คิดแบบซุนวู ๒ สงครามมีค่าใช้จ่าย


ตำราพิชัยสงคราซุนวู ๒ สงครามกับค่าใช้จ่าย

ซุนวูกล่าวว่า ในการทำสงครามนั้น กองทัพกอปรด้วยม้าเร็วพันนาย รถศึกอีกมากมาย และพลรบเสื้อเกราะอีกแสนนาย ทั้งยังต้องจัดเตรียมเสบียงอาหารให้เพียงพอสำหรับกองทัพที่ต้องเดืนทางนับพันลี้(๒.๗๘ ลี้เท่ากับ ๑ ไมล์) มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งในขณะที่กองทัพประจำการอยู่ภายในแว่นแคว้นและในแนวรบ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมือง และค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆไม่ว่าจะเป็นกาว สีที่ต้องใช้สำหรับซ่อมบำรุงรถรบและเกราะ รวมๆแล้ววันหนึ่งๆต้องใช้เงินนับพันสำหรับเลี้ยงดูกองทัพที่มีนายทหารราว ๑ แสนนาย

ดังนั้น เมื่อทหารออกรบ หากการศึกสงครามกินเวลายาวนานจึงได้ชัย อาวุธที่เคยแหลมคมย่อมทื่อด้าน อารมณ์ที่เคยคุกรุ่น แรงกล้าของทหารหาญย่อมดับมอด เมื่อกองทัพโอบล้อมเมือง กองทัพที่เคยแข็งแกร่งกลับอ่อนเปลี้ย สงครามที่ยืดเยื้อย่อมทำให้ทรัพยากรและวัตถุดิบต่างๆของแว่นแคว้นร่อยหรอ ไม่อุดมสมบูรณ์เฉกเช่นที่เคยเป็นมา

เมื่ออาวุธที่เคยแหลมคมกลับทื่อด้าน ขวัญทหารเสื่อมทราม กองทัพที่เคยเข้มแข็งกลับอ่อนเปลี้ย การเงินการคลังของแว่นแคว้นก็ฝืดเคือง ชนเผ่าต่างๆในแว่นแคว้นก็จะลุกฮือ กระด้างกระเดื่อง แข็งข้อ แปรวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ในที่สุด เมื่อนั้นย่อมไม่มีผู้ทรงปัญญาคนใดสามารถรับประกันได้ว่าจะมีเหตุเภทภัยอันใดเกิดขึ้นตามมาหรือไม่

ดังนั้น เราล้วนเคยได้ยินได้ฟังมาว่าผู้โฉดเขลาล้วนเร่งรัดเผด็จศึก ผู้ทรงปัญญาก็ไม่ปรารถนาให้การศึกยืดเยื้อยาวนานออกไป ไม่เคยมีแว่นแคว้นใดๆได้ประโยชน์จากการทำศึกติดพันยาวนาน

เมื่อสงครามเปิดฉากขึ้น

ผู้ใดสามารถคำนวณผลร้ายจากพิษภัยแห่งสงครามได้อย่างครบถ้วน ผู้นั้นย่อมสามารถคำนวณผลได้แสวงกำไรจากการทำสงครามได้เช่นกัน ทหารชำนาญศึกไม่อาจเรียกระดมพลได้เกินกว่าคำรบ ๒ เสบียงอาหารและยุทธปัจจัยก็ไม่อาจรวบรวมได้เกินกว่า ๒ คำรบ ยุทธปัจจัยจึงนำไปจากแว่นแคว้น แต่เสบียงอาหารหาจากศัตรู เช่นนี้กองทัพจึงมีเสบียงอาหารและยุทธปัจจัยเพียงพอตามความจำเป็น

แว่นแคว้นที่มั่งคั่งกลับกลายเป็นยากไร้ก็ด้วยพิษภัยจากสงคราม ต้องส่งยุทธปัจจัยไปสนับสนุนกองทัพในสนามรบที่ห่างไกล ส่วนสาอากรที่รีดเร้นจากราษฎรเพื่อส่งไปบำรุงกองทัพในแดนไกลส่งผลให้ราษฎรมีชัวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น

อีกนัยยะหนึ่งก็คือในพื้นที่ๆมีการสู้รบ มีกองทัพตั้งเผชิญหน้ากันอยู่ สินค้าย่อมมีราคาสูงขึ้น เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้นทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่งของประชาชนย่อมร่อยหรอลงไป

เมื่อประชาชนยากจนลงไปจากเดิม ชาวไร่ชาวนาย่อมเจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพเสื่อมทรุดเพราะต้องทำงานอย่างหนัก

ศัตรูอนุเคราะห์ค่าใช้จ่าย

สงครามชี้ความเป็นตาย ความเข้มแข็งและอ่อนแอของแว่นแคว้น ประชาชนต้องบ้านแตกสาแหรกขาด รายได้ของประชาชนหายไป ๓ ใน ๑๐ ส่วน แว่นแคว้นต้องสูญเงินไปกับรถศึกที่เสียหาย มัาศึกที่อ่อนล้า เสื้อเกราะและหมวก คันธนูและลูกศร หอกและโล่ เสื้อคลุม หนังวัว เกวียนบรรทุกสัมภาระ ซึ่งต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณไปเพื่อการนี้มากถึง ๔ ใน ๑๐ ส่วน

ดังนั้นแม่ทัพผู้ปรีชาจึงใช้ยุทธปัจจัยจากศัตรู ยุทธปัจจัยที่ยึดได้จากศัตรู ๑ เกวียนเทียบเท่าสัมภาระที่ต้องผลิตเอง ๒๐ เกวียน หญ้าแห้ง ๑ มัดมีค่าเท่ากับหญ้าแห้ง ๒๐ มัดที่เราจัดเตรียมมาเอง

ทหารจะเข่นฆ่าข้าศึกก็ด้วยโทสะที่ถูกกระตุ้น ใช้ประโยชน์จากความพ่ายแพ้ของศัตรู ตกรางวัลแก่เหล่าทหารเมื่อได้รับชัยชนะ

ฉะนั้น เมื่อรถศึก ๒ ฝ่ายโรมรันพันตูกัน รถศึก ๑๐ คันแรกที่ยึดได้ต้องมีรางวัล ปลดธงของข้าศึกออก ปักธงของเราลงไปบนรถศึกที่ยึดมาได้นั้นแทน นำรถศึกที่ยึดได้มาใช้ในการรบร่วมกับยุทโธปกรณ์ของเรา ปฏิบัติต่อทหารเชลยเป็นอย่างดี เช่นนี้จึงเรียกได้ว่าใช้ชัยชนะจากการพิชิตศัตรูมาเสริมเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเอง

สงครามจึงพุ่งเป้าไปที่การกำชัยชนะให้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่เนิ่นช้า นำมาซึ่งผลประโยชน์

ดังนั้น สงครามจึงตัดสินผลแพ้ชนะกันที่ตัวแม่ทัพผู้บัญชาการรบซึ่งกุมชนะกองทัพไว้ในกำมือว่า แว่นแคว้นจะอยู่เย็นสุขหรือสับสนวุ่นวาย ถึงคราวล่มสลาย

ประชาธิปไตยเสรีมีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเลือกตั้ง

๑.

ซุนวูกล่าวว่า ในการทำสงครามนั้น กองทัพกอปรด้วยม้าเร็วพันนาย รถศึกอีกมากมาย และพลรบเสื้อเกราะอีกแสนนาย ทั้งยังต้องจัดเตรียมเสบียงอาหารให้เพียงพอสำหรับกองทัพที่ต้องเดืนทางนับพันลี้(๒.๗๘ ลี้เท่ากับ ๑ ไมล์) มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งในขณะที่กองทัพประจำการอยู่ภายในแว่นแคว้นและในแนวรบ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมือง และค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆไม่ว่าจะเป็นกาว สีที่ต้องใช้สำหรับซ่อมบำรุงรถรบและเกราะ รวมๆแล้ววันหนึ่งๆต้องใช้เงินนับพันสำหรับเลี้ยงดูกองทัพที่มีนายทหารราว ๑ แสนนาย

ประชาธิปไตยภายใต้ระบอบรัฐสภา “นักเลือกตั้ง” นั้น ไม่ว่าจะเลือกใครเข้ามาก็ไม่แตกต่าง นักเลือกตั้งเหล่านี้ต้องอาสา เสนอตัวเข้ามาขอเป็นตัวแทนให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่ มีค่าใช้จ่ายมากมายมหาศาลในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ตาม กฎหมายกำหนดวงเงินไว้เท่าไหร่ก็เรื่องหนึ่ง แต่ถึงเวลาจริงๆแล้วก็ใช้จ่ายกันมากกว่านั้น รายได้เดือนละแสน ปีละ ๑.๒ ล้านบาทบวกเบี้ยเลี้ยงโน่นนี่เข้าไปยังไงๆก็ไม่คุ้มที่ลงทุน แล้วทำไมใครๆต่างก็อยากเป็นผู้แทนกันนัก ก็เพราะมันมีช่องทางอย่างอื่นให้ฉกฉวยแสวงประโยชน์ใช่หรือไม่ ปีแรกกับปีสุดท้ายสินทรัพย์เพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้าเพราะอะไร เงินออมเหลือเก็บจากเงินเดือนส.ส./ส.ว./รัฐมนตรีเช่นนั้นหรือ นักการเมืองคนไหนบ้างไม่ช่วยงานศพ งานแต่ง งานบุญของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ รายได้ที่ติดลบไม่คุ้มทุนกับเงินเดือน รายรับอย่างเป็นทางการก็ยิ่งติดลบหนัก แต่ทำไมทรัพย์สินของนักการเมืองงอกเงย งอกงามได้เล่า

ขณะที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลมาอย่างต่อเนื่องหลายปี สภาไทยกลับผลาญเงินงบประมาณที่ต้องกู้เขามาใช้จ่ายนี้ไปกับการสร้างสภาใหม่ เก้าอี้หรู นาฬิกาไฮเทค ซื้อไอแพดแจกส.ส. ส.ว. ตั้งบำเหน็จบำนาญให้ตัวเอง นี่คือตัวแทนของปวงชนชาวไทยที่เสนอตัวเข้ามาทำงานเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยในแต่ละพื้นที่

image

สภาผลาญงบ ยกมือสนับสนุนร่างกฎหมายอัปยศฉบับแล้วฉบับเล่าเพื่อนำนายใหญ่กลับบ้าน บ้านเมืองเผชิญวิกฤตินานับประการแต่นายกรัฐมนตรี “หัวหน้ารัฐบาล – ผู้รับผิดชอบสูงสุดในการบริหารประเทศ” กลับละเลยปัญหาของพี่น้องประชาชน แปลงกายเป็นนกแก้ว นกขุนทอง พกโพย บินไปเมืองนอก ส่งเสียงเจื้อยแจ้วกับนานนาชาติโดยมีพี่ชาย “นักโทษหนีคดี” เป็นใบเบิกทาง หน่วยล่วงหน้า เดินทางไปเจรจาปูทางสารพัดเรื่องราวไว้ให้ก่อนแล้ว

image
ประชาชนเอือมระอาขึ้นมาเมื่อไหร่ จะวังท่านจะบินไปนอกแล้วไม่มีโอกาสได้กลับประเทศนะครับ

วัฎจักรสังคมกับรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาล

๒.

