ดวงจิตผู้รู้อยู่


ดวงจิตผู้รู้อยู่

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

๗ กรกฎาคม ๒๕๑๗

การนั่งสมาธิภาวนาอย่างธรรมดา เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือข้างขวาวางทับมือข้างซ้าย ตั้งกายให้เที่ยงตรง หลับตา ภาวนาพุทโธ พุทโธ อันนี้ก็เป็นระเบียบหนึ่ง

แต่อีกชนิดหนึ่งในวิธีนั่ง ท่านว่านั่งสมาธิแบบขัดสมาธิเพชร เอาแข้งซ้ายขึ้นมาบนขาขวา แล้วก็เอาขาขวาขึ้นมาบนขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้ายเหมือนกัน วิธีนี้แน่นหนากว่า

ฉะนั้น ผู้ที่ฝึกหัดแบบที่หนึ่งได้ดีแล้วก็หัดแบบที่สองนี้เพิ่มเติม ตอนหัดทีแรกก็มีความเจ็บปวดบ้างเป็นธรรมดาของรูปขันธ์ แต่ถ้าหากฝึกไปทีละน้อยๆจนนั่งได้นานๆจะหายไปเรื่องเจ็บปวด ทุกขเวทนาขนาดชั่วโมง สองชั่วโมง สามชั่วโมงก็ไม่ขัด ถ้ามันเคยชินจริงๆ อันนี้เป็นการนั่งสมาธิทางรูปร่างกาย

ส่วนสมาธิภาวนาจริงๆนั้นหมายถึงการตั้งจิตตั้งใจ

ทุกครั้งที่เรานั่งสมาธิภาวนานั้น ถ้าเราอยู่ในเคหสถาน กุฏิวิหาร ที่อยู่ของตนโดยเฉพาะ เราก็มีวิธีกราบพระไหว้พระ ทำวัตรสวดมนต์ตามกำลังแล้วก็นั่งสมาธิเสียก่อนจึงค่อยนอนทุกคืนๆไป

อันสมาธินั้นหมายถึงการตั้งจิตให้รู้ถึงที่ตั้งของจิต ที่ตั้งของจิตนั้น ในจิตใจของคนเรามีดวงจิตผู้รู้อยู่ภายในร่างกายของคนเรา จะยืน เดิน นั่ง นอน ไป มา พูดจาปราศรัยได้นั้นอยู่ที่ดวงจิตผู้รู้นี้เอง

ดวงจิตผู้รู้ ธาตุรู้ดวงนี้นั้นเป็นดวงดั้งดวงเดิม มีมาแต่อเนกชาติ นับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว มิใช่ว่าพึ่งมาเกิดในภพนี้ชาตินี้ก็หามิได้

ดวงจิตผู้รู้นี้เป็นของเราเอง เป็นจิตใจของเราทุกคน ไม่ใช่บิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าให้มา

บิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าให้นั้นคือให้รูปขันธ์ ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง รูปตัวก้อนธาตุดินน้ำไฟลมนี้ได้มาจากบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้า ส่วนดวงจิตผู้รู้นี้เป็นของเราเอง เกิดตายๆมาในโลกนี้นับไม่ถ้วนก็จิตผู้รู้ดวงนี้แหละ ยังลุ่มหลงอยู่ในรูปรสกลิ่นเสียง

เวลาภาวนาตั้งจิต ท่านจึงให้ตั้งลงไป ณ ที่นี้ จะบริกรรมอุบายใดก็ตาม กำหนดตรวจกายก็ตาม คือ เอาจิตดวงนี้กำหนดพิจารณาตรวจไปตามร่างกาย มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น

เมื่อกำหนดพิจารณาร่างกายทุกอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ให้มารวมจิตเข้าไปที่ดวงจิตผู้รู้ที่ว่านี้

