คู่มือการฝึกสมาธิภาวนา ๒ การฝึกสมาธิภาวนา(กรรมฐาน)


แบบวิธีนั่งสมาธิภาวนา

เรื่องภาวนา

ภาวนาเป็นชื่อแห่งความเพียรที่นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาได้ถือเป็นข้อปฏิบัติชอบอย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอื่นดียิ่งขึ้นไปกว่า

ที่มาแห่งการภาวนา

ภาวนานี้มีมาในสัมมัปธาน ๔ ประการ คือ

  • ปหานปธาน เพียรละบาปอกุศลให้ขาดจากสันดาน
  • สังวรปธาน เพียรสำรวมระวังรักษาไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
  • ภาวนาปธาน เพียรภาวนา ให้บุญกุศลเกิดขึ้นในสันดาน
  • อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมสูญอันตรธาน

ข้อที่ ๓ แห่งสัมมัปธาน ความว่า “ภาวนาปธาน เพียรบำเพ็ญกุศลให้เกิดขึ้นในสันดาน” นี้ เป็นข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอื่นดียิ่งขึ้นไปกว่า พุทธบริษัททั้ง ๔ จะเว้นเสียมิได้ จำเป็นต้องบำเพ็ญภาวนาปธานทุกคนตลอดไป จึงเป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร สำเร็จพระอมตมหานครนฤพาน หรือสำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ บรรลุจตุปฏิสัมภิทาญาณ แตกฉานในห้องพระไตรปิฎก ด้วยการบำเพ็ญภาวนาปธานนี้ทั้งนั้น

ถ้าไม่ได้บำเพ็ญภาวนาปธานนี้แล้ว ก็ไม่เป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร คือไม่สำเร็จพระนิพพานเลยเป็นอันขาดฯ

อนึ่ง ภาวนาปธานนี้ เป็นยอดแห่งข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งปวง คือ พุทธบริษัททั้ง ๔ เมื่อมีการบำเพ็ญทาน และรักษาศีลให้บริสุทธิ์ดีแล้ว จำเป็นต้องมีการบำเพ็ญภาวนา

หรือเหล่าพระภิกษุและสามเณร เมื่อได้บรรพชา อุปสมบทในพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องบำเพ็ญสัมมัปปธานทั้ง ๔ ประการ มีภาวนาปธานเป็นยอด คือ บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

คำว่า “ภาวนา” แปลว่า ทำให้เกิด ให้มี ให้เป็น คือ ทำกาย วาจา ใจให้เป็นศีล สมาธิ ปัญญา หรือทำขันธสันดานของตนที่เป็นปุถุชน ให้เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา หรือมิฉะนั้นก็กระทำขันธสันดานของตนที่เป็นพระโพธิสัตว์ให้ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นในโลก นับว่ากระทำให้เป็นไปในพระธรรมวินัย ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ทีเดียวฯ

ประเภทแห่งการภาวนา

พระอนุรุทธาจารย์เจ้าแยกประเภทภาวนาตามลำดับขั้นไว้ ๒ ประเภท คือ

  • สมถภาวนา ทำใจให้มีสติสัมปชัญญะ สงบจากกามารมณ์ ตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนา
  • วิปัสสนาภาวนา ทำใจให้มีสติสัมปชัญญะ และมีสมาธิบริบูรณ์แล้วให้เกิดมีปัญญา

ในเบื้องต้นนี้จะกล่าวสมถภาวนาก่อน แล้วจึงจะกล่าววิปัสสนาภาวนาโดยลำดับเมื่อภายหลัง

ประเภทสมถภาวนา

ในพระคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ พระอนุรุทธาจารย์เจ้าแยกประเภทแห่งสมถภาวนาไว้เป็น ๓ ประการ คือ

  • บริกรรมภาวนา เวลานั่งสมาธิภาวนา ใช้บริกรรมบทใดบทหนึ่ง
  • อุปจารภาวนา จิตตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ
  • อัปปนาภาวนา จิตตั้งมั่นเป็นอัปปนาสมาธิ

