ประเทศไทย…เราจะไปทางไหนดี


ประเทศไทย … เราจะไปทางไหนดี

คนยุคนี้ สมัยนี้มีกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ติดตามและพยากรณ์สภาพดินฟ้าอากาศจากการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบจึงนำเสนอทฤษฎีเรื่องเอลนินโญ ลานินญาว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นสลับกัน มีภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียมเป็นเครื่องยืนยัน

ครั้งหนึ่ง ชาวสกลนครเดือดร้อนหนักจากภัยแล้งที่เกิดขึ้น ชาวบ้านจึงได้ถามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หลวงปู่มั่นตอบคำถามชาวบ้านเป็นคำผญาว่า

ฝนตกบ่ชอบ เมื่อนักปราชญ์เบื่อครองธรรม

คนบ่ยำนักบวช เพราะนักบวชละสิกขาวินัย เมื่อหน้าหากซิมีแลฯ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความรู้ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตนั้นเป็นความรู้ที่เกิดจากฌานสมาบัติ ซึ่งแตกต่างจากความรู้ที่ได้จากวิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเริ่มจากการตั้งสมมติฐานขึ้นก่อน จากนั้นก็คิดหาวิธีการพิสูจน์สมมติฐานนั้นว่าจะเป็นจริงหรือไม่ด้วยการวิจัย ออกแบบกระบวนการทดลองเพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆจนเกิดเป็นทฤษฎี องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่รอนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังมาต่อยอดการวิจัยหรือหักล้างทฤษฎี เท็จจริงเป็นอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง ศรัทธาความเชื่อของคนเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เกิดจากพระอรหันต์ที่ได้ฤทธิ์ ได้ฌานนั้นไม่ได้มีแค่กระดูกกลายเป็นพระธาตุเท่านั้น ยังมีเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องราว เช่น มีผู้พบเห็นพระอรหันต์ปรากฏตัว ๒ สถานที่ในเวลาเดียวกัน สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ลูกศิษย์ลูกหาถ่ายรูปท่านโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ถ่ายไม่ติด เป็นต้น

สมัยที่หลวงปู่มั่นจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น เคยมีคนไทยเชื้อสายเวียดนามพาลูกน้องชาวเวียดนามมาฟังเทศน์ของหลวงปู่มั่นที่วัดด้วย ปรากฏว่าคนเวียดนามนั้นได้ยินเสียงหลวงปู่มั่นเทศน์เป็นภาษาเวียดนาม ขณะที่คนไทยนั้นก็บอกว่าท่านก็เทศน์เป็นภาษาไทยลาว(อีสาน)นี่แหละ ก่อนหน้านั้นก็เคยมีคนจีนที่อพยพมาอยู่ในเมืองไทยมาฟังหลวงปู่มั่นเทศน์ก็บอกว่าได้ยินเสียงหลวงปู่มั่นเทศน์เป็นภาษาจีน ขณะที่คนไทยนั้นได้ยินเสียงเทศน์เป็นภาษาไทย

หลวงปู่มั่นเคยกล่าวกับลูกศิษย์ลูกหาเอาไว้ว่าให้ศรัทธาต่อพระรัตตรัย ให้พิจารณามูลกรรมฐาน คือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ(ผม ขน หนัง ฟัน เล็บ) กระดูก ๓๐๐ ท่อนมีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบนี้ให้เป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ คือ เป็นของสกปรก น่าเกลียด เน่าเหม็น ใครพิจารณาอย่างนี้แล้วรับรองได้ว่าไม่ผิดหวัง หากได้สะสมวาสนาบารมีมามากพอแล้วล่ะก้อ ๗ วัน หรือ ๗ เดือนต้องได้บรรลุคุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน หากมีวาสนาปานกลาง อบรมต่อเนื่องบ้าง ไม่ต่อเนื่องบ้างก็ไม่เกิน ๗ ปี หากย่อหย่อนไปบ้างแต่ไม่ท้อถอย ก็ ๑๖ ปีได้บรรลุคุณวิเศษแน่

คนยุคปัจจุบัน “วัตถุนิยมตะวันตกประชาธิปไตยแบบอเมริกา” นอกจากจะเชื่อตามตำราฝรั่งที่ว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองที่เลวร้ายน้อยที่สุดแล้ว ก็มีคนไทยอีกไม่น้อยที่อยากให้ผู้นำรัฐบาลนั้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองของไทยจากระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็นประมุข เป็นผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาล

แต่คนไทยไม่ใจเย็นเหมือนฝรั่ง เมื่อใดก็ตามที่คนไทยไม่พอใจในตัวผู้นำประเทศ คนไทยก็พร้อมจะออกมารวมตัวกันบนท้องถนน ชุมนุมขับไล่รัฐบาลลงจากอำนาจในทันที ไม่ต้องรอให้ครบเทอม ไม่ต้องรอให้หมดวาระ

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็พร้อมที่จะเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง ลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่ชอบ นักการเมืองที่ใช่ หรือไม่ก็ผู้สมัครที่ให้สินน้ำใจกับตน ฯลฯ จะมีสักกี่คนที่กาบัตร ลงคะแนนด้วยเหตุผล คำนึงถึงความถูกต้องเหมาะควรของนโยบายพรรค คุณธรรม ความรู้ ความสามารถของผู้สมัคร ฯลฯ

หากอดีตผู้นำรัฐบาลคนเดิมหรือขั้วอำนาจกลุ่มเดิมกลับมามีอำนาจได้อีกครั้งม็อบก็พร้อมรวมตัวขับไล่ผู้นำหน้าเดิม หรือนอมินีของผู้นำคนเดิมตกเก้าอี้อีกรอบเช่นเคย

วิกฤติทางการเมืองจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด ๘๓ ปีที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ม็อบคนกรุง-คนเมืองนั้นทำได้แค่ล้มรัฐบาล แต่ถ้าคนไทยทั้งชาติต่างเห็นพ้องต้องกัน เรียกร้องในสิ่งเดียวกันคือการยกเครื่องประเทศไทย ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ในทุกๆมิติ นำศีลธรรมกลับคืนมาสู่สังคม-การเมืองไทย ยกเครื่องการศึกษาใหม่ให้คนไทยรักการค้นคว้าหาความรู้ คิดเองได้ คิดเองเป็น คิดเองถูกต้อง ไม่ใช่รอให้นักการเมืองหรือฝ่ายปกครองมาป้อนโปรแกรมให้ ฝรั่งบอกอะไร สอนอะไรก็รู้จักคิดว่าอันไหนดี อันไหนถูกต้อง สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีความเป็นไทยได้ ประเทศไทยก็จะกลับสู่หนทางแห่งความเจริญก้าวหน้าได้อีกครั้งหนึ่ง

คนไทยต้องคิดเองได้ คิดเองเป็น พึ่งพาตนเองได้ และมีศีลธรรมประจำใจ : ล้างพิษประชานิยม หนี้ท่วมหัวทั้งรัฐและประชาชนคืนสู่วิถีแห่งความพอเพียง ; กระจายอำนาจ งบประมาณ รายได้ ความเจริญ สร้างสมดุลระหว่างกรุง-เมือง-ชนบท รวย-กลางๆ-จน นายจ้าง-ผู้บริหาร-ลูกน้อง ฯลฯ

ประวัติศาสตร์ชาติไทยจากคำบอกเล่าของพระอรหันตเจ้า

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตเคยบอกกับลูกศิษย์ลูกหาเอาไว้ว่าพม่าเมื่อครั้งพุทธกาล เขาเป็นชาวโกศล พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษามากกว่าแคว้นอื่น(วัดเชตวันมหาวิหาร) มีเศรษฐีเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ชาวพม่าเป็นคู่รักคู่แค้นกับไทย ไม่เป็นมิตรแท้ ไม่เป็นศัตรูถาวร แต่ทิ้งกันไม่ได้ ประเทศไทยนั้นมีผู้บรรลุอริยมรรค อริยผลไม่ขาดสาย จะว่างก็เป็นบางคราว ไม่ช้าก็มีผู้มาฟื้นฟูขึ้นอีก เกิดจากการปฏิบัติบ้าง จุติจากสวรรค์มาบ้าง เพราะไทยคือศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาที่มีคุณสมบัติพร้อมดังกล่าวมาแล้ว ต่างประเทศที่ไม่อยู่ในแวดวงพระพุทธศาสนา ยิ่งห่างไกลออกไปเพราะนอกวงจรนอกแวดวง พวกที่ไปสอนพระพุทธศาสนาให้ฝรั่งนั้น สอนให้เขาเป็นอะไร จะสอนจนได้สำเร็จมรรคผลนั้นเป็นไปไม่ได้ดอกเพราะเป็นพาหิราประเทศ คนไทยเราก็พอสอนได้อยู่ โอกาสได้มรรคผลมีเพราะอยู่ในวงศ์พระพุทธศาสนา มีบารมีอันเคยอบรมสั่งสมมาแล้ว(ตัวอย่างจากอดีตชาติของพันเอกนิ่ม ชโยดมที่เกิดเป็นทหารอเมริกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ แล้วได้ฟังทหารไทยอธิบายเรื่องเบญจศีลเบญจธรรม จากหนังสือที่เขียนโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสจนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงหันมาสมาทานศีล ๕ ไปทั้งชีวิต ส่งผลให้ชาติภพต่อมาได้มาเกิดเป็นคนไทย หลวงปู่มั่นอธิบายให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังว่า อดีตนายทหารอเมริกันคนนี้นั้นต้องมาเกิดในประเทศไทย ๒ ชาติจึงจะมีบารมีเพียงพอที่จะสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลโสดาบันได้)

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่นได้เล่าเรื่องราวสมัยพุทธกาลให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า …

สมัยหนึ่ง เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวัน พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึงความชราภาพของพระองค์ทั้งสองว่า “ตถาคตและพระองค์ก็ย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว ไม่ช้าตถาคตก็จะปรินิพพาน และก็เช่นกัน พระองค์ก็จะเสด็จสวรรคต ตถาคตไม่กลับมาสู่ภพนี้อีก ส่วนพระองค์เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูรและเป็นพระสหายของตถาคตยังต้องกลับมาสร้างบารมีต่อ ถ้าคราวใดศาสนาของตถาคตเสื่อมลง ขอพระองค์ทรงกลับมาฟื้นฟูด้วย”

ต่อมาไม่นาน พระโอรสวิฑูฑภะก่อการกบฏขึ้นในแผ่นดิน พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จหนีไปยังแคว้นมคธเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอชาตศัตรูแต่พระองค์เสด็จไปไม่ทัน ประตูเมืองถูกปิดลงเสียก่อน ด้วยความชราภาพและเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง พระองค์ก็เสด็จสวรรคตอย่างเดียวดาย ไร้ญษติขาดมิตรที่ศาลาที่พักคนเดินทางนอกประตูเมือง

แล้วหลวงปู่มั่นก็กล่าวต่อไปอีกว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯก็คือพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นเอง

“พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร คือ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ต่างแต่วาสนาบารมีมากน้อยเท่านั้น”

เมื่อพระพุทธศาสนานี้หมดลง ภาษามคธซึ่งเป็นพุทธภาษาก็จะอันตรธานไปด้วย จนกว่าพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ด้วยภาษานี้ มิฉะนั้นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ไม่น่าอัศจรรย์เพราะภาษาชาติต่างๆใครๆก็พูดได้ เหตุนี้จึงเรียกว่ามคธภาษา เพราะพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาเผยแพร่แก่ชนชาวมคธเป็นครั้งแรก ชาวมคธคือใคร ก็คือชาวไทยนี้แหละ

พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย พระอนุพุทธสาวกในยุคพุทธกาลตลอดถึงยุคปัจจุบันล้วนแต่ไทยทั้งนั้น ชนชาติอื่น แม้แต่สรณคมน์และศีล ๕ เขาก็ไม่รู้ จะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

วงศ์พระพุทธศาสนาของเรานั้นเป็นอริยวาส อริยวงศ์ อริยตระกูล เป็นวงศ์ที่พระพุทธเจ้าจะมาอุบัติ

พระพุทธเจ้าทรงวางพระพุทธศาสนาไว้ จะเป็นระหว่างพุทธันดรก็ดี สุญญกัปก็ดี ที่ไม่มีพระพุทธศาสนา แต่ชนชาติที่ได้เป็นอริยวาส อริยวงศ์ อริยประเพณี อริยนิสัยก็ยังสืบต่อไปอยู่ ถึงจะขาด ก็ขาดแต่ผู้ได้สำเร็จมรรคผลเท่านั้น เพราะว่าจากบรมครู ต้องรอบรมครูมาตรัสรู้ จึงว่ากันใหม่

ชนชาติไทยคือชาวมคธ รวมรัฐต่างๆ มีรัฐสักกะ เป็นต้น หนีการล้างเผ่าพันธุ์มาในยุคนั้น และชนชาติพม่าคือชาวรัฐโกศล เป็นรัฐใหญ่ รวมทั้งรัฐเล็กๆจะเป็นวัชชี มัลละ เจติ เป็นต้น ก็ทะลักหนีตายจากผู้ยิ่งใหญ่ด้วยโมหะ อวิชชามาผสมผสานเป็นมอญ(มัลละ) เป็นชนชาติต่างๆในพม่าในปัจจุบัน ส่วนรัฐสักกะใกล้กับรัฐมคธก็รวมกันอพยพมาสุวรรณภูมิตามสายญาติที่เดินทางมาแสวงโชคล่วงหน้าก่อนแล้ว ชาวลาวก็คือชาวนครราชคฤห์หรือรัฐมคธเช่นเดียวกับชาวไทย ไทยและลาวจึงเป็นเชื้อชาติเดียวกัน แต่หนีตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาคนละสาย ลาวเข้าสู่แดนจีน จีนจึงเรียกว่าพวกฮวนคือคนป่า คนเถื่อนที่หนีเข้ามาโดยชาวจีนไม่ยอมรับ จึงมีการขับไล่เกิดขึ้นส่งผลให้ต้องถอยร่นลงมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ สิบสองจุไทย สิบสองปันนา หนองแสและแคว้นหลวงพระบาง กลายเป็นกรุงศรีสัตตนาคนหุต แล้วก็มีชาวมคธอีกสายหนึ่งที่หนีตายมาทางเรือก็มาขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราช(๕๐๐ – ๙๐๐ ปี หลังพุทธปรินิพพาน อาณาจักรเปอร์เซียยกทัพมารุกรานชมพูทวีป ชนชาติเจ้าของถิ่นเดิมก็ที่อาศัยอยู่ในสุวรรณภูมิประเทศก็มีอยู่แล้วแต่ไม่มาก) พระพุทธศาสนาจึงยืนหยัดมั่นคงในพม่าและไทย พม่านั้นเป็นเมืองเศรษฐีอุปถัมภ์ สมัยเป็นชาวโกศลก็มีคหบดี คือ ท่านอนาถบิณฑิกะและนางวิสาขาเป็นผู้อุปถัมภ์ แต่ไทยมีองค์พระมหากษัตริย์คือพระเจ้าพิมพิสารเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก พิเศษกว่าพม่า ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่เคยว่างเว้นจากพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกทุกยุคทุกสมัย

ชาวไทยศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ถวายจตุปัจจัยพระสงฆ์ทุกวัน นับมูลค่าไม่ได้ คนไทยจึงมีกินมีใช้ มีข้าวกล้าในนางาม ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ในป่ามีไม้ มีปลาในน้ำ มีสัตว์บนบก มีนกในอากาศ เพราะกุศลผลบุญที่ได้สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีพระอริยบุคคล ตราบนั้นจะไม่ฉิบหายด้วยภัยสงคราม
องค์พระมหากษัตริย์ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานี้ก็คือสำคัญ ขาดไม่ได้ ถ้าขาดไป อริยบุคคลก็ขาดไปด้วย

ช่วยใครก่อนดี : ปากท้องของชาวบ้านหรือความมั่งคั่งของชาวเมือง

หลวงปู่มั่นนั้นไม่ได้สอนแต่เรื่องพระธรรมวินัยเท่านั้น เศรษฐกิจสัมพันธ์และพลานามัยก็มักถูกหยิบยกขึ้นมาสอนสลับกับพระธรรมวินัยอยู่เสมอเพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่ดีกินดีตามหลักประโยชน์ ๓ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในเบื้องหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน โดยหลวงปู่มั่นจะแสดงธรรมให้ชาวบ้านฟังจากผลไปหาเหตุเพราะง่ายแก่การปฏิบัติสำหรับการครองชีพ เพื่อความอยู่ดีกินดีของชาวบ้าน ให้คนที่เขายังไม่บรรลุถึงนิพพานได้มีความสุขบ้าง มิฉะนั้นจะเรียกว่ามนุษย์สมบัติได้อย่างไร

เศรษฐกิจในทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง การงานที่ชาวบ้านกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่การครองเรือน ให้อยู่ดีกินดี ไม่ขัดสน ประกอบด้วยหลัก ๔ ประการ คือ ผลิตกรรม บริโภคกรรม วิภาคกรรม และปริวรรณกรรม

ผลิตกรรม คือ การผลิตหรือตกแต่ง ปลูกฝังขึ้นจากชาวบ้านธรรมดาๆ ได้แก่การไถหว่าน การเลี้ยงโค การค้าขาย การแลกเปลี่ยนเงินและทองที่เป็นสัมมาอาชีพ ให้ละเว้นจากทางอบายซึ่งเป็นเหตุแห่งความฉิบหาย

ผลของการผลิตทำให้เราได้อยู่ ได้กิน ได้ใช้ สำเร็จประโยชน์อิ่มหนำสำราญ เบิกบานใจ หายหิว เรียกว่า บริโภคกรรม

ผลผลิตที่มีพอกิน พอใช้ ผลกำไรที่เกิดจากผลิตผลนั้นแจกจ่ายไปตามสัดส่วนสู่บุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆตามกรณีแวดล้อม เรียกว่า วิภาคกรรม

ผลผลิตที่เกิดจากการผลิตกรรมในข้อ ๑ จากเกษตรกรรมมีพืชพันธุ์ธัญญาหาร คือ ข้าว ถั่ว งา เป็นต้น และจากแร่ธาตุที่เกิดจากสินแร่ ธาตุหิน หรือวัตถุธาตุเป็นต้นว่าทองคำ เงินก็ดีที่ได้หล่อหลอมเป็นแท่งแล้วมาตกแต่งแปรสภาพให้มีรูป มีลักษณะต่างๆด้วยวิธีการอุตสาหกรรมขนาดต่างๆ ใหญ่ กลาง เล็ก เรียกว่า ปริวรรตกรรม

หลักธรรม ๔ ประการ คือ ถึงพร้อมด้วยความหมั่น(อุฏฐานสัมปทา) ถึงพร้อมด้วยการรักษา(อารักขสัมปทา) มีเพื่อนดี ไม่คบคนชั่ว(กัลญาณมิตตตา) และการเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟูมฟายนัก(สมตชีวิตา) นำมาซึ่งสุข ๔ อย่าง คือ สุขจากการมีทรัพย์ สุขจากการจ่ายทรัพย์บริโภค สุขจากการปลอดหนี้ และสุขจากการประกอบกิจการงานที่ปราศจากโทษ นำมาซึ่งประโยชน์ ๕ อย่าง คือ (๑) เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ให้เป็นสุข (๒) เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข (๓) บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่างๆ (๔) ทำพลีกรรม ๕ อย่าง คือ สงเคราะห์ญาติ(ญาติพลี) ต้อนรับแขก(อติถิพลี) ทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย(ปุพพเปตพลี) ถวายเข้าหลวงเป็นภาษีอากร(ราชพลี) และทำบุญอุทิศให้เทวดา(เทวตาพลี) และ (๕) บริจาคทานในสมณะชีพราหมณ์ผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ

ทั้งหมดล้วนโยงใยกันเป็นลูกโซ่ มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน หากเศรษฐกิจสัมพันธ์เข้าคู่กับสัตว์โลกอย่างถูกหลัก โลกนี้ก็เป็นที่ปรารถนาของสัตว์ผู้หวังสาวกภูมิ ปัจเจกภูมิ พุทธภูมิ และจักรพรรดิราช สมกับคำว่าเป็นสถานกลางของกามาวจรภพ ๑๑ คือ มนุสสภพนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

“มะเขือเกิดจากดิน คนปลูก รดน้ำ พรวนดิน รั้วรอบขอบชิดกัน สัตว์เข้าไปคุ้ยเขี่ย เป็นหมากเป็นผลกินก็อร่อยอิ่ม ทานก็ได้บุญ ขายก็ได้เงิน นั่นละ โยมบ่นแต่ว่า ไม่มีอะไรจะกินๆ ปลูกฝังรักษาแล้ว ไม่ต้องร้องเรียกว่า มะเขือเอ๋ย พริกเอ๋ย หน่อข่าเอ๋ย ขิงเอ๋ย ตลอดกระเพราะ นางรักฟักแฟง แตงเต้าว่า สูทั้งหลายจงเกิดขึ้น สูทั้งหลายจงใหญ่สูง สูทั้งหลายจงผลิดอกออกผล ข้าทั้งหลายจะได้กินได้ทาน ได้ค้าได้ขาย ไม่ต้องเรียกร้อง เมื่อปลูกฝังรักษาลำต้นดีแล้ว ได้กินได้ทานเอง”

ครั้งหนึ่งขณะที่หลวงปู่มั่นพักอยู่วัดป่าสุทธาวาสเป็นเวลา ๑๕ วัน ก่อนจะจากวัดป่าสุทธาวาสไป ขุนอร่ามรัชดากรได้กราบเรียนพระอาจารย์ว่า “ขอนิมนต์ให้ท่านพักนานๆ อยู่โปรดญาติโยมชาวสกลนคร ท่านอยู่แต่ป่ามานานแล้ว โปรดชาวเมืองด้วย” หลวงปู่มั่นได้ตอบกลับไปว่า

“จะให้อาตมาสั่งสอนพวกท่านให้เป็นอะไร จะสอนให้ฉลาด พวกท่านก็ฉลาดแล้ว จะสอนให้พวกท่านมีศีล มีธรรม พวกท่านก็มีแล้ว จะสอนให้พวกท่านมีกิน มีทาน มีใช้ พวกท่านก็มีแล้ว หรือจะให้อาตมาสอนให้พวกท่านเป็นทองแท่ง อาตมาสอนไม่ได้ อาตมาไม่รับ อาตมาไม่อยู่

ชาวบ้านนอกบ้านป่ามีอะไรหลายๆอย่างที่เขายังชาดแคลน อาตมามีเรื่องจะสอนเขาอีกมาก ถ้าอาตมาไม่ไปสอนก็ไม่มีใครสอน นั่นเป็นหน้าที่ของอาตมา หรือใครจะไปสอนแทนอาตมา อาตมาต้องไปสอนเขาเพราะไม่มีใครสอน”

สมัยที่หลวงปู่มั่นธุดงค์ไปสู่ภาคเหนือนั้น พระอาจารย์เนียม โชติโกซึ่งติดตามหลวงปู่มั่นไปภาคเหนือด้วยก็ได้แนะนำสั่งสอนชาวเขาให้รู้จักการขุด การพรวนดิน การปลูก การหว่านข้าวไร่และพืชอื่นๆ เช่น ข้าวโพด ฟักทอง ฟักแฟงแตงเต้าทุกชนิด หลังปลูกก็สอนให้ดายหญ้า พรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปีนั้นพืชผลของชาวเขาจึงงอกงามดี

วันหนึ่งขณะออกเดินบิณฑบาต ข้าวโพดฝักใหญ่กำลังผลิดอกออกผล ท่านพระอาจารย์เนียมนักเกษตรจำเป็นพบเห็นทุกวันแต่ไม่เห็นเขาปิ้งเผาใส่บาตรสักที ท่านก็เลยบอกเขาว่า “สูเอาข้าวโพดปิ้งใส่บาตรให้ตูกินบ้างก๊า” เขาตอบ “ข้าวโพดของหมูกินก๊า” ท่านว่า “ตุ๊เจ้ากินก็ได้ก๊า” เขาว่า “ตุ๊เจ้าอยากกินอาหารหมู” ตั้งแต่วันนั้นเขาปิ้งใส่บาตรทุกวัน

ตามริมทางยอดฟักทองงอกงามน่ารับประทานแต่เขาไม่กินกัน ท่านพระอาจารย์เนียมนักเกษตรจำเป็นก้บอกอีกว่า “สูแกงหมูก็เอายอดฟักทองใส่ลงไปด้วย” เขาบอก “หมูก็ลำพอแล้ว อร่อยพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ยอดฟักทองอีก” ท่านพระอาจารย์เนียมพอเจอคำว่าหมูก็อร่อยพอแล้วจะใส่ยอดฟักทองอีกทำไม ท่านก็อ้ำอึ้ง ครุ่นคิดอยู่ในใจไม่รู้จะพูดให้เขาเข้าใจอย่างไร

เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่นถือเป็นเรื่องขบขันมาก ทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้ ท่านจะหัวเราะชนิดหัวเราะใหญ่อย่างขบขัน แม้ผู้เล่าและผู้ฟังก็อดหัวเราะไม่ได้ คำตอบมีอยู่ว่าที่ให้เอายอดฟักทองใส่แกงเนื้อหมูนั้น ยอดฟักทองงามน่ากินและมีมาก ใส่ยอดฟักทองเพื่อประหยัดเนื้อหมู และทำให้มีรสชาติยิ่งขึ้นไปอีก เพิ่มคุณค่าทางอาหารอีกด้วย นี่คือคำตอบ

ปีนั้นและปีต่อๆมา พืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวเขาอุดมสมบูรณ์ ทำบุญใส่บาตรรับพรเสียงสาธุการลั่นไปหมด กล่าวขวัญกันว่าได้อยู่ได้กินเพราะบุญตุ๊เจ้าแต๊แต๊[1]

บ้านห้วยแคนก็เป็นอีกบ้านหนึ่งที่ได้รับเมตตาจากองค์หลวงปู่มั่นเป็นอย่างยิ่ง หลวงปู่มั่นเคยธุดงค์มาอาศัยอยู่ที่บ้านห้วยแคนนานถึง ๔ เดือน วันที่หลวงปู่มั่นจะออกเดินธุดงค์จากบ้านห้วยแคนไปบ้านหนองผือนั้นชาวบ้านพากันร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญกันดังระงม ชาวบ้านห้วยแคนได้บอกกับหลวงปู่มั่นว่า “พวกกระผมชาวบ้านห้วยแคนแต่ก่อนอดอยาก เดี๋ยวนี้ไม่อดแล้ว เพราะฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์ว่าให้เอาข้าวกล้าหว่านดำลงบนดิน บัดนี้พวกกระผมได้ทำลงบนดิน ได้ข้าวมาถวายตอบแทนบุญคุณท่านที่สอนพวกกระผมให้ได้กินได้ใช้ ไม่ต้องเอาลึมกระบอง(ขี้ไต้มัดรวมกัน ๑๐ อัน)ไปแลกบ้นอื่นอีกแล้ว”

ธรรมาภิบาล “วิธีการที่ถูกต้องดีงามในการบริหารประเทศ” ที่คนเมือง คนกรุงเรียกร้อง กับปัญหาปากท้อง “เป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมือง” ที่ชาวบ้าน เกษตรกรเดือดร้อนนั้นคือเรื่องเดียวกัน คือกำลังพูดถึง เรียกร้องในสิ่งที่เป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบของภาครัฐทั้งสิ้น แค่มีใครสักคนเป็นคนกลางประสานใจคนเมือง คนกรุงกับชาวบ้าน คนชนบทให้กลับมาคืนดีกัน เรียกร้องภาครัฐให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี กดดันให้ภาครัฐยอมคายอำนาจในมือตนออกมา ตั้งสภา/สมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ประกอบด้วยตัวแทนของคนไทยทุกภาคส่วน : จังหวัด เมือง ชนบท เกษตรกร แรงงาน วิชาชีพอิสระ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ฯลฯ ให้กลุ่มตัวแทนสังคมไทยเหล่านี้รวบรวมประเด็นปัญหาและข้อเสนอต่างๆมายกเครื่องประเทศไทย ให้ประชาชนออกแบบชะตาอนาคตของตนเอง ชาวบ้าน คนต่างอำเภอวาดฝันชีวิตของตนเองอย่างไร คนเมือง คนต่างจังหวัด และคนกรุงอยากเห็นชีวิตของตนเองเป็นแบบไหนอย่างไร ต่างคนต่างคิดแล้วนำมาพูดคุยกัน จากนั้นก็ให้ผู้เชี่ยวชาญนำไปออกแบบกลไกทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจว่าต้องเป็นแบบไหนจึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยทุกหมู่เหล่าได้

[1] ที่มา รำลึกวันวาน เกร็ดประวัติ ปกิณกธรรมและพระธรรมเทศนา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร เล่ม ๑ และ ๒, ศูนย์อบรมภาวนา สิริจันโท วัดบรมนิวาสวรวิหาร กรุงเทพฯ, พระวิมลศีลาจาร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s