คิดแบบซุนวู ๖ จุดอ่อน-จุดแข็ง


พิชัยสงครามซุนวู ๖ จุดอ่อน-จุดแข็ง

ซุนวูกล่าวว่า กองทัพที่มาตั้งทัพรอรับข้าศึก ไพร่พลย่อมมีสภาพร่างกายที่สดกว่า พร้อมรบมากกว่า ส่วนกองทัพที่เร่งรุดยกทัพมายังสมรภูมิ ทั้งยังต้องรบพุ่งในทันที ไพร่พลย่อมเหนื่อยล้า

ดังนั้นขุนพลผู้ชาญศึกจึงมุ่งหวังควบคุมเหตุปัจจัย สภาวะแวดล้อมต่างๆไว้ในมือตน คุมเกม คุมสถานการณ์ให้ได้ จะไม่ยอมให้ฝ่ายตรงข้ามควบคุม บงการ ชี้นำทิศทางความเป็นไปของสถานการณ์โดยเด็ดขาด

เพื่อให้ตนเองสามารถเกาะกุมความได้เปรียบเหนือฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ได้ ขุนพลผู้ชาญศึกย่อมหาหนทางหลอกล่อให้อีกฝ่ายคล้อยตาม หรือจู่โจม ทำลาย สร้างความเสียหายให้ศัตรูเข็ดขยาด หวาดกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้

หากศัตรูกำลังสบายขุนพลผู้ชาญศึกย่อมกวนน้ำให้ขุ่น ก่อกวนทำลายความสงบให้ศัตรูเผชิญกับความสับสน วุ่นวาย ; ฝ่ายเราอิ่มหนำสำราญ สุขสบาย ฝ่ายตรงข้ามอดอยากหิวโหย ; ข้าศึกกินอิ่มนอนหลับอยู่ในป้อมค่ายก็ต้องหาทางหลอกล่อ ก่อกวน โจมตี ดึงกองทัพออกมาจากป้อมค่ายให้ได้

จู่โจมไปยังจุดเปราะบาง ณ จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ฝ่ายตรงข้ามจำเป็นต้องเร่งรุดส่งกำลังมาป้องกัน รักษา เคลื่อนทัพอย่างรวดเร็วไปยังสถานที่ๆไม่มีใครคาดคิด

กองทัพสามารถเดินทัพทางไกลได้อย่างปลอดโปร่งโล่งสบายก็ด้วยการเดินทัพนั้นใช้เส้นทางที่สงบ ราบรื่น ปลอดจากการถูกจู่โจม รบกวน

จะมั่นได้ไว้ว่าประสบความสำเร็จแน่นอนในการบุกจู่โจมก็ด้วยการบุกโจมตีไปยังจุดที่ปราศจากการวางกำลังป้องกัน จะประกันได้ว่าปลอดภัยก็ต่อเมื่อได้วางแนวป้องกันเอาไว้ ตั้งตนอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ๆไม่อาจถูกจู่โจมทำลายได้

ดังนั้นขุนพลผู้ชาญศึกจึงโจมตีไปยังจุดที่ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจระวัง ป้องกัน และวางแนวป้องกันอย่างรอบคอบ รัดกุม จนกระทั่งฝ่ายตรงข้ามมองไม่เห็นช่องว่าง จุดอ่อนที่จะโจมตีได้

นิรโทษยกเข่ง … ผิดพลาดครั้งใหญ่ แตกแยกภายใน ฤาฮาร์ดคอร์จะยังกล้าตายแทน ?

คำว่าแพ้ผมสะกดไม่เป็น ไม่ตายถือว่ายังไม่จบเกม
คำว่าแพ้ผมสะกดไม่เป็น ไม่ตายถือว่ายังไม่จบเกม

ตัดความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังออกไป เรียกสติกลับคืนมาแล้วเราจะพบว่าปรองดองต้องนิรโทษสุดซอย เหมาเข่งนั้นจะอย่างไรก็ต้องผ่านไปได้ทั้ง ๒ สภาอยู่ดีเป้าหมายของกฎหมาฉบับนี้คือล้างผิดไอ้เหลี่ยม ให้มันกลับบ้านได้อย่างเท่ๆ ได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย แล้วไอ้เหลี่ยมก็มีเสียงข้างมากอยู่ในสภาทั้ง ๒ สภา ปัญหาจึงอยู่ตรงที่ว่าฝ่ายค้านและ ๔๐ ส.ว.จะยืนศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วยเหตุผลใด ฟังขึ้นหรือไม่ มันใช่หรือเปล่า แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าอย่างไร ถ้าคำฟ้องร้องถูกจุดศาลกล้าตัดสินผิดถูกตามความเป็นจริงหรือไม่ นี่จึงเป็นปัญหาที่แท้จริงในเบื้องต้น

ปัญหาในขั้นต่อมาคือเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตีความออกมาไม่ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้วยเหตุใด มวลชนของทั้ง ๒ ฝ่ายจะยอมหรือไม่ และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำตีความของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร … ที่แน่ๆคือฝ่ายหนึ่งประกาศชัดเจนมานานแล้วว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความเป็นคุณแก่ฝายตนก็สามารถยอมรับได้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญตีความเป็นโทษกับฝ่ายตน “ยอมรับอำนาจศาลโลก แต่ไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” … ว่าแต่ว่าตอนนี้มวลชนฮาร์ดคอร์ที่ยังจงรักภักดี พร้อมตายฟรีโดยไม่จำเป็นต้องสืบสาวราวเรื่องหาฆาตรกรมาลงโทษเหลืออยู่กับไอ้เหลี่ยมอีกเท่าไหร่ และคิดจะทำอะไร อย่างไรหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไม่โดนใจไอ้เหลี่ยม “ไม่ตายถือว่าไม่แพ้” แต่จะสู้อย่างไร ?

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินขัดใจคนไทยทั้งชาติก็เป็นเรื่องแน่ ตอนนี้คนเมือง คนกรุง ภาคธุรกิจเอกชนลุกฮือขึ้นมาแสดงพลังแล้ว ตำรวจ ๒ แสนนายบวกแดงฮาร์ดคอร์รับมือไหวหรือ ?

… สงครามกลางเมืองใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น : กรุงแตก กบฏวังหลวง(กบฏแมนฮัตตัน) นักศึกษาหนีเข้าป่าจับอาวุธลุกขึ้นสู้ กบฎยังเติร์ก กองกำลังชุดดำ/เผากรุง หรือไม่ใช่ civil war กองกำลัง ๒ ฝ่าย คนไทยด้วยกันจับอาวุธลุกฮือขึ้นมาประหัตประหารกันเอง

… แล้วถ้าข่าวลือเรื่องกองกำลังชุดดำและการเกณฑ์คนต่างด้าวเข้ากรุงพร้อมอาวุธครบมือเป็นความจริงล่ะ ?

คำพูดนี้ชัดเจน และเมื่อย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต นายกฯคนอื่นม็อบล้อมสภาก็ลาออกกันแล้ว แต่ยุคทักษิณเรืองอำนาจนั้น ชุมนุมอย่างสงบสันติเรียกร้องให้ยุบสภา/ลาออก ตะโกนโหวกเหวกแหกปากกันไปเถอะ มากันเป็นล้านก็ไม่สะดุ้งสะเทือน ปิดสนามบินยังไม่สะเทือนเลย ต้องรัฐประหารหรือศาลสั่งให้ตกเก้าอี้นั่นแหละ

แต่คราวนี้ถึงศาลจะสั่ง เขาก็ออกตัวไว้ก่อนแล้วว่าไม่ยอมรับอำนาจศาล มั่นใจว่ามวลชนตัวเองมากพอที่จะสถาปนารัฐใหม่ได้ ถ้าทหารสงบเรียบร้อย นิ่งเฉย ไม่กล้าขยับ ยอมอยู่ในอาณัติ ว่าแต่ว่าย่ำศพคนตายแบบนี้ แตกแยกภายในขนาดนี้ มวลชนจะเหลืออยู่เท่าไหร่ล่ะ

แล้วถ้าจะต้องใช้วิธีการอื่นกดดัน วิธีการแบบไหนล่ะที่จะได้ผล อย่าลืมว่าผู้มีอำนาจตัวจริงในการยุบสภา/ลาออกคือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่สัมภเวสีเร่ร่อนตนนั้น

