ราหูกับสังคมไทย

๑๖ มกราคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๙:๔๓ น. ราหู(8)ย้ายจากราศีกันย์มาอยู่ที่ราศีสิงห์ 8 คือราหูจรมาอยู่ที่ราศีสิงห์ ภพปุตตะ ร่วมธาตุกับ ๕-พฤหัส และ ๗-เสาร์ ที่ราศีธนู ภพศุภะในราศีจักรของดวงเมือง
๘-ราหูนั้นมีเฉพาะในโหราศาสตร์ไทย เกี่ยวข้องกับศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง คนในวงการบันเทิง ซึ่งทยอยจากไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกันมากหน้าหลายตาทั้งไทยทั้งเทศ เช่น ปอ-ทฤษฎี, ศาสตราสเนป-แฮรี่ พอตเตอร์ และ Glen Frey-The Eagles เป็นต้น

โหรปราณเวทให้ความหมายในการพยากรณ์ดวงเมืองว่า

ดาว ๘ คือ อันธพาล โจร มิจฉาชีพ คดีความ การทำผิดกฎหมาย การขัดแย้งทางด้านกฎหมาย การรวมกลุ่ม การชุมนุมทางการเมือง การจลาจล ความลับ โมหะจริต

ภพปุตตะ คือ ประชาชน เยาวชนของชาติ การศึกษาของคนในชาติ เชื้อพระวงศ์ที่ทรงพระเยาว์ งานสนุกรื่นเริง งานสมโภชมหรสพ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยว

————————

ดาว ๕ คือ ความเจริญก้าวหน้า คุณธรรม ความดี เหตุผล ระเบียบแบบแผน กฎหมาย สันติสุข ศาสนา นักบวช พระ ตุลาการ พิธีการ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง พุทธจริต

ดาว ๗ คือ คณะรัฐบาล นักปกครอง เกษตรกรรม ชนชั้นกรรมาชีพ งานอุตสาหกรรม คนเก่าแก่ คนหัวโบราณ ความทุกข์ ความพลัดพราก ความเดือดร้อน เสื่อมโทรม วิตกจริต

ภพศุภะ คือ ความเจริญก้าวหน้า ศาสนา กรมศาสนา การติดต่อระหว่างประเทศ กษัตริย์ ผู้นำประเทศ พระสังฆราช แขกบ้านแขกเมือง ราชอาคันตุกะ การศึกษาระดับสูง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ

8 จรจากราศีกันย์มาอยู่ที่ราศีสิงห์ครั้งก่อนหน้านี้ก็คือ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๐เศรษฐีไทยเจ็บปวดปางตายจากวิกฤติต้มยำกุ้ง เจอยาแรงจาก IMF ที่บีบคั้นบังคับให้รัฐบาลต้องทำนั่นทำนี่สารพัดเพื่อแลกกับเงินกู้จาก IMF เช่น ลอยตัวค่าเงินบาท ปิดสถาบันการเงิน เปิดเสรีทางการเงิน เป็นต้น

Screenshot_2016-02-02-11-31-13ความแตกต่างระหว่างราหูย้ายปี ๒๕๕๙ กับปี ๒๕๔๐ หลักๆคือ

5-พฤหัส ปี ๒๕๕๙ นี้ 5-พฤหัสจรอยู่ที่ภพอริ ส่วนปี ๒๕๔๐ นั้น 5-พฤหัสจรอยู่ที่ภพลาภะ

7-เสาร์ ดาวเจ้ากรรมนายเวร ปี ๒๕๕๙ อยู่ที่ภพมรณะ ส่วนปี ๒๕๔๐ นั้น อยู่ที่ภพวินาศ

0-มฤตยู ปี ๒๕๕๙ อยู่ที่ภพวินาศ ส่วน 0-มฤตยูจร ปี ๒๕๔๐ นั้นอยู่ที่ภพกัมมะ

Screenshot_2016-02-02-11-35-03โหรปราณเวท[1]อธิบายความหมายในด้านต่างๆของราหูไว้ ดังนี้

–    อุปนิสัย :  มีเล่ห์เหลี่ยมอุบายมาก กล้าได้กล้าเสีย ดุร้าย คล่องตัวสูง ใจนักเลง มัวเมาลุ่มหลงในอบายมุขได้ง่าย ชอบสังคม ชอบการยกย่อง ไม่มีระเบียบ-คุณธรรม

–    ความหมายทั่วไป :  ความลุ่มหลงมัวเมา อบายมุข การโจรกรรม หลอกลวง เล่ห์เหลี่ยม มั่วสุม การเสี่ยง   เคมีภัณฑ์ ขยะ แก๊ส เปลี่ยนแปลง โรคภัย มอด (ทายมัวเมาให้ทายราหู) คอมพิวเตอร์ นักบริหาร การตลาด ฯลฯ

