สติปัฏฐาน


สติปัฏฐาน

บรรยายธรรมโดย หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

๑๒ พฤษภาคม ๒๕๑๑

เบื้องหน้าแต่นี้เป็นต้นไปเป็นเวลานั่งสมาธิภาวนา ให้พากันนั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือข้างขวาทับมือข้างซ้าย ตั้งกายให้เที่ยงตรง หลับตา นึกภาวนาพุทโธพร้อมกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

ในขณะที่เรานั่งสมาธิภาวนานี้ จงรวมจิตใจเข้ามาในบริกรรมภาวนานี้ หรือในการได้ยินได้ฟังอุบายธรรมต่างๆ เมื่อมีเสียงเข้าไปถึงที่ไหน รู้สึกในใจที่ไหน ก็ให้รวมจิตใจลงไปที่นั้น

ที่นี้แหละ ที่เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันธรรม เป็นธรรมที่ปฏิบัติ

ผู้ใดรวมใจของตนเข้าไปภายในปัจจุบัน ย่อมถึงซึ่งความไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน จิตใจที่อ่อนแอท้อแท้จะได้แข็งแรงขึ้นด้วยสติ ความระลึกได้ในการบริกรรม ในการฟังธรรม

สตินี้ก็เกิดขึ้นจากใจเหมือนกัน เกิดขึ้นจากดวงจิต ดวงใจ ดวงที่รู้อยู่ ฟังอยู่ เจริญอยู่ บริกรรมอยู่ เกิดขึ้นจากที่นี้เอง เรียกว่า สติ – ความระลึกได้

เมื่อสติ-ความระลึกได้ มีความรู้สึกอยู่ในใจตัว ตัวสตินี้ก็ยังให้จิตในที่รู้อยู่นี้แหละตั้งมั่น สงบระงับ ไม่แส่ส่ายไปกับสังขาร วิญญาณ กิริยาอาการของจิต

ดวงจิตดวงใจจะได้รวม ได้สงบเข้ามาอยู่ในจิตใจของตนจริง มีสติทุกเวลา

สตินี้สำคัญมาก ในสติปัฏฐาน ท่านให้เอาสตินี้แหละระลึกอยู่ในกาย

กายมีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อาการ ๓๒ เรียกว่ากาย เนื้อตัว ตัวตนคนเรา

ให้ระลึกอยู่ในร่างกาย คือร่างกายนี้ กำหนดพิจารณาให้เห็นตามสภาวะความเป็นจริง ให้กำหนดลงไปในหลักอสุภะ คือว่าไม่งาม

ในร่างกายของคนเรานี้ เราดูผิวเผินก็เป็นของสวยสดงดงาม แต่ถ้าดูให้ถี่ถ้วนเข้าไปทางนอกทางในแล้ว ดูทวารทั้ง ๙ ที่มันไหลเข้าเทออกอยู่แล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าร่างกายของคนเรานี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ เต็มไปด้วยบุพโพ-น้ำเหลือง โลหิตัง-น้ำเลือด

เมื่อผู้ใดมากำหนดภาวนาเพียรเพ่งดู ให้รู้ว่าเป็นของปฏิกูลโสโครกจริงๆ จิตของผู้นั้นย่อมมีความสงบระงับ ย่อมเห็นได้ว่ากายนี้ก็สักแต่ว่ากาย จะว่าเป็นสัตว์ก็ไม่ได้ เป็นบุคคลก็ไม่ได้ จะว่าเป็นตัวเราของเราอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น

เรียกว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา

จงกำหนดให้เห็นว่ากายนี้ก็สักแต่ว่ากายโดยสมมติบัญญัติก็ว่ากาย แท้ที่จริงมันก็ตั้งชั่วระยะเวลาหนึ่ง ภายใน ๑๐๐ ปีนี้ก็จะเข้าถึงความแตกดับ ความทำลาย ตามสภาพของกาย

เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ท่านให้กำหนดให้เห็นว่าร่างกายก็สักแต่ว่ากายเท่านั้น

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เอาสติมาระลึกเวทนา

สุขเวทนาได้แก่ความสบาย ทุกขเวทนาได้แก่ความไม่สบาย (ส่วนที่เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่าอทุกขมสุขเวทนา)

เวทนานี้ก็สักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาเหมือนกัน

การที่จิตมายึดเอาถือเอา สบายก็มายึดว่าเราสบาย แท้ที่จริงแล้วกายเขาสบาย เขาไม่สบาย เวทนาก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วระยะเวลา

สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน

อาศัยสติเป็นผู้ระลึกดู ระลึกอยู่ ไม่ให้จิตหลงใหลไปที่อื่นเรียกว่าสติปัฏฐาน

จิต ความคิดความนึกที่เกิดขึ้นจากดวงจิตดวงใจแล้วก็แส่ส่ายไปตามอารมณ์ดีอารมณ์ร้าย อารมณ์สบายไม่สบาย

จิตนี้ก็สักแต่ว่าจิตเหมือนกัน ไม่สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา

ให้สตินี้แหละเป็นผู้ระลึกอยู่ทุกความคิดที่เกิดขึ้น เมื่อมีสติอยู่ก็จะเห็นความคิดนึกเหล่านั้นมันเกิดขึ้น มันก็ดับไป เกิดขึ้นก็ดับไปเท่านั้นเอง

ไม่ให้จิตใจหลงใหลไปกับความคิดความนึกของดวงจิตอันนั้น เรียกว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนของเราเหมือนกัน

เมื่อรู้ เข้าใจ จิตใจจะได้ปล่อยวาง จะได้สงบระงับตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจดวงที่รู้อยู่นี้พร้อมด้วยสติปัฏฐาน

ธรรมารมณ์อันเกิดกับจิตใจนี้เหมือนกัน

อารมณ์ของจิตที่มันปรุงไปแต่งไปตามอารมณ์ดีอารมณ์ร้าย อารมณ์ทุกอย่างที่มากระทบตา กระเทือนหูก็เป็นธรรมารมณ์ อยู่ในจิตอันนี้ ก็ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนของบุคคลผู้ใดเหมือนกัน

จงเป็นผู้มีสติระลึกอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ท่านให้ชื่ว่าสติปัฏฐาน

เมื่อระลึกได้ธรรมดาเรียกว่าสติปัฏฐาน เมื่อระลึกได้จนเป็นมหาสติปัฏฐานเรียกว่าสติใหญ่ ใหญ่จนไม่หลง อะไรเกิดขึ้นในกาย เวทนา จิต ธรรมย่อมรู้ได้ เข้าใจว่าจิตยึดถือหรือไม่ยึดถือ จิตใจเลิกได้ ละได้ หรือเลิกไม่ได้ ละไม่ได้ เห็นแจ้งตามความเป็นจริงหรือไม่

สติอันนี้ต้องระลึกให้มากที่สุด ในทางมหาสติปัฏฐานท่านให้นึกอยู่จนกระทั่งว่าไม่พลั้ง ไม่เผลอ ไม่หลง ไม่ลืม แม้ร่างกายจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ท่านก็ให้มีสติอยู่ทุกเวลา

หลับตา ลืมตา มือเท้าเดินไปก็มีสติ มือจะแตะต้องที่ไหนก็มีสติระลึกรู้อยู่ทุกเวลาเรียกว่าเป็นมหาสติปัฏฐาน

เมื่อการระลึกได้อยู่ทั้งกายวาจาจิตทุกขณะ กาย เวทนา จิต ธรรมจะเคลื่อนไหวไปมา สงบระงับก็ระลึกได้อยู่ทุกเวลา ไม่หลงใหลไปอยู่ใต้อำนาจกิเลส มีสติอยู่ทุกขณะ ทุกเวลา