สถานการณ์แบบไหนที่สามารถกดดันให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเกรี้ยวกราด ห้ามแตะต้องเด็ดขาด

สถานการณ์แบบไหนที่สามารถกดดันให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรถอดใจ ไม่สู้ ไม่ทน ไม่หวง ไม่ห่วงอำนาจราชศักดิ์อีกต่อไป ยอมถอดหัวโขนทิ้งแม้สัมภเวสีจะตะโกนลั่นให้สู้ต่อไป ยอมตายไม่ยอมแพ้ แต่น้องยอมแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ไม่ไหวแล้วพี่

ทุบทำลายตึกแบบฝรั่งต้องใช้วิศวกรกำหนดจุดติดตั้งระเบิด ตึกทลายลงแบบไม่สร้างความเสียหายให้อาคารรายรอบ

ทุบทำลายตึกแบบไทยๆใช้แบ็คโฮลค่อยๆทุบนานนับเดือนจึงแล้วเสร็จ

เมื่อไอ้เหลี่ยมขนคนในโคตรตระกูลมาลง มาเล่นการเมืองแทบหมดสิ้นแบบนี้ก็น่าคิดนะว่า ณ วันที่คนไทยรู้วิธีรื้อซากปรักหักพังนี้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง อย่างไร จะมี จะเหลือใครที่ยังอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยได้ มีที่กลบฝังร่างกายอยู่ในแผ่นดินไทยได้อีก

อนาถจริงหนอประเทศไทย … ความผิดพลาดที่ไอ้เหลี่ยมก่อไว้มีมากมาย ฉกฉวย แปรเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนไม่ได้ ซ้ำร้ายทำลายตนเอง เพาะสร้างศัตรูมากมายเพราะคำว่าโง่ ควาย ไทยเฉย สงครามกลางเมืองไม่ใช่เรื่องเกินเลยอีกต่อไปแล้ว เงื่อนไข ตัวแปรสำคัญตอนนี้เหลือเพียงตัวเดียว คือ ทาสแท้ไอ้เหลี่ยมที่เผยออกมาว่าทำทุกอย่างเพื่อตนเอง พวกแกนนำแดงก็เหยียบย่ำคนตายเพื่อเงินทองและยศศักดิ์ อนาคตประเทศไทยอยู่ในกำมือปัญญาชน คนเมือง คนกรุงว่าสามารถขยายแผล แยก แย่งชิงมวลชนออกมาได้มากน้อยเพียงใด ผิดพลาดไม่ได้อีกแล้ว อนาคตชาติมี “สงครามกลางเมือง” เป็นเดิมพัน อย่างน้อยก็ขอให้แยกแกนนำออกจากฮาร์ดคอร์ให้ได้มากที่สุด ทำให้กองกำลังชุดดำเหลือไพร่พลไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติการใหญ่ได้ ดีที่สุดคือเปลี่ยนศัตรูให้กลายมาเป็นมิตร ร่วมกันสกัดกฎหมายยกเข่ง (ไม่ขวางก็ยังดี) จากนั้นให้ลุกคืบต่อไปด้วยการโน้มน้าวประชาชนคนไทยทั้งชาติให้ร่วมกันออกแบบประเทศไทยใหม่ ปฏิรูปกันตั้งแต่ฐานราก กระจายรายได้ ขยายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมอุดมปัญญา อย่าให้ชาวบ้านตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองได้อีก

ปัญหาคือ “ประชาชนไม่รู้ การศึกษาน้อย ไม่เป็นตัวของตัวเองนั้นหลอกง่าย ปกครองง่าย” ได้ประโยชน์ทั้งพ่อค้า ปัญญาชนคนเมือง คนกรุง อำนาจรัฐ และนักการเมือง แล้วใครล่ะจะอยากพัฒนาชนบท ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ ภูมิปัญญาของชาวบ้านให้รู้เท่าทันกลโกงของตนเอง

จุดอ่อน เปราะบาง และความลับ

พริ้วไหว ไม่อาจคาดเดา คือ ศิลปะระดับเทพ ! พัฒนาตนเองไปให้ถึงขีดขั้นที่เรียกว่าไร้รูป ไร้เสียง แล้วชะตากรรม ความเป็นตายของฝ่ายตรงข้ามจะตกอยู่ในเงื้อมมือของเราดั่งลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

กองทัพเกรียงไกรไร้ผู้ต่อต้านด้วยสามารถบั่นทอนทำลายให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอ โจมตีที่จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม แล้วถอยทัพอย่างรวดเร็ว กองทัพจึงปลอดภัย ไม่ถูกตามตีตลบหลัง

หากประสงค์จะรุกรบ พึงโจมตีไปที่จุดสำคัญที่ศัตรูมิอาจละเลยเพิกเฉยละทิ้งได้ ดังนั้น ศัตรูแม้จะตั้งมั่นอยู่ในปัอมค่าย หลังปราการอันแน่นหนาสักเพียงใด ก็ไม่อาจทนนิ่งเฉยสงบอยู่ในที่ตั้งได้

หากเราไม่ประสงค์จะรุกรบ เพียงขีดเส้นบนผืนดินขึ้นมาเส้นหนึ่ง ศัตรูก็มิพึงปรารถนาจะล่วงละเมิดเดินข้ามมา นั่นเพราะเขากำลังสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับเหยื่อล่อที่เราโยนไปให้เขาฮุบกินเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปยังจุดอื่นแทนนั่นเอง

ฝ่ายเรารวมเป็นหนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามแตก แยก ถูกตัดขาดออกจากกัน ไม่อาจหนุนช่วยซึ่งกันได้ แม้มีไพร่พลมากก็เหมือนมีน้อยเพราะขาดแยกจากกัน ไม่อาจช่วยเหลือซึ่งกันได้

นี่คือวิธีการใช้ไพร่พลที่น้อยกว่าจู่โจมเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีไพร่พลมากกว่า

จุดแข็งของไอ้เหลี่ยม

ความนิยมของไอ้เหลี่ยมขึ้นกับเหตุปัจจัย ๒ ประการ คือ นโยบายประชานิยมที่โดนใจคนยากคนจน กับกลไกรัฐที่มีนักการเมืองในพื้นที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง หนุนเสริมด้วยฝ่ายปกครอง : ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่สามารถครอบงำความคิดของชาวบ้านได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผ่านเสียงตามสายประจำหมู่บ้าน รายการวิทยุ “ผู้ว่าฯพบประชาชน” การทำประชาคมหมู่บ้าน

อำนาจราชศักดิ์ ลาภยศสรรเสริญ “สู้แล้วรวย” คือแม่เหล็กทรงพลังที่สามารถดึงดูดผู้คนให้มาร่วมงานกับไอ้เหลี่ยม เป็นจุดแข็งที่ไอ้เหลี่ยมใช้จูงใจข้าราชการ แกนนำมวลชน และสยบความวุ่นวาย แตกแยกภายในหมู่เหล่าได้เป็นอย่างดี อยากมีเงิน อยากมีอำนาจ สู้แล้วรวยต้องมาช่วยไอ้หน้าเหลี่ยม จะเปลี่ยนใจแกนนำแดงตำรวจอัยการดีเอสไอจึงเป็นเรื่องฝันเฟื่องเกินจริงไม่มีทางทำได้

จุดอ่อนของไอ้เหลี่ยม

โพสต์ของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลน่าจะสะท้อนภาพความผิดหวังที่เกิดจากกฎหมายเหมาเข่ง-สุดซอยได้เป็นอย่างดี กลุ่มอุดมการณ์ที่หวังยืมมือไอ้เหลี่ยมล้มเจ้านั้นผิดหวังเป็นอย่างมากกับการนิรโทษเหมาเข่ง และการยกเว้นคดี ๑๑๒ ประชาธิปไตยก็เป็นเพียงแค่คำแอบอ้างเพื่อดึงปัญญาชนเข้าร่วมกับขบวนการเสื้อแดงเท่านั้นเอง แต่ก็ต้องเข้าใจเอาไว้ด้วยว่าปลายทางของการล้มเจ้านั้นก็ยังเป็นไปได้หลายทาง : ราชาธิปไตย ประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยประชาชน(สังคมนิยม/คอมมิวนิสต์)

image

จุดเปราะบางของไอ้เหลี่ยม
แก้ปัญหาแบบเหลี่ยมๆ
แก้ปัญหาแบบเหลี่ยมๆ

จุดเปราะบางของไอ้เหลี่ยมมี ๒ ประการ คือ

๑. คำนึงถึงชัยชนะ ไม่สนใจวิธีการ ความถูกต้อง เหมาะสม ดีงามนั้นนำมาซึ่งชัยชนะในปัจจุบันได้ก็จริง  แต่ในระยะยาวแล้วย่อมนำมาซึ่งความล่มสลายของระบอบร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม

๒. การรักษาอำนาจที่มีอยู่ในมือไว้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจนั้นเป็นไปได้ยาก สิ่งที่ค้ำจุณรัฐบาลอยู่ในขณะนี้นั้นมีแต่ความลวง ความว่างเปล่า ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเข้าถึงประชาชนคนยากจนได้เมื่อไหร่ก็จบ จำนำสินค้าเกษตรราคาสูงไปไม่รอดเมื่อไหร่ก็จบ รัฐบาลผิดนัดชำระหนี้เมื่อไหร่ก็จบ

เลี่ยงแข็งตีอ่อน
ท่าทีแดงกลุ่มย่อยต่อกฎหมายสุดซอย เหมาเข่ง
ท่าทีแดงกลุ่มย่อยต่อกฎหมายสุดซอย เหมาเข่ง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา ข้าวยากหมากแพงแต่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ตลาดแรงงานตึงตัว นโยบายประชานิยมยังได้รับความนิยมอย่างสูงนี้ การโจมตีนโยบาย ๒ สูงของรัฐบาล “ค่าแรงสูง สินค้าเกษตรสูง” นั้นไม่ได้ผลแน่นอน ไม่มีทางขยายแนวร่วม ดึงมวลชนให้กลับใจ เปลี่ยนทิศมาร่วมต้านไอ้เหลี่ยมได้แน่ แต่ก็ใช่ว่าให้นิ่งเฉยหรือด่าเขาสาดเสียเทเสีย อย่างน้อยก็ควรเปิดโอกาส เปิดพื้นที่ได้เขาได้ถอนตัวออกมาแล้วสงบนิ่ง ตั้งสติ คิดนึกทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมาว่าแท้จริงเป็นอะไร ค่อยๆเปิดใจเขา ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเขาไปว่าแท้จริงแล้วอะไรมันเป็นอะไร ชุดข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่เป็นชุดข้อมูลจริง ไม่บิดเบือนนั้นเป็นอย่างไร สงบสติอารมณ์สักพัก คิดนึกทบทวนดูแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะนิ่งเฉยต่อไป หรือจะตั้งกลุ่มใหม่เป็นไทยช้ำ และจะขยับขับเคลื่อน แสดงออกอย่างไร

สิ่งที่สามารถทำได้ในทันที ไม่ต้องรอ คือ …

๑. “ขยายฐานมวลชน เพิ่มแนวร่วมจากกลุ่มคนที่นิ่งเฉยและเห็นต่าง” รัฐธรรมนูญปี ๕๐ รับรองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธของประชาชน รัฐบาลมีหน้าที่ต้องรับฟัง นำมาพิจารณาว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ แล้วรัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนได้อย่างไร หากรัฐบาลเห็นว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม รัฐบาลก็ต้องเกลี้ยกล่อม ชี้แจง ทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมได้เพื่อให้ผู้ชุมนุมเข้าใจและยอมยุติการชุมนุม

หากรัฐตำรวจงัดวิชามารขึ้นมาใช้จริงตามที่ถูกผู้ชุมนุมกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการโรยหมามุ่ยใส่ผู้ชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์ ยิงปืนขู่ม็อบสวนยางแล้วตามมาด้วยการยิงถล่มบ้านแกนนำม็อบสวนยาง ฯลฯ เป็นการกระทำที่โง่มาก นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้แล้ว ยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีกเพราะทำให้เกิดความโกรธเกลียดเคียดแค้นในหมู่ผู้ชุมนุมอีกด้วย

หากญาติพี่น้องของผู้ชุมนุมโกรธแค้นขึ้นมา สถานการณ์ก็มีแต่จะลุกลามบานปลาย ทำให้การชุมนุมขยายตัวออกไปในวงกว้างสู่แวดวงอื่นๆได้เพราะนักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่ไปร่วมม็อบอุรุพงษ์ สามเสน หรือชาวสวนยาง ชาวนา ชาวไร่ข้าวโพด ไร่มัน สวนปาล์ม ฯลฯ ย่อมมีญาติพี่น้องกระจายไปทั่วประเทศ หากญาติพี่น้องเขารู้ว่ารัฐตำรวจทำอะไรกับพี่น้องเขาๆจะไม่ลุกฮือขึ้นมาล้มรัฐบาลกันหรือ มันก็เหมือนกันเหตุการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั่นแหละ วีรบุรุษทหารไทยมาจากทุกถิ่น ทั่วไทย ถ้าปล่อยให้รัฐตำรวจทำแบบนี้ ไม่ช้าไม่นานคงได้เห็นนามสกุลคนเจ็บ คนตายเป็นญาติพี่น้องเราๆจะยอมได้หรือ อย่าทนนิ่งเฉยจนเหตุเศร้าสลดเกิดขึ้นก่อนเลย ชีวิตคนตายไม่อาจฟื้นกลับคืนมา แขนขา อวัยวะที่เสียไปก็เช่นกัน

๒. “หนามยอกเอาหนามบ่ง” สามเกลอแบ่งแยกคนไทยเป็นไพร่-อำมาตย์ นิรโทษยกเข่งทำให้คนเสื้อแดงแตกแยกเป็นยอม/ไม่ยอม หากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลสามารถนำมาขยายแผลให้คนเสื้อแดงแตกแยกกับแกนนำได้ด้วยประเด็น “สู้แล้วรวย” แล้ว คนเสื้อแดงก็แทบแตกเป็นเสี่ยง

ประชานิยมชาติล่มจมนั้นไอ้เหลี่ยมล้มแน่นอน แต่หากต้องการล้มไอ้เหลี่ยมก่อนชาติล่มจมก็ต้องแบ่งแยกแกนนำออกจากมวลชน แล้วโน้มน้าวมวลชนที่อกหักผิดหวังมาเติมกำลังจึงจะพลิกสถานการณ์จากแพ้พ่ายเป็นชัยชนะ ล้มไอ้เหลี่ยมได้สำเร็จ แยกแกนนำ “สู้แล้วรวย” ออกจากมวลชน เชื่อมโยงปัญหาความผิดพลาดล้มเหลวของรัฐบาลว่าทำให้ประชาชนจมกองหนี้ได้อย่างไร จะแก้ปัญหาทั้งแผ่นดินเพราะปตท. จำนำล่มสลาย รายได้ลดรายจ่ายเพิ่มได้อย่างไร

จุดแข็งของปัญญาชนสยาม

จุดแข็งของปัญญาชนคือความถูกต้องชอบธรรม แค่เปลี่ยนจากการปากหมาด่าแหลก มุ่งสร้างศัตรูเพราะมั่นใจในฐานกำลังว่าคนกรุง คนเมืองล้มรัฐบาลมาแล้วหลายรัฐบาล ชาวบ้านตั้งรัฐบาล ชาวกรุงล้มรัฐบาล การเมืองไทยเป็นเช่นนี้มาตลอด แต่ทุกวันนี้การเมืองไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว ชาวบ้านไม่ได้นิ่งเฉยดูดายอีกต่อไป ชาวกรุงจึงต้องรู้จักเปลี่ยนแปลง รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เลิกหวงวิชา สร้างภูมิปัญญาให้ชาวบ้าน จริงใจ แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันให้เกิดขึ้นก่อน เมื่อศรัทธาเกิด บารมีก็จะตามมา จึงจะสามารถโน้มน้าวอีกฝ่ายให้หันมาร่วมมือได้ หรืออย่างน้อยไม่ช่วยก็ไม่ขวาง ท่าทีที่เปลี่ยนไปของหน้ากากขาวทำให้ประเทศไทยมีความหวัง หยุดด่า หันมาแสวงความร่วมมือจากทุกคนทุกฝ่าย เก็บความเจ็บแค้นไว้เบื้องหลัง คำนึงผล ณ ปัจจุบันและอนาคตเบื้องหน้าเป็นสำคัญ

