สยามศิวิไลซ์

เล่ม ๘ ภาค ๓

ความฝัน ความหวังอันสูงสุด

Division Bell

Division Bell : Pink Floyd
Division Bell : Pink Floyd

Division Bell เป็น ผลงานสตูดิโออัลบั้มที่ ๑๔ ของ Pink Floyd เริ่มวางจำหน่ายในสหราชอาณาจักรเมื่อ ๒๘ มีนาคม ๑๙๙๔ โดย EMI Records และวางจำหน่ายในอเมริกาเมื่อ ๔ เมษายนปีเดียวกันโดย Columbia Records

ดนตรีส่วนใหญ่ประพันธ์โดย David Gilmour และ Richard Wright มี Bob Ezrin เป็นโปรดิวเซอร์ Polly Samson ภรรยาคนใหม่ของ Gilmour เข้ามามีส่วนร่วมในการแต่งเนื้อเพลงอยู่หลายเพลง การหย่าร้างทำให้ Gilmour ก้าวเข้าสู่โลกของโคเคน Samson คือแรงบันดาลใจที่ฉุดดึง Gilmour ขึ้นมาจากความหม่นเศร้านั้น และนับเป็นครั้งแรกที่ Wright มีโอกาสได้ร้องนำ

Gilmour, Mason และ Wright เริ่มทำงานกันในเดือนมกราคม ๑๙๙๓ อัลบั้มชุดนี้มี   Guy Pratt เข้ามาเล่นเบสแทน Roger Waters ที่ก้าวออกไป Mason กล่าวถึง Pratt ว่าสไตล์การเล่นและสำเนียงเบสของ Pratt นั้นทำให้ดนตรีของ Pink Floyd ฟังแล้วเป็นตัวของตัวเอง ฉีกออกไปจากแนวทางเดิม Keyboard เป็นหน้าที่ของ Jon Carin และ Gary Wallis ประสานเสียงโดย Sam Brown และ Durga McBroom ส่วนวงออเคสตร้านั้นได้วาทยากรชื่อดังอย่าง Michael Kamen มารับหน้าที่ในส่วนนี้ แซกโซโฟนยังคงเป็น Dick Parry ที่เล่นให้กับวงมาเกือบ ๒๐ ปี

การทำงานในอัลบั้มชุดนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การเล่นกันแบบสดๆ(improvise)ทำให้ดนตรีมีจินตนาการมากขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น อย่างในเพลง “What Do You Want from Me” นั้น Gilmour เล่นกีตาร์ในสไตล์ Chicago blues เพลง “Poles Apart” ใส่ folksy overtones ลงไปด้วย เพลง “Marooned” ก็เล่นกีตาร์แบบ improvised ด้วย DigiTech Whammy pedal เพื่อให้เสียงกีตาร์ที่ได้ออกมานั้นสูงขึ้นอีก ๑ octave เพลง “Take It Back” ใช้ EBow และอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์เข้าช่วยเพื่อสร้างเสียง bow on the strings โดยใช้กีตาร์ Gibson J-200 guitar ร่วมกับ Zoom effects unit เป็นต้น

เนื้อหาของเพลงในอัลบั้มชุด Division Bell นั้นกล่าวถึงปัญหาของการสื่อสารและการพูดคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นในชีวิต แฟนเพลงจำนวนมากฟังแล้วคิดถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกวง Pink Floyd ที่เหลืออยู่กับ Roger Waters ที่ออกจากวงไปในปี ๑๙๘๕ แต่ก็ถูกGilmour ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง แต่หากแฟนเพลงจะคิดและจินตนาการแบบนั้น เขาก็ไม่สามารถปิดกั้นความคิดและจินตนาการของแฟนเพลงได้ เสียงของ division bell ที่ดังขึ้นนั้นเขาหมายถึงเสียงระฆังที่ดังขึ้นในรัฐสภาอังกฤษก่อนประกาศผลการลงมติของสมาชิกในสภาต่างหาก Nick Mason มือกลองของวงก็ออกมากล่าวในทำนองเดียวกันว่าเสียงของ division bell นั้นหมายถึงทางเลือกในการตัดสินใจของประชาชนว่าจะเลือกอะไร yes หรือ no

“A Great Day for Freedom” เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาจากการทำลายกำแพงเบอร์ลินที่ต้องมีการปัดกวาดวัฒนธรรมและจริยธรรม(ethnic cleansing)ตามมา เสียงของ Stephen Hawking ในเพลง “Keep Talking” นั้นอัดมาจากโฆษณาของ BT television เพื่อให้เห็นว่าความจริงเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องโฆษณาชวนเชื่อ โฆษณาเกินจริงไม่ว่าจะในทางการค้าหรือทางการเมืองก็ตามก็มักจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทีมงานมีส่วนร่วมในการทำงานและการตัดสินใจร่วมกันมากขึ้น เล่นไปบันทึกไป ค่อยๆเลือก ค่อยๆตัดก็ยังเหลือเพลงดีๆให้ต้องเลือก ต้องตัดสินใจมากถึง ๒๗ เพลง ตัดแล้วตัดอีกจนเหลือ ๑๕ เพลง และในที่สุดก็คัดเลือกจนเหลือ ๑๑ เพลงสุดท้ายได้ แม้แต่ชื่ออัลบั้มก็ไม่ได้มาจากความคิดชองสมาชิกวงคนใดคนหนึ่งแต่มาจาก Douglas Adams เสนอขึ้นมา แล้วได้รับชัยชนะเหนือ Pow Wow และ Down to Earth.

ในส่วนของปกอัลบั้มนั้นยังคงเป็นฝีมือของ Storm Thorgerson ที่ต้องการสร้างภาพศิลปะเป็นรูปหน้าคน ๒ คนคุยกันแล้วมองเห็นเป็นหน้าคน ๓ หน้า โดยมี Keith Breeden และ John Robertson เข้ามาร่วมงานกับ Thorgerson

เมื่อ Division Bell ออกวางจำหน่าย ดนตรีของ Pink Floyd ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมส่งผลให้กระแสตอบรับจากแฟนเพลงและนักวิจารณ์มีทั้งที่ชื่นชมและตำหนิติติง แต่อัลบั้มชุดนี้ก็ยังสามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ ๑ ได้ทั้งในฝั่งอังกฤษและอเมริกา Division Bell ได้รับรางวัลทั้ง gold platinum และ double platinum จากอเมริกาในปี ๑๙๙๔ และ triple platinum ในปี ๑๙๙๙

หลังจากวางแผงได้ ๒ วันก็ตามมาด้วยการทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในอเมริกาและยุโรปโดยมีจุดเริ่มต้นที่ Joe Robbie Stadium ใน Miami และมาสิ้นสุดที่ Earls Court ในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๑๙๙๔ รวมยอดผู้ชมกว่า ๕.๓ ล้านคน ทำรายได้จากการทัวร์คอนเสิร์ตกว่า ๑๐๐ ล้านดอลลาร์ จากนั้นก็ตามมาด้วยอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่มีชื่อว่า Pulse

Cluster One

อัลบั้ม Division Bell เปิดหัวขึ้นมาด้วยเพลงบรรเลงที่มีชื่อว่า “Cluster One” Mike Mettler ให้ความเห็นถึงเพลงนี้ว่าเสียงที่เขาได้ยินในช่วงขึ้นต้นเพลงนั้นเขานึกถึงเสียงของวิทยุซึ่งรับสัญญาเสียงมาจากฟากฟ้า จักรวาลอันแสนเวิ้งว้างห่างไกลจนสุดประมาณ ให้ความรู้สึกที่อ้าวว้างวังเวงเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงหวานๆจากเปียโนแท้ๆ ไม่ใช่เสียงเปียโนสังเคราะห์ แล้วตามมาด้วยเสียงริฟฟ์กีตาร์บางๆ เคล้าคลอไปกับเสียงเปียโนจนจบเพลง

Cluster แปลว่า “กลุ่ม” มีความหมายเป็นไปในทำนองเดียวกันกับคำว่า group; batch; bunch; clump; throng; flock หากใช้เป็นคำกิริยาก็แปลว่า ”รวมกลุ่มกัน” นั่นเอง ทำให้นึกถึงการรวมชาติ การกลับมารวมกันอีกครั้งของชาวเยอรมัน เมื่อกำแพงเบอร์ลินพังทลาย ชาวเยอรมัน ๒ ฟากฝั่งกำแพงซึ่งต่างก็เป็นญาติพี่น้องกันทั้งสิ้นต่างชื่นชมยินดีมีความสุข ฝันหวานถึงอนาคตของเยอรมันว่านับแต่นี้ไปญาติพี่น้องผองเพื่อนจะไปมาหาสู่กันได้โดยง่าย ไม่มีใครถูกกระสุนปริศนาสังหารให้จบสิ้นชีวิตเพื่อสกัดขัดขวางไม่ให้เขาเดินทางไปในอีกถิ่นฐานหนึ่งเพื่อพบปะญาติพี่น้อง เพื่อแสวงหาอิสรภาพ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความมั่งคั่ง ฯลฯ “ชีวิตที่ดีกว่า”

ความรู้สึกแรกหลังการทลายกำแพงเบอร์ลิน คนเยอรมันฝันหวานถึงการรวม ๒ เยอรมันกลับมาเป็นหนึ่งเดียว ก็คงจะเป็นไปในทำนองเดียวกันกับคนไทยจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่เหนือความขัดแย้ง ไม่ได้จำกัดตนว่าข้าเป็นเหลือง ข้าเป็นแดง ข้านิยมกษัตริย์ ข้านิยมประธานาธิบดี ข้านิยมเสรีประชาธิปไตย ข้านิยมเผด็จการ ฟาสต์ซิสม์ ฯลฯ เมื่อผู้นำกองทัพตัดสินใจเอาชีวิตเข้าแลก สั่งให้ทหารหน่วยต่างๆลากรถถังออกมายึดอำนาจ ยุติความขัดแย้ง คนไทยที่ใช้ชีวิตเหนือความขัดแย้งนี้ต่างถอนหายใจ เฮ้อ…โล่ง อกกันไปได้สักที ประเทศไทยไม่เกิดสงครามกลางเมืองแล้ว จากนั้นก็คงจะฝันหวานถึงการยึดอำนาจระยะสั้นๆเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมๆกับกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย แก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบร่มเย็นเป็นปกติสุขได้อีกครั้งหนึ่ง แล้วเราก็จะกลับมาเลือกตั้งกันใหม่อีกครั้ง เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ได้รับการยอมรับจากสังคมโลกกันอีกหน แล้วก็คาดหวังกันว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าเดิม สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น คนไทยจึงแซ่ซ้องสรรเสริญ ชื่นชมยินดีที่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้ง ประชาธิปไตยไทยก็เป็นเช่นนี้เพราะนักการเมืองไทยนั้นหน้าด้าน หน้ามึน ไม่ได้หน้าบางแบบญี่ปุ่น การแก้ไขปัญหา ยุติความขัดแย้งทางการเมืองแบบไทยๆจึงต้องอาศัยบริการรถถังอยู่เป็นประจำ

siam-civilize-8-3-cover

What do you want from me

เพลงนี้ใช้ทั้งอคูสติกกีตาร์และสไลด์กีตาร์ ลักษณะการประสานเสียงให้ความรู้สึกล่องลอยเหมือนคนตั้งคำถามว่าคุณต้องการอะไรจากผม แล้วเสียงคำถามนั้นสะท้อนก้องไปก้องทั่วหุบผาจนถึงผู้ฟัง จากนั้นเพลงก็เริ่มเกิดความคึกคัก สนุกสนานมากขึ้นในท่วงทำนองของเพลงร็อคเหมือนคนที่กำลังลุ้นระทึกว่าจะได้รับคำตอบกลับมาหรือไม่ คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นจะเป็นอย่างไร

