแต่ได้ถอนตัวออกจากการป้องกันพระนครนั้น ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ก็สามารถยึดเมืองระยองเป็นที่มั่นได้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่เหนือกว่าชุมนุมอื่น ๆ ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา

การประกาศยึดเมืองระยองได้กระทำกลางทุ่งนาและไพร่พลจำนวนมาก พระยาตากได้ประทับ ณ บริเวณวัดลุ่มมหาชัยชุมพล และได้ประกาศแสดงแสนยานุภาพ แล้วเกิดพายุหมุนจนทำให้ต้นตาลต้นหนึ่งหมุนเป็นเกลียว เมื่อพายุหมุนหยุดแล้ว ต้นตาลที่หมุนจึงขดเป็นวงไม่คลายตัว ปัจจุบันต้นตาลต้นนั้นยังอยู่หน้าวัดประดู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า ตาลขด หลังจากนั้น บรรดาแม่ทัพนายกองที่สวามิภักดิ์ ต่างพร้อมใจกันยกพระยาตากขึ้นเป็นผู้นำขบวนการกอบกู้แผ่นดิน และเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก นับตั้งแต่นั้นมา ถึงแม้จะเป็นเสมือนผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง แต่เจ้าตากก็ระวังตนมิได้คิดตั้งตัวเป็นกบฏ ให้เรียกคำสั่งว่าพระประศาสน์อย่างเจ้าเมืองเอกเท่านั้น

อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาได้ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่าจุดไฟเผาเมืองจนวอดวาย พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่า มีพระบรมราชโองการให้จับพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ และรวบรวมสมบัติทั้งหมดของอยุธยาส่งกลับไปพม่า ข่าวกรุงแตกได้แพร่กระจาย ขณะที่พระยาตากอยู่ที่เมืองระยอง พระยาตากจึงได้ประกาศตนเป็นผู้นำในการที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้กลับรุ่งเรืองดังเดิม

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึงคำพูดของพระยาตากไว้ตอนหนึ่งว่า

ตัวเราคิดจะซ่องสุมประชาราษฎรในแขวงหัวเมืองให้ได้มาก แล้วจะยกกลับไปกู้กรุงให้คงคืนเป็นราชธานีดังเก่า แล้วจัดทำนุบำรุงสมณพราหมณาประชาราษฎร ซึ่งอนาถาหาที่พำนักมิได้ให้ร่มเย็นเป็นสุขานุสุข แล้วจะยอยกพระบวรพุทธศาสนาให้โชตนาการขึ้นเหมือนอย่างแต่ก่อน เราจะตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้นให้คนทั้งหลายยำเกรงจงมาก ซึ่งจะก่อกู้แผ่นดินจึงจะสำเร็จโดยง่าย ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด

— พระยาตาก

เจ้าตากเดินทัพจากระยองผ่านแกลงเข้าบางกระจะ มุ่งยึดจันทบุรี เจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมสวามิภักดิ์ หากเจ้าตากต้องการยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นที่มั่น เพื่อรวบรวมกำลังกลับมาตีพม่า จึงสั่งทหารทุกคนว่า “เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ เมื่อกองทัพหุงข้าวเสร็จแล้ว ทั้งนายไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือและต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันที่ในเมืองเอาพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในค่ำวันนี้ ก็จะให้ได้ตายเสียด้วยกันให้หมดทีเดียว”

ในวันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2310 ครั้นถึงเวลา 19.00 น. เจ้าตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยและจีนลอบเข้าไปอยู่ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้แล้ว ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน จึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้ เมื่อเวลา 03.00 น. เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณ พร้อมกับบอกพวกทหารเข้าตีเมืองพร้อมกัน ส่วนเจ้าตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมืองจนทำให้บานประตูเมืองพังลง ทหารเจ้าตากจึงกรูกันเข้าเมืองได้ พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยังเมืองบันทายมาศ เจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้ เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 แรม 3 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลา 3 ยามเศษ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณ 03.00 น. หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว 2 เดือน

หลังจากนั้น เจ้าตากได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรเกิดความเกรงกลัวต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราดมีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลำ เจ้าตากได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ เจ้าตากจึงนำกองเรือไปล้อมสำเภาจีนเหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน เจ้าตากก็ยึดสำเภาจีนไว้ได้หมด ได้ทรัพย์สินสิ่งของมาเป็นจำนวนมาก

