พระมงคลพุทธเจ้า


พระอนาคตวงศ์

พระอนาคตวงศ์[1]นี้ เป็นเรื่องกล่าวถึงประวัติย่อของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ผู้บำเพ็ญพระบารมีในชาติหนึ่ง ซึ่งปรากฏเป็นยอดปรมัตถบารมีอันประเสริฐ เกิดสำเร็จผล ทรงพระอภินิหาร ประกอบด้วยพระเดชามหานุภาพ เป็นพุทธสมบัติที่จะมาอุบัติตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิบพระองค์ในโลก ณ อนาคตกาลภายหน้านั้นคือ

– พระศรีอาริยเมตไตรย์ พระองค์หนึ่ง

– พระราม พระองค์หนึ่ง

– พระธรรมราช พระองค์หนึ่ง

– พระธรรมสามี พระองค์หนึ่ง

– พระนารทะ พระองค์หนึ่ง

– พระรังสีมุนีนาถ พระองค์หนึ่ง

– พระเทวเทพ พระองค์หนึ่ง

– พระนรสีหะ พระองค์หนึ่ง

– พระติสสะ พระองค์หนึ่ง

– พระสุมงคล พระองค์หนึ่ง

ซึ่งต่อจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราไปโดยลำดับกัปป์ นับตั้งแต่ภัทรกัปป์นี้เป็นต้นไป พระพุทธเจ้าสิบพระองค์นี้ ทรงสร้างพระบารมีสิบทัศครบบริบูรณ์แล้ว จึงทรงพระคุณ มีอภินิหารต่างๆ ยิ่งหย่อนกว่ากันด้วยสามารถพระบารมีนั้นๆ ของพระองค์ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ตรัสไว้แก่พระสารีบุตรโดยพุทธภาษิตบรรยาย จัดเป็นพุทธประวัติกาลอนาคตเรื่องหนึ่งฯ

หนังสือเรื่องนี้ พระบูรคามบริรักษ์ พ่อค้ามีชื่อเสียงในโคราช ได้มาตกลงให้โรงพิมพ์พระจันทร์พิมพ์ด้วยลานแท้ เพื่อสำหรับเทศน์ได้ ๑๔ จบ บริจาคเงินค่าพิมพ์ ๘๐ บาท โรงพิมพ์พระจันทร์ จึงได้เริ่มลงมือพิมพ์ และพิมพ์ไว้จำหน่ายต่อไปฯ

นายกิม หงศ์ลดารมภ์
วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๔

พระมงคลพุทธเจ้า

พรรณาวงศ์พระมังคลพุทธเจ้าที่ ๓

ดังได้สดับมา เมื่อพระโกณฑัญญศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ศาสนาของพระองค์ดำรงอยู่แสนปี เพราะพระสาวกของพระพุทธะและอนุพุทธะอันตรธาน ศาสนาของพระองค์ก็อันตรธาน.
ต่อจากสมัยของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า ล่วงไปอสงไขยหนึ่ง ในกัปเดียวกันนี่แล ก็บังเกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระมังคละ พระสุมนะพระเรวตะ พระโสภิตะ.
ใน ๔ พระองค์นั้น พระมงคลพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงบำเพ็ญบารมีสิบหกอสงไขยกำไรแสนกัป ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงตลอดอายุในสวรรค์ชั้นนั้น เมื่อบุพนิมิต ๕ ประการเกิดขึ้นแล้ว ก็เกิดพุทธโกลาหลขึ้น.
ครั้งนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลก็ประชุมกันในจักรวาลนั้น จึงพากันอ้อนวอนว่า

กาโลยํ เต มหาวีร

อุปฺปชฺช มาตุ กุจฺฉิยํ

สเทวกํ ตารยนฺโต

พุชฺฌสฺสุ อมตํ ปทํ.

“ข้าแต่ท่านมหาวีระ นี้เป็นกาลอันสมควรสำหรับพระองค์ โปรดเสด็จอุบัติในพระครรภ์ของพระมารดาเถิด พระองค์เมื่อทรงยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสารโปรดตรัสรู้อมตบทเถิด เจ้าข้า.”

ทรงถูกเทวดาทั้งหลายอ้อนวอนอย่างนี้แล้ว ทรงพิจารณาวิโลกนะ ๕ ประการก็จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอุตตราเทวี ราชสกุลของพระเจ้าอุตตระผู้ยอดเยี่ยม ในอุตตระนคร ซึ่งเป็นนครสูงสุดเหนือนครทุกนคร.
ครั้งนั้นได้ปรากฏปาฏิหาริย์เป็นอันมาก.
ปาฏิหาริย์เหล่านั้นพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว ในวงศ์ของพระทีปังกรพุทธเจ้านั่นแล.
นับตั้งแต่พระมงคลมหาสัตว์ผู้เป็นมงคลของโลกทั้งปวง ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอุตตระมหาเทวีพระองค์นั้น พระรัศมีแห่งพระสรีระก็แผ่ไปตลอดเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ศอกทั้งกลางคืนกลางวัน แสงจันทร์และแสงอาทิตย์สู้ไม่ได้ พระรัศมีนั้นกำจัดความมืดได้โดยที่พระรัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์เกิดขึ้น ไม่ต้องใช้แสงสว่างอย่างอื่น พระพี่เลี้ยงพระนม ๖๘ นางคอยปรนนิบัติอยู่.
เล่ากันว่า พระนางอุตตราเทวีนั้นมีเทวดาถวายอารักขา ครบทศมาสก็ประสูติพระมังคลมหาบุรุษ ณ มงคลราชอุทยาน ชื่อว่าอุตตรมธุรอุทยาน อันมีไม้ดอกหอมอบอวล ไม้ต้นติดผลมีกิ่งและค่าคบ ประดับด้วยดอกบัวต้นและบัวสาย มีเนื้อกวาง ราชสีห์ เสือ ช้าง โคลาน ควาย เนื้อฟานและฝูงเนื้อนานาชนิดเที่ยวกันไป น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง.
พระมหาสัตว์พระองค์นั้นพอประสูติเท่านั้น ก็ทรงแลดูทุกทิศ หันพระพักตร์สู่ทิศอุดร ทรงย่างพระบาท ๗ ก้าว ทรงเปล่งอาสภิวาจา.
ขณะนั้น เทวดาสิ้นทั้งหมื่นโลกธาตุก็ปรากฏกาย ประดับองค์ด้วยทิพยมาลัยเป็นต้น ยืนอยู่ในที่นั้นๆ แซ่ซ้องถวายสดุดีชัยมงคล ปาฏิหาริย์ทั้งหลายมีนัยที่กล่าวแล้วทั้งนั้น.
ในวันขนานพระนามพระมหาบุรุษนั้น โหรทำนายลักษณะขนานพระนามว่ามงคลกุมาร เพราะประสูติด้วยมงคลสมบัติทุกอย่าง.
ได้ยินว่า พระมหาบุรุษนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือ ยสวา รุจิมา สิริมา. สตรีเหล่านาฏกะ [ฟ้อน, ขับ, บรรเลง] จำนวนสามหมื่น มีพระนางยสวดีเป็นประธาน ณ ปราสาทนั้นพระมหาสัตว์เสวยสุขเสมือนทิพยสุข เก้าพันปี ทรงได้พระโอรสพระนามว่าสีลวา ในพระครรภ์ของพระนางยสวดี พระอัครมเหสี ทรงม้าตัวงามนามว่าปัณฑระ ที่ตกแต่งตัวแล้ว เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ทรงผนวช มนุษย์สามโกฏิก็พากันบวชตามเสด็จพระมหาสัตว์ที่ทรงผนวชพระองค์นั้น พระมหาบุรุษอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้วทรงบำเพ็ญความเพียรอยู่ ๘ เดือน.
แต่นั้นก็เสวยข้าวมธุปายาส มีโอชะทิพย์ที่เทวดาใส่ไว้อันนางอุตตรา ธิดาของอุตตรเศรษฐี ในหมู่บ้านอุตตรคามถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาละวัน ซึ่งประดับด้วยไม้ดอกหอมกรุ่น มีแสงสีเขียว น่ารื่นรมย์ทรงรับหญ้า ๘ กำที่อุตตระอาชีวกถวาย เสด็จเข้าไปยังต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อนาคะ [กากะทิง] มีร่มเงาเย็นคล้ายอัญชันคิรี สีครามแก่ ประหนึ่งมียอด มีตาข่ายทองคลุม เว้นจากการชุมนุมของฝูงมฤคนานาพันธุ์ ประดับด้วยกิ่งหนาทึบ ที่ต้องลมอ่อนๆ แกว่งไกวคล้ายฟ้อนรำ ถึงต้นนาคะโพธิที่น่าชื่นชม ก็ทรงทำประทักษิณต้นนาคะโพธิ ประทับยืนข้างทิศอีสาน [ตะวันออกเฉียงเหนือ] ทรงลาดสันถัตหญ้า ๕๘ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิเหนือสันถัตหญ้านั้น.
ทรงอธิษฐานความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔ ทรงทำการพิจารณาปัจจยาการ หยั่งลงโดยอำนาจอนิจจลักษณะเป็นต้นในขันธ์ทั้งหลาย ก็ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณโดยลำดับ ทรงเปล่งอุทานว่า

อเนกชาติสํสารํ     สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ

คหการํ คเวสนฺโต   ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ

คหการก ทิฏฺโฐสิ    ปุน เคหํ น กาหสิ

สพฺพา เต ผาสุกา    ภคฺคา คหกูฏํ วิสงฺขตํ

วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ    ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา.

“เราแสวงหาตัณหานายช่างผู้สร้างเรือนเมื่อไม่พบก็ท่องเที่ยวไปตลอดชาติสงสารเป็นอันมาก การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนตัณหานายช่างผู้สร้างเรือนตัวท่านเราพบแล้ว ท่านจักสร้างเรือนไม่ได้อีกแล้ว โครงสร้างเรือนของท่านเราหักเสียหมดแล้ว ยอดเรือนท่าน เราก็รื้อเสียแล้ว จิตเราถึงธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เพราะเราบรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว.”

ส่วนรัศมีแห่งพระสรีระพระมงคลพุทธเจ้ามีเกินยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ รัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์ ไม่เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ซึ่งมีรัศมีพระสรีระ ประมาณ ๘๐ ศอกบ้าง วาหนึ่งบ้างโดยรอบ ส่วนรัศมีแห่งพระสรีระของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุเป็นนิจนิรันดร์ ต้นไม้ ภูเขา เรือน กำแพง หม้อน้ำ บานประตูเป็นต้น ได้เป็นเหมือนหุ้มไว้ด้วยแผ่นทอง.
พระองค์มีพระชนมายุถึงเก้าหมื่นปี. รัศมีของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดวงดาวเป็นต้นไม่มีตลอดเวลาถึงเท่านั้น การกำหนดเวลากลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายทำการงานกันทุกอย่างด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เหมือนทำงานด้วยแสงสว่างของดวงอาทิตย์เวลากลางวัน โลกกำหนดเวลาตอนกลางคืนกลางวัน โดยดอกไม้บานยามเย็นและนกร้องยามเช้า.
ถามว่า อานุภาพนี้ของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ไม่มีหรือ.
ตอบว่า ไม่มี หามิได้.
ความจริง พระพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น เมื่อทรงประสงค์ ก็ทรงแผ่พระรัศมีไปได้ตลอดหมื่นโลกธาตุหรือยิ่งกว่านั้น แต่รัศมีแห่งพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้ามงคล แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุเป็นนิจนิรันดร์ เหมือนรัศมีวาหนึ่งของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ก็ด้วยอำนาจความปรารถนาแต่เบื้องต้น.
เขาว่า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ พระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระโอรสและพระชายา ในอัตภาพเช่นเดียวกับอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ประทับอยู่ ณ ภูเขาเช่นเดียวกับเขาวงกต.
ครั้งนั้น ยักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ตนหนึ่งกินมนุษย์เป็นอาหาร ชอบเบียดเบียนคนทุกคน ชื่อขรทาฐิกะ ได้ข่าวว่า พระมหาบุรุษชอบให้ทาน จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์เข้าไปหา ทูลขอทารกสองพระองค์กะพระมหาสัตว์.
พระมหาสัตว์ทรงดีพระทัยว่า เราจะให้ลูกน้อยสองคนแก่พราหมณ์ดังนี้ ได้ทรงประทานพระราชบุตรทั้งสองพระองค์แล้ว ทำให้แผ่นดินหวั่นไหวจนถึงน้ำ ขณะนั้น ทั้งที่พระมหาสัตว์ทรงเห็นอยู่ ยักษ์ละเพศเป็นพราหมณ์นั้นเสีย มีดวงตากลมเหลือกเหลืองดังเปลวไฟ มีเขี้ยวโง้งไม่เสมอกัน น่าเกลียดน่ากลัว มีจมูกบี้แบน มีผมแดงหยาบยาว มีเรือนร่างเสมือนต้นตาลไหม้ไฟใหม่ๆ จับทารกสองพระองค์ เหมือนกำเหง้าบัวเคี้ยวกิน.
พระมหาบุรุษมองดูยักษ์ พอยักษ์อ้าปากก็เห็นปากยักษ์นั้น มีสายเลือดไหลออกเหมือนเปลวไฟ ก็ไม่เกิดโทมนัสแม้เท่าปลายผม เมื่อคิดว่าเราให้ทานดีแล้ว ก็เกิดปีติโสมนัสมากในสรีระ. พระมหาสัตว์นั้นทรงทำความปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งทานของเรานี้ ในอนาคตกาล ขอรัศมีทั้งหลายจงแล่นออกโดยทำนองนี้ เมื่อพระองค์อาศัยความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว รัศมีทั้งหลายจึงเปล่งออกจากสรีระ แผ่ไปตลอดสถานที่มีประมาณเท่านั้น.
บุพจริยาอย่างอื่นของพระองค์ยังมีอีก. เล่ากันว่า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ พระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นี้เห็นเจดีย์ของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง คิดว่า ควรที่จะสละชีวิตของเราเพื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ให้เขาพันทั่วทั้งสรีระโดยทำนองพันประทีปด้าม ให้บรรจุถาดทองมีค่านับแสนซึ่งมีช่อดอกไม้ตูมขนาดศอกหนึ่ง เต็มด้วยของหอมและเนยใส จุดไส้เทียนพันไส้ไว้ในถาดทองนั้น ใช้ศีรษะเทินถาดทองนั้นแล้วให้จุดไฟทั่วทั้งตัว ทำประทักษิณพระเจดีย์ของพระชินเจ้าให้เวลาล่วงไปตลอดทั้งคืน.
เมื่อพระโพธิสัตว์พยายามอยู่จนอรุณขึ้นอย่างนี้ ไออุ่นก็ไม่จับแม้เพียงขุมขน ได้เป็นเหมือนเวลาเข้าไปสู่ห้องดอกปทุม.
จริงทีเดียว ชื่อว่าธรรมนี้ย่อมรักษาบุคคลผู้รักษาตน.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ
น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี.
ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่
ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ใน
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรม ย่อมไม่ไป
ทุคติ ดังนี้.
ด้วยผลแห่งกรรมแม้นี้ แสงสว่างแห่งพระสรีระของพระองค์จึงแผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุ.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า พระพุทธ
เจ้าผู้นำโลก พระนามว่ามงคล ก็ทรงกำจัดความมืดในโลก
ทรงชูประทีปธรรม.
รัศมีของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น ไม่มีผู้
เทียบยิ่งกว่าพระชินเจ้าพระองค์อื่นๆ ครอบงำแสงสว่าง
ของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ หมื่นโลกธาตุก็สว่างจ้า.
แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมํ ได้แก่ ความมืดในโลกและความมืดในดวงใจ.
บทว่า นิหนฺตฺวาน ได้แก่ ครอบงำ.
ในคำว่า ธมฺโมกฺกํ นี้ อุกฺกา ศัพท์นี้ใช้ในอรรถเป็นอันมาก มีเบ้าของช่างทองเป็นต้น.
จริงอย่างนั้น เบ้าของช่างทองทั้งหลาย พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า สณฺฑาเสน ชาตรูปํ คเหตฺวา อุกฺกามุเข ปกฺขิเปยฺย ใช้คีมคีบทองใส่ลงในปากเบ้า.
ภาชนะถ่านไฟของช่างทองทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า อุกฺกํ พนฺเธยฺย อุกฺกํ พนฺธิตฺวา อุกฺกามุขํ อาลิมฺเปยฺย พึงผูกภาชนะถ่านไฟ ครั้นผูกภาชนะถ่านไฟแล้ว พึงฉาบปากภาชนะถ่านไฟ.
เตาไฟของช่างทอง ก็พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า กมฺมารานํ ยถา อุกฺกา อนฺโต ฌายติ โน พหิ เปรียบเหมือนเตาของช่างทองทั้งหลาย ย่อมไหม้แต่ภายใน ไม่ไหม้ภายนอก.
ความเร็วของพายุ พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า เอวํวิปาโก อุกฺกาปาโต ภวิสฺสติ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้.
คบเพลิง ท่านเรียกว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า อุกฺกาสุ ธาริยมานาสุ เมื่อคบเพลิงทั้งหลายอันเขาชูอยู่.
แม้ในที่นี้คบเพลิง ท่านประสงค์ว่า อุกฺกา. เพราะฉะนั้นในที่นี้จึงมีความว่า ทรงชูคบเพลิงที่สำเร็จด้วยธรรม พระองค์ทรงชูคบเพลิงอันสำเร็จด้วยธรรมแก่โลก ซึ่งถูกความมืดคืออวิชชาปกปิดไว้ อันความมืดคืออวิชชาครอบงำไว้.
บทว่า อตุลาสิ ได้แก่ ไม่มีรัศมีอื่นเทียบได้ หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
ความว่า มีพระรัศมีอันพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ เทียบไม่ได้.
บทว่า ชิเนหญฺเญหิ ตัดบทเป็น ชิเนหิ อญฺเญหิ แปลว่า กว่าพระชินเจ้าพระองค์อื่นๆ.
บทว่า จนฺทสุริยปฺปภํ หนฺตฺวา ได้แก่ กำจัดรัศมีของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์.
บทว่า ทสสหสฺสี วิโรจติ ความว่า เว้นแสงสว่างของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ หมื่นโลกธาตุย่อมสว่างจ้าด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้าเท่านั้น.
ก็พระมงคลสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุพระโพธิญาณแล้ว ทรงยับยั้ง ณ โคนต้นไม้ที่ตรัสรู้ ๗ สัปดาห์ ทรงรับคำวอนขอให้ทรงแสดงธรรมของพรหม ทรงใคร่ครวญว่าเราจะแสดงธรรมนี้แก่ใครหนอ ก็ทรงเห็นว่า ภิกษุสามโกฏิที่บวชกับพระองค์ ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย.
ครั้งนั้น ทรงดำริว่า กุลบุตรเหล่านี้บวชตามเราซึ่งกำลังบวชอยู่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย พวกเขาถูกเราซึ่งต้องการวิเวกสละไว้ เมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เข้าไปอาศัยสิริวัฒนนคร อยู่ยังชัฏสิริวัน เอาเถิด เราจักไปแสดงธรรมแก่พวกเขาในที่นั้น แล้วทรงถือบาตรจีวรของพระองค์ เหาะสู่อากาศ เหมือนพระยาหงส์ ปรากฏพระองค์ ณ ชัฏสิริวัน.
ภิกษุเหล่านั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงอันเตวาสิกวัตรแล้วนั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงปฏิบัติมาแล้ว แก่ภิกษุเหล่านั้น.
ต่อจากนั้น ภิกษุสามโกฏิก็บรรลุพระอรหัต ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงประกาศสัจจะ ๔
อันประเสริฐสุด เทวดาและมนุษย์นั้นๆ ดื่มรสสัจจะ
บรรเทาความมืดใหญ่ได้.
ธรรมาภิสมัย การตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่เทวดา
และมนุษย์แสนโกฏิ ในปฐมธรรมเทศนาของพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ที่ชั่งไม่ได้.
แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุโร แปลว่า ๔.
บทว่า สจฺจวรุตฺตเม ความว่า จริงด้วย ประเสริฐด้วย ชื่อว่าสัจจะอันประเสริฐ.
อธิบายว่า สัจจะสูงสุด.
ปาฐะว่า จตฺตาโร สจฺจวรุตฺตเม ดังนี้ก็มี ความว่า สัจจะอันประเสริฐสูงสุดทั้ง ๔.
บทว่า เต เต ได้แก่ เทวดาและมนุษย์นั้นนั่นอันพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแนะนำแล้ว.
บทว่า สจฺจรสํ ได้แก่ ดื่มรสอมตะคือการแทงตลอดสัจจะ ๔.
บทว่า วิโนเทนฺติ มหาตมํ ความว่า บรรเทาคือกำจัด ความมืดคือโมหะ ที่พึงละด้วยมรรคนั้นๆ.
บทว่า ปตฺวาน ได้แก่ แทงตลอด.
ในบทว่า โพธึ นี้ โพธิศัพท์นี้

มคฺเค ผเล จ นิพฺพาเน   รุกฺเข ปญฺญตฺติยํ ตถา

สพฺพญฺญุเต จ ญาณสฺมึ โพธิสทฺโท ปนาคโต.

ก็โพธิศัพท์มาในอรรถ คือ มรรค ผล นิพพาน ต้นไม้ บัญญัติ พระสัพพัญญุตญาณ.

จริงอย่างนั้น โพธิศัพท์มาในอรรถว่ามรรค ได้ในประโยคเป็นต้นว่า โพธิ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ญาณในมรรค ๔ เรียกว่าโพธิ.
มาในอรรถว่าผล ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย สํวตฺตติ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้พร้อม.
มาในอรรถว่านิพพาน ได้ในประโยคนี้ว่า ปตฺวาน โพธึ อมตํ อสงฺขตํ บรรลุพระนิพพานอันไม่ตาย ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้.
มาในอรรถว่าต้นอัสสัตถะ ต้นโพธิใบ ได้ในประโยคนี้ว่า อนฺตรา จ คยํ อนฺตรา จ โพธึ ระหว่างแม่น้ำคยาและต้นโพธิ.
มาในอรรถว่าบัญญัติ ได้ในประโยคนี้ว่า โพธิ โข ราชกุมาโร โภโต โคตมสฺส ปาเท สิรสา วนฺทติ พระราชกุมารพระนามว่าโพธิ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระโคดม ด้วยเศียรเกล้า.
มาในอรรถว่าพระสัพพัญญุตญาณ ได้ในประโยคนี้ว่า ปปฺโปติ โพธึ วรภูริเมธโส พระผู้มีพระปัญญาดีอันประเสริฐดังแผ่นดิน ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ.
แม้ในที่นี้ก็พึงเห็นว่าลงในอรรถว่าพระสัพพัญญุตญาณ ลงในอรรถแม้พระอรหัตมรรคญาณก็ควร.
บทว่า อตุลํ ได้แก่ เว้นที่จะชั่งได้ คือเกินประมาณ.
อธิบายว่า ไม่มีประมาณ.
พึงถือความว่า ในปฐมธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วทรงแสดงธรรม.
สมัยใด พระมงคลพุทธเจ้าทรงอาศัยนคร ชื่อจิตตะ ประทับอยู่ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ข่มมานะของพวกเดียรถีย์ ณ โคนต้นจำปา เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทรงทำยมกปาฏิหาริย์ที่โคนต้นคัณฑัมพพฤกษ์ แล้วประทับนั่งเหนือพื้นพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ใต้โคนต้นปาริฉัตตกะ ณ ภพดาวดึงส์ ซึ่งเป็นภพประเสริฐสำเร็จด้วยทองและเงินใหม่งดงาม เป็นแดนสำเริงสำราญของเหล่าเทวดาและอสูรหนุ่มสาว ตรัสพระอภิธรรม.
สมัยนั้น ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรมได้มีแก่เทวดาแสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒.
สมัยใด พระเจ้าจักรพรรดิพระนามสุนันทะ ทรงบำเพ็ญจักรวรรดิวัตร ณ สุรภีนคร ทรงได้จักรรัตนะ.
เล่ากันว่า เมื่อพระมงคลทศพลเสด็จอุบัติขึ้นในโลก จักรรัตนะนั้นก็เขยื้อนจากฐาน. พระเจ้าสุนันทะทรงเห็นแล้ว ก็หมดความบันเทิงพระหฤทัย จึงทรงสอบถามพวกพราหมณ์ว่า จักรรัตนะนี้บังเกิดเพราะกุศลของเรา เหตุไฉนจึงเขยื้อนจากฐาน.
สมัยนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงพยากรณ์ ถึงเหตุที่จักรรัตนะนั้นเขยื้อนแด่พระราชาว่า จักรรัตนะจะเขยื้อนจากฐาน เพราะพระเจ้าจักรพรรดิหมดพระชนมายุ เพราะพระเจ้าจักรพรรดิทรงผนวช หรือเพราะพระพุทธเจ้าปรากฏ.
แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระชนมายุของพระองค์ยังไม่สิ้นดอกพระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงมีพระชนมายุยืนยาว. แต่พระมงคลสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก ด้วยเหตุนั้น จักรรัตนะของพระองค์จึงเขยื้อน.
พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิราชพร้อมทั้งบริษัท จึงทรงไหว้จักรรัตนะนั้นด้วยเศียรเกล้า ทรงวอนขอว่า ตราบใดเราจักสักการะพระมงคลทศพล ด้วยอานุภาพของท่าน ขอท่านอย่าเพิ่งอันตรธานไป ตราบนั้นด้วยเถิด.
ลำดับนั้น จักรรัตนะนั้นก็ได้ตั้งอยู่ที่ฐานตามเดิม.
แต่นั้น พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิผู้มีความบันเทิงพระหฤทัยพรั่งพร้อม อันบริษัทมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์แวดล้อมแล้ว ก็เสด็จเข้าเฝ้าพระมงคลทศพลผู้เป็นมงคลของโลกทั้งปวง ทรงอังคาสพระศาสดาพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกให้อิ่มหนำสำราญด้วยมหาทาน ถวายผ้าแคว้นกาสีแด่พระอรหันต์แสนโกฏิรูป ถวายบริขารทุกอย่างแด่พระตถาคต ทรงทำการบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทำความประหลาดใจสิ้นทั้งโลก แล้วเข้าเฝ้าพระมงคลพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลกทั้งปวง ทรงทำอัญชลีดั่งช่อดอกบัวอันไร้มลทิน อันรุ่งเรืองด้วยทศนขสโมธานไว้เหนือเศียรเกล้า ทรงถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
แม้พระราชโอรสของพระองค์ พระนามว่าอนุราชกุมาร ก็ประทับนั่งอย่างนั้นเหมือนกัน.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุบุพพิกถาโปรดชนเหล่านั้น ซึ่งมีพระเจ้าสุนันทจักรพรรดิเป็นประธาน พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิพร้อมทั้งบริษัท บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงสำรวจบุพจริยาของชนเหล่านั้น ทรงเห็นอุปนิสสัยแห่งบาตรจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ ก็ทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาซึ่งประดับด้วยข่ายจักร ตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในทันทีภิกษุทุกรูปก็มีผมขนาดสองนิ้ว ทรงบาตรจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ ถึงพร้อมด้วยอาการอันสมควรแก่สมณะ ประหนึ่งพระเถระ ๖๐ พรรษา แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า.
นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม ในสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ ภพของท้าวสักกะจอมทวยเทพ ธรรมาภิสมัย
ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่เทวดาแสนโกฏิ.
สมัยใด พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิเสด็จเข้าไปเฝ้า
พระสัมพุทธเจ้า สมัยนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐได้
ทรงลั่นธรรมเภรีอันสูงสุด.
สมัยนั้น หมู่ชนที่ตามเสด็จพระเจ้าสุนันทะมี
จำนวนเก้าสิบโกฏิ ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดไม่มีเหลือ
เป็นเอหิภิกขุ.
แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุรินฺทเทวภวเน ความว่า ในภพของท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพอีก.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ พระอภิธรรม.
บทว่า อาหนิ ได้แก่ ตี.
บทว่า วรุตฺตมํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐได้ทรงลั่นธรรมเภรีอันสูงสุด.
บทว่า อนุจรา ได้แก่ เสวกผู้ตามเสด็จประจำ.
บทว่า อาสุ ํ ได้แก่ ได้มีแล้ว. ปาฐะว่า ตทาสิ นวุติโกฏิโย ดังนี้ก็มี.
ความว่า หมู่ชนของพระเจ้าสุนันทจักรพรรดิพระองค์นั้นได้มีแล้ว.
ถ้าจะถามว่า หมู่ชนนั้นมีจำนวนเท่าไร ก็จะตอบได้ว่า มีจำนวนเก้าสิบโกฏิ.
เล่ากันว่า ครั้งนั้น เมื่อพระมงคลโลกนาถประทับอยู่ ณ เมขลบุรี.
ในนครนั้นนั่นแล สุเทวมาณพและธัมมเสนมาณพ มีมาณพพันหนึ่งเป็นบริวาร พากันบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.
เมื่อคู่พระอัครสาวกพร้อมบริวารบรรลุพระอรหัต ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ พระศาสดาทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิ นี้เป็นการประชุมครั้งแรก.
ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในการประชุมของบรรพชิต ในสมาคมญาติอันยอดเยี่ยม ณ อุตตรารามอีก นี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๒.
ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในท่ามกลางภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ในสมาคมคณะภิกษุพระเจ้าสุนันทจักรพรรดิ นี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๓.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีการ
ประชุม ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ ประชุมภิกษุแสนโกฏิ.
ครั้งที่ ๒ ประชุมภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ ประชุม
ภิกษุเก้าสิบโกฏิ ครั้งนั้น เป็นการประชุมภิกษุขีณาสพ ผู้
ไร้มลทิน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพราหมณ์ชื่อว่าสุรุจิ ในหมู่บ้านสุรุจิพราหมณ์ เป็นผู้จบไตรเพทพร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ ทั้งประเภทอักขรศาสตร์ ชำนาญร้อยกรอง ชำนาญร้อยแก้ว ทั้งเชี่ยวชาญในโลกายตศาสตร์และมหาปุริสลักษณศาสตร์.
ท่านสุรุจิพราหมณ์นั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมกถาอันไพเราะของพระทศพลแล้วเลื่อมใสถึงสรณะ นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกว่า พรุ่งนี้ ขอพระองค์โปรดทรงรับอาหารของข้าพระองค์ด้วยเถิด.
ท่านพราหมณ์นั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการภิกษุจำนวนเท่าไร จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุบริวารของพระองค์มีเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า.
ครั้งนั้น เป็นการประชุมครั้งที่ ๑ เพราะฉะนั้น เมื่อตรัสว่ามีแสนโกฏิ สุรุจิพราหมณ์จึงนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอพระองค์โปรดทรงรับอาหารของข้าพระองค์ พร้อมกับภิกษุทุกรูปพระเจ้าข้า.
พระศาสดาจึงทรงรับนิมนต์
พราหมณ์ ครั้นนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้นแล้วก็กลับไปบ้านตนคิดว่า ภิกษุจำนวนถึงเท่านี้ เราก็สามารถถวายข้าวต้มข้าวสวยและผ้าได้ แต่สถานที่ท่านจะนั่งกันจักทำอย่างไร.
ความคิดของท่านพราหมณ์นั้นก็ร้อนไปถึงพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสหัสนัยน์สักกเทวราช ซึ่งสถิตอยู่เหนือยอดขุนเขาพระเมรุ ระยะทางแปดหมื่นสี่พันโยชน์.
ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงเห็นอาสน์ร้อนขึ้นมา ก็เกิดปริวิตกว่า ใครหนอประสงค์จะให้เราเคลื่อนย้ายจากที่นี้ ทรงเล็งทิพยเนตรตรวจดูมนุษยโลกก็เห็นพระมหาบุรุษ คิดว่า พระมหาสัตว์ผู้นี้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน คิดถึงเรื่องสถานที่ภิกษุสงฆ์นั้นจะนั่ง แม้เราก็ควรจะไปที่นั้นแล้วรับส่วนบุญ จึงปลอมตัวเป็นนายช่างไม้ถือมีดและขวานแล้วปรากฏตัวต่อหน้าพระมหาบุรุษ กล่าวว่า ใครหนอมีกิจที่จะจ้างเราทำงานบ้าง.
พระมหาสัตว์เห็นแล้วก็ถามว่า ท่านสามารถทำงานของเราได้หรือ.
เขาบอกกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าศิลปะที่เราไม่รู้ ไม่มี ผู้ใดประสงค์จะให้ทำสิ่งไรๆ ไม่ว่าจะเป็นมณฑป ปราสาทหรือนิเวศน์เป็นต้นไรๆ อื่น เราก็สามารถทำได้ทั้งนั้น.
พระมหาสัตว์บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรามีงาน. เขาถามว่า งานอะไรเล่า นายท่าน. พระมหาสัตว์บอกว่า เรานิมนต์ภิกษุจำนวนแสนโกฏิ เพื่อฉันอาหารวันพรุ่งนี้ ท่านจักต้องสร้างมณฑปสำหรับภิกษุเหล่านั้นนั่งนะ. เขากล่าวว่า ได้สิ พ่อคุณ.
เขากล่าวว่า ดีละ ถ้าอย่างนั้นเราจักทำ แล้วก็ตรวจดูภูมิประเทศแห่งหนึ่ง ภูมิประเทศเหล่านั้นประมาณสิบสองโยชน์ พื้นเรียบเหมือนวงกสิณน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง. เขาคิดอีกว่า มณฑปที่เห็นเป็นแก่นไม้สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการจงผุดขึ้น ณ ที่ประมาณเท่านี้ แล้วตรวจดู ในทันใด มณฑปที่ชำแรกพื้นดินผุดโผล่ขึ้นก็เสมือนมณฑปจริง มณฑปนั้นมีหม้อเงินอยู่ที่เสาทอง มีหม้อทองอยู่ที่เสาเงิน มีหม้อแก้วประพาฬอยู่ที่เสาแก้วมณี มีหม้อแก้วมณีอยู่ที่เสาแก้วประพาฬ มีหม้อรัตนะ ๗ อยู่ที่เสารัตนะ ๗.
ต่อนั้น เขาตรวจดูว่าข่ายกระดิ่งจงห้อยระหว่างระยะของมณฑป พร้อมกับการตรวจดู ข่ายกระดิ่งก็ห้อย ซึ่งเมื่อต้องลมพานอ่อนๆ ก็เปล่งเสียงไพเราะ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง เหมือนอย่างดนตรีเครื่อง ๕ ได้เป็นเหมือนเวลาบรรเลงทิพยสังคีต.
เขาคิดว่า พวงของหอม พวงดอกไม้ พวงใบไม้และพวงรัตนะ ๗ ของทิพย์ จงห้อยลงเป็นระยะๆ. พร้อมกับคิด พวงทั้งหลายก็ห้อย. อาสนะ เครื่องลาดมีค่าเป็นของกับปิยะและเครื่องรองทั้งหลาย สำหรับภิกษุจำนวนแสนโกฏิ จงชำแรกแผ่นดินผุดโผล่ขึ้น ในทันใด ของดังกล่าวก็ผุดขึ้น. เขาคิดว่าหม้อน้ำ จงตั้งอยู่ทุกๆ มุมๆ ละหม้อ ทันใดนั่นเองหม้อน้ำทั้งหลายเต็มด้วยน้ำสะอาดหอมและเป็นกัปปิยะมีรสอร่อย เย็นอย่างยิ่ง มีปากปิดด้วยใบตองก็ตั้งขึ้น.
ท้าวสหัสสนัยน์นั้น ทรงเนรมิตสิ่งของมีประมาณเท่านี้แล้ว เข้าไปหาพราหมณ์กล่าวว่า นายท่าน มานี่แน่ะ ท่านเห็นมณฑปของท่านแล้ว โปรดให้ค่าจ้างแก่เราสิ.
พระมหาสัตว์ไปตรวจดูมณฑปนั้น เมื่อเห็นมณฑปนั่นแลสรีระก็ถูกปีติ ๕ อย่างถูกต้อง แผ่ซ่านมิได้ว่างเว้นเลย.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์เมื่อแลเห็นก็คิดอย่างนี้ว่า มณฑปนี้มิใช่ฝีมือมนุษย์สร้าง อาศัยอัธยาศัยของเรา คุณของเรา จึงร้อนถึงภพของท้าวสักกเทวราช ต่อนั้น ท้าวสักกจอมทวยเทพจึงทรงเนรมิตมณฑปนี้แน่แล้ว.
พระมหาสัตว์คิดว่า การจะถวายทานวันเดียวในมณฑปเห็นปานนี้ไม่สมควรแก่เรา จำเราจะถวายตลอด ๗ วัน.
ธรรมดาทานภายนอกแม้มีประมาณเท่านั้น ก็ยังไม่อาจทำหัวใจของพระโพธิสัตว์ให้พอใจได้ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายอาศัยจาคะ ย่อมจะชื่อว่าพอใจ ก็แต่ในเวลาที่ตัดศีรษะที่ประดับแล้วหรือควักลูกตาที่หยอดแล้ว หรือถอดเนื้อหัวใจให้เป็นทาน.
จริงอยู่ ในสิวิชาดก เมื่อพระโพธิสัตว์ของเราสละทรัพย์ห้าแสนกหาปณะทุกๆ วัน ให้ทาน ๕ แห่ง คือท่ามกลางนครและที่ประตูทั้ง ๔. ทานนั้นไม่อาจให้เกิดความพอใจในจาคะได้เลย. แต่สมัยใด ท้าวสักกเทวราชปลอมตัวเป็นพราหมณ์มาขอจักษุทั้งสองข้าง. สมัยนั้น พระโพธิสัตว์นั้นก็ควักจักษุเหล่านั้นให้ กำลังทานนั่นแหละจึงเกิดความร่าเริง จิตมิได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่เท่าปลายเส้นผม.
ด้วยประการดังกล่าวมานี้ พระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลายอาศัยแต่ทานภายนอกจึงมิได้อิ่มเลย เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษแม้พระองค์นั้นคิดว่า เราควรถวายทานแก่ภิกษุจำนวนแสนโกฏิ จึงให้ภิกษุเหล่านั้นนั่ง ณ มณฑปนั้นแล้วถวายทาน ชื่อว่าควปานะ [ขนมแป้งผสมนมโค] ๗ วัน.
โภชนะที่เขาบรรจุหม้อขนาดใหญ่ๆ ให้เต็มด้วยน้ำนมโคแล้วยกตั้งบนเตา ใส่ข้าวสารทีละน้อยๆ ลงที่น้ำนมซึ่งสุกโดยเคี่ยวจนข้นแล้วปรุงด้วยน้ำผึ้งคลุกน้ำตาลกรวดละเอียดและเนยใสเข้าด้วยกัน เรียกกันว่าควปานะ
ในบาลีนั้น ควปานะนี้นี่แหละ เขาเรียกว่าโภชนะอร่อยมีรส ๔ ดังนี้ก็มี.
แต่มนุษย์ทั้งหลายไม่อาจอังคาสได้ แม้แต่เทวดาทั้งหลายที่อยู่ช่องว่างช่องหนึ่งจึงอังคาสได้ สถานที่นั้นแม้มีขนาดสิบสองโยชน์ ก็ยังไม่พอรับภิกษุเหล่านั้นได้เลย แต่ภิกษุเหล่านั้นนั่งโดยอานุภาพของตนๆ.
วันสุดท้าย พระมหาบุรุษให้เขาล้างบาตรภิกษุทุกรูป บรรจุด้วยเนยใส เนยข้น น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น ได้ถวายพร้อมด้วยไตรจีวร ผ้าจีวรที่ภิกษุสังฆนวกะในที่นั้นได้แล้วก็เป็นของมีค่านับแสน.
ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อทรงทำอนุโมทนา ทรงใคร่ครวญดูว่า มหาบุรุษผู้นี้ได้ถวายมหาทานเห็นปานนี้จักเป็นใครกันหนอ ก็ทรงเห็นว่า ในอนาคตกาล เขาจักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในที่สุดสองอสงไขยกำไรแสนกัป แต่นั้นจึงทรงเรียกพระมหาสัตว์มาแล้วทรงพยากรณ์ว่า ล่วงกาลประมาณเท่านี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ.
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษสดับคำพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็มีหัวใจปลาบปลื้ม คิดว่า พระองค์ตรัสว่าเราจักเป็นพระพุทธเจ้า เราก็ไม่ต้องการอยู่ครองเรือนจึงละสมบัติเห็นปานนั้นเสียเหมือนก้อนเขฬะ บวชในสำนักของพระศาสดา เรียนพระพุทธวจนะ ยังอภิญญาและสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด มีฌานไม่เสื่อม ดำรงอยู่จนตลอดอายุ ที่สุดอายุบังเกิดแล้วในพรหมโลก.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ ชื่อว่าสุรุจิ เป็นผู้คง
แก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท.
เราเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถึงพระองค์เป็นสรณะ
แล้วบูชาพระสงฆ์มีพระสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วย
ของหอมและดอกไม้ ครั้นบูชาด้วยของหอมและดอกไม้
แล้วก็เลี้ยงให้อิ่มหนำสำราญด้วยขนมควปานะ.
พระมงคลพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นยอดของสัตว์สองเท้า
แม้พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า ในกัปที่ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
ตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัศดุ์แล้ว
ตั้งความเพียรกระทำทุกกรกิริยาแล้ว ฯลฯ๑- พวกเราจัก
อยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระมงคลพุทธเจ้านั้นแล้ว
ก็ยังจิตให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นไป แล้วอธิษฐานข้อวัตรยิ่งขึ้น
เพื่อบำเพ็ญบารมีให้สมบูรณ์.
ครั้งนั้น เราเพิ่มพูนปีติเพื่อบรรลุพระสัมโพธิญาณ
อันประเสริฐ ก็ถวายเคหะของเราแด่พระพุทธเจ้า แล้วบวช
ในสำนักของพระองค์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัยและนวังคสัตถุศาสน์
ทั้งหมด ยังศาสนาพระชินเจ้าให้งดงาม
เราอยู่ในพระศาสนานั้น อย่างไม่ประมาท เจริญ
พรหมวิหารภาวนา ก็ถึงฝั่งอภิญญา เข้าถึงพรหมโลก.
____________________________
๑- ดูความพิศดารในวงศ์พระสุมนพุทธเจ้าที่ ๔ หน้า ๓๕๘.
แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺธมาเลน ได้แก่ ด้วยของหอมและดอกไม้.
คำว่า ควปานะ นี้ได้กล่าวมาแล้ว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ฆตปาเนน ดังนี้ก็มี.
บทว่า ตปฺปยึ แปลว่า ให้อิ่มหนำสำราญแล้ว.
บทว่า อุตฺตรึปิ วตมธิฏฺฐสึ ได้แก่ อธิษฐานข้อวัตรยวดยิ่งขึ้น.
บทว่า ทสปารมิปูริยา ได้แก่ เพื่อทำบารมี ๑๐ ให้เต็ม.
บทว่า ปีตึ ได้แก่ ความยินดีแห่งใจ.
บทว่า อนุพฺรูหนฺโต ได้แก่ ให้เจริญ.
บทว่า สมฺโพธิวรปตฺติยา ได้แก่ เพื่อบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า.
บทว่า พุทฺเธ ทตฺวาน ได้แก่ บริจาคแด่พระพุทธเจ้า.
บทว่า มํ เคหํ ความว่า บริจาคเคหะคือสมบัติทุกอย่างของเรา แด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เพื่อเป็นปัจจัย ๔.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในพระพุทธศาสนานั้น.
บทว่า พฺรหฺมํ ได้แก่ เจริญพรหมวิหารภาวนา.
ก็พระผู้มีพระภาคมงคลพุทธเจ้ามีพระนครชื่อว่าอุตตรนคร แม้พระชนกของพระองค์เป็นกษัตริย์ พระนามว่าพระเจ้าอุตตระ แม้พระชนนีพระนามว่าพระนางอุตตระ คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสุเทวะและพระธรรมเสนะ มีพระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระปาลิตะ มีคู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสีวลาและพระอโสกา ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อต้นนาคะ [กากะทิง] พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุประมาณเก้าหมื่นปี. ส่วนพระชายาพระนามว่ายสวดี พระโอรสพระนามว่าสีวละ เสด็จอภิเนษกรมณ์โดยยานคือม้า ประทับ ณ พระวิหาร อุตตราราม อุปัฏฐากชื่ออุตตระ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นดำรงพระชนม์อยู่เก้าหมื่นปีก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน หมื่นจักรวาลก็มืดลงพร้อมกัน โดยเหตุอย่างเดียวเท่านั้น มนุษย์ทุกจักรวาลก็พากันร่ำไห้คร่ำครวญเป็นการใหญ่.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีนคร
ชื่ออุตตรนคร มีพระชนกพระนามว่าพระเจ้าอุตตระ พระ
ชนนีพระนามว่าพระนางอุตตรา.
มีคู่พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสุเทวะ พระธรรมเสนะ
มีพระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระปาลิตะ.
มีคู่พระอัครสาวิกาชื่อพระสีวลาและพระอโสกา ต้น
ไม้ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกว่าต้นนาคะ.
พระมหามุนี สูง ๘๘ ศอก พระรัศมีแล่นออกจาก
พระสรีระนั้นหลายแสน.
ในยุคนั้น ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี พระองค์
ดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น ก็ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้
ข้ามโอฆสงสาร.
คลื่นในมหาสมุทร ใครๆ ไม่อาจนับคลื่นเหล่านั้น
ได้ฉันใด สาวกของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น ใครๆ
ก็ไม่อาจนับสาวกเหล่านั้นได้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระมงคลสัมพุทธเจ้าผู้นำโลก ยังดำรงอยู่เพียงใด
ความตายของผู้ยังมีกิเลสในศาสนาของพระองค์ ก็ไม่มี
เพียงนั้น.
พระผู้มีพระยศใหญ่พระองค์นั้น ทรงชูประทีป
ธรรม ยังมหาชนให้ข้ามโอฆสงสาร แล้วก็เสด็จดับขันธ
ปรินิพพาน เหมือนดวงไฟลุกโพลงแล้วก็ดับไปฉะนั้น.
พระองค์ ครั้นทรงแสดงความที่สังขารทั้งหลาย
เป็นสภาวธรรมแล้ว ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานเหมือน
กองไฟลุกโพลงแล้วก็ดับ เหมือนดวงอาทิตย์ส่องแสง
สว่างแล้ว ก็อัสดงคตฉะนั้น.
แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ได้แก่ จากพระสรีระของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
บทว่า นิทฺธาวตี ก็คือ นิทฺธาวนฺติ พึงเห็นว่าเป็นวจนะวิปลาส.
บทว่า รํสี ก็คือ รัศมีทั้งหลาย.
บทว่า อเนกสตสหสฺสี ก็คือ หลายแสน.
บทว่า อูมี ได้แก่ ระลอกคลื่น.
บทว่า คเณตุเย แปลว่า เพื่อคำนวณ คือนับ.
อธิบายว่า คลื่นในมหาสมุทร ใครๆ ไม่อาจนับว่าคลื่นในมหาสมุทรมีเท่านี้ฉันใด แม้สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ใครๆ ก็ไม่อาจนับได้ ที่แท้เกินที่จะนับได้ ก็ฉันนั้น.
บทว่า ยาว ได้แก่ ตลอดกาลเพียงใด.
บทว่า สกิเลสมรณํ ตทา ความว่า บุคคลเป็นไปกับด้วยกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าผู้เป็นไปกับด้วยกิเลส. ความตายของผู้เป็นไปกับด้วยกิเลส ชื่อว่าสกิเลสมรณะ ความตายของผู้มีกิเลส. ความตายของผู้มีกิเลสนั้นไม่มี.
เขาว่า สมัยนั้น สาวกทั้งหลายในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พากันปรินิพพานหมด ผู้เป็นปุถุชนหรือเป็นพระโสดาบันเป็นต้นก็ยังไม่ทำกาลกิริยา [ตาย].
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สมฺโมหมารณํ ตทา ดังนี้ก็มี.
บทว่า ธมฺโมกฺกํ แปลว่า ประทีปธรรม.
ไฟ ท่านเรียกว่า ธูมเกตุ แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าประทีป เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า เหมือนประทีปส่องแสงแล้วก็ดับไป.
บทว่า มหายโส ได้แก่ พระผู้มีบริวารมาก.
อาจารย์บางพวก กล่าวว่า นิพฺพุโต โส สสาวโก.
บทว่า สงฺขารานํ ได้แก่ สังขตธรรมธรรมที่มีปัจจัย.
บทว่า สภาวตฺตํ ได้แก่ สามัญลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น.
บทว่า สุริโย อตฺถงฺคโต ยถา ความว่า ดวงอาทิตย์ซึ่งมีรัศมีนับพัน กำจัดกลุ่มความมืดทั้งหมด และส่องสว่างหมดทั้งโลก ยังถึงอัสดงคตฉันใด แม้พระมงคลพุทธเจ้าผู้เป็นดั่งดวงอาทิตย์ ผู้ทำความแย้มบานแก่เวไนยสัตว์ผู้เป็นดั่งดงบัว ทรงกำจัดความมืดในโลกทั้งภายในทั้งภายนอกทุกอย่าง ทรงรุ่งเรืองด้วยพระรัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์ ก็ถึงความดำรงอยู่ไม่ได้ก็ฉันนั้น.
คาถาที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.

จบพรรณนาวงศ์พระมังคลพุทธเจ้า
—————————————————–

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๓. มังคลพุทธวงศ์ จบ.

อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=7320&Z=7378
– — —- —————————————————————————-
ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.2&i=4

 

อดีตชาติของในหลวงคือช้างปาลิไลยกะ

http://board.plungjai.com/index.php?topic=5100.0;wap2  “อดีตในหลวง คือ ช้างป่าเลไลยก์ อนาคตในหลวง คือ พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๐” ระบุว่า

phonsak:

อดีตในหลวง คือ ช้างป่าเลไลยก์ อนาคตในหลวง คือ พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๐
1. หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
“วันหนึ่งข้างหน้าในหลวงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก”
“ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ”

  1. หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
    ได้กล่าวรับรองไว้ด้วยองค์เองทีเดียวว่า

“ครูบาขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนาม เคยเป็นช้างนาฬาคิริง

ส่วนในหลวงองค์ปัจจุบันเป็นช้างป่าเลไลยก์นะ…!!!”
(ช้างป่าเลไลยก์คือพระโพธิสัตว์)

3.  พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง (วัดจันทาราม) อ.เมือง จ.อุทัยธานี
“พระองค์ทรงมีกระแสจิตแรงมาก ฉันเองยังสู้ท่านไม่ได้”
เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ (ในหลวง) ปรารถนามานาน
แต่เวลานี้บารมีเป็น “ปรมัตถบารมี” เหลืออีก ๕ ชาติ
และที่พระองค์ปฏิบัติมามันเลยแล้ว ไม่ใช่ไม่สำเร็จ
พุทธภูมินี่ต้องบำเพ็ญกันมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์เป็น “วิริยาธิกะ”
ต้องบำเพ็ญถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป นี่เกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว
“แสนกัป” อาจยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ

4.  หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโตที่พักสงฆ์สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ลูกศิษย์ท่านหนึ่งยืนยันว่า หลวงปู่ท่านกล่าวด้วยตนเองว่า
“ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์”
ที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร กล่าวว่า:
ส่วนในหลวงองค์ปัจจุบันเป็นช้างป่าเลไลยก์นะ…!!!”
(ช้างป่าเลไลยก์คือพระโพธิสัตว์)
แล้วในหลวงจะเป็นพระโพธิสัตว์  ที่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ไหนล่ะ???

ดูก่อน ! พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ผู้เจริญ สรรพสัตว์ทั้งหลาย หากยังมิได้บรรลุธรรมอันเลิศในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านี้ คือ

พระศาสนาของเรา ๑

พระศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระศาสนาของพระรามสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระศาสนาของพระธรรมราชาสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระศาสนาของธรรมสามีสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระศาสนาของพระนารทสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระศาสนาของพระรังสีมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระศาสนาของพระเทวเทพสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระศาสนาของพระนรสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระศาสนาของพระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ ฯ

 

ช้างปาลิเลยยโพธิสัตว์ จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า “สุมังคละ” ในอนาคตกาล ฯ

ขอท่านทั้งหลายจงปรารถนาบรรลุธรรมอันเลิศ ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า “สุมังคละ”พระองค์นั้นเถิด ฯ

พระยาช้างปาลิไลยกะ ปรากฏมีชื่อว่า ปาลิไลยกะหรือ ปาลิเลยกะ

ใน ทสโพธิสัตตุปปัตติกถา (อนาคตวงศ์ ฉบับร้อยแก้ว) และ โสตัตถกีมหานิทาน ได้แสดงไว้ตรงกันว่า

พระยาช้างปาลิไลยกะ เป็น ๑ ในพระโพธิสัตว์ ๑๐ พระองค์ ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใหม่ในอนาคต องค์ที่ ๑๐   ในลำดับต่อจาก พระยาช้างนาฬาคิรี และจะมีพระนามปรากฏว่า “พระสุมังคละสัมมาสัมพุทธเจ้า[2]

อนึ่ง การถวายอุปัฏฐากแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของ พระยาช้างปาลิไลยกะในครั้งนั้น ในปัจจุบันได้ปรากฏเป็นปางหนึ่งของพระพุทธรูปปางนี้ว่า“ปางเลไลย์”

ประวัติของช้างปาลิไลยกะ

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=45910 กล่าวถึงประวัติของช้างปาลิไลยกะไว้ดังนี้

สมัยหนึ่งที่วัดโฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี “…พระภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ๒ รูป ต่างองค์มีบริวารกันองค์ละ ๕๐๐ รูป ได้เกิดทะเลาะวิวาทกันแบ่งเป็น ๒ พวก องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมาห้ามปรามให้ภิกษุทั้ง ๒ ฝ่ายสามัคคีกัน ทรงห้ามถึงวาระที่ ๓ พวกเขาก็ไม่ยอมเลิกทะเลาะกัน พระองค์ก็ทรงระอา มีความรังเกียจ ทรงหลีกออกจากหมู่พวกนี้ไปอยู่แต่ผู้เดียว ได้เสด็จไปบิณฑบาตในเมืองโกสัมพีโดยไม่ตรัสบอกภิกษุทั้งหลาย ทรงถือบาตรจีวรของพระองค์เสด็จไปแต่พระองค์เดียว ไปจำพรรษาอยู่ที่โคนต้นไม้สาละใหญ่ในป่าชื่อ “รักขิตวันสัณฑะ” ซึ่งมีช้างมีนามว่า “ปาลิไลยกะ” เป็นอุปัฏฐาก ช้างตัวนี้ละจากฝูงช้างมาจากป่า เข้ามาปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือทำทุกอย่าง น้ำใช้ นํ้าฉันก็ดี ช้างก็ใช้งวงจับกระบอกตักเอานํ้ามาถวาย ปรากฏว่าในป่านั้นมีอากาศหนาวมาก นํ้าสรงของพระพุทธเจ้า เวลาช้างจะทำนํ้าร้อนก็เอางวงจับไม้สีกันให้เป็นไฟ เมื่อไฟติดแล้วก็กลิ้งหินเข้าไปในกองไฟ แล้วก็เอาไม้เข้ามาใส่ พอเห็นว่าหินร้อนดีแล้วก็เอางวงจับไม้มางัดหินนั้นไปแช่ไว้ในนํ้า ซึ่งเป็นอ่างน้ำไม่ใหญ่โตนัก หลังจากนั้นก็เอางวงจุ่มนํ้าดู เมื่อนํ้าร้อนแล้วก็เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระองค์จึงตรัสถามว่า “ปาลิไลยกะ เจ้าต้มน้ำแล้วหรือ” ช้างก็แสดงให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปที่นั้น ในเวลานั้นพญาช้างก็ได้นำผลไม้ต่างๆ มาถวายแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จเข้าไปบิณฑบาต พญาช้างก็ถือบาตรจีวรไว้บนตระพองตามเสด็จพระพุทธเจ้าไป เมื่อพระองค์เสด็จถึงแดนบ้านแล้วจึงรับสั่งว่า “ปาลิไลยกะ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปเจ้าไม่อาจจะไปได้ เจ้าจงเอาบาตรจีวรของเรามา”

ช้างก็ส่งบาตรจีวรถวาย แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ส่วนพญาช้างก็ยืนคอยอยู่ตรงนั้นจนกว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จออกมา ในเวลาที่พระองค์เสด็จมา ช้างก็ทำการต้อนรับถือบาตรจีวรนำไปวางไว้ ณ ที่ประทับก่อน แล้วถวายงานพัดด้วยกิ่งไม้ เป็นอันว่าช้างแสดงอาจริยวัตร ปฏิบัติอยู่ตลอดในเวลากลางวัน

สำหรับในเวลากลางคืนช้างก็นำท่อนไม้มาท่อนหนึ่งเป็นท่อนใหญ่ใช้งวงจับไว้ เที่ยวเดินไปรอบๆ ในราวป่าจนกว่าอรุณจะขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะพึงมีแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอันว่าช้างตัวนี้ตั้งใจไว้ว่า เราจะรักษาพระพุทธเจ้าอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต แสดงถึงน้ำใจของช้างซึ่งมีความจงรักภักดีในพระพุทธเจ้า จริยาอย่างนี้ถือว่าเหมือนกับ เราสมาทานพระกรรมฐานด้วยการใช้คำว่า ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ช้างปาลิไลยกะเชือกนี้เป็นพระโพธิสัตว์ ในกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้า ๑๐ องค์ หลังจากพระศรีอาริยเมตไตรย เป็นองค์ที่ ๕ จัดว่าเป็นชุดที่ ๑ ส่วนชุดที่ ๒ คือ ๑. พระราม ๒. พระเจ้าปเสนทิโกศล ๓. ช้างปาริไลยกะ เป็นต้น

ในขณะที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่ที่โคนต้นไม้สาละใหญ่ในป่า เวลานั้นก็ยังมี วานรอีกตัวหนึ่ง ลิงตัวนี้เห็นช้างนั้นทำการปฏิบัติในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คิดว่าช้างทำได้ เราก็จักทำอย่างนั้นได้ เมื่อช้างถวายผลไม้พระพุทธเจ้าได้ ช้างทำวัตรปฏิบัติพระพุทธเจ้าได้ ช้างไม่มีมือมีแต่งวง เรามีมือสองมือ มีเท้าสองเท้า มือของเราจะใช้เป็นมือก็ได้ จะใช้เป็นเท้าก็ได้ เป็นอันว่าเราได้เปรียบช้างแต่ตัวเราเล็กกว่าช้าง แม้เราจะเล็กเราก็มีความสามารถ ฉะนั้น เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ลิงมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ จึงเที่ยวไป

วันหนึ่งไปเห็น รวงผึ้งที่กิ่งไม้ หาตัวผึ้งไม่มีแล้ว จึงได้หักกิ่งไม้นั้นมาแล้วก็นำรวงผึ้งนั้นมาพร้อมทั้งกิ่งไม้เข้าไปถวายพระพุทธเจ้า ได้เด็ดใบตองรองถวาย พระพุทธเจ้าทรงรับ ลิงมองดูเห็นพระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉยอยู่ไม่เสวย จึงคิดว่าพระพุทธเจ้าเห็นว่าเราเป็นลิงเล็กมีค่าไม่เท่าช้าง ความจริงน้ำผึ้งก็หวานดี จึงย่องเข้าไปดูใกล้ๆ เอามือจับปลายกิ่งไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงถือ แล้วก็พิจารณาดู ก็เห็นผึ้งตัวอ่อนๆ มีอยู่ ๒-๓ ตัว จึงค่อยๆ นำเอาผึ้งตัวอ่อนนั้นออก แล้วจึงเข้าไปถวายใหม่ ตอนนี้พระพุทธเจ้าทรงรับแล้วก็เสวย

เมื่อพระองค์เสวยน้ำผึ้ง ลิงก็ดีใจ คิดว่าช้างตัวใหญ่ทำการปฏิบัติพระพุทธเจ้าได้ เราเป็นลิงตัวเล็ก เราก็ทำได้ เราไม่แพ้ช้าง ก็ดีใจกระโดดโลดเต้นไปตามเพลงของลิง เวลานั้น กิ่งไม้ที่ลิงโดดไปจับและกิ่งไม้ที่ลิงไปเหยียบมันหักขึ้นมาพร้อมกัน ลิงตัวนั้นก็เลยตกลงมา โดนที่ปลายตอๆ หนึ่ง ตัวลิงถูกปลายตอแทงเข้าไป เพราะอาศัยที่จิตเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตายจากความเป็นลิง ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำสูง ๓๐ โยชน์ มีนางเทพอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร

ในกาลต่อมาเมื่อออกพรรษาแล้ว มีภิกษุมาจากในทิศทั้งหลายรวมกัน ๕๐๐ รูป ได้เข้าไปหาพระอานนท์ อ้อนวอนบอกว่า “จงช่วยอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าพาข้าพเจ้าทั้งหลายไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมกับพระพุทธเจ้าเถิด”

พระอานนท์จึงได้พาพระภิกษุทั้งหลายไป ณ ที่นั้นแล้ว จึงสั่งให้พระ ๕๐๐ รูป พักอยู่ข้างนอกก่อน ท่านเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ผู้เดียวก่อน เวลานั้นช้างปาริไลยกะเห็นพระอานนท์เถระเข้ามา จึงเอางวงถือท่อนไม้แล้วก็วิ่งไปจะทำร้ายพระอานนท์คิดว่าเป็นศัตรู

สมเด็จพระบรมครูทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงได้ตรัสว่า “ปาลิไลยกะ หลีกไปเสีย อย่าห้ามเธอเลย ภิกษุองค์นั้นเป็นผู้ปฏิบัติเราคืออุปัฏฐากของเรา”

พญาช้างปาลิไลยกะก็ทิ้งท่อนไม้เสียในที่นั้นเอง แสดงความเอื้อเฟื้อจะเข้าไปรับบาตร และจีวร พระเถระก็มิได้ให้ พญาช้างก็คิดว่า ถ้าภิกษุรูปนี้จะมีวัตรอันตนได้เรียนแล้ว ท่านคงจะไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นหินที่ประทับของพระพุทธเจ้า พระอานนท์เมื่อเข้าไปก็ไม่ยอมวางบาตรบนที่นั้นเพราะท่านมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “อานนท์ เวลานี้เธอมาคนเดียวหรือ”

พระอานนท์ก็ได้กราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้ามากับพระ ๕๐๐ รูปด้วยกันพระพุทธเจ้าข้า เพราะว่าเธอได้มาจากทิศต่างๆ ปรารถนาจะนมัสการสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงขอร้องให้ข้าพระพุทธเจ้าพามานมัสการ”

พระพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า “พระพวกนั้นเวลานี้อยู่ที่ไหน”

พระอานนท์จึงได้กราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่า เวลานี้พระองค์ต้องการจะให้เธอทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามานมัสการหรือไม่ จึงให้พักอยู่ภายนอก”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เธอจงเรียกพระทั้งหลายนี้เข้ามาเถิด ตถาคตอนุญาต”

ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปเข้ามาถวายบังคมองค์สมเด็จพระจอมไตรแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงทำปฏิสันถารกับเธอทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เสด็จประทับพระองค์เดียวตลอดไตรมาส ผู้ปฏิบัติถวายนํ้าสรงพระพักตร์ก็คงจะไม่มี พระองค์คงจะลำบากมาก พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจทั้งปวงของเรา อันพญาช้างมีนามว่า ปาลิไลยกะ ทำแล้ว อันบุคคลผู้ได้สหายเห็นปานนี้อยู่ด้วยกัน เป็นการสมควร เมื่อไม่ได้สหายเห็นปานนี้ ความเป็นอยู่ผู้เดียวประเสริฐกว่า”

ความจริงขึ้นชื่อว่าพระโพธิสัตว์เมื่อถึงโอกาสพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตั้งใจไปโปรดช้างปาริไลยกะซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์มากกว่า เพราะว่าเมื่อท่านเห็นว่าพระเมืองโกสัมพีปฏิบัติไม่ดี พระองค์จะเสด็จไปกรุงราชคฤห์หรือกรุงสาวัตถีก็ไปได้ วิหารก็มีอยู่ พระก็มีมาก

เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสนี้มีประโยชน์มาก ท่านทั้งหลายควรจะยึดถือถ้อยคำของพระองค์ไว้ว่า “ถ้าเราได้เพื่อนที่ดีเราควรอยู่กับเพื่อน ถ้าเพื่อนเลวเราก็ไม่ควรอยู่ เพราะจะพาเราเลวไปด้วย เราอยู่สำหรับตนคนเดียวดีกว่า” เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสคาถานี้จบ ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปก็ได้สำเร็จอรหัตผล

หลังจากนั้นพระอานนท์ก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “เวลานี้มีพระอริยสาวกอีกประมาณ ๕ โกฏซึ่งมีท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และพระนางวิสาขาเป็นหัวหน้า หวังในการเสด็จไปโปรดขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า”

พระพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธดำรัสว่า “ถ้าอย่างนั้นเธอจงรับบาตรจีวร” พระอานนท์รับบาตรจีวรแล้ว พระพุทธเจ้าจึงเสด็จออกไป พญาช้างได้ไปยืนขวางทางไว้ บรรดาภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทำอะไรพระเจ้าข้า” จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างหวังจะถวายอาหารแก่เธอทั้งหลาย และช้างเชือกนี้แหละที่ให้อุปการะแก่เราตลอดราตรีนาน ๓ เดือน การทำให้ช้างนี้ขัดเคือง ไม่เป็นการสมควร ฉะนั้นขอพวกเธอทั้งหลายจงพากันกลับเถิด เพื่อเป็นการสนองความดีที่ช้างตั้งใจไว้แล้ว”

พระพุทธเจ้าก็ทรงพาภิกษุทั้งหลายเสด็จกลับ ฝ่ายช้างเข้าสู่ป่าแล้วรวบรวมผลไม้ มีผลขนุนและกล้วย เป็นต้น นำมาไว้เป็นกองๆ แล้ว ในวันรุ่งขึ้นได้ถวายแก่พระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูปฉันไม่หมดเพราะช้างนำมามาก เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จออกไป พญาช้างก็เดินตามไปคือ พระพุทธเจ้าเดินหน้า บรรดาพระเดินตามหลัง ช้างเดินคั่นกลางระหว่างพระพุทธเจ้ากับบรรดาพระ

ต่อมาช้างก็มายืนขวางหน้าพระพุทธเจ้าไว้ บรรดาภิกษุทั้งหลายเห็นจึงกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทำอะไรพระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ช้างนี้จะส่งพวกเธอไป แล้วก็ชวนให้เรากลับ”

องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงตรัสกับช้างว่า “ปาลิไลยกะ การไปคราวนี้ของเรา เราไปไม่กลับเพราะว่าถ้าเราจะอยู่ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคผลก็ดี ย่อมไม่มีแก่เจ้าด้วยอัตภาพนี้ เจ้าจงหยุดเถิด”

พญาช้างได้ฟังคำสั่งดังนั้นแล้ว ได้สอดงวงเข้าปาก ร้องไห้เดินไปข้างหลัง พญาช้างคิดว่าถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกลับมา เราจะปฏิบัติเช่นนี้แด่องค์พระพุทธเจ้าตลอดชีวิต ฝ่ายพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงแดนบ้านแล้วตรัสว่า “ปาลิไลยกะ แต่นี้ไปมิใช่ที่ของเจ้า มันเป็นที่อยู่ของบรรดาหมู่มนุษย์ทั้งหลาย อันตรายที่จะเบียดเบียนเจ้ามีอยู่รอบข้าง เจ้าจงหยุดอยู่เถิด”

ช้างเมื่อได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้วก็ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นไม่กล้าตามไป ครั้นเมื่อสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเสด็จไปกับหมู่พระสงฆ์ มองจนกระทั่งลับตาไปแล้ว ช้างก็มีหัวใจแตกตายและไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานสูง ๓๐ โยชน์และมีนางเทพอัปสรหนึ่งพัน เพราะมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช้างตัวนั้นมีนามว่า “ปาลิไลยกเทพบุตร”

รวมความว่า ช้างปาลิไลยกะ มีความรักในพระพุทธเจ้า ลิงมีความรักในพระพุทธเจ้า ตายแล้วก็เป็นเทวดา การที่มีบางคนพูดว่า สัตว์ทำบุญไม่ได้ สัตว์ไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญกุศล นั้นไม่จริง อย่างในเรื่องนี้ช้างและลิงก็ปฏิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าได้ และที่ว่าเทวดาทำบุญไม่ได้ต้องทำบุญในขณะที่เป็นมนุษย์เท่านั้นก็ไม่จริง อย่างท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ก่อนจะเป็นเทวดาก็อาศัยก่อนตายมีจิตนึกถึงพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์พระพุทธเจ้าจบเดียวเป็นพระโสดาบัน บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เราเลี้ยงก็เหมือนกัน เราก็เลี้ยงตามที่เราจะพึงทำได้ สัตว์ก็มีความรักในเรา จิตก็เป็นกุศล สัตว์ทุกตัวที่เราเลี้ยงเมื่อตายแล้วเป็นเทวดาหมด…”

ในหลวงเลือกที่จะรบกับความยากจน

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=39360 กล่าวถึงอดีตชาติของในหลวงที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้รู้มาว่า

ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๑

โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

วันนี้ วันที่ 9 พฤษภาคม 2533 วันนี้ก็จะคุยกับบรรดาท่านพุทธบริษัทเรื่อง ซ้อมอตีตังสญาณ ที่ป่าศรีประจันต์ ตามเดิม ขณะอยู่ที่ป่าศรีประจันต์ รู้สึกว่ามีความสุขมากเพราะว่าในสถานที่นี้ ลุงวิก็มาสร้างภูเขาให้ สร้างถ้ำให้ มีสนามเดิน มีสนามหญ้า มีสวนดอกไม้ มีต้นไม้ใหญ่พุ่มไสว มีเตียงนอน นุ่มนิ่ม เตียงเป็นหิน แต่ว่านุ่มนิ่ม ภายในถ้ำก็มีธารน้ำไหล อากาศก็สบาย มีความสุข ที่นี่มีความสุขกว่าที่ป่าศรีประจันต์ด้านตะวันออกมาก ฝั่งทิศตะวันออก อยู่กับโคนต้นไม้ แต่ก็มีความสุข
แต่ว่าป่าเวลานั้น บรรดาท่านทั้งหลาย หากว่าท่านทั้งหลายมีอายุประมาณสัก 60 ปีเศษ ๆ ขึ้นไป ก็จะเข้าใจถึงป่าในเวลานั้น ถ้ามีอายุน้อยกว่านั้นจะมีความเข้าใจยาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลานั้นมีป่ามาก ประเทศไทยมีที่ว่างน้อย คนไทยยังน้อยคนไทยมีประมาณ 10 ล้านเศษ ๆ เครื่องจักรเครื่องกลทำลายป่ายังไม่มี ต้นไม้ต้องใช้เลื่อย เลื่อยบ้าง ใช้ขวานฟันบ้าง กว่าจะตัดออกสักต้นก็แสนยาก ดินแดนที่ทำมาหากินก็หาง่าย

ถ้าใครต้องการป่าที่ไหนจะทำไร่ไถนา ก็ไปตัดต้นไม้ตรงโน้นไว้ต้นหนึ่ง มุมนี้ไว้ต้นหนึ่งมุมนี้ไว้ต้นหนึ่ง มุมนี้ไว้ต้นหนึ่งแสดงว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของฉัน หลังจากนั้นก็ไปขอใบเหยียบย่ำจากเจ้าหน้าที่ แล้วก็มาค่อย ๆ ถางป่า ป่ามีมาก ความเย็นก็สูง อากาศตอนเย็น ๆ ประมาณสัก 3 โมงเย็น ก็เริ่มเย็นมากแล้ว 4 โมงเย็นน้ำค้างตก 5 โมงเย็น ถ้านั่งข้างนอก จีวรเปียก ป่ามันหนาว และก็มีความเย็นสูงมาก แค่ป่าใกล้ ๆ เป็นป่าสำหรับฝึกธุดงค์ชั้นอุกฤษฏ์ที่หลวงพ่อปานท่านให้ปฏิบัติก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยเสือสางนางไม้ เก้ง ละมั่ง กระต่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุนัขจิ้งจอกและหมาป่าก็ยังมี ที่หายากเข้ามานิด ก็คือ ช้าง ช้างมีเหมือนกัน แต่นาน ๆ จะพบสักทีหนึ่ง
เป็นอันว่า การอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก็อยู่แบบชนิดที่เรียกว่า คนอยู่ป่าใหม่ ๆ เวลาตื่นขึ้นเช้า กลดที่บังน้ำค้างก็เปียกโชกน้ำไหลโกร๊ก ดีไม่ดี ก็ขึ้นลงข้างล่าง ทีนี้พอลุงวิท่านพามา มาอยู่ที่ถ้ำชั่วคราว ขอเรียกตามท่าน อยู่ที่ถ้ำ และเขาชั่วคราว (มันจะเป็นชั่วคราวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ที่นี่มีความสุข

สถานที่เดินก็มีเงื้อมเขาชะโงกมาเป็นหลังคา น้ำค้างตกลงมาก็ไม่ถูก มีลานสำหรับเดินเล่น มีลานหญ้ามีต้นไม้สวย ๆ มีดอกไม้สวย ๆ และก็ไม่ต้องบำรุง ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด สวยจริง ๆ กลางคืนเสียงจักจั่นเรไรร้อง เสียงไพเราะ นาน ๆ จะได้ยินเสียงเสือร้องสักครั้งหนึ่ง เสือร้องกลางคืนเสียงครืด ๆ ๆ ไม่ใช่ปี๊บ ๆ ๆ ก็มีความสุขอยู่กันอย่างสบาย
แต่การอยู่ธุดงค์ต้องระมัดระวัง นั่นก็คือว่าการที่จะต้องอดข้าวกินจะต้องระวังทางด้านจิตใจ ไม่ให้นิวรณ์กวนใจ ขึ้นชื่อว่า นิวรณ์ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันต้องกวนตลอดเวลา คำว่า นิวรณ์ เดี๋ยวท่านจะไม่ทราบว่าอะไร บางท่านไม่ทราบ คำว่า นิวรณ์ เป็นภาษาบาลีตามพระไตรปิฏกท่านแปลว่า เป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง นั่นก็หมายความว่าคนใดถ้านิวรณ์รบกวนใจ ประจำใจอยู่ เวลานั้นเป็นคนไร้ปัญญา นิวรณ์ 5 ประการก็คือ

1. ความรักในระหว่างเพศ ขอเจาะเอาสั้น ๆ คือ รักรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ก็ขอบอกสั้น ๆ ว่า ความรักระหว่างเพศ รักแก้ว ถ้วยโถโอชามสร้อยถนิมพิมพา ก็รักแค่นั้นแหละ ความรุ่มร้อนมันมีน้อย ถ้าเกิดรักคนสวยขึ้นมานี่ ความเร่าร้อนมันมีมาก เลยถือใช้คำนี้เป็นคำสำคัญ และก็
2. อารมณ์ไม่พอใจ จะต้องมีอารมณ์แช่มชื่นอยู่เสมอ
3. ความง่วงในขณะที่ปฏิบัติความดี
4. อารมณ์ฟุ้งซ่านนอกรีตนอกรอย สร้างวิมานในอากาศ
5. สงสัยในความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกฏของกรรม

รวมความว่า ทั้ง 5 อย่างนี้ จะต้องไม่ให้เป็นเจ้าหัวใจ มันมีได้ แต่ทว่า มันก็ต้องมีไม่ใช่ไม่มี แต่มันมีขึ้นเดี๋ยวเดียว ต้องรีบตกลงไป
ถ้า กามฉันทะ เกิดขึ้น ก็ใช้ ภายคตานุสสติ กับอสุภกรรมฐาน เข้าหักล้าง
ถ้า ความโกรธ ความพยาบาท เกิดขึ้น ใช้ พรหมวิหาร 4 เข้าหักล้าง
ถ้า ความง่วง เกิดขึ้น เอาน้ำล้างหน้า หักล้าง
ถ้า ความฟุ้งซ่าน เกิดขึ้นจับ อานาปานสติ หักล้าง

ถ้า ความสงสัยเกิดขึ้น ใช้ ปัญญา ใคร่ครวญความเป็นจริง ถึงความ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น ความแก่ ความเก่า ในท่ามกลาง การเปลี่ยนแปลงในท่ามกลางการแตกสลายในที่สุด
ค่อย ๆ ทำมันไปตามนี้เบา ๆ ไม่ต้องเรียนมาก เวลาที่เข้าป่าเพิ่งได้นักธรรมตรี กำลังจะเรียนนักธรรมโท และเวลาว่างก็อ่านแบบนักธรรมโทไปด้วย หนังสืออธิบายด้วย ถ้าหากว่าไม่เข้าใจตอนไหนก็ขีด ๆ เส้นใต้ ไว้ถามพระท่านต่อไป พระท่านอธิบายเข้าใจง่าย ๆ ไม่ยากเหมือนครูสอน
ต่อมาวันหนึ่งก็มานั่งหารือกันว่า บรรดาพวกเราทั้งหลายก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่ขณะที่เราฝึกอยู่ที่ป่าช้าวัดบางนมโค ตอนนั้นหลวงพ่อปานสั่งอะไรไว้เป็นสำคัญ สิ่งที่สั่งไว้เป็นสำคัญก็คือ อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว

อย่างที่ป่าช้าวัดบางนมโค มีอะไรบ้างต้องเขียนแต่ละสมัย ไปรายงานให้หลวงพ่อปานทราบ เวลาที่เราไปเที่ยว วัดบางปลาหมอก็กลับมาเขียนรายงานให้ทราบว่า ในอดีตมีอะไรบ้าง ไปเที่ยววัดหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกก็ต้องรายงานให้ทราบ ไปเที่ยววัดสามกอ ก็ต้องรายงานให้ทราบ อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้ก่อนจะมา หลวงพ่อปานสั่งว่า เธอจะไปที่ไหนก็ตาม ไปพักที่ไหนก็ตาม ต้องรู้อดีตของที่นั่น แต่ทว่าความสำคัญที่พวกเรารู้ บางทีหลวงพ่อปานก็ขีด ๆ ว่า ถูก บางทีก็บอกว่าถูก แต่ไม่ครบถ้วน บางทีก็บอกว่า ถูก แต่ว่าผิดสมัย สมัยที่น่าจะรู้มากกว่านี้ ทำไมจึงไม่รู้ ก็รวมความว่า เรารู้ไม่จริง
ความรู้จริงต้องอาศัยตามที่ อาจารย์ทองบอก อาจารย์ทองบอกว่า การรู้ด้วยกำลังของฌาน 4 ยังมีอุปาทานกินมาก ถ้าจะรู้จริง ๆ ไม่พลาด ต้องอาศัยถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง คือ ถามพระพุทธเจ้าเอง

ที่นี้ สมัยที่อยู่ฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำศรีประจันต์ ใกล้อำเภอผักไห่ เราไม่มีเวลาจะทำกลางวันก็แย่ กลางคืนก็เครียดจากความหนาว เวลานี้เรามีความสุขสบายแล้วในเรื่องการรู้เรื่องราวสถานที่ต่าง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งตรงนั้นทั้งทั่วประเทศ หรือทั่วโลก เราอยากจะรู้อะไรที่ไหน เราก็สามารถรู้ได้ แต่ว่าพวกเราจะรู้กันอย่างไร เอามาสอบกันดีไหมต่างคนต่างใช้อตีตังสญาณ แล้วมาสอบกัน เพื่อนทั้ง 2 ก็ค้าน

ท่านลิงขาวบอกว่า ทำอย่างนั้นได้ แต่ว่าอุปาทานมันจะกินมาก ยิ่งเรามีความสนใจมาก อุปาทานก็กินมาก และอีกประการที่ 2 เราไม่มีเครื่องสอบสวน เอากันอย่างนี้ดีกว่าทางที่ดี ถามตรงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นการรบกวนท่านเกินไปไหม ความจริงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ไม่น่าจะกวนพระพุทธเจ้า

ท่านอีกองค์หนึ่ง ท่านลิงเล็กก็บอกว่า เป็นความจริง เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะกวนก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุด ท่านเจ้าของที่ คือ ภุมเทวดาท่านต้องรู้ ภุมเทวดาไม่ใช่ว่าจะมีขอบเขต และมีร่างกายเป็นทิพย์ มีใจเป็นทิพย์ มีอารมณ์เป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์ มีหูเป็นทิพย์ ทิพย์ทั้งหมด ถ้าหากว่าภุมเทวดาท่านบอกว่า ความรู้ท่านแคบไป เราเอาแค่ท่านรู้ หลังจากนั้นก็ถามรุกขเทวดา รุกขนางฟ้า ถ้ารุกขเทวดา รุกขานางฟ้า ท่านบอกเราแคบเกินไป เราก็ถามอากาสเทวดา ต่อไปดีไหม ทุกองค์ก็เห็นพร้อมใจกันบอก ดี

ทีนี้เราจะรู้อะไรก่อน เพื่อนก็บอกว่า เวลานี้เรามาอยู่ใกล้ดอนเจดีย์ ดอนเจดีย์เป็นสถานที่ไม่ทราบว่าประวัติศาสตร์เขาเขียนกันว่าอย่างไร จริง ๆ แล้วมีความเข้าใจว่า ฝังศพพระมหาอุปราช เขาว่าอย่างนั้น ทีนี้เราก็ไม่แน่ใจว่า คนเขียนเขาจะเขียนถูก หรือเขียนผิดหรือเราจะรู้ถูกรู้ผิด เราก็ไม่ทราบ เราจะถามใคร ทั้ง 2 องค์ก็นิ่ง

เมื่อนิ่งแล้วก็เสียงดังคล้าย ๆ หินโยนตึ๊กข้างหลัง เหลียวไปดู เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวสวย เขาใช้ชุดทรงสีขาวนุ่งผ้าพื้น ใส่รองเท้าเชิงงอน ใส่เสื้อเรียบ ๆ มีเครื่องผูกหัวน่ะ ผูกผมนิดหน่อย เป็นผู้ชาย เดินมาแล้วก็ยกมือไหว้ถามว่า ท่านคุยกันเรื่องอะไรครับ ก็ถามว่าคุณมาจากไหน ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาว่าผมเป็นภุมเทวดาที่นี่ครับ

ท่านวิ (ลุงวิ) สั่งผมไว้ว่าท่านมีธุระอะไร ถ้าไม่เกินวิสัยของผม ให้ผมบอก ถ้าเกินวิสัยของผม ให้ถามรุกขเทวดาต่อ ถ้ารุกขเทวดาตอบไม่ได้ ถามอากาสเทวดาชั้นจาตุมหาราช ถ้าเกินวิสัยจากท่านนั้นก็ให้ถามตรงท่านวิเลย สำหรับท่านวิอะไร ๆ ก็รู้หมด

เลยถามว่า ท่านเป็นภุมเทวดาอยู่ที่นี่นานไหม ท่านบอกว่า ถ้าจะนับอายุมนุษย์ก็ประมาณ 300 ปีเศษแล้ว ก็ถามว่า ถ้านับอายุเทวดาจะเท่าไร ท่านบอกว่าใช้ 50 หารสิครับ 50 ปีของมนุษย์เป็น 1 วันของผม 300 ปีนี่มันกี่วัน 6 วันเท่านั้นเอง ก็ถาม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเวลาหลับเวลานอน ท่านบอก เทวดาไม่มีความจำเป็นต้องนอน เทวดาไม่มีความจำเป็นต้องหลับ คำว่า เหนื่อยของเทวดา ไม่มี เพราะเทวดาไม่มีขันธ์ 5

เลยถามท่านว่า ถ้าอย่างนั้นที่ดอนเจดีย์นี่อยากจะทราบว่า เขาฝังศพพระมหาอุปราชใช่ไหม ท่านบอกว่า ไม่มีใครเขาเอาข้าศึกมาบูชาหรอกครับ (แหม..ท่านตอบน่ารัก) พระมหาอุปราชกษัตริย์ของพม่าเวลานั้นเป็นศัตรูกับคนไทย ยกทัพมาย่ำยี่ ไทยอาศัย พระนเรศวร กับพระเอกาทศรถ ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมาก จึงเข้าชนช้างกัน ในที่สุด ก็ฟันพระมหาอุปราชตาย และพระเอกาทศรถก็ฆ่านายทหารของเขาตายพร้อมกัน ทีนี้