สมถภาวนาวิธี

บทเนื้อความย่อ

ในเรื่องสมถภาวนาวิธีมีวิธีปฏิบัติละเอียดมาก แต่ในบทเนื้อความย่อนี้จะกล่าวเฉพาะใจความย่อๆพอให้ทราบล่วงหน้าไว้ว่าสมถะคืออะไรฯ

พระสมถะกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ คือ อุบายภาวนาให้จิตเป็นสมาธิฯ เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่จิตเป็นสมาธิ ดำเนินถูกในหนทางอริยมรรค อริยผลแล้ว ก็เป็นอันถูกต้องแล้วในพระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ

อีกประการหนึ่ง พระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการเหล่านี้ มีอาจารย์บางจำพวกสอนคณะสานุศิษย์ของตนให้ขึ้นพระสมถะกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการเป็นห้องๆไป ครบทั้ง ๔๐ ประการเป็น ๔๐ ห้อง กระทำให้สานุศิษย์เข้าใจผิดและถือผิดเป็นถูก คือ ถือเอาว่าพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ห้องต้องขึ้นไปทีละห้องๆจนครบทั้ง ๔๐ ห้องจึงจะได้พระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ ดังนี้ เป็นการสอนผิดและเข้าใจผิด ถือผิดเป็นถูกจากพระบรมศาสดาจารย์เป็นอย่างยิ่งฯ

ความจริง พระธรรมวินัยทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์เป็นธรรมแท่งเดียวกัน สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้าพระองค์ทรงเป็นวิภัชชวาที(ผู้จำแนกแจกธรรม) คือ พระองค์ทรงจำแนกขันธ์ ๕ คือ กายกับใจในตัวของมนุษย์คนเดียวเท่านั้น เป็นทั้งพระธรรม ทั้งพระวินัย ครบจำนวนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมกันเข้าก็เป็นแท่งเดียวกันฯ

เมื่อพระธรรมวินัยเป็นธรรมแท่งเดียวกันอยู่แล้ว อาจารย์บางจำพวกมาสอนให้แตกต่างออกไปเป็นห้องๆ ไม่สอนให้รวมเป็นแท่งเดียวกัน ชื่อว่าสอนผิดจากพระบรมศาสดาจารย์เป็นอย่างยิ่งฯ

อีกประการที่ ๒ นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายยังไม่รู้ชั้นภูมิแห่งจิต ตัดสินไม่ได้ว่าสมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที ครั้นได้นั่งสมาธิ ยังเกิดมีความรู้นิดๆหน่อยๆก็เข้าใจว่าตนได้วิปัสสนาญาณเสียแล้ว ก็เป็นผู้ติดอยู่ในสมถกรรมฐานตลอดไปฯ

เนื่องด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องกล่าวเนื้อความย่อของสมถะไว้ ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกแล้ว พระองค์ย่อมทรงรู้แจ้งว่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายล้วนเป็นผู้หลงข้องอยู่ในวัฏสงสาร ไม่เห็นหนทางพระนิพพาน จึงเอาตนให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้ฯ

เมื่อพระองค์ทรงพระมหากรุณา โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร จึงจำเป็นต้องตะล่อมเอาน้ำใจของเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้สงบจากเครื่องขัดข้อง รวมเข้าสู่วิถีหนทางพระนิพพานซึ่งเป็นหนทางเอกในโลก ไม่มีหนทางอื่นยิ่งขึ้นไปกว่า และเป็นทางอันเกษมจากโยคะทั้งปวงฯ

วิธีที่พระองค์ตะล่อมเอาจิตให้สงบจากเครื่องขัดข้อง รวมเข้าสู่วิถีหนทางพระนิพพานนี้แลเป็นวิธีที่สำคัญ จึงจำเป็นต้องทรงพระกรุณาตรัสเทศนาสั่งสอนให้เจริญพระสมถะกรรมฐาน ๔๐ ประการ บทใดบทหนึ่ง เฉพาะเป็นที่สบายแก่จริตหรือนิสัยของตนเท่านั้น ไม่ใช่ให้ขึ้นเป็นห้องๆไปจนครบ ๔๐ ห้องฯ

