คิดแบบซุนวู ๔ การกำหนดยุทธวิธี


คิดแบบซุนวู ๔ การกำหนดยุทธวิธี

ซุนวูกล่าวว่า นักการทหารผู้ปรีชาแต่ครั้งโบราณกาลพึงถือการทำตนเองให้อยู่ในสถานะที่ไม่มีใครสามารถพิชิตได้ก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นก็รอคอยโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามเพลี่ยงพล้ำ จึงบุกเข้าโจมตีพิชิตชัยที่มองเห็นได้ตั้งแต่แรก

รับมั่นคง ไม่เปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามจู่โจมทำลายได้นั้น เราคือผู้กำหนด เกาะกุมชะตากรรม ความเข้มแข็ง มั่นคง ปลอดภัยไว้ของเราไว้ในมือของเราเอง แต่โอกาสที่จะรุกคืบ เอาชนะ พิชิตฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับตัวของฝ่ายตรงข้ามทำตัวของตัวเอง

ดังนั้นนักการทหารที่ดีจึงสามารถดำรงตนให้อยู่ในสถานะที่ปลอดภัย ไม่มีทางพ่ายแพ้ได้ แต่ไม่อาจให้หลักประกันอันใดได้ว่าหากโรมรันพันตูกับอริราชศัตรูแล้วจะต้องได้รับชัยชนะอย่างเป็นแม่นมั่น

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เราอาจล่วงรู้ได้ว่าจะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไร แต่ไม่อาจบอกเงื่อนเวลาที่แน่นอนให้รู้ล่วงหน้าได้ว่าเมื่อไหร่จึงจะสามารถลงมือได้

ความปลอดภัยเกิดจากกลยุทธการตั้งรับที่เหนียวแน่น มั่นคง ไม่มีจุดอ่อน ช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามได้ฉกฉวยโจมตี

ดำรงตนอยู่ในสภาวะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจโจมตี เอาชนะได้ จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่ความสามารถในการรุกรบ ช่วงชิงเอาชัย แกร่งทั่วแผ่น  เปี่ยมแสนยานุภาพ ไร้ผู้ต่อต้าน

แม่ทัพผู้ชำนาญการตั้งรับ สงบนิ่ง หนักแน่น ดั่งไร้ตัวตน ไม่อาจยั่วยุปลุกปั่นได้  ส่วนแม่ทัพผู้ชำนาญการรุกไล่โจมตีนั้นเคลื่อนทัพว่องไวดั่งสายฟ้าฟาด มีอานุภาพสะท้านฟ้า สะเทือนดินดั่งขุนศึกสวรรค์กรีฑาทัพลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นสูงสุด หนึ่งนั้นหนักแน่น มั่นคง อุ่นใจได้ อีกหนึ่งรุนแรง แหลมคม เปี่ยมพลานุภาพ กำชัยไว้ในมือตนอย่างแม่นมั่น

การเล็งเห็นชัยชนะที่ปรากฏเค้าลางขึ้นตรงหน้านั้นไม่จำเป็นต้องมีสติปัญญาอันล้ำเลิศ  เล็งเห็นชัยชนะแล้วจึงยกทัพเข้าพิชิต ผองชนจึงยกย่องสรรเสริญว่าเลิศล้ำก็เฉกเช่นเดียวกัน

ปลิดใบไม้ให้หล่นร่วงในฤดูใบไม้ร่วงได้ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่งแต่อย่างใด ; มองเห็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไม่ได้หมายความว่ามีสายตาเฉียบแหลมแต่ประการใด ; ได้ยินเสียงอสนีบาตดังลั่นก็ใช่ว่าเพราะเป็นผู้มีโสตประสาทไว ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่แต่ครั้งโบราณกาลจึงไม่เพียงพิชิตชัย แต่สามารถพิชิตชัยได้อย่างง่ายดาย เพียงพลิกฝ่ามือ

ดังนั้นชัยชนะที่่เกิดขึ้นจึงไม่ได้นำมาซึ่งชื่อเสียงเรียงนามอันยิ่งใหญ่ทั้งในเชิงสติปัญญาและความเข้มแข็งห้าวหาญ ชัยชนะที่เกิดขึ้นล้วนหมดจดงดงาม ไร้ความผิดพลาด พิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้านเพราะรุกรบกำชัยที่หยั่งรู้ล่วงหน้า เห็นชัยชนะแล้วอย่างแม่นมั่น จึงรุกรบกำชัยเหนือศัตรูที่แพ้แล้วตั้งแต่ในมุ้ง ยังไม่ทันออกรบ

สถานการณ์ของไอ้เหลี่ยม

ทำผิดมิกล้ารับ ?
ทำผิดมิกล้ารับ ?

แพ้ภัยตนเอง ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม ไร้ความจริงใจ เต็มไปด้วยคำโป้ปดหลอกลวง รอเวลาล่มสลาย คือสถานการณ์ปัจจุบันของลัทธิเหลี่ยม ก็แค่ว่าจะหมดอำนาจวันไหน อย่างไรเท่านั้นเอง : ถูกชนชั้นกลาง คนเมือง คนกรุงโค่นล้ม หรือติดคุกหัวโตเพราะปลอมแปลงเอกสาร(สอดไส้ ม.๑๑๖) ล้มล้างการปกครอง(ประกาศตนอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมรับอำนาจศาล) หรือถูกรากหญ้า เกษตรกร ชาวบ้านโค่นล้ม(จำนำ ธนาคารประชาชนล่ม ธกส. ออมสินล้มละลาย เงินฝากของเกษตรกร คนทำมาหาเช้ากินค่ำสูญเพราะไม่ได้รับการคุ้มครองฯ) เหตุปัจจัยที่จะทำให้ระบอบเผด็จการเสียงข้างมาก ทรราชย์แบบเหลี่ยมๆล่มสลายจึงมีมากมายโดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยแรงลากรถถังออกมาล้มทรราชย์แต่อย่างใด ขาดเพียงเงื่อนเวลาและเหตุปัจจัยที่สุกงอมที่จะหลอมรวมใจให้คนไทยทั้งชาติลุกฮือขึ้นมาปฏิเสธอำนาจรัฐบาลหุ่นเชิดไร้ยางอายและสภาทาสจอมตะกละ กินมูมมาม เอาแต่ได้ถ่ายเดียว ทรยศประชาชน เพื่อยกเครื่องประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราจะก้าวไปด้วยกันทุกภาคส่วนในไม่ช้าไม่นานขึ้นอยู่กับว่าคนเมือง คนกรุงกับคนบ้านนอกจะรวมตัวกันติดหรือไม่ หากคนไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียว เพียงการเปลี่ยนแปลงครั้งเดียว สังคมวิวัฒน์ไปข้างหน้าตามกงล้อแห่งวัฎจักรสังคม ก้าวพ้นยุคทุนสามานย์หลอกใช้มวลชนสู่ยุคนักรบ(ประชาชนล้มรัฐบาลทุนสามานย์ เลิกความคิดกฎหมู่เหนือกฎหมาย หันมาบังคับใช้กฎหมายกับทุกคน ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม)เรื่องราวก็จบสมบูรณ์

