คิดแบบซุนวู ๑๑ สถานการณ์ ๙ รูปแบบ


คิดแบบซุนวู ๑๑ สถานการณ์ ๙ รูปแบบ

ซุนวูกล่าวว่า ยุทธศิลป์ในการทำสงครามต้องพิจารณาถึงสภาพความแตกต่างของพื้นที่ ๙ ลักษณะ คือ ๑. พื้นที่พิพาท (dispersive ground) ๒. พื้นที่ชายแดน (facile ground) ๓. พื้นที่ขุมทรัพย์(contantious ground) ๔. พื้นที่เปิด (open ground) ๕. พื้นที่รอยต่อ (intersecting highways ground) ๖. พื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์(serious ground) ๗. พื้นที่ทุรกันดาร(difficult ground) ๘. พื้นที่ปิดล้อม (hemmed-in ground) ๙. พื้นที่อันตราย(desperate ground)

พื้นที่พิพาท (dispersive ground) คือ ดินแดนที่ชนเผ่าต่างๆพยายามต่อสู้แย่งชิงมาเป็นของตัวเอง

พื้นที่ชายแดน (facile ground) คือ พื้นที่เล็กๆ ตะเข็บชายแดน พรมแดนของแว่นแคว้นที่สามารถรุกคืบแทรกซึมเข้าไปได้

พื้นที่ขุมทรัพย์(contantious ground) คือ พื้นที่ๆฝ่ายใดสามารถสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับฝ่ายต่างๆ

พื้นที่เปิด (open ground) คือ พื้นที่ๆทุกฝ่ายสามารถเคลื่อนทัพผ่านไปมาได้โดยเสรี

พื้นที่รอยต่อ (intersecting highways ground)       คือ ดินแดนที่เป็นพื้นที่รอยต่อเขตแดนระหว่าง ๓ แว่นแคว้น ผู้ใดสามารถยึดครองพื้นที่เช่นนี้ได้ก่อนก็มีโอกาสสูงมากที่จะยึดครองอาณาจักรไว้ในเงื้อมมือตน

พื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์(serious ground) คือ พื้นที่ๆเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของแว่นแคว้นที่ถูกรุกราน เมืองหน้าด่านมากมายที่กองทัพรุกคืบผ่านมาได้อยู่ที่เบื้องหลัง

พื้นที่ทุรกันดาร(difficult ground) คือ พื้นที่ๆมีลักษณะเป็นป่าเขาลำเนาไพร สูงชัน ขรุขระ ทุรกันดาร หนอง บึง ชายเลนเป็นอุปสรรคทางธรรมชาติที่กีดขวาง ทำให้การสัญจรไปมาประสบความยากลำบาก

พื้นที่ปิดล้อม (hemmed-in ground) คือ พื้นที่ๆเป็นช่องเขาแคบๆ กองทัพสามารถล่าถอยออกมาได้โดยใช้ทางแคบๆที่คดเคี้ยวไปมา ศัตรูแค่ซุ่มกำลังไว้เพียงน้อยนิดก็สามารถโจมตี สร้างความเสียหาย ยัดเยียดความปราชัยให้กองทัพที่มีไพร่พลคณานับให้แยกยับ ล่าถอย พ่ายแพ้ได้

พื้นที่อันตราย(desperate ground) คือ พื้นที่ๆจะต้องต่อสู้สุดชีวิตกองทัพจึงจะปลอดภัย ไม่ถูกทำลายล้าง

การใข้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์

เมื่ออยู่ในพื้นที่พิพาท(dispersive ground) ไม่ควรรบ

เมื่อกองทัพมาถึงชายแดนห้ามหยุด ห้ามลังเล

เมื่อกองทัพมาถึงดินแดนที่เป็นขุมทรัพย์ ห้ามรุกเข้าไป

เมื่อกองทัพมาถึงพื้นที่เปิด ห้ามปิดกั้น สกัดขัดขวางฝ่ายตรงข้าม

เมื่อกองทัพมาถึงพื้นที่รอยต่อระหว่างแว่นแคว้นต่างๆ ให้ผูกมิตร ทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรกับแว่นแคว้นรอบข้าง

เมื่อกองทัพมาถึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ต้องตักตวงเก็บเกี่ยว แสวงผลประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวให้ได้มากที่สุด

เมื่อกองทัพมาถึงพื้นที่อันตรายมีแต่ต้องสู้ตายลูกเดียว

เมื่อกองทัพตั้งอยู่ในพื้นที่ปิดล้อม ต้องอาศัยกลอุบาย วางกับดัก ขุดหลุมพราง

แม่ทัพชาญศึกย่อมตระหนักว่าการนำทัพผ่านภูมิประเทศที่มีความแตกต่างนั้น ในแต่ละพื้นที่ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร เมื่อเผชิญกับทัพหน้าและหลังของศัตรูจะต้องทำอย่างไร จะตีสกัดทัพหน้ากับทัพหลังให้ขาดจากกันได้อย่างไร ไพร่พลงมากมายมหาศาลของฝ่ายตรงข้ามจึงถูกแยกส่วน กลายสภาพเป็นเพียงกองกำลังส่วนย่อยที่ไม่อาจเชื่อมประสาน หนุนช่วยซึ่งกันและกันได้

แนวรบแต่ละด้าน เหตุการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง

(๑) มวลมหาประชาชนยังคงล้มเหลวในการยกระดับการชุมนุมสู่การปฏิวัติประชาชนด้วยเสียงนกหวีด เพราะส่วนราชการต่างๆเลือกที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ยังคงให้การรับรองอำนาจรัฐบาลรักษาการต่อไป เพียงยินยอมให้ข้าราชการแสดงออกทางการเมืองได้ตามระบอบประชาธิปไตย “สนับสนุนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” เป็นการส่วนตัว ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง นับเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง คำนึงถึงหลักการมิใช่ตัวบุคคล ไม่เลือกข้างเลือกฝ่าย เมื่อวิกฤติบ้านเมืองผ่านพ้นไปข้าราชการไทยส่วนใหญ่ย่อมได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ วิกฤติตำรวจไทย … ผู้พิทักษ์ทรราชย์ ได้ดีเพราะพี่ให้ คือตัวอย่างที่ดีที่ข้าราชการไทยต้องไม่ดำเนินรอยตามอย่างเด็ดขาด

พระบรมราโชวาท วันข้าราชการพลเรือน ๑ เมษายน ๒๕๕๗
พระบรมราโชวาท วันข้าราชการพลเรือน ๑ เมษายน ๒๕๕๗

แม้ความพยายามของฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณจะยังไม่บรรลุถึงขีดสุด แต่ก็นับได้ว่าเป็นผลดีต่ออนาคตชาติเพราะส่วนผสมของมวลมหาประชาชนยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง ไม่ใช่ตัวแทนที่ได้รับการยอมรับจากคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งยังมีปูมหลังที่ไม่สู้ดีนักทั้งในส่วนของแกนนำและมวลชนบางส่วน ดังนั้นข้าราชการและฝ่ายความมั่นคงจึงตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ไม่เอียงเอนเลือกข้าง

