สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


25540312_1_15

หลวงพ่อฤาษีลิงดำพบพระเจ้าตากสิน

หนังสือ “คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง” เล่ม ๑๕ นึ้ได้มาจากร้านหนังสือเก่าแถวๆตลาดแฮปปี้แลนด์เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ซื้อมาพร้อมๆกับหนังสือ “พระมาลัยโปรดสัตว์นรก” รจนาโดย พระเทพสุทธิมุนี (เจ้าคุณโชดก)

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซื้อหนังสือเก่า หนังสือมือ ๒ ไม่เคยซื้อมาก่อน ซื้อแต่หนังสือใหม่ หนังสือมือ ๑ มาโดยตลอด ทุกครั้งที่เดินเข้าร้านหนังสือเก่าก็คือไปกับเพื่อนๆก็เลือกรื้อ เลือกหา ขุดคุ้ยดูหนังสือในร้านไปเรื่อยๆ ตัวเองก็จะเดินเล่นชมดูผ่านๆแล้วก็จะออกมายืนรออยู่หน้าร้าน นอกร้าน ก็จะเป็นแบบนี้ทุกครั้งไป

คราวนี้เลือกที่จะยืนดูโน่นนี่นั่นไปเรื่อยเปื่อยอยู่ภายในร้าน สักพักเพื่อนก็หยิบหนังสือ “พระมาลัยโปรดสัตว์นรก” เก่าๆโทรมๆมาให้ดู แล้วบอกว่าเป็นหนังสือของเจ้าคุณโชดก หายาก มีประวัติของท่านด้วย สภาพนี่โทรมมาก ก็พลิกเปิดดูเนื้อหาข้างในว่าเป็นอย่างไรบ้าง เออ…โดนใจ เจ้าคุณโชดกก็ดับขันธ์ไปแล้ว หาไม่ได้อีกแล้วแน่ๆก็เลยคว้าไว้ เสร็จแล้วก็นั่งรอเพื่อรื้อค้นหนังสือภายในร้านต่อไป ชั้นหนังสือที่อยู่ตรงหน้านั้นมีพระไตรปิฎกฉบับประชาชนปกสีน้ำเงินอยู่ เห็นแล้วก็นึกเสียดายว่ามากรุงเทพเที่ยวนี้จังหวะไม่ดีเท่าไหร่ กระเป๋าแบน เงินเบาบางเสียเหลือเกิน ได้แต่ปล่อยผ่านไปก่อน ประวัติของหลวงปู่ชอบ ฐานสโมก็เช่นกัน รออ่านฉบับพิมพ์ใหม่ของอาจารย์ปฐม นิคมานนท์ก็ได้วะ

ก็นั่งกวาดสายตาวนไปเวียนมาบนชั้นหนังสือไปเรื่อยๆ แล้ว “คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง” ก็ปรากฏขึ้นในสายตา มีอยู่หลายเล่มพอสมควร แต่จิตนั้นสะดุดอยู่ที่เล่ม ๑๕ ก็เลยบอกให้เพื่อนหยิบหนังสือเล่มนี้มาให้หน่อย จำเพาะเจาะจงเฉพาะเล่มนี้เล่มเดียวเสียด้วยนะ

นั่นไงล่ะ “พบพระเจ้าตากสิน” เรื่องนี้นี่เอง พอเหมาะพอเจาะจริงๆ สนใจใคร่รู้ อยากอ่านเรื่องนี้อยู่พอดี ก็เลยได้มาอีก ๑ เล่ม จากนั้นก็มองไปที่ชั้นหนังสือว่าจะยังมีเล่มอื่นอีกมั๊ย ก็ไม่เลย ไม่มีความรู้สึกว่าจะมี “คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง” เล่มอื่นๆที่น่าสนใจ น่าหยิบจับมาเปิดดูเนื้อหาด้านในอีกเลย ก็เลยปล่อยผ่าน ยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ จิตบอกว่าที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่องพระนเรศวรนั้นไม่มีหรอก ไว้โอกาสหน้าถ้ามีร้านไหนนำหนังสือเล่มที่ว่านี้มาวางขาย ถึงเวลาเดี๋ยวก็ได้มาพบมาเจอหนังสือเล่มนี้เองแหละน่า

