อนาคตพลังงานไทยและวิสาหกิจพลังงาน


๑. วิศวกรพลาดท่าเพราะเมาอัตตา ตัวกู

๓ ธันวาคม ๒๕๕๙,
อาจารย์สมพรโพสต์เฟสต์บุ๊คเรื่องพลังงานทดแทนเอาไว้ว่า

Somporn Chuai-Aree
2 ธันวาคม เวลา 19:12 น. •
แม้ว่ามันจะยากมากที่จะ…
1.ยากมากที่จะ…ขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย….แต่ผมก็จะทำ
2.ยากมากที่จะ…ขับเคลื่อนครัวเรือนพึ่งตนเอง 1 ครัวเรือน อย่างน้อย 5 โรง … แต่ผมก็จะทำ
3.ยากมากที่จะ…ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน รู้เท่าทันเทคโนโลยี การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ… แต่ผมจะทำ
4.ยากมากที่จะ…การนำคณิตศาสตร์บูรณาการลงไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับใช้ชุมชนในด้านต่างๆ …. แต่ผมก็จะพยายามทำ
5.ยากมากที่จะ…หานักเรียน นักศึกษามาเรียนรู้ ปฏิบัติการทางด้านแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ การสร้างภาพนามธรรมในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มาเรียนที่ ม.อ.ปัตตานี … แต่ผมจะพยายามให้เต็มที่
6.ยากมากที่จะ…ร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์การคำนวณทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์บูรณาการ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ…แต่ผมจะพยายามสร้างไปเรื่อยๆ
7.ยากมากที่จะ…อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์เอาไว้ให้ลูกหลานใช้กันยาวนาน…แต่ผมจะพยายามรักษามันไว้ด้วยแนวทางที่พอจะทำได้
8.ยากมากที่จะ…ขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ในระดับนโยบาย…แต่ผมจะพยายามขับเคลื่อนนโยบายในระดับครัวเรือนก่อนครับ
และยากมากที่ผมจะนิ่งเฉย…เมื่อผมเห็นบางสิ่ง บางกระบวนการ ที่อาจจะไม่ถูกไม่ควรเกิดขึ้น
อื่นๆ ที่พอจะทำได้… เรามีแค่ สองมือ สองเท้า สองตา สองหู หนึ่งหัวใจกับสมองหนึ่งก้อน เราเริ่มได้แค่นี้ก่อนครับ ทำก่อนครับ
ด้วยมิตรภาพครับ

ก็เลยเข้าไปแสดงความเห็นในโพสต์ของอาจารย์ว่า

โลกกำลังเดินไปบนถนนสายนี้ ช้าเร็ว Solar rooftops ก็ต้องมาแทนพลังงานสกปรก พลังงานอันตรายแบบเดิมๆ
ปัญหาคือคนของรัฐ(วิสาหกิจ)ยังหากินกับพลังงานล้าหลัง ในที่สุดแล้วรัฐวิสาหกิจก็ปรับตัวไม่ทัน จากที่เคยทำกำไร นำส่งรายได้เข้ารัฐก็ต้องขาดทุน ให้รัฐอุ้ม ขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐแทนส่งรายได้เข้ารัฐ หนี้สินก็พอกหางหมูไปเรื่อยๆ ทั้งอุ้มไฟฟ้า อุ้มทีโอที อุ้มการบินไทย อุ้มรถไฟลอยฟ้า อุ้มไฮสปีดเทรน ฯลฯ
ประเด็นนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าครับอาจารย์

ปรากฏว่าไอ้หนุ่มวิศวกร กฟผ.แม่เมาะ ไม่พอใจ อ่านความเห็นไม่ละเอียด ตีโจทย์ไม่แตกเข้ามาตอบกลับความคิดเห็นของเราว่า

ใครกันแน่ที่ไม่ยอมปรับตัวครับ ?
พูดเหมือนรู้เลย นี่ละคือปัญหาของประเทศไทยที่แท้จริง
คนไม่รู้ทำตัวรู้ดีกว่าคนทำจริงๆ

ลูกคู่อีกคนเข้ามาเสริมว่า

อ่านๆแล้ว เหมือนแนวทางการแก้ไข คือลอยตัวรัฐวิสาหกิจ ซินะครับ
ก็ดีเหมือนกันนะครับจะได้ไม่ต้องนำเงินเกือบครึ่งหนึ่ง ของรายได้ให้รัฐบาล
ผมสนับสนุนแนวคิดนี้ครับ เลิกอุ้ม เลิกยุ่ง แยกหน่วยงานรัฐวิสาหกิจออกจาก รัฐบาลให้หมด
อนาคต เดี๋ยว บางรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานก็คงต้องเจ๊งอยู่แล้ว รีบๆแยกออกไปก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวจะเป็นภาระของประชาชน

ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะปล่อยผ่านเพราะอาจารย์สมพรก็เคยบ่นผ่านเฟสมาหลายหนแล้ว แต่ก็มานึกๆดูอีกทีว่าโอกาสมี โอกาสดีๆแบบนี้จะปล่อยผ่านได้อย่างไร มัวแต่ติดสงบอยู่ก็จะไม่รู้น่ะสิว่ากิเลส ตัณหา อุปาทานยังมีหลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน เลยเข้าไปตอบกลับว่า

ผลประกอบการของบ้านปูเป็นไงใครก็รู้ ฟูกุชิม่าเป็นไงใครก็เห็น รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าบ้าง ไฮบริดบ้าง ฯลฯ หลักฐานประจักษ์ชัดทั้งนั้น ทำไมจึงยังคงผลักดันให้รัฐซื้อลงทุนในถ่านหิน นิวเคลียร์กันต่อไป มีแต่คนในเท่านั้นจริงๆนั่นแหละที่จะรู้เหตุผลของการสวนกระแสโลก
ส่วนผลของการสวนกระแสโลกก็คาดเดาได้ไม่ยาก อย่างที่บอกครับ ดูผลประกอบการบ้านปูไว้เป็นอุทาหรณ์

ปรากฏว่าลูกคู่ของหนุ่มวิศวกรซึ่งเป็นคนของ กฟผ. เช่นกันเข้ามาแปะลิงค์ให้เข้าไปดูผลประกอบการของบ้านปูที่ http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=BANPU…
ตัวเลขที่ปรากฏนั้นสวยหรูดูดี แตกต่างจากตัวเลขใน “เอกสารแจ้งสิทธิการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน ควบคู่กับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ ๓”
วิศวกรกฟผ.เลยโพสต์เยาะเย้ยว่า

อย่ามโมครับ ตอบให้ตรงประเด็น
คิดอย่างมีสติ
วันนี้วันหยุดว่างทั้งวัน ตอบเม้นได้ทั้งวันครับ 55

ก็เลยโพสต์รายงานของบ้านปูให้ ๒ หนุ่มกฟผ.ดู
เพราะ ๒ หนุ่ม กฟผ. อ่านความเห็นไม่ละเอียด ตีความโจทย์ไม่แตกก็เลยสวนกลับมาว่า

เดวนะ เรากำลังพูดถึงกำไรของรัฐวิสาหกิจ ของประเทศไทย ใช่ไหมครับ ?
บ้านปู เป็นบริษัท ครับ

ขณะที่เราเริ่มตอบคำถามประเด็นที่ ๒ ด้วยภาพข่าวจาก นสพ.ฐานเศรษฐกิจที่รายงานว่า ครม.อนุมัติให้ กฟผ. ซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียเพื่อตอบสมมติฐานที่เราตั้งไว้แต่ต้นว่า “ไม่พ้นขาดทุนตามรอยบ้านปู”

ก่อนหน้านี้ บ้านปู ก็เพิ่มทุนแล้วโดดเข้าซื้อเหมืองถ่านหินในอินโด ออสเตรเลีย จากนั้นก็ตามมาด้วยผลขาดทุนเรื่อยมา ต่อด้วยการลดทุน
บ้านปูทำมาก่อนแล้วทั้งนั้น กฟผ. ้ดินตามบ้านปู

แต่หนุ่มวิศวกรกฟผ.ยังคงเมาหมัด ถามคำถามเพื่อยกตัวเองให้มีภูมิปัญญาสูงส่ง คนตอบคำถามช่างโง่งมเสียยิ่งกระไรด้วยการถามย้ำว่า

คุณ Seksan Pantu กำไรของ กฟผ ไปไหนครับ ต่อปี ?
ตั้งสติแล้วตอบ ให้ตรงคำถามครับ ?
กำไรของรัฐวิสาหกิจ กฟผ ไปที่ไหนต่อปีครับ

ฉันเห็นแล้ว ฉันเห็นมันแล้ว ฉันเห็นตัวเองมีโทสะหลงเหลืออยู่ ไม่พอใจไอ้หนุ่มวิศวกรกฟผ.จนมือไม้สั่น ก็เลยตั้งใจว่าจะหยุดตอบโต้

หาย……
มาให้ความรู้แล้วก้อหาย

ตอนหลังไม่รู้มีอะไรมาดลใจ ให้กลับมาตอบกลับความโอหัง อหังการ มมังการของหนุ่มวิศวกรกฟผ.ต่ออีกยกด้วยการโพสต์ภาพข่าวจาก นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ที่ออกมารายงานว่า “อังกฤษบอกลาโรงไฟฟ้าถ่านหินใน ๑๐ ปี”
ต่อด้วยการตอบคำถามที่ว่า กำไรของ กฟผ. ไปไหนด้วยการโพสต์ภาพรายงาน “รัฐวิสาหกิจที่มีรายได้นำส่งสูงสุด ๑๐ อันดับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๘” จาก dataservices.mof.go.th ให้หนุ่มวิศวกรกฟผ.ดู
หนุ่มวิศวกร กฟผ.ก็ยังคงโชว์มั่น แสดงสันดานประมาณว่า “กูเป็นวิศวกร กูเป็นหัวหน้างาน กูหัวดี เรียนเก่ง มีความรู้สูง มีลูกน้องในบังคับบัญชามากมาย ” คิดว่าคนอื่นเป็นลูกไล่ของตัวเองต่อไปว่า

ตอบให้ตรงคำถามครับ. ?
ประเทศอังกฤษ ผลิตไฟฟ้าด้วยอะไร ? เป็นหลักครับ
รายได้ กฟผ ส่งไปที่ไหน ?
ให้เวลา Serch google ครับ อิอิ

แล้วตอบกลับข้อมูลรายได้นำส่งของรัฐวิสาหกิจว่า

รู้สึกมันจะสวนทางกับ ความคิดนะครับ

ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูหัวข้อใหม่ข้างต้นก็จะเห็นว่าประเด็นที่นำเสนอนั้นว่าด้วยเรื่องแนวโน้มในอนาคต หากยังคงหลงจมอยู่กับเทคโนโลยีเก่าเต่าล้านปีที่ชาวบ้านเขาเบือนหน้าหนีกันหมดแล้วนั้น จากผลกำไรก็จะพลิกกลับกลายเป็นขาดทุน ไม่ต่างจากรัฐวิสาหกิจมากมายที่ปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเช่น ทีโอที เป็นต้น(คุยกันหลังไมค์กับอาจารย์สมพร อาจารย์ก็ยังตีโจทย์แตก เข้าใจตรงกัน แต่วิศวกร “เด็กหัวดี เรียนเก่ง”กลับไม่เข้าใจ)

จากนั้นก็ได้นำเสนอข้อมูลต่อเนื่องเพื่อชี้ให้หนุ่มวิศวกร กฟผ. ได้เห็นว่า บ้านปู เคยเดินหมากนี้มาก่อนแล้วจริงๆนะ หาอ่านข่าวย้อนหลังได้จาก http://www.icons.co.th “ซื้อเหมืองออสซี่ Centennial บ้านปูทุ่ม ๖.๗ หมื่นล. สำรองถ่านหินเฉียดพันล้านตัน” ในปี ๒๕๕๓

บ้านปู วางแผนว่าภายในปี ๒๕๕๘ สัดส่วนของธุรกิจถ่านหินจะเพิ่มจากร้อยละ ๗๕ ไปอยู่ที่ร้อยละ ๘๐ – ๘๕ ธุรกิจไฟฟ้าจะอยู่ที่ราวๆร้อยละ ๑๒ – ๑๓ ส่วนพลังงานทดแทนนั้นจะอยู่ที่ร้อยละ ๒ – ๓

ขณะที่รายงานข่าวจาก “กรุงเทพธุรกิจออนไลน์” ระบุว่าราคาถ่านหินในอีก ๑๐ ปีข้างหน้านั้นไม่น่าจะไปได้ไกลกว่า ๗๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

พลังงานทดแทนนั้นจะให้ บ้านปู พาวเวอร์(BPP) เป็นผู้ขับเคลื่อน คาดหมายผลกำไรว่าจะเพิ่มจากร้อยละ ๔๐ เป็นร้อยละ ๕๐ โดยตั้งสมมติฐานของราคาถ่านหินโดยเฉลี่ยเอาไว้ที่ ๕๒ ดอลลาร์ต่อตัน

และในข่าวเดียวกันนี้นี่เองทำให้เราได้รู้ว่า การขายใบอนุญาตขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะประมูลกันในปี ๒๕๕๘ นั้นถูกรัฐบาลเลื่อนออกไปก่อน ส่งผลให้แผนพลังงานสะอาดสะดุด

อีกแหล่งข่าวหนึ่งคือ http://www.stock2morrow วิเคราะห์ว่าถ่านหินเจอภาวะ oversupply ราคาถ่านหินในปัจจุบันทรงตัวอยู่ในระดับต่ำราวๆ ๕๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อตันไม่น่าจะฟื้นตัวกันได้ง่ายๆ

วิศวกร กฟผ. และลูกคู่ยังไม่หายสร่างเมาเพราะตีโจทย์ผิดตั้งแต่แรกเลยโวยวายว่า

อะไรกับบ้านปูหนักหนาครับ 55
ผมละงง กับ ท่านเลย ถามอะไรไป
เอาแต่ บ้านปู มาลง อย่างเดียว
หรือมีความรู้เกี่ยวกับบ้านปูอย่างเดียว
บริษัทบ้านปูได้ส่งเงินเข้าการคลังของประเทศไทยไหมครับ ?
บ้านปู ไม่ใช่ รัฐวิสาหกิจ ที่ท่านกล่าวมาข้างบน เลยสักนิด ….
ท่านสับสนหรือครับ อิอิ
สงสัยเม่าจะลงหุ้นไว้เยอะ เลยบาดเจ็บ

วิวาทะเรื่องพลังงานทดแทนกับหนุ่มกฟผ.ก็จบลงที่ตรงนี้
วิวาทะนี้นอกจากจะทำให้เห็นว่ายังมีโทสะ ทิฏฐิมานะหลงเหลืออยู่ในหัวจิตหัวใจ ยังขัดถูออกไปยังไม่หมดไม่สิ้นแล้ว ยังสอนให้เราได้เรียนรู้อีกว่า

o คุณภาพการศึกษาของไทยนั้นถดถอยลงไปอย่างมาก ก็รู้ๆกันอยู่ว่าวิศวกร หมอนั้นหัวไม่ดี เรียนไม่ได้ หากมองย้อนอดีตกลับไปสัก ๑๐ ปี ไม่มีทางที่เราได้เห็นวิศวกรเอ๋อ หลงประเด็น ตีโจทย์ไม่แตก ไม่เข้าใจความหมายของข้อความที่อ่านแบบที่เด็กยุคนี้เป็นกัน ไม่มีแน่ๆ

o วิวาทะนี้ทำให้มีโอกาสได้สืบค้นข้อมูล เห็นจังหวะย่างก้าว เงื่อนเวลาที่สอดคล้องต้องกัน ที่มาที่ไปของแผนธุรกิจภาคเอกชนกับนโยบายพลังงานภาครัฐ ช่างสอดคล้องกันดีเสียเหลือเกิน

o ขาหุ้นพลังงานน่าจะได้ประโยชน์จากการอ่านวิวาทะนี้ไปเต็มๆ

๒. หลงเพลินในอรูปราคะ – สนุกกับการตอบโต้วิวาทะถ่านหิน

วิวาทะกับวิศวกร กฟผ. จบไป แล้วตัวเองก็ตกอยู่ในสภาพอย่างที่เพื่อนได้เตือนสติเอาไว้ล่วงหน้าจริงๆ

มึงอย่ามัวแต่เล่นเลย…ตัดสินใจแล้ว…เดินทางต่อเถอะ…แวะเล่นนี่นั่นเดี๋ยวมันจะติดเอานา

ตอนนี้กำลังติดสนุกอยู่ในอารมณ์ปรุงแต่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไล่จากความทุกข์ โทมนัส อุปายาสเพราะขายลอตเตอรี่ไม่หมด

พอลงมาเล่นสนุกต่อล้อต่อเถียงกับพ่อหนุ่มวิศวกร กฟผ ก็หลงเพลินสนุกสนานเวลาที่เห็นตัวโทสะโผล่ โอ๊ย…ดีใจยกใหญ่ หาโทสะเจอแล้ว

พอเห็นโทสะโผล่มาก็ไล่ต่ออีกว่าโทสะเกิดยากอะไร อ๋อ…โทสะเกิดจากทิฏฐิมานะ อัตตา ตัวกู นี่ไง เจออีกตัวนึงแล้วก็ดีใจ ก็สนุกสนานเพลิดเพลินกันไปอีก

ต่อด้วยความตื่นเต้น ลุ้นระทึกจากการเชียร์บอล : ทีมชาติไทยชนะทีมชาติพม่าก็ดีใจ ลิเวอร์พูลนำบอร์นมัธ 2:0 แต่จบเกมกลับแพ้ 3:4 ก็ผิดหวัง เสียใจ ฯลฯ

เห็นคนโพสต์เพลงพระราชนิพนธ์ก็เข้าไปฟังก็ซึ้ง นึกถึงรัชกาลที่ ๙ ขึ้นมาอีก

โอ๊ย…หลงเพลินสนุกสนานกับสารพัดอารมณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

ยิ่งเวลาที่เห็นมัน รู้ทันมัน แยกแยะได้ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรายิ่งดีอกดีใจยกใหญ่ มันติดจริงๆ นึกถึงคำที่เพื่อนเตือนสติขึ้นมาเลย

พอรู้ตัวว่ากำลังหลงเพลินกับอารมณ์ปรุงแต่ง จิตก็สงบอยู่กับลมหายใจเข้าออก แล้วนามกายก็หายวับดับสิ้นเหลือแต่ตัวรู้ พอมีคนเข้ามาตอบโต้วิวาทะถ่านหินรอบ ๒ ก็ได้ลุ้นระทึก ตื่นเต้นกันอีกรอบว่าพวก กฟผ. มันจะมาไม้ไหนอีก

ปรากฏว่าเมื่อเผยแพร่ข้อเขียนนี้ไปก็มีอีกคนหนึ่งมาสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

ขออนุญาต แสดงความเห็นนะครับ ถ้าผมมองไม่ถูกต้อง หรือ ตีโจทย์ไม่แตก ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ…. ท่านตั้งสมมติฐานด้วยความเป็นห่วงทำนองว่า “ไม่พ้นขาดทุนตามรอยบ้านปู”……ข้อแตกต่างตรงนี้คือ

๑. บ้านปูลงทุนเหมืองถ่านหินเมื่อไรครับ ลงทุนในช่วงที่ถ่านหินราคาแพงหรือเปล่าครับ แล้วถ้ารัฐวิสาหกิจจะลงทุนในช่วงนี้ ซึ่งราคาถ่านหินถูกลงไม่ว่าจะด้วยสาเหตุไหนก็แล้วแต่ ท่านคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนหรือเปล่าครับ มันเหมือนการช้อนซื้อหุ้นพื้นฐานดีในขณะตลาด panic ไหมครับ

๒. เรื่อง oversupply ถ้าท่านเป็นผู้ขายถ่านหินอย่างเดียวโดยไม่มีธุรกิจในเครือที่ต้องใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เมื่อราคาน้ำมันถูกลงหรือเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว หรือมีสาเหตุอื่นๆ ท่านอาจจะเจอปัญหาถ่านหินล้นตลาด ท่านเคยได้ยินข่าวไหมครับว่าถ่านหินทั้งหมดในโลกนี้ที่มีค่าความร้อนสูง ซึ่งประหยัดค่าขนส่ง นั้นโดนจองโดยชาติยักษ์ใหญ่หมดแล้ว เท็จจริงอย่างไรลองตรวจสอบดูนะครับ

๓. เรื่องรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า นั้น ผมเข้าใจว่าต้องชาร์ทด้วยไฟฟ้านะครับ ซึ่งเป็นการลดการใช้น้ำมัน แล้วมาเพิ่ม demand ด้านไฟฟ้านะครับตามความเห็นของผม

๔. ยังมีอีก 2-3 ประเด็น ไว้ค่อยว่าทีหลังนะครับ….ผมแก่แล้ว ใช้สายตานานๆจะปวดหัวครับ

ก็เลยตอบกลับไปว่า

ต้องหยั่งงี้สิครับถึงเรียกว่าเดินถูกทาง

ทีนี้ก็ต้องเสาะหาผู้รู้จริงมาตอบ มาให้ข้อมูลแล้วล่ะว่า บ้านปูขาดทุนเพราะอะไร ต้นทุนการทำเหมืองและทิศทางราคาถ่านหินเป็นอย่างไร ฯลฯ

ถ้ามีใครนำเสนอข้อมูล ตัวเลข สมมติฐานต่างๆมา ก็เป็นหน้าที่ของนักคณิตศาสตร์อย่างอาจารย์สมพรแล้วล่ะครับที่จะต้องนำข้อมูลมาทำโมเดล กำหนดเงื่อนไข ตัวแปร ฯลฯ ก็จะรู้ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ราคาถ่านหินเป็นไปตาม demand supply งั้นก็มาดูคาดการณ์กันว่าเป็นอย่างไร

http://www.eia.gov/outlooks/ieo/coal.cfm

ข้อมูลมีหลายสำนัก อยากรู้ก็ไล่อ่านดูครับ

คิดง่ายๆ demand มากกว่า supply ราคาก็ขึ้น

demand ต่ำกว่า supply ราคาก็ลง

ถ้าราคาตลาดต่ำกว่าต้นทุนการผลิตต่อหน่วยก็ต้องขายขาดทุน

หลักการพื้นฐานง่ายๆแค่นี้เอง คิดว่านักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทุกสำนักน่าจะมีบทวิเคราะห์พวกนี้กันอยู่แล้ว ไม่งั้นจะออกบทวิเคราะห์ได้หรือว่าควรซื้อ ขาย หรือรอ ในแต่ละระดับราคา

อีกฝ่ายหนึ่งจึงเข้ามาแปะลิ้งค์ให้เข้าไปอ่านข้อมูลที่

http://www.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1742&catid=31&Itemid=208

เนื้อหามีดังนี้

EGATi ขยายธุรกิจ ซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินอินโดฯ มุ่งจัดหาเชื้อเพลิงและสร้างรายได้รองรับการลงทุนในอนาคต

Created: Friday, 11 November 2016 09:50

บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) รุกสร้างศักยภาพธุรกิจ ด้วยการลงทุนเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย เพื่อจัดหาเชื้อเพลิงและสร้างรายได้รองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต ย้ำ การขายถ่านหินให้ กฟผ. เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ แต่ยังต้องเข้าแข่งขันและประมูลกับคู่แข่งรายอื่นๆ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผย ถึงการเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท Adaro Indonesia (AI) ซึ่งเป็นเหมืองถ่านหิน ในประเทศอินโดนีเซีย ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ EGATi ลงทุนเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ว่า เป็นไปตามกลยุทธ์การลงทุนของ EGATi ในฐานะที่ EGATi เป็นบริษัทลูกของ กฟผ. ที่ กฟผ. ถือหุ้นร้อยเปอร์เซนต์ เพื่อเป็นตัวแทน กฟผ. ลงทุนในโครงการที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อการจัดหาพลังงานไฟฟ้าส่งเข้าประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงของระบบพลังงานไฟฟ้าไทย ซึ่งที่ผ่านมา EGATi ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลเวียดนามให้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ 1 มีขนาดกำลังผลิต 1,320 เมกะวัตต์ มีกำหนดแล้วเสร็จจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงระหว่างปี 2565-2566 ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเรื่องของเชื้อเพลิงจึงเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อรัฐบาลอนุมัติให้ EGATi ลงทุนในบริษัท AI ได้ จึงเป็นการลดความเสี่ยงด้านการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้ากวางจิ 1 จะสามารถทำให้ดำเนินการได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าว จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท และลดการพึ่งพาเงินลงทุนของ กฟผ. ในอนาคต เนื่องจากแหล่งเงินทุนของ EGATi จะมาจาก กฟผ. และจากการทำธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันการลงทุนของ EGATi ยังต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมดจาก กฟผ. การลงทุนในบริษัท AI จะทำให้บริษัทมีสินทรัพย์ สามารถรับรู้รายได้ ทำให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจได้ด้วยตัวเองในอนาคต ซึ่งเป็นการลดภาระการลงทุนของ กฟผ

 

“การเข้าไปลงทุนในเหมืองถ่านหินขณะนี้ ยังเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากถ่านหินมีราคาต่ำลง และจากการคาดการณ์ในอนาคต ภูมิภาคอาเซียน หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีการเติบโตของการใช้ถ่านหิน ซึ่งในขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกยังคงมีแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น เช่น อินโดนีเซีย 35,000 เมกะวัตต์ และเวียดนาม 55,000 เมกะวัตต์ เป็นต้น จะทำให้บริษัทสามารถสร้างผลกำไรจากการขายถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ได้ และในอนาคตยังอาจสามารถขายให้ กฟผ. ได้ด้วย โดยผ่านกระบวนการซื้อจ้างตามระเบียบการซื้อจ้างของ กฟผ. ซึ่งเป็นการประมูลในระดับนานาชาติ อย่างโปร่งใส และเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แต่อย่างไรก็ตาม ณ เวลานั้น บริษัทอาจจะมีกำลังผลิตถ่านหินเหลือไม่พอที่จะเข้าร่วมประมูลก็เป็นไปได้”

นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กล่าวต่อถึงรายละเอียดการลงทุนกับบริษัท AI ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเจ้าของแหล่งถ่านหินประเภทซับบิทูมินัส ที่มีคุณภาพดี มีแบรนด์การค้าที่มีชื่อเสียงทั่วโลกว่า Envirocoal และมีลูกค้ากว่า 12 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง สเปน เป็นต้น โดยข้อมูลในปี 2558 มีปริมาณถ่านหินสำรองมากเป็นอันดับที่ 3 และผลิตถ่านหินได้เป็นอันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย บริษัท AI สามารถสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงที่ถ่านหินมีราคาตกต่ำนั้น EGATi ได้ตกลงมูลค่าการลงทุนรวม 325 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.17 หมื่นล้านบาท โดยจะแบ่งจ่ายเงินลงทุนเป็นสองส่วน ส่วนแรกจ่ายในปี 2559 จำนวน 164 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสัดส่วนร้อยละ 11-12 เงินลงทุนจำนวนดังกล่าวมาจากการเพิ่มทุนของ กฟผ. และส่วนที่เหลือจำนวน 161 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทยอยจ่ายในปี 2565-2570 โดยใช้เงินลงทุนจากเงินปันผลที่ EGATi ได้รับ

นอกจากการลงทุนดังกล่าว EGATi ยังได้ศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติมใน สปป.ลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย รวมกำลังผลิตประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ทั้งยังได้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เช่น โครงการเขื่อนน้ำเงี้ยบ 1 ตั้งอยู่ที่แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้า ขนาดกำลังผลิต 289 เมกะวัตต์ โดย EGATi ถือหุ้นร้อยละ 30 มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าในปี 2562

นอกจากนี้ EGATi อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินตอนบน (มายตง) ตั้งอยู่เมืองมายตง รัฐฉาน สหภาพเมียนมา ซึ่งมีขนาดกำลังผลิตประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ EGATi ถือหุ้นร้อยละ 30 ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมการลงทุนเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมเพิ่มเติม และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ตั้งอยู่จังหวัดผาอัน รัฐคะหยิ่น สหภาพเมียนมา ซึ่งมีขนาดกำลังผลิต 1,360 เมกะวัตต์ EGATi ถือหุ้นร้อยละ 36 ซึ่งขณะนี้รอความชัดเจนจากรัฐบาลเมียนมา

จากนั้นก็ได้โพสต์ต่อไปอีกว่า

เนื่องจากภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยแข็งแรง แต่แปลผิดช่วยชี้แนะด้วยนะครับ…ข้อมูลของ US.EIA ตามที่ท่านกรุณาส่ง link มาให้ตามข้างบน ผมอ่านแล้วสรุปได้ว่า ปริมาณการใช่ถ่านหินของทั้งโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น…..

แล้วเมื่อดูข้อมูลราคาถ่านหินย้อนหลัง….ในราคาระดับนี้ ถ้าเราเป็นคนไทยควรจะเข้าไปซื้อหุ้นร่วมทุนในถ่านหินหรือไม่ครับ ? ถ้าเรามีโครงการที่จะใช้ถ่านหินอยู่แล้วในเวียตนาม หรือโครงการใน ลาว พม่า….แล้วถ้าต่อไปเราเกิดมีโครงการใช้ถ่านหินในไทย เราก็จะได้เข้ามาร่วมในการประมูลกับชาติต่างๆเพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้ต่างชาติฮั้วกันขายถ่านหินราคาแพงให้เรา…ต่อไปไทยเราจะได้ซื้อถ่านหินในราคาที่เหมาะสมไม่ถูกเอาเปรียบ….ไทยเราควรจะเช้าไปลงทุนไหมครับ ?

จึงตอบกลับไปว่า

demand ถ่านหินเพิ่มขึ้นในลักษณะชะลอตัว ขณะที่พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า

นโยบายพลังงานของชาติต่างๆในเอเชียคือคำตอบของความอยู่รอดของธุรกิจถ่านหิน

ทีนี้ก็ต้องมาวัดกันแล้วล่ะว่าระดับราคาขายจะสูงกว่าระดับราคาทุนไปได้เรื่อยๆหรือไม่

หมายเหตุ – นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่าราคาถ่านหินใน ๑๐ ปีนี้ไม่น่าจะสูงเกิน ๗๐ ดอลลาร์ ขณะที่ต้นทุนการทำเหมืองถ่านหิน จากพิจารณาจากผลประกอบการของ บ้านปู ที่เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวกได้อีกครั้งขณะที่ราคาถ่านหินยืนเหนือระดับ ๕๐ ดอลลาร์ต่อตันก็น่าจะหมายความว่าต้นหุนการทำเหมืองถ่านหินนั้นอยู่ที่ราวๆ ๔๐ – ๕๐ ดอลลาร์ต่อตัน (ตัวแปรมีหลายตัว เช่น ค่าสัมปทานบัตรที่แตกต่างกัน ต้นทุนค่าแรงที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ฯลฯ)

http://www.fool.com/investing/2016/12/04/utility-ceo-confirms-coal-is-finished.aspx ให้ข้อมูลว่า

Utility CEO Confirms Coal Is Finished

Coal is no longer cost-effective for new electricity generation, and there’s no sign that will change in the future.

Travis Hoium

(TMFFlushDraw)

Dec 4, 2016 at 10:25AM

Sometimes the best reminder that an industry is dying is the industry itself saying it’s dying. Comments from DTE Energy (NYSE:DTE) CEO Gerry Anderson provided maybe the best assessment of the future of coal:

I don’t know anybody in the country who would build another coal plant.

This is a quote coming from a man running a company with 3,500 MW of coal plants. And he thinks the future belongs to natural gas and renewable energy, “regardless of what Trump may or may not do with the Clean Power Plan.”

Why coal is dying

The reason coal is dying isn’t because of regulations or some sort of war on coal. It’s dying because it’s no longer cost-competitive. In DTE Energy’s home state of Michigan, the Michigan Public Service Commission did a study looking at the costs of different energy sources, and coal didn’t fare well.

New wind power purchase agreements signed in 2015 came in at $45 per MWh, and since 2009, the average power purchase agreement was $73.58 per MWh.

New solar plants are estimated at $113.52 per MWh, the price of a contract for a project completed in 2016, but Michigan isn’t exactly an abundant solar resource state, so this may not be the best renewable source for this comparison.

New natural gas plants are estimated to cost around $63.70, the average annual transfer price for DTE Electric.

These figures compare to the commission’s estimated cost of $133 per MWh to build a new coal plant. That’s double the cost of new natural gas and wind plants, and more than solar as well. Coal is simply no longer cost-effective for new electricity generation, and there’s no sign that will change in the future.

The slow death of coal

It’s easy to see that new coal plants don’t make a lot of sense, but a fleet of aging coal plants don’t make as much financial sense as it used to, either. And that’s why DTE Energy’s management plans to shut down eight coal plants by the end of 2025, and a total of 3,500 MW of coal plants by 2030.

This is consistent with trends at former coal giants like Duke Energy andSouthern Company. And it doesn’t bode well for coal producers Cloud Peak Energy Inc. (NYSE:CLD) or CONSOL Energy Inc. (NYSE:CNX). And with questionable financials already, the loss of future demand would be bad news.

If there’s going to be a recovery in coal stocks, it depends on the U.S. using more coal in the future, not less. Given the cost trends, I don’t see why utilities would build coal plants, or why there won’t be a decline in coal plants to buy coal for decades into the future. Remember, the cost of renewable energy is falling, so the competitive dynamic is getting even worse for coal. That makes the coal industry a place I simply wouldn’t invest.

และที่คู่สนทนาระบุว่าในรายงาน  “International Energy Outlook 2016” นั้นก็ได้ระบุว่า demand ถ่านหินยังคงขยายตัวนั้น ในรายละเอียดระบุว่าขยายตัวต่ำสุดเมื่อเทียบกับพลังงานที่ได้จากแหล่งอื่น “eia – U.S. Energy Information Administration” คาดว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ ๐.๖ ต่อปีเท่านั้น

และเมื่ออ่านความเห็นของอดีตรมว.คลัง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ก็จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

Thirachai Phuvanatnaranubala

ควรยกเลิกนโยบาย “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” หรือที่เรียกว่า take-or-pay ได้แล้ว

นโยบาย “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” หรือที่เรียกว่า take-or-pay นั้น น่าจะเริ่มต้นนำมาใช้ในประเทศไทยในธุรกิจพลังงาน

นโยบายนี้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ขายอย่างมาก กล่าวคือ ผู้ซื้อยอมรับเงื่อนไขว่า ถ้ามีเหตุการณ์ที่ผู้ซื้อไม่สามารถซื้อพลังงานได้

ผู้ซื้อสัญญาจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ขาย เป็นการชดเชย

นโยบายดังกล่าวจึงทำให้ผู้ขายไม่ได้เงินเฉพาะแค่คุ้มทุน แต่มีผลเป็นการประกันผลกำไรให้แก่ผู้ขายทีเดียว

ดังนั้น ในการแข่งขันเพื่อให้ได้โครงการพลังงาน ผู้ที่ทำธุรกิจผลิตพลังงาน จึงพร้อมจะวิ่งเต้นทุกวิถีทางเพื่อชนะ

เนื่องจากผู้ผลิตได้รับการประกันกำไรนั่นเอง

และจะสามารถใช้เป็นสะพาน เข้าไปทำกำไรในตลาดหุ้นอีกทอดหนึ่งด้วย

เงื่อนไขแบบนี้ ถ้ารัฐบาลในฐานะผู้ซื้อ ยอมให้แก่รัฐวิสาหกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ 100% ก็ไม่เป็นไร

เพราะการให้แต้มต่อดังกล่าวแก่รัฐวิสาหกิจ ถึงแม้จะทำให้รัฐวิสาหกิจกำไรมากสักหน่อย กำไรทั้งหมดก็จะเป็นของประชาชนนั่นเอง

แต่ไม่สมควรใช้นโยบายนี้ กับรัฐวิสาหกิจภายหลังการแปรรูป เพราะจะทำให้ผู้ถือหุ้นเอกชนได้รับประโยชน์เกินเหตุ และผู้ถือหุ้นบางส่วนเป็นต่างชาติเสียด้วย

การที่ผู้ถือหุ้นเอกชนได้ประโยชน์เกินเหตุนั้น เป็นเกมที่บวกกันเป็นศูนย์ zero sum game

เพราะย่อมมีผลทำให้ประชาชนทั้งหมดที่เป็นผู้บริโภค ต้องช่วยกันควักกระเป๋าเพื่อการนี้

แต่ยิ่งไปกว่านั้น การขยายไปใช้นโยบายนี้กับผู้ผลิตไฟฟ้าที่เป็นเอกชนล้วนๆ ยิ่งหาเหตุผลสนับสนุนที่ดีไม่ได้เอาเสียเลย

และนโยบายนี้ น่าจะเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้มีการเสนอตั้งโรงไฟฟ้ามากจนเกินไป

จนกำลังผลิตไฟฟ้าขยายไปเกินความต้องการอย่างมาก

ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้เลย

มีแต่ธุรกิจเอกชน และนักเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่รับทรัพย์กันอย่างมัวมัน เป็นความจริงหรือไม่

กระทรวงพลังงานโปรดให้คำตอบแก่ประชาชน

ถ้าเป็นจริง

ก็ต้องมีการทบทวนนโยบายนี้ เป็นการด่วน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: