วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐศาสตร์ ๘


วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐศาตร์ ๘ ก้าวแรก

เป็นความจริงที่ว่าวิกฤติเศรษฐกิจนั้นจะนำไปสู่การกำกับดูแล และการปฏิรูประบบการเงิน ปรากฏการณ์เฉียดตายจากวิกฤติทางการเงินจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนหันมาสนใจ ใส่ใจ ที่จะมานั่งคิด พิจารณาว่าภาครัฐควรจะทำอะไร อย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ขึ้นอีก

ดังเช่นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี ๑๘๒๖ ซึ่งทำให้ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจของอังกฤษแตก ธนาคารหลายแห่งเอาตัวไม่รอด รัฐสภาอังกฤษต้องออกกฎหมายเพื่อยกเครื่องระบบธนาคารของอังกฤษกันใหม่ ส่วนในสหรัฐอเมริกาก็มีเรื่องให้แตกตื่นเกิดขึ้นในปี ๑๙๐๗ ทำให้นักกฎหมายเล็งเห็ฯถึงความสำคัญของปัญหาที่สหรัฐฯไม่มีธนาคารกลาง ดังนั้น the Federal Reserve จึงถูกก่อตั้งขึ้นมา

วิกฤติทางการเงินที่ได้ชื่อว่าเป็นวิกฤติที่เลวร้ายที่สุด หนักหนาสาหัสที่สุดยิ่งกว่าครั้งใดๆ ทั้งยังกินเวลาอันยาวนานที่สุดด้วยก็คือ the Great Depression ที่นำมาซึ่งการปฏิรูประบบการเงินขนานใหญ่ในระดับนานาชาติ สหรัฐอเมริกาได้บัญญัติกฎหมายที่มีชืื่อว่า ” the Glass – Steagall ” ในปี ๑๙๓๓ เพื่อจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมา รวมถึงมาตรการต่างๆอีกมากมายที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักกฎหมายช่วยกันคิด ช่วยกันร่าง กำหนดมาตรการต่างๆออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยกำหนดให้แยกธุรกิจธนาคารออกเป็น ๒ ประเภท คือ ธนาคารพาณิชย์ กับ ธนาคารเพื่อการลงทุน ผลของกฎหมายฉบับดังกล่าว ทำให้ FED มีอำนาจในการกำกับดูแลเรื่องทุนสำรองของธนาคาร มีการออกกฎหมายเืพื่อกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ที่มีชื่อว่า ” the Securities Act ” ในปี ๑๙๓๓ เช่นกัน โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้บริษัทที่ต้องการกระจายหุ้นของตัวเองในตลาดหลักทรัพย์ ( หุ้น IPO ) ต้องทำหนังสือชี้ชวนการลงทุนเพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงของบริษัทแก่นักลงทุน ประกอบการตัดสินใจ โดยโบรกเกอร์ที่เป็นตัวแทน นายหน้าในการขายหุ้น IPO ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย หากข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือชี้ชวนการลงทุนมีการบิดเบือน ไม่นำเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง จากนั้น ในปีต่อมาก็ได้มีการจัดตั้ง the Securities and Exchange Commission ขึ้นมา เพื่อกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ แล้วหลายๆประเทศก็ดำเนินรอยตาม นำมาตรการต่างๆของสหรัฐอเมริกาไปปรับใชักับประเทศของตนเอง สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศแม่แบบของการวางระบบตรวจสอบ กำกับดูแลตลาดเงินตลาดทุนเพื่อป้องกันมิให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นอีกครั้ง ซ้ำรอย the Great Depression

จากภาพเหตุการณืครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ฉายออกมาให้เห็นนี้ บ่งบอกให้เรารู้ว่า ครั้งหนึ่งนั้น สหรัฐอเมริกาเคยเป็นผู้นำ เป็นต้นแบบ แม่แบบของการปฏิรูประบบการเงินของโลก ความปั่นป่วน ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโลกการเงินนั้น เป็นเครื่องแสดง บ่งชี้ให้เราได้เห็นกันว่า อะไรคือจุดอ่อน ข้อบกพร่อง ในระดับรากเหง้า พื้นฐานอันเปราะบางของระบบการเงินที่ดำเนินอยู่ ในตลาดเงิน ตลาดทุน ของสหรัฐอเมริกาและยุโรป เป็นจุดบอดสำคัญของระบบที่หนักหนาสาหัส สิ่งที่ระบบ กลไกการกำกับดูแลควบคุมระบบการเงินละเลย มองข้าม เข้าไม่ถึง หรือให้ความสำคัญกับมันน้อยเกินไป จึงนำมาซึ่งปัญหาที่หมักหมม สะสม จนกลายเป็นวิกฤติ ที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ขึ้นในปัจจุบัน นับตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ เป็นต้นมา เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบการเงินค่อยๆอ่อนจาง เลือนหาย เงียบ ซาลงไป การออกกฎหมายเพื่อปฏิรูประบบการกำกับดูแล และการควบคุมตลาดเงิน ตลาดทุนจึงอ่อนแอ นิ่งสนิทไม่ไหวติงตามไปด้วย คำมั่นสัญญาที่ภาครัฐเคยให้ไว้ว่าจะยกเครื่องระบบการเงิน เพื่อสกัดยับยั้ง ไม่ให้มีเชื้อไฟแห่งหายนะหลงเหลืออยู่จึงเลือนหายไป กลายเป็นคำสัญญาอันว่างเปล่า เลื่อนลอย ใร้การปฏิบัิติ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือนักกฎหมาย ต่างก็พร้อมใจกันสงบนิ่ง ไม่ทำอะไรใดๆทั้งสิ้น พึงพอใจกับสภาพความสงบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ไม่เพียงแค่ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น นักการเมือง ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล บริหารจัดการตลาดเงิน ตลาดทุน กลับทำผิดพลาดซ้ำสอง ล้มเหลวในการไล่ให้ทันวิกฤติการณ์ที่กำลังดำเนินไป พลาดเหมือนที่เคยพลาดกันมาก่อนแล้วในอดีตยุค the Great Depression เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบการเงินถูกภาครัฐละเลย เพิกเฉย ไม่ทำอะไรเลย ภาครัฐกลับกลายเป็นคนหูหนวกตาบอด ไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียงเรียกร้อง และความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบการเงิน ทำตัวราวกับว่าไม่มีปัญหาอะไรใดๆเกิดขึ้น ตัวเลขการว่างงานที่อยู่ในระดับร้อยละ ๒๕ ไม่ใช่ตัวเลขที่ผิดปกติอันใด เป็นตัวเลขปกติธรรดาสามัญของสหรัฐอเมริกาก็ปานนั้น ไม่มีอะไรให้ต้องวิตกกังวล สนใจ ใส่ใจเป็นพิเศษ แต่หายนะทางการเงิน ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นคราวนี้ แท้จริงแล้วนี่คือหายนะภัยทางเศรษฐกิจที่จะนำมาซึ่งการตกต่ำ จมลึกลองระบบเศรษฐกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสะดุด หยุดนิ่ง ชะงักงันของการปฏิรูปโครงสร้างของระบบการเงิน ธนาคาร สถาบันการเงินต่างๆที่รอดพ้นจากหายนะภัยที่เกิดขึ้นกลับกลายมีหนี้ก้อนโต เป็นหนี้กันมหาศาลบานตะไท มีหนี้ท่วมหัว แต่ผู้บริหารของธนาคาร สถาบันการเงินต่างๆเหล่านั้นกลับไร้จิตสำนึก ไม่มีความรับผิดชอบอันใด ยังคงเสพสุข ตักตวง กอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวกันต่อไปด้วยการอนุมัติเงินโบนัส สวัสดิการมากมายให้กับตนเองแบบไร้ยางอายกันต่อไป