เรื่องราว ที่มาที่ไปของหนังสือเก่า ๒ เล่มนี้ก็ได้มาด้วยเหตุฉะนี้นี่เอง

“คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง” หน้า ๑๔ – ๑๙ ได้เล่าถึงเรื่องราวการพบกันระหว่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำกับพระเจ้าตากสินในปีพ.ศ. ๒๕๐๐ ขณะที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำป่วย ไปนอนที่กรมแพทย์ทหารเรือ ห้องพิเศษ ตึกพิเศษ เหตุเกิดในช่วงเวลาประมาณ ๔ ทุ่มก่อนที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำจะนอน เรื่องราวมีดังนี้

พบพระเจ้าตากสิน

… เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ จำเดือนไม่ได้ เวลานั้นป่วย ไปนอนที่กรมแพทย์ทหารเรือ ห้องพิเศษ ตึกพิเศษ แล้วพอไปนอนอยู่ที่นั่น พอตกกลางคืนเวลาประมาณ ๔ ทุ่มก็จะนอน เมื่อขณะที่จะนอนก็ไปใส่กลอนประตู แล้วก็ใส่กลอนหน้าต่าง จ่าพยาบาลที่นั่น เวลานั้นมีนายทหารบ้าง มีจ่าบ้าง เป็นลูกศิษย์ลูกหา มีอยู่หลายคน เอาหลอดไฟ ๑๐๐ แรงเทียนมาใส่ให้ สว่างจ้า ก็เลยขึ้นเตียง กำลังจะเอื้อมมือไปปิดสวิตช์

ก็พอดีปรากฏว่าคนๆหนึ่งมายืนอยู่ข้างเตียง เอาละนิมิตนี้บรรดาท่านทั้งหลาย ฟังแล้วก็จำให้ดีนะว่า หลอดไฟ ๑๐๐ แรงเทียนมันสว่างขนาดไหน แล้วก็มาในขณะที่หลอดไฟ ๑๐๐ แรงเทียนยังไม่ดับ ถ้าจะถามว่าเข้าฌานชั้นไหน ก็บอกว่าเข้าฌานชั้นที่ ๕๐๐ มันจะเข้าฌานเข้าเชิญอะไร ท่านแสดงให้เห็นน่ะ แสดงองค์ให้เห็น แต่ว่าเวลาแสดงองค์ให้เห็นก็เป็นคนล่ำๆ ท่าทางแข็งแรงปราดเปรียว เป็นคนมีเนื้อเต็ม แต่นุ่งกางเกงขาสั้นสีขาวแค่เข่า เหนือเข่านิดหนึ่ง แล้วก็ใส่เสื้อแขนสั้นเหนือศอกหน่อย มายืนอยู่

แต่ก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ก็เพราะว่าไปนอนที่นั่น เวลาป่วยก็มีความรู้สึกว่าบรรดาผีทั้งหลายอาจจะแกล้งได้ง่าย เพราะเป็นการตกใจง่าย กำลังใจของคนป่วย ความเข้มแข็งน้อย ก็ไม่รู้จะนึกถึงใคร นึกว่าในที่นี่เป็นเขตพระราชฐานของพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ขอพึ่งบารมีพระเจ้าตากสินมหาราชให้คุ้มครอง พอท่านผู้นั้นมายืนปุ๊บ ก็มองเห็นนะ ไม่ต้องหลับตากันแล้ว ไม่ต้องเข้าฌานกันแล้วบรรดานักเจริญกรรมฐานทั้งหลาย นักตาทิพย์ทั้งหลายโปรดทราบ ฌานเฌินอะไรกันแน่ ในเมื่อผีจะแสดงตัวให้ปรากฏ แต่ความกลัวไม่มีเพราะชิน เรื่องนี้ชินมาตั้งแต่บวชพรรษาที่ ๑