ดวงจิตผู้รู้อันนี้มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้มีอยู่ในอดีต มิได้มีอยู่ในอนาคต สิ่งใดที่เป็นอดีตล่วงมาแล้ว สิ่งนั้นมันก็หมดไปแล้ว สิ่งที่ยังมาไม่ถึงคือข้างหน้าอนาคตกาล สิ่งนั้นก็ยังเป็นเรื่องข้างหน้า จิตใจมิได้อยู่ข้างหน้า แต่เป็นอารมณ์แส่ส่ายไปในเรื่องอดีต แส่ส่ายไปในเรื่องอนาคตแล้วก็มาเป็นอารมณ์สับสนอยู่ภายในจิต ถ้าไม่ชำระแก้ไขในเวลาปัจจุบันคนเราก็จะหาเวลาทำสมาธิรวมจิตรวมใจให้สงบไม่ได้เพราะอารมณ์เรื่องราวต่างๆที่ผ่นมาทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งบุญทั้งบาปมารวมอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ เวลานั่งสมาธิภาวนาทุกครั้งทุกคราว ท่านจึงให้ละวาง ปล่อยวางเรื่องราวอารมณ์ที่ผ่านมาแล้ว ที่ยังไม่มาถึง ดีเท่าไหรก็อย่าไปคิดคำนึง ชั่วร้ายขนาดไหนก็อย่าไปคิดคำนึงเพราะสิ่งนั้นมันเป็นธรรมดาของจิตปุถุชนคนเรา ท่านให้เลิกติดต่อกับสิ่งนั้นๆมาตั้งจิตลงไปในดวงจิตผู้รู้ที่กล่าวนี้ คำว่าดวงจิตผู้รู้นี้มิใช่ว่าแต่งตั้งหรือว่าเทศน์ธรรมจึงเกิดมีขึ้น จิตดวงที่มีความรู้อยู่นี้มันเป็นดวงดั้งเดิม เป็นธาตุแท้จิตใจของคนเราและสัตว์ทั้งหบาย ไม่ได้มีอะไรมาเพิ่มเติม ดวงจิตผู้รู้นี้ ทีนี้สิ่งที่เพิ่มเติมก็คือจิตผู้รู้นี้แหละมีสังขารจิตปรุงแต่งคิดนึกไปตามอารมณ์ อดีต อนาคต แล้วก็เก็บเข้ามาๆหมักหมมไว้ในดวงจิตผู้รู้อันนี้ มาหลอกมาหลอนจิตผู้รู้อันนี้ให้ไหวหวั่นพรั่นพรึงไปตามสังขารจิตอันนนั้น ท่านจึงให้ชื่อสังขารจิตที่ปรุงแต่งหลอกหลอนนั้นว่าเป็นสังขารมาร

คำว่าสังขารมาร มารคือสังงจาร ที่ท่านให้ชื่อว่ามารก็คือว่ามันเป็นผู้ฆ่า ผู้ทำลาย ทำลายศีล ทำลายสมาธิ ทำลายปัญญา ทำลายวิชาความรู้หมดทุกอย่าง ถ้าใครหลงไปตามสังขารมารเหล่านั้น ท่านจึงให้ตั้งจิตให้มั่นคงลงไปจำเพาะดวงจิตที่มีความรู้อยู่ อย่างเราฟังเทศน์ฟังธรรม ฟังคำสั่งสอนอยู่ในเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เพราะมีหูจึงได้ยินเสียง เสียงนั้นไม่ว่าเสียงเทศน์ เสียงธรรม เสียงอะไรๆมันเข้าไปได้หมด ที่รับรู้ว่าเสียงนั้น เสียงนี้นั่นแหละดวงจิตอยู่ตรงนี้แหละ ตรงที่รู้จักว่าเสียงกระทบเข้ามา หรือเราบริกรรมภาวนาว่าพุทโธ พุทโธ ก็ผู้ที่ได้ยินว่าพุทโธ พุทโธ(นี้เอง)

คำว่าพุทโธ พุทโธที่เราได้ยินนั้นเป็นเรื่องของสังขารหรือว่าปรุงแต่งกำหนดขึ้นมา ส่วนดวงจิตผู้รู้นั้นเวลานึกถึงพุทโธก็รู้ รู้อะไร รู้ได้ว่านึกพุทโธ เมื่อไม่นึกพุทโธก็รู้ว่าไม่ได้นึกพุทโธนั้น

