Extreme Money 1


๑. กระจกสะท้อนกาลเวลา

เงินตรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เงินสมัยนี้ไม่เหมือนกับเงินสมัยก่อน ทั้งยังแตกออกเป็นเงินตราสกุลต่างๆซึ่งแต่ละประเทศกำหนดขึ้นมาใช้ ไม่เหมือนกัน

เวลา ๕:๑๒ น. วันพุธ ๑๘ เมษายน ค.ศ. ๑๙๐๖ เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในซานฟรานซิสโก หายนะที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น เงินกลายเป็นสิ่งของที่ไร้ค่า ไม่มีใครต้องการเงิน แต่ทองคำยังคงได้รับการยอมรับ (the sweat of the god) ชาวอินคาเรียกทองคำว่า hard money

ทศวรรษที่ ๑๙๗๐ ชาวอินเดียจำนวนมากอพยกออกนอกประเทศเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า เงินรูปีของอินเดียคือ real money ส่วนดอลลาร์สหรัฐและปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษนั้นมีฐานะเป็น informal money transfer system

เมื่อเงินรูปีถือกำเนิดขึ้นและได้รับการยอมรับจากนายหน้าซื้อขายเงินตรา โดยอ้างอิงค่าเงินเทียบเคียงกับดอลลาร์สหรัฐ เงินรูปีก็กลายเป็น paper money ที่ได้รับการยอมรับ (trust and honor)

กรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ ธนาคารในซิมบับเวจ่ายเช็คมูลค่า ๑,๐๗๒,๔๑๘,๐๐๓ ล้านดอลลาร์ซิมบับเว เงินจำนวนนี้คือ mad-paper money เพราะซิมบับเวเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง(hyperinflation)ขึ้นในประเทศ อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 516 quintillion percent(เลขศูนย์ ๑๘ ตัว) ราคาสินค้าขยับเพิ่มขึ้น ๒ เท่าในทุกๆ ๑.๓ วัน ซึ่งเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้เคยเกิดขึ้นกับฮังการีมาแล้วในปี ค.ศ. ๑๙๔๖ อัตราเงินเฟ้อของฮังการีในตอนนั้นสูงถึงร้อยละ ๑๒,๙๕๐ ตามด้วย ๐ อีก ๑๒ ตัว ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทุกๆ ๑๕.๖ ชั่วโมง ส่วนเยอรมันสมัยที่เป็น Weimar Republic ก็เคยเผชิญกับภาวะเดียวกันนี้ในปี ค.ศ. ๑๙๒๓ เงินเฟ้อสูงถึงร้อยละ ๒๙,๕๒๕ ต่อเดือน ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกๆ ๓.๗ วัน

เดือนสิงหาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ ธนาคารกลางซิมบับเวได้ตัดเลข ๐ ออก ๑๐ ตัวเพื่อให้ง่ายต่อการพกพาเงินของซิมบับเวไปจับจ่ายใช้สอย

เงินในมือคุณซึ่งมีมูลค่าลดลงร้อยละ ๔๐ นี้เรียกว่า little money

Money is pure trust and faith. อันที่จริงแล้วเงินนั้นมีค่าเท่ากับทองคำ เงินไม่ใช่แค่เศษกระดาษ แต่เงินนั้น It can corrupt and, in turn, be corrupted.

Trading Places

การค้าสมัยก่อนอาศัยการแลกเปลี่ยน(barter)สินค้าระหว่างกันแบบหมูไปไก่มา หมู ๑ ตัวแลกกับไก่ได้กี่ตัวก็ว่ากันไป แล้วแต่ ๒ ฝ่ายจะเจรจาตกลงกัน ภายหลังจึงได้มีการนำเงินตรามาใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อความสะดวก จากนั้นก็ตามมาด้วยเงินอิเลคทรอนิคส์อย่างบัตร American Express หรือ Visa Card เงินจึงกลายเป็นสินทรัพย์ สิ่งที่มีค่า มีเงินก็ซื้อหาสินค้าและบริการต่างๆได้