(๒) ผลจากการผิดคำมั่นสัญญา ตามมาด้วยการผิดนัดชำระหนี้ค่าข้าวตามใบประทวนของรัฐบาลทำให้เกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ และชาวนาต้องออกแรงรวมตัว ชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาอุดหนุนภาคการเกษตร และหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าข้าวให้กับชาวนา แต่การชุมนุมรวมตัวของกลุ่มมวลชนรากหญ้าซึ่งเป็นหน้าใหม่ วัยละอ่อนทางการเมืองก็ยังคงอ่อนแรง ไร้พลัง ไม่เหนียวแน่นมากนักตามธรรมชาติของการเริ่มต้นใหม่ของสิ่งใดๆก็ตามย่อมเป็นเช่นนี้ ผิดกับผู้ใช้แรงงาน หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้เรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการมายาวนาน โชกโชนทางการเมือง ความพยายามต่อสู้เรียกร้องของเกษตรกรจึงยากที่จะประสบความสำเร็จได้ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ แต่ก็เป็นการจุดประกายที่ดีให้กับเกษตรกรไทยเพื่อก้าวสู่ประชาคมเกษตรกรอันเข้มแข็งในอนาคต อย่างน้อยเราก็ได้เห็นข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆในสังคมที่ช่วยกันคิดหาทางแก้ปัญหาให้ชาวนา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต สร้างตราสินค้า พัฒนาข้าวสายพันธุ์ท้องถิ่นเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับแต่ละสายพันธุ์เพื่อชูจุดเด่นมาเป็นจุดขาย หรือน้ำจิตน้ำใจของคนไทยที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้เกษตรกร ชาวนาคนละเล็กละน้อยตามกำลังศรัทธา เป็นต้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่ดีงาม คือความถูกต้อง หากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลใช้ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีที่มีต่อกันขับเคลื่อนมวลชนตั้งแต่แรก เราคงได้เห็นชัยชนะเกิดขึ้นมานานแล้ว อย่างช้าก็ย่อมเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ชาวนา แต่ที่ชัยชนะไม่เกิดขึ้นก็เพราะคนเสื้อแดงที่หูตาสว่างเขาเลือกที่จะยืนอยู่ตรงกลาง ไม่เอายิ่งลักษณ์ ไม่เทพเทือก ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็ต้องไม่เอาเลือกตั้งส.ว.ด้วยเช่นกัน

(๓) รู้ทั้งรู้ว่ามวลชนลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ แต่นปช.สู้แล้วรวยก็ยังคงดิ้นสู้กันต่อไป ไม่สู้ก็ตาย แต่ตราบใดที่สู้ย่อมต่อความร่ำรวย ต่อลมหายใจให้ยืดยาวต่อไปได้อีกเฮือก ๒ เฮือก ดังนั้น ตราบใดที่นายจ้างยังคงจ่ายค่าจ้าง นปช.สู้แล้วรวยย่อมต้องสนองตอบความใจป้ำของนายจ้าง ปั้นน้ำเป็นตัวโชว์นายจ้างกันต่อไป แม้จะไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครฟังก็ชั่งหัวมันปะไร the show must go on แม้ไม่มีคนดูก็ต้องขึ้นเวที เล่นเต็มเวลา ด้วยสปิริตอันเปี่ยมล้นของศิลปินสู้แล้วรวย

(๔) รู้ทั้งรู้ว่าความตายไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่แดงฮาร์ดคอร์ก็พร้อมสนองนาย ตราบใดที่เจ้านายใจดียังเรียกหาขอใช้บริการ แดงฮาร์ดคอร์ก็พร้อมรบ ซุ่มยิงมวลชน อาคารสถานที่ หรือแม้แต่แกนนำฝ่ายต่อต้านรัฐบาล สิ่งที่ได้กลับคืนมาจึงมีแต่ความสะใจที่ได้ยิงคนที่ต่อต้านตนให้ตกตาย กับความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับหนทางล่าถอยของทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่มีแต่จะตีบตัน จำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ประตูสู่การเจรจาที่กำลังจะเปิดกว้างผ่านเวทีประชุมส.ว.ก็อาจถูกปิดตาย เมื่อมวลชนถูกยั่วยุให้โกรธแค้นเพราะเพื่อนร่วมอุดมการณ์ถูกสังหาร หรือมวลชนฝ่ายต่อต้านจะยินยอมละเว้นให้ผู้บงการลี้ภัยออกนอกประเทศ รับโทษสถานเบา หรือยอมให้มีการคาดโทษ รอลงอาญาเอาไว้ก่อน

กระแสล้มเจ้าก็ยากสำเร็จ สปป.ล้านนาก็แค่ฝันกลางวันหากไม่มีสงครามโลกครั้งที่ ๓ เกิดขึ้น อเมริกากับรัสเซียรบกัน ประเทศไทยเข้าร่วมกับฝ่ายใด สปป.ล้านนาก็วิ่งหาอีกฝ่ายหนึ่ง ให้มหาอำนาจอีกฝ่ายหนึ่งรับรองการเป็นรัฐเอกราช สปป.ล้านนาจึงพอมีทางเป็นไปได้ แต่นั่นย่อมหมายความว่าประชาคมอาเซียนล่มสลาย จีนยอมรับสปป.ล้านนาและพม่าให้การช่วยเหลือด้วย ลุ้นหลายเด้งเหลือเกิน

สงสัยแต่ว่านอกจากเพลิงโทสะแล้ว คนแดนไกล นายจ้างใจป้ำล่วงรู้ ครุ่นคิด คำนวณเรื่องต่างๆเหล่านี้ไว้บ้างหรือเปล่า ทำไมโง่จัง หลอกง่ายเหลือเกิน สงสัยไม่เคยเช็คข่าวจากสำนักข่าวฝ่ายต่อต้านเลยไม่รู้ว่าสถานการณ์แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

(๕) คนแดนไกลนั้นเคยประกาศเอาไว้ว่า “ไม่ตายถือว่ายังไม่แพ้” คนส่วนใหญ่ทั่วไปมักยึดติดเทคนิควิธีการ นักดาบรู้จักเพียงใช้ดาบ มือกระบี่เพียงใช้กระบี่ แต่คนแดนไกลคืออัจริยะที่เปรื่องปราดทั้งบุ๋นบู๊ มีลูกล่อลูกชนมากมาย ดาบ กระบี่ ลมปราณ หมัดเท้าเข่าศอก ใช้ออกโดยพร้อมเพรียง ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกลก็เอาด้วยมนต์คาถา หมาก เบี้ยทุกตัวถูกขยับปรับเดินนำมาใช้อย่างหลากหลาย เพียงหวังว่าจะมีสักตัวที่ใช้ได้ผล และที่ผ่านมาก็ใช้ได้ผลจริงๆ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ หรือเป็นเพราะกรรมบังตา คนแดนไกลคิดว่าทำพิธีแก้เคล็ดแก้กรรมแล้วจะทำให้ตนเองหลุดพ้นจากกฎแห่งกรรมได้สำเร็จ แล้วคนแดนไกลเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาแต่หนไหนจึงได้รับการยกเว้นจากกฎแห่งกรรมได้ ทั้งๆที่แม้แต่พระอรหันต์/พระอริยสงฆ์ก็ยังหนีไม่พ้นกฎแห่งกรรม