ดังนั้น เมื่อทหารออกรบ หากการศึกสงครามกินเวลายาวนานจึงได้ชัย อาวุธที่เคยแหลมคมย่อมทื่อด้าน อารมณ์ที่เคยคุกรุ่น แรงกล้าของทหารหาญย่อมดับมอด เมื่อกองทัพโอบล้อมเมือง กองทัพที่เคยแข็งแกร่งกลับอ่อนเปลี้ย สงครามที่ยืดเยื้อย่อมทำให้ทรัพยากรและวัตถุดิบต่างๆของแว่นแคว้นร่อยหรอ ไม่อุดมสมบูรณ์เฉกเช่นที่เคยเป็นมา

Law_of_Social_Cycle
Law_of_Social_Cycle

เกิด-เสื่อม-ดับเป็นเรื่องธรรมดา อาการป่วยไข้ของประเทศไทยที่รุมเร้าประเดประดังมาพร้อมๆกันทั้งทางเศรษฐกิจ “ข้าวยากหมากแพง” สังคม “คนไทยแตกแยกเป็นหลายกลุ่ม หลายก๊ก” และการเมือง “เผด็จการรัฐสภา” คือภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมทรุด สิ้นสุดยุคนายทุนครองเมือง(Acquisitor Era) เคลื่อนเข้าสู่ยุคทุนสามานย์หลอกใช้มวลชน(Acquisitor Cum Labourer) ที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย หากนำประวัติศาสตร์มาเปรียบเทียบก็จะคล้ายๆกับช่วงที่เกิด The Great Depression ขึ้นในปีค.ศ. ๑๙๒๙(พ.ศ. ๒๔๗๒) แล้วตามมาด้วยการอภิวัฒน์การปกครองในปีพ.ศ. ๒๔๗๕ อำนาจทางการเมืองการปกครองย้ายจากรัชกาลที่ ๗ มาอยู่ในมือของคณะราษฎร “ทหารกับปัญญาชนแย่งชิงอำนาจกันเอง”

ยุคนั้นเกิด The Great Depression ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ เมื่อตลาดหุ้นอเมริกาที่ฟูฟ่องอยู่ดีๆจู่ๆก็ตกต่ำลงมาซะงั้น ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นในประเทศไทย จากนั้นก็ตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดก็เข้าสู่ยุคสงครามเย็น โลกแบ่งเป็น ๒ ค่ายคือทุนนิยมเสรีกับคอมมิวนิสต์ เศรษฐกิจตอนนั้นฟื้นได้ด้วยทฤษฎีเคนส์ที่เสนอให้รัฐขาดดุลงบประมาณเพื่อสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ

ปี พ.ศ. ๒๐๐๘ เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ทั่วโลกนำทฤษฎีเคนส์ที่ถูกฟรีดแมนวิวัฒน์ต่อยอดไปเป็นทฤษฎีการเงินมาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั่วโลกต่างกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มปริมาณเงิน แต่คราวนี้เงินทุนที่ใส่เพิ่มเข้ามาในระบบไม่ได้นำไปสู่การจ้างงานสักเท่าไหร่ กลับกลายเป็นการเป่าฟองสบู่ตลาดหุ้น-พันธบัตร-น้ำมัน-ทองคำ ฯลฯ ให้ขยายใหญ่ขึ้นจนเกิดเงินเฟ้อขั้นรุนแรง

Thailand Government Budget
Thailand Government Budget

เมื่อภาครัฐทำงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ นั่นหมายความว่าหนี้สินของรัฐบาลมีแต่จะพอกพูนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภาระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยมีแต่จะเพิ่มขึ้น ไม่ว่าตัวเลขหนี้จะปรากฏอยู่ในงบประมาณหรือถูกซุกไว้ใต้พรมก็ตาม เมื่อถึงกำหนดที่ต้องชดใช้ รัฐบาลก็ต้องหาเงินมาจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ยอยู่ดี ตราบใดที่เครดิตของรัฐบาลยังดีอยู่ รัฐบาลก็ยังคงสามารถออกพันธบัตรรุ่นใหม่มาต่อลมหายใจให้กับรัฐบาล หมุนหนี้เก่าด้วยหนี้ก้อนใหม่ต่อไปได้เรื่อยๆ หมดปัญญาหมุนหนี้เมือไหร่ก็ได้กรีซกันแล้วล่ะ (หนักกว่ากรีซคือไซปรัส)

LongwaveLongwave

ทษ.เคนส์ที่ใช้แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่เกิด the Great Depression ขึ้นนั้นมีเคล็ดความง่ายๆอยู่ตรงที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน ประชาชนไม่กล้าบริโภค เศรษฐกิจจึงหดตัวต่อเนื่อง ยาวนาน ต้องแก้ด้วยการลงทุนภาครัฐเพื่อสร้างกำลังซื้อกลับคืนมาใหม่ ทำให้เกิดการสร้างงานขึ้น แล้วเศรษฐกิจก็จะฟื้นกลับคืนมาได้อีกครั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอเมริกาในขณะนี้คือตัวเลขการว่างงานที่ทรงๆทรุดๆ ร้อยละ ๗ – ๙ แต่เศรษฐกิจไทยที่หดตัวนั้นเป็นผลมาจากภาคส่งออกหดตัว ประชาชนก็ก่อหนี้เอาไว้สูงมากจนไม่มีเงินจะฟุ้งเฟ้อต่อได้อีก ข้าวของก็แพง แต่ตัวเลขการว่างงานในระบบยังคงอยู่ในระดับต่ำ ปัญหาของเราแตกต่างจากอเมริกา จะคิด จะทำแบบอเมริกานั้นไม่ได้

หนี้ท่วมหัว ข้าวของก็ราคาแพง กำลังซื้อจากภาคประชาชนจึงหดหาย แต่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าครองชีพ ลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย !!!

แรงงานขาดแคลนแต่รัฐบาลจะลงทุนทำเมกะโปรเจ็กต์ สร้างงาน สร้างรายได้…ให้ใคร ?

เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขาดดุลงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างอนาคตชาติท่ามกลางต้นทุนที่พุ่งสูง ประชาชนเดือดร้อนเรื่องปัญหาปากท้อง แรงงานขาดแคลน  … ถ้าทำแล้วเศรษฐกิจดี ฟื้นตัวตามที่รัฐบาบคาดหวังไว้ก็แล้วกันไป แต่ถ้าวัฎจักรสังคม วัฎจักรเศรษฐกิจ “Long Wave / K-Wave” ยังคงความขลัง Autumn “Recession” สิ้นสุด Winter “Depression” มาเยือนเมื่อไหร่ก็ตัวใครตัวมัน เศรษฐกิจที่หดตัวย่อมทำให้รายได้รัฐหดหายตามไปด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐมีรายได้ไม่พอใช้หนี้ที่ครบกำหนดชำระหายนะก็จะมาเยือน เจ้าหนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงิน/กองทุนในประเทศก็ต้องยอมรับสภาพจำใจตัดหนี้สูญส่วนหนึ่ง และพักชำระหนี้ให้รัฐบาลอีกส่วนหนึ่งเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือตามโควต้าที่ประเทศไทยสามารถเบิกจากไอเอมเอฟและเอดีบีได้

ว่าแต่ว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้องนั้นทำรัฐบาลล้มมานักต่อนักแล้วนะ รัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน มุ่งแต่จะลงทุนสร้างอนาคตชาติเช่นนี้ … บริหารประเทศล้มเหลวขึ้นมา นายกฯคิดไว้บ้างหรือยังว่าจะขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศไหน ?

เศรษฐกิจ สังคม การเมืองเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน

๓.

เมื่ออาวุธที่เคยแหลมคมกลับทื่อด้าน ขวัญทหารเสื่อมทราม กองทัพที่เคยเข้มแข็งกลับอ่อนเปลี้ย การเงินการคลังของแว่นแคว้นก็ฝืดเคือง ชนเผ่าต่างๆในแว่นแคว้นก็จะลุกฮือ กระด้างกระเดื่อง แข็งข้อ แปรวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ในที่สุด เมื่อนั้นย่อมไม่มีผู้ทรงปัญญาคนใดสามารถรับประกันได้ว่าจะมีเหตุเภทภัยอันใดเกิดขึ้นตามมาหรือไม่

เศรษฐกิจทุนนิยมเติบโตขยายตัวโดถึงที่สุด ฟองสบู่ฟูฟ่องล่องลอย ภาวะรวยกระจุกจนกระจายนับวันมีแต่จะเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจก็บอกอะไรใครไม่ได้ ตัวเลขทุกอย่างดูเหมือนจะปกติไปทั้งหมด เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ ๓ – ๔ แม้จะต่ำแต่ก็ยังขยายตัวอยู่ เงินเฟ้อร้อยละ ๓ – ๔ ดูๆไปแล้วก็ไม่ได้สูงอะไรมากนัก แต่ประชาชนร้องโอดโอยค่าครองชีพพุ่งทะยานแซงรายได้ ข้าวแกงก็ขึ้นราคาตามราคาก๊าซหุงต้ม น้ำมัน ฯลฯ และเมื่อเรามองดูผลประกอบการของบริษัทต่างๆที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทุกอย่างยังคงดูดี สารพัดกองทุนยังคงผุดขึนราวดอกเห็ดเพื่อดึงดูดเงินออมมาเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆด้วยวิธีการที่ปัญญาชนยกย่องว่าเฉลียวฉลาดมาก คิดได้ไงเนี่ย ห้างสรรพสินค้าขายสิทธิ์ในการบริหารพื้นที่ให้กองทุนฯ ห้างได้กำไรหลายเด้ง หลายต่อ เด้งแรกคือกำไรจากการขายสิทธิให้หน่วยลงทุน เด้งที่ ๒ ชักเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากกองทุนที่เข้ามาบริหารพื้นที่ … ดังนั้นคนรวยจึงยิ่งรวย คนจนกลับยิ่งจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ถ่างกว้างขึ้นจนนำมาซึ่งปัญหาทรัพยากรกระจุกตัวอยู่ในมือของคนไม่กี่คน ข้อมูลจาก http://social.nesdb.go.th/SocialStat/StatPieChart_Final.aspx?reportid=199&template=1R2C&yeartype=M&subcatid=40 สะท้อนให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนที่สุดกับคนรวยที่สุดของไทยนั้นสูงมาก คนไทย ๔ กลุ่มรวมกันยังมีรายได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคนรวยที่สุดแค่กลุ่มเดียว คนไทยที่อยู่ในวัยแรงงานนั้นมีอยู่ ๕๔ ล้านคน พร้อมทำงาน ๓๙ ล้านคน มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี  ๒๓ ล้านคนก็นับว่าหรูแล้วล่ะ