การที่จะระบุว่าจะใช้อะไรเป็น commodity money นั้นยืนอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับและไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างคน ๒ ฝ่าย สิ่งที่จะใช้เป็น commodities ต้องมีการกำหนดมูลค่าที่แน่นอน สมมติว่าเราใช้น้ำเป็น commodity money มหาเศรษฐีก็จะกักตุนน้ำไว้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง และพยายามหาทางลดปริมาณน้ำเพื่อรักษา/เพิ่มมูลค่าของน้ำ สินทรัพย์/ความมั่งคั่งที่ตนเองเก็บสะสม ครอบครองอยู่ในมือ ผลก็คือคนยากคนจน ประชาชนคนธรรมดาก็จะพากันอดตายเพราะขาดแคลนน้ำ อีกปัญหาหนึ่งก็คือน้ำนั้นอยู่ในสถานะที่ยากแก่การเก็บรักษาและเคลื่อนย้าย

เมื่อเกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะสงครามหรือเศรษฐกิจตกต่ำ commodity money ก็จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังซัดดัมหมดอำนาจปกครองอิรัก mobile phone credit ได้รับการยอมรับให้เป็น quasi-currency ธุรกิจบางประเภทระบุให้ชำระค่าสินค้าและบริการเป็น mobile phone airtime credits หรือ scratch-card concubines หรือไม่ก็ก็จ่ายเป็นบัตรเติมเงินโทรศัพท์

เงินจึงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จากก้อนหิน หนังสัตว์ ฟันปลาวาฬ หอย มาเป็นโลหะมีค่าอย่างเช่นทองคำ เงิน จนกระทั่งถึงกระดาษ(ธนบัตร)

fiat money หรือ paper money ก็คือหลักฐานที่รัฐบาลหรือมลรัฐให้คำมั่นว่าจะจ่ายเงินให้คุณตามจำนวนที่ระบุไว้ในกระดาษหรือวัสดุใดๆก็ตาม ผู้รับสามารถรับหลักฐานนั้นไว้ได้ เชื่อถือ มั่นใจได้อย่างเต็มที่ ใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันได้อย่างเต็มที่ สบายใจได้ เพราะกระดาษเหล่านี้มีทองคำหนุนหลัง ได้รับการยอมรับจากกฎหมาย

credit money คือเงินที่ได้รับการให้คำมั่นสัญญาว่าจะสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการต่างๆได้ตามมูลค่าที่ระบุไว้ในอนาคต

ทองคำ คือ โลหะที่มีค่าที่อยู่ในรูปของแข็ง ไม่ระเหยไปกับอากาศ ไม่ละลายไปตามสายน้ำ เป็นทั้งเครื่องประดับตกแต่งที่มีความสวยงาม มีปริมาณที่มากพอ มีคุณภาพที่สามารถกำหนด ควบคุมได้ ทั้งยังใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้อีกด้วย ดังนั้น ทองคำจึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่จะนำมาใช้หนุนหลังเงินตรา มาตรฐานทองคำจึงยังคงได้รับการยอมรับตราบเท่าทุกวันนี้

ทองคำที่ถูกใช้เป็นทุนสำรองเงินตรา(gold bullion)ถูกเก็บไว้อย่างดีในห้องนิรภัย Bank of England เก็บทองคำไว้ที่ Fort Knox เป็นทองคำแท่งราวๆ ๔๐๐ ทรอยออนซ์ แต่ละแท่งหนัก ๒๘ ปอนด์(๑๑ กิโลกรัม) มูลค่าราวๆ ๑,๒๐๐ ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ละแท่งจึงมีมูลค่าประมาณ ๔ แสนดอลลาร์ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ รปภ.ก็จะย้ายทองคำจากห้องนิรภัยห้องหนึ่งไปยังห้องนิรภัยอีกห้องหนึ่ง บางครั้งก็มีการซื้อขายทองคำเกิดขึ้น ปริมาณทองคำที่เปลี่ยนแปลงไปบ่งบอกได้ถึงความมั่งคั่งของชาติว่าร่ำรวยมากน้อยแค่ไหน และความร่ำรวยนั้นมีแนวโน้มว่าจะรวยขึ้นหรือจนลง