ยุทธวิธีของแม่ทัพชาญศึก

ฝ่ายตรงข้ามสั่งไพร่พลแยกย้าย กระจายตัวกันออกไป ก็เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพถูกบดขยี้จนล่มสลาย แม้ไพร่พลจะแตกกระจายไม่เป็นหนึ่งเดียวแต่แม่ทัพก็ยังคงสามารถบัญชาการกองทัพให้อยู่ในความสงบ ไม่แตกตื่นวุ่นวายได้

เมื่อกองทัพมองเห็นโอกาส ช่องทางที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ ความได้เปรียบ แม่ทัพย่อมสั่งไพร่พลให้เคลื่อนทัพมุ่งเดินไปข้างหน้า แต่หากมิเป็นเช่นนั้น แม่ทัพย่อมสั่งไพร่พลให้หยุดนิ่ง สงบรอ

เมื่อถูกตั้งคำถามว่าจะจัดการกับกองทัพขนาดใหญ่มหึมา ไพร่พลล้วนมีระเบียบวินัยที่รุกคืบมาบุกโจมตีอยู่ได้อย่างไร ข้าก็จะตอบว่า “ข้าจะดำเนินกลอุบายบางประการให้รี้พลของข้าศึกเบาบางลง เมื่อทัพต่างๆของข้าศึกขาดแยกแตกจากกันแล้วย่อมสามารถจัดการได้โดยง่าย”

ความเร็วคือหัวใจสำคัญของการทำสงคราม ฉกฉวยประโยชน์จากความไม่พร้อมของข้าศึก ใช้เส้นทางเดินทัพที่ไม่มีใครคาดคิดถึง และโจมตีที่จุดซึ่งข้าศึกไม่ทันระวังป้องกัน

ต่อไปนี้คือหลักการสำคัญ ต้องสังเกตุอากัปกิริยาของไพร่พลให้ดีเมื่อกองทัพรุกคืบเข้าไปทำศึกต่างถิ่นต่างแดน : เมื่อกองทัพล่วงเข้าไปยังอาณาเขตดินแดนของแว่นแคว้นอื่น ไพร่พลจะมีความสมัครสมานสามัคคีกันมากขึ้นกว่าเดิม จึงยากที่จะถูกกองทัพที่ข้าศึกส่งมาสกัดกั้นปกป้องอาณาเขตดินแดนจะพิชิตได้โดยง่าย

จงรุกคืบเข้ายึดดินแดนที่มีน้ำท่า ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ อย่าให้ข้าศึกได้ทันตั้งตัว เพื่อให้กองทัพมีเสบียงพรักพร้อม

จงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่ดีกินดี และไม่รีดนาทาเร้น ขูดรีดภาษีจากประชาชน ทุ่มเทสรรพกำลังด้วยความพากเพียรให้เสบียงกรัง น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองจึงสงบร่มเย็นเป็นสุข ฝึกปรือกองทัพให้พรักพร้อมตลอดเวลา สามารถเคลื่อนทัพและรับมือได้ในทุกสถานการณ์ ทุกแผนการ

นำทหารเข้าไปสู่จุดอับ ทางตัน ไม่อาจหนีไปทางใดได้ เพียง ๒ ทางที่ไพร่พลสามารถเลือกได้คือก้มหน้าคุกเข่าให้ข้าศึกแร่เนื้อเถือหนังได้ตามใจ หรือไม่ก็สู้ตายถวายชีวิต เมื่อไพร่พลตกอยู่ในสถานการณ์คับขันระหว่างความเป็นกับความตาย จึงเป็นภาวะที่ไพร่พลเข้มแข็ง พร้อมรบอย่างถึงที่สุด

ก้าวที่พลาด … เข็มมุ่งสู่จุดจบ

ยิ่งดิ้นก็ยิ่งยุ่ง ยิ่งสู้ปัญหายิ่งหนักหนาสาหัสจนยากจะเยียวยาแก้ไข คิดแต่จะเอาชนะ สถานการณ์กลับยิ่งเลวร้าย รุกไม่ได้แต่สั่งให้รุก หมากเบี้ยจึงตกอยู่ในสภาวะนายสั่งให้ไปตายก็ต้องไป เพราะไม่ไปก็ต้องตายอยู่ดี เมื่อหมากเบี้ยตายก็มีหมากเบี้ยในมือลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะไม่มีหมากเบี้ยเหลืออยู่ในมือให้เล่น ก็ต้องเข็นเม็ด โคน เรือ ม้า ออกมาเล่นแทน

ตั้งกองกำลัง-แบ่งแยกดินแดน
ตั้งกองกำลัง-แบ่งแยกดินแดน

สถานการณ์ปัจจุบันที่แท้จริงนั้นหลงเหลือเพียงทางถอย ทำอย่างไรให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เหลือกำลัง ทรัพยากรมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อให้ง่าย เพื่อให้เร็วต่อการฟื้นตัว

ดังนั้น แม้ไม่ปรารถนาจะเจรจาก็ต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ศัตรูยอมเจรจา อยากได้อะไรเอาไปเลย ตราบใดที่คนยังมีชีวิตอยู่ขอให้อดทนผ่านวันนี้ให้ได้ แก้แค้น ๑๐ ปีก็ไม่สาย โจโฉพูดกับลิโป้ว่า อดีตมีโกวเจี้ยนนอนหนุนกิ่งไม้เลียน้ำดี กล้ำกลืนความอัปยศ คนแดนไกลถ้าฉลาดจริงก็ต้องรู้จักอดทน ชนะเป็นก็ต้องแพ้เป็นเช่นกัน ชีวิตไม่สิ้น ศรัทธาที่ประชาชนมีให้ยังคงอยู่ ทรัพย์สมบัติที่ซุกซ่อนไว้ในต่างแดนก็ยังมีล้นเหลือ จะกลัวไปไยว่าจะไม่มีโอกาสฟื้นตัวกลับมาใหม่

สมัยเลียดก๊ก รัฐอู๋เป็นรัฐที่มีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งจึงสามารถรบชนะรัฐเยว่และจับตัวเยว่อ๋องโกวเจี้ยนและอัครเสนาบดีฟ่านหลีไปเป็นตัวประกันที่รัฐอู๋ด้วย เยว่อ๋องโกวเจี้ยนต้องการที่จะแก้แค้นเพื่อกู้ชาติแต่จำต้องยอมจงรักภักดีเพื่อให้อู๋อ๋องไว้ใจ