ก็เลยถามว่า “ท่านเป็นใคร” ท่านผู้นั้นก็ถามว่า “เมื่อกี้นี้ท่านนึกถึงใคร” ก็ตอบท่านบอกว่า “นึกถึงพระเจ้าตากสินมหาราช” ท่านก็บอกว่า “ผมนี่แหละพระเจ้าตากสินมหาราช” ก็เลยมองไปมองมา พระเจ้าตากสินมหาราชนุ่งกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อแขนสั้นสีขาว เป็นคนผิวขาว หน้าค่อนข้างจะสี่เหลี่ยมนิดๆ แต่มีเนื้อเต็ม มองดู ท่านถามว่า “มองอะไร” ก็เลยบอกว่า “ก็มองดูลักษณะพระเจ้าตากสินน่ะสิ” ท่านถามว่า “เชื่อหรือยังว่าพระเจ้าตากสิน” บอก “ยังไม่เชื่อ ที่มองนี่มองเพราะไม่เชื่อ”

ท่านถามว่า “ไม่เชื่อตรงไหน” บอก “ไม่เชื่อตรงกางเกงกับเสื้อ เพราะกางเกงกับเสื้อนี่มันเป็นเครื่องแบบของกุ๊ยข้างถนนเขานุ่งกัน พระมหากษัตริย์ไม่น่าจะนุ่งแบบนี้” ท่านถามว่า “กษัตริย์ต้องทรงเครื่องกษัตริย์นอนเชียวหรือ นี่มันสี่ทุ่มกว่าแล้วนะ” ก็บอกว่า “จะรู้ได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเป็นกษัตริย์ เวลาเป็นผีมาแสดงตนให้ปรากฏก็ต้องใช้เครื่องทรงแบบกษัตริย์ นี่เข้าเครื่องทรงแบบกุ๊ย แบบนี้ไม่เชื่อหรอก” บอก “เอ้า…ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ใช้เครื่องทรงกษัตริย์ก็ได้” พอพูดจบเครื่องทรงก็เป็นกษัตริย์ ท่านถามว่า “เชื่อหรือยัง” บอก “ตอนนี้เชื่อแล้ว”

ต่อมาก็ชวนคุยกัน คุยกันตั้งแต่สี่ทุ่มเศษๆถึงตีห้าครึ่ง ลองนับดูกี่ชั่วโมง จำภาพได้ชัด พอท่านจะกลับ ท่านบอก “เออ…นี่มันจะ ๖ โมงแล้วครับ ประเดี๋ยวเขาจะมาเรียกท่านนะ เดี๋ยวพวกจ่าพยาบาลจะมาเรียก ๖ โมงเขาจะมาเรียกแล้ว ผมจะลากลับละ” ก็บอกว่า “ประเดี๋ยวก่อน ประเดี๋ยวค่อยกลับ ก่อนจะกลับน่ะ ขอหวยสัก ๒ ตัวได้ไหม” ท่านบอกว่า “ไอ้สมัยเราน่ะ สมัยเรา สมัยโน้นมันมีแต่หวยจับยี่กีนะ ไอ้หวยแบบเลขท้าย ๓ ตัวแบบนี้มันไม่มี แต่หวยนี่ผมไม่รู้หรอก แต่เวลานี้ผมก็มีสตางค์ติดกระเป๋ามาเพียงแค่ ๒๕ สตางค์” ท่านก็โยนป๊องไปใต้เตียง เห็นเลข ๒๕ ใสแจ๋ว

เล่าความเป็นมา

ถ้าจะถามว่าคุยเรื่องอะไรตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีห้าครึ่ง ก็ต้องตอบว่าคุยเรื่องอดีตเรื่องความเป็นมาของพระเจ้าตากสิน ตั้งแต่เป็นเด็กชายสิน ตี๋สินน่ะ ตั้งแต่เป็นตี๋สิน ตั้งแต่เด็กๆ ไว้หางเปีย ที่นายบุญนาคเอาหางเปียผูกกับต้นกล้วย แล้วก็ตี๋สินตื่นขึ้นมาหางเปียติดต้นกล้วย ก็โมโห รู้ว่านายบุญนาคเป็นคนผูก เล่าเรื่องเรื่อยมา จนกระทั่งถึงขั้นวางแผนให้รัชกาลที่ ๑ เป็นพระมหากษัตริย์ แล้วพระองค์เองก็สั่งให้รัชกาลที่ ๑ ยกทัพไปปราบเขมร เวลานั้นเขมรแข็งเมือง ให้เอาลูกชายของพระองค์ไปด้วย ว่าถ้าตีเขมรได้ไม่ต้องให้ลูกชายกลับมา ให้ครองที่เขมร พระองค์อยู่ทางนี้จะบวช จะแกล้งทำเป็นคนบ้า จะได้พ้นจากความเป็นกษัตริย์  เมื่อกลับมาแล้วก็ขอให้รัชกาลที่ ๑ เป็นกษัตริย์