ทองคำเป็นที่ต้องการถึงขนาดว่าเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามและการรุกรานของต่างชาติ สเปนตามรอยเส้นทางเดินเรือของโคลัมบัส เข้าไปในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็เพราะท้องการทองคำและเงิน คองโกเกิดการต่อสู้นองเลือดขึ้นก็เพื่อแย่งชิงเหมืองทองคำกัน

ชาวอินเดียก็ชื่นชอบเครื่องประดับที่ทำจากทองคำเป็นอย่างมาก สาวอินเดียประดับประดาเครื่องแต่งประดับที่ทำจากทองคำอยู่หลายชิ้น ปี ๒๐๐๗ – ๒๐๐๘ มีการซื้อขายเหรียญทองคำมากถึง ๑๕๐ ตัน กองทุนซื้อทองคำเก็บไว้อีก ๑ พันตัน ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นจาก ๗๐๐ ดอลลาร์ในเดือนธันวาคมปี ๒๐๐๗ ไปอยู่ที่ระดับราคาสูงกว่า ๑,๔๐๐ ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี ๒๐๑๑

อดัม สมิธเคยกล่าวถึง paper money/fiat money เอาไว้ว่าเมื่อประชาชนมีความมั่นใจต่อนายธนาคารว่า paper money ที่ธนาคารเป็นผู้ออกให้นั้นสามารถนำไปขึ้นเงิน จับจ่ายใช้สอยที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อนั้น paper money/เงินตราก็จะมีค่าในตัวของมันเองเช่นเดียวกันกับทองคำและโลหะเงิน

u.s.dollar มีชื่อเล่นว่า “greenback” เพราะด้านหลังธนบัตรพิมพ์ด้วยหมึกสีเขียว เกิดจากกฎหมาย Tender Act ในปี ค.ศ. ๑๘๖๒ ในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมือง greenback ที่ออกมาในตอนนั้นไม่สามารถใช้แลกเปลี่ยนอะไรได้ แต่ก็ใช้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าหนี้ที่สามารถนำมาใช้ชำระหนี้ใดๆที่มีต่อกันได้ ส่วนเงิน dollar จริงๆนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๑๔

เงินตราที่เราใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันนั้นมีทั้งแบบที่เป็นเหรียญกษาปณ์และธนบัตร เงินตราที่เป็นธนบัตรนั้นเสียหายง่ายมาก

ค.ศ. ๑๗๑๖ John Law นักธุรกิจเจ้าของธนาคารแห่งหนึ่งในหลุยส์เซียนา อาณานิคมของฝรั่งเศสได้พิมพ์เงินออกมาเพื่อซื้อหุ้นของ Mississippi Company ทำให้ราคาหุ้นจำนวนมากของบริษัทพุ่งทะยาน เงินที่ Law พิมพ์ออกมานั้นมีเหรียญทองคำเป็นทุนสำรอง แต่ปริมาณเงินที่ Law พิมพ์ออกมานั้นสูงกว่าปริมาณทองคำที่ Law ใช้เป็นทุนสำรองกว่า ๒ เท่าตัว Law ตั้งบริษัทขึ้นมา ๒ แห่งเพื่อปั่นหุ้นทำกำไร ท้ายที่สุดก็เกิดภาวะราคาหุ้นตกต่ำ ฟองสบู่แตก ทุกวันนี้จึงมีกฎหมายออกมาควบคุมให้รัฐเป็นผู้ผูกขาดการผลิตเงินตราออกมาใช้ได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ปี ๒๐๐๙ ราคาทองคำพุ่งทะลุ ๒,๓๐๐ ดอลลาร์ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลดีหากใช้ตัวเลขเดือนมกราคม ๑๙๘๐ เป็นบรรทัดฐานแล้วบวกเงินเฟ้อเข้าไป ราคาทองคำในปี ๒๐๑๐ เปรียบได้กับราคาทองคำในปี ค.ศ. ๑๒๖๕ บวกด้วยเงินเฟ้อ