ครั้งหนึ่งอู๋อ๋องเกิดมีอาการปวดท้อง บรรดาหมอหลวงทั้งหลายไม่สามารถให้การรักษาได้ เยว่อ๋องโกวเจี้ยนได้ชิมอุจจาระของอู๋อ๋องต่อหน้าเสนาธิการทั้งปวง และบอกว่าอู๋อ๋องเพียงแค่มีพระวรกายที่เย็นเกินไป หากได้ดื่มสุราและทำร่างกายให้อบอุ่นขึ้นก็จะมีอาการดีขึ้นเอง และเมื่ออู๋อ๋องได้ทำตามก็หายประชวร อู๋อ๋องเห็นว่าเยว่อ๋องโกวเจี้ยนมีความจงรักภักดีจึงปล่อยตัวกลับคืนสู่รัฐเยว่ เมื่อกลับสู่รัฐเยว่ เยว่อ๋องโกวเจี๋ยนก็วางแผนที่จะกู้ชาติทันที โดยมีฟ่านหลีเป็นอำมาตย์คอยให้คำปรึกษา ฟ่านหลีได้เสนอแผนการสามอย่าง คือ ฝึกฝนกองกำลังทหาร พัฒนาด้านกสิกรรม และ ส่งสาวงามไปเป็นเครื่องบรรณาการ พร้อมกับเป็นสายคอยส่งข่าวภายในให้ ไซซีเป็นหญิงสาวชาวบ้าน ลูกสาวคนตัดฟืนที่เขาจู้หลัวซาน นางถูกพบครั้งแรกขณะซักผ้าริมลำธาร นางมีหน้าตางดงามมาก พร้อมกับนางเจิ้งตัน (แต้ตัน) ซึ่งมีความงามไม่แพ้กัน  ฟ่านหลี (เถาจูกง) เสนาบดีรัฐเยว่เป็นผู้ดูแลอบรมนางทั้ง 2 ให้มีอุดมการณ์เพื่อบ้านเมือง เป็นเวลานานถึง 3 ปี เพื่อที่จะไปเป็นบรรณาการให้กับรัฐอู่ เพื่อมอมเมาให้อู่อ๋องฟูซา เจ้านครรัฐอู่ ลุ่มหลงอยู่กับเสน่ห์ของนาง จนไม่บริหารบ้านเมือง ซึ่งอู๋อ๋องฟูซาหลงใหลนางไซซีมากกว่านางเจิ้งตัน ทำให้นางเจิ้งตันน้อยใจจนผูกคอตาย ขณะที่มาอยู่ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ผ่านไป 13 ปี เมื่อรัฐอู่อ่อนแอลง รัฐเยว่ก็สามารถเอาชนะได้สำเร็จในที่สุด

ภายหลังจากที่อู่อ๋องฟูซา ฆ่าตัวตายไปแล้ว นางกับอำมาตย์ฟ่านหลีที่ว่ากันว่า ได้ผูกสัมพันธ์ทางใจไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ก็ได้หายตัวไปพร้อมกันหลังเหตุการณ์นี้ บ้างก็ว่าทั้งคู่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ และไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่ทะเลสาบไซ้โอว เป็นต้น

(ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/ไซซี)

ชนชาวจีนรุ่นหลังได้กล่าวขานยกย่องพฤติกรรมของ เยว่อ๋องโกวเจี้ยน ที่ไม่ลืมปณิธานจนสามารถปราบ อู๋อ๋องฟูไช ได้สำเร็จ กลายมาเป็นสุภาษิตจีนพูดติดปาก เช่น “นอนฟืนชิมดีขม” และ “ขอให้อดทนผ่านวันนี้ให้ได้ แก้แค้น ๑๐ ปีก็ไม่สาย)

(ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/เยว่อ๋องโกวเจียน)

นายครับ นายยอมแพ้พวกผม(อด)ตายครับ

ส่วนคนที่ไม่ได้มีอะไรเสียหายมากมายคือพวกนิยมระบอบประธานาธิบดี วันนี้แพ้พ่ายไม่เป็นไร คนแดนไกลยังอยู่ก็ดีไป ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร วันหน้ากลับมาสู้ใหม่ยิ่งง่าย เด็กรุ่นใหม่ที่นิยมระบอบประธานาธิบดีย่อมมีมากกว่าวันนี้อีกมากมาย อีก ๑๐ ปีค่อยกลับมาสู้กันใหม่ก็ไม่สาย และนี่คือปัญหาที่ยากยิ่งของฝ่ายความมั่นคง ม้วนเดียวจบจึงเป็นประโยชน์กับฝ่ายความมั่นคง เป็นทางตายของคนแดนไกล เป็นการต่อลมหายใจให้กับพวกสู้แล้วรวยได้อีกเฮือกหนึ่ง แต่จุดจบยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง แพ้พ่ายอย่างไร้ทางสู้ พ่ายแพ้แก่โชคชะตา “กฎแห่งกรรม”

ขณะที่คนแดนไกลแท้จริงแล้วไม่เหลือหนทางให้รุกคืบได้เลย อำนาจรัฐก็ใกล้จะหลุดลอยไป สปป.ล้านนาจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ ขึ้นแล้วขอเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ให้รัสเซียรับรองการประกาศแยกตัวเป็นเอกราช ทางถอยคือการเจรจาต่อรองผ่านวุฒิสภา ตั้งนายกฯเฉพาะกาลที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ให้ศาลและองค์กรอิสระดำเนินคดีกับทุกฝ่ายเพื่อลุ้นผลคดี เปลี่ยนโทษสูงสุดเป็นรอลงอาญา เปลี่ยนการติดตามจับกุมดำเนินคดีเป็นเปิดทางหนี ลี้ภัยต่างประเทศ ฯลฯ

When troops fight hard

Soldiers when in desperate straits lose the sense of fear. If there is no place of refuge, they will stand firm. If they are in the heart of a hostile country, they will show a stubborn front. If there is no help for it, they will fight hard.

Thus, without waiting to be marshaled, the soldiers will constantly on the qui vive (เตรียมพร้อมเสมอ, ไม่ประมาท), without wating to be asked, they will do your will ; without restrictions , they will be faithful ; without giving orders, they can be trusted.

Prohibit seeking for omens, and do away with superstitious doubts. Then until death comes, no apparently predestined calamity need be feared.

If our soldiers are not overburdened with money, it is not because they have a distaste for riches ; if their lives are not unduly long, if is not because they are disinclined to longevity.

On the day they are ordered out to battle, your soldiers may weep, those sitting up bedewing their garments, and those lying down letting the tears run down their cheeks, but let them once be brought to bay, and they will display the courage of any of our heroes.