แล้วก็สั่งไว้ด้วยว่า เงินหนี้สินที่กู้เจ้าสัวเขามาน่ะ อีกไม่นานนี่เขาจะมาเอาเงินต้นเขาเอาทั้งต้นทั้งดอก ฉันก็ไม่มี มันต้องรบราฆ่าฟันกัน แล้วก็หาให้เขาไม่ได้ ความจริงก็ไม่ตั้งใจจะโกง แต่ก็ไม่อยากจะให้ แล้วท่านก็วางแผนบอกว่า เงินสำหรับเบี้ยหวัด เงินปีของข้าราชการที่ยังเป็นหนี้ข้าราชการอยู่ ฉันเก็บไว้แล้วตรงนั้นนะ แล้วก็เงินสำหรับใช้สอยต่างๆ ฉันเก็บไว้ตรงนี้ แล้วเงินสำหรับที่เธอจะเป็นกษัตริย์ บอกรัชกาลที่ ๑ เวลานั้นยังเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ฉันเตรียมไว้ตรงนั้นเตรียมไว้พร้อมแล้ว เมื่อกลับมาก็เป็นกษัตริย์เถลิงราชก็แล้วกัน กลับมาจากเขมร ก็เป็นอันว่าเล่าย่อๆให้ฟังตามนี้นะ แล้วแผนทุกอย่างเป็นไปตามนั้น

แต่ว่าพระยาสรรค์ไม่ดี ให้ไปทวงหนี้ ไปเก็บภาษีที่อยุธยา กลับไปรวมพวกอยุธยากลับมา หวังจะยึดกรุงธนบุรี จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเอง พระยาสรรค์น่ะลืมตัว อย่าลืมว่าทหารรักษาพระองค์น่ะมีฝีมือมาก แค่พระยาสรรค์เท่านั้นไม่พอฟันหัวหรอก หัวไม่พอจะฆ่าก็รวมความว่าเมื่อคุยกันไปคุยกันมาเสร็จ ท่านก็โยนสตางค์ ๒๕ สตางค์ลงไปแล้วท่านก็ลากลับ แล้วก็หายไป ภาพนั้นจำได้ แล้วต่อมาก็พบกันอีกหลายครั้งในลักษณะเดิม แล้วก็เวลาปั้นรูปท่านท่านก็มาติเอง ให้พระสามารถปั้น ปั้นทีแรกเป็นเด็กอายุสัก ๑๕ – ๑๖ ปี บอก ใช้ไม่ได้ เจ้าของมาติเอง

น้ำพระทัยพระราชาผู้เสียสละ

หลังจากนั้นท่านก็ให้ปั้นใหม่ ท่านก็มาติตรงนั้นติตรงนี้ แต่ว่าไม่ยกเอาหน้าสมัยแน่ ตอนที่บวชน่ะ เป็นสมัยแก่ ไม่เอา เอาแต่ตอนที่เป็นหน้าระยะที่ตีฟันฝ่าข้าศึกออกจากอยุธยา เพราะหน้าตอนนี้เป็นหน้าที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นหน้าตาย การใช้กำลังมีกำลังทหารแค่ ๕๐๐ คน กับลูกหาบ แล้วถ้าพม่าเข้าล้อมหน้าแล้วก็ล้อมหลัง ก็หมายถึงว่าตายกันหมด ในเมื่อผ่านไปได้แล้วก็ถือว่าเป็นบุญ ต้องเอาหน้านี้ เป็นหน้าที่มีความสำคัญมาก การที่นำกำลังทหารเข้ามาตีในสมัยที่รวบรวมกำลังแล้วมันไม่หนัก ถ้าเราสู้ไม่ได้เราก็ถอย เรียกว่าหนีความตายได้

