จิตมนุษย์เหมือนคนบ้าหาบหิน – หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร


จิตมนุษย์เหมือนคนบ้าหาบหิน

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

๑๐ ตุลาคม ๒๕๑๘

การฝึกสมาธิ รวมจิตรวมใจให้เข้ามาภายใน

ธรรมดาจิตนี้ ดวงจิตดวงใจจริงๆก็คือมีดวงจิตดวงใจดวงเดียวเท่านั้น คนๆหนึ่ง สัตว์ตัวหนึ่ง ไม่ว่าใคร มีจิตดวงเดียวๆนี้แหละ แต่ว่าความอยาก ความดิ้นรน กิเลสมันเยอะ เรียกว่ามีมาก โบราณท่านจัดออกไปจากอายตนะทั้งหลายว่ากิเลสมีตั้งพันหน้า ตันหาร้อยแปดก็คือว่ามันเยอะ คิดมากไปเท่าไรกิเลสมันก็มากไปตามความคิด

พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่าจงรวมจิตใจเข้ามา ถ้ารวมจิตใจเข้ามา จิตมันก็มีดวงเดียว จิตดวงเดียวนี้เป็นผู้ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในกามภพ ในรูปภพ ในอรูปภพ ในมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก เปตโลก ยมโลก ไม่ว่าโลกใดก็ตาม จิตดวงเดียวเป็นผู้หลง เป็นผู้ไป เมื่อเกิดในภพใดๆ ตั้งอยู่ในภพใดๆก็ไปยึดถือว่าตัวเองอยู่ในภพนั้นๆ จิดดวงเดียวเมื่อรวมเข้ามาแล้วรักษาได้ง่ายเพราะมันเป็นของอันเดียว ทีนี้ถ้าเราคิดมากไป ปรุงแต่งมากไป ตามอำนาจของกิเลสตัณหาในจิตใจนั้นก็เลยมากเรื่องมากราวไป

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าจิตนี้เป็นใหญ่ เป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยดวงจิต เมื่อจิตจะเอาอะไร จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร จะทำบุญทำบาปก็สำเร็จด้วงดวงจิตดวงใจทั้งนั้น แม้พระพุทธเจ้าบำเพ็ญโพธิญาณมาสำเร็จก็เพราะดวงจิตนั้นแหละพากาย วาจา ประพฤติดีทำดีก็จิตดวงนี้แหละ ดวงจิตดวงนี้นั้นไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ มันมีอยู่ เราทุกคนก็ย่อมรู้ว่าในตัวเรานี้แหละ ในใจเรามันมีความคิดนึกปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ความอยากทั้งหลาย ท่านให้ชื่อว่าตัณหา : กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็คือว่าความดิ้นรนวุ่นวายกระสับกระส่าย ทำให้จิตใจนั้นไม่สงบ เมื่อไม่สงบ ยิ่งดิ้นรนไปเท่าไหรก็ติดเข้าไปเท่านั้น ส่วนมากเมื่อจิตไม่สงบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ในดวงจิตดวงใจแล้ว จิตนั้นเองเป็นผู้แส่ส่ายไปรับเอาเรื่องต่างๆ ไปเก็บเอาเรื่องต่างๆมาคิดมานึกมาปรุงมาแต่ง ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าไม่ต้องไปเอาอะไรมาอีก เท่าที่มันมีอยู่นี้มันก็หนักพอแรงแล้ว ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนัก แล้วยังจะไปเก็บเอาเรื่องราวอารมณ์ภายนอกเข้ามาให้มันยุ่งเหยิง มันก็ยิ่งหนักยิ่งหน่วงเข้าไป เหมือนกับว่าเราหาบเราแบกเต็มแรงแล้วแต่ยังไม่พอ เก็บเข้ามาใส่อีก

จิตที่ไม่สงบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ภายในนี้ ท่านว่าเหือนคนบ้าหาบหิน