ประเทศไทยหลังการรัฐประหารก็เป็นเช่นนั้น ผู้นำกองทัพประกาศว่าจะคืนความสุขให้คนไทย กองทัพจะเป็นผู้นำในการปฏิรูปประเทศไทย นักการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมากหน้าหลายตาต้องเข้าค่ายไปปรับทัศนคติใหม่ : คุณต้องการอะไรจากผม, ผมมีอิสรภาพ มีเสรีภาพมากน้อยแค่ไหน, ผมสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ที่แน่ๆคือมีสิ่งหนึ่งล่ะที่คุณไม่อาจบังคับ ไม่อาจสกัดยับยั้งผมได้นั่นคือความฝัน ความหวัง

ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหา สารพัดความขัดแย้ง เราเดินมาถึงจุดนี้ได้เพราะสารพัดปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาที่ใครๆก็รู้ ทั้งนักวิชาการและสื่อแขนงต่างๆก็นำเสนอให้รู้ถึงสภาพปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สารพัดปัญหาเหล่านั้นกลับถูกซุกไว้ใต้พรมบ้าง แก้ไขกันแบบลูบหน้าปะจมูกบ้าง ในที่สุดสารพัดปัญหาก็ถูกหมักจนได้ที่จึงแตกระเบิดออกมาพร้อมกันในคราเดียว และสามารถสร้างแรงระเบิดได้อย่างมหาศาล สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองเป็นอย่งมากยิ่งกว่าในอดีตที่ผ่านมาหลายเท่าตัวเพราะความชาญฉลาดของนักธุรกิจการเมืองที่รู้จักหยิบยกปัญหาขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตนนั่นเอง

Captain America

Captain America
Captain America

คนไทยชอบทำหนัง ทำละครสะท้อนสังคม หนังประกวด หนังรางวัลก็ต้องประมาณนี้เพราะทั้งผู้กำกับ นักแสดง คนเขียนบทได้โชว์ดราม่ากันเต็มที่ หนังสือที่จะได้รับรางวัลก็เช่นกัน เนื้อหาต้องหนักกะโหลกจึงมีสิทธิได้รางวัล แต่หนังสือไม่มีใครมาคอยนั่งแบน นั่งเซ็นเซอร์ ผิดกับหนังที่มี กบว. คอยกำกับดูแล จัดเรตติ้ง หนังบางเรื่องจึงถูกระบุให้ชมได้เฉพาะผู้มีอายุสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แม้จะมีการจัดเรตติ้งกันแล้วก็ตามแต่ก็ยังมีหนังบางเรื่อง ละครบางฉากบางตอนที่ถูกแบน ถูกตัด จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวายเรียกร้องหาเสรีภาพในการทำหนัง ทำละครของผู้สร้าง ผู้กำกับ

กี่ปีมาแล้วล่ะที่เราทำ(ดู)หนัง ทำ(ดู)ละครสะท้อนสังคม ดีแผ่ความจริงให้คนทั้งสังคมได้รับรู้ ตื่นตัวกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วผลที่ตามมานั้นเป็นอย่างไร สังคม “ผู้ชม” ตระหนักรับรู้ถึงสภาพปัญหา ที่มาของพิษภัยต่างๆนั้นอันนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงสังคมให้ดีขึ้นสมดังตั้งใจ สมกับจิตเจตนาของผู้สร้างหนัง สร้างละครสักเพียงใด หรือแค่ดู แค่ชมผ่านๆตา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่ได้คิดอะไรมากมาย หรือหนัง ละครนั้นๆกลับกลายเป็นครูผู้เพาะบ่ม นำมาซึ่งสันดานหยาบของเยาวชน คนหนุ่มสาวในสังคมจากพฤติกรรมเลียนแบบนักแสดงในหนัง ในละคร ?

หนัง ละครอีกขั้วหนึ่งก็คือหนังแอคชั่น หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ช่วงนี้ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมจากผู้สร้างหนังและผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง มีทยอยออกมาให้ชมกันเยอะแยะมากมาย บางเรื่องก็บ่งบอกที่มาชัดเจนว่าเกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ 911 บางเรื่องก็ไม่ได้บอกอะไรตรงๆขนาดนั้น สุดแท้แต่ผู้ชมจะคิดและตีความเอาเองว่าผู้ร้ายในเรื่องนั้นดูแล้วนึกถึงใคร

กัปตันอเมริกาก็เป็นหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโร่แนวสร้างสรรค์ สร้างชาติที่ผู้สร้าง ผู้ผลิตปล่อยออกมาอย่างได้จังหวะจะโคนราวกับว่ารัฐบาลอเมริกันกับค่ายหนังสุมหัว ร่วมมือกันทำหนังสารพัดเรื่องออกมาเป็นเครื่องมือรับใช้การเมือง รับใช้สังคมอเมริกัน

Captain America เป็นอีกหนึ่ง super hero จากค่าย Marvel Comics ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาเป็นตัวการ์ตูนตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๙๔๑ หนังสือการ์ตูนชุดกัปตันอเมริกามียอดขายรวมกว่า ๒๑๐ ล้านเล่มใน ๗๕ ประเทศ นั่นหมายความว่าคนใน ๗๕ ประเทศถูกอเมริกันครอบงำความคิดว่าอเมริกาคือฮีโร่ผู้ปกป้อง คุ้มครองโลกผ่านตัวละครที่มีชื่อว่า Steve Rogers

Steve Rogers : Captain America
Steve Rogers : Captain America

สตีฟ โรเจอร์ ชายหนุ่มผู้บอบบาง อมโรค สู้กับใครก็แพ้ตลอดแต่ไม่เคยถอย ไม่เคยหนีหน้าใครนั้นเปรียบได้กับอเมริกาที่เคยเป็นดินแดนอาณานิคม เป็นลูกไล่ของชาติมหาอำนาจในยุโรปมาก่อน แม้ว่าสงครามจะทำให้โรเจอร์ต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปก็ตาม หลายคนอาจเกลียดสงครามเพราะเหตุนี้แต่ไม่ใช่โรเจอร์ ด้วยความรักชาติอย่างเปี่ยมล้น โรเจอร์พยายามหลายครั้งที่จะสมัครเป็นทหารอาสาเพื่อเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๒ และด้วยจิตใจอันมุ่งมั่น ความพากเพียรพยายามที่ไม่ลดละนี้นี่เองทำให้โรเจอร์ได้เป็นทหารอาสาสมใจ

การฝึกภาคสนามทำให้ ดร.โจเซฟ ไรน์สไตน์ ได้รู้ว่าโรเจอร์นั้นมีสติปัญญาที่ชาญฉลาด มีใจที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เสียสละ กล้าเสี่ยงตายเพื่อให้เพื่อนรอด ดร.ไรน์สไตน์จึงเลือกโรเจอร์เป็นผู้รับเซรุมเพื่อแปลงเป็นยอดคนที่มีความแข็งแกร่งเหนือใคร และกลายเป็นกัปตันอเมริกา “ฮีโร่กำมะลอขวัญใจคนอเมริกัน” สวมชุดและโล่ลายธงชาติขึ้นเวทีระดมทุนหาเงินมาทำสงคราม โดยในระยะแรกนั้นกัปตันอเมริกาใช้โล่รูปทรงสามเหลี่ยมที่ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆกับรูปหัวใจ “พิทักษ์อเมริกา” ภายหลังจึงได้เปลี่ยนมาใช้โล่ทรงกลม “พิทักษ์โลก” แทน

Roger จึงเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของคนอเมริกันที่สุภาพ อ่อนโยน เฉลียวฉลาด รักษาคำมั่น ไม่ช่ำชองทางโลกเป็นพื้นฐาน รูปกายกำยำแข็งแกร่งนั้นเกิดขึ้นในภายหลังจากการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์

แล้วคุณล่ะ คุณเห็นอะไรในตัว Roger คุณเห็นอะไร คุณได้อะไรจากภาพยนตร์เรื่อง Captain America บ้าง แล้วคุณคิดว่าภาพยนตร์สร้างสรรค์สังคมกับภาพยนตร์สะท้อนสังคมนั้นแบบไหนสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมมากกว่ากัน แล้วรัฐบาลไทยล่ะคุณพอจะมองเห็นช่อง เห็นทาง เห็นประโยชน์จากการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และละครเชิงสร้างสรรค์บ้างหรือไม่

Poles apart

“ต่างกันสุดขั้ว” เป็นเรื่องปกติธรรมดาทางสังคม คนร้อยพ่อพันแม่จะให้คิดเหมือนกันหมด ทำเหมือนกันหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ ผิดถูกเป็นอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง รักชอบชังต่างกัน มีอคติต่อใครเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผิดถูกเป็นเรื่องของสัจธรรม บิดเบือนกันไม่ได้ ฝนตกจากฟ้า น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ฯลฯ เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ กติกาสังคมว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น รักชอบชัง อคติต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง ดังนั้นสังคมจึงดำรงอยู่ได้อย่างสงบสุขมาเนิ่นนาน เพราะคนในสังคมเคารพกฎกติกา ใครละเมิดกฎ ทำผิดกติกาก็ว่ากันไป ตัดสินลงโทษกันไปตามผิด ดังนั้น พวกที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์หรือระบอบประธานาธิบดีจึงสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในอดีตนั้น สิ่งที่ทำให้เยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออกแตกต่างกันอย่างสุดขั้วก็คือลัทธิ อุดมการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ขณะที่ในยุคปัจจุบันนั้น ความโลภคือเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นอย่างสุดขั้วจนนำมาซึ่งปัญหาในหลายๆสังคม

ซาเสียวเอี้ย

๑ อี้จับซา

20150323_093134-1โกวเล้งเขียนซาเสียวเอี้ยในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ซาเสียวเอี้ยแปลว่านายเล็กคนที่สาม แต่กลับเปิดเรื่องด้วยอี้จับซาหรือบุรุษคนที่สิบสามแซ่อี้ มือสังหารที่สงบนิ่งเกินไป เยียบเย็นเกินไป กำลังถูกความเย็นชาและเหนื่อยหน่ายกัดกร่อนกระดูก แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยรังสีการฆ่าฟันที่คุกคมคนชนิดหนึ่ง