7 เมษายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณบ่ายสามโมง พม่าจุดไฟสุมรากกำแพงเมืองตรงหัวรอที่ริมป้อมมหาชัย และยิงปืนใหญ่ระดมเข้าไปในพระนคร จากบรรดาค่ายที่รายล้อมทุกค่าย พอเพลาพลบค่ำกำแพงเมืองตรงที่เอาไฟสุมทรุดลง เวลา 2 ทุ่ม แม่ทัพพม่ายิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าพระนครพร้อมกันทุกด้าน พม่าเอาบันไดปีนพาดเข้ามาได้ตรงที่กำแพงทรุดนั้นก่อน ทหารอยุธยาที่รักษาหน้าที่เหลือกำลังจะต่อสู้ พม่าก็สามารถเข้าพระนครได้ในเวลาค่ำวันนั้นทุกทาง

ทัพพม่าได้พำนักอยู่ ณ ที่นั้นจนถึงวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2310 ก่อนยกกลับประเทศตน โดยประมวลเอาทรัพย์สินและเชลยศึกไปด้วย

ฝ่ายพระเจ้ามังระทรงพระดำริว่า จะไว้กำลังจำนวนหนึ่งที่กรุงศรีอยุธยา โดยอาจทรงให้อยู่ในบังคับบัญชาของพระราชวงศ์อยุธยาหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของพม่าโดยตรง แต่เผอิญ พม่าเกิดการสงครามกับจีน พระองค์จึงเปลี่ยนพระทัยเรียกกองทัพส่วนใหญ่กลับไปป้องกันมาตุภูมิ และให้คงกองทหารขนาดเล็กไว้ประจำในหลายพื้นที่เท่านั้น กองทัพพม่าที่เหลืออยู่ในอาณาจักรอยุธยาที่เป็นซากไปแล้วนั้นมีอยู่ไม่ถึง 10,000 นาย ซึ่งไม่รับกับอาณาเขตของกรุงศรีอยุธยา กองทัพเหล่านี้จึงมีอำนาจอยู่แต่ในบริเวณค่ายคูประตูหอรบของตนและปริมณฑลเท่านั้น ท้องที่ห่างไกลล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุม ซ้ำบางแห่งกลายเป็นซ่องโจรไปเสีย

ภายหลังจากการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา เพื่อความอยู่รอด ทำให้เกิดชุมนุมทางการเมืองในระดับต่าง ๆ ซึ่งเป็น “รัฐบาลธรรมชาติ” ขึ้นมาในท้องถิ่นทันที ส่วนรัฐบาลธรรมชาติเหล่านี้เกิดจากการที่บรรดาเจ้าเมืองขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามมากนักได้ตั้งตนเป็นใหญ่ในเขตอิทธิพลของตน เรียกว่า “ชุมนุม” หรือ “ก๊ก” ซึ่งมีจำนวน 4-6 แห่ง นับว่ารัฐไทยเกือบสิ้นสลายไปเพราะไม่อาจรวมกันเป็นปึกแผ่นได้อีก ชุมนุมใหญ่ๆได้แก่ ชุมนุมพระยาตาก ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมเจ้าพระฝาง

พระยาตากได้ประกาศนโยบายรื้อฟื้นราชอาณาจักรอยุธยา ซึ่งมีความแตกต่างจากชุมนุมภายใต้ขุนศึกอื่น ๆ ที่เพียงแต่เป็นกลุ่มโจรที่ปล้นสะดมเพื่อรักษาความอยู่รอดท่านั้น กิตติศัพท์ดังกล่าวทำให้มีตระกูลขุนนางบางส่วนจากกรุงศรีอยุธยามาสวามิภักดิ์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอาจมองได้ในอีกแง่หนึ่ง คือ พระยาตากได้ประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินนับตั้งแต่ยกทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาแล้ว ทำให้กองกำลังของพระยาตากเป็น “กลุ่มการเมืองติดอาวุธ” จึงแปลกต่างไปจากชุมนุมอื่น การกระทำเช่นนี้ทำให้ขุนนางระดับผู้น้อยเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระยาตากจำนวนหนึ่ง ส่วนขุนนางระดับสูงยังไม่เข้าร่วมด้วย เพราะมองเห็นว่ากลุ่มขอพระยาตากยังไม่น่าประสบความสำเร็จตามนโยบาย

เป็นเวลาไล่เลี่ยกับการตั้งตนเป็นใหญ่ของพระยาตากแถบเมืองจันทบุรี, การขับไล่ทหารพม่าที่หลงเหลืออยู่ในดินแดนอยุธยาออกไปทั้งหมด, การปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์ของคนไทย พร้อมกับย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงธนบุรี อย่างไรก็ตาม สภาวะความวุ่นวายทางการเมืองยังดำเนินอยู่ตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จนกระทั่งคนไทยเริ่มกลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้งเมื่อย่างเข้าสมัยรัตนโกสินทร์