ไม่ใช่เวลาพูดออกมาจึงมีสติ ไม่ว่าทำอะไร สติพร้อมทุกอย่าง จะพูดจาปราศรัยก็มีสติ ก่อนจะพูดก็มีสติ พูดอยู่ก็มีสติ พูดจบไปแล้วก็มีสติ

ก่อนที่เราจะทำอะไร จะเคลื่อนไหวร่างกาย จะทำการงานใดๆก็เรียกว่ามีสติความระลึกได้ เวลาทำอยู่ก็มีสติ เวลาทำไปแล้วก็มีสติระลึกอยู่ในตัว ในกาย ในจิตนี้ ในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้อยู่เสมอ

อะไรผิด อะไรถูกก็ให้มีสติระลึกดู พิจารณาดู จนให้จิตใจนี้เข้าในสติปัฏฐาน ในมหาสติปัฏฐาน จนทำให้ปฏิบัติได้แบบไม่ต้องให้เผลอทีเดียว

มันคิดอะไรอยู่ในจิตนั้น คิดภาวนาหรือคิดนอกภาวนา คิดภายในกายในจิตหรือว่าคิดนอกกายนอกจิต มันคิดอิจฉาพยาบาทคนโน้นคนนี้ เกลียดคนโน้นคนนี้ไหมในจิตนี้ก็ให้ระลึกดูให้ได้

ผู้มีสติแล้วจิตจะวางเฉยได้ อย่างว่าความเกลียด ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ขนพองสยองเกล้า อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น

ถ้ามีสติ-ความระลึกอยู่ ไม่หลงใหลออกไปก็ไม่โกรธ ไม่ไปพยาบาทอาฆาตจองเวรใคร

ในจิตใจที่มีสติปัฏฐานอยู่นั้นไม่ไปรักใคร ไม่ไปชังใคร ไม่ไปดุด่าว่าร้ายให้แก่ใคร ไม่ไปทำร้ายให้แก่บุคคลผู้ใด ไม่อิจฉาตาร้อนใคร เรียกว่ามมีสติภาวนาเรื่องของตัวเองอยู่

คนอื่น ผู้อื่นนั้นให้ยกไว้เป็นเรื่องของเขา เขาเกิดมาเองไม่ใช่เราทำให้เกิด เขาแก่ไปเองไม่ใช่เราทำให้แก่ เขาเจ็บไข้ได้ป่วยไปเองไม่ใช่เราทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย เขาตายไปเอง

เราก็เหมือนกัน เราเกิดมาเอง แก่ไปเอง เจ็บไปเอง ตายไปเอง

ทำไมจึงมาอิจฉาพยาบาทแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย อิจฉาพยาบาทแล้วดีอย่างไร เกิดประโยชน์อะไร

คิดดูให้ดี ในจิตใจขของคนเรานี้ เมื่อคิดดูให้ดี มีสติดี มีสมาธิดี มีปัญญาดี

เมื่อภายในดี ภายนอกไม่ต้องว่า มันต้องดีไปเพราะมันดีภายใน

แต่ว่าถ้าภายในนี้แหละขาดสติปัฏฐาน ไม่ระลึกอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมอันเป็นภายในของตัวเอง มัวแต่ไปคิดไปปรุงไปข้องใจ อิจฉาพยาบาท เบียดเบียนซึ่งกันและกันอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ ไม่ชื่อว่าเป็นนักภาวนา ไม่ชื่อว่าเป็นผู้มีมหาสติปัฏฐาน เมื่อสติภายในไม่มี ฉะนั้น ต้องเจริญ ระลึกอยู่ในดวงจิตดวงใจของตัวเอง

การภาวนาละกิเลสนั้นต้องเป็นผู้มีสติ ตั้งจิตตั้งใจอยู่ทุกเวลา จะยืนก็มีสติ ก่อนยืน ยืนอยู่ จะเคลื่อนไปจากเวลายืนก็มีสติ ก่อนจะเดินก็มีสติ