เมื่อได้พระสมถกรรมฐานเป็นที่สบายแก่จริตของตนแล้ว พระองค์ทรงพระมหากรุณาตรัสเทศนาโปรดให้นั่งสมาธิภาวนาทีเดียว วิธีนั่งสมาธิภาวนามีแจ้งอยู่ในบทนั่งสมาธิข้างหน้าฯ

ข้อที่นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายจะพึงวินิจฉัยว่าสมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที ข้อนี้ให้พึงวินิจฉัยในวิธีนั่งสมาธิภาวนาซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทนั่งสมาธิข้างหน้าฯ

บทธรรมมีอุปการะมาก

นักปฏิบัติทั้งหลายในพระพุทธศาสนานี้พึงเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก มีวัตรปฏิบัติพร้อมบริบูรณ์ และมีธรรมซึ่งมีอุปการะมากเป็นที่เจริญอยู่ จึงเป็นผู้เจริญรุ่งเรืองฯ

ธรรมมีอุปการะมากมีหลายประการ แต่จะกล่าวในที่นี้เฉพาะ ๓ ประการ คือ

  • อปฺปมาโท อมตํ ปทํ พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ซึ่งเป็นบทธรรมอันไม่ตาย
  • สติมา ปริมุขํ สติ อุปฏฺฐเปติ พึงเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้าเสมอ
  • สมฺปชาโน พึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ รู้จิตเสมอ

ธรรม ๓ ประการเหล่านี้เป็นธรรมมีอุปการะมาก นักปฏิบัติย่อมเจริญอยู่เป็นนิตย์ฯ

บทนั่งสมาธิภาวนา

ปุพพภาคแห่งการปฏิบัติ

นักปฏิบัติฝ่ายคฤหัสถ์ พึงประกาศปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์เป็นอุบาสก อุบาสิกาก่อน แล้วสมาทานศีล ๕ หรือศีล ๘ ให้บริสุทธิ์ กราบพระหรือไหว้พระเสร็จแล้วเจริญพรหมวิหาร ๔ จบแล้วจึงนั่งสมาธิภาวนาต่อไปฯ

นักปฏิบัติฝ่ายบรรพชิต พึงทำการบรรพชา อุปสมบทให้บริบูรณ์ด้วยสมบัติ ๕ ประการ คือ วัตถุสมบัติ ญัตติสมบัติ อนุสาวนาสมบัติ สีมาสมบัติ ปริสสมบัติฯ

ชำระศีลให้บริสุทธิ์ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญพรหมวิหาร ๔ จบแล้วนั่งสมาธิต่อไปฯ

๑.     วิธีนั่งสมาธิภาวนา

พระพุทธพจน์ในโอวาทปาฏิโมกข์

“อิธ อริยสาวโก โวสฺสคฺคารมฺมณํ กริตฺวา ลภติ สมาธิ ลภติ จิตฺตสฺเส กคฺคตนฺติฯ”

ความว่า พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ กระทำกรรมฐาน คือ นั่งสมาธิภาวนา มีการสละวางอารมณ์ ย่อมได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีธรรมชาติเป็นหนึ่ง ดังนี้ ฯ

วิธีนั่งสมาธิภาวนา ท่านสอนให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาเบื้องขวาวางทับขาเบื้องซ้าย มือเบื้องขวาวางทับมือเบื้องซ้าย ฯ

“อุชุ กายํ ปณิธาย” พึงตั้งกายให้ตรง คือ อย่านั่งให้ก้มนัก เป็นคนหน้าคว่ำ หน้าต่ำ ไม่ดี และอย่านั่งให้เงยหน้านัก เป็นคนหน้าสูงเกินไป ไม่พอดีพองาม ทั้งอย่าให้เอียงไปข้างซ้าย ข้างขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ตั้งตัวให้เที่ยงตรงจริงๆ อย่ากดและอย่าข่มอวัยวะร่างกายแห่งใดแห่งหนึ่งให้ลำบากกายเปล่าๆ พึงวางกายให้สบาย เป็นปกติเรียบร้อยฯ