ก็เป็นอันว่าหน้าที่วัดท่าซุงเป็นหน้าสมัยที่พระเจ้าตากสินตีข้าศึกออกจากอยุธยา ถ้าถามว่าเหมือนไหม ก็ตอบว่าจะให้เหมือนเปี๊ยบมันเป็นไปไม่ได้ แต่ทว่าเวลาปั้นเจ้าของจะมาติเอง เจ้าของมาแก้ตรงนั้นออกนิด เอาตรงนี้ออกหน่อยหนึ่ง เขาทำผมเป็น “ผมหลักแจว” ท่านก็บอกว่าใช้ไม่ได้ สมัยนั้นผมหลักแจวน่ะผมสั้นท่านชอบ แต่เป็นการตัดเกรียนขึ้น เกรียนจากต้นแล้วขึ้นไปบานตรงปลายนิดหน่อย อย่างนั้นมันถึงจะถูก รวมความว่าหน้าของพระเจ้าตากสินกำลังปั้น แล้วก็จะปั้นเป็น ๒ สมัย

คือว่าสมัยที่ท่านเป็นกษัตริย์และสมัยที่ท่านเป็นพระ เพราะพระเจ้าตากสินนี่ผู้พูดขอยืนยันว่า พระเจ้าตากสินไม่ได้ถูกรัชกาลที่ ๑ ฆ่า ความจริงจะฆ่ากันได้อย่างไร ด้วยเหตุด้วยผลเพียงพระเจ้าตากสินทำบทบาทแกล้งทำเหมือนว่าเป็นบ้า ประกาศตนว่าเวลานี้ฉันเป็นพระโสดาบันแล้ว บังคับให้พระที่มีความผิดในทางวินัยมาไหว้ แต่ความจริงพระที่มีความผิดนี่นำเข้ามาในวังจริง แต่ไม่ใช่พระ เอาไอ้พวกนักโทษมาห่มผ้าเหลืองเข้า ทำไปให้ไว้ ในเมื่อไม่ไหว้มีความผิดก็เฆี่ยน เฆี่ยนนักโทษ ไม่ใช่เฆี่ยนพระ เอาพระจริงๆแอบเสีย ก็ทำเป็นเหมือนว่าตนเองเป็นบ้า เขาจะได้ไม่ให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไป

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าหนีหนี้ อีกไม่ช้าไม่นากนักเจ้าสัวเขาจะมาเก็บเงินทั้งต้นและทั้งดอก ก็เป็นอันว่าหลังจากที่ ร.๑ กับกรมพระราชวังบวรฯยกทัพไปที่เขมร และไม่ช้าไม่นานนักปรากฏว่า เขาบอกว่าพระยาสรรค์กบฏ พระยาอภัยหลานชาย ร.๑ ยกทัพมาจากนครราชสีมาจับพระยาสรรค์ได้ฆ่า เขาก็แจ้งไปบอกว่า ในเมืองกรุงธนบุรีปั่นป่วนมาก ขอให้ยกทัพกลับ ร.๑ กับกรมพระราชวังบวรฯก็ยกทัพกลับ มาถึงวัดสระเกศเขาก็เชิญให้เป็นกษัตริย์ แต่ก็ต้องเป็นการล้างกษัตริย์กัน (เป็นการล้างหนี้นี่)

ถ้าเปลี่ยนมือจากความเป็นกษัตริย์ เจ้าสัวก็ไม่รู้จะทวงใคร ไม่ใช่สืบสันตติวงศ์ เป็นการปราบดาภิเษกแบบหลอกๆ ความจริงเป็นราชาภิเษก ไม่ใช่ปราบดาภิเษก แต่ว่าประวัติศาสตร์เขาบอกปราบดาภิเษก คำว่า ปราบดาภิเษก ก็หมายความว่า ฆ่าองค์เก่าแล้วก็ขึ้นครองราชย์ ถ้า ราชาภิเษก ก็หมายความว่าองค์เก่าตาย หรือสละราชสมบัติ องค์ใหม่ขึ้นมาเป็นราชาภิเษก ศัพท์นี้มันถูกหรือมันผิดก็ไม่รู้ ก็ช่างมันเถอะ ก็พูดมันส่งเดชไปก็แล้วกัน ห้ามวินิจฉัย ฟังไป

