Extreme Money 4 Money for Sale


Extreme Money

4 Money for Sale

จริงๆแล้วธุรกิจธนาคารนั้นเป็นธุรกิจที่เรียบง่ายมากๆ มี regulators คอยกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารว่าจะจ่ายให้ผู้ฝาก ผู้กู้ได้เท่าไหร่ กรอบวงเงินที่กู้ได้ควรเป็นอย่างไร ซึ่งเรียกกันว่า “the 3-6-3 rule” คือ ดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ ๓ ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๖ จากนั้นก็ออกไปตีกอล์ฟกันตอนบ่าย ๓ โมง

หลังเกิดวิกฤติตลาดหุ้นตกต่ำในปี ค.ศ. ๑๙๒๙ ที่ส่งผลให้ระบบธนาคารล่มสลายก็ได้มีการออกกฎหมายที่เรียกว่า “the Glass-Steagall Act of 1933” ขึ้นมาเพื่อแยก commercial banking กับ investment banking ออกจากกัน ป้องกันปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างธุรกิจรับฝาก-ถอน-ปล่อยกู้ กับธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน-การจัดการกองทุน-ซื้อขายหลักทรัพย์ แยกผู้ประเมินเครดิตกับผู้ใช้ประโยชน์จากเครดิตซึ่งยืนอยู่คนละฝั่งกันออกจากกัน อำนาจต้องถูกจำกัดและแยกขาดออกจากกัน ไม่ใช่รวมศูนย์เอาไว้ด้วยกัน

ในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลอเมริกันได้ออกมาตรการประกันเงินฝากให้กับผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้ประชาชนแตกตื่น แห่ถอนเงินออกจากธนาคาร รวมทั้งออกมาตรการควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ไม่ให้ธนาคารนำเงินฝากไปแสวงกำไรด้วยการทำธุรกิจอย่างสุ่มเสี่ยงจนเกินไป

ทศวรรษที่ ๑๙๘๐ มาตรการควบคุมการดำเนินธุรกิจของธนาคารได้รับการผ่อนคลาย ประธานาธิบดีเรแกนของอเมริกาและนายกรัฐมนตรีแธตเชอร์ของอังกฤษต่างเห็นพ้องต้องกันว่าภาครัฐควรลดบทบาทในทางเศรษฐกิจลง ชาติต่างๆก็เดินตามทิศทางเดียวกันนี้ของ ๒ มหาอำนาจ ฝรั่งเศสเองก็แปรรูปธนาคารรัฐให้เป็นเอกชน

ค.ศ. ๑๙๙๙ universal bank ที่เคยตายไปแล้วครั้งหนึ่งเพราะเป็นต้นเหตุให้เกิด the Great Depression ก็กลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง หวนคืนสู่บรรณภิภพกันอีกหนจากกฎหมายที่มีชื่อว่า “the Glass – Steagall Act” ที่เสนอขึ้นโดย Phil Gramm และ Jim Leach จากพรรคริพับลิกัน เพื่อให้กำเนิด financial supermarket – one stop money shop เปิดทางให้ธนาคารสามารถให้บริการทางการเงินได้อย่างหลากหลายในที่เดียวกัน ทั้งฝาก-ถอนเงิน ปล่อยกู้ ให้คำแนะนำทางการเงิน ซื้อขายหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการการลงทุน และธุรกิจประกัน มีเพียง Byron Dorgan กับวุฒิสมาชิกอื่นๆอีก ๗ คนเท่านั้นที่ส่งเสียงคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ โดยตั้งข้อสังเกตุว่า “this bill will in my judgement raise the likelihood of future massive tax payer bailouts” (กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีคือผู้จ่ายเงินตัวจริงเพื่อช่วยเหลือธนาคาร อุ้มแบงค์เอาไว้ไม่ให้ล้ม)