สถานการณ์วัดใจ … เมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทาย

Yingluck Shinawatra

โพสต์เมื่อ ๙ เมษายน ๒๕๕๗ เวลา 14:00

จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว. สรรหาและคณะยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของดิฉัน กรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในครั้งนี้ ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ และบรรทัดฐานใหม่ในการบริหารราชการของไทย เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรอิสระ รับคดีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลมาพิจารณา ทั้งๆ คดีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติแก่นายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาสถานะของดิฉันในขณะนี้นั้น ดิฉันได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 (2) แล้ว สืบเนื่องจากการยุบสภา และได้คืนอำนาจการตัดสินใจในทางการเมืองตามวิถีทางในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยในปัจจุบันดิฉันปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณารับคำร้องดังกล่าว มาวินิจฉัยให้เกิดความซ้ำซ้อนกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเสียเอง แล้ว คำวินิจฉัยที่ขาดหลักการความเป็นสากลในเรื่อง “หลักนิติธรรม” อาจจะกลายเครื่องมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในทางการเมืองอีกด้วย

ตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจนั้น อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการจะต้องมีความสมดุลกัน และในปัจจุบันมีหน่วยงานและสถาบันที่ทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว และหากทุกฝ่ายทำหน้าที่โดยยึดหลักการดังกล่าว ก็จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างราบรื่น และท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความขัดแย้งเช่นปัจจุบัน สถาบันที่มีความเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญควรต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารโดยยึดหลักการ และหน้าที่ตามขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยไม่ก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ และที่สำคัญจะต้องไม่สร้างความแตกแยกให้กับสังคมด้วยการดำเนินการใดๆ ในลักษณะสองมาตรฐาน ขอให้ทุกฝ่ายทำงานโดยยึดหลักการที่ถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นสากล เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีหลักยึด และให้ประเทศไทยสามารถตอบคำถามของสังคมโลกได้อย่างภาคภูมิค่ะ

ที่มา https://www.facebook.com/Y.Shinawatra?fref=ts

 ๗ พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีทางวินิจฉัยให้เป็นอื่นไปได้ นอกจากยืนตามศาลปกครองว่าการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาสมช. เพือเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ ญาติของนายกฯขึ้นเป็น ผบ.ตร. นั้นเป็นการโยกย้ายที่มิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ นรม.๒๘ และ รมต.ที่มีส่วนร่วมออกมติครม.ต้องพ้นจากตำแหน่ง แล้วรัฐมนตรีคนอื่นๆเล่า ?

แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ (๑) ระบุว่า รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ (ตาย ลาออก ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เป็นต้น) เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงก็ให้สภาผู้แทนฯเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีต่อประธานสภาผู้แทนฯ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยอนุโลม

เมื่อไม่มีนายกฯ ไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่มีสภาผู้แทนฯ มีแต่รองนายกฯรักษาการแทนไปเรื่อยๆ แล้วรองนายกฯและรัฐมนตรีที่ว่ากันว่ายังเหลืออยู่นั้นยังสามารถรักษาการแทนนายกฯ ยังคงความเป็นรักษาการรัฐมนตรี ยังมีอำนาจอยู่จริงๆหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้

เช่นนั้นแล้วประกาศ คำสั่งของ ศอ.รส. และรัฐมนตรีต่างๆจะยังคงมีสภาพบังคับ ทุกคนต้องเชื่อฟัง ปฏิบัติตามจริงๆ หรือเป็นแค่อำนาจเถื่อนที่ไร้สภาพบังคับตามกฎหมาย มีแค่สภาพบังคับตามอำนาจเถื่อนของ ศอ.รส. ตำรวจ ดีเอสไอ ผู้ว่าฯผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดี เนื่องจากความเคารพเทิดทูน บูชาคนตระกูลชินยิ่งกว่าอำนาจใดๆในสามโลก

แต่บ้านเมืองไม่อาจว่างเว้นจากผู้นำได้ เช่นนั้นแล้ว ส.ว.จะสามารถปฏิบัติหน้าที่แทนสภาผู้แทนฯตามมาตรา ๑๗๒ และ มาตรา ๑๗๓ ได้หรือไม่

ถ้าได้ … นายกฯเฉพาะกาลจะเป็นใครก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบรรดาส.ว.ทั้งหลายว่าจะเสนอชื่อใครขึ้นทูลเกล้าฯเป็นนายกฯ เกมการเจรจาต่อรอง วัดกำลัง หักเหลี่ยมเฉือนคมกันระหว่างส.ว.สรรหากับส.ว.เลือกตั้งซึ่งส่วนใหญ่มีพรรคการเมืองหนุนหลังก็จะดำเนินไปอย่างเข้มข้น ถ้าขุมกำลังของแต่ละฝ่ายตกลงเจรจา ประนีประนอมกันได้ว่าจะให้ใครเป็นนายกฯเฉพาะกาลแล้วทุกฝ่ายยอมรับได้ บ้านเมืองก็มีหวังว่าน่าจะหาความสงบได้สักระยะหนึ่ง จนกระทั่งถึงวันที่นายกฯเฉพาะกาลเริ่มมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ถ้าผลงานเข้าตา โดนใจคนไทยทุกหมู่เหล่าบ้านเมืองก็สงบราบรื่น เดินหน้าต่อไปได้สบายๆ แต่หากผลงานที่ออกมาขัดใจคนไทยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งความวุ่นวายก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง ม็อบหรือระเบิดก็ว่ากันไป สุดแท้แต่ว่าฝ่ายไหนจะถนัดแสดงความคับแค้น ไม่พอใจของตนเองด้วยรูปแบบไหน วิธีการใด สไตล์ใคร สไตล์มัน

หรือถ้าเกิดกรณีที่มีแกนนำกปปส.ประกาศตนเป็นรัฐาธิปัตย์ ล่ารายชื่อมวลมหาประชาชนแนบท้ายทำเป็นใบมอบอำนาจให้เลขาฯกปปส.ตามมาตรา ๓ แล้วนำรายชื่อนายกฯเฉพาะกาลขึ้นทูลเกล้าฯตามมาตรา ๗ และ/หรือฝั่งมวลชนคนเสื้อแดงจะเลียนเยี่ยง กปปส. ทำเช่นนั้นบ้างโดยเสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯเฉพาะกาลหรือบุคคลอื่นใดก็ตาม และ/หรือมวลชนฝ่ายอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องมาวัดใจกันว่าระหว่างรายชื่อที่มวลชนแต่ละฝ่ายเสนอ กับรายชื่อที่ส.ว.เสนอ กระบวนการของฝ่ายใดจะถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกต้องตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดูแล้วก็คงวุ่นวายพิลึกดีเหมือนกัน ชาติเดียวในโลก Thailand Only จริงๆ

หากสถานการณ์บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะเช่นนั้นจริง ข้อหากบฏเนื่องจากการประกาศตนเป็นรัฐาธิปัตย์ก็ไม่น่าจะฟังขึ้นเพราะเป็นไปตามมาตรา ๓ คือมีใบมอบอำนาจจากประชาชนเป็นหลักฐานยืนยันกับศาลว่าประชาชนเขาเรียกคืนอำนาจอธิปไตยกลับมาแล้วมอบให้เลขาฯกปปส.เป็นผู้ใช้อำนาจแทนจริงๆตามที่แกนนำกปปส.เอ่ยอ้างจริงๆ