รัฐบาลที่ไม่บริหารประเทศเพื่อประชาชน สภาที่ไม่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน ตำรวจและฝ่ายปกครองที่เลือกข้างมุ่งปกป้อง โอบอุ้ม ช่วยเหลือเฉพาะพวกพ้องแห่งตน ไล่ล่าทำร้าย ทำลายประชาชนที่เห็นต่าง ย่อมไม่ได้รับการยอมรับจากคนทั้งประเทศ ยิ่งอยู่นานกระแสต่อต้านยิ่งแรงขึ้น เกมนี้ยิ่งเล่นยิ่งเจ็บ ยุบสภาวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืน มะเรื่องนี้ยังคงได้รับชัยชนะ ได้กลับมาปกครองประเทศไทย คนไทยทั้งชาติ แต่นายโรงกลับเลือกเล่นเกมทำลายตนเองเพราะอะไร ?

คนที่เดือดร้อนตัวจริงคือบรรดาเสนาบดีที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบันจะหมดอำนาจ ถูกถีบทิ้งทันทีเพราะสมาชิกบ้านเลขที่ ๑๐๙ ๑๑๑ พ้นโทษแบนมาแล้ว และหากบ้านเมืองสงบแกนนำไม่ใช่แค่หมดรายได้แต่อาจกลายเป็นศพได้เพราะหมดประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องปลุกปั่นนายใหญ่ให้สู้ต่อไป ไอ้เหลี่ยมจึงตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่ากรรมบังตา ฟังแต่รายงานเท็จ ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงว่ายิ่งสู้ยิ่งแพ้ สันดานเหลี่ยม มึน ด้าน ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แต่ถ้ามั่นใจว่ายุบสภาแล้วชนะแน่ๆก็จะยอมยุบสภาแต่โดยดี(ตัวเองมีอำนาจอยู่ รู้สถานการณ์ดีจึงยุบสภา) ถ้าไม่มั่นใจก็ยื้อไปเรื่อยๆ(นอมินี ๑ – ๒ ยื้อสุดฤทธิ์) แต่ถ้าแพ้ก็จะออกแนวขี้แพ้ชวนตี(ปี ๕๑ – ๕๓) ถ้าไอ้เหลี่ยมเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงคงไม่ยื้อ ไม่ปฏิเสธอำนาจศาลเพราะยังมีตัวให้เล่นอีกเยอะ ยิ่งยื้อมวลชนคนเสื้อแดงยิ่งตีจาก แทนที่จะได้ปกครองคนทั้งประเทศอย่างมากก็ทำได้แค่ปกครองเหนือ-อีสาน หมากเกมนี้จึงมีความเป็นไปได้ ๒ อย่างคือ ไอ้เหลี่ยมวางแผนเองโดยที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ถ่องแท้ เชื่อรายงานเท็จของลิ่วล้อ หรือไม่ก็กุนซือคิดไม่ซื่อ แอบแฝงผลประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่…รักษาอำนาจของตนเองหรือไม่ก็วางยาเพื่อให้มวลชนก้าวข้ามไอ้เหลี่ยม ล้มทุนเพื่อปฏิวัติประชาชน แกนนำ คนมีบทบาทสำคัญทั้ง ๒ ฟากฝั่งล้วนเติบโตมาท่ามกลางการช่วงชิงกันระหว่างค่ายเสรีกับค่ายคอมมิวนิสต์ ทษ.มาร์กซิสต์ฝังหัวกันทั้งนั้นแหละ ต่างกันที่ยึดตำราฝรั่งหรือตำราจีนเท่านั้นเอง

หมดความชอบธรรมเพราะสถาปนาตนเหนือกฎหมาย

ระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
ระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ The king can do no wrong จักรพรรดิคือกฎหมาย ผู้ใดถือป้ายอาญาสิทธิ์ทำผิดไม่ต้องติดคุก แต่ในยุคประชาธิปไตย แม้แต่พระมหากษัตริย์ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย บ้านเมืองจึงดำเนินต่อไปได้เพราะทุกคนในสังคมเคารพกฎกติกา