ผลข้างเคียงของการเกิด Giant financial supermarket คือ การทำลายธนาคารที่ต้องการทำธุรกิจแบบดั้งเดิม/อนุรักษ์นิยม ถ้าไม่อยากเห็นตัวเองล้มหายตายจากไปก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองตามกระแส ร่ายมนต์ voodoo ด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ทั้งสินเชื่อสารพัดรูปแบบ ประกันชีวิต ประกันภัย ขายอสังหาริมทรัพย์มือสอง กองทุนส่วนบุคคล กงอทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ ทั้งยังต้องหันลงมาจับตลาดล่าง เจาะตลาดใหม่ๆคือลูกค้าที่มีรายได้/กำลังซื้อต่ำกว่าลูกค้าเดิมยุคธนาคารเฉพาะกิจ เพราะนี่คือสิ่งที่ผู้ถือหุ้นต้องการ/คาดหวัง นั่นคือ กำไรสูงสุด

Pass the Parcel

ธนาคารรับฝากเงินระยะสั้นจากผู้ต้องการออมเงิน แล้วนำเงินที่ได้มาปล่อยกู้ระยะยาว ความเสี่ยงหลักของธนาคารคือความเสี่ยงที่ว่าจะถูกผู้กู้เบี้ยวหนี้หรือไม่ นี่คือธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิมที่มีความเรียบง่าย ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ธนาคารจะเติบโตได้หรือไม่ เพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าสามารถระดมเงินทุนจากผู้ถือหุ้นและการระดมเงินฝากจากผู้ออมเงินได้มากน้อยเพียงใด ผลตอบแทนการลงทุนสำหรับผู้ถือหุ้นเป็นสิ่งที่คาดคิดคำนวณได้สำหรับธนาคารแบบดั้งเดิม กำไรเกิดจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝาก ผลตอบแทนการลงทุนสำหรับผู้ถือหุ้นก็คือร้อยละของผลกำไรต่อเงินลงทุนที่ผู้ถือหุ้นใส่เงินลงไป ถ้าผู้ถือหุ้นลงเงินน้อยแต่ธนาคารระดมเงินฝากจากผู้ฝากเงินได้มาก กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะยิ่งสูง

หากธนาคารต้องการเติบโตก็ต้องพาตัวเองออกจาก traditional banking model สู่ originate-to-distribute model ด้วยการขายหลักทรัพย์(securities)ให้กับนักลงทุน ธนาคารก็จะได้เงินลงทุนเพิ่มขึ้น แล้วนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มาปล่อยกู้ ผู้ถือหุ้นก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นโดยที่เงินลงทุนที่ตนเองใส่ลงไปยังคงเท่าเดิม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

Loan Frenzy

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสารพัดชนิดที่ธนาคารประดิษฐ์คิดค้นกันขึ้นมานั้นส่งผลให้ธนาคารแปรสภาพเป็นเครื่องจักรทำเงิน ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของผู้ถือหุ้นเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารจึงวิวัฒน์จาก commercial bank เป็น investment bank และ nonbank lender ตามมาด้วยธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆอีกมากมาย เช่น mortgage broker ผู้ให้บริการบัตรเครดิต เป็นต้น ธุรกิจการเงินกลายเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก อาศัยการหมุนรอบของหนี้ให้มากขึ้นแทน เริ่มต้นด้วยการปล่อยกู้ จากนั้นก็แปรสภาพพอร์ตสินเชื่อเป็นตราสารหนี้ขายต่อให้นักลงทุนที่สนใจ ได้เงินมาแล้วก็นำไปปล่อยกู้ต่อ จากนั้นก็แปรพอร์ตสินเชื่อนั้นเป็นตราสารหนี้เพื่อนำออกขายให้นักลงทุนต่อไปอีก หมุนวนไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดผลตอบแทนการลงทุนคืนกลับสู่มือนักลงทุนได้อย่างมากมายมหาศาล