เมื่อเสนาบดีไม่สามารถทำให้พระราชธิดายินดีได้ ปุโรหิตจึงเสนอให้ปล่อยผุสสรถ หาผู้ที่มีความเหมาะสมมาครองราชสมบัติ

เรือของพระมหาชนกมีผู้โดยสารมากับเรือราวๆ ๗๐๐ คน เมื่อเรือแล่นไปได้ ๗ วัน ระยะทางประมาณ ๗๐๐ โยชน์ก็เจอคลื่นกระแทกจนแตก ก่อนที่เรือจะจม พระมหาชนกปีนขึ้นเสากระโดงแล้วโดดห่างออกไปจากตัวเรืออุสภะหนึ่ง(๗๐ เมตร)จึงพ้นจากฝูงปลาและเต่า ได้พักเหนื่อยบ้างด้วยการเหยียบกระดองปู กระดองเต่า ว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน ๗ คืนจึงได้รับความช่วยเหลือจากนางมณีเมขลาเพราะเลื่อมใสศรัทธาในความเพียร

เมื่อพระเจ้าโปลชนกราชสวรรคต ไม่มีเสนาบดีคนใดทำให้ธิดาของพระองค์ยินดีหรือรู้หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม หรือยกสหัสสถามธนู หรืออาจนำขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ แห่งออกมาได้ ปุโรหิตจึงเสนอให้ปล่อยผุสสรถ(ราชรถ)ออกไปเชิญเสด็จผู้มีความสามารถมาครองราชสมบัติ

Shuai-jan Tactics

The skillful tactician may be linkend to the shuai-jan a snake that is found in the Ch”angsan mountains. Strike at its head you will be attacked by its tail ; strike at its tail, and you will be attacked by its head ; strike at the middle , and you will be attackrd by both head and tail.

Asked if an army can be made to imitate the shuai-jan, I should answer, yes. For the men of Wu and the men of Yueh are enemies ; yet if they are crossing a river in the same boat and are caught by a storm, they will come to each other”s assistance just as the left hand helps the right.

Hence it is not enough to put one”s trust in tethering the horses, and the bury of Chariot wheels in the ground.

วัฎจักรสังคมกับการเมืองไทย

ย้อนอดีตกลับไปสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ ขณะนั้นมี The Great Depression และ WWII เกิดขึ้น โลกและสังคมไทยเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่และสงครามโลก เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปัญญาชนอย่างพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย โดยมีนายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้วางรากฐานโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทย ส่วนทหารเลือกที่จะสวมบทบาทเป็นผู้ระวังหลัง จากนั้นทหารก็ออกหน้ามานั่งกินตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง ขุนศึกกับปัญญาชนแย่งชิงอำนาจกันไปมา

สังคมไทยยุคปัจจุบันเข้าสู่ cycle รอบที่ ๒ ของวัฏจักรสังคม ความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องใช้ความเข้มแข็งเด็ดขาดของขุนศึกเข้าสยบ การปฏิรูปประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ปัญญาความรู้ของปัญญาชนเป็นผู้ประมวลรวบรวมประเด็นปัญหา นำเสนอทางออก ดังนั้นอย่าได้แปลกใจหากความสับสนวุ่นวายจะยังคงดำเนินต่อไป ระหว่างฝ่ายปฏิรูป(ต่อต้านคอร์รัปชั่น ต่อต้านนักการเมือง สนับสนุนการกระจายอำนาจ)กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม(รักษาอำนาจและผลประโยชน์ไว้ในมือนักการเมือง กลุ่มการเมือง คงไว้ซึ่งการรวมศูนย์อำนาจและความเจริญ) ระหว่างฝ่ายที่ต้องการประนีประนอม(เจรจากับคนแดนไกล)กับฝ่ายที่ต้องการความเด็ดขาด(คอร์รัปชั่นไม่มีอายุความ ต่อต้านระบอบทักษิณ บังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด) เป็นต้น

Courage and Secrecy

The principle on which to manage an army is to set up standard of courage which all must reach. How to make the best of both strong and weak is a question involving the proper use of ground.

Thus the skillful general conducts his army just as though he were leading a single man, willy-nilly, by the hand.

If is the business of a general to be quiet and thus ensure secrecy ; upright and just, and thus maintain order. He must be able to mystify his officers and men by false reports and appearances, and thus keep them in total ignorance.

By altering his arrangements and changing his plans, he keeps the enemy without definite knowledge of his movements. By shifting his camp and taking circuitous routes, he prevents the enemy from anticipating his purpose.

At the critical moment, the leader of an army should act like one who has climbed up a height and then kick away the ladder behind him. He carries his men this way and that, and none knows whither he is going.

To muster his host and bring it into danger :- this may be termed the business of the general.

The different measures suited to the nine varieties of ground ; the expendiency of aggressive or defensive tactics ; and the fundamental laws of human nature, are things that must most certainly be studied.

When invading hostile territory the general principle is that penetrating deeply brings cohesion ; penetrating only a short way means dispersion.

คำพิพากษา => วุฒิสภา : เวทีเจรจา

๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ คำพิพากษา => วุฒิสภา : เวทีเจราเดือนเมษายน ๒๕๕๗ คือช่วงเวลาแห่งการพิจารณาอรรถคดีสำคัญที่จะนำไปสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม เงื่อนเวลาช่างสอดคล้องและลงตัวเสียนี่กระไร เหมาะเหม็งเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นฤกษ์อ่านคำพิพากษา ตัดสินอรรถคดีต่างๆ ชี้ชะตานรม.๒๘ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการเมือง ให้คนไทยได้ศึกษาเรียนรู้ว่าธรรมเนียม ประเพณีทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้นเป็นอย่างไร แบบไหนที่ถือว่าถูกต้อง อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐบาล รัฐสภา และศาล เมื่อเกิดภาวะสุญญากาศทางการบริหารขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญจะถือว่าใครเป็นผู้มีความชอบธรรมในการเสนอชื่อนายกฯเฉพาะกาล วุฒิสภา “ผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือกมาตามกระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญคือการแต่งตั้งและเลือกตั้ง” หรือกลุ่มมวลชนซึ่งแต่ละกลุ่มต่างก็ถือใบมอบอำนาจอธิปไตยมาจากประชาชนนับล้านคน แล้วมอบอำนาจให้แกนนำมวลชนนำรายชื่อนายกฯเฉพาะกาลขึ้นทูลเกล้าฯขอนายกฯพระราชทานที่มวลชนแต่ละกลุ่มชื่นชอบ พอใจ

การเจรจาตกลงกันระหว่างส.ว.สายต่างๆ หรือระหว่างมวลชนกลุ่มต่างๆจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออุปสรรคขัดขวางการเจรจาถูกกำจัดทิ้งไป ผู้ทีไม่ประสงค์ให้เกิดการเจรจาเพราะหากมวลชนกลุ่มต่างๆตกลงกันได้ บ้านเมืองสงบ ตนเองก็จะประสบเหตุเภทภัยคือภารกิจเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ช่วยกันขจัดปัดเป่า เพื่อให้การเจรจาสามารถเริ่มต้นขึ้นได้