โชคร้ายอย่างถึงที่สุด ที่การปฏิรูประบบการเงินไม่ได้เกิดขึ้น ถูกละเลยมองข้ามกันไปหมด ทั้งๆที่เรากำลังใช้ชีวิตกันอยู่ในห้วงคับขันอันตราย เป็นตายใกล้เคียงกันมาก ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ และจะชักนำเหตุเภทภัยที่ยังไม่ปรากฎในปัจจุบันขณะให้เกิดขึ้นในระยะต่อๆไป เมื่อสถานการณ์สุกงอม เป็นเหมือนอาฟเอตร์ช็อคที่จะติดตามมาหลังการเกิดสึนามิทางการเงิน พร้อมที่จะถาโถมโหมกระหน่ำใส่ประเทศต่างๆทั่วโลก ระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกเสี่ยงต่อการเกิดอาฟเตอร์ช็อคทางการเงินที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การแทรกแซงระบบการเงินขนานใหญ่ที่ผ่านมานั้น ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการเงิน การลงทุนให้กลับคืนมาได้บ้างในระดับหนึ่ง แต่ความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบการเงินก็ยังคงอยู่ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นที่เหลืออยู่ให้คงอยู่ต่อไป และป้องกันไม่ให้วิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่หวลกลับคืนมาหลอกหลอนเราอีกครั้ง

แล้วการปฏิรูประบบการเงินที่ว่านั้น มันหมายถึงอะไรบ้าง มีอะไรบ้างที่เราจำเป็นต้องทำ ต้องปฏิรูป ? คำตอบคือมีเยอะมาก ทุกสิ่งทุกอย่าง แผนงานที่วางกองอยู่บนโต๊ะนั่นแหละคือสิ่งที่เราจะต้องทำ ไล่เลียงกันมาตั้งแต่การปฏิรูประบบการเงิน สถาบันการเงิน จนกระทั่งการเงินภาคครัวเรือน ต้องทำกันตั้งแต่ระดับประเทศ ไปจนกระทั่งถึงกติกาสากล ที่ต้องทำ ต้องบังคับใช้กับทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ the U.S. Treasury และ the Federal Reserve ไปถึง คณะกรรมการกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงิน กระทรวงการคลัง องค์กร สถาบันทุกภาคส่วนของสหราชอาณาจักร เรื่อยไปจนถึง G7 ธนาคารระหว่างประเทศ ไอเอ็มเอฟ ทุกองค์กรจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันหาหนทางเยียวยาแก้ไข ช่วยกันปฏิรูประบบการเงินกันใหม่ว่าควรจะเป็นแบบไหน อย่างไร จึงจะถูกต้อง เหมาะสม และแน่นอนว่าต้องไม่ใช่แค่คิด ไม่ใช่แค่การชี้นิ้วสั่งคนโน้นที คนนี้ทีว่าต้องเป็นแบบนั้น ต้องทำแบบนี้ แต่มันหมายถึงการปฏิรูปตัวเองด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งในแวดวงวิชาการ สถาบันการศึกษา หลักสูตร เนื้อหาวิชาการที่กำลังคิด กำลังทำ กำลังทำการศึกษาวิจัยกันอยู่ด้วย

ก่อนที่เราจะกำหนดเป้าหมายของแต่ละวาระว่าคืออะไร สิ่งที่เราจะต้องทำก่อนเป็นลำดับแรกคือการวิเคราะห์จุดอ่อน และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรบ้างที่ถูกบิดเบือนไป ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น แล้วมันกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคร้ายที่นำมาซึ่งหายนะทางการเงินที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกได้อย่างไร เราจะต้องหาสาเหตุที่แท้จริง ต้นตอที่ทำให้เกิดปัญหาให้ได้ ให้เจอเสียก่อน นี่คือสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต้องเน้น ต้องย้ำกันอีกครั้ง เพราะว่ามันสำคัญจริงๆ หาสิ่งที่เป็นรากเหง้า เป็นต้นตอของปัญหาให้เจอ ขุดคุ้ยมันขึ้นมาให้หมด มองมันให้ถ้วนทั่ว กระจ่างแจ้งทุกซอกทุกมุม จะได้ไม่มั่ว จะได้ไม่หลง มันต้องมีอะไรที่ผิดเพี้ยนไปแน่ๆ ไม่เช่นนั้นระบบการเงินโลกที่เคยอยู่ เคยดำเนินไปของมันดีๆจะกลับกลายเป็นผิดเพี้ยน ผิดพลาด สร้างหายนะครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด และปัญหา สาเหตุแต่ละเรื่อง แต่ละอย่างที่เกิดขึ้นนั้นย่อมมีน้ำหนัก ลำดับ ความสำคัญ ความรุนแรงที่ไม่เท่าเทียมกัน เราจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรคือสิ่งที่เราจะต้องทำก่อน-หลัง เพื่อสกัดยับยั้งอาการป่วยไข้ทางการเงินให้หยุดนิ่ง สงบระงับ และแก้ไขเยียวยาให้หายขาด กลับกลายเป็นกลไกที่ทำงานได้ตามปกติกันในระยะต่อไป ต้องเริ่มจากการยับยั้งมะเร็งร้ายไม่ให้ลุกลาม หยุดเนื้อร้ายที่กำลังเน่าเสียเอาไว้ให้ได้เสียก่อน