ดวงจิตผู้รู้นั้นท่านว่ามันเป็นธาตุเดิม ธาตุแท้ดั้งเดิม มีอยู่แล้ว มีอยู่ เป็นอยู่ ตั้งอยู่อย่างนั้นแหละ แต่เมื่อสังขารมารกิเลส กิเลสตัณหาต่างๆมันเข้าไปสุมรุมอยู่ในดวงจิต พาให้ดวงจิตอันนั้นหลง หลงกายหลงจิต หลงรูปหลงนาม

สิ่งทั้งหลายในโลก ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน จิตสังขาร จิตมาร จิตกิเลส อันนี้ก็เจ้าใจผิด และเอามาหลอกลวงว่าเป็นของเที่ยงแท้แน่นอน

ดูง่ายๆอย่างว่ารูปขันธ์ ตัวตนคนเราทุกคน ตัวเราตัวเขา จะเป็นหญิงเป็นชาย คฤหัสถ์ บรรพขิตก็คือว่าธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก้อนอสุภะนั้นเอง

แต่เมื่อสังขารจิต มารจิต ตัณหาจิตอันปรุงแต่งอยู่นั้นเก็บมาหลอกลวงแล้วให้เห็นว่าเป็นของมั่นคงถาวรไปได้ ของขี้ริ้วขี้เหร่ให้เห็นว่าเป็นของสวยของงามขึ้นมาได้ นี่แหละท่านว่าสังขารมาร มารคือสังขาร มันปรุงแต่งคิดนึกอะไรขึ้นมา จิตผู้รู้มาสมาธิภาวนา จิตตั้งมั่นไม่พอก็หลงใหล ผู้หลงใหลก็คือว่าจิตตั้งมั่นไม่พอ เมื่อจิตตั้งมั่นไม่พอ ปัญญาความรอบรู้ในสิ่งนั้นไม่เกิดมีขึ้น หรือเกิดมีขึ้นก็ไม่ทันท่วงที จึงได้เกิดความลุ่มหลง หลงตัวตน หลงชาติ หลงตระกูล หลงคนหลงสัตว์ หลงวัตถุธาตุทั้งหลายในโลก เมื่อได้หลงไปตามสังขารมารกิเลสแล้วมันก็หลงไปหมด ตาเห็นรูปก็หลงในรูป หูได้ยินเสียงก็หลงในเสียง จมูกได้กลิ่นเหม็นหอมก็หลงในสิ่งที่ได้กลิ่นนั้น เวลาลิ้นสัมผัสกับรสอาหารก็หลงใหลโลเลในรสอาหาร เวลาเย็นร้อนอ่อนแข็งกระทบกระเทือนผิวกายก็หลงอีก แม้จิตใจคิดนึกปรุงแต่งอะไรต่อมิอะไรอยู่ภายในก็หลงไปอีก

ความหลงคือความไม่รู้แจ้ง ความหลงคือไม่ตั้งจิตให้มั่นคง ความหลงคือว่าจิตไม่มีสัจจะความจริงใจ ไม่มีอธิษฐานลงไปในจิตในใจ เป็นจิตที่เหลาะแหละ หวั่นไหว สั่นสะเทือน กลัวตาย กลัวรูปร่างกายนี้แหละมันแตกมันตาย เพราะจิตอุปาทาน จิตที่เข้ามายึดมั่นถือมั่นในรูป ในนาม ในตัวในตน ในสัตว์บุคคล ในสมมตินิยามต่างๆว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าเป็นก้อนเป็นหน่วย พอหลงเข้าไปแล้วก็เลยยึดมั่นถือมั่น สำคัญผิดคิดว่าเป็นตัวเราจริงๆ แท้จริงมันก็เท่ากับเอาธาตุดินมาปั้น เอาธาตุน้ำมาผสม ธาตุลม ธาตุไฟมารวมกันเข้าก็เป็นรูปร่าง สี สัณฐาน เป็นรูปร่างมนุษย์ก็ให้ชื่อสมมติว่าเป็นมนุษย์เป็นคน