mob-heart-vs-money

สภาหมดความชอบธรรม

สภาซึ่งมีหน้าที่ออกกฎหมายบังคับใช้กับคนทั่วไป เพื่อความสงบ ความเจริญของบ้านเมืองจึงหมดความชอบธรรมเพราะออกป้ายอาญาสิทธิ์ให้ someone can do no wrong ใครก็ตามที่ทำผิด ฆ่า ปล้น เผาด้วยแรงจูงใจทางการเมืองไม่ต้องรับโทษ ทำลายหลักกฎหมายอย่างชัดเจน นิรโทษยกเข่งแถมกรือเซะ-ตากใบพ่วงด้วยจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของไทยยุคทุนสามานย์หลอกใช้มวลชน นักการเมืองบอกว่าปรองดองต้องนิรโทษยกเข่ง ประชาชนไม่เอาด้วย คนไทยส่วนใหญ่อยากรู้ความจริงว่าใครสั่งฆ่า คนผิดต้องรับโทษก่อน สำนึกผิดแล้วจึงคิดถึงเรื่องการให้อภัย ประชาชนที่นิ่งเฉยจึงลุกออกมาประกาศจุดยืนของตนให้สังคมได้รับรู้ ประชาชนบางส่วนจึงเลือกที่จะกลับใจ เปลี่ยนขั้ว หันมาให้การสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่งแทน และมีบางส่วนเลือกที่จะแยกตัวออกมาตั้งมั่นอยู่ตรงกลาง เพราะทำใจรับไม่ได้กับมวลชนกลุ่มก้อนต่างๆที่ประกาศตน แสดงบทบาทอยู่ทั้ง ๒ ฟากฝั่ง

มวลชนฝ่ายหนึ่งจึงเพิ่มจำนวนขึ้น เพราะคนที่นิ่งเฉยยอมออกมาแสดงตน ขณะที่มวลชนอีกกลุ่มหนึ่งหดหายไปมากมายมหาศาลเพราะมวลชนตีจาก  แกนนำมวลชนเมื่อเห็นลางร้าย หายนะ ความพ่ายแพ้ที่รออยู่เบื้องหน้าก็เริ่มรวนเร อยู่ต่อดีหรือตีจาก ?

แกนนำย่อมต้องแสดงตนเพื่อทำผลงาน ผลัดกันออกมาเติมตังค์ตุนใส่กระเป๋าไว้ก่อนตีจาก ส่วนนักการเมืองก็ต้องเช็คสถานการณ์ ฐานเสียงของตนเองอย่างใกล้ชิดว่าที่ยังคุมได้ ยังเคารพนับถือเชื่อฟังกันอยู่มีมากน้อยแค่ไหน ที่ยังอาจโน้มน้าวใจได้มีเท่าไหร่ และที่ตีจากไปแล้วมีมากน้อยเพียงใด เบ็ดเสร็จแล้วอยู่ฝ่ายไหนจึงจะได้รับชัยชนะ

เจ้าแม่นักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งซึ่งคนไทยรู้จักเธอเป็นอย่างดี บิ๊กเปาหน้าตาแบบนี้ออกทีวีทีไรขอขึ้นราคาทุกที เธอบอกลูกชายนักการเมืองของเธอและประกาศบอกลูกน้องทุกคนของเธอว่า … ให้เตรียมเสื้อเอาไว้ทั้ง ๒ สี ฝ่ายไหนแพ้ก็เก็บเสื้อฝ่ายนั้นซุกไว้ด้านหลังก่อน ชูเสื้อฝ่ายชนะขึ้นมา เล่นการเมืองต้องทำแบบนี้

… นี่คือความเป็นจริงทางการเมืองซึ่งไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร ความยากของการเป็นนักการเมืองจึงอยู่ที่การจับจังหวะ วางตนให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ เปลี่ยนข้างเร็วไปก็แพ้เลือกตั้ง เปลี่ยนข้างช้าเกินไปก็แพ้เลือกตั้งเช่นกัน

รัฐบาลหมดความชอบธรรม

เหมาเข่งผ่านสภาล่าง หัวหน้ารัฐบาลเรียกร้องสังคมยอมรับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสภาสูงรับลูกต่อ รัฐบาลจึงหมดความชอบธรรมเพราะให้ท้ายกฎหมายเหมาเข่ง เปิดทาง someone can do no wrong รื้อฟื้นระบอบป้ายอาญาสิทธิ์ ปล้น ฆ่า เผาได้ไม่ผิดกฎหมายหากพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง แล้วรัฐบาลจะดูแลรักษาความสงบในบ้านเมืองได้อย่างไร

พรรคการเมืองหมดความชอบธรรม

กฎหมายเหมาเข่งผ่านสภาฉลุย โดยพรรคเพื่อไทยมีมติให้ส.ส.โหวตผ่านกฎหมายชั่วร้าย ทำลายหลักนิติรัฐดังกล่าว ซ้ำร้ายพรรคเพื่อไทยยังออกมติพรรค ไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ทำตนเหนือกฎหมายเข้าให้อีกจึงผิดซ้ำสองด้วยข้อหาฉกรรจ์

ตำรวจหมดความชอบธรรม

56-11-30_ม้าไม้เมืองทรอย

๓๐ พ.ย. ๕๖ แกนนำแดงสั่งระดมพลครั้งใหญ่เพื่อปกป้องรัฐบาล ประกาศชุมนุมยืดเยื้อคู่ขนานกับ “กปปส.” ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณประกาศลั่นสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ปฏิวัติประชาชน ปฏิรูปประเทศไทย สร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยปักหลักชุมนุมอยู่ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ปราการอันมั่นคง มีรั้วรอบขอบชิด ดูแล้วปลอดภัย ภายใต้การอารักขาของตำรวจ อำนวยความสะดวกในการเดินทางและชุมนุมอย่างเต็มที่

ความวุ่นวายเริ่มต้นจากผู้ชุมนุมเสื้อแดงทำลายป้ายสถาบัน ยั่วยุนักศึกษารามคำแหงให้โกรธแค้นจึงตอบโต้แก้แค้นกันไปมา คนเสื้อแดงใช้แผนผึ้งแตกรัง กระจายกำลังออกปฏิบัติการกองโจร ก่อการร้าย ลอบยิง ปิดล้อม และซุ่มโจมตีนักศึกษารามคำแหง อธิการบดีม.รามร้องขอความช่วยเหลือแต่ตำรวจเพิกเฉย มุ่งคุ้มครองคนเสื้อแดงกลับบ้านอย่างปลอดภัยหลังบรรลุเป้าหมาย สร้างสถานการณ์ความวุ่นวายเพื่อยุติการชุมนุมได้สำเร็จ โชคดีที่ทหารยังอยู่เคียงข้างประชาชน นักศึกษากว่าพันคนในมหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงออกจากมหาวิทยาลัยได้อย่างปลอดภัย