ผลกระทบโดยตรงของสงครามคราวเสียกรุงครั้งนี้ คือ การเกิดทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ทหารพม่าได้ทำลายไร่นาสวนในภาคกลาง ราษฎรไม่มีโอกาสทำมาหากินอย่างปกติ ซ้ำยังทำให้เศรษฐกิจของรัฐไทยตกต่ำอย่างหนักด้วยการปล้นท้องพระคลัง เผาบ้านเรือน วัด และสถานที่ราชการทั้งหลาย ทั้งนี้ ในระหว่างการทัพเองก็มีเรือต่างประเทศจะนำเสบียงและยุทธภัณฑ์มาช่วยเหลืออยุธยา แต่ทัพเรือพม่าก็ขัดขวางจนมิอาจให้ความช่วยเหลือได้

ความเสื่อมโทรมหลายประการในภายหลังก็มีสาเหตุมาจากการปล้นทรัพย์สมบัติของพม่าเมื่อคราวเสียกรุง เช่น มะริดและตะนาวศรีตกเป็นเมืองท่าของพม่าอย่างเด็ดขาด การค้าขายกับชาวตะวันตกจึงเสื่อมโทรมลง อีกทั้งยังทำให้การทหารของชาติอ่อนแอลงจากการสูญเสียปืนน้อยใหญ่เรือนหมื่นที่พม่าขนกลับบ้านเมืองไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีประชากรในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ละทิ้งบ้านเรือนหนีภัยสงครามเป็นจำนวนมาก เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในเวลาต่อมา

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 เจ้าตากได้ยกกองทัพเรือจากจันทบุรีเข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วเข้าโจมตีข้าศึกที่เมืองธนบุรี เมื่อเจ้าตากยึดเมืองธนบุรีและปราบนายทองอินได้แล้ว จึงเคลื่อนทัพต่อไปที่กรุงศรีอยุธยา เข้ายึดค่ายโพธิ์สามต้น ปราบพม่าจนราบคาบ จึงสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมา เมื่อวันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณ 13.00 น. ใช้เวลา 7 เดือนหลังจากคราวเสียกรุงศรีอยุธยา

หลังจากสร้างพระราชวังบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว เมื่อทรงจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยพอสมควร บรรดาแม่ทัพ นายกอง ขุนนาง ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ตลอดทั้งสมณะพราหมณาจารย์และอาณาประชาราษฎร์ทั้งหลาย จึงพร้อมกันกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงปราบดาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ ณ วันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน จุลศักราช 1128 ซึ่งตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 ทรงพระนามว่า พระศรีสรรเพชญ์ หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 แต่เรียกขานพระนามของพระองค์ติดปากว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

เดิมพระองค์ทรงคิดที่จะปฏิสังขรณ์พระนครศรีอยุธยาให้กลับคืนเป็นดังเดิม แต่แล้วหลังจากตรวจดูความพินาศของเมือง จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อพยพผู้คนและทรัพย์สินลงมาทางใต้ และตั้งราชธานีใหม่ขึ้นที่เมืองธนบุรี เรียกนามว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

ปรากฏว่าที่เมืองลพบุรี มีพระบรมวงศานุวงศ์ของราชวงศ์อยุธยามาพำนักอยู่เป็นจำนวนมาก พระเจ้าตากจึงรับสั่งให้คนไปอัญเชิญมายังเมืองธนบุรี พระองค์ทรงขุดพระบรมศพของพระเจ้าเอกทัศ ขึ้นมาถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี

พ.ศ. ๒๓๒๕ เกิดเหตุจราจลขึ้นในกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ ซึ่งไปราชการทัพเมืองเขมร และยกกำลังเข้าตีเมืองเสียมราฐ เมื่อทราบข่าวการจลาจลในกรุงธนบุรี จึงได้รีบยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมาถึงในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ก็ได้สืบสวนเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และจับกุมผู้ก่อการกบฏมาลงโทษ รวมทั้งให้ข้าราชการปรึกษาพิจารณาความที่มีผู้ฟ้องร้องกล่าวโทษว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเป็นต้นเหตุเนื่องจากพระองค์ทรงเสียพระสติไป เพื่อมิให้เกิดปัญหายุ่งยากอีกจึงให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วยการตัดพระเศียร ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ แล้วฝังพระบรมศพที่วัดบางยี่เรือใต้ เสด็จสวรรคตในวันพุธ แรม 13 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล แต่ยังเป็นตรีศก จ.ศ.1143 หรือตรงกับวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2325

ในบทความ “ชำแหละแผนยึดกรุงธนบุรี” เขียนโดยปรามินทร์ เครือทอง ได้ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหารไว้ว่า:

แผนรัฐประหารเริ่มขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2324 ระหว่างการปราบปรามจลาจลในเขมร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทราบข่าวความไม่ปกติในกรุงธนบุรี จึงให้พระยาสุริยอภัยผู้หลานมาคอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองนครราชสีมา เวลาเดียวกัน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ลอบทำสัญญากับแม่ทัพญวน ฝ่ายแม่ทัพญวนก็ให้กองทัพญวน-เขมรนั้นล้อมกองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้

แรมเดือน 4 พ.ศ. 2325 ขุนแก้ว น้องพระยาสรรค์, นายบุนนาค นายบ้านในเขตกรุงเก่า และขุนสุระ นายทองเลกทองนอก ทั้งสามได้คิดก่อการปฏิวัติขึ้น โดยรวบรวมกำลังพลจำนวนหนึ่งไปสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ฝ่ายเจ้าเมืองอยุธยา พระอินทรอภัย หนีรอดมาได้ กราบบังคบทูลต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงให้พระยาสรรค์ขึ้นไปปราบ แต่ภายหลังได้กลายเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงธนบุรี

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2325 ทัพพระยาสรรค์ได้เข้าล้อมกำแพงพระนคร รบกับกองทัพซึ่งรักษาเมืองจนถึงเช้า ครั้นรุ่งเช้า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีบัญชาให้หยุดรบ พระยาสรรค์ก็ถวายพระพรให้ผนวช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงออกผนวชเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2325 วันรุ่งขึ้น พระยาสรรค์ก็ออกว่าราชการชั่วคราว
แต่มาภายหลัง พระยาสรรค์ได้ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามมาช่วยกันรบป้องกันพระนครจากกองทัพพระยาสุริยอภัย ทั้งสองทัพรบกันเมื่อราว 2-3 เมษายน พ.ศ. 2325 พระยาสรรค์และกรมอนุรักษ์สงครามแตกพ่ายไป จนเมื่อถึงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ยกทัพมาถึงกรุงธนบุรี

นอกจากนี้ชาวไทยบางกลุ่มยังเชื่อว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ถูกสำเร็จโทษ แต่ทรงจงใจสละราชบัลลังก์เพื่อจะได้มิต้องชำระเงินกู้จากจีน เมื่อทรงได้รับการปล่อยตัวอย่างลับ ๆ แล้วจึงเสด็จลงเรือสำเภาไปประทับที่วัดเขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยผนวชเป็นพระภิกษุและจำพรรษาอยู่ที่นั่นตราบจนเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2368 รวมพระชนมายุได้ 91 ปี 43 พรรษา

ส่วนบุคคลที่ถูกประหารชีวิตนั้น กล่าวกันว่าเป็นบุคคลที่มีใบหน้าบุคลิกลักษณะที่คล้ายพระองค์มากรับอาสาปลอมตัวแทนพระองค์ ซึ่งอาจเป็นพระญาติหรือมหาดเล็กใกล้ชิด

แยกเป็นเหล่า … คนกับควาย ไพร่-อำมาตย์ แบ่งไทยเป็นเหนือ-ใต้

ตุลาคม หน้าน้ำของประเทศไทย ฝนตกก็เรื่องปกติธรรมดา ธรรมชาติ คนทำมาค้าขายเจอหน้ากันก็ทักทาย เจรจาปราศรัยกันเรื่องธรรมดา เศรษฐกิจซบเซา ตลาดหงอยเหงา ค้าขายไม่ดีก็มานั่งปรับทุกข์กัน เราจะรอดมั๊ยเนี่ย วันๆหาเงินได้แค่นี้เอง ปีนี้ฝนตกน้อย ไม่ต่อเนื่อง ชั่วโมง สองชั่วโมงก็หยุดแล้ว นานๆทีจะมีสักครั้งที่ฝนตกแบบข้ามวันข้ามคืน กระนั้นน้ำยังท่วม ต้นหน้าฝนลูกจ้างกรมชลประทานยังมานั่งระบายให้ฟังอยู่เลยว่าตกกลางคืนมาพวกก็ลอบตัดกุญแจ ขโมยไขน้ำใส่นากัน ตอนนี้เหรอ ตกแค่นิดเดียวก็ท่วมแล้ว ต่างคนต่างกั้น นาแถวบ้านยายก็เลยน้ำท่วม ยังไงก็ได้ตังค์ ยังไงจะมีตังค์มาจับจ่ายใช้สอย บ้างก็ว่าต่างคนต่างถม สร้างบ้าน สร้างถนนปิดทางน้ำก็เป็นงี้แหละ