ศพคนเลว ๆ แบบนี้ ไม่มีใครบูชา ก็เลยถามว่า ถ้าอย่างนั้นเขาฝังอะไรไว้ล่ะ ท่านบอก เขาฝังเครื่องสาตราวุธที่มีอยู่บนหลังช้างทั้งหมด ก็ถามว่า ช้างไม่วิ่งหนีหรือ ท่านตอบ ช้างมันวิ่งหนีไม่ได้เพราะควาญช้างก็ถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน จับช้างได้จึงเอากูบช้างลงมา อาวุธทั้งหมดในนั้นมีครบ ถอดเครื่องกษัตริย์วางไว้ แล้วก็นำมาขุดหลุมฝังที่ตรงนี้ แล้วทำเจดีย์ครอบ ก่อนที่จะฝัง เขาทำพิธีกรรมเหยียบย่ำกันอย่างหนัก

เรียกว่า สาปให้พม่าฉิบหายขายตนไปเลย เมื่อถามท่านต่อมาว่า การเหยียบย่ำใครเหยียบ ก็บอกว่า พราหมณ์หรือเจ้าพิธีกรรมเป็นคนเหยียบ ไม่ใช่พระนเรศวรเป็นคนเหยียบ และตอนทำพิธีกรรมเหยียบย่ำแล้ว เขาทำอ่างเก็บไว้ เวลานี้ของทั้งหลายเหล่านั้นยังอยู่ดี เขาทำเป็นอ่างเก็บดีเรียบร้อย ไม่มีสนิม และก็ปิดสนิท

หลังจากนั้นก็ทำเจดีย์ เมื่อทำเจดีย์เสร็จ ก็นิมนต์พระมาสวด พระมาทำพิธีกรรมพระแก่ที่เป็นหัวหน้าที่สุดเป็น อรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ เวลานั้นมีพระอรหันต์มาร่วมจริง ๆ 6 องค์ นอกจากนั้นก็เป็นพระอันดับต่ำลงมา พระทรงฌานโลกีย์ แล้วก็ถามท่านต่อไปแล้วอย่างไรต่อไป ท่านก็บอกว่า ถามเท่านี้ ตอบเท่านี้ แล้วจะเอาอย่างไรอีกล่ะ

ก็ถามต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นคำสาปของพระอรหันต์จะมีผลขนาดไหน ท่านตอบว่าคำสาปของพระอรหันต์ ท่านลุงวิบอกแล้ว บอกว่า ประเทศไทย ก็เป็นประเทศไทย ไม่เป็นประเทศราช ไม่เป็นขี้ข้าของพม่าต่อไป แต่พม่ายังจะมีการรุกรานประเทศไทยต่อไปอีก ตามกฎของกรรมของคนไทย และก็เป็นกรรมของทหารพม่า

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าทหารพม่า เจ้านายยกทัพมา มันก็ต้องตายกัน พลัดลูกพลัดเมีย พลัดพ่อพลัดแม่ ผู้หญิงเป็นหม้ายไปตาม ๆ กัน ก็รวมความว่า สงครามไม่มีอะไรดี สงครามมีแต่ความโหดร้าย แล้วต่อไปประเทศไทยก็ต้องย้ายไปที่ บางกอก คือฝั่งธนบุรี หลังจากนั้นจะต้องอยู่ฝั่ง กรุงเทพ คือ ฝั่งบางกอกใหญ่

แล้วก็ถามท่านบอกว่า เวลานี้ก็อยู่ที่กรุงเทพแล้ว ก็อยากจะทราบจริง ๆ เอากันจริง ๆ นะว่า พระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตขณะที่จะยกทัพไปตีพม่า กำลังใจของท่านเวลานั้นมีกำลังใจอย่างเดียว คือ ฆ่า หรือจับ ยึดประเทศชาติให้ได้ ทำลายพม่าให้ได้ กำลังใจเต็มอารมณ์ของความบาป อยากจะทราบว่า พระนเรศวรตกนรกหรือเปล่าท่านภุมเทวดาท่านก็บอกว่าไม่ตกนรกครับ เลยถามท่านบอกว่า ขนาดที่บาปยกทัพจะไปรบกันน่ะ มีแต่อาวุธ ทั้งกำลังใจตั้งใจจะห้ำหั่นกัน ท่านภุมเทวดาท่านก็บอกว่า ความจริงการยกทัพไปรบก็มีอารมณ์ 2 อย่าง

1. อยากจะห้ำหั่นข้าศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องการมากอย่างยิ่ง คือ ยึดพื้นที่
และประการที่ 2 มีความต้องการ ให้บุคคลภายหลังในประเทศของเรา อยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วยความเมตตาปรานี จะได้ไม่ถูกบรรดาพม่าทั้งหลายรบกวนต่อไป กำลังใจเป็นทั้งบุญ และบาป

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักรบทุกคนที่ไปรบนั้นหรือเวลาอื่นก็ตาม ทุกคนตื่นขึ้นเช้าเป็นนักบุญหมด พอเทวดาบอกอย่างนั้น ก็ตกใจว่า นักรบเป็นนักบุญหมด ถาม นักรบเป็นนักบุญอย่างไร ท่านก็ตอบว่า นักรบทุกคน ตื่นขึ้นมาแล้ว นึกถึงพระอันดับแรก พระที่ห้อยอยู่ที่คอ ความจริงนะ พระจริง ๆ ไปรบมากกว่าคนไปรบ คน 30 คน มีพระเกิน 100 องค์ที่ร่วมรบ

เป็นอันว่า นักรบทุกคนเวลาตื่นขึ้นเช้าไม่อยากตาย ปลุกพระ อาราธนาบารมีพระให้ช่วย คำว่า พระที่ห้อยคอ นี่หมายถึง พระพุทธเจ้า และก็หมายถึง พระสงฆ์ผู้ทำพระ เขานึกถึงพระที่ห้อยคอแล้ว เขาก็ปลุกด้วยคาถาตามที่เขาเรียนมา เป็นการอาราธนาบารมีของความปลอดภัยของตัว เขาเป็นนักบุญทุกวัน

ในเมื่อเขาเป็นนักบุญอย่างนี้ ถ้าถูกฆ่าตายในขณะที่จิตใจนึกถึงพระ แทนที่เขาจะไปนรก เขาไปสวรรค์ทันที เพราะใจนึกถึงพระ (เอาเข้านั่น) และพระนเรศวรมหาราชก็เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ได้นึกถึงพระเฉพาะป้องกันพระองค์เอง นึกถึงพระให้ป้องกันทหารในกองทัพทั้งหมด นึกว่าขอให้ชนะข้าศึก เพื่อให้คนไทยทั้งหมดมีความสุข เมตตาสูงมาก ฉะนั้น พระนเรศวรมหาราชท่านจึงไม่ลงนรก

เมื่อฟังไปแล้วก็คิดว่า เอ๊ะ…นี่เราได้ความรู้จากเทวดา เราคิดกันมานานแล้วว่า ถ้านักรบต้องตกนรก นี่ไม่ใช่เสียแล้ว เทวดาพูด เราต้องเชื่อ ถ้าใครจะไม่เชื่อ ก็เชิญไปซักเทวดาที่ศรีประจันต์ก็แล้วกัน ข้าง ๆ กับดอนเจดีย์ เลยถามไปนิดว่า ขอต่ออีกหน่อยได้ไหม ท่านถามว่า ต่ออะไร อยากจะถามว่า พระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตแล้ว ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน

ท่านตอบทันทีเลยว่า นักรบไปอยู่ชั้นจาตุมหาราชเป็นนายของพวกผม ถามว่า เวลานี้พระนเรศวรมหาราชอยู่ทิศไหน ท่านบอกว่า เวลานี้พระนเรศวรมหาราชอยู่ทิศตะวันออกของประเทศไทย คำว่า ตะวันออก นี่หมายถึง ประเทศไหน หรือแหล่งไหน ท่านบอก ไม่ใช่

เวลานี้พระนเรศวรมหาราชเกิดเป็นคนแล้ว และอยู่ในประเทศด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย จึงถามว่าท่านบอกว่า พระนเรศวรมหาราชเป็นคนไทย หรือเป็นคนแขก หรือเป็นคนลาว หรือเป็นฝรั่ง ท่านบอกว่า เป็นคนไทยที่เกิดในเมืองฝรั่ง และในกาลต่อไปข้างหน้าวาระเข้ามาถึง พระนเรศวรมหาราชจะเข้ามาครองประเทศไทยในฐานะเป็น พระมหากษัตริย์

บรรดาท่านพุทธบริษัทอ่านเรื่องนี้แล้ว ทิ้งไว้ก่อนนะอย่าเชื่อนะอย่างไปเชื่อ ถ้าจะเชื่อก็ถามท่านผู้รู้จริง ๆ อันนี้เป็นการฟังจากภุมเทวดา ถามว่า เป็นกษัตริย์จะเป็นกษัตริย์นักรบไหม ท่านบอกว่า ขึ้นชื่อว่า พระนเรศวร เกิดชาติไหน รบชาตินั้น แต่การรบตอนหลัง พระนเรศวรจะไม่มีเวลาพักผ่อน

ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นกษัตริย์ก็จะรบเรื่อยไป จนกระทั่งยันวันตายเลย บอกว่า ถ้าอย่างนั้น คนไทยทั้งชาติไม่ต้องทำมาหากินกันละ ก็รบกันอย่างเดียว ภุมเทวดาท่านบอกว่า ไม่ใช่ คนไทยทั้งชาติ ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน แต่พระนเรศวรมหาราชจะตั้งหน้าตั้งตารบ ถามว่า รบองค์เดียวหรือ ท่านบอกว่า มีคู่หูรบ ถามว่า รบกับอะไร รบกับใคร รบอย่างไร ท่านบอกว่า รบกับความยากจนของคนทั้งชาตินั่นคือ พระนเรศวรมหาราชมีพระเมตตากรุณากับคนไทยมามาก

ในกาลก่อนที่ต้องการรบ ก็เพราะว่า ต้องการให้บรรดาประชาชนมีความสุข ถ้าพม่ารบกวนอย่างนั้น คนไทยจะมีความสุขไม่ได้ จะตั้งตัวไม่ได้ ก็มีความจำเป็นต้องรบ เสี่ยงชีวิตแม้ต้องปีนค่าย เอาปากคาบดาบ เอามือยึดค่าย เท้าปีนค่ายก็เอาขึ้นไปฟันกับข้าศึก ถ้าพลาดพลั้งมันก็ต้องตาย เสียสละชีวิตของพระองค์ เพื่อคนไทยทั้งชาติขนาดนี้

และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นนิสัย ขึ้นชื่อว่า นิสัย นี่ละไม่ได้ ดู พระสารีบุตร เคยเป็นลิงเหมือนกัน นิสัยลิงต้องโดด เมื่อถึงลำคลอง ลำรางพอจะข้ามได้ก็ไม่ข้าม กระโดด จนกระทั่งพระบวชใหม่สงสัย องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงบอกว่า กิเลส ละได้ แต่นิสัย ละไม่ได้ ขนาดเป็น อัครสาวก

ทีนี้สำหรับ พระนเรศวรมหาราชเป็นนักรบ เป็นนิสัย เกิดชาติไหน ก็ต้องรบชาตินั้น ในเมื่อเกิดชาติตอนหลังขึ้นมา โอกาสที่จะรบอย่างนั้นมันไม่มี เพราะว่า มีแม่ทัพ มีนายกอง มีรัฐบาลควบคุมงานการบริหาร รัฐบาลควบคุม พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องวางแผนรบกับความยากจนของบรรดาประชาชนชาวไทย ถามท่านว่า อีกกี่ปี จะถึงวาระที่พระนเรศวรมหาราชมาครองประเทศไทย ท่านบอกว่า หากว่าท่านอยู่ไปไม่ตาย ไม่นานนักท่านก็มาครองประเทศไทยแน่ เวลาที่ถาม เป็นสมัยของรัชกาลที่ 8

[1] http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=9030

[2] ประวัติของพระมังคละพุทธเจ้า http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.2&i=4

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s