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ล้มระบอบร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม

เป้าหมายที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมุ่งหวัง ไม่ว่าจะเป็นการล้มระบอบร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม หรือการปฏิวัติประชาชน ตั้งรัฐบาลประชาชนและสภาประชาชนขึ้นมาแทนที่นั้นแม้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ยากยิ่งที่จะประสบความสำเร็จ เพราะรัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะตั้งสภาประชาชนที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกหมู่เหล่า ท่าทีที่รัฐบาลแสดงออกมาล้วนถูกปฏิเสธเพราะประชาชนไม่เชื่อถือรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลเล่นลิ้น กลิ้งกลอก สับปลับ กลับกลอก หน้าไหว้หลังหลอก ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ “สวยประหาร” มาโดยตลอด ดังนั้นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจึงต้องสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลและสภาเกิดสูญญากาศ ยุบสภาแล้วตามมาด้วยการลาออกของรัฐมนตรีทั้งคณะเพื่อขอนายกฯพระราชทานตามมาตรา ๗ ขึ้นมาก่อน แล้วให้นายกฯพระราชทานเป็นผู้จัดตั้งสภาประชาชนจึงจะวางใจได้

หากรัฐบาลยังคงดึงดันเดินหน้าต่อไปจนกระทั่งส.ส.รัฐบาลถูกปปช.ชี้มูลความผิด ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จึงประกาศยุบสภา คงสถานะเป็นนังยากรักษาการต่อไป ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่ากฎหมายเหมาเข่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ล้มล้างหลักกฎหมาย หลักการปกครอง ถือเป็นความผิดอย่างร้ายแรงแล้ว เมื่อปปช.ชี้มูลความผิดส.ส.ที่ลงมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว หลักฐานก็ปรากฏชัดเจนว่านังยากรักษาการได้ร่วมกระทำผิดนั้นด้วยก็จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่อีก แล้วมันจะอย่างไรกันต่อไปล่ะทีนี้บ้านเรา เมืองเรา หรือจะต้องนำมาตรา ๗ มาใช้ ขอนายกฯพระราชทานกันจริงๆ

วัวพันหลัก ติดกับดักทำลายตนเอง

หลอก/จ้างคน(รัก)มาม็อบ
หลอก/จ้างคน(รัก)มาม็อบ

… เฮ้ย ไอ้โง่ ไอ้ควาย มึงมานี่สิ มาช่วยกูหน่อย กูจะล้มไอ้เหลี่ยมที่ให้ค่าจ้างมึงวันละ ๓๐๐ บาท ให้เงินเดือนมึงเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท รับซื้อข้าวจากมึงตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท … ถามหน่อยเหอะ เป็นมึงๆจะมาช่วยเขาหรือเปล่าล่ะ ไอ้ปากหมา

… ดูสิเห็นปะ ค่าแรง ๓๐๐ บาท โรงงานปิดตัวย้ายไปญวน เขมรกันหมดแล้ว ; หอพัก ร้านขายของชำเจ๊งบ๊งกันเป็นแถบๆ ; จำนำข้าวตันละ ๑๕,๐๐๐ บาทก็เล่นซะธกส.ขาดทุน เงินฝากของธกส.ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองซะด้วยสิ รัฐบาลใช้เงินปีละ ๑.๕ แสนล้านบาทถึงมือเกษตรกรอย่างเราๆแค่ ๓ หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง ที่เหลือพวกจัญไรแมร่งเอาไปแดกหมด ถ้ารัฐบาลเชื่อฝ่ายค้าน นักวิชาการ จ่ายแค่ส่วนต่าง วันนี้เราก็ยังได้เงินตันละ ๑๕,๐๐๐ บาทอยู่ ; วันนี้ พรุ่งนี้ขอแรงป้าไปช่วยกันหน่อย หยุดงานสักวัน สองวัน อุ้มลูกจูงหลานไปข้าวกินหลังเวทีด้วยกัน พอเรากดดันนักการเมืองให้ยอมยกเครื่องประเทศไทยได้สำเร็จ เกิดการปฏิรูปประเทศในทุกๆด้าน อนาคตของป้าก็จะเปลี่ยนจากการทำมาหาเช้ากินค่ำ ไม่มีหลักประกันในชีวิตอะไรเลย เจ็บป่วยวันไหนลูกหลานก็อดข้าววันนั้น ชีวิตป้ากับลูกหลานก็จะได้มี safety net ทางสังคม(ขออภัยเห็นเค้าใช้ศัพท์คำนี้กัน พยายามแปลเป็นไทยแล้วแต่นึกคำที่เข้าท่าไม่ออกครับ) ทีนี้ป้าก็จะได้เข้าถึงกองทุนประกันสังคม เจ็บป่วยป้ากับลูกป้าก็จะได้เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ตกงานก็เบิกเงินช่วยเหลือได้ แก่เฒ่าก็มีบำเหน็จบำนาญกินเหมือนพวกหนูไง … แบบนี้มันน่าออกมาช่วยกันเป่านกหวีดมากกว่ามั๊ยครับ ไอ้พวกปากหมาทั้งหลาย แค่เปลี่ยนวิธีพูดเท่านั้นเอง ดูดีกว่ากันเยอะ น่าจะได้ผลมากกว่ามากมายมหาศาล

ที่ผ่านมาในอดีตนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หรือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และพฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ ประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองมีแต่ปัญญาชนเท่านั้น การลุกขึ้นสู้ของปัญญาชน คนเมือง คนกรุงจึงสามารถล้มรัฐได้ ภาคชนบทได้แต่มองดูเฉยๆบ้าง ไม่สนใจใยดีบ้าง เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัว หรือจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่