อี้จับซาเหนื่อยหน่ายเพราะเขาฆ่าคนมากเกินไป ในบางครั้งถึงกับเป็นคนที่ไม่สมควรฆ่า เขาฆ่าคนเพราะไม่มีหนทางเลือกอื่นอีก … ในมือเขามีกระบี่ เป็นกระบี่ประดับในฝักหนังปลาสีดำ โกร่งกระบี่ตีจากทองคำ ประดับด้วยไข่มุก ๑๓ ลูก ในบู๊ลิ้มมีคนที่ไม่รู้จักกระบี่เล่มนี้ไม่มากนัก คนที่ไม่รู้จักเขาผู้นี้ก็มีไม่มากนัก

อี้จับซากับกระบี่คู่ใจของเขามีชื่อเสียงเกริกไกรตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี ตอนนี้อี้จับซาเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแล้ว อี้จับซาไม่อาจปล่อยวางกระบี่เล่มนี้ได้ ผู้อื่นก็ไม่ยอมให้อี้จับซาวางกระบี่ เมื่อใดที่อี้จับซาวางกระบี่ย่อมหมายถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของอี้จับซา ๑๙ ปีที่ผ่านมามีคนตายใต้คมกระบี่เล่มนี้ทั้งสิ้น ๖๓ คน อี้จับซารู้สึกคล้ายกับว่ากระบี่เล่มนี้มีชีวิต กระบี่เล่มนี้ยังคงมุ่งหวังดื่มโลหิตของผู้อื่น มุ่งหวังให้ผู้อื่นตายใต้คมกระบี่ของมันอีก ขอเพียงมันหลุดจากฝักจะต้องฆ่าคน บางครั้งแม้แต่อี้จับซาเองก็ไม่อาจควบคุมมันได้

ปลายฤดูสารท อี้จับซาสังหารยอดฝีมือในเชิงกระบี่ไปอีก ๔ คน หลังจากสังหารผู้คนแล้วอี้จับซาต้องดื่มสุราและเที่ยวสตรีแล้วก็ออกเดินทางต่อไปยังริมทะเลสาบวารีเขียว เชิงเขามรกต อี้จับซารู้ดีว่าฝีมือของตนนั้นสู้ซาเสียวเอี้ยไม่ได้ ใต้เพลงกระบี่ของซาเสียวเอี้ยไม่มีช่องว่าง ไม่มีโดยเด็ดขาด แต่อี้จับซายังคงคิดที่จะรุดไป กำหนดนัดกับความตายคือไม่พบกันไม่เลิกรา อี้จับซาจงใจรุดไปหาที่ตาย อี้จับซาเห็นว่าหากตนสามารถตายใต้คมกระบี่ของยอมฝีมืออันดับ ๑ แห่งแผ่นดิน แม้ตายก็ปราศจากความสำนึกเสียใจ

ระหว่างทาง อี้จับซาได้พบกับม่อย้งชิวชิวแห่งหนองน้ำเจ็ดดาว แดนกังหนำ หนองน้ำเจ็ดดาวแดนกังหนำถูกจัดให้เป็น ๑ ใน ๔ ตระกูลใหญ่ของบู๊ลิ้ม ม่อย้งชิวชิวนั้นเป็นจัดว่าเป็นยอดหญิงงามแห่งยุทธภพ ๗ ปีที่ผ่านมา มีคนมาสู่ขอนางรม ๔๓ ราย ทั้งหมดถูกนางปฏิเสธ ชาวยุทธเชื่อว่านางปฏิเสธการแต่งงาน ยอมเสียสละความสุขในวัยสาวอันล้ำค่าเพื่อดูแลบิดามารดาที่ป่วยออดๆแอดๆจึงเรียกนางว่าธิดากตัญญู แต่แท้จริงแล้วนางปฏิเสธการแต่งงานเพราะรอคนผู้หนึ่งมาสู่ขอ คนผู้นั้นก็รับปากว่าจะมาสู่ขอ เขารับปากนางหลายครั้งครา แต่ว่าเขาไม่ได้มา บุรุษที่ไร้น้ำใจผู้หนึ่งใช้การแต่งงานเป็นเหยื่อ หลอกลวงหญิงสาวที่มากรักนางหนึ่ง

นี่มิใช่โศกนาฏกรรมจำเพาะของนาง นับแต่โบราณกาลมา ไม่ทราบเกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้กี่ครั้งครา จนบัดนี้ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ม่อย้งชิวชิวแอบหนีออกมาเนื่องเพราะนางต้องการฆ่าคนผู้หนึ่ง นางรู้จักคนผู้นั้นเมื่ออายุ ๑๖ ปี คนๆนั้นปล่อยให้นางรอเก้อมาอย่างยาวนานถึง ๗ ปี บัดนี้อายุของนางล่วงเลยมาถึงวัย ๒๓ ปีแล้ว จาก ๑๖ – ๒๓ ปีนับเป็นวัยสาวอันสดสวยของสตรีนางหนึ่ง ในชีวิตของคนผู้หนึ่งมีช่วงเวลา ๗ ปีเช่นนี้สักกี่ครั้ง ซ้ำร้ายนางยังให้กำเนิดบุตรชายนอกสมรสคนหนึ่ง นางจึงตั้งชื่อให้กับมันว่าน่าชังน้อย นางต้องการให้อี้จับซาฆ่าคนผู้นั้นให้กับนาง คนผู้นั้นชื่อ เจี่ยเฮียวฮงแห่งหมู่บ้านเทพเจ้ากระบี่ ริมทะเลสาบวารีเขียว เชิงเขาเมฆมรกต

เจี่ยเฮียวฮงโด่งดังมาตั้งแต่ ๑๓ ปีก่อน ตอนนั้นมันมีอายุเพียง ๑๑ ปีเท่านั้นแต่กลับมาสามารถโค่นมือกระบี่อันดับ ๑ ของสำนักฮั้วซัวนามฮั้วเง็กคุนได้สำเร็จ เจี่ยเฮียวฮงคือมือกระบี่ที่เด่นล้ำ เป็นอัจฉริยชนที่บู๊ลิ้มให้การยอมรับ ทั้งเฉลียวฉลาดหลักแหลม หล่อเหลาสง่างาม และเป็นบุคคลที่สัตย์ซื่อเที่ยงธรรม ในชีวิตของมันยากที่จะค้นหารอยด่างหรือข้อบกพร่องใดๆได้ เจี่ยเฮียวฮงคือชื่อจริงของซาเสียวเอี้ย

ดังนั้น อี้จับซาจึงล่วงรู้ช่องโหว่ในเพลงกระบี่ที่มีเพียงจุดเดียวของซาเสียวเอี้ยซึ่งมีเพียงม่อย้งชิวชิวคนผู้เดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้ และมีเพียง ๑๓ กระบี่คร่าชีวิตของอี้จับซาเท่านั้นที่สามารถดัดแปลงมาใช้จู่โจมสังหารเจี่ยเฮียวฮงได้ ๑๓ กระบี่คร่าชีวิตซึ่งมีความเปลี่ยนแปลง ๑๔ ประการของอี้จับซาจึงมีกระบี่ที่ ๑๔ ติดตามมา นี่คือวิญญาณของเพลงกระบี่ที่เป็นสุดยอดกระบวนท่าอย่างแท้จริง ตอนนี้อี้จับซามีความมั่นใจว่าจะพิชิตซาเสียวเอี้ยได้ ๔ – ๕ ส่วน

เมื่ออี้จับซาเดินทางต่อไป ระหว่างทางอี้จับซาได้พบกับซิคอนั้ง สะใภ้แห่งตระกูลแฮ่โฮว้ อีก ๑ ตระกูลใหญ่จาก ๔ ตระกูลที่ชาวยุทธไม่กล้าล่วงละเมิด ซิคอนั้งพยายามหลบหนีออกจากตระกูลแฮ่โฮว้มาแล้ว ๗ ครั้ง ทุกครั้งล้วนล้มเหลว อี้จับซาจึงถูกนางใช้เสน่ห์สาวเป็นเครื่องมือ นางต้องการให้สามีของนางมาเห็นนางเปลือยเปล่าอยู่ในอ้อมอกของมือสังหารอย่างอี้จับซา เมื่อถึงเวลานั้นแม้นอี้จับซาจะไม่ต้องการฆ่าใครก็ไม่อาจกระทำได้ แฮ่โฮว้แช-สามีของนางย่อมต้องฆ่ามันเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของตระกูลแฮ่โฮว้เอาไว้ ท่ากระยี่ที่แฮ่โฮว้แชใช้ออกกลับเป็นวิธีทำลายท่ากระบี่ของซาเสียวเอี้ยที่อี้จับซาแสดงให้ม่อย้งชิวชิวชมดู เสียงติงดังขึ้นคราหนึ่ง กระบี่พันอสรพิษในมือแฮ่โฮว้แชหักสะบั้นกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แฮ่โฮว้แชก็ถูกกระแทกปลิวลิ่วไปไกล หัวใจของอี้จับซาพลันตกวูบลงถึงส้นเท้า ตอนนี้อี้จับซาเข้าใจแล้วว่าช่องโหว่ในท่ากระบี่ของซาเสียวเอี้ยนั้นไม่นับเป็นช่องโหว่ โลกนี้ไม่มีผู้ใดทำลายท่ากระบี่นี้ได้ ไม่มีโดยเด็ดขาด แต่อี้จับซายังคงรุดไปยังหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า มาตรว่ารุดไปหาที่ตายก็ยังคงรุดไป

เมื่ออี้จับซาไปถึงหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า สิ่งที่อี้จับซาได้พบเห็นกลับเป็นโลกใหม่เอี่ยมจารึกตัวอักษร ๘ – ๙ ตัว ๓ สายตาของอี้จับซาจับจ้องอยู่ที่อักษรเพียง ๓ ตัวที่ว่า “…เจี่ยเฮียวฮง” ซาเสียวเอี้ย-เจี่ยเฮียวฮงตายไป ๑๗ วันแล้ว

๒ อากิกที่ใช้ไม่ได้

ปลายฤดูใบไม้ร่วง แรกฤดูหนาว อากาศเย็นจัด หลังจากเมามายมา ๕ วัน อากิกกลับนอนอยู่บนเตียงไม้ที่เย็นกระด้างในซ่องคณิกาแห่งหนึ่ง มันไม่มีเงินเหลือติดตัวแม้สักตำลึงแต่กลับติดค้างหนี้สุราซ่องคณิกาแห่งนี้ ๗๙ ตำลึง โดยทั่วไปแล้วทุกซ่องคณิกาจะจัดการกับคนที่ไม่มีเงินชำระหนี้ด้วย ๒ วิธีการคือฟาดขาหักข้างหรือหรือซักซี่โครงสามซี่ แต่อากิกกลับไม่นำพา จะทำอะไรก็รีบทำ ซ้อมเสร็จจะได้ไป แม้ตนเองจะยังไม่ทราบว่าจะไปที่ใดก็ตาม ฮั่งไหนไน่เจ้าของซ่องคณิกาที่อ้วนฉุจึงเสนอให้อากิกทำงานในซ่องคณิกาเพื่อใช้หนี้ที่ติดค้างกันอยู่โดยคิดค่าแรงให้แก่มันวันละ ๕ หุน เหล่านางคณิกาที่อยู่ในซ่องเรียกมันว่า “อากิกที่ใช้ไม่ได้” เพราะมันแม้ทำงานในซ่องคณิกาแต่กลับไม่มีกำลังขวัญลอบเข้าห้องของนางคณิกาไปหาชองฟรีกิน