ในเรื่องที่เป็นคนนี้ก็สมมติไปได้มากมายนับไม่ถ้วนเหมือนกัน จิตอันนี้ไม่รู้เท่าทัน ไม่รู้เท่าทันสังขารมารกิเลสจึงได้หลงไปยึดมั่นไปตามอาการเหล่านั้น จึงได้เกิดความโกรธ ความโลภ ความหลง อวิชชา ตัณหาขึ้นมาภายในดวงจิตดวงใจเพราะจิตมันยึดอยู่ที่ร่างกาย ที่ตัวตน ที่สมมตินี้แหละ ถ้าจิตนั้นมาภาวนา เพียรเพ่งพิจารณาให้เห็นว่าธาตุแท้ของรูปขันธ์นี้ได้แก่อะไร ธาตุดิน สิ่งที่เป็นก้อนเป็นรูปก็คือว่าดินนั่นเอง เอาดินมาปั้นขึ้นมา เอาน้ำมาผสมเข้า ดินกับน้ำนี้แหละปั้นขึ้นมาเป็นก้อน เป็นตัวของคนเรา ทีนี้เวลามันแตกมันทำลาย มันไปไหน ธาตุดินจะไปไหน มันก็ลงไปแผ่นดิน จะเผาไฟ ฝังดิน มันก็ลงไปเป็นดินนั่นแหละ

ธาตุน้ำมันจะไปไหน มันก็ไปในอากาศ ไปในธาตุดิน ธาตุน้ำรวมลงไปในแผ่นดินนั่นแหละ

นี่แหละมันเป็นอยู่อย่างนี้เรื่องธาตุทั้งหลาย แล้วจิตผู้รู้เห็น ผู้อยู่ภายในนี้ต้องตั้งจิตตั้งใจให้ดี อย่าไปอ่อนแอท้อแท้ไปตามกิเลสมาร กิเลสนั้นมันสำคัญ มันรู้เพราะมันอยู่ในใจ สังขารมารอันนี้มันอยู่ในดวงจิตผู้รู้นั้นเอง มันเป็นผู้ปรุงผู้แต่ง ผู้คิดผู้นึกให้จิตใจผู้รู้อยู่นั้นหลงใหลไป นักภาวนาทั้งหลายท่านจึงไม่ยอมให้จิตใจนี้หลงไปตามสังขารมารกิเลสต่างๆที่ว่าให้เลิกให้ละ ให้ดับเรื่องราวอดีตอนาคตก็คือว่าจิตสังขารมารกิเลสนี้แหละมันเอาเรื่องเหล่านั้นมาหลอก มาโกหกพกลมวันยังค่ำ คืนยังรุ่ง

เพราะจิตไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่มีปัญญาเกิดขึ้น มันหลงใหลไปเสีย หลงไปกับกิเลสราคะ โทสะ โมหะ เมื่อมันหลงใหลไปแล้ว สิ่งที่ไม่ดีนั้นมันเลยเห็นเป็นดีขึ้นมา สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นมันเห็นเป็นของเที่ยง มั่นคง ถาวร ยั่งยืน เหมือนกับว่ามันจะไม่แก่ไม่ไข้ ไม่ตายอย่างนั้นแหละ