จุดอ่อนของปัญญาชน
ปรับโครงสร้างภาษีเอื้อคนรวย
ปรับโครงสร้างภาษีเอื้อคนรวย

ปัญญาชนสยามยุค ๑๔ ตุลากับปัญญาสยามยุคปัจจุบันนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภาพพจน์ต่างกันแบบขาวกับดำ ยุค ๑๔ ตุลาปัญญาชนเป็นลูกตาสีตาสา ชาวไร่ชาวนา ต่อสู้เพื่อมวลชน ให้เกียรติกรรมกร แรงงาน “สหาย” คือทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ปัญญาชนสยามยุคแสวงกำไรสูงสุดนั้นมองตนเป็นผู้สูงส่ง ยึดตนเองเป็นที่ตั้ง ตนเองคือความถูกต้อง กรรมกร แรงงานเป็นควาย เป็นตัวโง่งม จึงจุดกระแสไม่ติดแล้วก็มาโทษว่าคนอื่นเขาเป็นพวกไทยเฉยที่จะพาชาติฉิบหาย ก็อย่างที่บอกไปแล้วหลายครั้งนั่นแหละว่าศรีทนได้น่ะมีไม่กี่คนหรอก ที่เขาลุกขึ้นมาสู้เรียกร้องก็มีอยู่มากมาย แต่ที่เขาสู้ เขาเรียกร้องไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ใช่การโค่นล้มระบอบทักษิณ แต่เขาลุกขึ้นมาสู้ เรียกร้องสิทธิทำกิน ปัญหาพืชผลทางการเกษตร ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่ปัญญาชนสยามยุคนี้ไม่สนใจ ใส่ใจ เพราะเป็นคนแล้งน้ำใจ คิดช่วยเหลือชาวบ้านมันไม่รวย เสียเวลา ส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านเขายังนิ่งเฉยก็เพราะสิ่งที่คนกรุง คนเมือง ชนชั้นกลาง ปัญญาชนออกมาเรียกร้องนั้นมันเป็นผลประโยชน์ของคนกรุง คนเมือง ชนชั้นกลาง ปัญญาชน แต่สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของชาวบ้าน ปัญหาของชาวบ้านยังไม่มีใครเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือ ยังไม่มีใครหยิบยื่นผลประโยชน์ให้เขาว่าถ้าเลิกจำนำหมื่นห้าแล้ว ประกันราคาจะให้เขามีรายได้เพียงพอยังชีพหรือเปล่า จะมีใครเข้ามาช่วยเขาลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต จะมีใครพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการให้กับชาวไร่ ชาวนา ; เลิกหนุนค่าแรง ๓๐๐ บาทแล้วจะทำให้เขามีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย “มีเงินออม” ได้อย่างไร ฯลฯ นี่คืออนาคตที่ไอ้เหลี่ยมหยิบยื่น นำเสนอ และทำให้ชาวบ้านมาโดยตลอด นำมาซึ่งเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น ผลงานเป็นรูปธรรม ขณะที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสมากพอจึงไม่มีผลงานที่เข้าตาชาวบ้าน จะให้เขาเปลี่ยนใจไปสนับสนุนคุณได้อย่างไร

เพื่อมวลชน-จิ้น กรรมาชน
เพื่อมวลชน-จิ้น กรรมาชน

“พัฒนาชนบท ลดความเหลื่อมล้ำ เสริมภูมิปัญญา สร้างภูมิคุ้มกันให้ชาวบ้าน” นี่คือสิ่งที่ไม่มีใครคิดจะทำ เพราะถ้าชาวบ้านฉลาด เป็นตัวของตัวเอง คิดเองได้ มีวิจารณญานที่ดีพอก็หลอกแดกชาวบ้านจนร่ำรวยไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าฯก็หลอกลวงชาวบ้านผ่านเสียงตามสาย ประชาคมหมู่บ้านเพื่อรักษาอำนาจ สร้างผลงาน ตักตวงกอบโกยแสวงผลประโยชน์จากความไม่รู้ของชาวบ้านไม่ได้อีก ใครจะยอมตัดทางหากินของตัวเองกันเล่า

อยากให้ชาวบ้านเปลี่ยนใจก็ต้องเข้าไปบอก เข้าไปชี้แจงให้เขาฟังว่าไอ้เหลี่ยมมันเลว มันร้ายอย่างไร ถ้ายังสนับสนุนต่อไปอนาคตลูกหลานจะเป็นอย่างไร มีใครทำหรือยัง

อยากให้ชาวบ้านช่วยเหลือก็คิด ก็นำเสนออนาคตที่สดใสให้ชาวบ้านสิ ว่าพวกคุณมีแผนการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา แรงงาน คนหาเช้ากินค่ำอย่างไร มันดีกว่า ยั่งยืนกว่านโยบายหลอกแดกของไอ้เหลี่ยมตรงไหนบ้าง มีใครคิด มีใครทำหรือยังล่ะ เห็นมีแต่คนด่าไอ้โง่ ไอ้ควาย ไทยเฉย ไม่เห็นมีใครทำงานมวลชน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” กันสักคน ไหนว่ารักในหลวงกันล่ะ คนไทยทะเลาะกัน เหยียบย่ำซ้ำเติมกันเองเนี่ย พ่อดีใจหรือ ตะโกนด่ากันไปมาแก้ปัญหาได้หรือ

สารพัดปัญหารากหญ้าไทย
สารพัดปัญหารากหญ้าไทย

หากม็อบสมาร์ทโฟนโดดๆได้รับชัยชนะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ความแตกแยกระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งขยายตัวเพราะคนกรุง คนเมืองดูหมิ่นเหยียดหยามแรงงาน คนจน คนชนบท “ฐานเสียงสำคัญผู้ให้การสนับสนุน ค้ำจุณระบอบเหลี่ยมๆ” ปัญหาของประเทศจึงยังไม่จบ รอเวลาระเบิดรอบใหม่หลังการเลือกตั้งเมื่อหุ่นเชิดของไอ้เหลี่ยมได้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

ปัญญาชน คนกรุง คนเมือง ชนชั้นกลางยุคปัจจุบันหากิน ร่ำรวยมาจากการแสวงกำไร ความรู้ไม่เท่าทันของคนยากคนจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเมือง การศึกษาคือขุมทรัพย์สร้างความมั่งคั่งให้กับปัญญาชน เมื่อชัยชนะตกอยู่ในมือปัญญาชน คนพวกนี้ก็จะทำแค่แก้ปัญหาการคอรัปชั่น ให้รัฐใช้จ่ายเงินภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เดินหน้าพัฒนาเมือง พัฒนากรุง ขยายความเหลื่อมล้ำกันต่อไป องค์กรอิสระได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐได้ดีขึ้น ตรวจสอบการทำงานของกลไกรัฐได้ดีขึ้นเท่านั้น หัวเมือง ชนบทยังคงถูกละเลยมองข้ามต่อไปเพราะปัญญาชนสยามยุคปัจจุบันดูหมิ่นเหยียดหยามคนจน ชาวบ้านว่าโง่ ว่าควาย ฝันไปเถอะว่าคนพวกนี้จะลงมาช่วยเหลือชาวบ้านให้ลืมตาอ้าปากได้ ลดความเหลื่อมล้ำให้น้อยลง

ดูง่ายๆแค่ท่าทีของภาคเอกชน คนร้อยละ ๑ หรือร้อยละ ๑๐ ของประเทศไทยก็แล้วแต่ พวกนี้ต่อต้านคอรัปชั่นเพราะคอรัปชั่นทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น นักการเมืองทุกวันนี้เรียกร้องสินบนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ต้องจ่ายกันไม่เกินร้อยละ ๑๐ เดี๋ยวนี้ต้องจ่ายมากกว่าร้อยละ ๓๐ แต่ไม่ต่อต้านการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ ๓๐ เหลือร้อยละ ๒๐ ลดภาษีคนรวยจากโครงสร้างภาษีใหม่ที่คนรวยจ่ายภาษีน้อยลง แต่รีดภาษีคนจนมากขึ้นจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนการลงทุน ๒ ล้านล้านบาทเพราะหมายถึงธนาคารได้พอร์ตสินเชื่อขนาดใหญ่ สร้างกำไรมหาศาลให้กับธนาคาร นำมาซึ่งโบนัสก้อนโตให้กับผู้บริหาร