ธนาคารยุค originate-to-distribute model จึงไม่ได้แข่งขันกันระดมเงินออมมากนัก สิ่งที่ธนาคารยุคแปรพอร์ตสินเชื่อเป็นทุนแข่งขันกันก็คือการแข่งกันปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นจึงเกิดธุรกิจ outsource ตามมา นายหน้ารับช่วงต่อหาลูกค้าสินเชื่อส่งให้ธนาคาร ทำให้ธนาคารมีช่องทางการหาลูกค้าสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้ขอสินเชื่อกลายเป็นพระเจ้า กฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อก็ต้องผ่อนคลายให้ยืดหยุ่นมากขึ้น คนที่ไม่เคยขอสินเชื่อได้ในยุค  traditional banking model ก็สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารได้ในยุค NINJA นี้เอง เพราะตอนนี้ธนาคารไม่สนใจแล้วว่าคุณมีรายได้เท่าไหร่ ประกอบอาชีพการงานอะไร มีความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ให้กับธนาคารได้หรือไม่ เพราะธนาคารแบกรับความเสี่ยงจากการเกิดหนี้สูญเพียงระยะสั้นๆในช่วงที่พอร์ตสินเชื่อยังอยู่ในความรับผิดชอบของธนาคารเท่านั้น เมื่อพอร์ตสินเชื่อโตพอที่จะออกตราสารหนี้ ความเสี่ยงก็จะถูกยักย้ายถ่ายเทออกจากธนาคารไปอยู่กับสารพัด private equity funds และ hedge funds ที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดแทน

แนวปฏิบัติในการปล่อยกู้แบบดั้งเดิมนั้นเกิดจากธนาคารพยายามหลีกเลี่ยงหนี้สูญจากการปล่อยกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ Lord Poole of Lazards กำหนดเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่นำมาซึ่งความสำเร็จอันงดงามว่า “I only lent money to people who had been at Eton [an elite English school with a distinguisher alumni].” จากนั้นเงื่อนไขการปล่อยกู้ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ปัจจุบันขึ้นอยู่กับ credit scores ว่าเป็นอย่างไร

การให้สินเชื่อจึงขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อว่าจะทำให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนว่าเมื่อสถาบันการเงินปล่อยกู้ให้แล้ว ผู้กู้จะสามารถหาเงินมาชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงินได้ โดยมีสินทรัพย์อะไรบางอย่างมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน สถาบันการเงินก็จะประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ หากสถาบันการเงินพิจารณาแล้วเห็นว่าคุ้มค่า น่าเสี่ยง น่าจะสามารถหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ หรือมีสินทรัพย์ที่สามารถยึดมาใช้ปลดหนี้ได้ สถาบันการเงินก็จะอนุมัติให้ผู้ขอกู้ได้เงินสดไปใช้จ่าย หากสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันเงินกู้มีมูลค่าสูงขึ้น สถาบันการเงินก็อาจขยายวงเงินสินเชื่อให้กับผู้กู้ หรือผู้กู้อาจนำสินทรัพย์ไปรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินอื่นก็ได้ หากหลักทรัพย์ค้ำประกันมีมูลค่าลดลง ธนาคารก็จะเรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติม

ดังนั้น ความเสี่ยงของธนาคารจึงไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสินเชื่อว่าผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้มากน้อยเพียงใด ธนาคารเพียงแบกรับความเสี่ยงไว้ในมือตนเองในช่วงสั้นๆที่ยังไม่ได้ขายพอร์ตสินเชื่อออกไปให้นักลงทุนในรูปของตราสารประเภทต่างๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่พอร์ตสินเชื่อถูกแปรเป็นตราสารหนี้แล้วขายต่อให้นักลงทุนถือหน่วยลงทุนไปแล้ว ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็จะตกอยู่กับนักลงทุนที่ถือหน่วยลงทุนแทนธนาคาร ดังนั้น ธุรกิจสินเชื่อจึงเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็ว

Plastic Fantastic Money

คนอเมริกันโดยเฉลี่ยถือบัตรเครดิตกันราวๆคนละ ๕ ใบ ค.ศ. ๒๐๐๕ มียอดบัตรเครดิตสูงถึง ๖.๑ พันล้านใบ

ค.ศ. ๑๙๙๒ American Express ส่งจดหมายถึง Emily Grant ลูกสาวของ James Grant ผู้ก่อตั้ง Grant’s Interest Rate Observer ทั้งๆที่เธอมีอายุแค่ ๑๑ ขวบ มีรายได้เพียงสัปดาห์ละ ๒.๕ ดอลลาร์เท่านั้น