เมื่ออุปสรรคขัดขวางการเจรจาถูกกำจัดทิ้งไป การเจรจาย่อมได้รับการยอมรับ สามารถเริ่มต้นเปิดเวทีเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งฝ่ายต่างๆได้ เวทีเจรจาที่ดูจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด มีความถูกต้องชอบธรรมมากที่สุดคือการเปิดประชุมวุฒิสมาชิก ให้ส.ว.สายต่างๆซึ่งล้วนเป็นสายตรง หุ่นเชิดของผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทางการเมืองนี้ได้เจรจาตกลงกันว่าใครคือนายกฯเฉพาะกาลที่ผู้เชิดหุ่นแต่ละคนยอมรับได้

กรอบการเจรจาที่เหมาะสมจะช่วยให้การเจรจาระหว่างกลุ่มต่างๆสามารถหาข้อสรุปร่วมกันที่ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย คนไทยทุกหมู่เหล่าสามารถยอมรับได้ นั่นคือ การเจรจาต้องดำเนินไปภายใต้หลักแห่งความถูกต้องชอบธรรม กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ใครทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี โทษผิดหนักเบาอย่างไร ทางหนีทีไล่จะเปิดให้กันอย่างไรก็ค่อยๆพูดจาตกลงกัน ความผิดเล็กน้อยก็ขอโทษขอโพยกัน อภัยให้กัน ความผิดต่อทรัพย์สิน ชีวิต ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองก็ว่ากันไปตามผิด ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่อวดดื้อถือดี ดังนั้นบ้านเมืองจึงกลับคืนสู่ความสงบสุข สามารถเดินหน้าต่อไปได้

แต่หากการเจรจาดำเนินไปภายใต้หลักกู มุ่งเอาชนะคะคานกัน บ้านเมืองย่อมสับสนวุ่นวาย ผู้แพ้ย่อมไม่พอใจ ก่อกวนต่างๆนานา ผู้ชนะก็อวดโอ่ ยกตนข่มท่าน กดขี่ผู้แพ้ว่าด้อยกว่า ต่ำกว่า เกิดชนชั้นและการกดขี่ ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้ขยายวงกว้างขึ้นไปอีก

หรือคู่เจรจาทุกฝ่ายต่างเออออห่อหมกกัน เจรจาต้าอ้วยกันเกินไป ไร้กฎเกณฑ์ ไม่คงไว้ซึ่งกติกาของบ้านเมือง หลังการเจรจาบ้านเมืองก็จะยังคงสับสนวุ่นวายกันต่อไปอีกโดยไม่รู้จบ เพราะสังคมเกิดการเรียนรู้ว่ากฎหมู่นั้นอยู่เหนือกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเคารพกฎเกณฑ์กติกาอันใด แค่มีพวกมากลากไป ล้างแค้นเอาคืนกันไปมา ถึงเวลาก็มาเจรจาสงบศึกกัน ประเทศไทยก็จะกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนกันไป

In Strange Territory

When you leave your own country behind and take your army across neighbouring territory, you find yourself on critical ground. When there are means of communication on all four sides, the ground is one of intersecting highways.

When you penetrate deeply into a country, it is serious ground. When penetrate but a little way, it is facile ground.

When you have the enemy”s strongholds on your rear, and narrow passes in front, it is hemmed-in ground. When there is no place of refuge at all, it is desperate ground.

Therefore, on dispersive ground, I should inspire my men with unity of purpose. On facile ground, I should see that there is close connection between all parts of my army.

On contentious ground, I should hurry up my rear.

On open ground, I should keep a vigilant eye on my defenses. On ground of intersecting highways. I should consolidate my alliances.

On serious ground, I should try to ensure continuous stream of supplies.

On difficult ground, I should keep pushing on along the road.

On hemmed-in ground, I should block any way of retreat. On desperate ground, I should proclaim to my soldiers of hopelessness of saving their lives. For it is the soldier”s dispotition of offer an obtainate resistance when surrounded, to fight hard when he cannot help himself and to obey promptly when he has fallen into danger.

We cannot enter into alliance with neighbouring princes until we are acquainted with their designs. We are not fit to lead an army on the march unless we are familiar with the face of the country-its mountains and forests, its pitfalls and precipices, its marshes and swamps. We shall be unable to turn natural advantages to account unless we make use of local guides.

Principles of Importance

To be ignorant of any one of the following principle does not befit a warlike prince.

When a warlike prince attacks a powerful state, his generalship shows itself in preventing the concentration of the enemy’s forces. He overawes his opponents, and their allies are prevented from joining against him.

Hence he does not strive to ally himself with all and sundry, nor does he foster the power of other states. He carries out his own seeret designs, keeping his antagonists in awe. Thus he is able to capture their cities and overthrow their kingdoms.

Bestow rewards without regard to rule, issue orders without regard to previous arrangements and you will be able to handle a whole army.

Confront you soldiers with the deed itself ; never let them know your design. When the outlook is bright, bring it before their eyes ; but tell them nothing when the situation is gloomy.

Place your army in deadly peril and it will come off in safety.

For it is precisely when a force has fallen into harm”s way that it is capable of striking a blow for victory.

Success in warfare is gained by carefully accommodating ourselves to the enemy”s purpose.

(In other words, feign stupidity by appearing to yield and fall in with the enemy”s wishes.)

Accommodate the Eneny

By persistently hanging on the enemy”s flank, we shall succedd in the long run in killing the commander-in-chief. This is called ability to accomplish a thing by sheer cunning.

On the day that you assume your command block the frontier passes, void the official passports and stop the passage of all emissaries.

Be stern in the council chamber, so that you may control the situation.

If the enemy leaves a door open, you must rush in.

Forestall your opponent by seizing what he holds dear, and subtly contrive to time his arrival on the ground.

Walk in the path defined by rule, and accommodate yourself to the enemy until you can fight a decisive battle.

At first, then, exhibit the coyness of a maiden, until the enemy gives you an opening ; afterwards emulate the rapidity of a running hare, and it will be too late for the enemy to oppose you.

star_57-06-15to20

  • ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ อาทิตย์(๑)เป็นราชาโชคร่วมเรือนกับเกตุ(๙) ในภพสหัสชะ(มิตร การติดต่อเจรจา) ๑๗ เป็นธาตุไฟอยู่ในธาตุลมขณะที่ ๘ ราหูนั้นวันที่ ๓๐ มิถุนายนก็จะย้ายเรือนแล้ว
  • ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ พฤหัส(๕)ฟื้นจากนิจจ์(เสื่อม/ต่ำ “วิชาการไม่ได้ผล”)มาเป็นอุจจ์(สูง แรง เด่น “วิชาการได้ผลดี”) ๕ เป็นธาตุดินอยู่ในธาตุน้ำแลกเรือนกับจันทร์เป็นอนุเกษตรในช่วง ๑๙ – ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗
  • ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ศุกร์(๖)ย้ายเรือนได้ตำแหน่งเกษตร ร่วมเรือนกับพุธ(๔)เป็นคู่น้ำอยู่ในธาตุดิน