คุยกันได้สักพัก คนเสื้อแดงก็เข้ามาร่วมวงด้วย วงสนทนาแตกกระเจิงเลยทีเดียวเพราะคนเสื้อแดงบอกว่าน้ำไม่ท่วมหรอก รัฐบาลเค้าดูแลอยู่ ที่พวกทีวีมันเอามาออกน่ะแค่รอบนอกนิดเดียวเอง จบข่าวเลยครับ ต่างคนต่างไป แยกย้ายไปนั่งตบยุงร้านใครร้านมันดีฝ่า นี่แหละที่เค้าเรัยกว่าม่านแห่งอคติปิดบังตา บอดตาใส ฟากหนึ่งหลอกลวงตัวเอง อีกฟากก็ดีแต่ปากหมา เก่งแต่เอารัดเอาเปรียบสังคม ไม่มีใครลงมาทำงานภาคสนาม เปิดใจคนที่หลงผิดให้อยู่กับความเป็นจริง ได้ยินแบบนี้แล้วทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานตอนที่มีการถ่ายทอดการประชุมสภา งบประมาณหรือกู้ชาตินี้ใช้คืนชาติหน้าอะไรสักอย่าง ผมไม่ได้สนใจ แต่แดงฮาร์ดคอร์ตกขอบที่ชมอยู่เค้าโทร.คุยกับเพื่อน บอกกับเพื่อนแดงด้วยกันให้คลายกังวลว่าไม่ต้องกลัวหรอก ยังไงก็ชนะ ยังไงก็ช่าง ขอให้ฝ่ายเราชนะแค่นั้นพอ(บัานเมืองฉิบหายช่างหัวมัน)

แล้วเจ้าของคำพูดทั้ง 2 ประโยคก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ญาติพี่น้องผมเอง ก็สีคิ้วมันบ้านเกิดแม่ผมนี่ คนเดินซื้อของอยู่ในตลาด โยนก้อนหินเข้าไปตกใส่กบาลใคร ลองเข้าไปไต่ถามลำดับญาติดู โอกาสสูงมากที่ไล่ไปไล่มาแล้วจะพบว่าเกี่ยวดองเป็นญาติกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนั้นมีสูงมาก นี่คือธรรมชาติของชุมชน สังคมต่างอำเภอ ญาติพี่น้องเต็มตลาด ทั้งเหลือง แดง ขาว เจ้าแม่เงินกู้ เถ้าแก่ร้านขายส่ง สามล้อ ฯลฯ แทบนับญาติกันได้หมด

เมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยประกอบ 2 คนเหมือนกันอยู่อย่าง ในสายตาคนนอก ทั้ง 2 คนนั้นหนึ่งคือพ่อพระ อีกหนึ่งคือแม่พระ ทั้ง 2 ไม่ใช่คนโง่ ไม่ใช่ควายอย่างที่พวกหน้ากากขาวดูหมิ่นเหยียดหยามเขา คนหนึ่งรักทักษิณเพราะร่วมอุดมการณ์เดียวกัน อีกคนเสพติดประชานิยม ร่ำรวยเพราะนโยบายทักษิณ จึงรักและศรัทธาทักษิณหมดใจ นิสัยใจคอก็คล้ายๆ 3 เกลอตอแหลจนร่ำรวย

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว … เขาโง่จริงหรือ เขาควายจริงหรือ แล้วคำว่าโง่ คำว่าควายที่คุณประเคนใส่เขา มันได้ปัญหาอะไรได้บ้าง มีแต่จะทำให้สังคมแตกแยกหนักขึ้น ประเทศไทยกลายเป็นสาธารณรัฐไทยเหนือกับราชอาณาจักรศรีวิชัย พวกคุณคงสะใจสินะ อย่ามานั่งเสียใจภายหลังแล้วกันว่าวันนั้นกูไม่น่าใช้อารมณ์พ่นคำว่าโง่ คำว่าควายใส่คนไทยด้วยกันเลย กูผิดเอง

คนที่คุณด่าเขาว่าโง่ เรียกเขาว่าควายนี้ จบแค่ป.4 แต่หาเงินได้เดือนละแสน ส่งลูกจบ.ป.โท 2 คนป.เอกอีก 1 คน มีบ้าน มีรถที่ตัวเองซื้อเอง ขณะที่ลูก 3 คนนั้นบ้าน รถ อีโง่ อีควายนี่แหละซื้อให้ แต่งผัว แต่งเมียก็อีโง่นี่แหละควักกระเป๋าจัดงานแต่ง จ่ายค่าสินสอดให้

ไม่แน่นะครับ อีโง่ อีควายนี้อาจเคยกลอกแดกเงินพัน เงินหมื่นของคุณมาแล้วก็ได้ ถูกควายหลอกเนี่ยจะเรียกว่าไงดีล่ะ