ปัญหาก็คือ โชคไม่ดีที่ธรรมชาติของสิ้งที่เป็นรากเหง้า เป็นต้นตอของปัญหานั้น มักสร้างความยุ่งยาก ลำบากใจ นำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง จนแทบจะไม่อาจทนทานรับได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขคลี่คลายได้โดยง่าย เช่น เรื่อง ตราสารอนุัพันธ์ ความต้องการเงินทุน ซึ่งเป็นรากเหง้าส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบการเงิน เศรษฐกิจเกิดปัญหา เป็นเรื่องยากและน่ากลัวสำหรับใครก็ตามที่คิดจะเข้าไปแตะต้อง หยิบจับ ปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆที่ดำเนินอยู่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งๆที่รู้ว่านี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เิกิดปัญหาใหญ่โตมโหฬารตามมา แต่ด้วยปีศาจร้ายนี้ได้่สร้างผลกำไรให้กับคนบางกลุ่ม บางพวกได้อย่างมหาศาล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะมีใครสักคนเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรมันขึ้นมา แต่ถ้าไม่ทำอะไรกับมันเลย หายนะครั้งต่อไปก็จะติดตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้น เราจึงต้องศึกษา เรียนรู้ อรรถาธิบาย ทำความเข้าใจมันให้กระจ่างแจ้งเสียแต่แรก และอาศัยความกล้าครั้งยิ่งใหญ่จัดการกับมัน แก้ไข ขจัดความเลวร้าย ความน่ากลัวของมัน จัดการบริหารมันให้อยู่หมัด ดังนั้น เราจึงสามารถขจัด ยับยั้ง สกัดกั้นปัญหาครั้งใหม่ไม่ให้เกิดขึ้นได้

แก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดในการจ่ายโบนัส

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการจ่ายผลตอบแทนในวอลสตรีทขึ้นมา สัญชาติญาณดิบก็จะปลุกบรรดานายธนาคารทั้งหลายให้โมโหโกรธากราดเกรี้ยวขึ้นมาในทันที แล้วบรรดานายธนาคารทั้งหลายก็จะออกมาพูดจาอ้อมแอ้มด้วยความระมัดระวังอย่างถึงที่สุดในการแก้ตัวให้กับตัวเองเกี่ยวกับปัญหาที่แอบซุกไว้ใต้พรมนี้ ซึ่งช่วงขณะเวลานี้นั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดแล่วที่เราจะหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพิจารณา ทบทวน วิเคราะห์ ประเมินค่าหาทางเลือกใหม่ๆกัน

สิ่งที่เราต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือ เราจะต้องต่อต้านธรรมเนียมปฏิบัติที่คิดค้น ประดิษฐ์ประดอยขึ้นมาอย่างแยบยลแยบคายจากสติปัญญาอันชาญฉลาดของคนที่คิดระบบนี้ขึ้นมา ซึ่งได้กลายเป็นต้นตอที่มาของปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เป็นผลมาจากการกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสม ไม่ใช่เรื่องของตัวเงินที่นายธนาคารได้รับ แต่เป็นเรื่องของการกำหนดโครงสร้างและวิธีการจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งงานวิจัยเกี่ยวกับบรรษัทภิบาลหลายชิ้นระบุตรงกันว่าบรรษัทต่างๆดำเนินธุรกิจโดยตกอยู่ภายใต้ภาวะจำยอมให้ต้องทนทุกข์อยู่กับปัญหาการทำงานที่บิดเบือนของหลักการเป็นตัวแทน คือ บรรษัทสมัยใหม่นั้นผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่ได้เป็นผู้บริหาร ดำิเนินธุรกิจด้วยตนเอง แต่ฝากภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการองค์กรไว้กับผู้จัดการ ผู้บริหารมืออาชีพ ซึ่งเจ้าของธุรกิจกับตัวแทนผู้บริหารนั้นมีมุมมองในการทำธุรกิจที่แตกต่างกัน ผู้ืถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของตัวของนั้นต้องการธุรกิจที่มีความมั่นคง มองผลตอบแทนการลงทุนสูงสุดเป็นผลกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้แบบยาวๆ ส่วนตัวแทนของผู้ถือหุ้นที่เป็นมือปืนรับจ้างเข้ามาบริหารธุรกิจนั้นกลับมุ่งหวังผลกำไรสูงสุดในระยะสั้นๆ เพราะมีรายได้และผลประโยชน์ตอบแทนการทำงานเป็นโบนัสและค่าตอบแทนอื่นๆที่ตนเองจะได้รับซึ่งอิงกับผลประกอบการเป็นรายไตรมาส/ครึ่งปี/รายปี

อย่างที่เราได้รู้ ได้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ถ้าผู้ถือหุ้นสอดส่องดูแลการทำงานของตัวแทน ผู้บริหารที่ตนจ้างมาทำงานได้ การทำธุรกิจก็จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่การสอดส่องดูแลการทำงานของผู้บริหารที่ตนจ้างมานั้นไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆในบางธุรกิจ อย่างเช่นในกรณีของสถาบันการเงินซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่พึ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะสถาบันการเงินนั้นเป็นธุรกิจที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว บรรดานักค้าหลักทรัพย์และนายธนาคารจึงกลายเป็นบุคลากรที่มีความรู้ลึกซึ้ง มีความเชี่ยวชาญชำนาญการบริหารสถาบันการเงินมากกว่าผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของกิจการเสียอีก นักค้าหลักทรัพย์แต่ละคนจะมีวงเงินกำไร/ขาดทุนเป็นของตนเอง และนักค้าหลักทรัพย์แต่ละคนต่างก็มีกลยุทธ มีวิธีการทำเงินจากตลาดการเงินเป็นการเฉพาะในแบบของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่บุคคลภายนอกอย่างผู้ถือหุ้นหรือบอร์ดบริหารจะก้าวล่วงเข้ามาดูแลในรายละเอียดการทำงานของนักค้าหลักทรัพย์แต่ละคน จึงกลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ได้ว่านักค้าหลักทรัพย์แต่ละคน ซึ่งธนาคารหรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่แต่ละแห่งว่าจ้างไว้นับพันคนในแต่ละแห่งว่าคนพวกนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ สถานการณ์อันยากแก่การเข้าถึงได้นี้ในวงการเค้าเรียกว่าเป็นปัญหาของข้อมูลข่าวสารที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (asymmetric information problem) ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีฝ่ายหนึ่งรู้เรื่องดี ลึกซึ้งกว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งกันอันเนื่องมาจากการสวมหมวก ๒ ใบของตัวแทน (double agency conflict) เนื่องจากในสถาบันการเงินหลายแห่งมีผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งที่หลงติดอยู่ในกับดักของปัญหาในการวางตัวเป็นตัวแทนที่ดี กล่าวคือ ในสถาบันการเงินต่างๆนั้นจะมีผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบรรษัทธุรกิจต่างๆ เป็นต้น ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มนี้จะส่งตัวแทน คือ ผู้จัดการกองทุน เข้ามานั่งอยู่ในบอร์ดบริหารของสถาบันการเงินที่กองทุนนั้นๆถือหุ้นอยู่ ผู้จัดการกองทุนเหล่านี้ก็คือนักค้าหลักทรัพย์ บางครั้งก็เป็นนักค้าหลักทรัพย์ของบรรษัทนั้นๆเองนั่นแหละที่เข้ามานั่งอยู่ในบอร์ดบริหาร ดังนั้น การสอดส่องดูแลการทำงานของตัวแทนเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

สภาพดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นที่มาของปัญหาในสถาบันการเงิน เมื่อตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งมีหน้าที่ๆต้องรับผิดชอบต่อคนกลุ่มหนึ่ง แล้วก็ต้องเป็นตัวแทนของคนกลุ่มอื่นๆที่มีมุมมองความคิด มีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นจีงไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจ ใส่ใจว่ามีอะไรอยู่บนโต๊ะของผู้ค้าหลักทรัพย์บ้าง