image

เมื่อปัญญาชนภาคภูมิใจในสติปัญญาความเฉลียวฉลาดของตนก็มองคนอื่นโง่เขลาเบาปัญญา ความมั่งคั่งที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งนำมาซึ่งความโลภ ดังนั้นคนเรายิ่งรวยยิ่งโลภ ยิ่งเอารัดเอาเปรียบสังคม ยิ่งกดขี่ ข่มเหง ดูถูกผู้อื่นว่าต่ำต้อยด้อยค่า เป็นบันได้ให้ตนเองเหยียบย่ำเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง การกดขี่เอารัดเอาเปรียบกันระหว่างคนรวยกับคนจน คนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องกับคนปกติธรรมดาทั่วๆไปย่อมสูงตามไปด้วย สังคมยุคนายทุนครองเมือง ใครๆต่างก็มุ่งแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวย นายทุนเมื่อครองอำนาจมายาวนานจนเสพติดอำนาจ ถูกความโลภเข้าครอบงำก็แปรเปลี่ยนเป็นทุนสามานย์เอารัดเอาเปรียบสังคม กองทุนเก็งกำไรสารพัดรูปแบบถูกจัดตั้งขึ้น ตลาดล่วงหน้าที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประกันความเสี่ยง ลดความเสียหายจากค่าเงิน ราคาสินค้าที่ผันผวนก็กลายเป็นบ่อนพนัน ถูกนำไปใช้เพือการเก็งกำไร ปั่นราคาสินค้า ส่วนต่างกำไรที่ต้องการจากที่เคยมุ่งหวังกำไรประมาณหนึ่งก็กลับกลายเป็นการแสวงกำไรสูงสุด ดังจะเห็นได้จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงผลักดันค่าครองชีพให้พุ่งทะยานตามไปด้วย จนกระทั่งรายได้ไล่ไม่ทันรายจ่าย เศรษฐกิจก็เกิดปัญหา ผลกำไร ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในมือนายทุน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ย้อนอดีตกลับไปช่วงปี ค.ศ. ๑๙๒๙ ตลาดหุ้นอเมริกาสร้างความร่ำรวยให้กับนักลงทุนมากหน้าหลายตา ใครๆก็ปรารถนาจะเข้ามาแสวงหา ตักตวง กอบโกยความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นวอลสตรีท แต่แล้วสวรรค์ก็ล่มในวันที่ ๒๙ ตุลาคมปี ค.ศ. ๑๙๒๙ (พ.ศ. ๒๔๗๒) เกิดเหตุการณ์ Black Tuesday ตลาดหุ้นอเมริกาตกต่ำ (The Wall Street Crash of 1929) นักลงทุนขาดทุนย่อยยับกันถ้วนหน้า และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ the Great Depression และตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ ๒

the Great Deprssion-009

เมื่อสงครามโลกสิ้นสุด โลกแบ่งเป็น ๒ ค่ายคือทุนนิยมเสรีกับคอมมิวนิสต์ ๒ ฝ่ายขับเคี่ยว สร้างสวรรค์ไปในทิศทางที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่านี่คือหนทางที่ถูกต้อง เวียดนาม เกาหลี เยอรมันแตกเป็นแดงกับขาว

๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ กำแพงเบอร์ลินที่มีความยาว ๑๕๕ กิโลเมตรถูกก่อขึ้นเพื่อกีดกั้น แบ่งแยกเยอรมันเป็น ๒ ฟากฝั่ง : ตะวันออกกับตะวันตก ชีวิต ๒ ฟากฝั่งกำแพงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เกาหลีเหนือ/ใต้ก็มีสภาพที่ไม่แตกต่างกัน ค่ายเสรีเสพสุขวาสนาล้นฟ้า ค่ายคอมมิวนิสต์ทุกข์ระทมขมขื่น

Berlinermauer

สุดท้ายปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ การกดขี่ และคอร์รัปชั่นก็ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาแข็งข้อต่อต้านอำนาจรัฐ ดังนั้นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์จึงล่มสลาย ถ้าไม่เพราะประชาชนหมดความอดทนก็เพราะผู้นำประเทศยอมลงให้กับประชาชนก่อนที่ประชาชนจะลุกฮือขึ้น

๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๒ ชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากได้มารวมตัวกัน ณ กำแพงเบอร์ลิน เพื่อข้ามผ่านแดนไปยังเบอร์ลินตะวันตกครั้งแรกในรอบ ๒๘ ปี จึงถือเอาวันดังกล่าว เป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มีฮาอิล กอร์บาชอฟ(Mikhail Sergeyevich Gorbachyov) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต โครงการปฏิรูปและปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมือง(เปเรสตรอยกา (Perestroika – การปรับโครงสร้าง)ที่กอร์บาชอฟริเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค เพื่อให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพิ่มเสรีภาพแก่สื่อและสิ่งพิมพ์ ยอมให้มีเสรีภาพทางวัฒนธรรม และนโยบายกลาสนอสต์(Glasnost – ความโปร่งใส)จึงถูกผลักดันอย่างเต็มที่ สงครามเย็นผ่อนคลายลง ตะวันออก-ตะวันตกเห็นพ้องต้องกันที่จะลดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์

๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ (ค.ศ. ๑๙๙๑) สหภาพโซเวียตล่มสลายหายไปจากแผนที่โลก กลายเป็นสหพันธรัฐรัสเซียและประเทศอื่นๆเกิดขึ้นมาแทนที่ ทุนนิยมเสรีผูกขาดปกครองโลกแต่เพียงผู้เดียว

หน้าที่ของรัฐคือดูแลผู้อ่อนแอในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ รักษาเสถียรภาพของสังคม

๔.

ดังนั้น เราล้วนเคยได้ยินได้ฟังมาว่าผู้โฉดเขลาล้วนเร่งรัดเผด็จศึก ผู้ทรงปัญญาก็ไม่ปรารถนาให้การศึกยืดเยื้อยาวนานออกไป ไม่เคยมีแว่นแคว้นใดๆได้ประโยชน์จากการทำศึกติดพันยาวนาน

สาวกหน้ากากขาวท่านหนึ่งเคยบอกกับผมว่าคนมีรายได้น้อย ต่ำกว่าฐานภาษี ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาให้รัฐนั้นมีจิตสำนึกด้านคอร์รัปชั่นที่ต่ำมาก คนพวกนี้ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือใดๆจากรัฐ เช็คช่วยชาติของพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัวเนื่องจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ด้วยการช่วยเหลือเฉพาะแรงงานในระบบที่มีรายได้ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว

economic-crisis-argentina-01

ครับ สาวกหน้ากากขาวนั้นไม่ใช่แค่ปากหมาด่าเก่งแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่คนพวกนี้ยังเป็นพวกยกตนข่มท่าน คิดว่าตนเองสูงส่ง ดีเลิศเปอร์เฟ็คต์กว่าผู้ใดตามประสา Gen ME ที่หลงตัวเองอีกด้วย ในความเป็นจริงนั้น พวกที่โกงบ้านโกงเมืองกันทุกวันนี้นั้นล้วนแต่เป็นพวกเศรษฐีเงินล้าน มหาเศรษฐีร้อยล้าน พันล้านด้วยกันทั้งนั้น ไอ้วิชาวางแผนภาษีที่นักบัญชีคิดค้นกันขึ้นมานั้นก็เป็นวิชาที่ว่าด้วยการหาทางจ่ายภาษีให้รัฐต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงมันคือการหาทางเลี่ยงภาษี และหลักการบริหารประเทศ หลักการทำรัฐสวัสดิการที่ถูกต้องนั้นย่อมหมายถึงการนำพาสังคมให้ทุกคนก้าวเดินไปด้วยกัน กินอิ่มนอนหลับด้วยกันทุกคน ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากก่อนเป็นอันดับแรก เดือดร้อนมากก็ช่วยมากหน่อย เดือดร้อนน้อยก็ช่วยตามสมควร เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันไป แต่สิ่งที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำเช็คช่วยชาตินั้นคือการละทิ้งคนที่จนที่สุด เดือดร้อนที่สุด สมควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด และเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในสังคมไปช่วยคนกลุ่มที่มีความเดือดร้อนอยู่ในระดับปานกลางแทน บริหารประเทศแบบมักง่ายเพราะคนที่มีข้อมูลอยู่ในฐานข้อมูลประกันสังคมนั้นมันเป็นข้อมูลสำเร็จรูปที่หาได้ง่าย ผิดกับแรงงานนอกระบบที่ยุ่งยากมากกว่ากันเยอะว่ามีใครบ้าง เดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน ถ้ารัฐบาลตระกูลชินล่มจมทะเลไปก่อนวิกฤติเศรษฐกิจจะคลี่คลาย หากรัฐบาลประชาธิปัตย์เข้ามารับช่วงบริหารประเทศแทนในขณะที่สถานการณ์ใกล้เคียงกับ the Great Depression ด้วยวิธีการแบบมักง่ายเช่นนี้ก็ไปไม่รอดเช่นกันครับ ลองหาข้อมูลดูในกูเกิ้ลนะครับ ยุคนั้นสมัยนั้นน่ะชาวอเมริกันต่อแถวยาวเหยียดเพื่อขอรับการปันส่วนอาหาร วิกฤติในอาร์เจนติน่าก็เป็นชาวบ้านเคาะหม้อประท้วง ล้มรัฐบาล ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว คนล้มรัฐบาลไม่ใช่ปัญญาชนมาเดินขบวนแล้วทหารลากรถถังทำรัฐประหาร ยุค Acquisitor Cum Labourer นั้น คนยากคนจนเป็นผู้ล้มรัฐบาลนายทุนครับ

image

จากข้อมูลในปี ๒๕๕๔ จะพบว่าประเทศไทยนั้นมีประชากรวัยแรงงานอยู่ ๕๔ ล้านคน เป็นผู้พร้อมทำงาน ๓๙ ล้านคน อีก ๑๕ ล้านคนไม่พร้อมทำงานเพราะยังเรียนอยู่ หรือเป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน ฯลฯ

image

ในส่วนของผู้ที่พร้อมจะทำงานซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓๙ ล้านคนนั้น ร้อยละ ๖๐ เป็นแรงงานนอกระบบ ที่ทำงานอยู่ในระบบนั้นมีไม่ถึงร้อยละ ๔๐ นั่นหมายความว่าขณะที่ประชาชนคนไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง คนยากคนจน แรงงานนอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุดในสังคม ไร้ถุงลมนิรภัยกันแรงกระแทกใดๆจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งโดยหลักการแล้วนี่คือกลุ่มคนที่รัฐต้องช่วยเหลือดูแลก่อนเป็นลำดับแรกกลับถูกรัฐบาลประชาธิปัตย์มองข้าม ละเลยเพิกเฉย ต้องเผชิญวิกฤติอย่างโดดเดี่ยว หรือเป็นเพราะรากหญ้าเหล่านี้ไม่ใช่ฐานเสียงของประชาธิปัตย์ หรือเป็นเพราะประชาธิปัตย์ถนัดเรื่องการทำงานแบบมักง่าย ลูบหน้าปะจมูก เอาฐานข้อมูลประกันสังคมมาเป็นตัวตั้งนั้นมันง่ายดี ทั้งยังเป็นฐานเสียงสำคัญ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของพรรค หรือเป็นเพราะเสนาบดีของพรรคล้วนเป็นอำมาตย์ ชนชั้นสูงของสังคม ทำงานอยู่บนหอคอยงาช้างจึงมองไม่เห็นหลักการ ความจริง ความถูกต้องเหมาะควรขั้นพื้นฐานที่ว่านี้ คุณใส่เงินลงไปตรงกลางของห่วงโซ่อุปทาน เงินมันหมุนได้กี่รอบ ประชานิยมของทักษิณใส่เงินลงไปตรงฐานราก เงินหมุนขึ้นมาจากจุดปลายสุดคือหมู่บ้านสู่ตำบล อำเภอ ขึ้นมาที่จังหวัด แล้วมาที่โรงงานผู้ผลิต มันไม่ใช่แค่หมุน ๓ รอบนะครับ มันมากกว่านั้น นี่จึงเป็นเหตุแห่งความพ่ายแพ้ยับเยินนานนับ ๑๐ ปีของพรรคประชาธิปัตย์(สำนวนไทยเค้าใช้คำว่านานนับสิบปีครับ ไม่ใช่นานนับ ๒๐ ปี)

image

คนที่ทำงานส่วนตัวกับคนที่ทำงานเป็นลูกจ้างเอกชนนั้นมีตัวเลขพอๆกันคือร้อยละ ๓๐ โดยประมาณ กับอีกร้อยละ ๒๐ ทำงานให้ครอบครัว

image

วัยแรงงาน ๕๔ ล้านคนซึ่งพร้อมจะทำงานทั้งสิ้น ๓๙ ล้านคนนั้น แรงงานที่ทำงานอยู่ในภาคการบริการและการค้ามีรายได้เฉลี่ยราวๆ ๑๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน ส่วนแรงงานภาคเกษตรมีรายได้ราวๆ ๔,๘๐๐ บาท แรงงานภาคการผลิตมีรายได้ราว ๘ พันบาท สัดส่วนรายได้ระหว่างแรงงานภาคเกษตร : ภาคการผลิต : ภาคบริการและการค้าเท่ากับ ๑ : ๒ : ๓ โดยประมาณ เป็นตัวเลขที่แตกต่างและเหลื่อมล้ำกันอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรือ่งแปลกที่ข้อมูลจาก ” http://archive.voicetv.co.th/content/21650/ไทยเสียภาษีแค่ 23 ล้านคนรายได้คนจนสุดต่ำกว่าคนรวยสุดถึง1281 ” จะระบุว่า