หรืออย่างทีดีอาร์ไอที่หนุนเต็มที่กับรถไฟฟ้า ๑๐ สาย ทั้งๆรู้ว่ายิ่งพัฒนากรุงเทพคนต่างจังหวัดยิ่งไหลเข้ากรุง ปัญหายิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่สิ่งที่ควรจะเป็นคือการสนับสนุนรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ ยกเครื่องรถไฟไทย พัฒนาจังหวัดต่างๆอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ให้คนไทยรักถิ่นฐานบ้านเกิด เรียนในจังหวัดบ้านเกิด จบมาก็ทำงานที่บ้านเกิด ความเหลื่อมล้ำจึงจะลดลง สังคมไทยกลับสู่สมดุลย์ ปัญหาสังคมลดลง ครอบครัวอบอุ่น

ดังนั้นปัญญาชนสยามยุคปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา ประชาชน ชาวบ้านไม่ได้ให้ความเคารพนับถือเฉกเช่นที่ปัญญาชนสยามยุค ๑๔ ตุลาเคยเป็น และยังเป็นอยู่ ทุกวันนี้ชื่อเสียงของคนเดือนตุลาก็ยังขายได้ ยังนำมาใช้ทำมาหากินได้อยู่

ปิดจุดอ่อน เปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร

สิ่งที่ขาดหายไปคือกลุ่มที่เสนอเป้าหมายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การใช้กลไกรัฐเป็นเครื่องมือมอมเมาชาวบ้านให้หลงเชื่อ “ส่งเสริมการศึกษา ทำชนบทให้เข้มแข็ง” : กระจายรายได้ ขยายโอกาส ช่วยเกษตร แรงงานให้ลืมตาอ้าปากได้ ต่อต้านการพัฒนาแบบรวยกระจุกจนกระจาย การต่อสู้เรียกร้อง เคลื่อนไหวเพื่อพี่น้องประชาชน คนทั้งประเทศ ต่อสู้เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน คนต่างอำเภอ ต่างจังหวัด คนทำมาหาเช้ากินค่ำ เกษตรกรที่เผชิญปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำสวนทางต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปัญหาค่าครองชีพที่ขึ้นค่าแรงเท่าไหร่ ค่าอยู่ค่ากินก็แซงหน้าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นทุกครั้ง ประกันราคาให้กำไรร้อยละ ๔๐ เจอหักค่าความชื้นเข้าไปก็แทบไม่เหลือ ผิดกับจำนำข้าวราคาสูงเว่อร์ที่หักค่าความชื้นแล้วก็มีเงินเหลือ แต่ถ้าจำนำข้าวราคาเป็นธรรมเมื่อไหร่ก็ตัวใครตัวมัน นี่คือปัญหาที่แม้แต่ไอ้เหลี่ยมก็แก้ไม่ตก ๒ สูงของเจ้าสัวซีพีก็มีแค่ราคาคุย ค่าแรงวันละ ๕๐๐ เจ้าสัวกล้าจ่ายให้ลูกน้องมั๊ย สินค้าเกษตรราคาสูง เจ้าสัวกล้าจ่ายให้เกษตรกรที่ทำสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตรกับเจ้าสัวหรือเปล่า แต่สินค้าเกษตรที่เจ้าสัวขายน่ะราคาลิบลิ่วทั้งนั้น หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาข้าวผัดวิญญานปูรอคุณอยู่

ถ้าปัญญาชน คนเมือง คนกรุงช่วยพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ติดอาวุธทางปัญญาให้ชาวบ้าน ช่วยให้ชาวบ้านมีสติรู้ตัว มีปัญญารู้คิด มีวิจารณญานไตร่ตรองเรื่องราวต้างๆได้เอง

… กำนัน ส.จ. ส.ส. นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่มาบอกชาวบ้านว่ามีรถไฟความเร็วสูงแล้วบ้านเมืองจะเจริญรุดหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ต้องลดการอุดหนุนราคาก๊าซเพื่อให้ราคาก๊าซสะท้อนภาพความจริง ก๊าซแพงชาวบ้านจะได้ประหยัด หรือรัฐจำเป็นต้องสร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่บริเวณนี้แล้วไม่งั้นประเทศไทยจะไม่มีไฟฟ้าใช้ ฯลฯ ชาวบ้านอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อท่านก็ได้

… พ่อค้าในตัวอำเภอ/จังหวัดมาบอกให้ชาวบ้านซื้อเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้บัตรเดบิตพ่วงประกัน ฯลฯ อ้างสรรพคุณว่ามันดีกว่าอย่างงั้นอย่างงี้ ชาวบ้านอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อท่านก็ได้

… นักวิชาการบอกต้องทุ่มงบประมาณรัฐมาแก้ปัญหาให้ชาวกรุง ต้องอุ้มขสมก. ต้องทำรถไฟฟ้า ๑๐ สายในกรุงเทพ ฯลฯ ชาวบ้านอาจจะยอมหรือไม่ยอมก็ได้ ชาวบ้านอาจจะสวนกลับว่ากระจายงบมาต่างจังหวัดสิ คนต่างจังหวัดจะได้ไม่หลั่งไหลเข้ากรุง ไม่ต้องสร้างรถไฟฟ้า ไม่ต้องอุดหนุนขสมก. ฯลฯ

เอ่อ… ชาวบ้านฉลาดไม่น่าจะใช่ข่าวดีของคนเมือง คนกรุงเลยนะ คงเพราะสาเหตุนี้กระมัง ปัญญาชน คนเมือง คนกรุงจึงไม่สนใจใยดี ไม่เหลียวแล ไม่ช่วยเหลือคนต่างจังหวัด คนชนบท เหยียบย่ำซ้ำเติมว่ามันโง่ หลอกใช้มันเป็นวัวเป็นควาย ทำนาบนหลังคนแบบนี้แหละดีแล้ว อย่างงั้นปะ

แต่ … เงินกำลังจะหมุนไปๆ นโยบายเศรษฐกิจแบบ dual track ของไอ้เหลี่ยมก็แสดงให้เห็นกันแล้วมิใช่หรือว่าการกระจายความเจริญนั้นยังประโยชน์ไดัมากกว่า

พัฒนาเมือง พัฒนากรุง ก็มีแต่คนเมือง คนกรุงที่สุขภาพ มีเงินเหลือกิน เหลือเก็บ พาครอบครัวไปเที่ยวได้

แต่ถ้าเราทำให้เกษตรกร แรงงาน วิชาชีพอิสระ ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น เขาก็มีเงินมาซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ซื้อหน่วยลงทุนสารพัดที่ท่านประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา มีเงินพาครอบครัวเข้าตัวจังหวัดมาเดินเล่นห้าง ซื้ออาหารดีๆ แพงๆกิน ลูกๆปิดเทอมก็มีเงินพาครอบครัวไปเที่ยวทั่วไทย มีเงินซื้อไอแพด ทีวี มีเงินผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ซื้อที่ดิน ฯลฯ

คิดเอา เลือกเอาแล้วกันปัญญาชนสยาม ท่านต้องการเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นแบบไหน

หากต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศไทยก็ต้องร่วมด้วยช่วยกัน สนับสนุน ช่วยเหลือชาวบ้าน คนส่วนใหญ่ของประเทศรวมตัวกันให้ติด นัดตัวแทนชาวบ้านมาคุยกันว่างบประมาณแผ่นดินราวๆร้อยละ ๑๐ – ๒๐ ที่รัฐใช้อุ้มภาคเกษตร แรงงาน ค่าครองชีพ ฯลฯ นั้นจะจัดสรรอย่างไรทุกคนจึงจะอยู่ได้ ลืมตาอ้าปากได้ จะจัดสรรเป็นงบวิจัย พัฒนา สร้างอาชีพสักเท่าไหร่พี่น้องเกษตรกร แรงงานจึงจะพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต รัฐไม่ต้องอุ้มอีก ฯลฯ