สรุปก็คือนี่คือปัญหาที่เกิดจากผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากความผิดพลาดทั้งในส่วนของผู้ถือหุ้น นักค้าหลักทรัพย์ และนายธนาคาร ที่ถูกกระตุ้น ปลุกเร้าให้ทำอะไรโง่ๆลงไปเพื่อหวังผลตอบแทนสูงสุดจากการทำกำไรระยะสั้น เพื่อให้ได้โบนัสงามๆมาเป็นรางวัล อย่างเช่น การออกตราสาร CDOS เพื่อดึงหนี้เสียออกจากงบกำไร/ขาดทุนของธนาคาร เป็นต้น ผลก็คือ ผลประกอบการของธนาคารสวยงามเลิศหรู นักค้าหลักทรัพย์และนายธนาคารรับโบนัสก้อนงาม มีเงินซื้อรถสปอร์ตและพักร้อนในสถานตากอากาศอันเลิศหรู แล้วก็เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในแบบที่ Bernie Madoff เคยทำมาแล้วนั่นเอง

โลกธุรกิจในอุดมคตินั้น ผู้ถือหุ้นและตัวแทนผู้ถือหุ้นจะต้องทำหน้าที่สอดส่องดูแล ระวังไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น ต้องคิดหาระบบการจ่ายผลตอบแทนที่เข้ากันได้ นำมาซึ่งผลประกอบการที่ยั่งยืนของสถาบันการเงิน สกัดยับยั้งไม่ให้นักค้าหลักทรัพย์มุ่งแสวงผลกำไรระยะสั้น ลงทุนอย่างสุ่มเสี่ยงจนเกินไป โดยทฤษฎีนั้นระบบนี้ถูกคิดค้นและนำเสนอขึ้นมาเพื่อจัดระบบผลประโยชน์ ความมุ่งหมายที่แต่ละฝ่ายในองค์กรมุ่งเน้นให้ความสนใจให้สอดคล้อง เข้ากันได้กับความต้องการของผู้ถือหุ้น ทำให้นักค้าหลักทรัพย์ลงทุนโดยคิดคำนึงถึงผลประกอบการระยะยาวของสถาบันการเงินประกอบกันด้วยในการซื้อขายหลักทรัพย์ ระบบสร้างแรงรูงใจที่เข้ากันได้จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับนักค้าหลักทรัพย์ด้วยการแจกหุ้นจำนวนหนึ่งในสถาบันการเงินให้กับนักค้าหลักทรัพย์ โดยกำหนดเงื่อนไขกำกับเอาไว้ว่าสถาบันการเงินจะถือหุ้นไว้ในระยะเวลาหนึ่งก่อนจนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนดไว้ให้ผู้ได้รับหุ้นสามารถขายหุ้นได้ สถาบันการเงินจึงจะโอน ส่งมอบหุ้นดังกล่าวให้ผู้ได้รับหุ้นในภายหลัง ซึ่งระบบการจ่ายผลตอบแทนเช่นนี้จะช่วยให้ผลประกอบการในระยะยาวของสถาบันการเงินได้รับการสนใจ ใส่ใจจากนักค้าหลักทรัพย์

คิดง่ายแต่ทำยาก การนำหลักการดังกล่าวมาปรับประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัตินั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด ดูกรณีของแบร์สเทิร์น(Bear Sterns)และเลห์แมน บราเดอร์ส(Lehman Brothers) เป็นตัวอย่าง สถาบันการเงินทั้งสองแห่งมีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงกว่าร้อยละ ๓๐ ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในธนาคารทั้ง ๒ แห่ง ดังนั้นสถาบันการเงินทั้ง ๒ แห่งจึงมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของพนักงานในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ มุ่งสู่การไล่ล่าหวังผลประกอบการระยะสั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งโบนัสประจำปีก้อนโต การซื้อขายหลักทรัพย์จึงเป็นไปอย่างสุ่มเสี่ยง ใช้กลยุทธที่สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นการฆ่าตัวตายทำลายตัวเอง นี่คือข้อเท็จจริงที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้สถาบันการเงินดำรงอยู่บนความสุ่มเสี่ยง ไม่มั่นคง เพราะมีเบื้องหลังผลักดันการทำธุรกิจคือมีกลุ่มพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่มีสิทธิสีเสียงอยู่ในบอร์ดบริหารของสถาบันการเงิน จึงคิดคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น มุ่งหวังแต่เงินโบนัสประจำปีก้อนโตที่ตนเองจะได้รับ ทำใ้ห้เิกิดปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นตัวจริง กับนักค้าหลักทรัพย์ที่สวมหมวกเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นในฐานะผู้จัดการกองทุนแล้วก้าวเข้ามานั่งอยู่ในบอร์ดบริหารของสถาบันการเงิน

แต่บางทีผู้ถือหุ้นเองก็มีความสุขมากกว่าที่เห็นนักค้าหลักทรัพย์กล้าได้กล้าเสีย เพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนการลงทุนกลับคืนมาสูงขึ้นกว่าการลงทุนในแบบปกติ ดังนั้นตัวผู้ถือหุ้นเองก็ยินยอมให้นักค้าหลักทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นได้เช่นกันเพราะนั่นคือเกมเดิมพันที่ไม่มีอะไรจะต้องเสีย ผู้ถือหุ้นก็แค่เอาเงินทุนจำนวนหนึ่งของธนาคารมาวางไว้ตรงหน้าตัก ไม่ใช่เงินทุนหมดทั้งก้อน เวลาที่นักค้าหลักทรัพย์พลาดผู้ถือหุ้นก็แค่แกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำเป็นไม่เห็นว่านักค้าหลักทรัพย์ได้เสียพนันเงินทุนก้อนนั้นไปแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เงินทุนก้อนที่ว่านั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเงินทุนที่ควักออกมาจากกระเป๋าผู้ถือหุ้นคนไหนเลย มันก็เป็นแต่เพียงแค่เงินทุนที่ได้มาจากการกู้ยืมเงินมาจากใครก็ไม่รู้ที่เอาเงินของตนเองมาฝากไว้กับสถาบันการเงินนั้นๆ เวลาที่นักค้าหลักทรัพย์ชนะเดิมพันผู้ถือหุ้นก็ชนะด้วย แต่ถ้าเกิดนักค้าหลักทรัพย์พ่ายแพ้เสียเงินเดิมพันไปมันก็เป็นแค่ความปะเหมาะเคราะห์ร้ายของตาสีตาสาที่นำเงินของตนมาให้ธนาคารกู้ยืม และประสบการณ์เก่าๆมันสอนให้คนในวงการธนาคารรู้กันถ้วนหน้า ตระหนักกันเป็นอย่างดีว่าเมื่อถึงจุดๆหนึ่งแล้วภาครัฐก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเองล่ะ ดังนั้นผู้ที่ต้องสูญเสีย เป็นเจ้ามือจ่ายเงินเดิมพันตัวจริงคือรัฐบาล ผู้ถือหุ้นก็แค่โดนลูกหลวง เจ็บตัวบ้างเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง

หลักการแบบนี้จะเป็นเรื่องที่ดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา สถานการณ์ ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟูเฟื่อง ธนาคารถูกบีบ ถูกกดดันให้สร้างผลตอบแทนสูงๆเพื่อรักษา loyalty จากกองทุนบำเหน็จบำนาญ ผู้จัดการกองทุน และบุคคลอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสรรเงินลงทุนของกองทุนต่างๆ แม้ว่าผู้จัดการกองทุนและผู้ถือหุ้นจะเห็นพ้องต้องกันว่านี่คือกลยุทธการลงทุนที่สุ่มเสี่ยง แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการที่จะพลาดโอกาสงามๆนี้ไปเพราะนั่นอาจหมายถึงการสูญเสียลูกค้าของตนไปให้กับธนาคารอื่นๆที่สามารถจ่ายผลตอบแทนการลงทุนได้สูงกว่า ชัค ปริ๊นซ์ อดีตซีอีโอของซิตี้กรุ๊ปเป็นผู้ให้บทสรุปในเรื่องนี้เอาไว้ได้ที่สุด ปริ๊นซ์กล่าวเอาไว้เมื่อปี ๒๐๐๗ ว่า เมื่อดนตรีบรรเลงเพลงเริงรื่นก็จงลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกมาเริงระบำกันก็เท่านั้นเอง

เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำลงมา นักค้าหลักทรัพย์และผู้ถือหุ้นก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงน้อยลง แทนที่จะทำเช่นนั้น ธนาคารควรจะลงเงินเดิมพันให้มากขึ้นอีกสักเท่าตัวเสียด้วยซ้ำไปกับเกมเดิมพันที่ว่าเรือจะจมหรือไม่ พนันกันดูมั๊ยว่าจะมีการแปลงหนี้เป็นทุนหรือเปล่า (gambling for redemption) แล้วถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง เราจะเสี่ยงน้อยลงทำไมล่ะ นี่คือชุดความคิดของนายธนาคารและกระบวนการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินของภาครัฐที่ยังไงเสียภาครัฐก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ บทเรียนที่สถาบันการเงินเรียนรู้จากวิกฤติในอดีตซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆทุกครั้งไป

นี่แหละที่เป็นกระบวนการเติมเชื้อไฟใส่ลงไปในระบบการเงิน สถานการณ์อีกด้านหนึ่งก็คือถ้าจะมีผู้ถือหุ้นในสถาบันการเงินอยู่สักกลุ่มหนึ่งที่ตระหนัก ให้ความสำคัญ และยืนอยู่บนหลักการเรื่องผลประโยชน์ในระยะยาวของสถาบันการเงินเป็นคัมภีร์ประจำใจ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุม ทัดทานบรรดาเทรดเดอร์ทั้งหลายได้อยู่ดี และแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีมุมมองความคิดเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่ได้มีทุนรอนมาวางเดิมพันมากพอหรือพวกเขาก็คิดอยากได้ผลตอบแทนมหาศาลจากเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งหรือทำอะไรกับเทรดเดอร์ได้อีกเช่นกัน ปัญหาจากหลักการเป็นตัวแทนที่ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติจึงกลายเป็นที่มาของพฤติกรรมสู่ความวิบัติ นำพาระบบสถาบันการเงินไปสู่หายนะ ทำให้ระบบการเงินโลกขาดเสถียรภาพ

ปัญหาอันซับซ้อนนี้ใช่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหากันได้โดยง่าย แต่วิธีแก้นั้นเป็นเรื่องง่ายๆพื้นๆที่คิดง่ายแต่ทำยาก ชัดเจน ตรงประเด็น ด้วยการพุ่งเป้าไปยังสิ่งที่เป็นสาเหตุของปัญหาอันยุ่งเหยิงนี้ ตรงเข้าไปยังแก่นแท้ของปัญหานั่นคือแก้ที่ระบบการจ่ายผลตอบแทนซึ่งเป็นที่มาของปัญหา นี่คือจุดสำคัญที่เราต้องโฟกัสกันจึงจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง

เริ่มต้นกันที่นายจ้าง ผู้บริหารสถาบันการเงินที่จะต้องถูกจำกัดจำนวนการรับหุ้นแจกฟรีจากธนาคาร และหุ้นที่ผู้บริหารได้รับนั้นจะต้องกำหนดเงื่อนไขการถือครองหุ้นเาอไว้ด้วยว่าผู้บริหารจะต้องถือหุ้นนั้นเอาไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ยาวนานพอสมควร และควรจะยาวกว่าวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารคนนั้นๆ ที่แน่ๆคือจะต้องจำกัดระยะเวลาเอาไว้สักระยะหนึ่งแต่สามารถต่อหรือขยายเวลาได้ ผู้บริหารเลห่านี้จะขายหุ้นได้ก็ต่อเมื่อเกษียณอายุจากตำแหน่งผู้บริหารไปแล้ว หรือไม่ก็ต้องถือเอาไว้ไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีหลังจากนั้นจึงจะสามารถขายหุ้นล็อตดังกล่าวได้

แบบนี้จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการออกตัวก้าวแรกได้อย่างสวยงาม แต่นี่ก็ยังเป็นแต่เพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆจุดหนึ่งเท่านั้นเอง ยังมีเรื่องอื่นๆที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราจะต้องทำกันอีก นั่นคือเรื่องวัฒนธรรมในการจ่ายเงินโบนัสของวอลสตรีท ซึ่งนายจ้างเจ้าของสถาบันการเงินใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจเมื่อชนะการพนัน แต่กลับไร้ซึ่งบทลงโทษในเวลาที่เสียพนันทำให้ธนาคารสูญเงินทุนก้อนใหญ่ไป นำมาซึ่งความเสียหายให้กับธนาคาร ระบบการจ่ายเงินโบนัสแบบที่มีทั้งการให้รางวัลและการลงโทษ กำหนดเงื่อนเวลาการซื้อขายหุ้นที่แจกให้กับพนักงานเพื่อให้ผู้บริหาร นักค้าหลักทรัพย์คำนึงถึงผลประกอบการระยะยาวของธนาคารไม่ใช่คิดถึงแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า โบนัสประจำปีที่ตนเองจะได้รับในแต่ละปีอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

วิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอันสลับซับซ้อนและลักลั่นกันนี้ได้ก็คือการกำหนดโบนัสกลาง(bonus pool)ที่กำหนดขึ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการระยะสั้นของธนาคาร แต่คำนวณเงินตัวเลขโบนัสในกองโบนัสกลางนี้จากผลประกอบการระยะยาวของธนาคาร เช่น ในรอบ ๓ ปี เป็นต้น แทนที่เราจะชื่นชมยินดีและให้รางวัลตอบแทนความสำเร็จจากการโชคดีชนะการพนันด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกง การเดินหมากแต้มคูอันชาญฉลาดอย่างในปัจจุบัน เราก็หันมาใช้ระบบการให้รางวัลโดยพิจารณาจากผลประกอบการระยะยาว เช่น ๓ – ๕ ปีขึ้นไปกันแทนที่ระบบเดิม ทั้งยังสอดคล้องกับหลักปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ การบริหารกิจการมากกว่าเดิมอีกด้วย แต่ก็ยินยอมให้นักค้าหลักทรัพย์เส่ี่ยงโชค วางเดิมพัน เล่นพนันกับผลประกอบการระยะสั้นในแต่ละปีได้บ้าง รวมถึงการจำกัดวงเงินความสูญเสียที่ยอมรับได้เอาไว้ด้วย ผลจากการกำหนดระบบโบนัสแบบนี้จะทำให้นักค้าหลักทรัพย์ได้รับโบนัสก้อนงามในปีแรก แต่อาจจะไม่ได้อะไรเลยในปีที่ ๒ ซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีการจ่ายโบนัสตามผลประกอบการระยะยาวที่การขาดทุนจะเป็นตัวลดทอนทำให้โบนัสที่สะสมไว้ลดน้อยถอยลงไปหากกำไรสะสมลดลงและอาจทำให้นักค้าหลักทรัพย์ไม่ได้โบนัสติดมือมาเลยก็ได้

วิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอันสลับซับซ้อนและลักลั่นกันนี้ได้ก็คือการกำหนดโบนัสกลาง(bonus pool)ที่กำหนดขึ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการระยะสั้นของธนาคาร แต่คำนวณเงินตัวเลขโบนัสในกองโบนัสกลางนี้จากผลประกอบการระยะยาวของธนาคาร เช่น ในรอบ ๓ ปี เป็นต้น แทนที่เราจะชื่นชมยินดีและให้รางวัลตอบแทนความสำเร็จจากการโชคดีชนะการพนันด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกง การเดินหมากแต้มคูอันชาญฉลาดอย่างในปัจจุบัน เราก็หันมาใช้ระบบการให้รางวัลโดยพิจารณาจากผลประกอบการระยะยาว เช่น ๓ – ๕ ปีขึ้นไปกันแทนที่ระบบเดิม ทั้งยังสอดคล้องกับหลักปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ การบริหารกิจการมากกว่าเดิมอีกด้วย แต่ก็ยินยอมให้นักค้าหลักทรัพย์เส่ี่ยงโชค วางเดิมพัน เล่นพนันกับผลประกอบการระยะสั้นในแต่ละปีได้บ้าง รวมถึงการจำกัดวงเงินความสูญเสียที่ยอมรับได้เอาไว้ด้วย ผลจากการกำหนดระบบโบนัสแบบนี้จะทำให้นักค้าหลักทรัพย์ได้รับโบนัสก้อนงามในปีแรก แต่อาจจะไม่ได้อะไรเลยในปีที่ ๒ ซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีการจ่ายโบนัสตามผลประกอบการระยะยาวที่การขาดทุนจะเป็นตัวลดทอนทำให้โบนัสที่สะสมไว้ลดน้อยถอยลงไปหากกำไรสะสมลดลงและอาจทำให้นักค้าหลักทรัพย์ไม่ได้โบนัสติดมือมาเลยก็ได้

การกำหนดวงเงินโบนัสแบบผันแปรนี้เป็นระบบที่ Raghuram Rajan เป็นผู้เสนอขึ้นมา โดยนักค้าหลักทรัพย์จะได้รับโบนัสหากสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ในระดับสูง แต่โบนัสที่ว่านั้นมีเงื่อนไขผูกติดกับสัญญาระยะยาวที่กินเวลาหลายปี ถ้าปีต่อมานักค้าหลักทรัพย์ทำผลงานออกมาเป็นขาดทุน เงินโบนัสที่สะสมไว้ในกองโบนัสกลางก็จะถูกหักลงตามไปด้วย Rajan เรียกระบบการจ่ายโบนัสแบบนี้ว่า Bonus – Malus System ซึ่งโบนัสจะถูกดึงกลับและอาจมลายหายวับไปจนเหลือเป็นศูนย์ได้ ขึ้นอยู่กับผลงานระยะยาวของนักค้าหลักทรัพย์ว่าจะทำผลงานได้ดีหรือแย่เพียงใด การจ่ายโบนัสโดยพิจารณาจากเงื่อนเวลาที่ยาวนานขึ้นโดยมีการนำเม็ดเงินโบนัสมาสะสมเอาไว้ก่อนในพูลกลางรอเวลาจ่ายเมื่อครบกำหนดเวลาจะทำให้นักค้าหลักทรัพย์มีความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น ยอมเสี่ยงน้อยลง และคำนึงถึงผลประกอบการระยะยาวมากขึ้น

ระบบโบนัสแบบที่มีทั้งการให้รางวัลและการริบ ลดทอนเงินรางวัลนี้จะทำงานได้ดีที่สุดหากนำมาปรับใช้ในระดับบุคคล โชคไม่ดีที่ระบบโบนัสแบบมีการลดทอนได้นี้บ่อยครั้งที่ถูกนำมาปรับใช้กันเพียงแค่ในระดับองค์กรเท่านั้น ดังนั้นหากมีใครสักคนคิดวางเดิมพันดูสักครั้ง ผลได้ผลเสียที่เกิดขึ้นก็จะกระจายไปถึงคนอื่นด้วย แบ่งๆกันไป นักค้าหลักทรัพย์และนายธนาคารที่เล่นการพนันจึงไม่ได้รับผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเองโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะถูกใส่ลงไปในพูลกลางที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นการลงทุนอย่างสุ่มเสี่ยงเพื่อไล่ล่าโบนัสก้อนโตของนักค้าหลักทรัพย์บางคนท่ามกลางคนส่วนใหญ่ที่ลงทุนด้วยความรอบคอบระมัดระวังจึงยังคงอยู่

ปัญหาในเรื่องของการจ่ายเงินโบนัสนั้นยังมีอะไรที่เลวร้าย แย่ยิ่งไปกว่านั้นอีก อย่างเช่นการจ่ายเงินโบนัสให้กับนักค้าหลักทรัพย์และนายธนาคารที่ไม่ได้มีเพียงแค่การให้โบนัสในรูปที่เป็นตัวเงินหรือหุ้นเท่านั้น แต่บรรดาพ่อมดทางการเงินเหล่านี้สารพัดจะประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมการจ่ายโบนัสแบบแปลกๆพิสดารเอาไว้มากมายเฉกเช่นที่ได้รังสรรค์ตราสารหนี้ CDO ขึ้นมาเพื่อล้างพิษหลักทรัพย์(หนี้)ที่สงสัยว่าจะสูญให้กลับมามีมูลค่ามีราคาขึ้นมาได้ ที่สุดแล้วมันก็วกกลับมาเป็นเงินโบนัสก้อนโตให้กับพวกเขานั่นเอง