ไทยเสียภาษีแค่ 2.3 ล้านคน รายได้คนจนสุดต่ำกว่าคนรวยสุดถึง 12.81

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้ รายได้คนจนสุดต่ำกว่าคนรวยสุดถึง 12.81 เท่า มีคนแค่ 2.3 ล้านคนจ่ายภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศ

นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยในงานประชุมสัมมนาประจำปีของ สสค.ว่า ความยากจนโดยรวมของประเทศไทยได้ลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2543-2550 แต่การกระจายรายได้ในภาพรวมไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยโครงสร้างรายได้ปัจจุบัน กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ หรือกลุ่มประชากร 20% มีส่วนแบ่งรายได้สูงสุดถึง 55.1% ของรายได้รวม

ขณะที่กลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำสุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้เพียง 4.3% ของรายได้รวม ทำให้รายได้ของคนจนสุดต่างจากคนรวดสุดถึง 12.81 เท่า ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 25 ปีก่อน จึงไม่แปลกที่ผลการจัดอันดับการกระจายรายได้ของประเทศไทยรั้งท้ายอยู่ในอันดับที่ 50 ของโลก

ความแตกต่างระหว่างจำนวนคนรวยกับคนจนยังสะท้อนได้จากจำนวนผู้เสียภาษีของประเทศ โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากที่ประเทศไทยมีประชากร 64 ล้านคน แต่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพียง 9-10 ล้านคน และในจำนวนนี้มีผู้ที่ต้องจ่ายเงินภาษีจริงเพียง 2.3 ล้านคนเท่านั้น เพราะเมื่อหักค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว ทำให้คนส่วนหนึ่งมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี จึงไม่ต้องมีภาระเสียภาษี ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีคนเพียง 2.3 ล้านคนเท่านั้นที่จ่ายเงินภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศ

นอกจากนี้ หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดของจำนวนผู้เสียภาษี จะพบว่า มีผู้เสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 37% เพียง 6 หมื่นคน และคิดเป็นเม็ดเงินจ่ายภาษีถึง 50%ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และในจำนวนคน 6 หมื่นคนที่เสียภาษีในอัตราสูงสุดนี้ พบว่า มีผู้ที่มีเงินได้สูงกว่า 10 ล้านบาท เพียง 2,400 คน เท่านั้น และคนกลุ่มนี้มีสัดส่วนการเสียภาษีสูงถึง 34% ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มคนรวยเพียงไม่กี่คน

ทั้งนี้ในปัจจุบัน สศค.อยู่ระหว่างการดำเนินการผลักดันนโยบายสำคัญที่จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1. การปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ซึ่งมีการผลักดันให้มีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีธนาคารที่ดินเพื่อกระจายให้กับคนที่ไม่มีที่ดินทำกิน

2. ผลักดันการขยายขอบเขตระบบสวัสดิการ หรือการมุ่งสู่การเป็นรัฐสวัสดิการมากขึ้นโดยมีการผลักดันให้มีการการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ

3. ส่งเสริมการพัฒนาระบบการเงินฐานราก โดยจะเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรทางการเงินระดับฐานราก และสนับสนุนให้สถาบันการเงินทุกประเภทให้บริการทางการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

4. สนับสนุนการพัฒนาการประกันภัยพืชผลสำหรับเกษตรกร เพราะจากผลการวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2549 พบว่า รายได้สุทธิของครัวเรือนเฉลี่ยต่อคนในภาคเกษตรต่ำกว่านอกภาคเกษตรประมาณ 2 เท่า เมื่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ระดับหนึ่ง

ชี้ BOI สร้างความไม่เท่าเทียมเสนอ VAT 10% หนุนรัฐสวัสดิการ

ด้าน รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และกรรมการคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) เปิดเผยว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมไทยมีอยู่จริงใน 4 มิติคือ

1. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการกระจุกตัวด้านรายได้ การออมและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ผู้มีรายได้สูงจะมีโอกาสมากกว่า

2. ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงการศึกษา และคุณภาพการศึกษาระหว่างคนในเมืองและชนบทแตกต่างกัน

3. ความเหลื่อมล้ำด้านการคลังและบริการภาครัฐ ที่เกิดจากการขาดการเข้าถึงสวัสดิการของแรงงานส่วนใหญ่ และภาษีอากรที่ขาดความเสมอภาคทั้งแนวตั้งและแนวนอน เช่น นโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่สนับสนุนกลุ่มทุนขนาดใหญ่มากกว่าบริษัทขนาดเล็ก โดยในเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุนก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะว่ายังมีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอกับบริษัทที่ไม่ได้รับการส่งเสริม ทั้งที่ 90% ของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม ตั้งใจเข้ามาลงทุนในเมืองไทยอยู่แล้ว

ทั้งนี้ แนวคิดในการให้สิทธิทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนไม่ควรจะให้เป็นการทั่วไป แต่จะต้องมีการระบุเงื่อนไขสำคัญ เช่น ให้สิทธิพิเศษเฉพาะการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นต้น และเมื่อได้รับสิทธิประโยชน์ไปแล้วต้องถูกประเมินด้วยว่า ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่ขอรับส่งเสริมหรือไม่ ขณะที่บริษัททั่วไปซึ่งปัจจุบันถูกจัดเก็บในอัตรา 30% อาจจะเสนอให้ปรับลดอัตราภาษีลงแบบขั้นบันได โดยมีเป้าหมายให้เหลือที่อัตรา 20% แทน

4. ความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจ ที่สะท้อนจากช่องว่างทางกฎหมาย โดยความเหลื่อมล้ำดังกล่าวจะส่งผลในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความมั่นคงทางด้านการเมืองด้วย จากความเหลื่อมล้ำทั้ง 4 ด้าน ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านการกระจายรายได้บนพื้นฐานของระบบสวัสดิการสังคม ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างภาคการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป

Source: การเงินธนาคาร

และหากรัฐบาลยังคงเป็นกระทงหลงทาง เวลาที่ยืดเยื้อยาวนานมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ความเดือดร้อนเล็กๆน้อยๆที่พอทนได้ก็เพิ่มขยายใหญ่ขึ้น ขยายวงกว้างขึ้น รัฐบาลก็จะอยู่ต่อไปไม่ได้ ประชาชนกลุ่มต่างๆจะค่อยๆทยอยแสดงตัวออกมาเรียกร้องขอให้รัฐช่วยเหลือ แล้วประชาชนที่เดือดร้อนแต่ถูกรัฐบาลละเลยมองข้ามก็จะแปรเปลี่ยนความอ่อนแอ ต้องการให้รัฐบาลอุ้มช่วยเป็นความโกรธแค้น แสดงพลัง ลุกขึ้นมาต่อต้าน แข็งข้อกับรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลบริหารบ้านเมืองแบบแบ่งเขาแบ่งเรา ช่วยชาวนา ไม่ช่วยชาวสวนยาง โอกาสที่ประเทศไทยจะแตกเป็นเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น และหากรัฐบาลแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย ข้อจำกัดด้านงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกวันเป็นเงาตามตัว ชาวนา ชาวไร่ที่รัฐบาลเคยอุ้มช่วยก็จะลุกฮือขึ้นมาเล่นงานรัฐบาลอีกเช่นกัน และเมื่อวันนั้นมาถึงรัฐบาลจะเหลืออะไร หัวหน้ารัฐบาลจะตกอยู่ในสภาพเช่นไรก็สุดแท้แต่เวรแต่กรรมแล้วล่ะ

คนฉลาดสามารถคำนวณผลได้/เสีย คนโง่ไล่ตามอารมณ์

๕.

เมื่อสงครามเปิดฉากขึ้น

ผู้ใดสามารถคำนวณผลร้ายจากพิษภัยแห่งสงครามได้อย่างครบถ้วน ผู้นั้นย่อมสามารถคำนวณผลได้แสวงกำไรจากการทำสงครามได้เช่นกัน ทหารชำนาญศึกไม่อาจเรียกระดมพลได้เกินกว่าคำรบ ๒ เสบียงอาหารและยุทธปัจจัยก็ไม่อาจรวบรวมได้เกินกว่า ๒ คำรบ ยุทธปัจจัยจึงนำไปจากแว่นแคว้น แต่เสบียงอาหารหาจากศัตรู เช่นนี้กองทัพจึงมีเสบียงอาหารและยุทธปัจจัยเพียงพอตามความจำเป็น

ประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ นักการเมืองสู้แล้วรวยปลุกปั่นให้คนไทยเกลียดชังกัน คนไทยมัวเมาลุ่มหลง สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับวาทกรรมที่สร้างความแตกแยก ดูหมิ่นเหยียดหยามกันไปมา ปัญหาชนชั้นที่ห่างหายไปจากสังคมไทยหวนกลับมาอีกครั้ง “ไพร่เป็นข้า ข้าเป็นนาย” กระหน่ำซ้ำด้วยการแบ่งแยกแล้วปกครอง ตำรวจปราบจราจลพร้อมไล่ทุบตีประชาชน นายโรงผู้เชิดหุ่นแบ่งแยกประเทศไทยเป็นเหนือ-ใต้ อุ้มชาวนา กระทืบชาวสวนยาง กองเชียร์กระพือฮือโหมถาโถมเติมเชื้อไฟ ควายๆๆๆ เมื่อประเทศไทยแตกแยกเป็น ๒ ไทยเหนือกลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนไทยที่ ๑ ภาคใต้กลายเป็นราชอาณาจักรไทย คงสะใจกองเชียร์ทั้ง ๒ ฝ่าย คนส่วนใหญ่ของประเทศที่ถูกกระแทกแดกดันก่นด่าว่าเป็นไทยเฉยคงได้แต่นั่งน้ำตาตกใน ประเทศไทยที่เคยเป็นหนึ่งเดียว แตกเป็น ๓ เสี่ยง ภาคใต้เมื่อกลายเป็นเขตปกครองพิเศษไปแล้วก็คงรอเวลากองกำลังติดอาวุธแบ่งแยกแล้วสถาปนาเป็นรัฐปัตตานี นำไปผนวกรวมเป็นรัฐหนึ่งของมาเลเซีย ผู้นำมาเลย์ได้ทั้งขึ้นทั้งร่อง เป็นตัวกลางผู้ประสานการเจรจาก็ได้หน้า เจรจาสำเร็จได้ดินแดน ๓ จังหวัดชายแดนใต้มาเพิ่มก็ได้ประโยชน์จากทรัพยากรมหาศาล คนคิด คนสนับสนุนโครงการนี้จะมีลมหายใจอยู่ได้อีกสักกี่ปี แต่ละคนอายุไม่ใช่น้อย ไม่เกิน ๓๐ – ๔๐ ปีก็คงล้มหายตายจากไปจนหมดสิ้น แต่ดินแดนไทยที่แตกแยกเป็น ๒ เสี่ยง กับอีก ๑ เสี้ยวส่วนหนึ่งที่จะสูญเสียไปนั้นเล่า จะมีโอกาสได้กลับคืนมาอีกหรือไม่ ฯลฯ