ให้ชาวบ้านเป็นแกนนำในการต่อสู้แบบที่กำลังเกิดขึ้นกับม็อบชาวสวนยางที่ภาคใต้ มีปัญญาชนเป็นหน่วยสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ เมื่อประชาชนได้รับชัยชนะจึงจะตามมาด้วยการปฏิรูปประเทศที่ฐานราก เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ลดน้อยลงไป สร้างภูมิปัญญาให้ชาวบ้านรู้เท่าทันคนเมือง คนกรุง รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมนักการเมือง ยกระดับจากชาวไร่ ชาวนาเป็นผู้ประกอบการฟาร์มเกษตร นั่นแหละคนจนจึงจะลืมตาอ้าปากได้ ค่าแรงไม่ขึ้นก็มีเงินเหลือเก็บเพราะมีรายได้มากกกว่าค่าใช้จ่าย

สมรภูมิรบพึงปกปิดไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้

สมรภูมิที่จะใช้รบพุ่งประจันบานกันนั้นพึงปกปิดไว้ อย่าให้ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่ล่วงรู้พื้นที่ๆจะถูกโจมตีย่อมไม่อาจจัดทัพ ปรับกำลังและยุทธวิธีที่เหมาะสม สอดคล้องกับพื้นที่และช่วงเวลาที่จะถูกโจมตีได้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ว่าจะต้องรบพุ่งกันที่ไหน เวลาใดย่อมต้องระแวดระวังภัยไปเสียทุกจุด เมื่อต้องระวังทุกจุดก็ต้องกระจายไพร่พลไปรักษาจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ทุกแห่ง ดังนั้นสมรภูมิที่เราหมายตาไว้จึงมีไพร่พลเบาบาง พร่องลงไป

หากฝ่ายตรงข้ามเสริมกำลังไปช่วยหน่วยรถศึก ทัพหลังก็จะอ่อนลง ; หากฝ่ายตรงข้ามเสริมกำลังป้องกันทัพหลัง หน่วยรถศึกก็จะอ่อนกำลังลง ; หากฝ่ายตรงข้ามเสริมกำลังให้กับปีกซ้าย ปีกขวาก็จะอ่อนกำลังลง ; หากฝ่ายตรงข้ามเสริมกำลังให้กับปีกขวา ปีกซ้ายก็จะอ่อนกำลังลง ; หากฝ่ายตรงข้ามเสริมกำลังไปทุกจุด ก็จะไม่มีจุดไหนเลยที่แข็งแกร่ง ทุกจุดกลับกลายอ่อนแอ เปราะบาง

ไพร่พลแม้มากมายกลับกลายอ่อนแอเนื่องจากพะวักพะวงไปกับการตระเตรียมเสริมกำลังไปยังทุกจุด เพราะรู้สึกว่าทุกจุดล้วนล่อแหลม สุ่มเสี่ยงที่จะถูกโจมตีไปเสียทั้งหมด ดั้งนั้นแม้เราจะมีกำลังน้อยกว่าก็สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีไพร่พลมากกว่าได้ด้วยการทำให้ฝ่ายตรงข้ามพะวักพะวง ต้องจัดวางกำลังกระจัดกระจาย เพื่อเฝ้าระวังไปเสียทุกจุด

สถานที่และช่วงเวลาที่จะบุกจู่โจม เราพึงกำหนด จึงสามารถแปรเปลี่ยนเส้นทางจากไกลให้กลายเป็นใกล้ ไม่อ่อนล้าให้กับไพร่พลของเราได้ เปลี่ยนเส้นทางของฝ่ายตรงข้ามที่ใกล้แค่คืบให้ดูห่างไกลเพราะไม่รู้ชะตาอนาคตว่าจะถูกบุกโจมตีที่ไหน เมื่อไหร่ จึงหวาดระแวง ระวังภัยตลอดเวลาจนอ่อนล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ ง่ายต่อการถูกพิชิต

หากฝ่ายใดตกอยู่ภายใต้สภาพไม่รู้เวลาที่จะรุกรบ ไม่รู้สถานที่ๆจะถูกโจมตีแล้วไซร้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องรบรันพันตูกัน ปีกซ้ายก็ไม่อาจแปรขบวนมาช่วยปีกขวาได้ทันกาล ปีกขวาก็ไม่อาจแปรขบวนไปช่วยปีกซ้ายได้ทันกาล รถศึกไม่อาจหันกลับมาช่วยทัพหลัง ส่วนทัพหลังก็ไม่อาจขึ้นหน้าไปช่วยหน่วยรถศึกได้ นับประสาอะไรกับกองทัพที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยลี้ เพราะแม้หน่วยรบที่ตั้งห่างกันแค่ไม่กี่ลี้ยังถูกตัดขาดไม่อาจช่วยเหลือกันได้เลย

ดังนั้นแม้แต่แคว้นเยว่ที่มีทหารเยอะแยะมากมายมหาศาลก็อาจพ่ายแพ้ได้ ข้าล่วงรู้ว่าจะพิชิตแคว้นเยว่ได้อย่างไร

แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมีทหารที่กล้าแข็งมากมายเพียงใด เราก็สามารถปกป้องแว่นแคว้นจากการถูกแคว้นใหญ่โจมตีได้ด้วยการข่าว สืบให้รู้ว่าเขามีแผนการอย่างไร แล้วเราจะพลิกสถานการณ์ เอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไร

จำนวนข้าราชการไทย
จำนวนข้าราชการไทย

อำนาจรัฐ “ตำรวจ” เป็นกลไกหลักที่ไอ้เหลี่ยมใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจ ข้อมูลจาก http://www.slideshare.net/OnionHead/ss-7872294 ระบุว่าตำรวจไทยมีราวๆ ๒ แสนนาย ถ้าชาวบ้านที่เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าด้วยสารพัดปัญหาพากันออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้อง แก๊สแพง ข้าว/มัน/ข้าวโพด/ยางราคาตก หนี้สินท่วมหัว น้ำท่วมไม่ยอมลดสักที น้ำแล้งแย่งน้ำกัน ฯลฯ ทุกอำเภอ ทุกจังหวัดมีแต่ม็อบ มท.๑ จะสามารถระดมตำรวจมาดูแลม็อบหน้าสภา บ้านนายกฯ บ้านจันทร์ส่องหล้า บ้านเหวง-ตู่-เต้น-ก่อแก้ว-จ่าประสิทธิ์-อริสมันต์ “ผู้ทรยศหักหลังมวลชนคนเสื้อแดง” ได้สักกี่คน

หลากกลุ่ม หลายเวที แต่มีเป้าหมายร่วมกัน
หลากกลุ่ม หลายเวที แต่มีเป้าหมายร่วมกัน

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลแยกกันตี จัด ๓ เวที หากทำให้ตำรวจต้องกระจายกำลังออกเป็นหลายจุดเพื่อดูแลททั้งทำเนียบและม็อบ ยิ่งเสื้อแดงระดมพลมา ๒ จุด ค้านนิรโทษเหมาเข่งไปราชประสงค์ สนับสนุนรัฐบาลอย่างไม่มีเงื่อนไขไปเมืองทอง ตำรวจก็ต้องกระจายกำลังเป็น ๖ จุด กำลังพลก็ยิ่งเบาบางลงอีก

เสียดายอย่างเดียวที่ลิ่วล้อไอ้เหลี่ยมคิดเร็ว ทำเร็วไป ถ้าให้ศาลโลกตัดสินคดีพระวิหารก่อนแล้วจึงเกณฑ์มวลชนแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม อกหักไปราชประสงค์ ภักดีมาเมืองทอง กุนซือของทั้ง ๒ ฝ่ายก็จะสามารถเช็คยอดได้ว่าคนอกหักมีมากน้อยแค่ไหน มวลชนที่ยังเกณฑ์ได้ ซื้อได้ มีอยู่เท่าไหร่

 ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติรักษาแผ่นดินขู่ว่าจะนำมวลชนนมาชุมนุมที่บริเวณหน้าบ้านนายกรัฐมนตรีในซอยโยธินพัฒนา ๓