แล้ววิธีการอย่างที่ว่าก็ได้ถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติ ก่อนสิ้นปี ๒๐๐๘ เครดิตสวิสโยกหนี้เสีย ๕ พันล้่านดอลลาร์ออกจากงบดุลของธนาคารมาใส่แยกไว้อีกบัญชีหนึ่ง ผลคือ ๒ เด้ง นายธนาคารอิ่มโบนัสกันถ้วนหน้า เด้งที่ ๑ คือโบนัสปกติจากงบดุลธนาคาร และเด้งที่ ๒ คือโบนัสจากงบดุลของกองทุนดังกล่าว กระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นจึงเงียบกริบในบัดดล

การจ่ายค่าตอบแทนแบบแปลกๆพิสดารยังมีอีกหลายวิธี เช่น ถ้าคนที่ออกมาต่อต้านคัดค้านการจ่ายโบนัสแบบแปลกๆเป็นผู้มีอำนาจออกมาท้วงติงว่าถ้าผลการพนันออกมาอีกแบบหนึ่่งล่ะจะทำอย่างไร ซึ่งข้อท้วงติงเช่นนี้ก็เกิดขึ้นที่เครดิตสวิสเช่นกัน ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงต้องตกลงรายละเอียดกันให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นคือนายธนาคารและนักค้าหลักทรัพย์จึงได้หุ้นที่พวกเขาประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาไว้ในมือจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่ามันย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า คือนายธนาคารได้ทั้งหุ้นที่นำมาซึ่งมูลค่าที่เพิ่มขึ้นตามราคาหุ้นกับเงินปันผลในฐานะผู้ถือหุ้้น และได้เงินโบนัสในฐานะพนักงาน เมื่อมีหุ้นจำนวนหนึ่งอยู่ในมือย่อมมีเวลาที่จะตัดสินใจได้ว่าจะแทงหนี้สูญดีหรือไม่ เพราะตราบใดที่ยังไม่ขายหุ้นก็ยังไม่มีการขาดทุนเกิดขึ้นจริงๆ ในที่สุดพนักงานที่คัดค้านก็มีหลักประกันความเสียหายอาจเกิดขึ้นกับเงินโบนัสของตนเอง ดังนั้นการลงทุนอย่างสุ่มเสี่ยงจึงยังคงดำเนินต่อไป

ไม่ว่าการจ่ายค่าตอบแทนจะเปลี่ยนไปเช่นไร สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าบอร์ดบริหารจะเล่นด้วยหรือไม่ หากมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่สักที่นำระบบ bonus-malus มาใช้แต่ที่อื่นไม่ยอมเล่นด้วย พนักงานก็จะไหลออกจากสถาบันการเงินที่มุ่งหวังว่าจะลงทุนอย่างรอบคอบไปอยู่กับสถาบันการเงินอื่นกันหมดเพราะระบบเดิมย่อมให้ผลตอบแทนที่แน่นอน มั่นคง และมากกว่า

ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นต้องโดดลงมาร่วมแจมในเกมนี้ด้วย กรณีของอเมริกาก็คือเฟดๆจะต้องกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา เพื่อปฏิรูปธรรมเนียมการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานของสถาบันการเงินให้มีผลบังคับใช้กับสถาบันการเงินทุกแห่ง ยังมีอีกหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องทำในฐานะที่เป็นตัวแทนของผู้เสียภาษี นั่นคือต้องผนวกรวมเงื่อนไขนี้ลงไปเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง ก่อนใส่เงินภาษีของประชาชนลงไปช่วยเหลือสถาบันการเงิน เพื่อสกัดระบบการเงินไม่ให้กลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์เพราะผีพนันเข้าสิงนายธนาคารรอบ ๒ แบบนี้จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ตรงประเด็น สามารถป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติซ้ำรอยเดิมได้ด้วยอำนาจที่รัฐมีอยู่ในมืออยู่แล้ว แค่นำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ บีบบังคับสถาบันการเงินที่ตกอยู่ภายใต้ภาวะจำยอม ทำให้บอร์ดบริหารของสถาบันการเงินทุกแห่งจำต้องปฏิรูประบบการจ่ายตอบแทนของพ่อมดทางการเงินโดยถ้วนหน้ากัน

รูบินี่ไม่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาปรับปรุงระบบการจ่ายค่าตอบแทนหากภาครัฐยังคงคิดว่าแบบที่เป็นกันอยู่ ทำกันอยู่ทุกวันนี้มันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถาบันการเงินที่ขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล สิ่งที่รูบินี่ต้องการคือ อยากให้รัฐบาลลงมาจับ ลงมาทำในเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆ เดินหน้าเต็มตัวในการเข้ามาแก้ไขปัญหา จับในจุดที่เป็นรากเหง้า สาเหตุที่ทำให้ระบบการเงินเกิดปัญหา นั่นคือการจ่ายค่าตอบแทนให้กับนายธนาคารที่ทำให้นายธนาคารมุ่งแต่จะไล่ล่าไขว่คว้าโบนัสก้อนโตด้วยการลงทุนอย่างสุ่มเสี่ยง เพราะถึงอย่างไรตัวเองก็มีแต่ได้ ไม่มีเสีย จึงไม่จำเป็นต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีถึงผลดีและร้ายที่จะ้กิดขึ้นตามมา ธนาคารแทบล้มละลาย ระบบการเงินแทบล่มสลาย แต่ธนาคารยังคงต้องจ่ายโบนัสมากมายมหาศาลให้กับบรรดานายธนาคารสติเฟื่องเพื่อตอบแทนให้กับผลงานการพาธนาคารลงเหวของพ่อมดการเงินเหล่านี้

รูบินี่ไม่แนะนำให้รัฐบาลควบคุมอัตราการจ่ายโบนัสให้กับผู้บริหาร แม้ว่ารัฐจะมีสิทธิทำได้ก็ตามเพราะหลายธนาคารยังคงได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลอเมริกันอยู่ แต่ที่รูบินี่แนะนำให้ใช้โบนัสเป็นเครื่องมือในการยกเครื่องการดำเนินธุรกิจของนายธนาคาร ให้บรรดานายธนาคารทั้งหลายลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่นำมาซึ่งความล่มสลายของระบบการเงินโลก

เมื่อนายธนาคารเสี่ยงน้อยลง ผลตอบแทนก็จะลดลงเองด้วยการย้อนอดีต ยุติการแสวงกำไรสูงสุดกลับสู่การเติบโตขยายตัวอย่างมั่นคง มีเสถียรภาพบนพื้นฐานของการเปิดเสรีทางการเงิน การสร้างนวัตกรรมทางการเงิน เปิดเสรีการลงทุน และโลกาภิวัฒน์ทางการเงิน