วันหนึ่ง มีเด็กหนุ่ม ๒ คนมาเที่ยวซ่องฮั่งแกเล้า หลังจากเสร็จกิจกับนางคณิกาแล้วก็คิดจากไปโดยไม่จ่ายเงิน อากิกที่ใช้ไม่ได้จึงโดดออกมาขวางหน้าคนทั้งสองไว้จึงถูกมีด ๒ เล่มในมือเด็กหนุ่ม ๒ คนนั้นแทงใส่ร่าง อากิกยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว กระทั่งคิ้วยังไม่ขมวด ปล่อยให้เด็กหนุ่ม ๒ คนจ้วงแทง ๗ – ๘ มีดจนแตกตื่นตะลึงลานและยอมล้วงเงินออกมาชำระหนี้แต่โดยดี จากนั้นอากิกก็เดินกลับห้องเล็กๆเขตตึกหลัง ค่อยๆล้มตัวลงนอนบนเตียงที่ทั้งเย็นเฉียบ ทั้งแข็งกระด้าง หลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา ในที่สุดอากิกก็ล้างหนี้ของตัวเองได้สำเร็จ ถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว

อากิกมีเงินติดตัวเพียง ๒๓ เหรียญ อากิกหวังว่าจะมีงานใหม่ให้ทำ อากิกต้องการมีชีวิตต่อไป แต่แล้วอากิกกลับพบว่าคนผู้หนึ่งคิดมีชีวิตอยู่หาใช่เรื่องง่ายดายไม่ ความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพสุดที่จะคาดคิดมาก่อน คนผู้หนึ่งหากคิดใช้แรงงานแลกกับค่าจ้างก็ต้องมีเส้นสาย แต่อากิกไม่มีเส้นสาย

๓ วันผ่านไป เงิน ๒๓ เหรียญหมดสิ้นไปแล้ว อากิกไม่มีแม้แต่เศษเงินที่จะซื้อน้ำชาดื่ม โชคดีที่มีคนมาชวนอากิกไปแบกถังอุจจาระแลกกับค่าแรงวันละ ๕ หุน อากิกมีโอกาสเอาตัวรอดไปได้อีก ๑ วันแล้ว ไม่เพียงแค่ได้งานทำ มีเงินใช้เท่านั้น เมี้ยวจื้อยังแบ่งขนมเปี๊ยให้มันกินก้อนหนึ่งและชวนมันไปพักอาศัยที่บ้านของตนอีกด้วย

เที่ยงวันต่อมา อากิกกลับต้องเผชิญกับนักเลง ๓ คนมาเรียกค่าคุ้มครองเป็นเงิน ๑ ใน ๓ ของค่าแรงที่อากิกได้รับ ทั้งยังต้องจ่ายล่วงหน้าให้กับมัน ๑ เดือน แต่อากิกมีเงินติดตัวเพียง ๓ เหรียญเท่านั้น นักเลง ๓ คนจึงพากันรุมซ้อมอากิก เมี้ยวจื้อทนดูไม่ได้จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

วันรุ่งขึ้นอากิกมีไข้ขึ้นเนื่องจากปากแผลทุกแห่งบนร่างอักเสบจึงไม่สามารถออกไปทำงานได้ อัวอัว น้องสาวของเมี้ยวจื้อซึ่งแอบทำงานเป็นนางคณิกาจึงอยู่ดูแลอากิก นางกล่าวกับอากิกว่านางจะไม่กลับไปทำงานในในซ่องฮั่งแกเล้าอีกแล้ว

… ไม่มีผู้ใดมีสันดานชมชอบประพฤติตนเป็นนางคณิกา แต่ทุกผู้คนต้องมีชีวิตต่อไป ต้องรับประทานข้าว

… นางเป็นความหวังเพียงประการเดียวของมารดาและกอกอ(พี่ชาย) นางต้องทำให้พวกมันมีเนื้อรับประทาน

… นางไม่อาจสร้างความผิดหวังแก่พวกมัน

… นางปล่อยกายปล่อยใจและใฝ่ต่ำ หรือในใจนางบังเกิดความคับแค้นขมขื่น ดังนั้นเฝ้าทรมานตัวเอง ย่ำยีตัวเอง ?

… แต่นอนนี้นางตัดสินใจไม่ไปยังซ่องฮั่งแกเล้าอีก เนื่องเพราะนางไม่ต้องการให้อากิกดูแคลนนาง

ดังนั้นอากิกจึงต้องไป แต่อากิกกลับไม่อาจตัดใจก้าวเดินจากไปได้เพราะเมี้ยวจื้อถูกทำร้ายอาการปางตายเพราะมัน ซ้ำร้ายเหล่านักเลงประจำถิ่นยังตามมารังควานถึงบ้านเพื่อมาตามตัวอัวอัวกลับไปทำงานเพราะซ่องคณิกาไม่อาจขาดดาวเด่นประจำซ่องได้แม้สักคืนหนึ่ง มารดาเฒ่าของเมี้ยวจื้อและอัวอัวจึงต้องจบสิ้นชีวิตลงเพราะความพยายามที่จะปกป้องลูก ในที่สุดอากิกที่ใช้ไม่ได้ก็ลงมือตอบโต้ มือดี ๓ คนเสียชีวิตในเงื้อมมืออากิกที่ใช้การไม่ได้

๓ ตั่วเล่าปั้ง(เถ้าแก่ใหญ่)

มือดีหลายคนถูกอากิกที่ใช้ไม่ได้เล่นงาน ส่งคนออกไป ๖๓ คนแต่กลับสืบสาวประวัติความเป็นมาของมันไม่ได้ เถ้าแก่ใหญ่จึงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ต้องสั่งคนสนิทที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ร่วมเป็นร่วมตายกันมานานให้กลับมาจัดการกับอากิกที่ใช้ไม่ได้ อีกทางหนึ่งนั้น เต็กเฮียะแช ที่ปรึกษาของเถ้าแก่ใหญ่ ก็ไม่ได้ทำแค่เพียงวางแผนเล่นงานอากิกอย่างเดียวเท่านั้น ยังว่าจ้างนักฆ่ามือดีมาจัดการกับอากิกอีกด้วย ทั้งเถ้าแก่ใหญ่และเต็กเฮียะแช ที่ปรึกษา ต่างเห็นตรงกันว่าจะปล่อยชายนิรนามนี้ไว้ไม่ได้ ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม จะได้ไม่เกิดเหตุเภทภัยตามมาภายหลัง

อากิกที่ใช้การไม่ได้กลับมีสติปัญญาที่ปราดเปรียว ชิงจังหวะเล่นงานหูตาที่เถ้าแก่ใหญ่ส่งมา แล้วหาที่หลบภัยให้เมี้ยวจื้อและอัวอัวเพื่อตนเองจะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง จากนั้นก็เปิดเกมรุก เล่นงานคนของเถ้าแก่ใหญ่ในบ่อนซาอี้ไถ่ ถิ่นของเถ้าแก่ใหญ่ เมื่อไม้แข็งใช้ไม่ได้ผลก็ต้องใช้ไม้อ่อน เต็กเฮียะแชจึงลองซื้อใจอากิกดู หากเปลี่ยนศัตรูผู้นี้มาเป็นมิตรได้ ขุมกำลังของเถ้าแก่ใหญ่ก็จะเข้มแข็งขึ้น อากิกกลับปฏิเสธน้ำใจไมตรีที่เต็กเฮียะแชหยิบยื่นให้นี้

“คนผู้หนึ่งบากบั่นดิ้นรนชั่วชีวิต บางครั้งไม่ได้เพราะเพื่อชื่อเสียงลาภยศ”

“ยังมีอีกประการหนึ่ง … เพื่ออุดมการณ์”

“ข้าพเจ้าคิดหวังให้ทุกผู้คนมีชีวิตอย่างอิสระตามที่ตัวเองต้องการ”

“มาตรแม้นมีคนบางคนขายตัวเอง แต่ก็มีบางคนยินยอมลำบากยากแค้นและทนทุกข์ทรมาน เนื่องเพราะพวกมันเห็นว่า ขอเพียงตัวเองมีชีวิตอยู่โดยไม่ละอายแก่ใจ ทนทุกข์ทรมานบ้างก็ไม่เป็นไร”

“ข้าพเจ้ามีสหายจำนวนมาก ล้วนเป็นคนชนิดนี้ ยังมีผู้คนอีกมากหลาย ก็เป็นเฉกเช่นกัน น่าเสียดายที่พวกท่านไม่ยอมให้พวกมันมีชีวิตเป็นตัวของตัวเอง”

“ดังนั้น หากพวกท่านต้องการให้ข้าพเจ้าไปจากเมืองนี้ ข้าพเจ้ามีเงื่อนไขเพียงประการเดียว … ขอเพียงพวกท่านปลดปล่อยเมี้ยวจื้อและพวก ข้าพเจ้าก็จะปลดปล่อยพวกท่าน ขอเพียงเถ้าแก่ใหญ่รับปากข้าพเจ้าว่าจะไม่บีบบังคับผู้ใดกระทำเรื่องที่ตัวเองไม่ต้องการกระทำ ข้าพเจ้าจะจากไปทันที”

เงินสิบหมื่นตำลึงไม่อาจซื้อใจอากิกได้ ๒ ฝ่ายนัดกันในซ่องฮั่งไหนไน่ตอนค่ำ ก่อนจากไป เต็กเฮี่ยะแชกล่าวกับอากิกว่า “คนผู้หนึ่งหากมีโอกาส ต้องเกาะกุมให้ดี อย่าได้ปล่อยปละละเลย”

พยัคฆ์เหล็กอยู่กับเถ้าแก่ใหญ่มา ๔ ปี ๙ เดือนกับอีก ๒๔ วัน ใช้เงินของเถ้าแก่ใหญ่ไปแล้ว ๔๗ หมื่นตำลึง เปลี่ยนสตรีไป ๗๙ นางเถ้าแก่ใหญ่ล้วนจดจำได้และยังลงบัญชีไว้อย่างละเอียด ส่วนเต็กเฮียะแชนั้นอยู่กับเถ้าแก่ใหญ่มา ๖ ปี ๓ เดือนกับอีก ๑๓ วัน ใช้เงินของเถ้าแก่ใหญ่ไปเพียง ๓ พันตำลึง ผลงานที่ใบไผ่เขียวทำให้กับเถ้าแก่ใหญ่มีมากมายแต่กลับไม่ใช่เรื่องมีเกียรติอันใด(ปิดทองหลังพระ) มันทั้งไม่ต้องการเงิน และไม่ต้องการสตรี … ท่านว่ามันต้องการอะไร ?

“ในโลกนอกจากชื่อเสียงสมบัติและสตรี ยังมีอันใดสร้างความหวั่นไหวใจแก่บุรุษยิ่งกว่า ?”

“อำนาจ”

บุรุษผู้หนึ่งหากกุมอำนาจได้ ยังมีสิ่งใดที่ไม่ได้มา ?