ทั้งหมดทั้งสิ้น ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แสวงกำไรสูงสุดโดย นักธุรกิจการเมืองที่ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยความโลภ หวังทำกำไรจากการเล่นการเมืองจนเลย รวยแล้วก็ยังไม่รู้จักพอ มีสิบล้านแล้วก็โหยหาพันล้าน มีหมื่่นล้านแล้วก็โหยหาอันดับ top 10 ในการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกของ Forbes ส่วนคนไทยก็โง่เขลาเบาปัญญา บ้าอคติ หมกมุ่นอยู่กับโลภะ โทสะ โมหะ ปัญญาชนหลงตนเองว่าฉลาดเฉลียว ด่าว่าคนอื่นโง่เป็นควายจนชาติแตกแยก อีกกลุ่มก็หลงระเริงได้ใจ หยิ่งผยอง ภูมิใจกับอำนาจของการรวมตัวต่อรอง กดดัน เสียงส่วนใหญ่จะทำอะไรก็ได้ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ผู้แทนมีหน้าที่ปันส่วนผลประโยชน์ให้กับตนเองบ้างเท่านั้นก็พอใจแล้ว น่าอนาถจริงหนอประเทศไทย มันก็โง่เป็นควายด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ ไม่เคยดูจิต พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรมกันเลยว่าจิตตนสะอาดหรือไม่ ทำอะไรไปถามเพลิงราคะแล้วผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร อย่างงี้จะเรียกว่าปัญญาชน คนฉลาดได้อย่างไร ในเมื่อไม่สามารถคำนึงถึงผลได้/เสียจากพฤติกรรมที่ตนก่อขึ้นได้

image

“ฟองสบู่สินค้าเกษตรแตก” รายได้ลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น

๖.

แว่นแคว้นที่มั่งคั่งกลับกลายเป็นยากไร้ก็ด้วยพิษภัยจากสงคราม ต้องส่งยุทธปัจจัยไปสนับสนุนกองทัพในสนามรบที่ห่างไกล ส่วยสาอากรที่รีดเร้นจากราษฎรเพื่อส่งไปบำรุงกองทัพในแดนไกลส่งผลให้ราษฎรมีชัวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น

ลาภยศสรรเสริญดั่งยาพิษ เสพติดนานวันเข้าก็มัวเมาลุ่มหลง นายทุนผู้เมตตาที่เคยปันส่วนแบ่งผลประโยชน์ให้คนยากจนมัวเมาในลาภยศสรรเสริญ ทุนผูกขาดก็พ่นพิษ นายทุนแปรสภาพเป็นทุนสามานย์แสวงกำไรสูงสุด คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน รวยกระจุกจนกระจาย ประชาชนถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหา ตักตวง กอบโกย และปกป้องผลประโยชน์ ใช้ศรัทธาที่เปี่ยมล้นเป็นเครื่องมือแทนผลประโยชน์ ทุนสามานย์ไม่ต้องแบ่งปันแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับมวลชนอีกแล้ว เพราะศรัทธาความมัวเมาลุ่มหลงนั้นเปี่ยมพลังยิ่งกว่าผลประโยชน์เสียอีก

เมื่อคนใต้มัวเมาลุ่มหลงในพรรคประชาธิปัตย์ คนเหนือ-อีสานมัวเมาลุ่มหลงในพรรคเพื่อไทย สภาพความแตกแยกก็เกิดขึ้น รัฐบาลเลือกที่จะช่วยชาวนาละทิ้งชาวสวนยาง ประเทศไทยยิ่งร้าวลึก รอเวลาแตกเป็น ๒ เสี่ยง : เหนือ ใต้

ทุนนิยมในระยะเติบโตขยายตัวนำมาซึ่งความสุข จนกระทั่งระบบเศรษฐกิจอิ่มตัว เกิดการผูกขาด ทุนนิยมฟูฟ่องล่องลอยต่อไปได้ด้วยการเป่า สร้างฟองสบู่ขึ้น เพราะผลกำไรกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่คนๆรวยจึงยิ่งรวย คนจนยิ่งจน เมื่อรวยกระจุก จนกระจาย ปัญหาก็เกิดขึ้น ตลาดการเงิน ตราสารชนิดต่างๆถูกใช้เป็นเครื่องมือเก็งกำไร แสวงผลประโยชน์ สร้างความร่ำรวยให้กับพ่อมดการเงิน จากเงินร้อยกลายเป็นเงินล้านได้ไม่ต้องรอแก่ แค่อายุ ๓๐ ก็รวยเป็นเศรษฐีเงินล้านกันได้แล้ว บัฟเฟตต์ โซรอส กลายเป็นไอดอลของใครหลายคน อิสระภาพทางการเงินเป็นที่หมายปอง ปรารถนา เกษียณอายุก่อน ๖๐ แล้วเสพสุขวาสนา เดินทางท่องไปทั่วโลกด้วยเงินออมที่งอกเงย เงินต่อเงิน เศรษฐีเงินล้านไม่มีใครคิดถึงกันอีกแล้ว ต้องมีเป็นพันล้าน หมื่นล้านจึงเรียกว่าประสบความสำเร็จ

prop trade สารพัด Hedge Fund และ Trigger Fund ช่วยกันปั่นราคาสินค้า สร้างฟองสบู่ขึ้นทั้งนำมัน ทองคำ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ โดยใช้ตราสารและกองทุนต่างๆเป็นเครื่องมือ ตลาดล่วงหน้ากลายเป็นบ่อนพนันปั่นราคาสร้างผลกำไรมหาศาลให้นักลงทุนทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง สุดท้ายฟองสบู่ก็แตก แต่ปัญหาคือฟองสบู่สินค้าเกษตรแตกในขณะที่ฟองสบู่น้ำมันยังไม่แตก รายได้เกษตรกรจึงลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพยังคงพุ่งทะยานกันต่อไป คนรวยยิ่งรวยเพราะกองทุนต่างๆทำกำไรได้มหาศาล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สร้างผลกำไรได้อย่างงาม ทั้งยังได้รับอานิสงฆ์จากนโยบายรัฐบาล “ลดภาษีคนรวย/ นิติบุคคล แต่รีดภาษี เพิ่มค่าครองชีพให้กับชาวบ้าน คนยากจน” ตราบใดที่ประชาชนยังคงมัวเมาลุ่มหลงในศรัทธา รัฐบาลก็ยังคงอยู่ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนตื่นจากภวังค์ พบกับความเป็นจริงแห่งชีวิตที่ว่าตนเองมีรายได้ลดลงแต่มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น มีหนี้ท่วมหัวเพราะรัฐบาลแล้ว ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ

วันนี้รัฐบาลยังอยู่ได้เพราะยุแยงประชาชนให้แตกแยก ภาคประชาชนยังอ่อนแอ การเมืองภาคประชาชนพึ่งจะเริ่มต้นขึ้น กองเชียร์ยังหลงลมนักการเมือง ด่าว่ากันไปมา กูฉลาดมึงโง่ กูคนมึงควาย ภาคประชาชนจึงยังรวมตัวกันไม่ติด แต่ถ้าภาคประชาชนหูตาสว่าง หันมาพูดคุยกัน ปรับความเข้าใจกันขึ้นมาเมื่อไหร่ น่าเป็นห่วงรัฐบาลว่าจะหมดอำนาจวาสนาด้วยเหตุปัจจัยอันใด และจะมีแผ่นดินอยู่หรือไม่

image

เศรษฐกิจของภาคใต้นั้นแค่ภาคเกษตรกับอุตสาหกรรมรวมกันก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพีภาคใต้แล้ว แค่ภาคเกษตรเพียงอย่างเดียวก็มากกว่า ๑ ใน ๓ ของจีดีพีภาคใต้ คิดเป็น ๑ ใน ๑๐ ของจีดีพีไทยทั้งประเทศ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเลือกที่จะทิ้ง ไม่สนใจใยดี

image

ส่วนคนใต้ที่อยู่นอกภาคการเกษตรก็มองไม่เห็นความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจ ถ้าชาวสวนยางกินดีอยู่ดีมีกำไรก็มีเงินบริโภค ซื้อรถ ซื้อบ้าน ช็อปปิ้ง ท่องเที่ยว พ่อค้า โรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหารก็พลอยร่ำรวยไปด้วย ความมืดบอด เห็นแก่ตัวของคนไทยแผ่ขยายตัวออกไปได้อย่างกว้างขวางนัก สุดท้ายแล้วเราก็จะพังกันหมดเพราะความโลภ ความเห็นแก่ตัว มองภาพรวม ความเชื่อมโยงนี้ไม่ออก

image

ประชาชนทุกคนต่างเดือดร้อน แล้วรัฐจะช่วยใคร ?

๗.

อีกนัยยะหนึ่งก็คือในพื้นที่ๆมีการสู้รบ มีกองทัพตั้งเผชิญหน้ากันอยู่ สินค้าย่อมมีราคาสูงขึ้น เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้นทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่งของประชาชนย่อมร่อยหรอลงไป