(ที่มา : โพสต์ทูเดย์ http://bit.ly/1daDCKa)

๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษาประสานงานเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.)กล่าวว่า รัฐบาลขาดความชอบธรรม ทันทีหลังจากที่ได้เสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จึงต้องประกาศโค่นล้มโดยยังไม่บอกยุทธวิธี แต่หากพ.ร.บ.ดังกล่าวบอกว่าการเผาเป็นเรื่องที่ทำได้ โดยไม่มีไม่ผิด ซึ่งหากมีความจำเป็นเช่นมีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุน ก็อาจจะพิจารณาที่จะใช้วิธีการนั้น

(ที่มา : โพสต์ทูเดย์ http://bit.ly/1dx4CDZ)

ถ้าไอ้เหลี่ยมเกณฑ์คนเข้ากรุงแตกอีกเป็นคำรบ ๒ ขณะที่กองทัพธรรมนำมวลชนไปกดดันหน้าบ้านนายกฯเรียกร้องให้นายกฯไม่รับคำตัดสินของศาลโลกที่ทำให้ไทยเสียดินแดนส่วนที่ถูกเขมรยึดครองอยู่อย่างเป็นทางการ อย่างที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้า กำลังตำรวจก็ต้องกระจายไปกำลังไปหน้าบ้านนายกฯอีก ๑ จุด แล้วถ้าไอ้เหลี่ยมสั่งเกณฑ์คนเข้ากรุงมาพิทักษ์รัฐบาลหุ่นเชิด กำลังตำรวจก็ต้องกระจายกำลังไปอีก ๑ จุดเพื่อเปิดทางอำนวยความสะดวกให้รถบัส รถตู้ และอารักขาคนเสื้อแดงไม่ว่าจะไปตั้งทัพกันอยู่ที่ไหนก็ตามแต่ ยิ่งเป็นผลดีกับฝ่ายต่อต้าน เข้าทางพวกปากหมาด่าแหลกที่นิยมรวยทางลัด หวังให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร

แยกกันตีจึงไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร เดินตามสูตรเซี่ยงอวี่-หลิวปังก็สำเร็จได้เช่นกัน ว่ากันให้ชัดว่ากลุ่มไหนมีเป้าหมาย วิธีการอย่างไร ประชาชนชอบแนวทางของใครก็ไปร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มนั้น

… ต่อต้านเผด็จการรัฐสภาก็ไปสามเสน ประชาธิปัตย์ชนะก็จะได้เห็นเงินกู้ ๒ ล้านล้านบาทที่มีเม็ดเงินกระจายไปในหลายโครงการ ไม่ใช่แค่รถไฟความเร็วสูงไปเชียงใหม่ โคราช

… ต่อต้านคอรัปชั่นก็ไปอุรุพงษ์ ช่วยน้องๆอาชีวะ แพทย์ชนบท หน้ากากวีต่อสู้ ชนะแล้วก็จะได้ขันน็อตองค์กรอิสระ กลไกภาครัฐให้ดีขึ้น

ลับ-ลวง-พราง กลเกมของนักการเมือง
แก้รธน. ม.๑๙๐ เปิดทางนักการเมืองปล้นประเทศ
แก้รธน. ม.๑๙๐ เปิดทางนักการเมืองปล้นประเทศ

ค้นหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม

ยั่วยุ หลอกล่อ เพื่อศึกษาปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้ามว่าตอบโต้ต่อสิ่งใดเป็นพิเศษ ละเลิกเพิกเฉยต่อสิ่งใด ปลุกเร้าให้ฝ่ายตรงข้ามเผยโฉมหน้าตัวตน ธาตุแท้ของตนเองออกมา แล้วคิดหาวิธีทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ย่อยยับจากตัวตน ความมีความเป็น ธาตุแท้ของฝ่ายตรงข้ามนั้นเอง

ประเมิน เปรียบเทียบ เรา-เขาด้วยความรอบคอบระมัดระวัง บนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รอบด้าน ด้วยจิตใจที่เป็นกลางจึงจะสามารถพิจารณาแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นจุดแข็งที่ฝ่ายตรงข้ามมีเหนือเรา ต้องหลีกเลี่ยง อะไรเป็นจุดอ่อน ช่องว่างของฝ่ายตรงข้ามที่เราสามารถโจมตี เล่นงานได้

ในการกำหนดวิธีการที่เราจะใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามนั้น พึงปกปิดตัวเราให้มิดชิด อย่าให้ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ อย่าให้อีกาคาบข่าว ล้วงความลับของเราไปบอกให้ฝ่ายตรงข้ามเตรียมการรับมือแผนการที่เราวางไว้ได้

ดังนั้นชัยชนะจึงสามารถสร้างได้ด้วยวิธีการที่ถูกกำหนดขึ้นจากสิ่งที่เป็นจุดแข็ง-จุดอ่อน พฤติกรรมอันซับซ้อนของฝ่ายตรงข้ามที่ดูเหมือนยากจะเข้าใจ

ผู้ใดก็ตามที่ล่วงรู้เทคนิควิธีการเหล่านี้ ย่อมสามารถนำพาตนเองไปสู่จุดที่จะเป็นผู้พิชิตได้ แต่ผู้ใดที่ไม่ล่วงรู้เทคนิควิธีการเหล่านี้ ผู้นั้นย่อมไม่สามารถพลิกแพลงเปลี่ยนแปลง สร้างสถานการณ์ที่จะนำพาตนเองไปสู่ชัยชนะได้

วิธีการที่ถูกนำมาใช้แล้วครั้งหนึ่ง ต้องไม่นำกลับมาใช้อีก จงพลิกแพลง เปลี่ยนแปลงเทคนิควิธีการให้หลากหลาย เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป อย่าให้ใครจับทิศ เดาทางได้โดยเด็ดขาด

จุดอ่อนของรัฐบาลคือไอ้เหลี่ยมนิยมความรุนแรง สมุนของไอ้เหลี่ยมก็นิยมความรุนแรง รัฐบาลใกล้ถังแตก แต่ไอ้เหลี่ยมหน้าด้าน หน้ามึนถึงขีดสุด ไม่ตายถือว่ายังไม่แพ้ ทั้งยังกะล่อนปลิ้นปล้อน พูดอย่างทำอย่าง ซึ่งขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับวิธีการที่จะรักษาอำนาจ ต่อลมหายใจของตัวเองเอาไว้ให้ได้ยาวนานที่สุด รัฐบาลไม่ได้ทำงานแก้ไขปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้น รัฐสภาไม่ฟังเสียงเรียกร้องของคนเห็นต่าง ตั้งตาตั้งตาทำงานรับใช้ไอ้เหลี่ยมแบบหน้าดำคร่ำเคร่ง จึงสุ่มเสี่ยงต่อความโกรธแค้นของคนเห็นต่างที่มีแต่จะขยายตัวมากขึ้น อารมณ์ที่คุกรุ่นรุนแรงมากขึ้น มวลชน ๒ กลุ่มและกลไกรัฐพิทักษ์หุ่นเชิดสุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากันได้ทุกเมื่อ หากหุ่นเชิดประกาศยุบสภา/ลาออกก่อนประชาชนจะลุกฮือล้มรัฐบาลเพราะรัฐถังแตก ประชานิยมล่มสลาย หลังการเลือกตั้ง อำนาจรัฐก็ยังคงอยู่ในมือไอ้เหลี่ยม แต่ความหน้าด้าน หน้ามึน หน้าทน สันดานดิบที่เป็นคนสุดซอย ไอ้เหลี่ยมจึงไม่ยอมง่ายๆ ต้องขอตักตวง กอบโกย แก้กฎหมายเพื่อปูทาง take over ประเทศไทยให้เรียบร้อยก่อน เรื่องง่ายๆจึงกลับกลายเป็นยาก กลายเป็นการชิงจังหวะกันระหว่างยุบสภาก่อนนองเลือด หรือหมดอำนาจ ลี้ภัยต่างประเทศเสียก่อน ไม่ทันได้ประกาศยุบสภา