“มันที่ไม่ต้องการอันใดทั้งสิ้น เนื่องเพราะมันเพียงต้องการตำแหน่งของเรา”

“หกปีมานี้ เราไม่เคยใช้เต็กเฮียะแชเข้าร่วมการปฏิบัติการแม้สักครั้งเดียว เนื่องเพราะเราเข้าใจว่า มันไม่รู้จักวิชาฝีมือ”

“มันไม่เพียงใช้มีดรวดเร็ว ทั้งยังแม่นยำ แต่มันงำประกายไว้อย่างมิดชิดตลอดเวลา อาจบางทีจนบัดนี้มันยังเข้าใจว่าเราดูไม่ออก”

“แต่มันก็เข้าใจผิด ต่อให้เราไม่เคยรับประทานเนื้อสุกร อย่างน้องก็เคยสุกรเดินผ่าน”

แม้เถ้าแก่ใหญ่จะมั่นใจว่าพยัคฆ์เหล็กสามารถจัดการกับเต็กเฮียะแชได้ แต่เถ้าแก่ใหญ่ก็ยังไม่ยินยอมให้พยัคฆ์เหล็กจัดการกับเต็กเฮียะแช

“เนื่องเพราะเต็กเฮียะแชก็เป็นบุรุษ ไม่ว่าเป็นบุรุษประเภทใด ยามอยู่เบื้องหน้าสตรีที่ตัวเองชมชอบ ยากที่จะซุกงำความลับในใจได้”

“หากแม้นสตรีนางนั้นฉลาดพอ และร่วมเรียงเคียงหมอนกับมันเสมอ ต่อให้มันไม่บอกความในใจออกมา สตรีนางนั้นก็ทราบได้”

แต่สตรีนางนั้นกลับเป็นไส้ศึกที่เต็กเฮียะแชวางไว้ข้างกายตั่วเล่าปัง พยัคฆ์เหล็กก็ไม่ใช่พยัคฆ์เหล็กตัวจริง มือสังหารที่เต็กเฮียะแชว่าจ้างมาก็ไม่ได้มาฆ่าคนหากแต่มาหาที่ตาย คนที่เถ้าแก่ใหญ่เรียกตัวมากลับไม่ได้มีเพียงแค่พยัคฆ์เหล็กคนเดียวเท่านั้น ยังมีมือดีอีก ๒ คนมาด้วย แม้แต่เต็กเฮียะแชก็ไม่ล่วงรู้ ดังนั้น ผู้ใดคิดปลิดชีวิตตั่วเล่าปั้งกลับพบว่าไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำกันได้ง่ายๆ

๔ สำนักจอมฟ้า

เถ้าแก่ใหญ่คือหัวหน้าสาขาของสำนักจอมฟ้า เซี่ยวตี๋และมือดีอีก ๒ คนที่เป็นศิษย์นอกแซ่ของตระกูลม่อย้งแห่งแคว้นกังหนำจึงถูกส่งตัวมาช่วยเหลือเถ้าแก่ใหญ่ ตระกูลม่อย้งคือ ๑ ใน ๔ ตระกูลใหญ่ของบู๊ลิ้ม อากิกก็คือซาเสียวเอี้ย เจี่ยเฮียวฮงผู้ที่ลักพาคู่หมั้นของเม้าตั่วซิงแซไป คู่หมั้นของมันหนีตามอากิกได้ครึ่งเดือนก็ถูกมันสลัดทอดทิ้งไปเพราะมันพอใจที่จะกระทำเช่นนั้น เซี่ยวตี๋ เด็กหนุ่มวัย ๑๕ ปีก็คือบุตรนอกสมรสของอากิกกับม่อย้งชิวชิวที่ไม่อาจรับเข้าตระกูลม่อย้งได้ และเจ้าสำนักจอมฟ้าก็คือม่อย้งชิวชิวนั่นเอง

เมื่อสำนักจอมฟ้าเป็นเภทภัยของยุทธภพ บู๊ลิ้มย่อมไม่อาจละเว้นชีวิตของเซี่ยวตี๋ได้ อากิกก็ไม่อาจปล่อยให้เซี่ยวตี๋ตายได้ คนที่สามารถปกป้องชีวิตของเซี่ยวตี๋จากยอดฝีมือในบู๊ลิ้มได้ก็คือซาเสียวเอี้ย เจี่ยเฮียวฮงแห่งหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า ริมทะเลสาบวารีเขียว เชิงเขามรกต อากิกก็คือเจี่ยเฮียวฮงผู้นั้นเอง

Marooned

จาก Poles apart “ความต่างอย่างสุดขั้ว” ก็ตามมาด้วยเพลงบรรเลงที่มีชื่อว่า Maroon(ed) ซึ่งแปลว่า สีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาล, ลูกหลานหรือผู้สืบสกุลของทาสในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก, คนถูกทิ้งไว้ ; ปล่อยทิ้งไว้ Official video ของเพลง Marooned เริ่มต้นด้วยภาพโลกที่ถ่ายมาจากยานอวกาศที่อยู่นอกโลก เราได้เห็นภาพบรรยากาศภายในสถานีอวกาศ มนุษย์อวกาศที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นอกโลก จากนั้นก็เป็นภาพของตึกร้างที่ถูกทิ้งร้าง ภายในตึกร้างก็เต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกทิ้งเอาไว้ ปิดท้ายด้วยหญิงสาวที่ถูกทิ้งไว้ให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว จากนั้นก็ตามมาด้วยเพลง “A great day for freedom”

ขยะที่ยังคงถูกซุกไว้ใต้พรม

ปัญหาในสังคมไทยที่ถูกนักการเมืองหมักหมมสะสม/ซุกไว้ใต้พรมมีมากมายหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ ๒ ของโลก การกินสินบาทคาดสินบน การทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (เช่น แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการลดภาษีให้คนรวย)  ปัญหาเรื่องธรรมโกย รวยกระจุกจนกระจาย ยิ่งรวยยิ่งโลภ อุบัติเหตุบนท้องถนน หนี้สินเกษตรกร/ความอ่อนแอของภาคเกษตร(เมษายน ๒๕๕๘ แรงงานไทยมี ๓๘.๒๘ ล้านคน : เป็นผู้มีงานทำ ๓๗.๕๓ ล้านคน : ทำงานอยู่ในภาคเกษตร ๑๐.๖๑ ล้านคน(ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ๔.๓ แสนคน) ทำงานนอกภาคเกษตร ๒๖.๙๒ ล้านคน(เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ๖.๓ แสนคน) ผู้ว่างงาน ๓.๒๔ แสนคนนั้นจบวุฒิป.ตรี ๑.๓๙ แสนคน) การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติกันระหว่างสัตว์กับคนและคนกับคนด้วยกันเอง(ป่าไม้ไทยเหลือเพียงร้อยละ ๒๙) คุณภาพการศึกษาที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ ปัญหาของเด็ก GEN Y ปัญหาเรื่องแม่วัยใส(ข้อมูลปี ๒๕๕๕ พบว่าเด็กม.๒ มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ ๒, เด็กม.๕ มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ ๒๐, เด็กปวช. ๒ มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ ๕๐) เป็นต้น

ความเหลื่อมล้ำ/การกระจายรายได้ในสังคมไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก ติดอันดับ ๑ ใน ๒๐ ประเทศที่ประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำ/การกระจายรายได้ระดับรุนแรง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ความขัดแย้ง แตกแยกในสังคมไทยนั้นจะสะท้อนภาพให้เห็นถึงความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วทางความคิดระหว่างคนรวยกับคนจน คนชนบทกับคนเมือง-คนกรุงโดยมีนักการเมือง นักปลุกระดมทางการเมืองยืนอยู่หลังฉาก ช่วยเติมเชื้อไฟ ขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้นเพื่อแสวงประโยชน์ใส่ตนด้วยนโยบายประชานิยมชาติล่มจมบ้าง กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการเมกะโปรเจ็กต์เพื่อให้เงินลงทุนที่ได้มาจากการก่อหนี้ไหลออกต่างประเทศบ้าง ไหลเข้ากระเป๋า Plc. บ้างขณะที่รัฐบาลล่มจม เช่นเดียวกันกับเกษตรกรและประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ “ผู้เดือดร้อนตัวจริง” ที่ควรได้รับการช่วยเหลือจากนโยบายรัฐเป็นกลุ่มแรกแต่กลับถูกรัฐทอดทิ้งให้ต้องเผชิญสารพัดปัญหาที่รุมเร้ารอบด้านอย่างโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่ง สุดท้ายก็หนีไม่พ้นพังกันหมดเพราะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดับหมดทุกตัว : ภาคส่งออกเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจโลก การบริโภคภายในเผชิญวิกฤติราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ภาคท่องเที่ยวสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติให้กับภาคอุตสาหกรรม ท้ายที่สุดแล้วภาคอุตสาหกรรมที่แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากภาคเศรษฐกิจอื่นก็ผลิตสินค้าออกมาด้วยต้นทุนต่ำ กำไรสูงแล้วขายไม่ออก ยิ่งปลดคนงาน ลดกำลังการผลิตเศรษฐกิจก็ยิ่งย่ำแย่เลวร้ายเพราะกำลังซื้อจะยิ่งหดตัวลงไปเรื่อยๆ ภาครัฐก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรก็ไม่ฟื้นเพราะเงินส่วนหนึ่งไหลออกนอก อีกส่วนหนึ่งไปกองอยู่ในบัญชีเงินฝากเพื่อสร้างเสริมเพิ่มเติมความมั่งคั่งให้กับ plc. ด้วยการกระทำที่เรียกว่าคอรัปชั่นเชิงนโยบาย แทรกแซงกระบวนการตัดสินใจ กระบวนการดำเนินนโยบายของภาครัฐให้ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นผ่านสารพัดกลไกที่ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าถูกต้องแต่แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรมอันใดเลย

สยามศิวิไลซ์ เล่ม ๘ ภาค ๓ ความฝัน ความหวังอันสูงสุด
สยามศิวิไลซ์ เล่ม ๘ ภาค ๓ ความฝัน ความหวังอันสูงสุด

A great day for freedom

วันที่กำแพงเบอร์ลินถูกทุบทำลายลงไป คือ คืนวันอันยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึกไว้ เสรีภาพบังเกิดขึ้นแล้วกับชาวเยอรมันตะวันออก นับแต่นี้จะไม่มีใครถูกกดขี่ ไม่มีใครถูกกระสุนปริศนาพรากวิญญาณออกจากร่างอีกต่อไป ชาวเยอรมันทั้ง ๒ ฟากฝั่งกำแพงรวมถึงชาวโลกต่างร่วมกันชื่นชมยินดีในเสรีภาพที่เกิดขึ้นนี้ และคาดหวังว่าอิสรภาพ เสรีภาพ ความเสมอภาค “ประชาธิปไตย” จะได้รับการยอมรับในทุกพื้นที่ทั่วโลก ก็ได้แต่หวังว่าประเทศไทยหลังการปฏิรูปจะเป็นเช่นนั้น ปีศาจร้ายทุกหมู่เหล่าไม่ว่าจะเป็นพวกใด หมู่ใด ทุนสามานย์กินรวบ ทุนสามานย์กินแบ่ง พวกเผด็จการบ้าอำนาจ ปัญญาชนบ้าลัทธิอุดมการณ์ มวลชนหัวรุนแรงที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ทำให้เกิดหายนะขึ้นแก่บ้านเมืองล้วนสิ้นฤทธิ์