ที่คนเมือง คนกรุงด่าว่าคนชนบท คนต่างจังหวัด คนยากคนจนว่าโง่น่ะ เขาโง่เพราะรักทักษิณ รักนโยบายประชานิยมของทักษิณ ไม่ใช่โง่เพราะไร้ปัญญาความคิด ปัญญาชนที่ปกครองสยามประเทศยุคใหม่ มีใครทำอะไรเพื่อคนยากคนจนบ้าง วันๆก็มุ่งแต่พัฒนากรุงเทพ ยิ่งพัฒนากรุงเทพความเหลื่อมล้ำยิ่งขยายวงกว้าง

ที่คนเมือง คนกรุงด่าว่าคนชนบท คนต่างจังหวัด คนยากคนจนว่าควายน่ะ เขาควายเพราะเขาถึกทน ตราบใดที่ทักษิณยังคงมีอำนาจ ตราบนั้นประชานิยมก็ยังคงอยู่ ทีวีเสื้อแดงไม่เห็นมีใครว่าชาติบ้านเมืองจะล่มจมเพราะประชานิยม จำนำข้าว บริหารน้ำ รถไฟความเร็วสูงเลยนี่ แล้วพวกคุณเคยเข้ามาบอก มาเล่า มาอธิบายอะไรให้เขาฟังมั๊ยล่ะ คุณเคยแบ่งปันผลประโยชน์อะไรให้เขาหรือเปล่า วันๆในหัวของพวกคุณก็มีแต่จะหลอกให้ชาวบ้านทำบัตรเอทีเอ็ม หลอกขายบัตรเดบิตพ่วงประกันชีวิตกินเปอร์เซ็นต์ใบละ ๓๐๐ – ๕๐๐ บาท ส่วนธนาคารก็รวยค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม ตู้กินบัตรเพราะเครื่องแฮงค์ ชาวบ้านกดเงินไม่เป็น คุณจะเดือดร้อนอะไร ยังไงๆธนาคารก็ได้ค่าธรรมเนียมมาจ่ายโบนัสให้คุณอยู่แล้วนี่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์มันส่งผลดีต่อเศรษฐกิจตรงไหน มันก็แค่การปั่นราคาสินทรัพย์ สร้างตราสารชนิดใหม่ขึ้นมาในวงไพ่ไฮโซเท่านั้นเอง ฯลฯ

ทุกวันนี้ที่คุณด่าว่าเขาเป็นไทยเฉยน่ะ ถามจริงมีไทยกี่คนเฉย วันๆเขาต้องปากกัดตีนถีบหารายได้เพิ่มให้เพียงพอหนี้สิน ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสวนทางรายได้ เดือดร้อนหนักเข้าจนทนไม่ได้เขาก็ออกมาม็อบกันแทบจะรายวัน ทั้งม็อบสวนยาง ข้าวโพดหรือแม้กระทั่งชาวนาเพราะสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ โรงสีโกงชาวนา น้ำท่วมหนักเพราะรัฐบาลห่วยแตก ชาวประมงทำมาหากินไม่ได้เพราะรัฐบาลเข้าข้างนายทุน เขาเฉยซะที่ไหน มันทุกข์กันคนละเรื่องต่างหาก คุณมาปลุกเรื่องล้มระบอบทักษิณใครเขาจะสนใจออกมาม็อบกับคุณเล่า

หากคุณอยากให้เขามาม็อบกับคุณๆก็ต้องเข้าไปหาเขา ไปช่วยเขาแก้ไขปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ ไปบอกเขาสิว่าเขาจะแก้ปัญหารายได้ลดลงสวนทางรายจ่ายได้อย่างไร คุณจะแก้ปัญหาฟองสบู่สินค้าเกษตรแตกขณะที่ฟองสบู่น้ำมันยังไม่แตกนี้อย่างไร รัฐบาลลอยตัวก๊าซแอลพีจี คุณก็ไปบอกเขาสิว่าคุณมีวิธีควบคุมราคาพลังงานไม่ให้พุ่งทะยานได้ คุณไปบอกเขาสิว่าถ้าล้มจำนำแล้วทำประกันราคาชาวนาจะมีรายได้มากกว่า ฯลฯ ถ้าคุณทำได้ เขาก็จะออกมาม็อบกับคุณเพราะเขาเชื่อว่าคุณสามารถแก้ปัญหาได้ ระบอบของคุณมันดีกว่าระบอบทักษิณ นั่นแหละระบอบทักษิณหมดความชอบธรรมในสายตาชาวบ้าน คนยากคนจนทันที เวลาของการล่มสลายแห่งระบอบทักษิณมาถึงแล้ว

ดังนั้น ชัยชนะของฝ่ายต่อต้านจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุ ๒ ประการคือ