เกณฑ์คนมาม็อบกับม็อบมาเอง
เกณฑ์คนมาม็อบกับม็อบมาเอง

ลื่นไหลดั่งสายน้ำ

จงเป็นดั่งเช่นสายน้ำ  : ยืดหยุ่น พลิกแพลง เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะการณ์ หลั่งไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ รวดเร็ว รุนแรง ทรงพลัง เปี่ยมพลานุภาพ กัดเซาะได้แม้กระทั่งหินผาอันแข็งแกร่ง หลีกเลี่ยงจุดแข็ง โจมตีไปที่จุดอ่อนดั่งน้ำเซาะตลิ่ง

น้ำย่อมแปรเปลี่ยนรูปทรงไปตามภาชนะที่ใส่น้ำไว้ เมื่อน้ำถูกเทออกจากภาชนะก็จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำกว่าเสมอ กองทัพที่พิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้านก็เช่นกัน ย่อมสามารถรุกรบพลิกแพลง เปลี่ยนแปลงได้หลากหลายรูปแบบ สุดแท้แต่ว่าเผชิญข้าศึกเช่นไร

น้ำแปรเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่บรรจุ สงครามก็เช่นกัน แต่ละสมรภูมิ ยุทธการ ย่อมมีเงื่อนไข สภาวะการณ์ที่ผิดแผกแตกต่างกัน

แม่ทัพผู้ปรีชา พิชิตแว่นแคว้นได้โดยไร้ผู้ต่อต้านย่อมสามารถปรับเปลี่ยนแผนการรบได้โดยไร้ขีดจำกัด ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลง พลิกแพลงไปตามจุดอ่อน-จุดแข็งของฝ่ายตรงข้าม เงื่อนไข สภาวะการณ์ เหตุปัจจัยแวดล้อม

ธาตุทั้ง ๕ คือน้ำ ไฟ ไม้ โลหะ และดิน ไม่มีธาตุใดยิ่งใหญ่กว่าใคร สะกดข่มกันไปมา (หลักมีอยู่ว่า “น้ำให้กำเนิดไม้ๆให้กำเนิดไฟๆให้กำเนิดดินๆให้กำเนิดโลหะ”) ฤดูกาลทั้ง ๔ หมุนเวียนไม่สิ้นสุด กลางวัน/กลางคืนมีสั้น/ยาว ดวงจันทร์มีขึ้น/ลง

ทำงานมวลชนต้องใช้ความจริงใจ ทำให้ประชาชนเชื่อถือ ไว้วางใจ การขับเคลื่อนมวลชนจึงต้องเปิดเผย จริงใจ ไม่จำเป็นต้องอุบไต๋ นัดรวมพลที่ไหนประกาศให้ชัด ระบุเส้นทางเคลื่อนทัพให้มวลชนเข้าร่วม สนับสนุน เติมพลได้ตลอดเส้นทาง สุดแท้แต่ความสะดวก ห้ามโป้ปดมดเท็จประชาชนโดยเด็ดขาด ไม่ต้องกลัวไอ้เหลี่ยมรู้ไต๋แก้ลำ มวลชนยิ่งมากไอ้เหลี่ยมยิ่งหวาดหวั่น สันดอนขุดง่าย สันดานขุดยาก ประวัติศาสตร์จึงซ้ำรอยเดิมอยู่เสมอ กลายเป็นชะตาชีวิตของคนแต่ละคนไป ไอ้เหลี่ยมเคยพังเพราะเหตุปัจจัยเช่นใดก็จะพังซ้ำรอยเดิมตามนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก ความผิดพลาดพลั้งเผลอที่ปรากฏขึ้นแต่ละครั้งก็คือการเผยไต๋ให้โลก ให้คนไทยได้รู้ตัวตนที่แท้จริงว่าคิดอะไรอยู่ ทำอะไรอยู่ แนวร่วมก็จะค่อยๆหนีหายไปเรื่อยๆเองแหละ “เปิดเผย จริงใจ ช่วยเหลือพึ่งพากัน” คือเงื่อนไขแห่งความสำเร็จ แสดงออกให้ประชาชน ชาวบ้านเห็นธาตุแท้ไอ้เหลี่ยม หายนะชาติที่รออยู่ เราจริงใจที่จะช่วยชาวบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์การบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ไมโครเครดิต ฯลฯ

ระบอบทักษิณทุกวันนี้เป็นแค่เศษซากอารยธรรมความรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีตเท่านั้น แค่เรารู้เหลี่ยมรู้มุม สะกิดทีเดียวก็พังครืนลงมาแล้ว เพราะเนื้อในนั้นไม่มีอะไร เน่าเละฟอนเฟะหมดแล้ว ประชาธิปไตยที่เอ่ยอ้างก็ไม่มีจริง ทำเพื่อพี่น้องประชาชนคนยากคนจนก็แค่คำลวงแอบอ้างใช้ประชานิยมแสวงผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้นเอง ประชาชนลืมตาตื่นจากภวังค์ รู้ตัว มีสติเมื่อไหร่ก็โดนกระทืบเมื่อนั้น เพียงแค่ว่าตอนนี้ยังไม่มีใครไปปลุกประชาชนให้ตื่นจากภวังค์เท่านั้นเอง มีแต่คนเหยียบย่ำ ทับถม ก่นด่าคนจน ชาวบ้าน ไม่มีใครลงไปให้ความรู้ ให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน

หลอก/จ้างคน(รัก)มาม็อบ
หลอก/จ้างคน(รัก)มาม็อบ

นิรโทษสุดซอย-เหมาเข่งนี่ ญาติคนเจ็บ คนตายคงได้หูตาสว่างกันแล้วกลุ่มหนึ่ง

รถไฟความเร็วสูงเป่าปรี๊ดเมื่อไหร่ ชุมชนรายทางที่ถูกเวรคืน ถูกกำแพงก่อกั้นตัดขาดชุมชนออกจากกันก็จะตื่นขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง

โครงการน้ำแก้น้ำท่วม-น้ำแล้งไม่ได้ ซ้ำร้ายท่วมหนักกว่าเดิม นานกว่าเดิม ชุมชนที่ถูกคันกั้นน้ำปิดล้อมก็จะตื่นขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง ชาวบ้านที่ถูกเวรคืนที่ดินทำกินสร้างอ่าง/เขื่อนก็จะตื่นขึ้นมาอีกเหมือนกัน

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ต้องแลกมาด้วยหายนะชาติ เพราะปัญญาชนเอาแต่ก่นด่า ไม่ให้ความรู้เขา และที่จะหายนะมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นจำนำข้าวนั่นแหละ ชาวนานับล้านคนจะลุกฮือล้มรัฐบาลก็คราวนั้น สู่จุดจบของระบอบทักษิณอย่างแท้จริง … มีแผ่นดินอยู่กันหรือไม่ก็สุดแท้แต่เวรกรรมที่ท่านทำไว้กับบ้านเมืองแล้วล่ะ

เหล็งฮู้ชงถามฮวงเช็งเอี้ยงว่าทำไมกระบวนท่าในเก้ากระบี่เดียวดายล้วนเป็นกระบวนท่ารุกโดยไม่ตั้งรับ ฮวงเช็งเอี้ยงตอบว่า “เกัากระบี่เดียวดายมีแต่รุกไม่มีถอย ทุกกระบวนท่าล้วนบุกจู่โจมๆใส่ตำแหน่งที่ศัตรูมิอาจไม่ต้านรับ ตนเองย่อมไม่ต้องตั้งรับแล้ว ผู้ที่บัญญัติเพลงกระบี่นี้คือต๊กโกวคิ้วป่าย ผู้อาวุโส ชื่อของท่านผู้เฒ่าเรียกว่าคิ้วป่าย(หาความพ่ายแพ้) ในชีวิตคิดแสวงหาความพ่ายแพ้แต่ไม่ได้มา เพลงกระบี่นี้เมื่อใช้ออก พิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้านไยต้องต่อต้าน หากมีคนสามารถคุกคามท่านผู้เฒ่าวกกระบี่กลับไปต้านรับ ท่านผู้เฒ่าย่อมเบิกบานใจมากแล้ว”

กระบี่เย้ยยุทธจักร เล่ม 1 หน้า 338, กิมย้ง-ประพันธ์ น.นพรัตน์-เรียบเรียง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s