นิทานคนบ้าหาบหินนั้นมีอยู่ว่าบ้านนั้นท่านว่าบ้าร้อยแปด บ้าสามสิบสอง บ้านับไม่ได้

มีบ้าชนิดหนึ่งไม่โหดร้ายประการใด ได้กระบุง ได้กระจาด ได้อะไรก็หาบไป เมื่อเห็นไม้ เห็นก้อนหิน เม็ดกรวดอะไรก็ตาม เก็บใส่ข้างหน้า ข้างหลัง แล้วก็หาบเรื่อยไป ไม่ว่าเห็ฯอะไรอยู่ข้างถนนหนทางก็เก็บมาใส่ทั้งนั้น เรียกว่าเก็บก้อนหินของหนักมาใส่ หาบไปจนกระทั่งหาบไปไม่ได้ก็เก็บออก เก็บออกพอเบาไปได้ก็หาบไปอย่างนั้นแหละ เขาให้ชื่อว่าคนบ้า คนบ้าชนิดนั้นไม่มีเรื่องราวกับใคร แต่มีเรื่องราวกับหิน เห็นของหนักแล้วก็เอามาใส่ เจ้าของก็หาบไป เมื่อหาบไปมันเบาก็เก็บมาใส่ใหม่ เห็นของใหม่ก็เก็บใส่ใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดวันตลอดคืน แกทำมาอย่างนั้น นี่เรียกว่าเป็นนิทานอันหนึ่ง

นิทานคนบ้าหาบหินอันนี้เปรียบอุปมาเหมือนจิตใจคนเราไม่ภาวนา ไม่สงบ ก็ไม่สละออกไป ในอารมณ์ต่างๆเก็บเข้ามา ตาเห็นรูปก็เก็บเข้ามาไว้ มาคิด มานึก มาปรุง มาแต่งแต่ในทางที่จะยึดเอาถือเอาเหมือนคนบ้าหาบหิน รูปดีก็อยากได้ ดิ้นรนวุ่นวาย รูปสวย รูปงาม ไม่ว่ารูปวัตถุข้าวของ เครื่องใช้ไม้สอยก็ตาม

รูปคนเมื่อเห็นว่ารูปดีก็อยากได้ ปรารถนาดิ้นรนไปตามกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา มันเก็บเข้ามา ยึดเข้ามา ทีนี้ในขณะที่รูปไม่ได้ รูปน่าเกลียด รูปน่ากลัว รูปน่าชังก็เก็บเข้ามาอีก ไปเกลียด ไปกลัว ไปชัง พาให้จิตใจไม่เป็นสมาธิภาวนา คือ เป็นธรรมดาของจิตไม่สงบ ไม่มีภาวนาพุทโธอยู่ในดวงใจ เมื่อตาเห็นรูปในส่วนที่ดีก็หลงไปอีกอย่างหนึ่ง ในส่วนที่ไม่ดีก็หลงไปอีกอย่างหนึ่ง วุ่นวายอย่างนั้นแหละเหมือนกับว่าคนบ้าหาบหิน

นอกจากตาเห็นรูป หูได้ฟังเสียงก็คอยเก็บเข้ามา นอกจากเก็บเข้ามาแล้วตัวเองก็ชอบพูด ชอบกล่าวแต่ในสิ่งที่ไม่ดีนั้นแหละ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ ธรรมะคำสั่งสอนมีตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ไม่ท่องบ่นสาธยาย เอามาจดจำ แต่ว่าคำดุ คำด่าว่าร้ายป้ายสีให้แก่กันนี้ชอบเอามาคิดเอามานึก แม้สิ่งนั้นจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม จำไว้ไม่ลืม เขียนไว้ไม่ลืม เป็นอย่างนี้มาตลอดกัป ตลอดกัลป์ ตลอดภพ ตลอดชาติ ไม่ว่ามนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย มันเป็นอยู่อย่างนี้ ไม่รู้จักปล่อยวาง

ทางสมาธิภาวนาธรรมะธัมโม คำสอนในพระพุทธศาสนานั้น ท่านให้ตั้งอกตั้งใจบริกรรมภาวนา คนอื่น ผู้อื่นไม่สำคัญเท่าใจของเราเอง ใจของเราเองนี้แหละควรให้ภาวนานึกน้อมอยู่ในตัว ในใจ อย่าได้ประมาท ไม่ต้องไปหาบไปหิ้วเอาเรื่องของคนอื่น ผู้อื่น

สัตว์โลกทั้งหลายนั้นมีอยู่มากมาย พระพุทธเจ้าท่านว่า อนนฺตํ อปฺปริมาณํ

อนนฺตํ ก็คือว่าจะนับก็ไม่ได้ ประมาณไม่ได้ สัตว์โลกทั้งหลาย

มนุษย์โลกยังนับอ่านไม่ได้ ลองคิดดูว่าสัตว์เดรัจฉานในน้ำ บนบก ในอากาศนั้นมีมากมาย เต็มไปด้วยสัตว์ทั้งหลาย นับได้เมื่อไร ไม่มีใครนับได้ ในพื้นแผ่นดินก็เต็มอยู่ในแผ่นดิน พวกมด พวกปลวก พวกแมลงเล็กๆน้อยๆจนสมมติให้ชื่อมันไม่ได้ มันมากมาย ที่มันเกิดมาได้แล้วก็มี ส่วนที่มันยังเกิดไม่ได้ เหลือแต่ดวงจิต ดวงวิญญาณอยู่ก็เรียกว่าแน่นโลกอยู่ก็ว่าได้ ดวงจิตดวงวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายนี้เรียกว่าเต็มโลก หรือภาษาโบราณท่านว่าดวงจิตดวงใจของสัตว์โลกนั้นมันเต็มโลก เหมือนเอาข้าวสารยัดใส่ไถ้ ข้าวสารในไถ้ ในหม้อ ในตุ่ม ในไห เต็มไปอย่างนั้นแหละ แน่นอยู่ในไถ้ ในถุงอย่างไร ดวงจิตดวงใจของสัตว์โลกก็เต็มอยู่อย่างนั้นไม่หมดไม่สิ้น บางคนก็มาเห็นว่ามนุษย์โลกในยุคนี้ สมัยนี้ มันมากมายจนรัฐบาลแต่ละประเทศเลี้ยงไม่ไหว ต้องมีการคุมกำเนิดไม่ให้มันเกิด ถ้ามันเกิดมาแล้วก็จะมากมายหลายอย่าง แต่ละบุคคลๆเลยมีการคุมกำเนิด ไม่ให้มันเกิด มันจะเกิดหรือไม่เกิดก็ตาม แต่ว่าดวงจิตดวงใจของสัตว์โลกทั้งหลายนั้นมันเกิดอยู่อย่างนั้นแหละ มันมีอยู่แล้ว ที่คุมกำเนิดก็คุมได้ในรูปขันธ์ คือว่าไม่ให้มันมีรูปขึ้นมา แต่ว่าในจิตในใจนั้นมันคุมไม่ได้ มันเกิดก่อนผู้ควบคุมด้วย มันเกิดมาตั้งแต่อเนกชาติ นับภพนับชาติ นับกัปนับกัลป์ นับตั้งฟ้าตั้งแผ่นดินไม่ได้แล้ว ดวงจิตดวงใจอันนี้มันจึงเป็นดวงจิตที่เรียกว่าหลงใหลอยู่ในโลกมานมนาน เป็นคนบ้าหาบหินมานานจนนับไม่ถ้วน แม้แต่พระศาสดาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ได้มาตรัสรู้ในโลก พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านก็รู้ว่าสัตว์โลกทั้งหลายมันมากมายเหลือที่จะพรรณนา พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งๆมาโปรด มาเทศนาสั่งสอนเอาได้แต่มันก็ไม่หมด ไม่สิ้นไปได้ นับเป็นอสงไขยๆที่สัตว์มาพ้นทุกข์ ไปสู่นิพพานตามพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ แต่ถึงกระนั้น สัตว์โลกก็ไม่มีทางจะหมดจะสิ้นได้ เพราะอะไร เพราะจิตใจของสัตว์โลกยังมีความหลงอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจึงให้มีความสังวรระวัง ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชาภาวนา อย่าให้จิตใจไปเก็บเอาอารมณ์เรื่องราวภายนอก ไม่มีที่จบที่สิ้น ให้รู้จักปล่อยวาง ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น เหม็นหอมอะไรก็อย่าไปยึดไปถือเอา ถ้าจิตหลงออกไปยึดไปถือแล้วเป็นทุกข์ในใจ เป็นทุกข์ในโลก ไม่มีที่จบสิ้น

ในเมื่อเวลากลิ่นสัมผัสในจมูก รสสัมผัสในลิ้น เรื่องรสอาหารการกินนี้เป็นตัวสำคัญอันนหึ่ง เพราะว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้นตั้งอยู่ได้เพราะมีอาหาร ที่มันเกิดขึ้นมามีชีวิตอยู่ได้เพราะมีการบริโภคอาหาร ถ้าสัตว์ทั้งหลายไม่มีอาหารกิน รูปขันธ์ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ รถอาหารนี้แหละเป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ เพราะว่าจิตนั้นไม่อยู่ในสมาธิภาวนา ไม่มีอารมณ์ใจสงบระงับก็ย่อมดิ้นรนวุ่นวายไปตามอาหารการกิน

สิ่งที่ล่วงมาแล้ว เคยกินเคยบริโภคอย่างใด จิตอันนี้ก็ไปยึดไปถือเอา เรียกว่าเหมือนกับคนบ้าหาบหิน มันก็หาบเอาสิ่งที่ผ่านไปแล้ว มันก็ไม่ยอมให้ผ่านไป มันเก็บเอามาคิดมานึกอีก และก็คิดไปข้างหน้า หลงอยู่ในรสอาหารการกิน หารู้ไม่ว่ารสอาหารนั้นมันเป็นเพียงการมาประทังรักษารูปขันธ์ให้เป็นอยู่เท่านั้น เมื่อรูปขันธ์เป็นอยู่แล้ว เราก็จะได้เจริญ สมถกรรมฐาน ทำใจให้สงบระงับ ไม่ปล่อยปละละเลยให้จิตใจไปวุ่นวายแต่เรื่องภายนอก ยังดวงจิตดวงใจให้สงบตั้งมั่นอยู่ภายในดวงใจนี้ จะได้รวมจิตรวมใจเข้ามาภายใน ไม่ให้วุ่นวายไปตามเรื่องภายนอก

ส่วนร่างกายก็มีสิ่งที่มาสัมผัสถูกต้อง เย็นร้อนอ่อนแข็ง เจ็บไข้ได้ป่วย สบายไม่สบาย ให้ชื่อว่าโผฏฐัพพะ สิ่งที่มากระทบกระเทือนรูปร่างกาย อันนี้ก็เป็นอารมณ์พาให้จิตใจคนเราอยู่นิ่งๆไม่ได้ ภาวนาพุทโธอยู่ในดวงใจไม่ได้เพราะว่ามีความลุ่มหลงอยู่ในผิวหนัง ผิวกาย หรือว่าอยู่ในเครื่องสัมผัส ไม่ว่ามีอระไร อยากได้อะไร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ปกปิดร่างกายนั้นนอกจากจะกันความร้อนหนาวหรือว่าเหลือบยุงแล้ว ยังนุ่งห่มประดับประดาตบแต่งร่างกายเอาดีเอางาม เอาวิเศษวิโส ไม่มีที่จบที่สิ้นนั่นแหละ ท่านว่ามันไปหาบเอา ยึดเอา ถือเอา เป็นทุกข์ในใจ เป็นทุกข์ในโลก เป็นทุกข์ในกาย เป็นทุกข์ในจิต ดวงจิตมันก็เป็นทุกข์