คำว่ามีสติ ความระลึกในใจนั้นพร้อมทุกอย่าง ตาดู หูฟัง อะไรมันจะเกิดขึ้น

คนที่เอาเท้าไปตำตอ เอาศีรษะไปตำไม้ หรือทำอะไรผิดๆหักๆ จับอะไรพลัดพลาด พลัดตกหกล้มเพราะอะไร ก็เพราะขาดสตินั่นเอง

แล้วถ้าขาดสติ สติไม่ดี ความขี้เซาเหงานอน มักง่าย ท้อถอย เกียจคร้านก็ย่อมเกิดมีขึ้นเพราะว่าไม่มีสติ หรือมีสติแต่น้อย ไม่พร้อมบริบูรณ์

ถ้าสติ ความระลึกได้ ใจที่ตั้งมั่นขึ้นมา ระลึกอยู่เสมอในทางร่างกาย เรียกว่าก่อนจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรก็มีสติ ทำอะไรอยู่ จะทำอะไรก็มีสติ ความระลึกได้ ถึงเวลาทำอยู่ก็มีสติให้พร้อมมูลอยู่เสมอ

คำว่าสติปัฏฐาน-สติเป็นฐานที่ตั้ง ฐานที่ตั้งของสติ ความระลึกได้อยู่ทุกเวลา เมื่อทำอะไรจบลงไปก็มีสติ

ทำงานทางนอก คนที่ทำงานแล้วไม่รู้จักเก็บ ไม่รู้จักรักษา ทิ้งเกลื่อนกลาดไปก็คือว่าไม่มีสติ เวลาทำก็ไม่มีสติ ทำแล้วไม่รู้จักเก็บ รู้จักรักษาก็คือว่าขาดสตินั่นเอง การงานสิ่งนั้นมันก็ขาดตกบกพร่อง เกิดความเสียหายขึ้นมา ไม่ว่าอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ไม่ว่าทางโลกและทางธรรมต้องอาสัยสติอันนี้แหละ

คนดีก็เรียกว่าคนมีสติ คนไม่ดีก็คนไม่มีสตินั่นเอง

สติ ความระลึกได้ไม่ใช่ว่าจะเอาธรรมะคำสั่งสอนนี้ไปสอนเท่านั้น ต้องฝึกในจิตของตนเอง ฝึกๆอยู่ทุกเวลา เดี๋ยวนี้จิตระลึกอยู่หรือ กายนั่งอยู่หรือ หรือกายยืน กายเดิน กายนอน กายตื่น กายหลับ

รูปขันธ์อยู่ในท่าไหน อิริยาบถใด ทำอะไรอยู่ มีศีลบริสุทธิ์หรือ ในกาย ในวาจามีศีลบริสุทธิ์หรือ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ก็อาศัยสติทั้งนั้น

ศีลทั้งหลายเรียกว่าหลักของศีล ๕ ประการ ร่างกายของคนเราก็ขา ๒ แขน ๒ ศีรษะ ๑ นี้ก็คือว่าตัวศีล ๕ ก็ว่าได้

อันศีลที่ว่าข้อเว้นนั้น ท่านว่าทำอย่างนั้นเป็นบาปก็อย่าทำ อันนั้นข้อห้าม

ตัวศีลก็คือว่าขา ๒ แขน ๒ ศีรษะ ๑ คือ กาย วาจา จิตนี่เอง กายวาจาจิตนี้เองเป็นตัวศีล

ถ้าคนเราประพฤติชั่ว เสียหาย กายวาจาจิตก็เศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่ผ่องใส คือจิตใจขาดสตินั่นเอง

สติไม่มีในจิตใจเรียกว่าคนสติลอย คนใจลอย

คำว่าใจลอยก็คือใจขาดสติ ลอยไปตามเรื่องราวต่างๆ นั่งอยู่ก็ละเมอเพ้อฝันไป คือว่าใจขาดสติ

สติ สมาธิ ปัญญา สติปัฏฐาน สติวินัย สติสัมโภชฌงค์

สตินี้จำเป็นต้องใช้อยู่ทุกที่ ทุกสถาน ตั้งแต่เกิดจนตายแหละ ตายหมดลมหายใจเมื่อใดจึงจะหยุดสติอันนี้

สตินี้ไม่ใช่สงบ คำว่าสงบ จิตผู้รู้อยู่ สงบอยู่ในดวงจิตที่รู้นั้น ส่วนสตินี้เรียกว่าระลึกได้อยู่ทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน

ศีล รักษากายให้เป็นปกติ ระวังวาจาให้เป็นปกติ กาย วาจา ใจเป็นปกติ ท่านให้ชื่อว่าศีล

ข้อห้ามก็คือว่าให้เว้นจากการฆ่าสัตว์ และให้เว้นจากความอิจฉาพยาบาทแก่สัตว์ทั้งหลาย ไม่ให้มีโกรธจนฆ่าสัตว์ ไม่ให้มีอิจฉาพยาบาทเกลียดชังทั้งสัตว์และคนทั่วๆไปด้วย เรียกว่าเว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์สิ่งของผู้อื่น เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากกล่าวมุสาวาจา เว้นจากดื่มกินสุราเมรัย เรียกว่าหลักศีล ๕

ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ข้อห้าม เพื่อให้บุคคลเรามีสติ ระมัดระวังกาย วาจา จิตของตน เพื่อจะได้มีสติอันสมบูรณ์ บริบูรณ์

เมื่อมีสติสมบูรณ์ บริบูรณ์แล้วชื่อว่าศีล สมาธิ ปัญญา ศีลก็ปกติ มีสติก็มีปกติ

เมื่อมีปกติ จิตก็ตั้งมั่น ไม่มีวิตกวิจารไปไหน เรียกว่าสมาธิ จิตมั่นคง คำว่าจิตมั่นคงก็คือว่ามีสติ จิตจึงมั่นคง

คำว่ามั่นคง เราทำอะไรก็ตั้งอกตั้งใจประกอบ กระทำในสิ่งนั้นๆ

เราบรรพชาอุปสมบทในทางพุทธศาสนาต้องมีสติ ยินดี พอใจในสมณเพศวิสัยของตัวเอง และให้รู้ว่าสมณเพศ สมณวิสัยนี้มีข้อวัตรปฏิบัติอย่างไร เลิกละทำชั่วด้วยกาย วาจา จิต

อย่างไรก็ต้องอาศัยสติ ความระลึกได้ ความรวมจิตใจของตนเรียกว่าให้มั่นคง

คำว่าสมาธิ โดยจิตตั้งมั่น ทำอะไรให้มีความตั้งมั่น ให้มีความจริงใจทั้งทางกาย ทางวาจา ทั้งจิต ทั้งใจ พร้อมด้วยหมดทุกอย่างเรียกว่ามีสติ

ทำอะไรก็เป็นหลักเป็นฐาน ไม่ใช่ทำเล่นๆ ทำเลอะเทอะ ไม่ใช่ทำทิ้งขว้าง ไม่เอาจริงเอาจัง อย่างนั้นใช้ไม่ได้ เรียกว่าต้องทำจริงๆ ประกอบอยู่ทุกเวลา

หลับตาก็มีสติ ลืมตาก็มีสติ ฟังเสียงก็มีสติ ก่อนฟังก็มีสติ ฟังอยู่ก็มีสติ ฟังจบแล้วก็มีสติอยู่ ระมัดระวังในอายตนะทั้งหลาย มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายในมันติดอยู่ในตัวของคนเรา

อายตนะภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์มันอยู่ข้างนอก บางคราวก็เกิดขึ้นมาก บางคราวก็เกิดขึ้นน้อย ตามแต่อารมณ์ที่ผ่านเข้ามา ตาดูหูฟัง มีสติอยู่ตลอดเวลา

เราฟังธรรมอยู่ก็มีสติ สตินั้นแหละระลึกจนความง่วงเหงาหาวนอนเข้ามาแทรกซึมไม่ได้ เมื่อเข้ามาแทรกซึมจะต้องมีสติว่าจะแก้ไขอย่างไร

เมื่อเราระลึกก็แล้ว ภาวนาก็แล้ว ยังง่วงเหงาหาวนอน ท่านก็ให้ยืนขึ้น เมื่อยืนขึ้นยังไม่หายท่านก็ให้เดิน เรียกว่าเดินจงกรม

เดินจงกรมกลับไปกลับมา ทำให้รูปขันธ์ร่างกายมันเคลื่อนไหวไปมา จิตจะได้มีสติสม่ำเสมอ จิตใจจะได้ตั้งมั่นในธรรมปฏิบัติทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก

ผู้ที่จะระลึกบริกรรมภาวนาพุทโธได้ติดต่ออยู่ทุกลมหมยใจเข้า หายใจออกก็ต้องมีสติ สติต้องมีพร้อมอยู่เสมอ เดินจงกรมก็มีสติ ก่อนจะเดินก็มีสติ เดินอยู่ก็มีสติ เดินจบ เดินหยุดไปแล้วก็มีสติอยู่ นั่งก็มีสติ ก่อนนั่งก็มีสติ นั่งแล้วก็มีสติ ก่อนนอนก็มีสติ นอนอยู่ก็มีสติ ตื่นมาก็มีสติระลึกอยู่เสมอในดวงจิตดวงใจ

อันนี้ ไม่ให้ความง่วงเหงาหาวนอนเข้ามาทับถม หรือว่ากามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ไม่ให้มีในกาย วาจา จิตของเรา มีในกายวาจาจิตของคนอื่นก็ช่างเขา ไม่ต้องไปกังวล

ในกายวาจาจิตของตัวเรา ปริมณฑลหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบนี้ต้องมีสติทุกเวลา เรียกว่ามีสติ ลมหายใจเข้ามีสติ ลมหายใจออกมีสติ

ในเวลากายวาจาจิตสบายมีสติ ในเวลากายวาจาจิตไม่สบายควรทำอย่างไร ควรพูดอย่างไร ควรวางตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสมกาลเทศะ

ปุคฺคลญฺญ รู้จักบุคคล ปริสญฺญ รู้จักบริษัท ควรอย่างไร ไม่ควรอย่างไร แสดงออกอย่างไร ไม่แสดงออกอย่างไร สติทั้งนั้น ต้องระลึกอยู่ทุกเวลาเป็นมหาสติปัฏฐาน

มหาสติปัฏฐานก็คือว่ามหา-ใหญ่ ปัฏฐาน-ที่ตั้งของสติ มีอยู่ในนักภาวนา จิตใจของผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่คำพูดที่พูดที่ว่าเป็นสติ ดวงจิตดวงใจที่ดีตั้งขึ้นมา ระลึกขึ้นมาเป็นองค์สติ สติสัมโภชฌงค์ ระลึกอยู่ เป็นผู้มีเพียรเพ่งอยู่

กาย วาจา จิตนี้ ท่านเปรียบอุปมาเหมือนพายเรือข้ามฝั่ง สมัยโบราณนั้นเรือยนต์กลไกไม่ค่อยมี เขาก็เอาไม้มาต่อ มาแกะลงไปให้เป็นเรือ แล้วก็มีไม้พาย มีคนพาย

ทีนี้เรือนั้นจะข้ามฝั่งได้หรือไปถูกช่องทาง ไปตามต้องการ ล่องน้ำขึ้นน้ำได้นั้นต้องอาศัยผู้พาย ผู้ถ่อให้เรือนั้นไป หรือเอาไม้พายจุ่มน้ำลงไปก็พายไปนั้นแหละ

สตินั้นคือว่าคนพายเรือคัดแปลงเรือของตนไม่ให้ล่ม ไม่ให้จม ถ้าคนพายเรือไม่เป็นก็ไปตามกระแสน้ำ ข้ามน้ำไม่ได้

สตินี้ท่านเปรียบเหมือนคนพายเรือ ผู้พายเรือ นายท้าย ผู้นำเรือไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง

ผู้นั่งสมาธิภาวนา ปฏิบัติบูชาในทางพุทธศาสนาขาดสติไม่ได้แม้แต่วินาทีก็ไม่ได้

คำว่าไม่ได้นั้นก็คือเมื่อขาดสติมันก็ขาดสมาธิ จึงตั้งมั่นไม่เต็มที่ เมื่อจิตตั้งมั่นไม่เต็มที่มันก็ขาดปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร ในอะไรต่อมิอะไรที่มันเกิด มันดับ มันเป็น มันมีอยู่ในร่างกาย วาจา จิตของเรานั้นแหละ เมื่อมันขาด ปัญญามันก็ไม่เต็มที่

เมื่อขาดสติ ขาดศีล สมาธิ ปัญญาก็พาให้จิตใจนี้แหละย่อหย่อน ท้อถอย มักง่าย ไม่สงบระงับ

เมื่อพร้อมด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ทาน ศีล ภาวนา สมาธิ ปัญญา วิชา วิมุติก็ย่อมเกิดขึ้น จิตก็ย่อมหลุดจากกิเลส หลุดพ้นจากกิเลสราคะ โทสะ

หรือว่าละกิเลส ราคะ โทสะในจิตใจของตนเองให้หมดไป ให้สิ้นไปได้ด้วยสติปัฏฐาน มีสติทุกเวลาไม่ว่านั่ง ยืน เดิน นอน ทุกอิริยาบถ

เมื่อมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา มีความรอบรู้ทุกอย่าง ทุกประการ สิ่งใดควรละก็ละ สิ่งใดควรเจริญก็เจริญ สิ่งใดควรทิ้งแล้ว ควรปล่อยแล้วก็ปล่อยวางไป ไม่ต้องเอามายึดมาถือในหน้าในตา ในตัวในตน ในชาติในตระกูล ในตัวเราของเรา

ตัวทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ-ความเห็นผิด เลิกละออกไป พระพุทธเจ้าพระองค์ใจเจริญอยู่ในสัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ ระลึกชอบ จิตตั้งมั่นชอบ ก็ในสตินั่นเอง ในใจนี้แหละไม่ใช่ในที่อื่น ไม่ใช่เรื่องภายนอกอย่างเดียว ส่วนมากเป็ฯเรื่องภายใน

เมื่อภายในมีสติ จิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตก็มีปัญญา

เมื่อจิตมีปัญญาก็ย่อมเห็นได้ว่ารูป นาม กาย ใจของเรา ของเขา ภายนอกภายใน ทั้งหยาบทั้งละเอียด อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ก็ย่อมเห็นแจ้งด้วยปัญญา ด้วยญาณ

หยั่งรู้หยั่งเห็นแจ่มแจ้งชัดเจนขึ้นมาในจิตในใจนั้นว่าไม่เป็นอย่างอื่น มันต้องเป็นไปอย่างนี้ อย่างว่าฟองน้ำเจริญขึ้นเดี๋ยวๆมันก็แตกไป

เวลามันเจริญขึ้น มันเกิดขึ้น จิตใจก็ยินดีพอใจว่าตัวเราของเรา ครั้นเวลามันจะแตกดับจะตาย เอาละวุ่นวายทีนี้ ไม่ให้มันตาย จะแก้ไว้รักษาไว้ ถ้ามันถึงเวลามันเจ็บ มันตาย แก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s