ลักษณะเช่นนี้มีความเป็นไปได้สูงมากว่าความเพียรของวุฒิสภาที่เริ่มต้นเจรจา ปรึกษาหารือ หาทางออกให้ประเทศไทยจะสัมฤทธิ์ผล (ที่ยังขาดหายไปคือการเช็ครายละเอียดขององศาดาวว่าถึงกันหรือไม่ อยู่ในฤกษ์อะไร ให้คุณ/โทษอย่างไร ถามโหรอาชีพเอาแล้วกัน) ผุสสรถเดินทางถึงอุทยานพบผู้มีบุญญาธิการ พระมหาชนกสามารถไขปริศนาทุกข้อได้ ทั้งยังความยินดีปรีดาปลาบปลื้มพระทัยให้แก่ราชธิดาได้ ประเทศไทยพร้อมเดินหน้าต่อไป เริ่มต้นการปฏิรูปประเทศไทยสู่ยุคมหาชนพาไป ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ ระบุว่า

รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒

(๒) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร

(๓) คณะรัฐมนตรีลาออก

ในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๗) หรือ (๘) ให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยอนุโลม

แถลงการณ์ฉบับที่12/2557 ของสภาทนายความระบุว่าวุฒิสภาสามารถเปิดประชุมสภาเพื่อลงมติเสนอชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา132(2) ซึ่งระบุไว้ว่า 

มาตรา ๑๓๒

ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่เป็นกรณีดังต่อไปนี้

(๑) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๑๘๙ โดยถือคะแนนเสียงจากจำนวนสมาชิกของวุฒิสภา

(๒) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้

(๓) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจาก ตำแหน่ง

เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๑๗๑ – ๑๗๓ กล่าวคือ

มาตรา ๑๗๑

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่น อีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลัก ความรับผิดชอบร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๗๒

ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีมิได้

มาตรา ๑๗๒

ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก ตามมาตรา ๑๒๗

การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ต้องมีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรับรอง

มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การลงมติ ในกรณีเช่นว่านี้ให้กระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย

มาตรา ๑๗๓

ในกรณีที่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาประชุมเป็นครั้งแรกแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียง เห็นชอบให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำความขึ้นกราบบังคมทูลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวเพื่อทรงมีพระบรม ราชโองการแต่งตั้งบุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นนายกรัฐมนตรี

 ซึ่งเป็นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญโดยอนุโลมตามมาตรา ๗

มาตรา ๗ 

ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ปริศนาที่พระมหาชนกต้องแก้ให้ตก

นรม.๒๘ ยุบสภาตั้งแต่วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ เมือนับปฏิทินแบบคร่าวๆก็จะพบว่าวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ ก็จะครบ ๑๘๐ วัน หากกกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ส.ส.มากพอที่จะเปิดประชุมสภาได้ วุฒิสภาย่อมมีความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่สรรหา นรม.๒๙ แทนสภาผู้แทนฯ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตราต่างๆข้างต้น นี่เรียกว่ารู้หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม คือรู้หัวนอนปลายเท้า รู้กาละเทศะ รู้ว่าอะไรควรไม่ควร มาโดยถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี

วุฒิสภาต้องสรรหานายกฯให้ได้ในกำหนด ๓๐ วัน หากส.ว.แต่ละสายตกลงกันไม่ได้ก็ต้องหักดิบนำชื่อบุคคลที่ได้คะแนนสูงสุด หรือไม่ก็บุคคลที่รักษาการประธานรัฐสภาเห็นว่าเหมาะสมขึ้นทูลเกล้าฯ ที่ถูกต้องเหมาะควรคือต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากป้ากระบัง เพื่อให้ป้ากระบังส่งเสียงไปให้คนแดนไกลได้ยินว่าหยุดได้แล้ว พอได้แล้ว ฉันอยู่ในกรุงมิถิลา ฉันเดือดร้อนมามากพอแรงแล้ว บุคคลคนนี้ฉันยอมรับได้ ฉันมั่นใจว่าฉันคุยกับเขาได้ อย่างน้อยๆเขาก็น่าจะยอมร้องขอให้องค์กรอิสระหยุดดำเนินคดี นรม.๒๘ เป็นการชั่วคราว พักรบสักครึ่งปี ค่อนปี แล้วก็จะได้มีการเลือกตั้งกัน ก็ไหนว่ามั่นใจนักมิใช่หรือว่าเลือกตั้งอีก ๑๐๐ ครั้งยังไงๆก็ชนะ ก็ตกปากรับคำเขาไปซะสิ เสียอำนาจครึ่งปี คดีความก็พักยกให้เงื่อนไขแบบนี้รับๆไปเหอะ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เสาร์ย้ายเป็นมรณะ ร่วมเรือนอาทิตย์ พุธก็ประกาศยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ธันวาคม ๒๕๕๗ – มกราคม ๒๕๕๘  ก็กลับมาครองอำนาจใหม่ ดีกว่าให้เขาล้มรัฐบาลรักษาการแล้วอยู่ยาว นรม.๒๘ ต้องหลบหนีลี้ภัยออกนอกประเทศเดือดร้อนเด็กอีก ฯลฯ … นี่เรียกว่าสามารถทำให้ธิดาของพระเจ้าโปลชนกยินดีได้

นอกจาก นรม.๒๙ จะสามารถเกลี้ยกล่อมพระราชธิดาของพระเจ้าโปลชนกให้ยอมรับตนเองได้แล้ว ยังต้องสามารถสั่งการกองทัพและตำรวจให้ดำเนินการกับบุคคลที่พร้อมยุแหย่ประชาชนให้กระด้างกระเดื่อง ก่อความวุ่นวาย และบงการ จัดหา รวบรวมไพร่พลขึ้นมาเพื่อจับอาวุธลุกขึ้นสู้ต่อต้านรัฐบาลชั่วคราวได้ นี่จึงเรียกว่าสามารถยกสหัสสถามธนูได้

ประการสุดท้ายคือสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะ recession ได้ นี่จึงเรียกว่าอาจนำขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ แห่งออกมาได้

และที่สำคัญคือตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย “ปูทะเลย์วิชชาลัย” ที่ประกอบด้วยสมาชิกสภาซึ่งมาจากคนไทยทุกหมู่เหล่า ปลอดจากนักการเมือง (เสนอให้แก้รัฐธรรมนูญหมวดที่ว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้สภาประชาชนอันประกอบไปด้วยตัวแทนวิชาชีพและความหลากหลายทางสังคม เป็นองค์กรถาวร มีรัฐธรรมนูญรองรับ ให้ประชาชนได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เสนอความเห็น แต่ต้องมีอำนาจ veto นักการเมืองได้ มีเครือข่ายการทำงานครอบคลุม ลงลึกถึงรากหญ้า ประชาคมหมู่บ้าน)

กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ

กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ

—-

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s