เมื่ออารมณ์ทั้งหลายมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สิ่งที่มาถูกต้องกายก็ไปเป็นอารมณ์อยู่ในจิต แต่มันไม่ใช่อารมณ์ภาวนาพุทโธ ไม่ใช่อารมณ์ภาวนามรณะกรรมฐาน แต่เป็นอารมณ์หลงใหลไปตามตาม ตามรูป ตามหู ตามเสียง ตามจมูก ตามกลิ่น ตามลิ้น ตามรส ตามกาย ตามโผฏฐัพพะ มันหลงอยู่อย่างนี้ จิตเมื่อมันได้ผ่านอายตนะทั้งหลาย มันก็ไปเป็นอารมณ์อยู่ในจิต ดับไม่ลง สงบไม่ได้ จิตอันนั้นก็เลยเห็นว่าความคิด ความนึก ความฟุ้งซ่านรำคาญ ดิ้นรนวุ่นวาย กระสับกระส่าย ได้มากเท่าไหร่ก็ถือว่าเป็นความสุข แต่ความสุขอันเป็นทุกข์ มันเก็บเข้ามา ยึดเข้ามา ถือเข้ามา ไม่รู้จักปล่อยวาง พระพุทธเจ้าท่านปล่อยวางจนหมด ไม่มีอะไรยึดไว้ ถือไว้ในจิตในใจ ดวงจิตดวงใจของพระองค์เรียกว่าละกิเลสพร้อมทั้งวาสนาได้หมดสิ้น คือท่านไม่เป็นบ้าเป็นบอมายึดมาถือตามโลกอีกต่อไป พระพุทธเจ้า พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย พระโสดา พระสกิทาคามี ท่านรู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักตัวเองว่าลุ่มหลงมาแล้วในโลกนี้จนนับไม่ถ้วน เมื่อมาถึงปัจจุบันชาตินี้ ท่านก็ปล่อยวาง ท่านไม่หาบต่อไปอีก ปลงไว้ วางไว้ตามหน้าที่ของเขา แล้วก็กำหนดพิจารณาจนเห็นแจ้งอยู่ภายในจิตของท่าน ไม่ใช่ท่านขาดสติ ขาดปัญญา ไม่ใช่ ท่านมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา มีวิชาความรู้ ท่านเห็นว่าจิตใจของท่านได้หาบ ได้แบก ได้หามวุ่นวายมานานแล้ว ปลงเสียที วางเสียที เรียกว่าปลงตก

ปลงตกคือพิจารณาเห็นแจ้งว่าไม่ดี ไม่วิเศษวิโสอะไร ท่านก็ปลง ละออก ปล่อยออก วางออก ให้หมดสิ้นในจิต สิ่งใดที่ท่านเคยอิจฉาพยาบาท โกรธแค้นให้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ท่านก็ปล่อยวางออกไป ไม่อิจฉาพยาบาทใครอีกต่อไป มีความเพ่งเล็งให้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมีความสุขกาย สบายใจ อย่าได้เดือดร้อนวุ่นวาย ใครมีความสุขอย่างไรก็ให้มีความสุขอย่างนั้นให้ยิ่งๆขึ้นไป พระพุทธเจ้า พระอริยะเจ้าทั้งหลายเรียกว่าท่านมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลก ไม่ซ้ำเติม ไม่เก็บเอามายุ่งในจิตในใจด้วย

คนเราที่ใจไม่สงบก็เพราะว่าไปคอยยึด ไปคอยถืออยู่ หาบอยู่ เหมือนคนบ้าหาบหิน ไม่รู้จักปล่อยวาง ความจริงแล้วเราจะไปปล่อยวางให้คนอื่น ไปว่าดีให้คนอื่นก็เท่านั้น ไปว่าชั่วเสียหายให้คนอื่นก็เท่านั้น หน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรมภาวนาในทางพุทธศาสนานั้น ท่านมาทำจิตทำใจของท่านให้มีความสงบตั้งมั่น มั่นคงอยู่ในบริกรรมภาวนาในดวงจิตดวงใจของท่านทุกๆท่าน ทุกองค์ เมื่อยังไม่พ้นก็เพียรพยายามเพื่อให้หลุดให้พ้น เมื่อพ้นไปแล้ว หลุดไปแล้ว ท่านก็มีความเมตตาแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ไม่มีการซ้ำเติมบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจแล้วไปซ้ำเติมให้มันมีความทุกข์หนักขึ้นไปอีก ไม่เอา ท่านมีวิธีการสั่งสอน แนะนำให้พุทธบริษัท มีภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ผ้าขาว นางชี ฤาษี ตั้งอกตั้งใจภาวนาทำความเพียรละกิเลส