หลังจากนั้นเมื่อข่าวว่าพระเจ้าตากสินถูกฆ่าตาย รัชกาลที่ ๑ ขึ้นเถลิงราชสมบัติ ต่อมาพระยาพิชัยฯก็ยกทัพมาจากเมืองพิชัย มายับยั้งทัพที่บางกะปิ รัชกาลที่ ๑ กับกรมพระราชวังบวรฯ กับพระยาอะไรอีกคนจำไม่ได้ ก็ไปด้วยกัน ๓ คน ไปถามพระยาพิชัยฯว่า “มึงยกทัพมาทำไมวะ” พระยาพิชัยฯก็ลงมาจากคอช้าง พระยาพิชัยฯก็บอกว่า “ก็มึงฆ่าท่านใหญ่ มึงครองสมบัติ กูก็อยากได้สมบัติบ้าง กูก็จะรบแย่งสมบัติ” ร.๑ ก็บอกว่า “ใครบอกมึงวะว่าท่านใหญ่ตาย ถูกกูฆ่า ท่านใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ มึงไม่เชื่อมึงเข้าไปดูกับกู” พระยาพิชัยฯก็เข้าไปพบพระเจ้าตากสิน พระเจ้าตากสินท่านก็เลิกบ้า

ในเมื่ออยู่ตามลำพังกับเพื่อนเก่า ท่านก็คุยความจริงให้ฟัง เมื่อคุยความจริงให้ฟัง พระยาพิชัยฯก็ยกทัพกลับ ต่อมา ร.๑ ก็เรียกพระยาพิชัยฯมาให้รับราชการร่วมกัน ละครบทนี้มันแสดงไม่ยาก พระยาพิชัยฯก็ประกาศว่า “ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย” ความจริงก็เพื่อนกัน เขาก็สั่งฆ่าพระยาพิชัยฯ แต่พระยาพิชัยฯไม่ตายหรอก นักโทษประหารชีวิตตายแทน พระยาพิชัยฯก็เปลี่ยนเป็นชื่ออื่น

บั้นปลายชีวิต

เมื่อจัดงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำพระเจ้าตากสินออกไปส่งทางปากท่อ พระเจ้าตากสินนั่งคานหามต้องออกกลางคืน กลางวันกลัวเขาจะรู้ ท่านเป็นพระ ไปส่งไว้ที่นครศรีธรรมราช ลูกชายของท่านมี ๒ คน คนพี่ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช จะได้บำรุงพ่อ คนน้องชายก็ให้ทุนเป็นพ่อค้าสำเภา เป็นการหาทรัพย์สินเข้าเมือง นี่ความจริงเรื่องจริงๆมันเป็นอย่างนี้ จึงได้ปั้นรูป ๒ รูป คือ รูปที่เป็นกษัตริย์รูปหนึ่ง และรูปที่เป็นพระรูปหนึ่ง ทีนี้ถ้าใครจะบอกว่าแหกคอก หน้าตาไม่เหมือนพระเจ้าตากสินจริง ก็ต้องขอตอบว่า รูปที่ปั้นนี่รูปร่างเหมือนพระเจ้าตากสินของวัดท่าซุง ถ้าจะไม่เหมือนใครก็ตามใจเถอะ

และประการที่สอง เวลาที่เขาปั้นด้วยดินเหนียวเป็นแบบ ก็เชิญพระเจ้าตากสินที่เป็นผีแล้ว ผีสูง พระเจ้าตากสินนี่ต้องบูชาสูงสุดนะ เป็นพระสงฆ์ที่มีความสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา ท่านก็มาติ เอาตรงนั้นออก เอาตรงนี้เข้า ก็ถามบอกว่า นี่หน้ามันแบนน้อยไปนะ ตอนแก่แบนกว่านี้ ท่านบอกไม่ได้ ตอนนั้นมันตอนแก่ ตอนจะบวช ตอนเป็นกษัตริย์ เอาหน้าตอนสำคัญ คือตอนที่ตีฝ่าทัพพม่าออกไปจากอยุธยา เอาหน้าตอนนี้ ทำหน้าคนหนุ่มอายุประมาณ ๓๐ ปีเศษๆ

เอาละ บรรดาท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่านทั้งหลาย สัญญาณบอกหมดเวลาปรากฏแล้ว ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแก่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี.


Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: