ฟู่อิง – เทพทลายนภา


เทพทลายนภาe3cb457f-340f-4ef1-b8f5-f8c4a149685f

“เทพทลายนภา” เป็นผลงานในยุคต้นของหวงอี้ นักเขียนนวนิยายกำลังภายในชั้นแนวหน้าแห่งศตวรรษที่ ๒๑ และ “เทพทลายนภา” นี้ก็คือปฐมบทของสุดยอดนิยายเรื่องยาวอย่าง “เทพมารสะท้านภพ” นั่นเอง

เทพทลายนภาได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ และได้รับการแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เทพทลายนภาฉบับภาษาไทยโดย น.นพรัตน์ นั้นก็มาจากฉบับปรับปรุงแก้ไขนี้นี่เอง

เทพทลายนภานั้น หวงอี้บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นราชวงศ์มองโกล เริ่มเรื่องด้วย “เซี่ยงอู๋จง – ผู้ตรวจการ” ในสังกัด “เจ้าธวัช – เยิ่นเทียนเหวิน” แห่ง “ธวัชฟื้นฟูเกียรติ” ติดตามสอดแนม “เอี๋ยนเลี่ยเซ่อ – องครักษ์บูรพา” ที่จู่ๆก็นำกองกำลังส่วนตัวของกุบไลข่าน ๑๕,๐๐๐ นายเคลื่อนกำลังทั้งยามราตรีมาตั้งทัพ ณ จุดเปลี่ยนม้าหลิวหม่า ปิดตายเส้นทางเข้าออกวังสะท้านห่านป่า แม้กระทั่งนกสักตัวยังยากบินผ่าน วังที่ประทับชั่วคราวเท่ากับตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง จากนั้นก็มี ชนชั้นยอดฝีมือของบู๊ลิ้มที่ยากจะพบพานมากหน้าหลายตาต่างก็มาชุมนุมกันที่เชิงเขาเชียนหลี่นี้ด้วยเช่นกัน เพราะเหตุอันใด ?

ไม่เพียงเท่านั้น ภายในวังสะท้านห่านป่ากลับปรากฏกายของ ซือฮั่นเฟย(ซวีเลี่ยอุก) – พระอนุชาของกุบไลข่าน ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมของชนชาวฮั่นเป็นอย่างยิ่งก็มาถึงแล้วเช่นกัน ซือฮั่นเฟย บุพพามาร-เมิ่งเช่อสิง และราชครูปาซือปา นั้นจัดเป็น ๓ ยอดฝีมือของมองโกลที่มีพลังฝีมือเลิศพบจบแดน

เท่านั้นยังไม่พอ แม่ทัพใหญ่ป๋อเอ่อฮู ก็มาที่นี่ด้วยเช่นกัน

ที่แท้ชาวกองโกลก่อร่างสร้างตัวจากทะเลทราย ถือหลักผู้เข้มแข็งเป็นเจ้า หลังจากก่อตั้งประเทศเกิดการต่อสู้ช่วงชิงระหว่างฝ่ายต่างๆ ไม่เลิกรา แม้แต่ท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่เช่นกุบไลข่าน ยังยากที่จะก้าวก่าย ซือฮั่นเฟยแม้ปกครององครักษ์ประจำ มีอำนาจยิ่งใหญ่ แต่ป๋อเอ่อฮูกลับสังกัดฝ่ายทหารรักษาชายแดน หนึ่งอยู่ในหนึ่งอยู่นอก คอยถ่วงซึ่งกันและกัน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจทำอย่างไรอีกฝ่าย วันนี้ป๋อเอ่อฮูติดตามมา เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายองครักษ์ประจำของซือฮั่นเฟยโดดเด่นแต่ผู้เดียว ความนี้เกี่ยวกันถึงการต่อสู้ช่วงชิงระหว่างบุคคลที่สลับซับซ้อน

เหตุที่กองทัพมองโกลและเหล่ายอดฝีมือของบู๊ลิ้มมาชุมนุมกันที่ จุดเปลี่ยนม้าหลิวหม่า ก็เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องการค้นหา “ม้วนภาพเทพประยุทธ์” และ “ตำราเยี่ยเฟย(งักฮุย)” ซึ่งเป็น ๒ ใน ๔ ตำราพิสดารแห่งแผ่นดินซึ่งคาดว่าถูกซุกซ่อนอยู่ภายในวังสะท้านห่านป่านั่นเอง

“เรื่องนี้ถือเป็นการชิงชัยขั้นสูงสุดระหว่างกากเดนชาวฮั่นที่เหลืออยู่กับจักรวรรดิมองโกลเรา หากครั้งนี้ชาวฮั่นพบกับความพ่ายแพ้ ไม่ว่าด้านพลังสมาธิจิตวิญญาณตลอดจนขุมกำลัง จะเกิดผลกระทบกระเทือนเหลือคณานับ ส่งผลดีในระยะยาวต่อการปกครองของจักรวรรดิมองโกลเรา”

นี่คือเหตุที่เหล่าอัจฉริยบุรุษของทั้ง ๒ ฝ่ายต้องมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้

หลุมพรางกับดักจึงถูกขุดวางไว้รอเหล่าพยัคฆ์ร้ายมาติดกับ !!!

๓ ยอดฝีมือแนวทางพรต คือ หานกงตู้ มือหยุ่นเยียบ-เถียนกว่อเค่อ บรรพชนหอก-จื้อลี่สิง รวมถึงหลิงตู้ซวี ไม้เท้าคู่สุดยอด-ปี้คงฉิง พระธุดงค์ขวางดาบ-หลิ่งตงไหล หัตถ์ขัดขืนฟ้า-ลี่หลิง นัดพบกันในศาลเจ้า แต่หัตถ์ขัดขืนฟ้า-ลี่หลิงนั้นไม่ได้มาด้วยตนเอง ส่ง “ฟู่อิง” บุรุษหนุ่มวัยสามสิบเศษผู้มีรูปร่างสูงโปร่งมาทำงานสำคัญนี้แทนตน ทั้งหมดมีเวลาเพียง ๒ ชั่วยามที่จะบุกทะลวงกองทัพ ฝ่ายอดฝีมือมองโกลเข้าไปหยิบฉวยม้วนภาพเทพประยุทธ์และตำราเยี่ยเฟยออกมาให้ได้ หากครั้งนี้พลาดพลั้ง ทำการไม่สำเร็จก็ต้องรออีก ๓๐ ปีประตูลับในวังสะท้านห่านป่าจึงจะเปิดขึ้นอีกครั้ง โชคดีของเหล่านักสู้กู้ชาติมีเพียงประการเดียว คือ ฝ่ายมองโกลยังไม่รู้ว่าปากทางเข้าวังเร้นลับนั้นอยู่ที่ใด และจะเปิดประตูลับได้อย่างไร

หลังการต่อสู้อันดุเดือดเข้มข้น ฟู่อิงก็สามารถอาศัยฝีมือและเล่ห์เหลี่ยมเพื่อเปิดประตูลับและเล็ดลอดเข้าไปในทางลับได้สำเร็จในช่วงวินาทีสุดท้ายก่อนประตูลับจะปิดตัวลง ความสำเร็จของฟู่อิงนี้ตรงกับที่ราชครูปาซือปาเคยคำนวณเอาไว้ว่า

“เราเคยคำนวณปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเมื่อตอนที่ชาวฮั่นนั้นลงสู่อุโมงค์ลับ โดยใช้เส้นขอบฟ้าของวังสะท้านห่านป่าเป็นเส้นแวงและใช้จักรราศีหมุนรอบ ๓๖๐ องศาในตอนนั้นเป็นเส้นรุ้ง พบว่าดาวพฤหัสพอดีอยู่กลางฟ้า ดาวอังคารอยู่ห่างจากดาวพฤหัส ๑๒๐ องศาเพิ่งลอยขึ้นจากทางทิศตะวันออก ส่วนดาวเสาร์ตกลงยังทิศตะวันตก ห่างจากดาวพฤหัส ๑๒๐ องศาเช่นกัน เมื่อรวมกันพอดีเป็น ๓๖๐ องศา หากนำดาวทั้ง ๓ ดวงประดับอยู่บนท้องฟ้า พอดีเป็นรูปสามมุมใหญ่ นับเป็นนิมิตหมายอันมงคล ดังนั้น เราสันนิษฐานว่า การลงสู่อุโมงค์ลับของคนผู้นี้ ต้องได้รับประสบการณ์ปาฏิหาริย์”

ราชครูปาซือปาเห็นว่าราชวงศ์ซ้องสิ้นอายุขัยไปแล้ว ตำราจัดสร้างอาวุธ(งักฮุย)เล่มเดียวไหนเลยกอบกู้ได้ แต่บุรุษหนุ่มผู้นี้หากสามารถหยิบฉวยม้วนภาพเทพประยุทธ์ที่ลึกล้ำสุดจะหยั่งได้ วันหน้าจะกลายเป็นชนวนเภทภัยร้ายแรงของกองทัพมองโกลแน่นอน ดังนั้น ศิษย์เอกทั้ง ๔ คนของราชครูจึงถูกเรียกตัวมาเพื่อไล่ล่าฟู่อิงเป็นการเฉพาะ จากการโคจรพลังพิสดารตรวจสอบจิตวิญญาณของฟิ่ง ปาซือปาพบว่าตนกับฟู่อิงนั้นไม่ได้พบกันเป็นครั้งแรก ร้อยพันปีมานี้ ทั้งสองพัวพันวุ่นวาย เมื่อเข้าสู่ชาติภพนี้จึงถึงเวลาที่ทั้งสองจะต้องแยกจากกัน

ฟู่อิงอาศัยธารน้ำใต้ดินพาตัวเองออกมาจากตำหนักใต้ดินสู่โลกภายนอก สภาพของฟู่อิงตอนนี้แทบเปลือยเปล่า เหลือเพียงกางเกงขาสั้นแนบติดกับร่าง ดาบสันหนาที่เป็นอาวุธคู่กายและกล่องเหล็กบรรจุตำรางักฮุยเท่านั้น ฟู่อิงเดินออกจากหุบเขาเลียบลำธารมาเรื่อยๆจนพบบึงน้ำตื้นแห่งหนึ่ง น้ำใสจนเห็นก้น มีหญิงสาวรูปร่างงดงามนางหนึ่งกำลังเปลือยกายอาบน้ำชำระร่างกายอยู่

พระโพธิสัตว์ไร้คำนึง-ไป่เหลียนเจี๋ย ถนัดในการดึงดูดเชื้องพลังบุรุษหล่อเลี้ยงตัวเอง สามารถฆ่าคนในช่วงเวลาหฤหรรษ์ดื่มด่ำหันหลังให้กับฟู่อิง เผยให้เห็นถึงเรือนร่างเลือดเนื้อที่สมบูรณ์เต่งตึงแผ่ซ่านความสาวสะพรั่ง ส่วนเว้า ส่วนโค้งอันงามรัดรึง ผิวพรรณนวลเนียนเรียบลื่นท่ามกลางสะเก็ดน้ำกระเซ็นซ่านดึงดูดสายตาของฟู่อิงไว้จนใจสั่นสะท้าน โชคดีที่ส่วนเว้า ส่วนโค้งนั้นทำให้ฟู่อิงนึกถึงเพลงดาบที่ตนเองดัดแปลงมาจากร่องรยอการบินของนกนางแอ่นจึงเอาตัวรอดจากวิชาฮวนซีต้าฝ่าของนิกายมนตรยานแห่งทิเบตนี้ได้ ขณะที่ไป่เหลียนเจี๋ยโคจรพลังเพื่อดึงดูดพลังชีวิต ลมปราณ และจิตวิญญาณอยู่นั้น ฟู่อิงกลับนึกถึงม้วนภาพเทพประยุทธ์ขึ้นจึงโคจรพลังตามเคล็ดวิชาที่มีผู้เขียนอธิบายไว้ด้านล่างภาพนั้น พลังหยินหยางในกายฟู่อิงก่อเกิดหมุนเวียนไม่ขาดตอน ทั้งยังจำแนกไม่ออกว่าเป็นหยินหรือหยาง แผ่นดินผืนฟ้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ฌานสมาบัติก็รุดหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ไป่เหลียนเจี๋ยถูกฟู่อิงพิชิตไว้ได้อย่างสิ้นเชิง นางต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดถึงคะนึงหาเพียงข้างเดียวไปชั่วชีวิต มีเพียงทายาทที่ฟู่อิงฝากไว้ในกายของนางเท่านั้นเป็นเครื่องปลอบประโลมใจ

ปาซือปาสั่งให้ซ่งเทียนหนันและเถี่ยเอี๋ยนผนึกกำลังกันจัดการกับฟู่อิงบนสะพานตงโถวตู้ ส่วนเฮ่อเทียนหมอนั้นให้เฝ้าคุมเชิงอยู่ด้านข้าง เมื่อฟู่อิงกระโดดพ้นจากสะพานเชือก พุ่งตัวลงยังสายน้ำเชี่ยวกรากใต้สะพานจึงถูกเฮ่อเทียนหมอติดตามไล่ล่าตามมา

รัตติกาลคืนคลานมาพร้อมกับพายุฝน สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ฟู่อิงที่กำลังร่ายรำเพลงดาบกลางพายุฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักพลันพุ่งทะยานขึ้นบนฟ้า ลอยสูงเหนือพื้นดิน ๕ วา ดาบยาวแทงใส่อากาศธาตุเหนือศีรษะ พลันเกิดสายฟ้าฟาดใส่ดาบยาวในมือ กระแสไฟแรงสูงแล่นปลาบผ่านจนดาบยาวสาดประกายสายฟ้า จากนั้นห่อหุ้มร่างฟู่อิงไว้ภายใต้นภาราตรีอันดำมืด ดูไปคล้ายเทพอสนีบาตจุติลงมา ปี้เยี่ยจิงพ่ายแพ้ต่อฟู่อิงแต่ก็ยังสามารถหลบหนีไปได้ เฮ่อเทียนหมอกลับได้รับความช่วยเหลือจากฟู่อิง ถูกฟู่อิงร้องขอให้คุ้มครองส่งจู้ฮูหยินไปยังสถานที่อันปลอดภัย ถึงเวลาแล้วที่ปาซือปากับฟู่อิงจะต้องพิสูจน์ฝีมือกัน

ปาซือปายืนรอฟู่อิงอยู่บนหน้าผาแห่งหนึ่ง เมื่อฟู่อิงปรากฏกายขึ้น ปาซือปาก็ทุ่มเทใช้วิชาพลังจิตออกไป เรื่องราวในอดีตชาติระหว่างทั้งสองปรากฏขึ้น ภพแล้วภพเล่า เป็นพี่น้องกันบ้าง เป็นผัวเมียกันบ้าง เป็นศิษย์อาจารย์กันบ้าง ฯลฯ พัวพันกันอยู่นับร้อยภพ ร้อยชาติ จากนั้นก็ปรากฏภาพในม้วนภาพเทพประยุทธ์ขึ้นในจิต ฟู่อิงกลายเป็นเทพประยุทธ์ แล้วทุกอย่างก็พลันแตกระเบิด ไม่มีเทพประยุทธ์ ไม่มีมังกรร้าย ตนเองคือปาซือปา ปาซือปาคือตนเอง เมื่อฟู่อิงลืมตาขึ้นก็เห็นปาซือปานั่งขัดสมาธิอยู่ห่างออกไป ๓ เชี่ยมีน้ำตานองหน้า ตนเองก็หลั่งน้ำตาเช่นกัน

ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง ผืนดินแผ่นฟ้าเงียบสงบ เหลือเพียงเสียงสายน้ำเชี่ยวกรากที่เบื้องล่างเท่านั้นที่ดังแว่วมา ปาซือปาเอ่ยปากขอบคุณฟู่อิงแล้วกล่าวกับฟู่อิงต่อไปว่า

“พวกเราแม้มีบุญวาสนาได้เห็นความลับแห่งฟ้าดิน ว้นหน้ามีเส้นทางให้สืบสาวหวนคืนสู่แรกเริ่ม แต่ยังต้องผ่านการเดินทางอันแสนเข็ญนับไม่ถ้วน ตำรับตำราโบราณเอ่ยถึงแรกกำเนิดฟ้าดิน จากอู๋จี๋(ไร้ที่สุด)เป็นไท่จี๋ ไท่จี๋ก่อเกิดสองสัณฐาน สองสัณฐานก่อเกิดสี่ลักษณ์ สี่ลักษณ์ก่อเกิดปากัว(แปดทิศ) อันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ยังมีคำกล่าว่าทุกวัตถุธาตุมีหนึ่งไท่จี๋ เราท่านต่างมีหนึ่งไท่จี๋อยู่ที่ใจ หนึ่งไท่จี๋นี้ครอบคลุมภูมิปัญญาไร้ที่สุด ดังนั้น พุทธองค์มีคำกล่าวไว้ ผู้คนล้วนมีพุทธภาวะ หมายถึงข้อนี้เอง,,,”

ก่อนที่ฟู่อิงจะเดินทางมาถึงเมืองหังโจวเพื่อส่งมอบตำรางักฮุยให้กับกองทัพกู้ชาติของหลงจุนอี้ มือดีของธวัชฟื้นฟูเกียรติ สมาคมธำรงฮั่น พรรคม้าเหล็ก และค่ายสำนักต่างๆกว่า ๕๐๐ คนก็ถูกฝ่ายมองโกลฆ่าทิ้ง แขวนศีรษะประจานอยู่ตามจุดต่างๆ ฟู่อิงได้ช่วยเหลือ “นงรามเฉิดฉัน-ฉีปี้เสา” แม่ทัพหญิงสังกัดกองทัพกู้ชาติของหลงจุนอี้ให้รอดพ้นจากวงล้อมของจั่วเหอ ปี้เยี่ยจริง ไป๋เยิ่นเทียน และกองทัพมองโกลได้สำเร็จ และได้ประมือกับซือฮั่นเฟย ก่อนหลบหนี

เหตุซือฮั่นเฟยยอมเปิดทางให้ฉีปี้เสานำตำรางักฮุยไปมอบให้กับหลงจุนอี้ได้นั้น จุดประสงค์ก็เพื่อให้ชาวฮั่นได้มารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว กองทัพมองโกลจู่โจมทำลายในคราเดียวก็กวาดล้างฝ่ายต่อต้านได้จนหมดสิ้น

ฉีปี้เสาเกลี้ยกล่อมให้ฟู่อิงเข้าร่วมในกองทัพของหลงจุนอี้เพื่อขับไล่มองโกลออกไปแต่ฟู่อิงปฏิเสธ

ที่เบื้องนอกแสงอาทิตย์สาดส่องหล้า ธรรมชาติยังงดงามถึงเพียงนั้น

แต่การต่อสู้ช่วงชิงระหว่างคนต่อคนกลับไม่มีวันสิ้นสุดยุติ

ก่อนประมือกับบุพพามาร-เมิ่งเช่อสิง พลังฝีมือของฟู่อิงรุดหน้าถึงขั้นที่ว่าแม้ไม่มีข้าวสักเม็ดตกถึงท้อง ไม่มีแม้น้ำสักหยดแตะริมฝีปากนานถึง ๑๐ วันก็ไม่รู้สึกหิวกระหายอันใด ทั้งยังค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สามารถปรับเปลี่ยนร่างกายให้ดึงดูดและรองรับพลังงานของจักรวาลได้ บรรลุถึงขอบเขตขั้นที่บรรพชนโบราณกล่าวขานว่า “ดูดรั้งแก่นสารสำคัญแห่งฟ้าดิน” ได้สำเร็จ บัดนี้ ฟู่อิงไม่ต้องการอาหารและน้ำหล่อเลี้ยงร่างกายอีก เพียงพลังธาตุแห่งฟ้าดินก็เกินพอ แต่ยังไปไม่ถึงขั้นดั้นเมฆขี่หมอก บังคับมังกรเหินหาว

ปาซือปานั้นเปรียบได้กับบึงน้ำสงบนิ่ง แต่บุพพามาร-เมิ่งเช่อสิงนั้นเป็นดั่งพายุหมุนที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พัดทำลายทุกสรรพสิ่งให้พินาศไปต่อหน้า ฟู่อิงพลันรู้สึกลมหายใจติดขัด หัวใจหวั่นหวิว ร่างอ่อนระทวย ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจ จนกระทั่งภาพเทพประยุทธ์ปรากฏขึ้นในจิตจึงสามารถดังจิตกลับคืนสู่สภาวะเดิมได้ สร้างความสมใจให้กับเมิ่งเช่อสิงเป็นอย่างยิ่ง เมิ่งเช่อสิงรุกไล่ฟู่อิงครั้งแล้วครั้งเล่าท่ามกลางประกายสายฟ้าแลบแปลบ จากนั้นพายุฝนที่ตั้งเค้ามาเป็นเวลานานก็เทกระหน่ำลงมา หากฟู่อิงพลิกสถานการณ์ คว่ำบุพพามาร-เมิ่งเช่อสิงให้แพ้พ่ายได้สำเร็จ ไม่เพียงต้องเผชิญกับการไล่ล่าของหมู่มารร้ายจากสำนักทศเย็นเท่านั้น ซือฮั่นเฟยพร้อมระดมยอดฝีมือทั่วทะเลทรายมาไล่ล่าฟู่อิง เข่นฆ่าได้โดยไม่เลือกวิธีที่ใช้

ท่ามกลางลมฟุ้ง ฝนคลั่ง ประกายสายฟ้าพลันแล่นแหวกฝ่าอากาศสู่ดาบสันหนาที่ยกชูขึ้นกลางอากาศของฟู่อิง ดาบสันหนาสว่างเรืองรองตลอดทั้งเล่ม สำแสงนับหมื่นสายพุ่งฉวัดเฉวียนรอบตัวดาบ ฟู่อิงพลันกู่ร้องพร้อมกับฟาดดาบสันหนาแฝงประกายสายฟ้าใส่เมิ่งเช่อสิง บุพพามารถูกอานุภาพของอสนีสายฟ้าฟาดใส่ร่างลอยละลิ่วปลิวกระเด็นไป ๑๐ วา ร่างเกลือกกลิ้งไปตามพื้นดินหลายสิบตลบจึงยุติ ใจกลางถนนแตกแยกออกเป็นหลุมลึก ๕ นิ้ว ยาว ๒ วาเส้นหนึ่ง ส่วนร่างของฟู่อิงนั้นก็ถูกลมปราณของเมิ่งเช่อสิงกระแทกปลิวขึ้นไปบนฟ้า ฟู่อิงจึงอาศัยหยิบยืมพลังสภาวะนี้บินข้ามวงปิดล้อมของฝ่ายมองโกล ได้รับความช่วยเหลือจากเซี่ยงอู๋จง เถี่ยจุนอี้ และไม้เท้าคู่สุดยอด-ปี้คงฉิงนำพาฟู่อิงเล็ดรอดหลบหนีจากการถูกไล่ล่า และสังหารเจ้าอธรรมลี่ชงได้สำเร็จ

ฟู่อิงรีบรุดเดินทางไปยังเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนเพื่อช่วยเหลือจู้ฮูหยินและเฮ่อเทียนหมอให้รอดพ้นความตายจากเงื้อมมือของมือโลหิต-ลี่กง พลังฝีมือของทั้งสองสูสีคู่คี่กันเป็นอย่างมาก ฟู่อิงกับลี่กงตกลงแลกเปลี่ยนจดหมายลับกับชีวิตของจู้ฮูหยินและเฮ่อเทียนหมอ ฟู่อิงนำทางลี่กงไปหาหลิ่งตงไหลตามที่อยู่ซึ่งระบุไว้ในจดหมายลับ ธรรมะกับอธรรมร่วมทาง ลี่กงพบว่าฟู่อิงนั้นแทบจะบรรลุถึงขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมเป็นหนึ่งแล้ว ส่วนตนเองนั้นเข้าถึงสภาวะเดียวกันนั้นได้เพียงบางครั้งเท่านั้น

“… ถึงแม้ฝึกปรือวิชามาร แต่เคล็ดวิชาเลือดม่วงของสำนักเราชักนำให้ผู้คนจากมารเข้าสู่ธรรม เฉกเช่นขุนเขาบรรพตสูงเด่นมีเส้นทางที่แตกต่าง มาตรว่าประสบเหตุไม่ละม้ายเหมือน แต่เป้าหมายยังคงอยู่ที่บรรลุถึงยอดเขานั้น”

“ครั้งกระโน้นเราฝึกวิชามารสำเร็จ เพียงพอกับการท่องทะยานทั่วแผ่นดิน แต่ในใจยังไม่รู้จักพอ ควรทราบว่าคามคิดคำนึงของพวกเราโบยบินไปตามอำเภอใจ ล่องลอยไปไกลแสนไกล แต่ถูกจำกัดที่กายเนื้อ ถูกมัดมือมัดเท้า ดังนั้นเมื่อเกิดความคับข้อง จะลงมือฆ่าคนคิดอาศัยความเร้าใจชั่วแล่น หลุดพ้นจากการถูกกักพันธนาการ จวบกระทั่งพบปรมาจารย์ไร้ที่สุด(หลิ่งตงไหล) ค่อยทราบว่ายังมีโลกที่ไปไม่ถึง สิบปีที่บำเพ็ญเพียร ค่อยเปิดแง้มสู่วิถีแห่งมนุษย์เทวะ”

“หากหลิ่งตงไหลสามารถชักนำเราเข้าสู่สุดยอดแห่งวิถี เรายินดีกราบมันเป็นอาจารย์ ไม่เช่นนั้นก็พิสูจน์ความเป็นความตาย เพื่อปลดเปลื้องใหญ่สักครา”

เกือบครึ่งปีที่ฟู่อิงกับลี่กงร่วมทางกัน ฟู่อิงพบว่าแท้ที่จริงนั้นธัมมะกับอธรรมเพียงต่างกันที่รูปแบบ ธัมมะเดินทางสายกลาง ฝึกฝนแบบค่อยเป็นค่อยไป อธรรมนั้นสุดโต่ง มุ่งเน้นความสำเร็จโดยเร็ว เมื่อฟู่อิงกับลี่กงเดินผ่านประตูศิลาของด่านทศพิฆาตไปถึงภายในกลับพบเพียงความว่างเปล่า มีเพียงจารึกอักษรที่หลิ่งตงไหลเขียนไว้บนผนังศิลาฝังตรงข้ามเท่านั้นที่บ่งชี้ว่าหลิ่งตงไหลรู้แจ้งปรุโปร่ง คลายเงื่อนตายของหมากตาสุดท้ายได้แล้วพลิ้วผละจากไป ทำให้ฟู่อิงนึกถึงภาพเทพประยุทธ์ภาพสุดท้ายที่มีชื่อว่า “ทลายนภาลัย”

ฟู่อิงย้อนกลับมายังเมืองเฉิงตู พบกับซ่งเทียนหนันโดยบังเอิญจึงได้รู้ว่าปาซือปาบรรลุมรรคผลนิพพานไปแล้ว ร่างกายไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด ส่วนไป๋เหลียนเจี๋ยนั้นได้คลอดบุตรชายคนหนึ่ง ปาซือปาตั้งชื่อให้กับทายาทของฟู่อิงว่า “อิ่งหยวน”

เมื่อหลงจุนอี้ได้รับตำรางักฮุยก็ทะยานขึ้นเป็นผู้นำกองกำลังต่อต้านมองโกล ผู้คนทั่วหล้าหลั่งไหลมาเข้าร่วมในกองทัพของหลงจุนอี้ สื่อฉีเต้า-อดีตที่ปรึกษาของแม่ทัพลู่สิ้วฟูแห่งราชวงศ์ซ้อง อาศัยความสนิทสนมที่ได้รับจากหลงจุนอี้เป็นเครื่องมือผ่าตัดกองทัพขนานใหญ่ จัดสรรคนสนิทของตนเองเข้าประจำการในตำแหน่งสำคัญต่างๆในกองทัพ ยกเว้นทัพซ้ายและขวาภายใต้การนำของทวนแดง-ถันชิวหวี่กับฉีปี้เสาเท่านั้นที่สื่อฉีเต้าไม่อาจทำอะไรได้ ๒ แม่ทัพคนสำคัญกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่สื่อฉีเต้าหาทางกำจัด

หลงจุนอี้สั่งระดมพล ๒๐ หมื่นที่เมืองหลงซิง ริมทะเลสาบผอหยางเพื่อบุกขึ้นเหนือไปรบกับกองทัพมองโกลที่เมืองอู่ชาง ริมแม่น้ำแยงซีเกียงตามข้อเสนอของสื่อฉีเต้า-รองแม่ทัพ แม้จะถูกทวนแดง-ถันชิวหวี่ แม่ทัพหน้าซ้าย กับฉีปี้เสา แม่ทัพหน้าขวาคัดค้านก็ตาม ทัพม้ามองโกลนั้นได้ชื่อว่าไร้ผู้ต่อต้าน จึงควรตั้งรับไม่ควรเปิดฉากรุก การยกทัพขึ้นเหนือคราวนี้ไม่ต่างกับพาตัวเข้าปากเสือ กองทัพก็เต็มไปด้วยทหารใหม่ที่ยังไม่ผ่านการฝึก กำลังฝีมือย่อมเหลื่อมล้ำไม่เท่านั้น จึงยากยิ่งที่จะได้รับชัยชนะในการรบครั้งนี้ได้ ถันชิวหวี่จึงแนะนำให้ฉีปี้เสาถอนตัว เดินทางไปหาฟู่อิงจะดีกว่า แต่ฉีปี้เสาก็ยืนยันว่าตนเองได้อุทิศชีวิตมอบให้กับชาติบ้านเมืองแล้ว ต่อให้ต้องตายคาสมรภูมิก็ไม่เสียใจอันใด เพียงแต่เจ็บใจที่มีคนต่ำช้าครองเมืองอยู่เท่านั้นเอง

ในที่สุด ถันชิวหวี่ก็ต่อสู้จนตัวตาย สละชีพเพื่อชาติที่ริมแม่น้ำเซียงเจียง ส่วนสื่อฉีเต้านั้นทางหนึ่งเร่งขุดหาคลังศัตรา อีกทางหนึ่งก็จัดสร้างแต่รถบรรทุกเสบียงออกมามากมาย ไม่สนใจสร้างอาวุธชนิดต่างๆตามที่มีการจดบันทึกไว้ในตำรางักฮุย แม่ทัพฉีปี้เสาคือศพต่อไป กองทัพหน้าขวาต้องเผชิญกับกองทัพม้าปีศาจของมองโกลกลางทุ่งหญ้าอย่างโดดเดี่ยว ไร้กำลังหนุน ไพร่พลคนแล้วคนเล่าล้มตายไปต่อหน้าต่อตา กองทัพหน้าขวาของฉีปี้เสาต้องถอยร่น พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เมื่อหลงจุนอี้รู้ข่าวก็รีบรุดไปต่อว่าต่อขานสื่อฉีเต้าที่กระโจมใหญ่ทันที แล้วแม่ทัพหลงจุนอี้ก็ถูกสื่อฉีเต้าลอบสังหาร จากนั้นคนสนิทของสื่อฉีเต้าก็ปล่อยพลุสัญญาณแจ้งให้ซือฮั่นเฟยรู้ว่าแผนการสำเร็จลุล่วงแล้ว ฉีปี้เสาฝ่าวงล้อมกองทัพม้าแห่งมองโกลกลับมายังค่ายใหญ่ได้สำเร็จแต่ก็ต้องเสียชีวิตด้วยเงื้อมมือของสายลับชาวฮั่นแปรพักตร์ที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพกู้ชาติ ฟู่อิงบุกฝ่ากองทัพมองโกลมาช่วยเหลือฉีปี้เสาไม่ทัน ฟู่อิงกู่ร้องด้วยความรันทดใจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ตลอดทั้งร่างสั่นระริกไม่หยุดยั้ง จากนั้นฟู่อิงพลันปรากฏกายอยู่เบื้องหน้ากองกำลังส่วนตัวของซือฮั่นเฟย ไม่มีใครเห็นว่าฟู่อิงเดินเข้ามาได้อย่างไร ฟู่อิงเดินเข้าหาทัพใหญ่ของมองโกล หมื่นธนูถูกปล่อยออกมาโดยพร้อมเพรียง ฝนธนูสาดเต็มท้องฟ้าจนแม้แต่แสงอาทิตย์ก็ยังถูกบดบัง แต่ฝนธนูนั้นกลับร่วงพรูลงสู่พื้นห่างจากฟู่อิง ๕ เชียะ ไม่มีทหารมองโกลคนใดสามารถหยุดยั้งการรุกคืบของฟู่อิงได้ ในมือฟู่อิงปรากฏประกายสายฟ้าวูบขึ้นแวบหนึ่ง จากนั้นฟู่อิงก็ซัดหอกยาวใส่ซือฮั่นเผยทะลุกลางอก ฟู่อิงกู่ร้องเสียงดังอย่างยาวนาน พลันปรากฏม้าขาวที่งามสง่าตัวหนึ่งวิ่งห้อเข้าหากองทัพมองโกล แล้วฟู่อิงก็ลอยตัวขึ้นควบขี่บนหลังม้าห้อทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s