Keep Talking


Keep talking

For millions of years mankind lived just like the animals
Then something happened which unleashed the power of our imagination
We learned to talk

There’s a silence surrounding me
I can’t seem to think straight
I’ll sit in the corner
No one can bother me
I think I should speak now
I can’t seem to speak now
My words won’t come out right
I feel like I’m drowning
I’m feeling weak now
But I can’t show my weakness
I sometimes wonder
Where do we go from here

It doesn’t have to be like this
All we need to do is make sure we keep talking

Why won’t you talk to me
You never talk to me
What are you thinking
What are you feeling
Why won’t you talk to me
You never talk to me
What are you thinking
Where do we go from here

It doesn’t have to be like this
All we need to do is make sure we keep talking

Why won’t you talk to me
You never talk to me
What are you thinking
What are you feeling
Why won’t you talk to me
You never talk to me
What are you thinking
What are you feeling

I feel like I’m drowning
You know I can’t breathe now
We’re going nowhere
We’re going nowhere

Writer(s): Samson, Gilmour, Polly Annie Samson, David Jon Gilmour, Richard Wright, Wright
Copyright: Pink Floyd Music Publishers Ltd., Pink Floyd Music Publisher

ในเพลง “Keep Talking” นี้มีการนำ guitar talk box มาใช้แปลงเสียงกีตาร์ให้ฟังดูเหมือนคนพูดอะไรสักอย่างแต่ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นภาษาคน แล้วก็ใส่เอฟเฟ็คต์กีตาร์ลงไปเพื่อให้เสียงกีตาร์ ๒ ตัวสะท้อนกันไปมาคล้ายๆกับเพลง “Run Like Hell” ในชุด The Wall ฟังแล้วได้อารมณ์ประมาณว่าคน ๒ คนผิดใจกันไม่พูดไม่จากัน คนหนึ่งหรืออาจจะทั้ง ๒ คนนั่นแหละก็อาจจะอยากจะพูดจากันอยู่บ้างเหมือนกันนะ แต่มันกลายเป็นว่าพูดอะไรออกมาแล้วอีกฝ่ายไม่รับรู้รับฟัง หรือฟังแล้วไม่รู้เรื่องกัน ฟังแล้วไม่เข้าใจกัน ทำให้นึกถึงเรื่องราวระหว่าง Gilmour กับ Waters ผู้เข้มแข็งกลับกลายเป็นผู้แปลกแยก ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานจึงต้องก้าวเดินจากไป ขณะที่อีกคนซึ่งเคยอ่อนแอ แพ้พ่ายให้กับมรสุมชีวิตที่รุมเค้า พึ่งจะก้าวกลับมาจากโลกมืด โลกของยาเสพติดกลับยังคงอยู่ ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานให้ก้าวเดินต่อไปด้วยกัน จะต่างอะไรกับกระต่ายเปรียวที่แพ้พ่ายให้กับเต่าเชื่องช้า

เป็นไปได้ไหมที่คน ๒ คนจะกลับมาพูดจากัน มิตรภาพจะหวนกลับคืนมา ???

ยุคทุนสามานย์หลอกใช้มวลชนผ่านพ้นไปแล้ว ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคขุนศึกเรืองอำนาจ แต่ความแตกแยกในสังคมไทยยังคงดำรงอยู่ ทุนกินรวบถูกขับไล่พ้นจากบัลลังก์อำนาจ ทุนกินแบ่งแอบอิงกองทัพ แสวงประโยชน์จากอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐบาลทหาร บ้างก็มาในคราบเสนาบดีร่วมรัฐบาล บ้างก็คอยส่งเสียงกระซิบกระซาบอยู่ข้างหูคณะเสนาบดีกระทรวงต่างๆ บ้างก็แสดงออกอย่างซึ่งหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลออกนโยบายที่ให้ประโยชน์โดยตรง สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทุนกินแบ่ง ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ควรเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับความช่วยเหลือ ได้รับประโยชน์โดยตรง ได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายรัฐกลับได้รับเพียงการปันส่วนเศษอาหารอันน้อยนิดที่ทุนกินแบ่งจำใจต้องแบ่งปันให้ด้วยสายตาชิงชังรังเกียจ : น่าขยะแขยงเสียจริงพวกกากเดนสังคมพวกนี้ คอยแต่จะเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ น่าเบื่อ น่ารำคาญ สารพัดเงินอุดหนุน สารพัดเงินช่วยเหลือที่พวกมึงได้ไปน่ะมาจากเงินภาษีที่พวกกูจ่ายให้กับรัฐทั้งนั้น คอรัปชั่นเป็นเรื่องที่พวกกูยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป แต่การแทรกแซงนโยบายรัฐด้วยสารพัดวิธีเพื่อบิดเบือนโครงการรัฐ นำมาซึ่งผลประโยชน์ทางตรงสู่มือทุนกินแบ่งแบบที่พวกกูทำนี่ถึงจะเรียกว่าเป็นความถูกต้อง ชอบธรรม !!!

ทุนกินรวบคิดอย่าง ทุนกินแบ่งคิดอย่าง ปัญญาชนที่ลุ่มหลงระบอบประธานาธิบดีก็คิดอย่าง ปัญญาชนที่ลุ่มหลงระบอบสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์ก็คิดอีกอย่าง ฯลฯ ต่างคนต่างคิด ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีใครยอมใคร คิดเหมือนกันคือพวกเดียวกัน คิดต่างกันคือศัตรู ฯลฯ

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสะอาด(Green Technology) พลังงานสะอาด(Green Energy) ใครต่อใครต่างเรียกร้องต้องการเทคโนโลยีและพลังงานที่เป็นมิตรกับผู้คน(แรงงาน) สังคม และสิ่งแวดล้อม นานาประเทศประกาศว่าปีนั้น ปีนี้ประเทศเขาจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ยุติการใช้ถ่านหิน เป้าหมายในการพัฒนาประเทศในระยะยาวของไทยก็ระบุไว้เช่นนั้น แต่วันนี้รัฐบาลกลับระบุว่าเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฯลฯ

คิดก็อย่างหนึ่ง พูดก็อย่างหนึ่ง ส่วนการกระทำจะเป็นอย่างไรนั้นสุดแท้แต่ผลประโยชน์จะพัดพาไป ???

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็น ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทยคือเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมต่ออาเซียน ประเด็นต่างๆเหล่านี้ไม่มีใครเถียง แต่จะดำเนินการอย่างไรนี่ล่ะที่เป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่ : รถไฟรางคู่คือสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยลดต้นทุนสินค้า ลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งแต่ภาครัฐกลับให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงมากกว่า

รถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้นเอกชนอย่าง BTS ดำเนินการแล้วมีกำไรขณะที่ Airport Links เป็นของรัฐ ผู้โดยสารแออัดยัดเยียดแต่ผลการดำเนินงานที่ออกมาปรากฏว่าขาดทุน รัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งก็เช่นกัน เอกชนทำแล้วมีกำไร อะไรที่เป็นของรัฐกลับขาดทุนยับเยิน งบประมาณเพื่อการลงทุนของรัฐก็มีจำกัด เงินส่วนใหญ่หมดไปกับงบประมาณประจำและการใช้หนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ แต่รัฐก็ยังวางแผนว่าจะลงทุนทำสารพัดโครงการต่างๆด้วยตัวเอง

พลังแห่งด้านมืด

Hyperinflation คือจุดเริ่มต้นทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน (Stagnant/stagflation) จากนั้นก็ตามมาด้วยภาวะฟองสบู่แตก ราคาน้ำมัน ทองคำ สินค้าเกษตรตกต่ำดำดิ่ง รายได้ “เงินในกระเป๋า : กำลังซื้อของประชาชน” หดหายไปแบบฮวบฮาบตามราคาข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ฯลฯ แต่ราคาสินค้าไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมันที่ผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นราคาสินค้า demand กับ supply จึงอยู่ห่างไกลกันสุดกู่ หากันยังไงก็หาไม่เจอ กระตุ้นเศรษฐกิจกันจนตาย สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงอีกสัก ๑๐๐ สาย demand กับ supply ก็ยังหากันไม่เจอเพราะแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด

ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงแล้ว ค่าแรงก็ปรับขึ้นมาขั้นต่ำวันละ ๓๐๐ บาท ป.ตรีได้เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาทแล้ว แต่ทำไมเศรษฐกิจไทย “การบริโภคภายในประเทศ” ยังไม่ฟื้นตัว

นั่นเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ตลาดส่งออกไม่ฟื้นเศรษฐกิจไทยก็ยากที่จะฟื้น ครั้นจะกลับมาพึ่งพิงการบริโภคภายในประเทศแทนก็ปรากฏว่าแรงงานไทยที่มีอยู่ ๓๘ ล้านคนนั้น ๑๐.๖ ล้านคนทำงานอยู่ในภาคการเกษตร เมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้และการทำมาหากินของแรงงานและผู้ประกอบการภาคการเกษตร ๑ ใน ๔ ของแรงงานไทยกลุ่มนี้อย่างรุนแรง แล้วส่งผลกระทบต่อไปยังรายได้จากการค้าขายและรับจ้างของผู้ประกอบวิชาชีพอิสระและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเป็นกลุ่มต่อไป

กำลังซื้อในประเทศจึงมาจากอำนาจซื้อของมนุษย์เงินเดือนเพียงกลุ่มเดียว เมื่อยอดขายสินค้าไม่เป็นไปตามเป้า สต็อกสินค้าในคลังเริ่มบวม ยอดขายสินค้าวันแล้ววันเล่าก็อืดเป็นเต่าต้วมเตี้ยม มหกรรมลมกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ตลอดทั้งปีจึงตามมา มนุษย์เงินเดือนสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมที่พาเหรดกันมาจัดกิจกรรมลดราคา ๕๐ – ๗๐% พร้อมกับเงื่อนไขสุดพิเศษผ่อน ๐% เป็นเวลา ๑๐ เดือน อยู่เมืองดัดจริตชีวิตต้องป็อบภาระหนี้ของหนุ่มสาว GEN ME จึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โบนัสปลายปีคือความหวังเดียวของชาว GEN ME แล้วจะมีชาว GEN ME สักกี่คนที่ได้เฮกับยอดโบนัสปลายปีที่ผันแปรตามผลประกอบการ ดังนั้น กลิ่นตุๆของหนี้เน่าจึงเริ่มโชยออกมาจากกองหนี้ของสถาบันการเงิน ยิ่งนานวันกลิ่นหนี้เน่าก็มีแต่จะยิ่งแรงขึ้นๆๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ welcome … Ponzi people !!!

ภาระหนี้ที่พอกพูนนำมาซึ่งความอึดอัด หงุดหงิด วงเงินบัตรเครดิตใกล้เต็มแต่กิเลสตัณหา ความต้องการทะยานอยากใช้ชีวิตแบบดัดจริต Slow life ไม่ได้ลดลงตาม เสียงเอะอะโวยวายในหมู่มนุษย์เงินเดือนจึงเริ่มดังขึ้นๆ และดังขึ้นเรื่อยๆ ทำไมพวกกูที่เป็นคนส่วนน้อยของประเทศต้องจ่ายภาษีอุ้มคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยวะ เมื่อเสียงบ่นก่นด่าเหล่านี้เข้าถึงหูนักการเมือง การขยายผล ขยายแผลเพื่อหวังผลทางการเมืองของนักการเมืองก็เกิดขึ้น ใครจะคำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมา ขอให้ข้าชนะการเลือกตั้งก็เพียงพอแล้ว ประเทศไทยซึ่งติดอันดับท็อป ๒๐ ประเทศที่เผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้รุนแรงจึงแทบแตกเป็นเสี่ยงเพราะนักการเมืองเน้นขยายผลความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงมวลชน ต้นตอ สาเหตุแห่งปัญหาคือความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ไม่ทั่วถึงจึงถูกซุกไว้ใต้พรม

ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม วัตถุนิยมตะวันตก มือใครยาวสาวได้สาวเอา

ฟองสบู่ในราคาสินค้า ฟองสบู่ในการบริโภคเกินตัว เกินจำเป็น ทำให้ผู้ผลิตและพ่อค้าได้กำไรจากการขายสินค้าและยอดขายสินค้าที่สูงเกินคาด เป็นกำไรส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าเกินกว่าประมาณการณ์ของผู้ประกอบการ สถาบันการเงินก็ได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมที่ร้านค้าต้องจ่ายและ/หรือดอกเบี้ยที่ลูกค้าต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินในภายหลัง

ตราบใดที่รายได้ของผู้บริโภคยังคงขยายตัว ราคาสินค้าก็สามารถที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง(เงินเฟ้อ) ตลาดย่อมสามารถขยายตัวต่อไปได้เรื่อยๆตามการขยายตัวของฟองสบู่ ผู้ซื้อมีความสุขจากการใช้จ่าย ผู้ขายและผู้ผลิตมีความสุขจากยอดขาย รายได้ และผลกำไรที่ได้รับ จนกระทั่งเกิดการเก็งกำไร/ค้ากำไรหรือหวังผลกำไรเกินควร/การผูกขาดทางการค้าเกิดขึ้น วี่แววของหายนะก็เริ่มปรากฏ ถึงเวลานับถอยหลังสู่จุดจบได้แล้ว

เมื่อตลาดเข้าสู่ภาวะของการเก็งกำไร ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่ายและผู้บริโภคก็เริ่มก่อหนี้เกินตัวเพราะความโลภเข้าครอบงำจิตใจ ฝ่ายหนึ่งซื้อ(ก่อหนี้)เพื่อการลงทุน กักตุนไว้เก็งกำไร อีกฝ่ายก็เช่นกัน ของถูกต้องรีบตุนไว้ก่อน ดังนั้น ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด แต่ละเดือนจึงแทบจะท่วมรายได้ หาเงินกันแทบไม่ทัน จากหมุนเงินก็กลายเป็นหมุนหนี้ จนในที่สุดเมื่อราคาสินค้าพุ่งทะยานจนสุดเอื้อม กำลังซื้อ/เงินในกระเป๋าของผู้บริโภคไล่ตามไม่ทันหายนะก็ตามมา ฟองสบู่แตก หนี้เสียปะทุ พังกันเป็นแถบ ล้มกันระเนระนาด
ปัญหาที่ทำให้วิกฤติเศรษฐกิจลากยาวเป็น Long recession/Great Recession/Great Repression สุดแท้แต่ว่าจะออกมาจากปากหรือปลายปากกาของใคร แก้อย่างไรก็ไม่หาย กระตุ้นอย่างไรก็ไม่ฟื้นเพราะรัฐบาลทุกประเทศล้วนถูกกลุ่มทุนครอบงำ พวก lobbyist ทั้งหลายเหล่านี้สามารถพลิกทุกวิกฤติให้เป็นโอกาสสำหรับตนเองได้เสมอด้วยการบิดเบือนนโยบายรัฐ ทำให้การแก้ไขปัญหานั้นไม่ตรงจุด กำลังซื้อไม่ฟื้นเพราะผลประโยชน์ตกอยู่ในมือกลุ่มทุนผูกขาด กลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่กลุ่ม

May the force be with you

ตลาดจะฟื้นได้อย่างไรถ้าราคาสินค้ากับอำนาจซื้อ “เงินในกระเป๋าของประชาชน” ยังหากันไม่เจอ demand กับ supply ยังไม่กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ณ จุดสมดุล นี่คือความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ว่าแต่ว่าสมดุลราคาที่ว่านั้นอยู่ที่ตรงไหน จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ตราบใดที่นโยบายรัฐยังคงปล่อยให้กลุ่มทุนแทรกแซง ครอบงำ ตราบนั้นนโยบายรัฐย่อมเป็นไปในลักษณะที่ถูกบิดเบือน ให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ กลไกรัฐ ข้าราชการ และระบบราชการก็เช่นกัน แล้วเงินในกระเป๋าของประชาชน “อำนาจซื้อ” จะฟื้นคืนสู่สมดุล นำตลาดกลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างไร หากเงินทองและผลประโยชน์ยังคงหลั่งไหลเข้ากระเป๋าคนเพียงไม่กี่คน กลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่ม ผลประโยชน์เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตกถึงมือประชาชน คนส่วนใหญ่ของประเทศเช่นนี้ต่อไป

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงซึ่งเอกชนทำแล้วมีกำไรแต่เมื่อรัฐเป็นผู้ดำเนินการผลปรากฏว่าขาดทุน แม้กระนั้นรัฐบาลก็ยังบรรลุเรื่องรถไฟความเร็วสูงเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องทำ ต้องดำเนินการทันทีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่รถไฟรางคู่ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศมากกว่านั้นค่อยๆคิด ค่อยๆทำไปก็ได้ ไม่เป็นไร

ผลคือตอนทำก็ต้องกู้เงินมาลงทุน ทำเสร็จแล้วก็ต้องกู้เงินมาโปะขาดทุนอีก ตอนทำก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่าตัวรถกับระบบการเดินรถนั้นต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ งบประมาณในส่วนนี้คือส่วนที่รั่วไหลออกไปยังต่างประเทศ จีน/ญี่ปุ่นคือผู้ได้ประโยชน์ตัวจริง ค่าวัสดุคือส่วนที่กลุ่มทุนอุตสาหกรรมไทยจะได้รับ มีเพียงค่าแรงงานก่อสร้างเล็กๆน้อยๆเท่านั้นที่ตกถึงมือแรงงานไทย
เมื่อมีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ก็มักจะนึกถึงบทเรียนจาก the Great Depression ที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงและยาวนานจึงกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาข้อหนึ่งว่าเงินเฟ้อนั้นแก้ง่ายกว่าเงินฝืด … ราคาสินค้าลดลงไม่ได้เด็ดขาด โรงงานปิดตัวแน่ ผู้ประกอบการจะพากันเจ๊งกันเป็นแถบเพราะขาดทุนจากสต็อกสินค้าในโกดัง กำลังซื้อจะหดตัวอย่างรุนแรงเพราะคนตกงาน ไม่มีรายได้ ส่วนคนที่ยังมีเงิน มีรายได้อยู่เขาก็จะปรับพฤติกรรมการบริโภคใหม่จากที่เคยซื้อสินค้าครั้งละมากๆไปกักตุนไว้ในช่วงที่ราคาสินค้าเป็นขาขึ้นก็จะเปลี่ยนมาซื้อสินค้าแค่พอกิน พอใช้เท่านั้น หมดแล้วก็ออกมาซื้อกันใหม่ก็จะได้ซื้อหาสินค้าในราคาที่ถูกลง ดังนั้น พ่อค้าจึงไม่อยากสั่งซื้อสินค้าครั้งละมากๆ กระทบต่อยอดผลิตสินค้าของโรงงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่อหน่วยเพิ่มสูงขึ้นขณะที่ยอดขายลดต่ำลง บริหารสินค้าคงคลังยาก ขาดทุนสต็อกอีกต่างหาก เศรษฐกิจจึงมีแต่ทรงกับทรุด ราคาสินค้าลดต่ำลงไปเรื่อยๆไร้ที่สิ้นสุด นี่คือบทเรียนที่นักเศรษฐศาสตร์สรุปมาจาก the Great Depression ทำให้เกิดกลเกมกรีนสแปน กลเกมเบอร์นันเก ใครต่อใครต่างก็พากันพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อให้เกิดเงินเฟ้อแทนเงินฝืด

เมื่อรัฐบาลประเทศต่างๆแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด พิมพ์เงินเพิ่มเท่าไหร่เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นเพราะเงินทองและผลประโยชน์นั้นไหลเข้ากระเป๋าคนเพียงไม่กี่คน มาตรการที่ ๒ จึงตามมา เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและเยอรมันฟื้นจาก the Great Depression ได้เพราะสงครามทำให้เกิดการจ้างงาน ดังนั้น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป รัสเซีย หรือแม้กระทั่งจีนจึงต้องทำสงครามแบบจำกัดวงเพื่อให้เกิดการจ้างงาน จ้างคนมาเป็นทหาร จ้างคนมาผลิตอาวุธขาย สงครามต่อต้านการก่อการร้ายจึงลุกลามขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆเพื่อให้ชาติมหาอำนาจใช้เป็นช่องทางขายอาวุธ

แต่ความเป็นจริงที่ถูกมองข้าม ความจริงที่ถูกบิดเบือนละเลยไปก็คือเรื่องของกลไกตลาด “demand และ supply” เศรษฐกิจจะฟื้นได้เพราะเกิดสมดุลราคาขึ้นในตลาด ราคาสินค้ากลับมาอยู่ในระดับที่ประชาชน “ผู้บริโภค” เอื้อมถึง

รัฐบาลจะบริหารเศรษฐกิจ กำกับดูแลระบบเศรษฐกิจอย่างไร ตลาด : demand และ supply “ราคาสินค้ากับอำนาจซื้อของประชาชน” จึงจะกลับคืนสู่สมดุล

เศรษฐกิจ สังคม การเมืองเกี่ยวเนื่องถึงกัน ค่านิยมทางสังคมส่งผลต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจทำให้เกิดวิกฤติทางการเมือง 

นี่คือโจทย์ คือบทเรียนฝ่ายความมั่นคง รัฐบาลทหารต้องนำมาขบคิดทบทวนให้ดี ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้เพราะเกิดเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ขึ้นในสังคมไทย ส่งผลให้นารีตกม้าขาวเพราะองครักษ์พิทักษ์ตระกูลชินไม่อาจต้านม้าเหล็กหุ้มเกราะได้ หากรัฐบาลทหารก้าวตามรอยเดิมผลสุดท้าย จุดจบของรัฐบาลมีหรือจะไม่เหมือนเดิม

สารพัดม็อบที่เกิดขึ้น สะท้อนภาพปัญหา ได้เวลายกเครื่องประเทศไทยกันอีกครั้งเพื่อนำศีลธรรมกลับคืนมา ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ-สังคม สร้างเสถียรภาพทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

การเมือง

พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฎร “ทหารและปัญญาชนหัวนอก” ร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย จากนั้น ๒ กลุ่มอำนาจ “กลุ่มอำนาจเก่า-ใหม่” ก็แย่งชิงอำนาจกันโดยที่ประชาชนตาดำๆไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอันใด

พ.ศ. ๒๕๔๙ หลังการรัฐประหาร ประชาชนคนรากหญ้าถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในนาม “คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย” คนต่างจังหวัดลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้อดีตนายกฯทักษิณกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งเพราะนโยบายประชานิยมช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาส หว่านเม็ดเงินมากมายมหาศาลใส่มือประชาชนคนยากคนจน การต่อสู้ ความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันเองจึงปะทุขึ้น

พ.ศ. ๒๕๕๖ สารพัดม็อบเรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหา นายกรัฐมนตรีลอยไปลอยมา ผลักภาระให้พ้นตัว รับชอบ ไม่รับผิด ประชานิยมสุดขั้วนำมาซึ่งหายนะ เมื่อทุนสามานย์ย่ามใจลักหลับคนไทยทั้งประเทศ เสียงเรียกร้องปฏิรูป “ยกเครื่อง” ประเทศไทยเริ่มดังขึ้น

ปรองดองต้องนิรโทษยกเข่งทำให้คนไทยเกือบทั้งประเทศเห็นพ้องต้องกัน ประสานเสียง “รับไม่ได้” กับกฎหมายระยำฉบับนี้ คนไทยรับไม่ได้กับกฎหมายย้อนยุค ออก “ป้ายอาญาสิทธิ์” ให้คนที่ปล้นชาติ ฆ่าคนตาย เผาบ้านเผาเมืองจากแรงจูงใจทางการเมือง หรือเป็นนักการเมืองไม่ต้องรับผิด … Someone can do no wrong !!! บ้าไปแล้ว มันหมดยุคหมดสมัยไปแล้ว

โจรปล้นบ้าน กำลังจะฆ่าชิงทรัพย์คนในบ้านของเรา แต่เรากลับบ้านมาประสบเหตุก่อน จึงช่วยเหลือคนในบ้านได้ทันกาล คนในบ้านยังไม่ทันถูกฆ่า ทรัพย์สินยังไม่ทันถูกปล้นชิงเอาไป … เราอาจปล่อยให้โจรเดินลอยหน้าลอยตาออกไปจากบ้านเราโดยไม่แจ้งความ ไม่สืบสาวเอาเรื่อง เอาผิดกับฆาตกรใจโหดนั้นได้ แต่ในทางกฎหมายนั้นความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว โจรที่เกือบจะเป็นฆาตกรใจโหดนั้นมีความผิดติดตัวแล้วในข้อหาบุกรุกและพยายามฆ่า พยายามปล้น/ชิง/ลักทรัพย์

๙ ธ.ค. ๕๖ กปปส.ประกาศตนเป็นผู้รับมอบอำนาจจากประชาชน เรียกคืนอำนาจอธิปไตยของประชาชนกลับสู่มือประชาชนเพื่อ “ปฏิวัติประชาชนด้วยเสียงนกหวีด” เพื่อขอนายกฯพระราชทานตามมาตรา ๓ และ ๗ มาปฏิรูปยกเครื่องประเทศไทยใหม่ สุญญากาศทางการเมืองคือปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ/ล้มเหลว

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คสช. ประกาศคืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เว้นวรรคประชาธิปไตยสักปีครึ่ง แก้กติกาใหม่ สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้น !!!

ถ้าการปฏิรูป “ยกเครื่องประเทศไทย” ทำกันแบบเดิมๆ นักวิชาการ คนเมือง คนกรุง มานั่งคิด ปรึกษาหารือ แล้วยัดเยียดการพัฒนา กำหนดทิศทางประเทศไทยว่าจะเดินไปทางไหน หลังการปฏิรูป ประเทศไทยก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม ไม่ต่างจากประชาธิปไตยแบบยัดเยียดของนักเรียนนอกในยุคคณะราษฏร แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบยัดเยียดของสภาพัฒน์ นโยบายบริหารประเทศแบบยัดเยียดที่พรรคการเมืองนำมาใช้มอมเมาประชาชน แล้วปัญหาความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยก็แค่กรุงเทพ คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาลแล้วคนเมือง/คนกรุงล้มรัฐบาลก็จะกลับมาอีก

ถ้าการปฏิรูป “ยกเครื่องประเทศไทย” มองแค่มิติเดียว ตั้งสภาประชาชนขึ้นมาลอยๆ ประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆ บวกด้วยตัวแทนของคู่ขัดแย้งทางการเมืองฝ่ายต่างๆ มติ แผนงาน หรือผลการศึกษาที่สภาประชาชนคิดขึ้นมาก็จะมีสภาพไม่ต่างจากสารพัดคณะทำงานที่รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์ปี ๕๓ คือ

(๑) ไม่มีใครหยิบยกงานการศึกษามาใช้อย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะสภาประชาชนไร้ซึ่งอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ

(๒) ได้มุมมองแค่มิติเดียวคือการประกอบอาชีพ ขาดมิติอื่นๆทางสังคม เช่น ชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนพิการ เป็นต้น

(๓) สร้างความผิดหวังให้กับสังคมอย่างรุนแรง นักการเมืองคือสิ่งที่ชั่วร้าย เลวระยำที่สุดในสังคม เมื่อนักการเมืองปฏิรูปประเทศผลของการปฏิรูปก็ไม่ต่างจากเดิมมากนัก ประชาชนเจ็บฟรี ตายฟรี

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจซบเซาเพราะเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง (hyper inflation) การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนภาครัฐขณะที่แรงงานขาดแคลน ลดรายได้เพิ่มรายจ่าย จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด

นโยบายเศรษฐกิจแบบ dual track นั้นสุดท้ายก็จะจมกองหนี้กันทั้งรัฐและประชาชน

สังคม

คนกับควาย ไพร่/อำมาตย์ที่ ๒ ฝ่ายนำมาใช้แบ่งแยกคนไทย ฝ่ายหนึ่งนำมาใช้ประณามก่นด่าฝ่ายตรงข้ามเพื่อความสะใจ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งนำมาใช้ด้วยหวังประโยชน์ทางการเมืองนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็จะนำมาซึ่งปัญหาชนชั้น การกดขี่ในอนาคต

ความวุ่นวายในตะวันออกกลางคือภาพสะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์นั้นไม่เข้าใครออกใคร ชาติตะวันตกจะสนับสนุนรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลย่อมขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เป็นสำคัญ ดังนั้น ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง ชาติตะวันตกจึงให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลแล้วนำประชาธิปไตยมาเอ่ยอ้าง หรือให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏในอีกประเทศหนึ่ง และให้การสนับสนุนผู้นำเผด็จการในอีกประเทศหนึ่ง ฯลฯ นี่คือเนื้อแท้ของยาปฏิชีวนะแบบฝรั่ง ตะวันตก

ส่วนยาไทยนั้นบ้างก็เป็นยาลูกกลอน บ้างก็เป็นยาหม้อ บ้างก็เป็นลูกประคบ ฯลฯ วิถีตะวันออกนั้นไม่ต้องรอให้หมดวาระ ไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องเกิดราว เกิดหายนะขึ้นมาก่อนค่อยลงโทษผ่านกระบวนการเลือกตั้งแบบฝรั่ง คนไทย-วิถีตะวันออกนั้นเห็นท่าไม่ดีก็ลุยเลยทันที ระดมพลออกมาชุมนุมเรียกร้องขับไล่รัฐบาล ตัดไฟเสียแต่ต้นลม ก่อนที่บ้านเมืองจะพินาศวอดวายจนสายเกินกาลต้องผจญหายนะครั้งใหญ่ทั้งๆที่เราสามารถหลีกเลี่ยงหรือลดทอนเหตุร้าย หายนะนั้นได้ คนจีนเรียกวิธีคิด วิธีการแบบนี้ว่ายืดหยุ่นพลิกแพลง คนไทย/ชาวพุทธเรียกว่าทางสายกลาง-มัชฌิมาปฏิปทา คือ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า ความพอเหมาะพอดี พอประมาณ อะไรที่มันเกินไปใครจะทนได้ ศาสนาพุทธสอนให้ละกิเลส ตัณหา อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆทั้งปวง เน้นย้ำให้ความสำคัญกับสติ-ความรู้ตัว ความรู้ก็แบ่งเป็น ๒ ระดับคือ (๑) ความรู้ระดับสัญญาซึ่งเกิดจากการท่องบ่นจนจำได้ กับ (๒) ความรู้ระดับปัญญาซึ่งเกิดจากสั่งสมประสบการณ์ตรง เจอมาแล้วกับตัวจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งนั้นสิ่งนี้นั้นเป็นอย่างไร

คนไทยกับวิธีแก้ปัญหาแบบไทยๆจึงออกแนวชื่นชอบการทำรัฐประหาร เพราะหากทหารไม่ลากรถถังออกมานักการเมืองก็หน้าด้าน หน้ามึนอยู่อย่างนั้น ไล่ยังไงก็ไม่ยอมไปสักที เรื่องทู่ซี้อยู่ต่อ เสพติดอำนาจนี่ไม่แพ้ใครในโลก แต่เมื่อทหารนั้นได้ลากรถถังออกมาล้มนักการเมืองด้านได้อายอดสำเร็จแล้ว รัฐบาลทหารต้องอยู่ในอำนาจเป็นรัฐบาลชั่วคราวโดยใช้เวลาไม่นาน หมดภารกิจแล้วก็ต้องกลับกรมกองทันที อยู่ยาวเกินไปคนไทยก็พร้อมสละชีพเพื่อประชาธิปไตยเช่นกัน อำนาจเป็นสิ่งเย้ายวน ลองใครได้เสพลิ้มชิมรสชาติอันหอมหวน หอมหวานของอำนาจแล้วก็ติดใจกันทุกคน ร่ำรวยกันทุกคน เหลิงกันทุกคน หลงกันทุกคน ไม่ต่างกันหรอก ในเมื่อไม่ไล่ไม่เลิกผู้มีอำนาจมากหน้าหลายตาก็เลยพากันตายตอนจบกันเป็นทิวแถว

เศรษฐกิจไทยก็มีความหลากหลาย : คนไทยรักอิสระ ชอบเป็นนายตัวเอง ชอบประกอบวิชาชีพอิสระ ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นทุนเดิม ภาคบริการจึงเป็นอีกจุดเด่นของเศรษฐกิจ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดิน ภาคเกษตรจึงอยู่คู่สังคมไทยมาแต่ดั้งเดิม เมื่อภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้าถึงอำนาจขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การเอื้อประโยชน์แก่นายทุนไม่กี่กลุ่ม กี่ตระกูล จึงตามมาด้วยการเสียสมดุลของระบบเศรษฐกิจ นานวันเข้าก็เกิดเป็นวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น จากเหตุปัจจัยภายนอกประเทศบ้าง จากเหตุปัจจัยภายในประเทศบ้าง เพราะทุนนิยมมือใครยาวสาวได้สาวเอานั้นนำมาซึ่งการเสียสมดุลของระบบเศรษฐกิจ ทำให้ demand กับ supply ไม่สอดคล้องกัน ราคาและหรือปริมาณสินค้าไม่สอดคล้องกับกำลังซื้อ/เงินในกระเป๋าของประชาชน ฯลฯ

แล้วปัญหาสังคมก็ตามมาเนื่องด้วยตัวของสังคมเองที่เสียสมดุลจากโครงสร้างประชากรบ้าง โครงสร้างรายได้/รายจ่ายบ้าง ค่านิยมทางสังคม/เศรษฐกิจ/การเมืองแบบผิดๆหรือสุดขั้วบ้าง ที่สำคัญก็คือแม้ฝรั่ง ตะวันตกจะไม่ถนัดเรื่องการแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว แต่คนไทยกลับนิยมตามก้นฝรั่ง “วัตถุนิยมตะวันตก” ผลก็คือแทนที่สังคมไทยจะดีขึ้นก็กลายเป็นยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งแก้ยิ่งเละ

เรามีของดีอยู่กับตัวแต่กลับละเลยมองข้ามไปนั่นคือ วิถีตะวันออก วิถีชาวพุทธ เมื่อไหร่ก็ตามที่พลังกลับคืนสู่สมดุลเมื่อนั้นบ้านเมืองก็จะคืนสู่ภาวะปกติสุข … May the force be with you.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s