แต่ ณ ขณะปัจจุบันนั้น ประชานิยมปลุกคนยากจน ชาวบ้าน คนทำมาหาเช้ากินค่ำให้ตื่นขึ้น ตกเป็นเครื่องมือ ฐานอำนาจ ขุมกำลังสำคัญที่ให้การสนับสนุนระบอบร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม หากคนเมือง คนกรุง ปัญญาชนประสบความสำเร็จในการล้มอำนาจรัฐ หากเป็นไปโดยชอบ ไม่ขัดหูขัดตาชาวบ้านเพราะรัฐบาลก็ทำตัวเองให้ชาวบ้านเบื่อ เอือมระอา ชาวบ้านจึงนิ่งเฉย ไม่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน ทวงคืนอำนาจของเจ้าแห่งเหลี่ยมเล่ห์ก็ถือว่าโชคดีไป ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมหนีไม่พ้นอีหรอบเดิมๆคือการเปลี่ยนแปลงแบบยัดเยียดที่คนเมือง คนกรุง ปัญญาชน สภาพัฒน์ ทีดีอาร์ไอยัดเยียดการพัฒนา ความเจริญให้กับภาคชนบท ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำให้หนักข้อขึ้นกว่าเดิม และตามมาด้วยการเหยียดชนชั้น เฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีตให้ย้อนกลับมาทำร้ายสังคมไทยอีก แต่คราวนี้จะไม่ใช่เพียงคนอีสานเท่านั้นที่กลายเป็นพลเมืองชั้น ๒ คนเหนือก็โดนด้วย อาจจะหนักกว่าคนอีสานเสียด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าประชาชนคนยากจน คนต่างอำเภอไม่ยอม กระแสก็จะตีกลับ เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมาจริงๆ กลายเป็นการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ ล้มทุน ล้มกดุมพีน้อย อาจเรียกได้ว่าสังคมวิวัฒน์จากระบอบนายทุนศักดินาสู่ระบอบสังคมนิยม แล้วจบที่ระบอบคอมมิวนิสต์ตามตำราของพวกมาร์กซิสต์ อย่างที่คอมมิวนิสต์หลงยุคใฝ่ฝัน

โดยเนื้อแท้ ความเป็นจริงแล้ว อนาคตประเทศไทยตอนนี้ขึ้นอยู่กับชาวบ้านตาดำๆ ตาสีตาสาที่คนเมือง คนกรุง ปัญญาชนขนานนามว่าไอ้โง่ ควายแดง(แถวนี้ไม่มีหญ้าให้ควายแดก) และไทยเฉยจึงเป็นผู้ชี้ชะตาอนาคตของสังคมไทยตัวจริง ว่าเขาจะเลือกอยู่ข้างไหน ถ้าเขาเลือกอยู่ใต้ร่มธงแดงที่ให้เกียรติ ยกย่องเขาเสมอมา ตำรวจ อัยการ ฝ่ายปกครองก็อยู่ในอุ้งมือเขา ถ้าทหารแตงโมเอาด้วย ประเทศไทยแตกเป็นเสี่ยงเพียงเพราะความปากหมา ปัญญานิ่ม หลงเหลี่ยมคอมมิวนิสต์ที่อยู่ใต้ร่มธงของคนทุกค่ายสีนั่นเอง (สังเกตุดูสิสื่อทุกค่าย ทุกสี ทุกสำนักต่างมีกองโฆษณาการที่มุ่งสร้างความเกลียดชัง แตกแยก ปลุกกระแสชนชั้นแอบแฝงทำงานเผยแพร่ผลงานแบบเนียนๆอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เพราะอะไร ถ้าไม่ใช่แอบหวังอยู่ลึกๆถึงการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพตามทษ.มาร์กซ์ อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อว่าจะมีบรรดาบุคคลระดับชี้นำคนใดไม่เคยอ่านแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ รัฐกับการปฏิวัติ ฯลฯ)

Road to nowhere พอกันทั้ง ๒ ฟากฝั่งจริงๆ

I was looking back on my life
And all the things I’ve done to me
I’m still looking for the answers
I’m still searching for the keyChorus:
The wreckage of my past keeps haunting me
It just won’t leave me alone
I still find it all a mystery
Could it be a dream?The road to nowhere leads to meThrough all the happiness and sorrow
I guess I’d do it all again
Live for today and not tomorrow
It’s still the road that never endsChorusThe road to nowhere leads to meAh ah
The road to nowhere’s gonna pass me by
Ah ah
I hope we never have to say goodbye
I never want to live without youChorusThe road to nowhere leads to me
The road to nowhere leads to me
You got to got to got to
Lead to me
The road to nowhere leads to me
You got to got to got to
Lead to me
You got to got to got to
Ohhhhhhhhhhhhhhhh
The road to nowhere

To Avoid Defeat

ดังนั้นแม่ทัพผู้ชำนาญการศึกจึงตั้งตนอยู่ในสถานะที่มั่นคง ปลอดภัย ไม่อาจถูกโจมตีทำลายให้แพ้พ่ายให้ได้ก่อน และเมื่อโอกาสที่จะพิชิตกำชัยเหนือฝ่ายตรงข้ามมาถึงก็จะไม่ปล่อยโอกาสงามๆนั้นให้หลุดลอยไปอย่างเด็ดขาด

ดังนั้นกลยุทธแห่งชัยชนะจึงเริ่มจากการค้นหาช่องว่างจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามที่สามารถจู่โจมทำลายให้ได้ก่อน แล้วกำหนดแผนการบุกโจมตีพิชิตชัยจากจุดนั้น ไม่ใช่วางแผนรุกรบเพื่อแสวงหาชัยชนะเอาข้างหน้า วางแผนการรบบนความสุ่มเสี่ยง มั่วๆ สะเปะสะปะเอาชีวิตไพร่พล หายนะของกองทัพมาเป็นเดิมพัน