ธุรกิจบัตรเครดิตนั้นมีผู้เล่นเพียงแค่ไม่กี่ราย เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. ๑๙๕๘ โดย Diners Club, American Express, Visa, Bank Americard โดย Bank of America, Master Card โดยธนาคารอื่นๆ Everything Card ของ Citibank และ Barclaycard ตามมาในปีค.ศ. ๑๙๖๖

กลางทศวรรษที่ ๑๙๘๐ Citibank รุกหนักในธุรกิจบัตรเครดิตภาคครัวเรือน แล้วก็ต้องเจ็บตัวอย่างหนักจากหนี้เสียระดับสูงที่เกิดขึ้น เมื่อกาลเวลาผ่านเลยไป ธุรกิจบัตรเครดิตกลับกลายเป็นธุรกิจที่สร้างผลกำไรก้อนงามให้กับธนาคาร บัตรเครดิตกลายเป็นการปฏิวัติวงการสินเชื่อส่วนบุคคล ยิ่งผู้ถือบัตรใช้มากจ่ายน้อยแค่ขั้นต่ำ ธนาคารก็ยิ่งได้กำไรก้อนโตจากอัตราดอกเบี้ยที่สับโขกลูกค้าแบบมหาโหด รายได้อีกหนึ่งทางมาจากค่าธรรมเนียมรายปี และอีกช่องทางหนึ่งมาจากการชาร์จส่วนแบ่งจากร้านค้าที่ผู้ถือบัตรรูดบัตรเครดิตซื้อสินค้าภายในร้านราวๆร้อยละ ๑ – ๕ รวมถึงค่าธรรมเนียมต่อการใช้บริการแต่ละครั้ง

ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ บัตรเครดิตอนุมัติตามมูลค่าบ้านที่ผู้ถือบัตรครอบครอง เมื่อบ้านมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เจ้าของบ้านก็มีเครดิตเพิ่มขึ้น ไปๆมาๆผู้ออกบัตรเครดิตถึงกับอนุมัติวงเงินบัตรเครดิตให้ผู้ถือบัตรสูงกว่ามูลค่าบ้านในครอบครองของผู้ถือบัตรเลยด้วยซ้ำไป บัตรเครดิต Visa ของ Citibank กับบัตร Master card แข่งขันกันอย่างหนักด้วย bonus points แลกรางวัลหรือสะสมไมล์เดินทาง ไปๆมาๆบัตรเครดิตก็กลับกลายเป็นเครื่องบ่งชี้ว่านี่คือคนรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกตะวันตก ไม่ตกเทรนด์ “Money is a poor man’s credit card” ชาติกำลังพัฒนาเห็นว่าใครจ่ายเงินสดนั้นคือคนจนเลยไม่มีบัตรเครดิตใช้ แล้วใครบ้างล่ะที่อยากให้คนอื่นมองว่าตัวเองเป็นคนจน โลกยุคใหม่จึงใช้บัตรพลาสติกแทนธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ Master Card ถึงกับทำ diamond credit card ออกมา ตัวบัตรฝังอัญมณี ๐.๐๒ กะรัตประดับด้วยดิ้นทองเพื่อเอาใจเศรษฐีพันล้านเจ้าของบ่อน้ำมันและเหมืองทองในคาซัคสถาน Kazkommertsbank ผู้ออกบัตรตั้งเป้าไว้ว่าภายใน ๓๐ เดือนจะหาลูกค้าให้ได้ ๑,๐๐๐ ใบ คิดค่าธรรมเนียมปีละ ๑ พันดอลลาร์ เศรษฐกิจยุคใหม่บนโลกแห่งการบริโภคนิยมจึงจำแนกคนในสังคมเป็น ๓ กลุ่ม คือ  มี/ไม่มี/มีแต่ไม่ต้องจ่าย (the haves, the have-nots, and the have-not-paid-for-what-they-haves)