๑. เรียกร้องในสิ่งที่เป็นปัญหา ประเด็นสาธารณะ ที่คนไทยทั้งประเทศประสบปัญหาเดือดร้อนร่วมกัน นั่นคือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ค่าครองชีพพุ่งสวนทางรายได้ที่ลดลง ประชาชนมีหนี้ท่วมหัว แกนนำมวลชนต้องเสนอปัญหา เสนอทางออกที่โดนใจมวลชน เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ได้ หากรัฐบาลแก้ไม่ได้ซ้ำร้ายยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องยืดอกรับผิดชอบ ไม่ใช่ลอยไปลอยมา หนีเที่ยวเมืองนอกตลอดเวลา กลัวแต่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองแล้วจะเอาตัวไม่รอด มีปัญหาก็ขออยู่เมืองนอกดีกว่า จะได้ขอลี้ภัยทางการเมืองได้โดยง่าย ไม่ต้องหลบหนีออกนอกประเทศให้ลำบาก

๒. ขยายฐานมวลชนให้กว้างขึ้น ทำงานมวลชนควบคู่กันไป ลงพื้นที่อธิบายทำความเข้าใจกับประชาชนว่่าสิ่งที่ประชาชนมัวเมาลุ่มหลงอยู่นั้นมันผิดพลาดอย่างไร รัฐบาลสร้างความเสียหายไว้กับประเทศทั้งในขณะปัจจุบันและอนาคตอย่างไร หนทางแก้ไขปัญหาต้องทำแบบไหน เราจะก้าวไปด้วยกันได้อย่างไร ทำให้ประชาชนเห็นพ้อง หันมาร่วมมือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แต่สิ่งที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกำลังทำ ถนัดเป็นอย่างยิ่งคือการเพาะสร้างศัตรู ยิ่งสู้ศัตรูยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเพราะประเด็นที่เรียกร้อง “ต่อต้านระบอบทักษิณ” นั้นไม่ตรงกับประเด็นปัญหาสาธารณะ “ปัญหาปากท้อง รายได้ ค่าครองชีพ” จึงเกาไม่ถูกที่คัน ผลงานวิจัยก็ชี้ให้เห็นอยู่ว่าเด็กรุ่นใหม่ Gen Y, Gen ME นั้น สุขนิยมขนาดไหน ห่วงกังวล สนใจเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความร่ำรวยขนาดไหน ใครเขาจะไปสนใจเรื่องต่อต้านระบอบทักษิณ พอเขาไม่เล่นด้วยเพราะเกลียดความปากหมาของพวกคุณๆก็ไปด่าว่าเขาเป็นควาย เป็นพวกโง่ พวกไทยเฉย สถานการณ์จุดม็อบไม่ติดก็ยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่ ม็อบกระจัดกระจายเพราะชาวบ้านม็อบกันเองจากปัญหาปากท้อง ประเทศไทยกลายเป็นไม่รู้กี่ก๊ก กี่เหล่า

และปัญหาความแตกแยกดูแล้วก็จะยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก เมื่อเราพิจารณาในเชิงพื้นที่มาประกอบกันก็จะเห็นว่ารัฐบาลอุ้มชาวนา “เหนือ-กลาง-อีสาน” ชาวสวนยางเหนือ-กลาง-อีสานก็รับเงืื่อนไขที่รัฐบาลเสนอ แต่ชาวสวนยางภาคใต้ถูกลอยแพ แล้วภาคใต้ก็เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่าเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มวาดะห์ ไม่ขึ้นกับพรรคการเมืองใด รัฐบาลชินบริหารประเทศแบบเลือกที่รักมักที่ชังแบบนี้ สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะแตกแยกเป็น ๓ ส่วน

ว่าแต่ว่าจะมีใคร คนใด ขันอาสารวมไทยเป็นหนึ่งเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ อ้างกันจังเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กู้ชาติ กู้แผ่นดิน รวมไทยเป็นหนึ่งเดียว ไม่เห็นมีใครสักคนรวมใจไทยเป็นหนึ่ง ที่เห็นนั้นมีแต่คนแบ่งแยกประเทศไทยเป็นไพร่-อำมาตย์ คนกับควาย

รวมเป็นหนึ่ง

เนื้อเพลง: เจ้าตาก
ศิลปิน: คาราบาว
อัลบั้ม: ประชาธิปไตย

ยุทธศาสตร์ยิ่งใหญ่ ความตั้งใจเด็ดเดี่ยว
มื้อนี้เราจะเคี้ยวข้าว และทุบหม้อข้าว
ตีแหกฝ่าวงล้อม ลุยพม่าข้าศึก
นึกถึงความเป็นไทย ดีกว่าไปเป็นทาส

สองมือถือดาบอย่างมั่นใจ
นักรบไทยของพระเจ้าตาก
ฝากฝังกรุงอยุธยา
วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน

แผ่นดินไทยดาลเดือด ทัพข้าศึกรุมล้อม
มัวแต่กล่อมสตรี เริงโลกีย์เป็นหลัก
นักรบกลายเป็นศพ พบกับความปราชัย
เจ้าตากทนไม่ได้ แผ่นดินไทยเป็นหลัก

นักรบคือนักรบ นักสู้แห่งกรุงศรี
ตีฝ่าทัพตองอู ตายหรืออยู่ไม่สําคัญ
คืนนี้จันทร์หลับไหล แหกวงในวงล้อม
อ้อมออกจากกรุงศรี ไปเข้าตีเมืองจันทน์

ยึดเมืองจันทบุรี เป็นชุมนุมเจ้าตาก
ตีชุมนุมต่างๆ ตีเจ้าฝางให้แตก
ทบทวนความพ่ายแพ้ แก้ไขยุทธวิธี
รวมชุมนุมที่มี ก่อนโจมตีเจ้าฝาง

พ่ายแพ้เป็นบทเรียน ทําจากเล็กไปใหญ่
เจ้าฝางชะล่าใจ ในไม่นานก็แตก
จากอยุธยา มาเมืองจันทบุรี
มากรุงธนบุรี ไทยจึงมีเอกราช
จากอยุธยา มาเมืองจันทบุรี
มากรุงธนบุรี ตากสินมหาราช

สองมือถือดาบอย่างมั่นใจ
นักรบไทยของพระเจ้าตาก
ฝากฝังกรุงอยุธยา
วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน

สองมือถือดาบอย่างมั่นใจ
นักรบไทยของพระเจ้าตาก
ฝากฝังกรุงอยุธยา
วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน

สองมือถือดาบอย่างมั่นใจ
นักรบไทยของพระเจ้าตาก
ฝากฝังกรุงอยุธยา
วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน

สองมือถือดาบอย่างมั่นใจ
นักรบไทยของพระเจ้าตาก
ฝากฝังกรุงอยุธยา
วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน

สองมือถือดาบอย่างมั่นใจ
นักรบไทยของพระเจ้าตาก
ฝากฝังกรุงอยุธยา
วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน

สองมือถือดาบอย่างมั่นใจ
นักรบไทยของพระเจ้าตาก
ฝากฝังกรุงอยุธยา
วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน

สังคมไทยจะกลับมารวมกันเป็นหนึ่งได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อผู้นำฝ่ายค้านเลิกทำตัวเป็นลูกไล่นายโรง เล่นตามเกมที่นายโรงทักษิณขีดขึ้น ผู้นำฝ่ายค้านหรือใครก็ตามต้องแสดงภาวะผู้นำที่โดดเด่น เข้มแข็ง ขุดความเป็นฮีโร่ในใจตนขึ้นมาขับเคลื่อนประเทศไทย เลิกเสียทีมุมมองความคิดที่ว่าคนเสื้อแดงเป็นศัตรูที่ต้องเข่นฆ่า ต้องมองว่าทุกคนล้วนเป็นพี่น้องไทย เราจะก้าวไปด้วยกัน เขาเดือดร้อน เขามีปัญหาอะไรก็เข้าไปช่วยเขา ทำให้เขาเข้มแข็ง ลืมตาอ้าปากได้ ทำให้เขาหาได้พอเพียงและรู้จักเพียงพอ หันกลับมาพึ่งพาตนเอง มีศีลมีธรรมนำทางชีวิต เมื่อคุณแก้ปัญหาให้เขาได้ รักและศรัทธา บารมีในตัวคุณก็จะก่อเกิด เมื่อคุณชี้แจงแถลงไข บอกให้เขารู้ว่า ๓.๕ แสนล้านแท้จริงแล้วมีปัญหาอย่างไร สร้างปัญหาอย่างไร กู้ชาตินี้ใช้ชาติหน้าเป็นอภิมหาโครงการโคตรอัปยศขนาดไหน…กู้เงินมาสร้างก่อหนี้ชั่วลูกหลานยังไม่พอ สร้างเสร็จแล้วก็ต้องเจียดงบมาอุ้มอีกเพราะรายได้ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย คนไทยยังมีรายได้ไม่มากพอ ต้นทุนการเดินรถก็ยังไม่ต่ำพอแข่งกับโลว์คอสต์แอร์ไลน์ไม่ได้ เขาก็จะเริ่มฟังคุณ และเชื่อในข้อมูลจริงที่คุณนำไปเล่าให้เขาฟัง และสนับสนุนข้อเสนอ ทางเลือกใหม่ของคุณแทนหากแผนของคุณนั้นนำมาซึ่งความเจริญ ผลประโยชน์ของท้องถิ่น สังคมไทยอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s