การละกิเลสจะหมดจะสิ้นไปได้นั้น ไม่ใช่เพียงแต่ว่าสงบอยู่เท่านั้นยังไม่พอ จะต้องกำหนดพิจารณาให้เห็นแจ้งด้วยญาณ ด้วยปัญญาตาใจว่ารูป นาม กาย ใจ ตัวตนคนเรานี้แหละไม่มีอะไรจะเที่ยงแท้แน่นอนยั่งยืน จะให้เป็นไปตามความรัก ความปรารถนาทุกอย่างทุกประการนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะว่ารูปขันธ์อันเป็นตัว เป็นก้อนอันนี้ก็ตาม นามขันธ์ได้แก่ดวงจิตดวงใจคิดนึกปรุงแต่งอะไรต่อมิอะไร มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านมาฝึกฝนอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทให้รู้จักทำความสงบระงับ ให้รู้จักปล่อยจักวาง ไม่ให้ยึดถือ แม้จะมีอารมณ์ใดๆเกิดขึ้นในเวลาเรานั่งอยู่ เมื่อลุกจากที่นั่งไปท่านก็สอนว่าอย่าเก็บเอาอารมณ์เรื่องราวที่มันเกิดขึ้นในเวลาที่นั่งนั้นติดตามไปด้วย ถ้าทำได้อย่างนี้อารมณ์ภาวนาก็สบาย ไม่ไปเก็บเอาอารมณ์สิ่งที่เขาด่า เขาว่าดีว่าชั่วให้ เมื่อลุกจากที่นั่งไปแล้วก็ไม่เก็บไปด้วย ในใจก็สบาย กายก็สบาย หูก็สบาย เพราะไม่ไปเก็บเอาอะไรต่อไปอีก หรือเขาติเตียนนินทาว่าร้ายป้ายสีในเวลาที่เราอยู่ในน้ำ ถ้าเราขึ้นจากน้ำแล้วก็อย่าเก็บมา ทิ้งไว้ในน้ำนั้น

นี่คือว่าเป็นนโยบายสอนผู้ปฏิบัติธรรมะ อย่าไปเก็บเอามา อย่าไปเอามาหาบ มายึดมาถือ ถ้าเอามาถือไว้แล้วไม่มีที่จบที่สิ้น ขึ้นชื่อว่าโลกแล้ว ไม่มีที่จบ ไม่มีที่สิ้น ถ้าใครต่อเติมส่งเสริมมากเท่าไรก็ไปมากเท่านั้น เลยไม่จบไม่สิ้น

ทำไมมันจึงไม่จบไม่สิ้น ก็เพราะว่ามันวนๆอยู่ในอารมณ์อันเก่า ทั้งโลกนี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ในอายตนะภายใน อายตนะภายนอก มันวนอยู่ในอาการอันเก่า หรือท่านว่าเหมือนมดมันไต่ขอบด้ง ขอบหม้อ ขอบไห มันไต่เท่าไรๆมันจะมีที่สิ้นสุดได้ที่ไหนเพราะของมันกลม เรียกว่ามันไต่ไปตามความไม่รู้นั่นแหละ มันวนอยู่ในอาการอันเก่า แม้ความคิด ความนึกของคนเราว่าไปไกลที่สุดแล้วนั้น มันก็ไกลโดยความวนอยู่ในอาการอันเก่า พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนอย่าให้วนเวียนมาในโลกนี้อีกต่อไป สงบจิต สงบใจ ตั้งใจให้มั่นอยู่ในดวงจิตดวงใจ ให้จิตใจดวงนั้นมีปัญญา พิจารณาที่มีความเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดาของสังขารทั้งหลาย เขาต้องเป็นไปอย่างนี้ แม้จิตใจของผู้มาอาศัยอยู่ในรูปขันธ์หรือว่าขันธ์อันนี้ ตัวอันนี้มิใช่ว่าจะได้ดังความปรารถนาทุกอย่าง ทุกประการ เป็นไปไม่ได้ เพราะว่ารูปขันธ์นี้มีความแก่ ความชรา มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความแตก ความดับเป็นธรรมดา จิตใจดวงที่ภาวนาพุทโธโน้นต่างหาก ผู้ใดมาตั้งอกตั้งใจ ไม่ให้ใจของตนออกไปรับเอาเรื่องราวภายนอก สิ่งใดอยู่ภายนอกก็ให้ทิ้งไว้ภายนอกนั้น เรื่องราวอะไรที่มันเข้ามายุ่งในจิตในใจก็เพียรละในใจ ตั้งอกตั้งใจบริกรรมภาวนาพุทโธ รวมจิตใจเข้าไปภายในใจของตนเอง เพียรพยาบามอยู่ในหัวใจของตนให้ได้ตลอดเวลา นั่งที่ไหนก็ภาวนาในที่นั้น ยืนอยู่ที่ไหนก็ภาวนาที่นั้น จะเดินไปมาที่ไหนก็ภาวนารวมจิตรวมใจให้สงบตั้งมั่นจนให้เกิดความรู้ ความฉลาด ความสามารถอาจหาญ ตัดบ่วงห่วงอาลัยกิเลสในหัวใจของตนให้หมดไป สิ้นไป ไม่ใช่เพียงแต่ว่าความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น อยากมีไปตามอำนาจกิเลส อันนี้ไม่มีที่จบที่สิ้น ดิ้นรนไปตามความหลง ความรู้แจ้งเห็นจริงก็ต้องมารู้ที่กาย ที่จิต ที่ตัวเรานี้เองว่าร่างกายสังขารของแต่ละบุคคล มีขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ มีใจครองอยู่ในร่างกายตัวตนนี้คนละดวงใจ ก็ให้เพียรพยายามรักษาเอาดวงใจดวงเดียวนี้ให้ได้ อย่าได้ขาดสติ อย่าได้ขาดสมาธิ อย่าได้ขาดปัญญา จงเก็บเข้ามาไว้ในหัวใจ อย่าส่งใจออกไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องภายนอก จงมีความสงบจิต สงบใจ มีความตั้งมั่นอยู่ในหัวใจของตนอย่างเดียว สิ่งอื่นใดนอกจากจิตใจดวงที่รู้อยู่ภายในนี้ออกไปให้หมด

อนิจจังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ขึ้นชื่อว่าสังขารทั้งหลายจะเป็นสังขารอันเป็นรูป สังขารอันเป็นนามธรรมก็ตาม ย่อมมีความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ปั่นป่วนอยู่ไปเป็นธรรมดาอย่างนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนาจงพากันรวมจิตรวมใจ สงบตั้งมั่นอยู่ในดวงใจ จนเห็นว่าสิ่งอื่นใดนอกจากจิตใจที่มีความสงบตั้งมั่นอยู่นี้ออกไปให้หมด

อนิจจัง-ไม่เที่ยง ทุกขัง-เป็นทุกข์ อนัตตา-ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในความสุข ความทุกข์ ในความเป็น ความมีอันมีอยู่ในร่างกาย จิตใจนี้ จงทำความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมปฏิบัติอันเป็นปัจจุบันธรรมในที่นั้นๆ สิ่งใดที่เป็นอารมณ์เรื่องราวอดีตมันก็ล่วงมาแล้ว เรื่องอนาคตมันก็ยังไม่มาถึง มันเป็นเรื่องภายนอก นอกจากกายจากจิตออกไป จิตอย่าได้หวั่นไหวสั่นสะเทือน จงเป็นผู้มีสติอยู่ทุกเวลา มีสมาธิอยู่ทุกเวลา มีสติปัญญาอยู่ทุกเวลา ทุกขณะ ทุกเวลา อย่าได้ประมาทมัวเมารั่วไหลไปที่อื่น จิตใจมีอยู่ภายในใจ ภายในตัวของบุคคลเราทุกๆคน ใจคนอื่น ผู้อื่น เขารักษาภาวนา ใจของเรามีอยู่ภายใน เราต้องรักษาภาวนา อย่าได้ประมาท ผู้ไม่ประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ผู้ประมาทเรียกว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อม ความเสีย ไม่กำหนดภาวนา ขาดสติ ขาดสมาธิ ขาดปัญญา ขาดความรู้ความฉลาด ขาดความสามารถอาจหาญ จิตใจเลื่อนลอยฟุ้งซ่าน ไม่ตั้งมั่นอยู่ในดวงใจ จงเป็นผู้โอปนยิโก น้อมเข้ามาสู่หลักปัจจุบัน เวลานี้ เดี๋ยวนี้ให้ได้ เมื่อเราภาวนาอยู่ในตัว ในใจนี้ได้ทุกขณะ ทุกเวลา อยู่ในหัวใจนี้แหละ จะเป็นไปเพื่อความเจริญงอกงามในทางพระพุทธศาสนา ดังแสดงมาก็สมควรด้วยกาลเวลา เอวัง ก็มีด้วยประการ ฉะนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s