Casino Banking

ระยะแรกๆ ธนาคารยังกล้าๆกลัวๆอยู่จึงทำเพียงแค่รับแลกเปลี่ยน(ซื้อขาย)เงินตราต่างประเทศและพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น จนกระทั่งถึงทศวรรษที่ ๑๙๗๐ ธนาคารจึงเริ่มกล้าทำธุรกิจค้าขายตราสารอนุพันธ์ต่างๆ

การทำธุรกิจประกันความเสี่ยงในระยะแรกๆนั้น ธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เมื่อรับประกันความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศจากลูกค้าแล้ว ธนาคารก็จะหาทางจับคู่(matching)สัญญาต่างๆทันทีเพื่อปิดความเสียหายที่ธนาคารจะต้องแบกรักไว้เอง แต่เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ส่วนต่างกำไรก็ลดลง ธนาคารก็ต้องดิ้นรนหาทางเพิ่มกำไรให้มากขึ้นด้วยการเพิ่ม volume คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และยอมที่จะแบกรับความเสี่ยงต่างๆเพิ่มมากขึ้น

การเพิ่มปริมาณ หาลูกค้าใหม่ ทำให้ธุรกิจ Hedge Funds เติบโตขยายตัว ปรับท่าทีจากการทำธุรกิจเชิงรับเป็นเชิงรุก มีการแต่งตั้งนายหน้าขึ้นมาช่วยขยายช่องทางการรับประกันความเสี่ยง รวมถึงการเพิ่มวงเงินให้กับกองทุนประกันความเสี่ยง เศรษฐกิจที่เติบโตขยายตัวทำให้คนรวยๆขึ้น มีคนรวยมากขึ้น และเห็นแก่ตัว มีความโลภกันมากขึ้นเรื่อยๆ เงินออมจึงถูกเคลื่อนย้ายออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารมาเป็นเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ พันธบัตร ตราสารหนี้ หรือกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ธนาคารจึงรุกคืบเดินหน้าธุรกิจ wealth management แล้วลูกค้ากลุ่มนี้ก็กลายเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธนาคารที่คอยรับซื้อหลักทรัพย์ หุ้น หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆที่ธนาคารคิดค้นกันขึ้นมา

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคคอมพิวเตอร์อย่างเต็มตัว การประเมินความเสี่ยงก็เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดายมากขึ้น ธนาคารจึงสามารถนำเสนอทางเลือกในการลงทุนที่ซับซ้อนได้มากขึ้น แต่การทำความเข้าใจและประเมินราคาและมูลค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆที่มีความสลับซับซ้อนนั้นกลับทำได้ยากขึ้น

Confidence Tricks

ธนาคารยุคใหม่ทำธุรกิจแบบครอบจักรวาล เป็นทั้งผู้ให้สินเชื่อและนักลงทุน เป็นผู้ให้คำแนะนำในการควบรวกิจการ ดำเนินธุกิจภายใต้ระบบการกำกับดูแลที่เรียกว่า Basel 1 ซึ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๑๙๘๐ เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของธนาคารนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยง ธนาคารรับฝากเงินจากผู้ต้องการออมเงิน ซึ่งเป็นเงินออมระยะสั้น ลูกค้านำเงินมาฝากไว้กับธนาคารในกำหนดเวลาไม่เกิน ๑ ปี แต่ธนาคารนำเงินฝากระยะสั้นดังกล่าวไปปล่อยกู้ระยะยาวที่กินเวลาสูงสุดถึง ๓๐ ปี(maturity transformation) Basel 1 จึงกำหนดให้ธนาคารต้องมีเงินทุน(capital) buffer หรือ reserves ที่เป็นเงินจากผู้ถือหุ้น(shareholders’ money) เพื่อป้องกันความเสียหาย ธนาคารต้องมีเงินสดหรือหลักทรัพย์(securities)ไว้ในมือจำนวนหนึ่งที่สามารถขายได้เพื่อเพิ่มเงินกองทุนให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ฝากเงินที่ต้องการถอนเงินของตนเองออกจากบัญชีเงินฝากในธนาคาร