ค.ศ. ๑๙๔๗ GDP ของอเมริกาเติบโตร้อยละ ๒.๕ แล้วเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๔.๔ ในปี ค.ศ. ๑๙๗๗ และเพิ่มเป็นร้อยละ ๗.๗ ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ บริษัทที่ทำธุรกิจการเงินมีรายได้ขยายตัวสูงถึงร้อยละ ๔๐ จึงพาเหรดกันเข้าสู่ทำเนียบ S&P 500 ตลาดเงิน-ตลาดทุนขยายตัวประมาณร้อยละ ๒๕ ผู้จัดการกองทุนต่างยิ้มหน้าชื่นตาบานกันถ้วนหน้าอิ่มเอมกับเงินเดือนและโบนัสก้อนงาม แต่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนักลงทุนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้และผลตอบแทนที่บรรดาผู้จัดการกองทุนได้รับเพราะผลตอบแทนการลงทุนที่เกิดขึ้นนั้นหมดไปกับค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนสูงที่ผู้จัดการกองทุนเรียกเก็บในอัตราที่สูงมากไม่ว่าจะเป็นนายหน้าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารทั่วไป โบรกเกอร์ดีลเลอร์, bond insurer, rating agency ดังนั้น พนักงานธนาคารจึงได้รับโบนัส ผลตอบแทนการทำงานสูงกว่าผู้ถือหุ้นของบริษัท แล้วมะเร็งร้ายที่เกิดขึ้นในธุรกิจการเงินก็เติบโตขยายตัวจนสร้างปัญหา ทำให้เกิดต้นทุนทางสังคมตามมา เนื่องจากนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของบรรดาพ่อมดทางการเงินทั้งหลาย ฝันร้าย หายนะต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อมีค.ศ. ๑๙๒๙ เลย (วิธีแก้ก็ไม่ต่างเช่นกัน แต่ก็ยังไม่มีใครลงมือทำอย่างจริงๆจังๆกันเสียที)

ทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม

ผลตอบแทนการทำงานของบรรดานายธนาคารทั้งหลายคือสิ่งที่ต้องปฏิรูปเพื่อให้นายธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยการนำเงินไปลงทุนที่สุ่มเสี่ยงน้อยลง ไม่ใช่คิดแค่ว่ายิ่งเสี่ยงมากผลตอบแทนยิ่งสูง โบนัสที่ตนเองจะได้รับก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย แต่เมื่อเงินลงทุนเสียหายก็มีแต่ธนาคารเสียหาย ตนเองไม่เกี่ยว ไม่ได้รับความเสียหายอะไรด้วย

วิกฤติการเงินครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากธุรกิจ mortgage-backed securities(MBSs) ที่ธนาคารเพื่อการลงทุนนำมาคละรวมกันกับตราสารหนี้ชั้นดีระดับ AAA กลายเป็นตราสารลูกผสมที่มีชื่อว่า CDOs เมื่อฟองสบู่แตก G-20 ก็ช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางแก้ไขด้วยการออกกฎหมาย the Credit Risk Retention ค.ศ. 2009 ขึ้นมาบังคับธนาคารให้มีทุนสำรองไว้หนุนหลังตราสารร้อยละ ๕ แม้วุฒิสภาจะต้องการให้ตัวเลขอยู่ที่ร้อยละ ๑๐ ก็ตาม ถึงอย่างไรความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ แม้ตราสารเหล่านี้จะได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงถึงระดับ AAA ก็ตาม เมื่อฟองสบู่แตกก็ล้มครืนกันแบบระเนระนาดอย่างที่เห็นๆกันอยู่ สินทรัพย์ในมือธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริการ้อยละ ๓๔ เป็นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนธนาคารขนาดเล็กนั้นมีสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์สูงกว่าคืออยู่ที่ร้อยละ ๔๔

 ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนอย่างสุ่มเสี่ยงเพื่อแสวงกำไรสูงสุด เพื่อให้ได้โบนัสและผลตอบแทนสูงสุดของพนักงานและผู้บริหารสถาบันการเงิน โดยที่พวกเขาคิดว่าตราสารอนุพันธ์ที่พวกเขาประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมานั้นคือนวัตกรรมชั้นเลิศที่มีการกระจายความเสี่ยง ประกันความเสี่ยงไว้แล้วอย่างรัดกุม ไม่มีวันพังครืนลงมาได้อย่างแน่นอน แต่แท้จริงแล้วการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น แล้วสุดท้ายภาระก็ตกเป็นของประชาชน เมื่อรัฐจำเป็นต้องนำเงินภาษีไปอุ้มช่วยบรรดานายธนาคารหน้าเลือดที่เต็มไปด้วยความโลภ ไร้ยางอายทั้งหลาย

การใส่เงินเข้าไปอุ้มช่วยธนาคารไม่ให้ล้มนั้นเป็นแต่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนตัวปัญหาที่แท้จริงยังคงไม่ได้รับการแก้ไขจนกว่าจะมีการปฏิรูประบบการเงิน กำหนดมาตรฐาน(standardization)ที่ดีพอขึ้นมา เช่น การออกตราสารอะไรสักอย่างนั้นควรมีกฏเกณฑ์ มาตรฐานอะไร อย่างไรบ้าง และจะกำกับควบคุมกันอย่างไร รวมถึงการค่านายหน้า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เป็นต้น

ปฏิรูปการจัดอันดับ

ธุรกิจการจัดอันดับถูกผูกขาดโดย ๓ ยักษ์ใหญ่ผู้ทรงอำนาจเป็นอย่างมากในโลกการเงิน คือ Standard & Poor ‘s, Moody’s Investor Service และ Fitch Ratings

ธุรกิจการจัดอันดับนี้มีจุดเริ่มต้นในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ที่ต้องการให้มีการจัดอันดับตราสารหนี้ที่ถือครองโดยธนาคารต่างๆซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการกำกับดูแลตลาดเงิน-ตลาดทุน และเฟื่องฟูในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๗๐ เพราะมีตราสารหนี้ผิดนัดชำระหนี้สูงมาก นายธนาคารทั้งหลายจึงต้องพึ่งพาอาศัยอันดับความน่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยง

ค.ศ. ๑๙๗๕ the Securities and Exchange Commission จึงได้ตั้งหน่วยงานที่มีชื่อว่า Nationally Recognized Statistical Rating Organization (NRSRO) ขึ้นมา แล้วก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Fitcth, S&P และ Moody’s นั่นเอง โดยในช่วงแรกๆนั้นนักลงทุนจะว่าจ้างบริษัทจัดอันดับให้ประเมินศักยภาพในการลงทุนว่าเป็นอย่างไร ภายหลังจึงกลับกลายเป็นว่าบริษัทมีงานจัดอันดับตราสารหนี้ให้กับบริษัทที่คิดจะออกตราสารหนี้มากกว่าที่จะประเมินความน่าสนใจในการลงทุนในธุรกิจอะไรสักอย่างให้กับนักลงทุน เมื่อถึงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ บริษัทจัดอันดับจึงกลายเป็นผู้จัดอันดับตราสารหนี้โดยสมบูรณ์ไป

— ยังมีต่อ —

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s