ท่ามกลางวิกฤติค่าครองชีพที่เกิดขึ้นขณะที่ประชาชนมีหนี้ท่วมหัว ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศต่างเดือดร้อนเหมือนกันหมด คนจนไม่มีจะกิน ชนชั้นกลางวิ่งวุ่นหาเงินส่งบ้าน ส่งรถ ผ่อนไอโฟน TV จอยักษ์ ไม่มีใครอยากติดแบล็คลิสต์ เป็น NPL ถูกแก็งค์ทวงหนี้โหดไล่กระทืบ วันนี้รัฐบาลอาจบอกได้ว่าขึ้นค่าก๊าซกระทบค่าครองชีพเพียงเล็กน้อย ห้ามขึ้นราคาข้าวแกงเด็ดขาด ประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลก็หลงเชื่อว่าไม่กระทบค่าครองชีพจริงๆ แต่ภาวะมืดบอดหลอกตัวเองนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน นอนหลับฝันไป เร็วช้าก็ต้องตื่น เมื่อประชาชนตื่นขึ้นมาสำรวจเงินในกระเป๋าย่อมตระหนักรับรู้ความเป็นจริงว่าเงินในกระเป๋าของตนนั้นมันร่อยหรอลงไปขนาดไหน รายได้ก็ลดลงเพราะค้าขายฝืดเคือง โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่รัฐบาลนำมาสะกดจิตคนไทยให้หลงภูมิใจว่าประเทศไทยเจริญทัดเทียมอารยะประเทศนั้นแท้จริงแล้วคือหายนะซ้ำซ้อน ความซวย ๒ ต่อของคนไทย ก่อหนี้ ๒.๒ ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยท่วมหัวกว่า ๓ ล้านล้านบาท ใช้หนี้กัน ๗ ชั่วโคตรไม่พอ ค่าโดยสารมหาโหดน้องๆค่าเครื่องบินนั้น ก็เป็นคนรวยอีกนั่นแหละที่ได้ประโยชน์ ใครกลัวเครื่องบินก็มานั่งรถไฟความเร็วสูงแทน คนจน คนทั้งประเทศนอกจากจะต้องช่วยอุ้ม ช่วยจ่ายค่าโดยสารบางส่วนแล้ว ยังต้องจ่ายเงินอุดหนุนภาวะขาดทุนที่เกิดขึ้นเพราะผู้โดยสารไม่ได้เยอะแยะมากมายอย่างที่รัฐบาลผู้เสนอโครงการโม้ไว้เสียอีก นายแบงค์ชูจั๊กกะแร้เชียร์กันยกใหญ่ก็เพราะธนาคารมีแต่ได้กับได้ รัฐบาลกู้แบงค์ ธนาคารก็ได้ดอกเบี้ย รัฐบาลไปต่อไม่ได้ ต้องพักหนี้ ยืดหนี้ ธนาคารก็ไม่กระเทือนเพราะทฤษฎีเศรษฐกิจที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นระบุว่าแบงค์ล้มไม่ได้ เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะคับขันจวนเจียน รัฐบาลต้องออกมาประกาศว่ารัฐบาลคุ้มครองเงินฝากในบัญชีธนาคารทุกบาททุกสตางค์ให้กับประชาชนทุกคน เต็มจำนวน ไม่ต้องแตกตื่น แห่กันมาไถ่ถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารไปฝังตุ่มหลังบ้าน ดังนั้นนายแบงค์จึงไม่มีใครกลัวว่าหนี้จะสูญ ธนาคารจะล้มละลายเพราะรัฐผิดนัดชำระหนี้ ไม่มีทางอยู่แล้ว เพราะความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมานั้นหนักหนาสาหัสนัก รู้กันอยู่ เห็นกันอยู่จาก the Great Depression ในปี ค.ศ. ๑๙๒๙ ผิดพลาดประการใด ธนาคารก็คงเข้าโปรแกรมความช่วยเหลือเพื่อการเพิ่มทุนแบบที่บุชทำ QE1 มาอุ้มธนาคารนั่นแหละ เวิร์ลแบงค์ ไอเอ็มเอฟ เอดีบีก็ประกาศท่าทีชัดเจนว่าเอเชียไม่เหมือนยุโรป ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่รัดเข็มขัด เดาทางกันได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่พ่อมดการเงินเหล่านี้จะสบช่องแสวงโอกาสเอาแต่ได้ถ่ายเดียว กินรวบในทุกสถานการณ์

image

ปัญหาคือเมื่อชาติเข้าสู่ภาวะวิกฤติ รัฐบาลจะอุ้มช่วยประชาชนที่เดือดร้อนกันถ้วนหน้านี้อย่างไร อุ้มแรงงานในระบบประกันสังคมที่มีรายได้น้อย ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทอย่างเช็คช่วยชาติของปชป.ขณะที่สังคมขัดแย้ง แตกแยก ฝ่ายหนึ่งบอก “ไพร่อำมาตย์” อีกฝ่ายบอก “คนกับควาย” รับรองว่ารัฐบาลขวัญใจคนอวดโอ่ได้โดนควายขวิด “ปฏิวัติประชาชน” แน่ แรงงานนอกระบบ คนยากจน วิชาชีพอิสระมีมากกว่าแรงงานในระบบ ทั้งยังเดือดร้อนสาหัสหนักกว่าแรงงานในระบบที่มีประกันสังคมอุ้มช่วยในระดับหนึ่งแต่รัฐบาลไม่ช่วย แล้วประชาชนคนส่วนใหญ่ที่คุณเรียกเขาว่าควาย ว่าไทยเฉยนี่แหละที่จะลุกฮือขึ้นมาลงโทษรัฐบาลที่แก้โจทย์ผิดพลาด

image

ส่วนการช่วยเหลือประชาชนในแบบเพื่อไทย เอสเอ็มเอสช่่วยค่าแก๊สนั้น หลักคิดดูดีกว่า แต่ว่าในทางปฏิบัติก็ยังเข้าไม่ถึงตัวประชาชนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริงอีกเช่นกัน รัฐบาลขวัญใจคนยากจนแต่กลับไม่เข้าใจพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของคนยากจน เขาไม่ได้ไฮเทค ทันโลกแบบเจ้าแม่สื่อสาร ผู้นำรัฐบาล โทรศัพท์มือถือที่ลูกๆโละมาให้นั้น เขากดเป็นแค่รับสายกับโทร.ออก เครื่องเอทีเอ็มที่สาวแบงค์หลอกลวงให้เขาทำบัตรเอทีเอ็มแบบเดบิตการ์ดพ่วงประกันอุบัติเหตุนั้น จะเบิกเงินทีก็ต้องไหว้วานคนในตลาดให้ช่วยกดเงินออกมาให้ วิธีลงทะเบียนอันแสนจะยุ่งยากนั้น ลุงป้าทำไม่เป็นกันหรอก เมื่อทำไม่เป็นก็เลยไม่สน จำทนกับค่าแก๊สที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านนอกเมือง นอกตลาด ซื้อแก๊สจากร้านค้าประจำหมู่บ้าน ไม่ใช่ซื้อแก๊สจากร้านค้าในตลาดที่ลงทะเบียนไว้กับทางราชการ

image

วันนี้ความช่วยเหลือที่เข้าไม่ถึงอาจไม่ส่งผลเสียหายอะไรมากนัก เพราะประชาชนยังพอสู้ไหว แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่วิกฤติไปถึงจุดต่ำสุด ความอดทนสิ้นสุด นั่นแหละรัฐบาลจะรู้ว่าผลของการคิดตื้นๆ ทำอะไรแบบมักง่าย ขอไปทีนั้นจะส่งผลร้ายกลับมาหนักหนาสาหัสเพียงใด พลังของประชาชนที่โกรธแค้นนั้นรุนแรงขนาดไหน

the Great Deprssion
the Great Deprssion

หนี้ ภาระหนี้ : คิดแบบประชานิยมกับคิดแบบนายธนาคาร

๘.

เมื่อประชาชนยากจนลงไปจากเดิม ชาวไร่ชาวนาย่อมเจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพเสื่อมทรุดเพราะต้องทำงานอย่างหนัก

Thanongsak Thummawuit ระบายความอัดอั้นตันใจผ่านเฟสบุ๊คว่า

ดูข่าวนายก่อแก้วสัมภาษณ์แล้วเคืองนิดๆ เพราะที่บ้านผมปลูกยาง 100 กว่าไร่ครับ ขอเอาข้อมูลในครอบครัวมาแชร์นิดหน่อย ซึ่งถือว่าค่อนข้างใกล้เคียงความเป็นจริงกับผลผลิตของคนปลูกยางภาคใต้

ยาง 10 ไร่ ปลูกได้ 800-1000 ต้น
ผลผลิตต่อวัน ประมาณ 12 กิโลกรัม
เดือนนึงกรีดได้ประมาณ 15 วัน (กรีด 2 วัน พัก 1 วัน วันไหนฝนตกก็กรีดไม่ได้)
ผลผลิตต่อเดือน 12×15 = 180 กิโลกรัม
ขายได้ 70×180 = 12600 ( กรณียางแผ่นดิบ)
ถ้าเจ้าของสวนกรีดเอง ก็ได้ 12600 แต่ถ้าแก่แล้วกรีดไม่ไหวต้องจ้างคนอื่นกรีด ก็แบ่งเจ้าของสวน 60% ก็ได้แค่ 7560 บาท

ปีนึงกรีดได้ 9 เดือน เท่ากับมีรายได้ 7560 x 9 = 68040 บาท…

ถ้าบ้านนั้นมีสมาชิก 3 คนพ่อแม่ลูก เท่ากับมีรายได้คนละ 22680 บาทต่อปี หรือคนละ 22680/12 = 1890 บาทต่อเดือน

……..

1890 บาทพอแดกมั้ยครับ จะไม่ให้คนใต้เดือดได้อย่างไรล่ะครับคุณก่อแก้ว….

นี่คือภาพสะท้อนจากครอบครัวชาวสวนยางที่เดือดร้อนจากราคายางตกต่ำ ฟองสบู่สินค้าเกษตรแตกหลายตัว เดือดร้อนกันถ้วนหน้าจากรายได้ที่ลดต่ำลงสวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเพราะฟองสบู่น้ำมันยังไม่แตก รัฐบาลขึ้นราคาก๊าซต่อเนื่อง เลือกอุ้มชาวนา ทอดทิ้งชาวสวนยางภาคใต้คล้ายกับจะแบ่งแยกประเทศไทยเป็น ๓ ส่วน ภาคเหนือ-กลาง-อีสานเลือกพรรครัฐบาลก็อยู่ร่วมกันได้ ภาคใต้เลือกประชาธิปัตย์ถ้าอยากให้รัฐช่วยเหลือก็ต้องลุกขึ้นสู้แยกตัวออกมาตั้งรัฐไทยใต้ ให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลปกครองรัฐไทยใต้ จะได้เจียดงบประมาณช่วยเหลือชาวสวนยาง ส่วน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อบีอาร์เอ็นประกาศเอกราชแล้วก็สุดแท้แต่ว่าจะตั้งเป็นรัฐใหม่ ให้สหประชาชาติรับรอง หรือจะนำไปผนวกรวมกับมาเลเซียก็คิดกันเอา

เมื่อรายได้ลดลง ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนกันมากขึ้น ทำงานหนักกว่าเดิม ประหยัด คิดให้มากขึ้นกว่าเดิมว่าอะไรสมควรจ่ายหรือไม่ หาทางเอาตัวเองให้รอดจากสถานการณ์อันเลวร้ายให้ได้ เศรษฐกิจก็จะยิ่งซบเซา รายจ่ายที่ไม่จำเป็นต้องงด เคยผ่อนบ้าน รถ ทีวี ตู้เย็น ไอโฟน ตัดได้ก็ต้องตัด หนี้เสียก็จะพุ่งทะยาน จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ความเครียดทำให้คนเจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยทั่วไปหรือเจ็บป่วยทางจิต แล้วปัญหาสังคมก็จะตามมาเพราะพ่อแม่ต้องทำงานหนักขึ้น มีเวลาให้ลูก ครอบครัวน้อยลง เด็กและเยาวชนเรียนรู้ชีวิตจากละครน้ำเน่า ตบตี กรี๊ดกร๊าด นิยมความรุนแรง การแย่งชิง ไร้ศีลธรรม จากนั้นก็รวมกลุ่ม เข้าแก๊งค์มั่วสุม สารพัดปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย ฟากฝั่งสถาบันการเงินก็จะเริ่มประสบปัญหาจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพียงเพราะประชาชนคนไทยมองไม่เห็นความเชื่อมโยงของปัญหา ชาวสวนยางมีรายได้ลดลงจะกระทบมาถึงตนอย่างไร รัฐบาลก็ไร้เมตตาธรรม มองไม่เห็นความสำคัญของภาคใต้ รังเกียจเดียดฉันท์แบ่งเขาแบ่งเรา มองไม่ออกว่าถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาให้ชาวสวนยางได้ ดีไม่ดีจะขยายฐานเสียง เจาะฐานภาคใต้ ที่มั่นสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ได้ด้วยซ้ำ วิกฤติจะกลายเป็นโอกาสให้คนใต้เห็นพรรคเพื่อไทยเป็นฮีโร่ ปันใจมารักตระกูลชินแทนประชาธิปัตย์ได้เลย ผิดกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คนตระกูลชินมั่นใจหนักหนานั้น เลือกตั้งแต่ละครั้งก็แกว่งไปแกว่งมาตลอด ไม่ได้ยึดติด เหนียวแน่น ผูกพันกับพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างถาวร จะเอาอะไรแน่นอนกับคนอีสาน แม้แต่โคราชก็เถอะ บอกได้เลยว่าคนโคราชไม่ได้รักภักดีกับสุวัจน์ ลิปตพัลลภแบบที่รักมั่นคงกับน้าชาติหรอก มือคนละชั้น ผลงาน ความมุ่งมั่น ความจริงใจต่างกันเยอะ