I Have a Dream

๕ ปีก่อนที่อเมริกาจะประกาศอิสรภาพ ทาสผิวดำหลายล้านคนต่างมีความหวังเต็มหัวใจว่าความ อยุติธรรมจากการถูกกดขี่ที่ตนได้รับจะสิ้นสุดลง

๑๐๐ ปีต่อมา ทาสผิวดำก็ยังคงไม่ได้รับอิสรภาพ ถูกกดขี่ ถูกทำร้าย ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย คนอเมริกันผิวดำล้วนแต่เป็นคนยากจน เป็นพลเมืองชั้น ๒ ที่ถูกคนผิวขาวชิงชังรังเกียจ คำประกาศอิสรภาพ สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองนั้นไมได้มีบริบทที่ครอบคลุมถึงคนผิวดำที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินอเมริกาด้วยแต่อย่างใด จะขอสินเชื่อก็ถูกธนาคารปฏิเสธ ดังนั้น คนอเมริกันผิวดำจึงต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความยุติธรรม … ประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยสำหรับทุกคน ไม่ใช่ประชาธิปไตยสำหรับคนผิวขาวเพียงกลุ่มเดียว

คนอเมริกันผิวดำต้องไม่ตกเป็นเหยื่อตายฟรีจากการถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม คนอเมริกันผิวดำต้องมีเสรีภาพที่จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้ จะพักที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่ถูกจำกัดสิทธิห้ามเดินทางออกนอกมลรัฐที่ตนอาศัยอยู่ ห้ามเข้าพักในโรงแรม ไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ

แม้สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่เราออกมาเรียกร้องกันจะดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ยาก ดูเหมือนว่าจะยังห่างไกลจากความเป็นจริงยิ่งนัก แต่เราจะยังคงฝันถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้กันต่อไป สิ่งที่เราเฝ้าฝันถึงนี้คือสิ่งที่เป็นรากเหง้าของสังคมอเมริกัน American dream

And so even though we face the difficulties of today and tomorrow, I still have a dream. It is a dream deeply rooted in the American dream.

I have a dream that one day this nation will rise up and live out the true meaning of its creed: “We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal.”

I have a dream that one day on the red hills of Georgia, the sons of former slaves and the sons of former slave owners will be able to sit down together at the table of brotherhood.

I have a dream that one day even the state of Mississippi, a state sweltering with the heat of injustice, sweltering with the heat of oppression, will be transformed into an oasis of freedom and justice.

I have a dream that my four little children will one day live in a nation where they will not be judged by the color of their skin but by the content of their character.

I have a dream today!

I have a dream that one day, down in Alabama, with its vicious racists, with its governor having his lips dripping with the words of “interposition” and “nullification” — one day right there in Alabama little black boys and black girls will be able to join hands with little white boys and white girls as sisters and brothers.

I have a dream today!

I have a dream that one day every valley shall be exalted, and every hill and mountain shall be made low, the rough places will be made plain, and the crooked places will be made straight; “and the glory of the Lord shall be revealed and all flesh shall see it together.”

 

นี่คือความหวังของพวกเรา และนี่คือศรัทธาที่ยังคงมั่นอยู่ในหัวจิตหัวใจของพวกเราที่นำพาพวกเราก้าวข้ามฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคทั้งมวลไปด้วยกัน เราจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ เราจะก้าวไปด้วยกัน ด้วยแรงแห่งศรัทธา เราจะสวดมนต์ภาวนาไปด้วยกัน แม้ต้องถูกจับกุมคุมขังเราก็จะก้าวเดินไปด้วยกัน ต่อสู้หยัดยืนเพื่อเสรีภาพที่เราใฝ่ฝัน เราจะต้องได้รับอิสรภาพในสักวัน ขอให้เสียงระฆังแห่งเสรีภาพนี้ดังกระหึ่มกึกก้องไปในทุกถิ่นที่ แล้วสักวันหนึ่งพวกเราจะจับมือร้องเพลงแห่งชัยชนะไปด้วยกันทั้งคนผิวดำ ผิวขาว ชาวยิวและเชื้อชาติอื่น ชาวคริสต์ทุกนิกาย ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม เราจะเฉลิมฉลองไปด้วยกัน

This is our hope, and this is the faith that I go back to the South with.

With this faith, we will be able to hew out of the mountain of despair a stone of hope. With this faith, we will be able to transform the jangling discords of our nation into a beautiful symphony of brotherhood. With this faith, we will be able to work together, to pray together, to struggle together, to go to jail together, to stand up for freedom together, knowing that we will be free one day.

And this will be the day — this will be the day when all of God’s children will be able to sing with new meaning:

My country ’tis of thee, sweet land of liberty, of thee I sing.

Land where my fathers died, land of the Pilgrim’s pride,

From every mountainside, let freedom ring!

And if America is to be a great nation, this must become true.

And so let freedom ring from the prodigious hilltops of New Hampshire.

Let freedom ring from the mighty mountains of New York.

Let freedom ring from the heightening Alleghenies of Pennsylvania.

Let freedom ring from the snow-capped Rockies of Colorado.

Let freedom ring from the curvaceous slopes of California.

But not only that:

Let freedom ring from Stone Mountain of Georgia.

Let freedom ring from Lookout Mountain of Tennessee.

Let freedom ring from every hill and molehill of Mississippi.

From every mountainside, let freedom ring.

And when this happens, and when we allow freedom ring, when we let it ring from every village and every hamlet, from every state and every city, we will be able to speed up that day when all of God’s children, black men and white men, Jews and Gentiles, Protestants and Catholics, will be able to join hands and sing in the words of the old Negro spiritual:

Free at last! Free at last!

Thank God Almighty, we are free at last!

ที่มา http://www.americanrhetoric.com/speeches/mlkihaveadream.htm

 

นั่นคือความฝันของ Martin Luther King เสรีภาพ ความเสมอภาคของคนผิวดำ แล้วคนไทยล่ะ ฝันถึงอะไร … บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข มีเสถียรภาพ มีความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคอย่างแท้จริง สิทธิชุมชน สิทธิพลเมือง เสียงของภาคประชาสังคมได้รับการยอมรับจากกลไกรัฐและระบบราชการ ส่งผลต่อทิศทางการทำงานของระบบราชการและการกำหนดนโยบายของภาครัฐ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสือกระดาษ เขียนไว้เท่ๆในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆก็ตาม … ประมาณนี้หรือเปล่า

ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้

จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา

ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา ยามเมื่อฟ้าศรีทองผ่องอำไพ

Wearing the inside out

Wearing the inside out นำให้นึกถึงการทำงาน “ตามรอยเท้าพ่อ” นั่นคือทำงานแบบ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เข้าไปในพื้นที่ เข้าให้ถึงความเดือดร้อนของประชาชน ไปคุยกับเขา ทำความเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของเขา รวมทั้งบริบทต่างๆที่แวดล้อมเขาอยู่ แล้วพิจารณาหามูลเหตุที่มาแห่งปัญหานั้นๆว่าเกิดจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง จะช่วยเหลือพวกเขาอย่างไรจึงจะถูกจุด ถูกต้อง แก้ไขปัญหาได้ จากนั้นก็ลองเอาแนวทางเหล่านั้นกลับไปไต่ถามพวกเขาดูว่าคิดเห็นเป็นอย่างไร ใช้ได้ไหม เมื่อปรับแผน/แนวทางจนเป็นที่พอใจ ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่แล้วจึงนำแนวทางนั้นมาปรับประยุกต์ใช้งานจริงจนเกิดผลสัมฤทธิ์ นี่คือแนวทางการทำงานของพ่อที่พสกนิกรชาวไทยได้รู้ ได้ยินมา วันนี้ พ่ออายุมากแล้ว จะให้พ่อลงไปบากบั่นทำงานหนัก คลุกคลีกับประชาชนคนในพื้นที่อีกคงไม่ไหว รัฐบาล ข้าราชการ กลไกรัฐจะมารอให้พ่อจ้ำจี้จ้ำไช เรียกเข้าไปไต่ถาม พระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาอีกไม่ได้แล้ว รัฐบาล ข้าราชการ กลไกรัฐต้องริเริ่ม ดำเนินการด้วยตนเอง

GEN ME กับเสรีภาพในสังคมยุคกำกับดูแลกันเอง

เสรีภาพบนโลกออนไลน์_2015-11-06-20-49-25-1-tile

สิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกก็เป็นประเด็นหนึ่งที่นำมาซึ่งความขัดแย้งกันอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่กฎหมายยังเข้าไม่ถึง กฎกูคือกฎของ Facebookเสรีภาพบนโลกออนไลน์_2015-11-23-07-26-15-tile

อะไรที่ไม่ผิดกฎของ Facebook ถือว่าไม่ผิด เป็นสิ่งที่คนในโลกออนไลน์สามารถทำได้ ปัญหาเรื่องดาราโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเกิดขึ้นเพราะไม่ผิดกฎของ Facebook แต่ผิดกฎหมาย รายการที่ออกอากาศทางอินเตอร์เน็ต ภาพที่คนในสังคมออนไลน์โพสต์และแชร์กันมากมายก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รายการที่ออกแนวล่อแหลมต้องออกอากาศหลัง ๔ ทุ่มไปแล้ว ก่อนเข้ารายการก็ต้องขึ้นคำแนะนำว่า 18+ หนังสือปลุกใจเสือป่าก็เช่นเดียวกันต้องมีคำเตือนว่าจำหน่ายให้กับผู้อ่านที่มีอายุ 18+ เท่านั้น หากตำรวจจับได้ว่าร้านค้าขายหนังสือปลุกใจเสือป่าให้เด็กอายุต่ำกว่าที่ระบุไว้ก็ต้องขึ้นโรงพักไปจ่ายค่าปรับเพราะผิดกฎหมาย
ในโลกออนไลน์ก็ไม่ต่างจากโลกภายนอกเท่าใดนัก บ่อยครั้งที่การโพสต์รูปหรือข้อความที่ไม่เหมาะสมนั้นอาศัยช่องว่าง รูโหว่ของกติกา หรือผู้รายงานปัญหานั้นอ้างกฎผิดข้อ คำฟ้องนั้นก็เป็นอันตกไปไม่ต่างจากทางโลกที่นักกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่รัฐอาศัยการฟ้องผิดมาตรา การทำสำนวนคดีอ่อน หละหลวมเป็นเครื่องมือค้าความ ล้มคดี ผู้ต้องหาจึงหลุดคดี พ้นจากข้อกล่าวหาทั้งๆที่เห็นกันอยู่ว่ากระทำความผิดจริง แต่หาหลักฐานเอาผิดไม่ได้ คดีขาดอายุความ ฯลฯ

เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น_2015-06-15-07-02-21-tile

Take it back

 