The Hotel New Hamshire

 กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๔๔ นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ และนายธนาคารประชุมกันที่ โรงแรม Mount Washington Hotel, Bretton Woods, New Hamshire เพื่อกำหนดข้อตกลงร่วมกันทางการเงิน จัดระเบียบโลกการเงินยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคือ John Meynard Keynes จากอังกฤษและ Henry Dexter White จากสหรัฐอเมริกา

เคนส์แต่งหนังสือชื่อ “General Theory of Employment, Interest, and Money” ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา

กว่าข้อตกลง Bretton Woods จะคลอดออกมาได้ก็ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัด มี Henry Dexter White ผู้อพยพชาวยิว-ลิธัวเนีย ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น Senior U.S. Treasury Department Officer และแอบรับจ็อบเป็นสายลับให้กับโซเวียตด้วย ไฟสงครามก็กำลังคุกรุ่น ลัทธิฟาสซิสต์กำลังขยายตัว และเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ “The Great Depression” ขึ้น ข้อตกลง Bretton Woods ยืนอยู่บนพื้นฐานของการค้าเสรี พยายามสร้างเสถียรภาพให้กับอัตราแลกเปลี่ยน พยายามแก้ปัญหาที่เกิดกับมาตรฐานทองคำที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆใช้อยู่

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด ทองคำไม่สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวของการค้าโลกได้ โซเวียตและอเมริกากลายเป็น ๒ ชาติมหาอำนาจของโลก อดีตชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสจำเป็นต้องใช้เงินอเมริกันดอลลาร์เป็นแหล่งทุนเพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของตนเอง

ข้อตกลง Bretton Woods ทำให้เกิดอัตราแลกเปลี่นนแบบคงที่ ชาติต่างๆผูกติดค่าเงินของตนเองไว้กับเงินอเมริกันดอลลาร์แทนทองคำ อเมริกันดอลลาร์ถูกเก็บสะสมไว้ในฐานะทุนสำรองของธนาคารกลางชาติต่างๆ มีการซื้อขายเงินอเมริกันดอลลาร์เพื่อรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ให้อยู่ในกรอบ (band) บวกลบร้อยละ ๑ ส่วน u.s.dollar ก็ถูกกำหนดไว้แน่นอนตายตัวที่ ๓๕ ดอลลาร์มีค่าเท่ากับทองคำ ๑ ออนซ์ ดอลลาร์มีค่าเสมือนทองคำ แล้วดอลลาร์ก็ครอบครองโลกแทนทองคำ แต่หากเกิดภาวะวิกฤติขึ้น George Bernard Shaw แนะนำว่า “จงเชื่อมั่นในทองคำจะดีกว่า”

Collapse

ทศวรรษที่ ๑๙๖๐ สมัยประธานาธิบดี Lyndon Johnson อเมริกาขาดดุลงบประมาณครั้งใหญ่เพระใช้จ่ายเงินไปมากมายกับการทำสงครามเวียดนาม ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น เงิน u.s.dollar มีค่าสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆอย่าง German Deutsche Mark และ Japanese Yen อเมริกาจำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหาค่าเงินของตัวเอง

ทศวรรษที่ ๑๙๗๐ โลกการเงินขาดความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ The Smithsonian Agreement ลดค่าเงินดอลลาร์ลงมาอยู่ที่ ๓๘ ดอลลาร์ต่อทองคำ ๑ ออนซ์ ขยาย band ค่าเงินจากร้อยละ ๑ เป็นร้อยละ ๒.๒๕

ปี ค.ศ. ๑๙๗๒ ทองคำซื้อขายกันที่ ๗๐.๓ ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลายชาติยกเลิกการผูกติดค่าเงินของตัวเองไว้กับดอลลาร์สหรัฐ

กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๗๓ โลกเข้าสู่ยุคลอยตัวค่าเงิน ไม่ผูกติดค่าเงินของตนเองไว้กับดอลลาร์สหรัฐหรือทองคำอีกต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s