image

วิกฤติต้มยำกุ้งคือบทเรียนสำคัญของสังคมไทย ยุคนั้นธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟถือคติแบงค์ล้มได้ แล้วใช้ประเทศไทยเป็นหนูทดลอง ปิดสถาบันการเงินไปหลายแห่ง ธนาคารต้องตัดหนี้สูญ พักชำระหนี้ ยืดหนี้ ลดต้น ลดดอกเบี้ยให้ลูกค้า เพิ่มทุนจดทะเบียนรองรับการแทงหนี้สูญก้อนใหญ่ที่เกิดขึ้น แล้วตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ขึ้นมาเป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ขายหนี้เสียของบริษัทแม่ให้บริษัทลูกเป็นผู้บริหาร ธุรกิจที่ไม่ใช่ core business ก็ขายทิ้งตามทษ.ของ Peter Drucker ที่กำลังโด่งดัง ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป บริษัทลูกหลายแห่งขายไม่ออก แนวคิดใหม่ก็เกิดขึ้น ในเมื่อธุรกิจนั้นยังทำกำไรได้อยู่ก็ไม่จำเป็นต้องตัดขาย

แต่โครงการพักชำระหนี้เกษตรกรของพรรคเพื่อไทยนั้นต่างกันไป รัฐบาลเชิญชวนให้เกษตรกรทุกคนเข้าร่วมโครงการ แม้ไม่มีปัญหาก็ขอให้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ได้ตัวเลขสูงๆเกินเป้าเอาไว้แถลงเป็นผลงานของรัฐมนตรี ผลคือธนาคารรัฐแทบเดี้ยง เดือดร้อนกระทรวงคลังต้องเพิ่มทุน

บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งสอนใจสถาบันการเงิน เอกชนไม่ได้พักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้แบบซี้ซั้ว ไม่ได้ให้รางวัลลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ด้วยการลดหนี้ให้ลูกค้าเอ็นพีแอล โขกดอกเบี้ยมหาโหดกับลูกหนี้ชั้นดีแบบที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งระยะแรก แต่ธนาคารเลือกให้รางวัลกับลูกหนี้ชั้นดีด้วยการลดต้น ลดดอกเบี้ยให้ ส่วนลูกค้าที่มีปัญหาก็พูดคุย เจรจากันแต่เนิ่นๆ ไม่ปล่อยให้เป็นเอ็นพีแอลก่อนแล้วตามแก้ซึ่งจะกระทบกับฐานเงินทุนของธนาคารได้

วันนี้ประชาชนเริ่มเดือดร้อนจากภาวะค่าครองชีพที่พุ่งทะยานสวนทางรายได้ ฟองสบู่น้ำมันยังไม่แตก แต่ฟองสบู่สินค้าเกษตรแตกไปแล้ว รายได้ลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น Crab Curry Crisis เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อรัฐบาลละเลยปัญหาชาวสวนยาง สั่งการตำรวจจราจลจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด รุนแรง หรือรัฐบาลต้องการตัดแบ่งประเทศไทยเป็นเหนือใต้ เพื่อไทยปกครองไทยเหนือ ยกภาคใต้ให้ประชาธิปัตย์ตั้งเป็นรัฐใหม่ ส่วน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยกให้เป็นรัฐอิสระ สุดแท้แต่แกนนำบีอาร์เอ็นว่าจะตั้งเป็นประเทศปัตตานี หรือจะนำไปผนวกรวมกับมาเลเซีย ?

The-Crisis-of-Argentine-Capitalism

ประเทศที่พังเพราะหนี้นั้นมีให้เห็นมากมาย ญี่ปุ่นเองก็เคยผ่านประสบการณ์ long recession มาแล้วเช่นกัน Lost Decade ของญี่ปุ่นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๑๙๙๑ – ๒๐๐๐ เนื่องจากฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์แตก จากนั้นก็มาเกิดขึ้นอีกครั้งเป็นคำรบที่ ๒ ในปี ๒๐๐๑ – ๒๐๑๐ ต่อเนื่องกัน ๒ ทศวรรษจนนักเศรษฐศาสตร์ต้องบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาคือ “Long Recession” ซึมยาวต่อเนื่อง ไม่แรงอย่าง The Great Depression  ดูเหมือนกระเตื้อง แต่กระตุ้นอย่างไรก็ไม่ฟื้น ก็เลยกลายเป็น long recession ไป

ช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ นั้นเศรษฐกิจญีปุ่นเติบโตอย่างแข็งแกร่ง…

The strong economic growth of the 1980s ended abruptly at the start of the 1990s. In the late 1980s, abnormalities within the Japanese economic system had fueled a speculative asset price bubble of massive scale by Japanese companies, banks and securities companies. The combination of exceptionally high land values and low interest rates briefly resulted in heightened liquidity in the market. It led to massive borrowing and heavy investment mostly in domestic and foreign stocks and securities.

Recognizing that this bubble was unsustainable, the Bank of Japan sharply raised interest rates in late 1989. This sharp policy caused the bursting of the bubble, and the stock market crashed. A debt crisis followed and the Japanese banks and insurances were now loaded with bad debts. The financial institutions were bailed out through capital infusions from the government, loans from the central bank and the ability to postpone the recognition of losses, ultimately turning them into zombie banks. Yalman Onaran of Salon stated that the zombie banks were one of the reasons for the following stagnation. Additionally Michael Schuman of Time magazine noted that these banks kept injecting new funds into unprofitable “zombie firms” to keep them afloat, arguing that they were too big to fail. However, most of these companies were too debt-ridden to do much more than survive on bail-out funds. Schuman believed that Japan’s economy did not begin to recover until this practice had ended.

Eventually, many of these failing firms became unsustainable, and a wave of consolidation took place, resulting in four national banks in Japan. Many Japanese firms were burdened with heavy debts, and it became very difficult to obtain credit. Many borrowers turned to sarakin (loan sharks) for loans. (As of 2012, the official interest rate was 0.1%; it has been similarly low for several years.)

The 1990s therefore was the “lost decade” when the economy contracted or grew at a paltry rate. The impact on everyday life was muted, however. Unemployment rates were high, but not at a crisis level. With the traditional Japanese emphasis on frugality and saving, an impact on an average Japanese family was quite limited, whose standard of living did not deteriorate significantly from what it was in the 1980s.

Despite the economic recovery in the 2000s, conspicuous consumption of the 1980s such as lavish spending on whiskey and cars did not return for the most part. Difficult times in the 1990s made people frown on ostentatious displays of wealth, while Japanese firms such as Toyota and Sony which had dominated the industry in the 1980s had to fend off strong competition from rival firms based in other East Asian countries, especially South Korea. Many Japanese companies replaced a large part of their workforce with temporary workers, who had little job security and fewer benefits. As of 2009, these non-traditional employees made up more than a third of the labor force.[9] As of August 2012, the nation’s economy has not fully recovered from the 1991 crash.

Interpretations

Economist Paul Krugman has argued that Japan’s lost decade is an example of a liquidity trap (a situation in which monetary policy is unable to lower nominal interest rates because these are close to zero). He explained how truly massive the asset bubble was in Japan by 1990, with a tripling of land and stock market prices during the prosperous 1980s. Japan’s high personal savings rates, driven in part by the demographics of an aging population, enabled Japanese firms to rely heavily on traditional bank loans from supporting banking networks, as opposed to issuing stock or bonds via the capital markets to acquire funds. The cozy relationship of corporations to banks and the implicit guarantee of a taxpayer bailout of bank deposits created a significant moral hazard problem, leading to an atmosphere of crony capitalism and reduced lending standards. He wrote: “Japan’s banks lent more, with less regard for quality of the borrower, than anyone else’s. In so doing they helped inflate the bubble economy to grotesque proportions.” The Bank of Japan began increasing interest rates in 1990 due in part to concerns over the bubble and in 1991 land and stock prices began a steep decline, within a few years reaching 60% below their peak.

In response to the recession, Japanese policymakers tried a series of government economic stimulus programs and bank bailouts. A 2.4% budget surplus in 1991 turned to a deficit of 4.3% by 1996 and 10% by 1998, with the national debt to GDP ratio reaching 100%. In 1998, a $500 billion bank rescue plan was implemented to encourage bank lending and borrowing. The central bank also attempted to increase inflation (which devalues savings over time but can also make debts easier to pay off), to encourage consumer spending. Krugman wrote that by 2003, the Japanese economy began to recover, helped by imports from the U.S. and China that helped Japan achieve a real growth rate of 2%. He wrote the recovery was “provisional” and there was significant risk of a return to a liquidity trap.

Economist Richard Koo wrote that Japan’s “Great Recession” that began in 1990 was a “balance sheet recession”. It was triggered by a collapse in land and stock prices, which caused Japanese firms to become insolvent, meaning their assets were worth less than their liabilities. Despite zero interest rates and expansion of the money supply to encourage borrowing, Japanese corporations in aggregate opted to pay down their debts from their own business earnings rather than borrow to invest as firms typically do. Corporate investment, a key demand component of GDP, fell enormously (22% of GDP) between 1990 and its peak decline in 2003. Japanese firms overall became net savers after 1998, as opposed to borrowers. Koo argues that it was massive fiscal stimulus (borrowing and spending by the government) that offset this decline and enabled Japan to maintain its level of GDP. In his view, this avoided a U.S. type Great Depression, in which U.S. GDP fell by 46%. He argued that monetary policy was ineffective because there was limited demand for funds while firms paid down their liabilities. In a balance sheet recession, GDP declines by the amount of debt repayment and un-borrowed individual savings, leaving government stimulus spending as the primary remedy.

Economist Scott Sumner has argued that Japan’s monetary policy was too tight during the Lost Decade.

Economists Fumio Hayashi and Edward Prescott argue that the anemic performance of the Japanese economy since the early 1990s is mainly due to the low growth rate of aggregate productivity. Their hypothesis stands in direct contrast to popular explanations that are based in terms of an extended credit crunch that emerged in the aftermath of a bursting asset “bubble.” They are led to explore the implications of their hypothesis on the basis of evidence that suggests that despite the ongoing difficulties in the Japanese banking sector, desired capital expenditure was for the most part fully financed. They suggest that Japan’s sluggish investment activity is likely to be better understood in terms of low levels of desired capital expenditure and not in terms of credit constraints that prohibit firms from financing projects with positive net present value (NPV). Monetary or fiscal policies might increase consumption in the short tun, but unless productivity growth increases, there is a legitimate fear that such a policy may simply transform Japan from a low-growth/low-inflation economy to a low-growth/high-inflation economy.

Financial Journalist Eamonn Fingleton argues there was no lost decade or decades in Japan and the appellation is complete media-created myth perpetuated for the benefit of certain vested interests. In his articles “The Myth of Japan’s Failure” and “The Myth of Japan’s Lost Decades’” he demonstrates that when one measures the success of the Japanese economy by standard of living and other types of economic indicators such as the strength of the yen and Japan’s trade surplus, a very different picture of Japan emerges. He states concerning Japan’s so-called “lost decades”, “… that presentation of Japan is a myth. By many measures, the Japanese economy has done very well during the so-called lost decades, which started with a stock market crash in January 1990. By some of the most important measures, it has done a lot better than the United States.”