แม่ทัพผู้ชาญศึกจึงถือคุณธรรมน้ำใจเป็นที่ตั้ง เคร่งครัดระเบียบวินัย วิถีแนวทางที่ถูกต้องชอบธรรม ดังนั้นจึงสามารถเกาะกุมหัวใจไพร่พลได้สำเร็จ มีทั้งอำนาจ มากด้วยบารมีจากศรัทธาอันเปี่ยมล้นที่ไพร่พลมอบให้ สามารถตายแทนนายได้

วิธีการทางการทหารนั้น กองทัพจะต้อง (๑) วัดปริมาณ (๒) ประเมินเชิงคุณภาพ (๓) คำนวณ (๔) เปรียบเทียบความได้เปรียบ เสียบเปรียบ โอกาส ความเป็นไปได้ (๕) เล็งเห็นวิธีพิชิตกำชัย

การวัดปริมาณคือหาข้อมูลว่ามีอะไรอยู่มากน้อยแค่ไหน (๑) จากนั้นก็ระบุว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นมีคุณภาพเป็นอย่างไร (๒) แล้วคำนวณดูในส่วนของทรัพยากรที่มีคุณภาพ (๓) จากนั้นก็เปรียบเทียบ ชั่งใจดูว่ามีโอกาส ความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละทางเลือก (๔) แล้วจึงลงมือดำเนินการจากการเลือกที่เห็นว่านำมาซึ่งชัยชนะอย่างแน่นอน (๕)

กองทัพพิชิตฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะนำจุดแข็ง สิ่งที่ตนได้เปรียบไปสู้กับจุดอ่อน สิ่งที่เป็นความเสียเปรียบของฝ่ายตรงข้าม  บุกตะลุยไปข้างหน้าดั่งสายธารน้ำตกไหลหลั่งลงมาจากโกรกผาเบื้องบนสู่หุบเหวลึกหลายพันฟุตที่อยู่เบื้องล่าง นี่คือเคล็ดความสำคัญของการกำหนดยุทธวิธีพิชิตคู่ต่อสู้

 รวมใจไทยเป็นหนึ่ง

ทุกคนล้วนเป็นคนไทย
ทุกคนล้วนเป็นคนไทย

ก็รู้ทั้งรู้อยู่ว่าคนไทย ๙๙% รักในหลวง มีเพียงร้อยละ ๑ เท่านั้นแหละที่คิดล้มเจ้า ชอบระบอบประธานาธิบดี ; แล้วเราก็เห็นๆกันอยู่ว่าทุกคนต่างมีปัญหา ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจซบเซาทำมาหากินลำบาก ยอดขายตก แต่ปตท. บจ.ในตลาดหุ้นกำไรมหาศาล ส่วนพวกหมอผีมันตะแบงถูไถไปเรื่อยเปื่อยใช้ประชาธิปไตยบังหน้า โป้ปดมดเท็จหลอกลวงชาวบ้านต่างๆนานา ก็แล้วทำไมเราไม่หยิบยกปัญหาขึ้นมา เสนอทางออก วาดภาพอนาคตใหม่ ให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น แล้วค่อยๆชี้แจงแถลงไขทำความเข้าใจกันไป เขาก็จะเข้ามาร่วมมือกับพวกคุณ หรือแท้จริงแล้วคุณเองก็นิยมระบอบประธานาธิบดี ต้องการสถาปนารัฐไทยใหม่ ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมือง สงครามประชาชน สงครามชนชั้น การกดขี่ เหยียดหยามกันว่ากูคนเมือง กูคนมีการศึกษา มึงมันพวกบ้านนอก พวกไร้การศึกษา เรามารบกันรอบ ๒ ดีกว่า ลึกๆแล้วคุณเองก็ต้องการเช่นกันใช่หรือไม่

สามัคคีคือพลัง อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยไม่ใช่รัฐบาลหรือนักการเมืองคนใด

ท่ามกลางสงครามประชาชนเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐของนักการเมือง ๒ ฟากฝั่ง หากประชาชนคนไทยวางตัวถูกต้องเหมาะสม รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมนักการเมือง สามัคคีรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ประชาชนก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง การปฏิรูป “ยกเครื่อง” ประเทศไทยอย่างแท้จริงก็จะเกิดขึ้น อำนาจของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนขึ้นอยู่กับการรู้เท่าทันเกมนักการเมือง สามัคคีรวมใจเป็นหนึ่งเดียว สู่เป้าหมายด้วยการก้าวไปพร้อมๆกัน ก้าวไปด้วยกันของคนไทยทั้งประเทศ

๑. การที่มวลชนมากมายมหาศาลรวมตัวกันออกมาแสดงเจตจำนงค์ที่แท้จริงของตนบนท้องถนน “มาด้วยใจไม่มีใครจ้าง” คือภาพสะท้อนชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชน คนที่เห็นด้วยกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีมากมายมหาศาล คนที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลมีแต่จะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อประชาชนเลิกสนับสนุนรัฐบาล บางส่วนก็เลือกที่จะนิ่งเฉย กลายเป็นไทยเฉยในสายตาฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเพราะไม่เอารัฐบาลแล้วแต่ก็ไม่เอาฝ่ายต่อต้านรัฐบาลด้วยเช่นกัน ขณะที่บางส่วนตัดสินใจพลิกกลับ หันไปเข้ากับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลแทน นั่นก็ด้วยความโกรธแค้นรัฐบาลอย่างถึงที่สุดที่ถูกรัฐบาลหลอกใช้นั่นเอง

แกนนำมวลชนจึงต้องเข้าใจธรรมชาติ สภาพความเป็นจริงด้วยว่าแท้จริงแล้วแกนนำนั้นต้องรับใช้มวลชน ต้องขับเคลื่อนมวลชนภายใต้เจตจำนงค์ของประชาชน หากประชาชนบอกให้หยุด “ยุบสภา” ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการต่อสู้ยกแรกนี้ แกนนำมวลชนก็ต้องหยุด ; หากประชาชนบอกให้ไปต่อ “ปฏิวัติประชาชน ปฏิรูป-ยกเครื่องประเทศไทย” แกนนำก็ต้องไปต่อ เพราะสภาพที่แท้จริงเป็นเช่นนั้น ตราบใดที่ประชาชนยังเห็นด้วยกับแกนนำ ประชาชนก็จะออกมาร่วมแรงร่วมใจกับแกนนำ หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับแกนนำ ประชาชนก็จะหยุดเติมกำลัง นิ่งเฉย ไม่ออกมาร่วมแรงร่วมใจกับแกนนำ น้ำพึ่งเรื่อเสือพึ่งป่า ธรรมชาติของสังคม การรวมตัวคือต้องมีกฎกติการ่วมกัน มีใครบางคนบัญญัติกฎ รักษากติกา ชี้ทิศนำทางสังคม หากสังคมให้การยอมรับเขาก็คือผู้นำของสังคม หากสังคมไม่ให้การยอมรับ คนในสังคมก็ไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตาม

๒. มวลชนมหาศาลที่ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้นั้นยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนเมือง คนกรุง คนต่างอำเภอ ภาคชนบท ชาวบ้าน คนหาเช้ากินค่ำส่วนใหญ่ยังคงนิ่งเฉยด้วยเหตุผลต่างๆ บ้างเพราะสภาพปากท้องบีบบังคับต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง บ้างก็เป็นฝ่ายตรงข้ามกับแกนนำที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล บ้างก็ไม่เอาด้วยกับทั้ง ๒ ฝ่าย

แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ประชานิยมล่มสลายเพราะรัฐบาลหมุนเงินไม่ทัน ก่อหนี้เพิ่มไม่ได้ ธกส. ออมสิน เครื่องมือหลักที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมล้มละลาย จำนำสินค้าเกษตรล่ม เงินฝากของเกษตรกร ชาวบ้าน คนยากคนจน พ่อค้าแม่ขายได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก เมื่อนั้นรากหญ้า ฐานเสียงสำคัญที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลแดงลุกฮือแน่นอน เพียงแต่ว่าเขาจะลุกขึ้นสู้บนลำแข้งแขนขา สร้างเครือข่ายของเขาขึ้นมาเอง หรือจะยอมเข้าร่วม รวมกลุ่มกับปัญญาชน คนเมือง คนกรุงที่ต่อต้านรัฐบาลอยู่ในปัจจุบันนี้เพื่อล้มรัฐบาล ย่อมขึ้นอยู่กับการวางตัวของปัญญาชน คนเมือง คนกรุงว่าให้เกียรติ ยกย่องเขาหรือไม่ เพียงใด

หากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลใจร้อนด่วนได้ ต้องการให้เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา หันหลังให้รัฐบาลเร็วขึ้น ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลต้องได้รับความร่วมมือจากสื่อมวลชน TPBS สื่อสาธารณะที่ออกอากาศโดยใช้เงินภาษีของประชาชน ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสื่อเสรี ส่วนสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่องช่อง ๕ และช่อง ๗ ต่างก็เป็นสถานทีของกองทัพที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ปฏิญาณตนว่าจะปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รักษาความมั่นคง ก็ต้องทำหน้าที่นี้ด้วยเช่นกัน เพราะสถานการณ์ ณ ขณะนี้คือการกำหนดชี้ชะตาอนาคตชาติว่าจะธำรงคงอยู่ต่อไปหรือแตกเป็นเสี่ยง ทั้ง ๓ สถานีต้องเป็นตัวหลัก เปิดพื้นที่ช่วงละครหลังข่าวให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนำเสนอสกู๊ปสั้นๆในช่วงพักโฆษณาได้ หากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลสามารถสื่อสารถึงชาวบ้านได้ว่าแท้จริงแล้วความจริงคืออะไร (๑) ความมั่นคงทางการปกครองคือชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้แก่ความจริงเรื่องเขาพระวิหาร ลัทธินิกายนอกรีตที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ และความพยายามของบุคคลบางกลุ่มที่จ้องล้มล้างสถาบันซึ่งรู้กันดีในโลกออนไลน์ แต่ชาวบ้านที่ทำมาหาเช้ากินค่ำไม่มีโอกาสได้รับรู้เพราะศาลปิดปากสื่อมวลชนไม่ให้นำเสนอความจริงในเรื่องนี้ว่ามีใครพูดจาปราศรัย หรือให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเอาไว้อย่างไรบ้าง (๒) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือ สภาพคล่องของออมสิน ธกส.หากเดินหน้าต่อจะเป็นอย่างไร หากธกส. ออมสินล้มเพราะจำนำสินค้าเกษตรราคาสูงแล้วเงินฝากในบัญชีธนาคารของชาวบ้านจะเป็นอย่างไร รัฐบาลมีปัญญาหาเงินมาใช้คืนให้ชาวบ้านหรือไม่ ความจริงเรื่องบริหารน้ำเป็นอย่างไร รถไฟความเลวสูงนั้นแท้จริงแล้วชาวบ้านจะได้ใช้หรือไม่ ชุมชนที่ถูกรถไฟความเลวสูงพาดผ่านจะต้องเจอกับอะไรบ้าง รถไฟความเลวสูงจะจอดที่ไหนบ้าง แล้วค่าโดยสารรถไฟความเลวสูงนั้นชาวบ้านมีปัญญาไปใช้บริการหรือไม่ จำนวนผู้โดยสารที่จะทำให้เกิดจุดคุ้มทุนได้นั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ข้อมูลข่าวสารที่ชาวสังคมออนไลน์พบเห็นจนชินตาว่าคนนั้นพาดพิงในหลวงต่างๆนานาอย่างต่อเนื่องนั้นมีเยอะแยะมากมายขนาดไหน เป็นต้น