“Take It Back” เป็นเพลงที่เข้ามาคั่นอารมณ์ผู้ฟังให้รู้สึกแตกต่าง สดชื่นกระปรี้กระเปร่า แตกต่างไปจากอารมณ์ที่ได้จากการฟังเพลงอื่นๆในอัลบั้ม สไตล์ดนตรีฟังแล้วทำให้นึกถึง U2 เพลงประมาณนี้ กีตาร์ประมาณนี้นี่มันเครื่องหมายการค้าของ the Edge ชัดๆ เพลงนี้ Gilmour ใช้ E-Bow สร้างเสียงหอนอันโหยหวนให้กับกีตาร์ ทำให้เกิดเสียงกีตาร์ยาวๆขึ้น

ชีวิตคู่ที่ล้มเหลวนำพา Gilmour ลงสู่หุบเหวแห่งโคเคน ความรัก ความจริงใจที่ Polly Samson มีต่อ Gilmour ฉุดดึง Gilmour กลับขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความหม่นเศร้านั้น

รอยยิ้มที่หายไป

และแล้ววิกฤติที่รุมเร้ารอบด้านเนื่องจากความโลภ : ผู้นำแสวงอำนาจเพื่อสนองความโลภ => แสวงกำไรสูงสุดจากการทำธุรกิจการเมือง => ทำให้คนไทยใฝ่ฝันอยากมั่งอยากมี อยากร่ำอยากรวยด้วยการแสวงกำไรสูงสุด ไม่สนใจวิธีการว่าถูกต้อง เหมาะสม ดีงามหรือไม่ => ทำสำเร็จแล้วก็เหยียบย่ำซ้ำเติม เยาะเย้ยผู้อื่นว่าโง่ ว่าควาย => สังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมที่แตกแยก เต็มไปด้วยคนแล้งน้ำใจ ทุจริตคอรัปชั่นกันเต็มบ้านเต็มเมืองเพราะผู้นำฉ้อฉล กลไกรัฐก็ฉ้อฉล => แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เพราะนักการเมืองความสามารถต่ำ ความระยำสูง => บ้านเมืองจึงเละเทะ เหลวแหลก เสื่อมต่ำลงทุกวัน => แก้ปัญหาแบบไทยๆด้วยรัฐประหาร <= ทำแท้งกฎหมายปล้นชาติ ฆ่าคน วางเพลิงได้ไม่ผิดกฎหมายหากสามารถนำสืบได้ว่าเป็นมาจากแรงจูงใจทางการเมืองซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางสังคม การเมืองไทย ทำให้สภาทาสและรัฐบาลหุ่นเชิดหมดความชอบธรรม +  สารพัดโครงการที่ถูกกล่าวหาว่ากู้มากิน กู้มาโกง + กองกำลังนิรนามที่ออกมาเข่นฆ่าสังหารประชาชนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูทางการเมือง

นักกินเมืองสิ้นอำนาจชั่วคราว อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะแก้ปัญหาที่หยั่งรากฝังลึกมานานนับสิบปีได้หรือไม่ เมื่อรัฐบาลเฉพาะกาลผ่านพ้นไป นักกินเมืองจะกลับมาใหม่หรือสูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินไทย ???

การเมืองเสื่อม  : รัฐบาลหุ่นเชิด กู้มาโกง รัฐมนตรีดีแต่ปาก(หมาพาจน) สภาทาส เผด็จการรัฐสภา

กลไกรัฐเสื่อม : ตำรวจ … ได้ดีเพราะพี่ให้ “รัฐตำรวจ : อัศวินผยอง” กลับสู่สังคมไทยเป็นคำรบ ๒ ; ดีเอสไอ … หุ่นยนต์ ; องค์กรอิสระ … อำนาจมีไม่กล้าใช้

เศรษฐกิจเสื่อม “เศรษฐกิจซบเซา” กระตุ้นอย่างไรก็ไม่ฟื้น มีแต่ทรงกับทรุด :

ข้าวของแพงสวนทางรายได้ที่ลดลง … แพงทั้งแผ่นดินเพราะกองทุนเก็งกำไรปั่นราคาน้ำมันผลักดันต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพให้สูงขึ้นสวนทางรายได้ กำไรของประชาชนคนส่วนใหญ่ที่ลดต่ำลงเนื่องจากประชาชนประหยัด ระมัดระวังค่าใช้จ่าย เพราะหนี้ท่วมหัว ฟองสบู่สินค้าเกษตรแตก ทำให้รายได้ลดลงสวนทางค่าครองชีพ

ภาคส่งออกเดี้ยง … เศรษฐกิจของอเมริกา ยุโรป “คู่ค้าสำคัญ” ยังไม่ฟื้น เศรษฐกิจจีนความหวังใหม่ก็ชะลอตัว

รัฐบาลหนี้ท่วมหัว … ชาติสุ่มเสี่ยงที่จะล่มจมแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพราะนโยบายประชานิยมสุดขั้ว “ลดรายได้ เพิ่มการใช้จ่าย” แล้วซุกหนี้ไว้ใต้พรมเพื่อก่อหนี้เพิ่ม

สังคมเสื่อม

– แตกแยก เหลื่อมล้ำ : ไพร่/อำมาตย์ เมือง-กรุง/ชนบท รวย/จน

– ศีลธรรมเสื่อม อาชญากรรมเต็มบ้านเต็มเมือง ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหา นับหน้าถือตากันที่ยศฐาบรรดาศักดิ์และทรัพย์ศฤงคาร

– เด็กใจแตก ไร้ชาติ ไร้ศาสนา ไร้วัฒนธรรม

– การศึกษาล้มเหลว คนไทยไม่ขวนขวายหาความรู้ คิดเองไม่เป็น โปรแกรมก็ error ถูกรัฐ/นักการเมืองจูงจมูกได้ง่ายๆ

สิ่งแวดล้อมเสื่อม : ตามกลไกธรรมชาติ จากน้ำมือมนุษย์

นี่คือมรดกตกทอดที่รัฐบาลทหารได้รับมาจากสารพัดรัฐบาลชุดก่อนหน้า ปัญหาที่เกิดมาจาก “ตัณหาปกครองโลก”

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคทุนนิยมสุดขั้ว เศรษฐกิจก็มีแต่ทรงกับทรุดเพราะความโลภ ทุกคนต่างมุ่ง “แสวงกำไรสูงสุด” สุดท้ายความโลภก็กัดกร่อน กลืนกิน ทำลายตนเอง โลกกำลังจะพังเพราะความโลภ

การเมืองเสื่อมเพราะนักการเมืองไม่ทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน

การเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน นักการเมืองคือผู้แทนปวงชน ทำหน้าที่เป็นตัวแทน เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนที่เลือกตนเข้าสู่สภา เป็นการเมืองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

แต่การเมืองยุคปัจจุบันนั้น นักธุรกิจพากันตบเท้า ดาหน้ากันก้าวเข้าสู่ถนนสายการเมืองเพราะมองการเมืองเป็นช่องทางทำธุรกิจ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง เลือกตั้งแต่ละครั้งควักเศษตังค์ออกจากกระเป๋าครั้งละ ๑๐ – ๒๐ ล้านบาทแบบไม่เสียดาย ชนะแล้วก็ต้องหาทางถอนทุนคืน และต่อด้วยการแสวงกำไรสูงสุดจากการทุจริตคอรัปชั่น กินสินบาทคาดสินบน ลืมบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบในการเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนไปเสียสิ้น บ้านเมืองจึงตกต่ำ สับสนวุ่นวายเพราะความโลภ มัวเมาลุ่มหลงในอำนาจ ลาภยศของนักการเมือง

กลไกรัฐเสื่อมเพราะข้าราชการทำตนเป็นข้ารับใช้นักธุรกิจการเมือง

ข้าราชการคือข้าของแผ่นดิน ประชาชนเสียภาษีให้กับรัฐ แล้วรัฐก็นำเงินภาษีที่ได้จากประชาชนมาจ่ายเป็นค่าจ้างให้กับข้าราชการ ทำงานเพื่อแผ่นดิน เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนตามบทบาทหน้าที่แห่งตนว่าสวมบทอะไร ทหาร ตำรวจ ครู อัยการ ผู้พิพากษา ฯลฯ แต่กลับมีข้าราชการทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยบางส่วนหลงลืม ละเลย บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบแห่งตน ทำงานรับใช้นายทุน นักการเมือง บ้านเมืองจึงตกต่ำ สับสนวุ่นวายเพราะข้าราชการที่ทำตนเป็นสุนัขรับใช้นายทุน นักการเมือง

เศรษฐกิจเสื่อมเพราะต่างคนต่างมุ่งแสวงกำไรสูงสุด

Hedge Fund ทำให้เงินออมไม่เท่ากับเงินลงทุน เพราะเงินออมถูกนำไปใช้ในการเก็งกำไรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปั่นราคาสินทรัพย์ต่างๆให้พุ่งสูง เทคโนโลยีทำให้ต้นทุนต่ำลง แต่กองทุนเก็งกำไรผนวกกับความโลภทำให้ต้นทุนด้านพลังงานพุ่งสูง กำไรที่ผู้ประกอบการต้องการก็พุ่งทะยาน ราคาสินค้าจึงพุ่งสูงเพราะต้นทุนด้านพลังงาน วัตถุดิบ และกำไรที่ต้องการ สินค้ายิ่งแพง ความสามารถที่จะซื้อสินค้าของผู้บริโภคยิ่งลดต่ำลง ความต้องการทะยานอยากครอบงำจึงต้องกู้หนี้ยืมสิน สุดท้ายประชาชนก็จมอยู่ในกองหนี้ กำลังซื้อลดต่ำลงเพราะไม่อาจก่อหนี้เพิ่มเติมได้อีก สินค้าเริ่มล้นตลาด ผู้ผลิตต้องปรับลดกำลังการผลิต ลดชั่วโมงการทำงาน แล้วต่อด้วยการปลดคนออกจากคน เศรษฐกิจยิ่งย่ำแย่เพราะเงินเฟ้อสูง ว่างงานสูง(ประเทศไทยตัวเลขการว่างงานในระบบอยู่ในระดับต่ำ แต่ประสบปัญหาค่าครองชีพพุ่งทะยานแซง/สวนทางรายได้ ทำให้หนี้ท่วมหัว กำลังซื้อหดตัว)

สังคมเสื่อมเพราะคนไร้ศีลธรรม ลืมรากเหง้าของตนเอง

สังคมไทยล้มเหลวในทุกๆด้าน : พ่อแม่ปล่อยปละละเลยลูก ปล่อยให้ลูกโตมากับละครน้ำเน่า … ตบตีกัน วันๆไม่ทำมาหากินอะไรตั้งหน้าตั้งตาแย่งผัวเศรษฐีมีเมียแล้วมาเป็นของตัวเอง ; การศึกษาล้มเหลวในการปลูกฝังทัศนคติให้คนไทยใฝ่หาความรู้ คิดได้ คิดเป็น ; ศาสนาล้มเหลวในการปลูกฝังศีลธรรม ; สังคมล้มเหลวในการหล่อหลอมคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียว ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ฯลฯ