ทำไมมันแก่ได้ มันเจ็บได้ มันตายได้ เพราะไม่มีความเพียรเพ่งดูให้รู้ภายในจิต เพราะจิตมันสั่นสะเทือนไปตามอารมณ์นั้นเสีย ไปตามเรื่องตามราวนั้นเสีย อย่างสมมติว่ารูปที่ผ่านสายตา ถ้ารูปใดสวยสดงดงามตามสมมติ จิตหลงอันนี้ก็เข้าไปยึดไปถือว่ารูปนั้นเป็นรูปสวย ไม่ว่าเป็นรูคนรูปสัตว์ รูปวัตถุข้าวของ พอเห็นว่าสวยแล้วมันก็ไม่ได้คิดว่าสวยน่ะมันมาจากไหน แรกมันสวยอย่างนั้นไหม เอาอะไรมาปรุงแต่งจึงสวยได้ สวยจริงอยู่อย่างนั้นตลอดไปไหม ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่แตก ไม่ทำลายไหม ปัญญาความรู้เท่าทันตรงนี้ไม่เกิดมีขึ้นแล้วก็หลงวันยังค่ำคืนยังรุ่งอยู่นั่นเอง นี่แหละท่านจึงให้มีวิธีการนั่งสมาธิภาวนา สู้จนไม่ให้จิตนี้หลงใหลไป ให้จิตผู้รู้นี้แหละมาตั้งมั่นอยู่ในจิต เรื่องใดที่จิตเห็นว่ามันเป็นของดิบของดี ของเที่ยงแท้แน่นอน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์มันเที่ยงแท้แน่นอนจริงไหม จิตผู้รู้นี้แหละตั้งให้มั่น ดูความจริงให้ปรากฏจนปรากฏในจิตในใจ จนปรากฏในรูปในนามตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ารูปนามไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงจริงไหม ต้องกำหนดรู้ให้จิตใจรู้ด้วยญาณ ด้วยปัญญา ด้วยวิชชาอันแท้จริง ไม่ใช่รู้แบบคำพูด คำเขียน ความคิด เรียกว่าต้องรู้ด้วยแบบปัญญาญาณเพียรเพ่งดูว่ามันเที่ยงอยู่อย่างนั้นไหม รูปมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง เพี่งจนเห็นว่าแรกเริ่มเดิมทีของรูปมาจากไหน มาจากธาตุน้ำ ธาตุน้ำมันเคี่ยวเข้าปรุงแต่งเข้าเป็นธาตุดิน ธาตุดินเจริญวัยใหญ่โตขึ้นมามันก็เป็นรูปร่าง สี สัณฐาน ตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม จนแก่ชรา แตกดับเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้ามันเที่ยงแท้แน่นอน อย่างจิตหลงเข้าใจนั้น มันก็คงไม่มีใครแก่ ไม่มีเจ็บไข้ ไม่มีแตก ไม่มีทำลาย ไม่มีตายด้วย แต่ทำไมเกิดเท่าไรมันก็ตายเท่านั้น ไม่มีใครเหลือ ที่เหลือให้พวกเราเห็นมันยังไม่ถึงเวลามันแตกมันตายเท่านั้น มันรอเวลาเท่านั้น