–     สถานที่ : บ่อนการพนัน สถานบันเทิงที่ไม่ค่อยเปิดเผย โรงฝิ่น โรงงานผลิตสารเคมี –แก๊ส

เมื่อนำดวงราศีจักรของ นรม.๒๙ มาพิจารณาประกอบ 8-ราหูจรนั้นร่วมเรือนกับ ๑-อาทิตย์ ๒-จันทร์ และ ๔-พุธ ในภพลาภะ เจอทั้งสุริยุปราคาและจันทรุปราคาในด้านรายได้ของประเทศ มิตรประเทศที่คอยให้ความช่วยเหลือ และรัฐสภา

๘-ราหูนั้นเป็นเจ้าเรือน ปุตตะ(ประชาชน) อยู่ที่ภพวินาศในพื้นดวง นรม.๒๙

๑-อาทิตย์เป็นเจ้าเรือนลาภะ(รายได้ของประเทศ) ได้ตำแหน่งเป็นเกษตรในพื้นดวง นรม.๒๙

๒-จันทร์เป็นเจ้าเรือนกัมมะ(รัฐบาล นโยบาย การบริหารประเทศ) อยู่ที่ภพลาภะในพื้นดวง นรม.๒๙

๘-ราหูในพื้นดวงชะตาของ นรม.๒๙ บ่งบอกให้เราล่วงรู้ ระมัดระวังไว้ตั้งแต่แรกเริ่มแล้วว่า เหลี่ยมเล่ห์กลโกง ความมัวเมาลุ่มหลงนั้นจะนำมาซึ่ง “ปุตตะ(ประชาชน)-วินาศ(ล้มเหลว)-ลาภะ(รายได้)”

เมื่อ ๘-ราหูจรมาอยู่ภพลาภะ เกิดทั้งสุริยุปราคาและจันทรุปราคาขึ้นพร้อมกัน นรม.๒๙ ก็ควรที่จะต้องสนใจ ใส่ใจ ระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะนี่อาจเป็นเหจุนำพาให้ นรม.๒๙ พบกับหายนะได้

สุภาษิตจีนนั้นกล่าวเอาไว้ว่า “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะคน” ศาสนาพุทธก็ให้ความสำคัญกับความเพียรเหนือโหราศาสตร์ อยู่ที่ตัว นรม.๒๙ แล้วล่ะว่าจะปล่อยไปตามดวงหรือจะมีมุ่งมั่นตั้งใจที่จะคืนความสุขให้กับใคร กลุ่มทุนที่ท่านแต่งตั้งมาช่วยงาน หรือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ : ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมคุณธรรม นำพาเสถียรภาพ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ความเจริญก้าวหน้ากลับคืนสู่สังคมไทย กรรมปัจจุบันคือตัวกำหนด

ราหู-ทุน-ทหาร_2016-01-17-06-31-13-tile

พระยาอสุรินทราหู

คัมภีร์อนาคตวงศ์ ระบุว่าพระโคตมพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรว่า พระราหูจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “พระนารทสัมพุทธเจ้า” นับเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตพระองค์ที่ ๕ (นับพระศรีอริยเมตไตรยเป็นพระองค์ที่ ๑)[2]

( สฺตถา สารีปุตฺต ธมฺมสามีสมฺมาสมฺพุทธสฺ สสาสนกาเล อติกฺกนฺเต มหาปฐวิยา โยชนมตฺตํ
อภิรุฬฺหาย มณฺฑกปฺเป นารโท จ รงฺสิมุนิ จ เทฺว พุทฺธา อุปปชฺชิส สฺนตีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ กเถสีติฯ )

( อนุสนธิพระสัทธรรมเทศนา มีปุพพาปรสืบเนื่องมาโดยลำดับ บัดนี้จะได้วิสัชนาในประวัติกาลแห่งสมเด็จพระบรมศรีสุคตทศพลญาณ สี่พระองค์ทรงพระนามว่า พระนารท, พระรังสีมุนีนาถ, พระเทวเทพ, พระนรสีหะ เป็นลำดับต่อไป ดำเนินเนื้อความว่า )

พระนารทะ (พระยาอสุรินทราหู)

สตฺถา สมเด็จพระบรมครูสัพพัญญูเจ้าของเราตรัสพระธรรมเทศนาว่า ในกาลเมื่อสิ้นศาสนาพระยามาราธิราช ผู้เป็นธรรมสามีสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว โลกทั้งหลายจะสูญจากสมเด็จพระพุทธเจ้าสิ้นกาลช้านานถึง ๘ กัปป์ แผ่นดินตั้งขึ้นมาใหม่ได้แสนแผ่นดิน แผ่นดินนั้นสูญเปล่าเป็นสุญญกัปป์ หาบังเกิดสมเด็จพระพุทธเจ้าไม่ ในเมื่อสุญญกัปนับได้แสนแผ่นดินล่วงไปแล้ว จึงบังเกิดแผ่นดินมาใหม่ มีชื่อว่ามัณฑกัปนั้น เป็นแผ่นดินทรงพระพุทธเจ้าได้ตรัส ๒ พระองค์ คือ

– พระยาอสุรินทราหู ๑

– โสณพราหมณ์ ๑

อันว่าพระยาอสุรินทราหูจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน ลำดับนั้นโสณพราหมณ์จักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสืบไปฯ

เมื่อพระยาอสุรินทราหูได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทรงพระนามว่าพระนารทะ

– มีพระองค์สูงได้ ๒๐ ศอก

– มีพระชนมายุยืนได้หมื่นปีเป็นกำหนด

– มีไม้จันทร์เป็นพระมหาโพธิ

– ประกอบไปด้วยรัศมีสว่างรุ่งเรืองทั้งกลางวันและกลางคืน เปรียบประดุจดังว่าสายฟ้าในกลีบเมฆ พระพุทธรัศมีที่เป็นแผ่นแผ่ทึบเป็นแท่งเดียวนั้น ปรากฏสัณฐานดุจดอกปทุมชาติอันตั้งขึ้นมา

– ครั้นศาสนาพระยาอสุรินทราหูนั้น ในแผ่นดินประเทศทั้งปวงเกิดรสภักษาหาร ๗ ประการ มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคภักษาหาร ๗ ประการ อันเกิดแก่แผ่นดิน ก็ประพฤติเลี้ยงชีวิตของอาตมาเป็นสุขสำราญมิได้ขาด

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร อันว่าพระนารทผู้ทรงพระภาคนั้น มีพระรัศมีเห็นปานดังนี้ คือพระยาอสุรินทราหูแต่ก่อนได้สร้างบำเพ็ญพระบารมีทั้งหลาย ๑๐ ประการมาเป็นอันมากแล้ว จึงได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลฯ แต่กองบารมีอันหนึ่ง พระยาอสุรินทราหูได้กระทำเป็นปรมัตถบารมีอันยิ่ง ปรากฏเป็นอัศจรรย์ พระองค์มีพระพุทธฎีกาดังนั้นแล้ว จึงนำมาซึ่งอดีตนิทานมาตรัสพระธรรมเทศนาว่า อตีเต กาเล ในอดีตกาลล่วงแล้วช้านาน ในเมื่อพระสาสนาพระพุทธกัสสปทศพลญาณ พระยาอสุรินทราหูนี้ได้เสวยพระชาติเป็นบรมกษัตริย์ เสวยศิริราชสมบัติอยู่ในมัลลนคร เป็นเอกราชอันประเสริฐ ทรงพระนามว่า พระยาสิริคุตตมหาราช มีพระราชอัครมเหสีพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า ลัมภุราชเทวี มีพระราชบุตร พระราชธิดา ๒ พระองค์ พระราชบุตรมีนามว่า เจ้านิโครธกุมาร พระราชธิดามีนามว่า นางโคตมี อยู่มาวันหนึ่งยังมีพราหมณ์ ๘ คน พากันมาสู่สำนักแห่งพระยาสิริคุตต์ กราบทูลขอพระนคร พระองค์ก็ทรงโสมนัสบังเกิดพระราชศรัทธาโปรดพระราชทานพระนครให้แก่พราหมณ์ทั้ง ๘ ยังแต่พระราชอัครมเหสีและพระราชโอรสกับพระราชธิดาทั้ง ๒ ก็พากันออกจากพระนครเข้าไปในอรัญประเทศ กระทำอาศรมอาศัยอยู่บนยอดเขาใหญ่ พร้อมกันทั้งสี่กษัตริย์ทรงเพศเป็นบรรพชิตอยู่ในอาศรมบทฯ

ในกาลครั้งนั้นยังมียักษ์ตนหนึ่ง มีนามว่ายันตะ ยักษ์ใหญ่สูงได้ ๑๒๐ ศอก ออกจากประเทศราวป่ามาเฉพาะต่ออาศรมแห่งกษัตริย์ทั้ง ๔ องค์ ยืนอยู่ในที่นั้นแล้วจึงกล่าววาจาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐ ข้าพเจ้านี้เกิดมาเป็นยักษ์รักษาพนาลี มีแต่เลือดและเนื้อเป็นภักษาหารเลี้ยงชีวิต ข้าพเจ้ามาทั้งนี้ ปรารถนาจะขอพระราชโอรสและพระราชธิดา ทั้ง๒องค์ เป็นภักษาหาร ถ้าพระองค์ทรงพระราชศรัทธาโปรดพระราชทานให้แล้ว ไปในอนาคตเบื้องหน้า พระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเป็นแม่นมั่น เมื่อหน่อพระชินวงศ์ได้ทรงฟังยันตะยักษ์ทูลขอพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง ๒ นั้น พระยาสิริคุตตราชฤาษีผู้แสวงหาพระโพธิญาณก็ชื่นบานในกมลหฤทัยแสนทวี ท้าวเธอจึงมีสุนทรสารทีตรัสแก่ยันตะยักษ์ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญเอ๋ย พระราชกุมารและพระราชกุมารีทั้ง ๒ องค์นี้ ใช่ว่าเราจะไม่มีความเสน่หาอาลัยหามิได้ ด้วยเรารักใคร่ในพระโพธิญาณยิ่งกว่ากุมารทั้ง ๒ ได้ แสนเท่าพันทวี เราจะสละพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง ๒ ศรี ให้เป็นทานแก่ท่านในกาลบัดนี้ ตรัสแล้วเท่านั้นก็เสด็จลุกจากอาสน์ จูงเอาข้อพระหัตถ์พระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง๒ ผู้ร่วมพระราชหฤทัย มาพระราชทานให้แก่ยันตะยักษ์ แล้วหล่อหลั่งอุทกธาราให้ตกลงเหนือมือแห่งยักษ์ พระองค์จึงประกาศแก่ฝูงเทพเจ้าและนางพระธรณีให้เป็นสักขีพยานว่า เดชะแห่งผลทานนี้จงสำเร็จแก่พระสร้อยเพชุดาญาณในอนาคตกาลด้วยเถิด พอสิ้นความปรารถนาก็บังเกิดมหัศจรรย์ทั่วโลกทุกห้องจักรวาล ปานแผ่นพสุธาจะทรุดจะทำลายฯ
เบื้องหน้ายันตะยักษ์ครั้นได้รับพระราชทานพระราชกุมารและพระราชกุมารีแล้ว ก็บังเกิดมีความชื่นชมยินดี พาตรุณสองศรีไปยังหลังพระบรรณศาลา ก็ก้มศีรษะลงกัดเอาคอกุมารและกุมารีทั้งสองให้ขาดด้วยอำนาจของอาตมา แล้วก็ดื่มโลหิตกินเป็นภักษาหาร แล้วก็เคี้ยวซึ่งเนื้อและกระดูกกลืนเข้าไป เสียงเคี้ยวนั้นดังกร้วมๆ พระฤๅษีผู้เป็นบิดาและมารดาเห็นเห็นหยาดเลือดย้อยลงจากปากยันตะยักษ์ในขณะเมื่อเคี้ยวนั้น มิได้มีพระทัยไหวหวาดด้วยโลกธรรม จึงร้องประกาศแก่ฝูงเทพเจ้าทุกหย่อมหญ้าลดาวัลย์ทั้งปวงจงมาชื่นชม ด้วยทานของเราบัดนี้เป็นอันประเสริฐแล้วฯ

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ในเมื่อพระศาสนาของของพระยาอสุรินทราหูได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

– ฝูงชนทั้งปวงประกอบไปด้วยรูปศิริวิลาสเป็นอันงาม ควรจะนำมาซึ่งความสิเนหา ด้วยเดชะผลานิสงส์ที่ให้ลูกทั้งสองเป็นทานฯ

– ซึ่งพระองค์ประกอบได้ด้วยพระพุทธรัศมีส่องสว่างสิ้นทั้งกลางวันและกลางคืนนั้นด้วยเดชะผลานิสงส์ที่เห็นโลหิตกุมารทั้ง ๒ หยดย้อยลงจากปากยักษ์ มิได้มีความหวาดหวั่นไหวในมหาทานเลย
แสดงมาด้วยเรื่องราบพระยาอสุรินทราหูบรมโพธิสัตว์คำรบ ๕ ก็ยุติแต่เพียงนี้ฯ

[1] ที่มา http://www.horapayakorn.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539242200&Ntype=1

[2] ที่มา http://www.dhammathai.org/dhammastory/view.php?No=339

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s