คืนความสุขให้คนไทย

ดังนั้น รอยยิ้มจึงหายไปจากใบหน้าของคนไทยเมื่อความเสื่อมดำเนินมาถึงขีดสุด การเมืองเสื่อมเพราะความโลภโมโทสันของนักการเมือง กลไกรัฐเสื่อมเพราะข้าราชการไม่ปฏิบัติราชการงานกิจของตนเองให้ดี ใช้อำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ไปในทางที่ผิด เศรษฐกิจก็มีปัญหาเพราะการผูกขาดทางการค้า การแสวงกำไรสูงสุด รวยกระจุกจนกระจายมาถึงจุดที่เรียกว่าทำลายตัวมันเองให้พังพินาศเพราะขาดกำลังซื้อ กำไร/ปัจจัยทางเศรษฐกิจไหลไปอยู่ในกระเป๋า/บัญชีเงินฝากของคนไม่กี่คน “เงินออมไม่เท่ากับเงินลงทุน” สังคมเสื่อมเพราะคนไร้ศีลธรรม จรรยา ไม่เคารพกฎกติกาของสังคม สิ่งแวดล้อมก็เสื่อมทั้งด้วยตัวมันเองและน้ำมือมนุษย์

ในเมื่อต้นตอของปัญหานั้นมาจากคุณธรรม จริยธรรมที่เหือดแห้งไปจากใจคนเพราะถูกแนวคิดวัตถุนิยมตะวันตกเข้ามาแทนที่ ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุแห่งปัญหา คืนคุณธรรม จริยธรรม แนวคิดแบบไทยๆ แนวคิดแบบตะวันออกสู่จิตใจคนไทยให้กายและจิตคืนสู่สมดุล  รอยยิ้มและความสงบร่มเย็นเป็นสุขก็กลับคืนมาสู่สังคมไทยได้แล้ว

แค่ทำให้คนไทยกลับจากคนด้านได้อายอดเป็นคนมีความละอายแก่ใจเรื่องเดียว สังคมไทยก็ดีขึ้นเยอะแล้ว …

เมื่อนักการเมืองไทยมีความละอาย ไม่หวงเก้าอี้ ไม่บ้าอำนาจ บ้านเมืองก็ไปไม่ถึงทางตัน หาทางออกได้เสมอเมื่อนักการเมืองที่เป็นตัวปัญหายอมสละเสียซึ่งอำนาจ ไม่ใช่ทำได้ทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจ แสวงผลประโยชน์

เมื่อข้าราชการมีความละอายก็ไม่กล้าที่จะกินสินบาทคาดสินบน ไม่กล้าที่จะใช้อำนาจไปในทางที่ผิด สามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดิน นำเงินภาษีอากรที่ต้องสูญเสียไปให้กับการทุจริตคอรัปชั่นไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะมากมายแล้ว

เมื่อพ่อค้า นักธุรกิจมีความละอาย ไม่กล้าที่จะค้ากำไรเกินควร ราคาสินค้าก็ปรับลดลงมาได้อย่างเยอะแยะมากมายแล้ว ราคาสินค้าเกษตรก็ไม่ถูกกดจนเกษตรกรอยู่ไม่ได้ โครงการรัฐมากมายหลายอย่างที่ขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนก็เดินหน้าได้ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรก็ลดลง ผู้ผลิตก็อยู่ได้ พ่อค้าก็อยู่ได้ ผู้บริโภคก็อยู่ได้ ตลาดไม่หดตัวเพราะขาดกำลังซื้อเนื่องจากการเฉลี่ยแบ่งปันผลกำไรเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย ฯลฯ

เมื่อประชาชนคนไทยทุกคนมีความละอาย ไม่กล้าทำเรื่องผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฎหมาย เหตุทะเลาะวิวาท ฆ่าฟันกันตายเพราะโกรธแค้น เชื่อคำโป้ปด แย่งผัวแย่งเมียกัน มึนเมาอาละวาด อุบัติเหตุบนท้องถนนก็จะลดลงไปได้เยอะแยะมากมายทีเดียว

Coming back to life

เพลงนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความหวัง ความฝันของ Polly Samson ที่คิด หาทาง พากเพียรพยายามที่จะฉุดดึง Gilmour ขึ้นมาจากขุมนรก ชีวิตที่เหลวแหลกหลงจมอยู่กับความผิดหวังในอดีตจนเสียผู้เสียคนให้กลับมาเป็น Gilmour คนเดียว Gilmour ในแบบที่ควรจะเป็น ทำให้ Gilmour กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้งหนึ่ง

Hyperinflation คือจุดเริ่มต้นทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน (Stagnant) จากนั้นก็ตามมาด้วยภาวะฟองสบู่แตก ราคาน้ำมัน ทองคำ สินค้าเกษตรตกต่ำดำดิ่ง แต่ไม่ใช่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รายได้ “เงินในกระเป๋า” ของประชาชนหดหายไปแบบฮวบฮาบตามราคาข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ฯลฯ แต่ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมัน “ต้นทุนการผลิตที่ลดต่ำลง” แล้วเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างไร

เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อ demand กับ supply กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ณ จุดสมดุล นี่คือความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ว่าแต่ว่าสมดุลราคาที่ว่านั้นอยู่ที่ตรงไหน จะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบนี้นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกนิยมตอบได้แต่เพียงว่าเงินเฟ้อแก้ง่ายกว่าเงินฝืด … ราคาสินค้าลดลงไม่ได้เต็ดขาด โรงงานปิดตัวแน่ ผู้ประกอบการจะพากันเจ๊งกันเป็นแถบเพราะขาดทุนจากสต็อกสินค้าในโกดัง กำลังซื้อจะหดตัวอย่างรุนแรงเพราะไม่มีใครซื้อสินค้าไซส์ใหญ่ๆกันอีกแล้ว ประชาชนจะซื้อสินค้าแค่พอใช้เท่านั้น หมดแล้วก็ซื้อใหม่ในราคาที่ลดต่ำลงกว่าเดิม ฯลฯ เศรษฐกิจจึงมีโอกาสที่จะเผชิญกับ Long recession ได้มากกว่าที่จะเกิดการฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงเพราะกำลังซื้อไม่ฟื้น ทรงๆทรุดๆกันไปเรื่อยๆ เมื่อสต็อกสินค้าหมดโรงงานก็กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตอีก กำลังซื้อก็ฟื้นชั่วคราวตามการจ้างงาน “ชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้น” แล้วกำลังซื้อก็หดกลับมาหดตัวอีกเพราะสินค้ากองอยู่เต็มโกดัง วนไปวนมาเหมือนพายเรืออยู่ในอ่างเพราะราคาสินค้าไม่สอดคล้องกับเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค

ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ตราบใดที่ราคาสินค้ากับเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคยังหากันไม่เจอก็ยากที่เศรษฐกิจจะฟื้นคืนสู่ภาวะปกติได้ จะทำอย่างไรเท่านั้นเอง : ลดราคาสินค้าลงด้วยการยอมลดส่วนต่างกำไรที่ต้องการลงมาบ้าง หรือจะเพิ่มเงินในกระเป๋าผู้บริโภค หรือว่าจะต้องทำทั้ง ๒ อย่าง ???

Keep talking

Lost for words

Lost for Words ขึ้นต้นด้วยเสียงอะไรสักอย่างตกพื้น แล้วตามมาด้วยเสียงย่ำกลอง ต่อมาก็เป็นเสียงเปียโนหวานๆแล้วตามมาด้วยเสียงสับกีตาร์อคูสติคหวานหยดย้อย จากนั้นก็เป็นเสียงร้องของ Gilmour ที่มาในสไตล์การร้องแบบ Bob Dylan ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีความสวยงามอยู่นะ ฟังแล้วดูดีมีความหวังว่าสักวันเราคงจะได้เห็นภาพ Gilmour กับ Waters กลับมาจับมือกันอีกครั้ง เวลาจะสามารถเยียวยาผสานแผลปริแตกให้กลับมาติดแนบแน่นเป็นแผ่นเดียวกันได้ Gilmour หวังว่าความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาจะทำให้ Waters รู้สึกตัวและสำนึกผิด จากนั้นก็จะเดินกลับมาหาเพื่อนๆอีกครั้ง พวกเขาพร้อมต้อนรับการกลับมาของ Waters เสมอ

“เพื่อน” คำๆนี้ฟังดูยิ่งใหญ่มากๆ เพื่อนหมายถึงคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน หากเพื่อนนั้นคบหากันเป็นเช่นดั่งสหายผู้รู้ใจด้วยแล้วยิ่งทำให้นึกถึงคติความคิด ความเชื่อของคนจีนนั่นเลยทีเดียว นั่นคือคติที่ว่าสหายนั้นย่อมสามารถตายแทนกันได้อะไรประมาณนั้น และหากมองในแง่ของกัลยาณมิตรแล้ว เพื่อนย่อมหมายถึงผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อกันนั่นเอง

สังคมไทยก่อนยุคทุนสามานย์ครองเมือง คนไทยเต็มไปด้วยน้ำจิตน้ำใจไมตรี มีความปรารถนาดีต่อกัน เป็นสังคมแห่งรอยยิ้มและน้ำใจ ผิดกับสมัยนี้ที่สังคมไทยเต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว ความโลภขึ้นสมอง อยากรวยเร็วๆ ชอบรวยทางลัด ทำอะไรอย่างไรก็ได้ขอให้ร่ำรวยเป็นพอ คนไทยนับถือเงิน นับถืออำนาจ คนมีเงิน คนมีอำนาจทำอะไรก็ดูดี พูดอะไรเลวร้ายเพียงใดก็กลับกลายเป็นถูกต้องเสมอ สังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมตัวใครตัวมัน ไร้ศึลธรรมกำกับ แตกแยกเป็น ๒ ชุดความคิด ของขั้วการเมืองที่ไม่อาจปรับทัศนคติเข้าหากันได้อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ในปัจจุบัน

High hopes

High hopes ขึ้นต้นด้วยเสียงเคาะระฆังแล้วตามมาด้วยเสียงเปียโนแข็งๆ official video เป็นภาพท้องทุ่งที่มีหญ้าสีเหลืองๆแล้วทุ่งหญ้าก็เขียวขจี กีตาร์โปร่งลอยล่องไปตามร่องน้ำ คน ๒ คนที่หันหลังให้กันแล้วเดินจากไปถอยกลับมาหากัน สวมกอดกัน ลูกโป่งถูกปล่อยลอยล่องสู่ท้องนภา นักธุรกิจภายใต้ชุดสูทสีดำที่ดูสูงส่งขึ้น ฯลฯ

แล้วความฝัน ความหวังอันสูงสุดของคนไทยล่ะ เป็นแบบไหนอย่างไร ใช่อะไรประมาณนี้หรือเปล่า : กรุงเทพฯไม่ใช่ประเทศไทยอีกต่อไป คนไทย ๖๕ ล้านคนคือผู้กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทยไม่ใช่ top elite ไม่กี่คน/ตระกูล ฯลฯ รัฐบาล ข้าราชการ กลไกรัฐทำหน้าที่ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา เกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ทำเพื่อคนไม่กี่คนที่เข้าถึงอำนาจ เข้าถึงกลไกรัฐ สิ่งแวดล้อมได้รับการฟื้นฟู คนไทยมีอากาศบริสุทธิ์หายใจ กินอาหารปลอดสารพิษ มีเงินออมเงินเก็บกันถ้วนหน้า รอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าสมฉายาสยามเมืองยิ้ม ฯลฯ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s