ผู้ภาวนาไม่ต้องไปรอเวลา เมื่อใดเวลาใดถ้าตั้งจิตดวงนี้ให้มั่นคงลงไปในจิตก็จะรู้ได้เข้าใจในเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เป็นต้นไปเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรปิดบัง นอกจากจิตใจของตัวเองนั่นแหละ สังขารมารกิเลสนั่นแหละมันปิดบัง มันกั้นกางไม่ให้ทำ ไม่ให้พินิจพิจารณา อย่างว่าจะตั้งจิตลงไปในจิตในปัจจุบันนี้ เป็นต้น มันก็มัวรอช้า ไม่กำหนด ไม่พิจารณา เฉื่อยชา ไม่ดูว่าดวงจิตผู้รู้มันมีอยู่ในปัจจุบัน สังขารที่มันปรุงแต่งขึ้นมา มันปรุงขึ้นมาในปัจจุบัน เราก็ดับก็ละในปัจจุบัน ทำความเพียรอยู่ในปัจจุบัน เพียรละกิเลสที่มันมีอยู่ให้หมดไป สิ้นไป เพียรระวังรักษากิเลสอันใดมันจะเกิดขึ้น มีขึ้นในจิตนั้น ไม่ให้มันนิ่งนอนใจ ตั้งให้มั่นคงที่สุด มั่นคงขนาดไหน มั่นคงจนไม่หวั่นไหว หรือท่านเปรียบอุปมาเหมือนอย่างว่าแผ่นดิน มั่นคงเหมือนแผ่นดิน ยิ่งกว่าแผ่นดิน แผ่นดินยังมีหวั่นไหวได้ ยังมีคนขุดขึ้นหรือถากถางเคลื่อนย้ายได้ สมาธิภาวนาตั้งจิตใตมั่น เอาจนไม่มีอะไรที่จะมาเคลื่อนไหวได้ ดวงจิตผู้รู้อยู่ที่ไหน นั่งก็ดูจิตตั้งมั่นในนั้น ยืนก็ตั้งอยู่ในจิตนั้น เดินก็ตั้งอยู่ในจิตนั้น จะไปรถไปรา สบายไม่สบายก็ตั้งอยู่ในดวงจิตอันนั้น เห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง รูปนามเป็นทุกข์ รูปนามเป็นของไม่ใช่ตัวตน ทั้งหมดอยู่ในดวงจิตผู้รู้นี้ นอกจากดวงจิตผู้รู้อันนี้ ไม่มีสิ่งใดที่จะเที่ยงมั่นถาวรยั่งยืนอย่างโลกสมมติ กำหนดพิจารณาให้มันเข้าถึงความจริงข้อนี้ให้ได้ทุกขณะทุกเวลา นั่งสมาธิภาวนาหรือจะนั่ง จะยืน จะเดิน จะไปมาธรรมดาสามัญทั่วไปก็ตาม จิตใจนั้นอย่าได้เคลื่อนที่ ถ้าเคลื่อนที่แล้วมันหลงใหลไปแล้ว มันไม่รู้ทั้งนั้น เมาไปเหมือนเราที่ล่วงมาแล้ว เมื่อมันได้โกรธขึ้นมา มันก็หลงเมาไปหมด เมื่อมันโลภขึ้นมา มันก็หลงเมาไปหมด เมื่อมันหลงแล้ว มันก็หลงหมดทั้งโลก

ถ้ารู้ มันก็รู้แจ้งทั้งโลก รู้แจ้งในจิตนี้ได้ มันก็รู้แจ้งหมด โลกทั้งโลกมันเหมือนกันหมด โลกนี้มันธาตุดิน โลกนี้มันธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม โลกนี้มันรูปกับนาม กายกับใจอยู่ด้วยกัน ทำไมจิตมันหลง หลงก็คือไม่ตั้งใจภาวนา ไม่ทำความเพียรละกิเลส ไม่รักษาศีลภาวนาให้พร้อมมูลบริบูรณ์ ทีนี้ว่าจะรักษาศีลก็ผลัดวันเวบา เมื่อนั้นเมื่อนี้ มันไม่ทัน ให้รักษาศีล ๕ ในเวลานี้ รักษาศีล ๘ ในเวลานี้ รักษาศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ในขณะนี้เวลานี้ เมื่อศีลบริสุทธิ์ สะอาดก็หมายถึงจิตใจที่ตั้งมั่นลงไปนี่แหละ เมื่อศีลปกติ กายวาจามีที่ไหน จิตมันก็ตั้งมั่น จิตก็เป็นปกติ จิตก็สบาย ปัญญาก็เกิด ปัญญาก็ไม่ใช่มาจากที่ไหน ก็เกิดขึ้นที่จิตนั่นแหละ ที่จิตดวงที่รู้อยู่ในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ ขณะนี้นั้น ไม่ได้เอามาจากที่อื่น ท่านจึงให้รวมกำลัง พลังงาน ความสามารถลงไปในจิตในใจดวงนี้ ไม่ให้ไปมัวย่อท้อ กลัวเจ็บ กลัวไข้ กลัวตายอย่างโน้นอย่างนี้ สังขารมารกิเลสละทิ้ง จะเอาอะไรมาโกหกพกลม ไม่ต้องไปเชื่อไปหลง เรียกว่าตามเข้ารู้อยู่ในดวงจิต ดวงที่รู้อยู่เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ตั้งลงที่นี้ที่เดียว นั่งอยู่ที่นี้รูปนั่งต่างหาก จิตนั่งก็คือจิตมั่นคงอยู่ในจิตนั้น นอนยังไม่หลับก็มั่นอยู่ในที่นี้ ตื่นขึ้นมาก็มั่นอยู่ในที่นี้ เรียกว่า ตัตถะ ตัตถะ ในที่นี้ ในที่นี้ นี่ก็จำเพาะดวงจิตที่รู้อยู่นี้ จะไปหาที่ไหน จะไปเอาที่ไหน เอาที่ไหนได้ ไม่เอาที่ดวงจิตดวงใจนี้ ไม่ตั้งลงไปที่ตรงนี้ ไปตั้งที่ไหน บำเพ็ญภาวนา ทำความเพียรละกิเลสก็เพียรลงไปตรงนี้ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกขณะทุกเวลา ทำความเพียรอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา

เรื่องสมมตินิยมธรรมดาโลก มันมีอยู่ในโลกนี้แหละ อย่าไปกลัวมันจะหมดไปสิ้นไป โลกมันไม่หมด ชีวิตของแต่ละบุคคลมันจะหมดไปก่อน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์มันไม่หมดหนีจากโลกนี้ เกิดมาชาติใดมันก็มีอยู่อย่างนี้ ตายไปชาติใดมันก็มีอยู่อย่างนี้แหละ มันไม่หมดสิ้นไปที่ไหน การทำความเพียรปฏิบัติบูชาในทางพระพุทธศาสนาต้องตั้งจิตในจิตตรงนี้ให้มันเต็มที่ เต็มฐาน จะเอาอไรมาหลอกลวง ความเจ็บปวด ทุกขเวทนาในรูปร่างกาย ในสิ่งใดๆก็ตาม หรือว่าโรคภัยไข้เจ็บมันมีอยู่นิดๆหน่อยๆตามธรรมดาของรูปร่างกาย ก็อย่าไปเอาเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นเครื่องกั้น

นั่งสมาธิภาวนา ตั้งจิตตั้งใจให้มันแน่วแน่เด็ดเดี่ยว สลัดตัดบ่วงห่วงอาลัยกิเลสตัณหาภายในดวงจิตดวงใจให้มันเด็ดขาดลงไป หัวใจอย่าไปอ่อนแอท้อแท้ วิตกวิจารอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เอาทั้งนั้น เอาดวงจิตดวงเดียวนี้ นั่งอยู่ในจิต นอนก็อยู่ในจิต ยืนก็อยู่ในจิต เดินไปมาที่ไหนก็อยู่ในจิต จะทำธุรการงานใดๆก็อยู่ในดวงจิตผู้รู้อันนั้น ฉะนั้น ท่านจึงสอนแนะนำข้อสำคัญไว้ว่า สิ่งอื่นใดนอกจากดวงจิตที่รู้อยู่นี้อย่าได้หลงใหลไปเป็นอันขาด ถ้าเลื่อนหลงใหล ทีนี้หลงไปหมด ไหลไปหมด เลื่อนไปหมด เมาไปหมด ไม่รู้ทั้งนั้น ไปยึดมั่นถือมั่นในรูปในนาม ในตัวในตน ในเขาในเรา ในตัวเราของเรา ตัวของข้า ตัวกูของกูไปหมด ผลที่สุด จิตอันนั้นก็อ่อนแอท้อแท้ กลัวไปหมด จะทำอะไร จะนั่งสมาธิภาวนา จะละความโกรธ ความโลภ ความหลง ก็ไปโดนไปกระทบแต่สังขารที่มันหลอกลวงกีดกันอยู่

จงทำลายล้างสังขารมารเหล่านี้ให้หมดสิ้น ไม่ให้มันมาปรุงหลอกลวงต่อไปอีก เรียกว่า เวทิตัพโพ พึงรู้แจ้ง ปัจจัตตัง จำเพาะจิตดวงที่รู้อยู่ เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ให้ได้ตลอดไป แล้วผู้ปฏิบัติทั้งหลายก็จะมีจิตใจอันเข้มแข็ง สามารถอาจหาญในการประพฤติปฏิบัติ ไม่ว่าวันเดือนปี อายุสังขารจะผ่านไป อยู่ในวัยไหนก็ตาม จิตใจอันนั้นจะตั้งมั่น ภาวนาได้ตลอดกาล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s