ธนาคารพยายามลดต้นทุนทางการเงินด้วยวิธีการต่างๆเพื่อให้เกิดผลกำไรในบัญชีงบดุลของธนาคารด้วยการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆทางการเงิน ยิ่งต้นทุนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คิดค้นขึ้นมานั้นต่ำมากเท่าไหร่ก็ทำให้ธนาคารได้กำไรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การซื้อหุ้นของตนเองคืนจากตลาดก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ค.ศ. ๒๐๐๕ CitiGroup ซื้อหุ้นของตนเองคืนจากตลาด ๑๒.๘ พันล้านดอลลาร์ และซื้อหุ้นของตนเองคืนจากตลาดอีก ๗ พันล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ (purchased capital and purchased liquidity) แล้วอาศัยการลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้น

The Citi of Money

๖ เมษายน ๑๙๙๘ Citicorp and Travelers ควบรวมกิจการกันกลายเป็น CitiGroup ดีลนี้มีมูลค่ามหาศาลถึง ๘๓ พันล้านดอลลาร์ และกลายเป็น deal of century ไปเลยทีเดียว ส่งผลให้ CitiGroup ดำเนินธุรกิจที่หลากหลายทั้งประกันชีวิต นายหน้า หลักทรัพย์ และธนาคารข้ามชาติ ซึ่งเรียกว่า universal bank หรือ financial supermarket ที่มีลูกค้าอยู่ในมือนับร้อยล้านรายในกว่า ๒๐๐ ประเทศ สาขาของ CitiGroup คือ one-stop-shop ที่มีสินค้ามากมาย ทั้งฝาก-ถอนเงิน ชำระค่าสินค้า และบริการต่างๆของธนาคาร บัตรเครดิต จำนองบ้าน และการลงทุน แต่โมเดลการทำธุรกิจของ Citi กลับล้มเหลวในช่วงแรกๆ

ต้นทศวรรษที่ ๑๙๙๐ John Thornton ซึ่งเป็น managing director ของ Goldman Sachs วิจารณ์ว่า Citi มองกลุ่มลูกค้าไว้แคบเกินไป กลุ่มลูกค้าที่ Goldman Sachs มองคือลูกค้ากลุ่มใหญ่ วงกลมทั้งวง ไม่ใช่แค่ลูกค้าเก่าที่มีอยู่ในมืออยู่แล้ว ดังนั้น investment banks อย่าง Goldman Sachs จึงต้องรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจ commercial bank ด้วยการเพิ่มทุนและแปรสภาพตนเองเป็น universal bank ทศวรรษที่ ๑๙๘๐ และ ๑๙๙๐ จึงเป็นทศวรรษที่หนักหนาสาหัสสำหรับ Citi สูญเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์จากการลงทุนในลาตินอเมริกาจนแทบล้มละลาย

Sign of the Times

[blockquote]

“A sound banker, alas , is not one who foresees danger and avoids it, but one who, when he is ruined, is ruined in a conventional way along with his follows, so that no one can really blame hime.”

John Manayard Keynes

[/blockquote]
[blockquote]

“Over the past 35 years it has seemed as if everyone in finance has wanted to be someone else. Hedge funds and private equity wanted to be as cool as a dot.com. Goldman Sachs wanted to be as smart as a hedge fund. The other investment banks wanted to be as profitable as Goldman Sachs. America’s retail banks wanted to be as cutting-edge as investment banks. And European banks wanted to be as aggressive as American bank”

“A special report on the Future of Finance” The Economist 24 january 2009

[/blockquote]

นักกีฬาอาชีพโด๊ปยาเพื่อให้ตนเองทำผลงานได้ดีขึ้นฉันใด voodoo bank ก็ต้องเสี่ยวมากขึ้นเพื่อเพิ่มผลประกอบการให้สวยหรูดูดีขึ้นฉันนั้น ปี ๒๐๐๘ ธนาคารจึงกลายสภาพเป็น casino bank ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Captain Renault ที่แสดงโดย Claude Rains จากเรื่อง Casablanca นั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s