He argues that there is no such thing as “recovering” from a “crash” if stock prices and asset valuations were artificially high in the first place. The “crash” itself is the recovery, that is, recovering to sensible and rational levels of asset valuation. Specifically stating “In any case the implosion since 1991 [of the stock market and real estate prices] has merely restored some sanity to valuations that had previously become — very temporarily — outlandish”. In terms of Japan’s allegedly slow “growth rate” averaging 1% per year over the past 20 years, he sees this as immaterial as the standard of living in Japan has been unaffected and has in fact improved over the ensuing years. Stating, “Japanese people have enjoyed one of the biggest improvements in living standards of any major First World nation in the interim [of the so-called “lost decades”].” In fact, he alleges that when proper accounting methods are used (i.e., adjusting gross domestic product results on a per-capita basis, and rejecting the “hedonic method” of adjusting for inflation as used by the United States) Japan actually comes out ahead of the United States in terms of economic performance.

According to Fingleton, the motives behind promoting the myth of the “lost decades” are manifold. On the Japanese side, Japanese officials benefit from the myth as it effectively mutes the opposition levied against the country during the 1980s. During that time, manufacturers in the West (most notably the American automobile industry) lamented Japan’s economic rise and claimed they were unable to compete fairly with Japanese exports, subsequently directing hostility towards Japan and the Japanese. The myth of the “lost decades” effectively deflects and mutes this economic animosity once levied towards Japan. That criticism is now levied instead against China. On the Western side, the myth of the “lost decades” makes it appear that the American and European economic situation is not as bad as it really is when comparing it to Japan’s economic malaise.

Further, from a geo-political perspective promoting the notion of Japan’s “decline” may be an attempt to foster fear and insecurity in the Japanese people in order to make them more susceptible to nationalist sentiments (thus keeping Asia divided and thwarting the formation of any regional economic bloc involving China); more accepting of the American military presence in Japan (as a “weak” Japan needs outside help to defend against China and North Korea); and finally more willing to enter into international trade agreements such as the Trans-Pacific Partnership (advocated by the United States) as the “cure” for Japan’s so-called economic decline. Specifically, Noah Smith stating, “Increased trade is probably Japan’s best bet in getting out of its current economic doldrums,” said Noah Smith, an assistant professor of finance and economics at Stony Brook University. “If Abe can actually push this [Trans-Pacific Partnership] through, this will be his economic legacy, and it will be a positive legacy.” However, some believe the Trans-Pacific Partnership will actually destroy Japan economically and seriously undermine Japan’s standard of living especially in terms of health insurance. “A nationwide association of doctors opposes the [Trans-Pacific Partnership] pact, arguing that it will force Japan to open its state-controlled health industry to American-style health insurance, eroding its universal insurance system.”.

Mr. Fingleton claims to have made an offer to the top ten advocates of the “lost decade(s)” theory if any of them would debate him in Washington D.C., he would donate $5,000 to their favorite charity. He also claims to have made an offer to U.S. ambassador to Japan, John Roos, offering him $10,000 to his favorite charity for a similar debate. There were no takers for any of his offers.

Legacy

On February 9, 2009, in warning of the dire consequences facing the United States economy after its housing bubble, U.S. President Barack Obama cited the “lost decade” as a prospect the American economy faced.[20] In 2010, Federal Reserve Bank of St. Louis President James Bullard warned that the United States was in danger of becoming “enmeshed in a Japanese-style deflationary outcome within the next several years.”

วิกฤติคือโอกาส

๙.

ศัตรูอนุเคราะห์ค่าใช้จ่าย

สงครามชี้ความเป็นตาย ความเข้มแข็งและอ่อนแอของแว่นแคว้น ประชาชนต้องบ้านแตกสาแหรกขาด รายได้ของประชาชนหายไป ๓ ใน ๑๐ ส่วน แว่นแคว้นต้องสูญเงินไปกับรถศึกที่เสียหาย มัาศึกที่อ่อนล้า เสื้อเกราะและหมวก คันธนูและลูกศร หอกและโล่ เสื้อคลุม หนังวัว เกวียนบรรทุกสัมภาระ ซึ่งต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณไปเพื่อการนี้มากถึง ๔ ใน ๑๐ ส่วน

ดังนั้นแม่ทัพผู้ปรีชาจึงใช้ยุทธปัจจัยจากศัตรู ยุทธปัจจัยที่ยึดได้จากศัตรู ๑ เกวียนเทียบเท่าสัมภาระที่ต้องผลิตเอง ๒๐ เกวียน หญ้าแห้ง ๑ มัดมีค่าเท่ากับหญ้าแห้ง ๒๐ มัดที่เราจัดเตรียมมาเอง

ทหารจะเข่นฆ่าข้าศึกก็ด้วยโทสะที่ถูกกระตุ้น ใช้ประโยชน์จากความพ่ายแพ้ของศัตรู ตกรางวัลแก่เหล่าทหารเมื่อได้รับชัยชนะ

ฉะนั้น เมื่อรถศึก ๒ ฝ่ายโรมรันพันตูกัน รถศึก ๑๐ คันแรกที่ยึดได้ต้องมีรางวัล ปลดธงของข้าศึกออก ปักธงของเราลงไปบนรถศึกที่ยึดมาได้นั้นแทน นำรถศึกที่ยึดได้มาใช้ในการรบร่วมกับยุทโธปกรณ์ของเรา ปฏิบัติต่อทหารเชลยเป็นอย่างดี เช่นนี้จึงเรียกได้ว่าใช้ชัยชนะจากการพิชิตศัตรูมาเสริมเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเอง

สงครามจึงพุ่งเป้าไปที่การกำชัยชนะให้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่เนิ่นช้า นำมาซึ่งผลประโยชน์

ดังนั้น สงครามจึงตัดสินผลแพ้ชนะกันที่ตัวแม่ทัพผู้บัญชาการรบซึ่งกุมชนะกองทัพไว้ในกำมือว่า แว่นแคว้นจะอยู่เย็นสุขหรือสับสนวุ่นวาย ถึงคราวล่มสลาย

ท่ามกลางสารพัดปัญหาจากทั้งภายในแและภายนอกประเทศที่รุมเร้าประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ เป็นภาวะวิกฤติที่แฝงไว้ด้วยโอกาส สิ่งที่เราได้เห็นกันชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆคือภาคประชาชนที่ตื่นขึ้น เรียนรู้และเติบโตมากขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป ปัญญาชนมีบทบาททางสังคมไม่มากนัก หนักไปทางสร้างปัญหาให้สังคมแตกแยกเสียมากกว่าเพราะปัญญาชนยุคใหม่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบสังคมจนเคยตัว ร่ำรวยเพราะเอาเปรียบสังคมผ่านการปั่นหุ้น ปั่นราคาน้ำมัน ทองคำ หลอกขายประกันชีวิตพ่วงบัตรเดบิต หลอกชาวบ้านทำบัตรเดบิตแทนบัตรเอทีเอ็ม หลอกทำกำไรจากค่าธรรมเนียมทำบัตรเอทีเอ็มใหม่จากประชาชนด้วยการทำธุรกิจแบบไร้ความรับผิดชอบ ไตรมาสหนึ่งๆธนาคารทำกำไรมหาศาลแต่ไม่มีปัญญาลงเอทีเอ็มตู้ใหม่ให้ลูกค้า ปล่อยให้เครื่องแฮงค์กินบัตรเอทีเอ็มประชาชนเป็นว่าเล่นเพราะได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมการทำบัตรเอทีเอ็มใหม่ จากนั้นก็มานั่งเยาะเย้ยถากถาง หัวเราะเยาะชาวบ้านว่าโง่เป็นควาย ปล่อยให้กู พวกขี้ฉ้ออย่างกูหลอกอยู่ได้ เชื่อสนิทใจแบบไม่ลืมหูลืมตา ไอ้พวกควายแดง แถวนี้ไม่มีหญ้าให้พวกมึงแดรกหรอกเฟ้ย นี่ สังคมไทย ปัญญาชนไทยยุคนี้มันเป็นกันแบบนี้ ผิดกับคนรุ่นเก่าที่เขามีเมตตาธรรม เกิดจากตระกูลชาวนา ร่ำเรียนวิชาการจากตลาดวิชา “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” จบมาก็มีจิตสำนึกทางสังคม อยากช่วยเหลือสังคม ยกระดับคนยากคนจน พ่อแม่พี่น้องของตนให้สูงขึ้น อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนา เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงเกิดขบวนการนักศึกษา เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา และ ๖ ตุลา ขึ้น

แต่สังคมไทยยุคปัจจุบัน ปัญญาชนหลอกชาวบ้านว่ากฎหมู่เป็นประชาธิปไตย ชาวบ้านก็ต้องเรียนรู้ ลองผิดลองถูกกันไปว่าประชาธิปไตยแท้จริงนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ มีมิติอะไรบ้าง กฎหมู่เหนือกฎหมายมันใช่หรือไม่ ค่อยๆเรียนรู้และพัฒนากันไปแบบลองผิดลองถูกเพราะไม่มีใครชี้แนะ จึงหลงระเริงเข้าใจผิดกับอำนาจที่ตนค้นพบว่าการรวมพลังกันเป็นกลุ่มก้อนนั้นเปลี่ยนแปลง กดดัน ชี้นำสังคมได้ขนาดไหน เมื่อประชาชนเรียนรู้จนจบครบถ้วนกระบวนความแล้ว ประชาธิปไตยก็จะงอกงามขึ้น เกิดเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมา ขึ้นอยู่กับว่า ณ วันที่ประชาชนหูตาสว่างขึ้นนั้น ใครเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชน แล้วประชาชนจะจัดการกับพวกหลอกแดก หลอกใช้ประชาชนกันอย่างไร

image

เมื่อใดก็ตามที่นักการเมืองปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดของตนเองเสียใหม่ มองให้พ้นตัวเอง เห็นสังคมทั้งสังคมเป็นหนึ่งเดียว ยุติการแบ่งเขาแบ่งเราแล้วตะโกนด่าทอต่อว่ากันไปมาจนจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นนี้เสียที แล้วหันมามีความรัก ความเมตตา ปรารถนาดีต่อกันเป็นที่ตั้ง มุ่งมั่นชี้แจงทำความเข้าใจ เปลี่ยนจากค้านเป็นโค้ช สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ทำตนให้ประชาชนเคารพ ศรัทธา เชื่อถือ เมื่อนั้นความจริงก็จะค่อยๆปรากฏว่าอะไรเป็นอะไร ศัตรู ฝ่ายตรงข้ามจะหันมาฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด มิจฉาทิฏฐิสลาย สัมมาทิฏฐิก่อเกิด ความสงบสุขก็จะค่อยๆกลับคืนมา ประชาชนที่เคยแตกแยกจะค่อยๆหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ประชาชนที่หลงผิดค่อยๆกลับตัวกลับใจ เดินหนีออกมาจากฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ยืนอยู่ตรงกลางรอการชี้แนะเพื่อตืนรู้ เมื่อมีใครสักคนเข้าไปชี้แนะ เปิดปัญญา เขาก็จะหันมาสวามิภักดิ์กับผู้มีสัมมาทิฏฐิ ผู้ชี้ทางสว่างนั้นแทน

image

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s