๓. การบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ที่เกิดขึ้นนั้น ศาลเองก็ต้องยอมรับด้วยว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย เพราะศาลบังคับใช้มาตรา ๑๑๒ อย่างไร้มิติ ใครเผยแพร่คลิปหมิ่นเจ้าถือว่าผิดกฎหมาย เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปหมดทุกกรณี จึงกลายเป็นปัญหา จุดอ่อนทางสังคมให้ฝ่ายนิยมระบอบประธานาธิบดีนำมาใช้ เผยแพร่คลิปหมิ่นเจ้าได้โดยที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ทั้งๆที่การหมิ่นเจ้า ประกาศเจตจำนงค์ล้มเจ้านั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา หลายกรรม หลายวาระ โดยที่ชาวบ้านไม่อาจล่วงรู้ได้ จึงเข้าใจผิดคิดว่าใครๆก็รักสถาบัน รักพระเจ้าอยู่หัว ผู้นิยมระบอบประธานาธิบดีจึงแทรกซึมสังคม บ่อนทำลายสถาบัน เพาะสร้างความเกลียดชังสถาบันให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวบ้านให้ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆได้

หากศาลต้องการจะไถ่โทษผิดกรณีนี้ ศาลก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ขบวนการล้มเจ้านั้นมีอยู่จริงและพยายามเผยแพร่แนวคิดล้มเจ้าตลอดเวลา คนที่ต่อสู้เรื่องล้มเจ้านี้ก็คือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ดังนั้น ศาลต้องยอมเปิดช่องทางให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความจริงกรณีล้มเจ้านี้โดยได้รับอนุญาตจากศาลว่าได้ตรวจสอบเนื้อหาแล้วว่าเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนคนทั่วไปได้รับรู้ว่ามีใครบ้างที่ออกมาหมิ่นสถาบัน ต้องการล้มเจ้า ประชาชนจะต้องช่วยกันปกป้องสถาบัน และต่อต้านพวกที่ต้องการล้มเจ้า เพราะราคาของการล้มเจ้านั้นหมายถึงสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน จะมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก อย่าลืมว่าค่านิยมเลียนแบบตะวันตกนี้เกิดขึ้นได้กับทุกแวดวงสังคม ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ แพทย์ พยาบาล วิศวกร พ่อค้า นักธุรกิจ หรือแม้แต่ศาลเองก็เถอะ เป็นเช่นกัน ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างมีอดีตผู้พิพากษามาช่วยงานด้านกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น

หากแนวคิดเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่ระบอบประธานาธิบดีขยายออกไปในวงกว้าง สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายที่ต้องการคงสถาบันกษัตริย์ไว้กับฝ่ายที่ต้องการระบบประธานาธิบดีระเบิดขึ้นแน่ๆ ท่านต้องการเห็นสังคมไทยดำเนินไทยจึงจุดนั้นหรือ ศาลเองก็ตัดสินอรรถคดีในพระปรมาภิไธยมิใช่หรือ ?

แนวทางการยกเครื่องประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

หากผู้นำรัฐบาลถูกชี้มูลความผิด ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว รัฐบาลจะตกอยู่ในภาวะสูญญากาศทางการเมืองหรือไม่ ?

หากส.ส.รัฐบาลทั้งหมดถูกชี้มูลความผิดพร้อมๆกับผู้นำรัฐบาล สภาที่เหลือแต่ส.ส.ฝ่ายค้านจะได้รับการยอมรับจากประชาชนที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ ?

และหากนายกฯตัวจริงกดรีโมต ป้อนโปรแกรมสั่งการมาจากแดนไกลว่าไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ นานาชาติถือว่ารัฐบาล รัฐสภาหมดอำนาจไปแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ กลไกรัฐจะว่าอย่างไร ?

แท้จริงแล้วทางออกที่มีความเป็นไปได้มากที่ มีโอกาสได้รับการยอมรับจากประชาชนมากที่สุดคือ ๒ ฝ่ายตกลงร่วมกันว่าให้มีการออก “พระราชกำหนดจัดตั้งสมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยตามแนวพระราชดำริ” ขึ้นมาเพื่อเสนอแนวทางยกเครื่องประเทศไทย โดยมอบหมายให้คณะกรรมการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการในการจัดตั้งสมัชชาประชาชนขึ้น

สมาชิกสมัชชาประชาชนฯนั้นประกอบด้วยตัวแทนจากประชาชนทุกภาคส่วน เช่น ตัวแทนจากสมาคมวิชาชีพต่างๆ เช่น เกษตรกร(สมาคมชาวนาไทย สวนยาง อ้อย มัน ข้าวโพด ฯลฯ เป็นผู้เสนอชื่อ) สื่อมวลชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ แรงงาน ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ(ช่างฝีมือต่างๆ คนขับแท็กซี่) พ่อค้าแม่ขาย สภาอุตสาหกรรม ; ตัวแทนจากแต่ละศาสนา(ยกเว้นเจ้าลัทธิ หัวหน้านิกาย) กลุ่มชาติพันธุ์(ชาวเขา) ผู้ทำงานด้านสิทธิเด็ก สตรี คนชรา ผู้พิการ เป็นต้น

สมัชชาประชาชนมีหน้าที่วางผัง วาดอนาคตสังคมไทยในอีก ๑๐ – ๓๐ ปีข้างหน้าว่าควรเป็นอย่างไร แล้วเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่ครอบคลุมทุกแง่มุม ทุกมิติ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์วางแนวทางไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกว่าต้องกำจัดอวิชชา บ่มเพาะคุณธรรมและวิริยะพากเพียรให้สภาพัฒน์ ทีดีอาร์ไอ และส่วนราชการต่างๆร่วมกันแปลงแนวทางเป็นแผนพัฒนาประเทศไทย แล้วส่งไม้ต่อไปให้รัฐบาลและรัฐสภาประกาศใช้เป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับเหนือนโยบายรัฐบาลและพรรคการเมือง รัฐบาลและรัฐสภาจะละเมิดไม่ได้เพราะนี่คือเจตจำนงค์ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s