ข้อที่ตั้งกายให้ตรงนี้ พึงดูรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิเป็นตัวอย่าง

เมื่อนั่งตั้งตัวตรงดีแล้ว “อุชุ จิตฺตํ ปณิธาย” พึงตั้งจิตให้ตรง คือ ตั้งสติลงตรงหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะตรงหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่านไปในเบื้องหน้า อนาคตกาลอันยังมาไม่ถึง และไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในเบื้องหลัง อดีตกาลอันล่วงไปแล้วก็เป็นอันล่วงไปแล้ว ทั้งไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องซ้าย เบื้องขวา ทั้งไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทางใดทางหนึ่ง พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต จนกว่าจิตจะเป็นเอกัคคตาจิต ฯ

๒.     วิธีตั้งสติลงตรงหน้า

(พระอาจารย์ผู้นำพึงอธิบายตรงนี้ให้แจ้ง)

จิต เป็นผู้รู้โดยธรรมชาติ เป็นแต่เพียงสักว่ารู้ คือ รู้สึก รู้นึก รู้คิด รู้ร้อน รู้เย็น รู้ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง และรู้ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสถูกต้องสิ่งสารพัดทั้งปวง ไม่รู้จักพิจารณา วินิจฉัย ตัดสินอะไรไม่ได้ทั้งนั้น จึงเป็นอันว่า ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก ฯ

สติ เป็นตัวควบคุม มีอำนาจอยู่เหนือจิต สามารถรู้เท่าทันจิต และรู้เรื่องของจิตได้ดีว่าเวลานี้จิตดี เวลานี้จิตไม่ดี ตลอดถึงมีความสามารถทำการปกครองจิตของเราให้ดีได้จริงๆ ฯ

นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ พึงกำหนดเอาตัวสติที่มีอำนาจเหนือจิตนั้นมาตั้งลงตรงหน้า ทำหน้าที่กำหนดรู้ซึ่งจิต และรวมเอาดวงจิตเข้าตั้งไว้ในจิต พยายามจนกว่าจิตจะรวมเป็นหนึ่ง ท่านจึงจะเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะพร้อมบริบูรณ์ในขณะเดียวกัน ฯ

๓.     วิธีรวมจิตเข้าตั้งไว้ในจิต

มนสา สํวโรสาธุ สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร

สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ ฯ

แปลความว่า สำรวมเอาจิตเข้าตั้งไว้ในจิตได้เป็นการดี และสำรวมระวังไม่ให้จิตฟุ้งซ่านไปในที่ทั้งปวงได้เป็นการดี ภิกษุผู้สำรวมระวังรักษา รอบคอบในที่ทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้ฯ

วิธีรวมจิต พึงเป็นผู้มีสติตั้งไว้เฉพาะหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิต ซึ่งเป็นตัวผู้รู้โดยธรรมชาติ ที่รู้สึก รู้นึก รู้คิดอยู่เฉพาะหน้า และพึงพิจารณา หรือระลึกอยู่ในใจว่า พระพุทธเจ้าอยู่ในใจ พระธรรมอยู่ในใจ พระอริยสงฆ์อยู่ในใจ เมื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในใจของเรานี้แล้ว เราไม่ต้องกังวลวุ่นวายอะไร และไม่ต้องส่งใจไปสู่ที่อื่น เราต้องทำความตกลงกำหนดเอาแต่ใจของเราดวงเดียวเท่านี้ให้ได้

เมื่อตกลงดังนี้ พึงตั้งสติลงตรงหน้า กำหนดเอาตัวผู้รู้ คือ จิตเฉพาะหน้า นึกคำบริกรรมภาวนากรรมฐานบทใดบทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สบายแก่จิตของตน บริกรรมภาวนาสืบไปฯ

๔.     วิธีนึกคำบริการภาวนา

ก่อนแต่จะนึกคำบริกรรมภาวนา พึงตรวจดูให้รู้แน่เสียก่อนว่าสติได้กำหนดจิตถูกแล้วหรือยัง เมื่อรู้ว่าสติได้กำหนดจิตถูกแล้ว แต่จิตยังไม่สงบและยังไม่รวม พึงตรวจดูจิตต่อไปว่าจิตที่ยังไม่รวมเป็นเพราะเหตุใด เป็นเพราะจิตของเรายังไม่ตกลงเชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนตรัยอย่างนั้นหรือ หรือจิตของเรายังฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อะไร

ถ้าจิตของเราตกลงเชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนตรัยว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในใจของเรานี้จริงแล้ว ก็เป็นอันนึกคำบริกรรมภาวนาได้แล้ว

แต่ถ้ายังไม่ตกลง และไม่เชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนตรัยว่ามีในใจของเราจริง ก็นึกคำบริกรรมภาวนาไม่ได้ ถึงแม้นึกไปก็ไม่สงบและไม่รวมเป็นหนึ่งลงได้

จำเป็นต้องพิจารณาให้รู้รอบคอบเสียก่อนว่าจิตของเราคิดไปตามอารมณ์อะไร ในอารมณ์ที่จิตคิดไปนั้นเป็นอารมณ์ที่น่ารักหรือเป็นอารมณ์ที่น่าเกลียด

เมื่อทราบว่าจิตของเราติดอยู่ในความรักก็ดี หรือติดอยู่ในความเกลียดก็ดี พึงทราบเถิดว่าจิตของเราลำเอียง จึงไม่ตกลงและไม่สงบฯ

เมื่อทราบความจริงแล้ว พึงปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบดังต่อไปนี้ คือ ตั้งสติลงเป็นกลาง กำหนดเอาดวงจิตเข้ามาตั้งไว้เป็นกลาง ทำความรู้เท่าส่วนทั้ง ๒ คือ รู้เท่าทั้งส่วนความรัก ทั้งส่วนความเกลียด ตั้งตรงแน่วแน่อยู่ที่เฉพาะหน้าฯ

เมื่อมีสติเป็นกลาง จิตย่อมเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลาง และได้ทำความรู้เท่าส่วนทั้ง ๒ รวมเอาจิตเข้ามาตั้งไว้เฉพาะหน้า ทั้งได้แลเห็นคุณพระรัตนตรัยแล้ว จิตนั้นปราศจากนิวรณ์แล้วว่างจากอารมณ์ นึกคำบริกรรมภาวนาบทใดบทหนึ่งซึ่งเป็นที่สบายของตน เป็นต้นว่า “พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ๆ” ๓ จบ แล้วรวมลงเอาคำเดียวว่า “พุทฺโธ ๆ” เป็นต้น เป็นอารมณ์

นึกอยู่แต่ในใจ ไม่ออกปาก คือไม่ให้มีเสียง มีสติจดจ่อต่อจิตจริงๆจนจิตของเราตกลงสู่ภวังค์เองให้หยุดคำบริกรรมนั้นเสีย แล้วมีสติตามกำหนดเอาจิตในภวังค์ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิต่อไปฯ

๕.     วิธีกำหนดรู้จิตตกลงสู่ภวังค์เอง

ในเบื้องต้นนี้ จะกล่าวเรื่องภวังค์ให้ทราบก่อน แล้วจึงจะกล่าวเรื่องวิธีกำหนดรู้ซึ่งจิตตกสู่ภวังค์เองให้ทราบเมื่อภายหลังฯ

คำว่า “ภวังค์” แปลว่า จิตดวงเดิม คือ จิตเมื่อแรกเข้าสู่ปฏิสนธิในครรภ์ของมารดาแล้วจิตตั้งภวังค์ขึ้นเป็นตัวภพ

เหตุนั้น จิตที่ตกสู่ภวังค์แล้วจึงเรียกว่า “จิตดวงเดิม”

อนึ่ง หน้าที่ของจิตเวลาอยู่ในภวังค์นี้ จิตมีหน้าที่ทำการสร้างภพ คือ สืบต่ออายุให้เจริญรุ่งเรือง ไม่ทำการรับรู้ให้เห็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายภายนอกฯ

มนุษย์ทุกคน เมื่อเข้าปฏิสนธิในครรภ์มารดา จิตตั้งภวังค์ขึ้นเป็นตัวภพแล้วจึงได้ประสูติเป็นชาติมนุษย์มาฯ

ในที่นี้มีประสงค์จะแสดงชื่อของภวังค์ให้ผู้ปฏิบัติได้ทราบไว้ทั้ง ๔ ชื่อ ในลำดับแห่งขณะจิตข้อง ๑-๒-๓ กับข้อที่ ๑๐ แห่งขณะจิต ๑๗ ขณะ ดังต่อไปนี้

  • อตีตภวังค์ จิตอยู่ในภวังค์ ปล่อยให้อารมณ์ล่วงไปเปล่าๆตั้งแต่ ๑ ขณะถึง ๑๕ ขณะจิต
  • ภวังค์คจลนะ จิตเคลื่อนไหวตัว จะออกจากภวังค์
  • ภวังค์คุปัจเฉท จิตขาดจากความไหวตัว
  • ปัญจทวาราวัชชนะ จิตออกสู่ทวารทั้ง ๕
  • สันตีรณะ จิตใคร่ครวญในอารมณ์
  • สัมปฏิจฉันทะ จิตน้อมรับอารมณ์
  • โวฏฐัพพณะ จิตที่ตกลงจะถือเอาอารมณ์
  • กามาพจรชวนะ จิตกามาพจร แล่นเนื่องๆกันไป ๗ ขณะจิต
  • ตทาลัมพณะ จิตรับเอาอารมณ์ได้สำเร็จความปรารถนา
  • ภวังคปาต จิตตกลงจากภวังค์เดิมอีก

เรื่อง ภวังค์จิต กับเรื่อง ขณะจิต ที่กล่าวมานี้เป็นจิตของสามัญมนุษย์ทั่วไปในโลกที่ยังไม่ได้ประพฤติปฏิบัติพระพุทธศาสนาเลยก็เป็นอยู่อย่างนั้นฯ

อนึ่ง เรื่องจิตที่ออกจากภวังค์และตกเข้าสู่ภวังค์ดังข้อที่กล่าวแล้วในขณะจิต ๑๗ ขณะนั้นเป็นเรื่องที่จิตออกเร็ว เข้าเร็วมากที่สุด และออกอยู่ทุกเวลา เข้าอยู่ทุกเวลาที่กระพริบตา จนสามัญมนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถตามรู้ทันได้ แม้นัยน์ตาเมื่อดูสีของอันหนึ่งๆอยู่แล้วจะส่ายสายตาไปดูสิ่งอื่นอีก จิตก็ตกเข้าสู่ภวังค์ก่อนแล้วออกจากภวังค์ จึงดูสิ่งอื่นต่อไปได้ เป็นการรวดเร็วจนเราไม่รู้สึกว่าออกเมื่อไร เข้าเมื่อไรฯ

นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้มีประสงค์จะทำจิตให้เป็นสมาธิ มีปัญญา ปรีชาญาณ รู้แจ้งแทงตลอดในพระธรรมวินัย จึงจำเป็นต้องกำหนดให้รู้จิตที่ตกลงสู่ภวังค์เองฯ

วิธีกำหนดให้รู้จิตที่ตกลงสู่ภวังค์เอง พึงมีสติกำหนดให้รู้จิตในเวลาที่กำลังนึกคำบริกรรมภาวนาอยู่นั้น ครั้นเมื่อเรามีสติจดจ่อต่อคำบริกรรมจริงๆ จิตของเราก็ย่อมจดจ่อต่อคำบริกรรมด้วยกัน เมื่อจิตจดจ่อต่อคำบริกรรมอยู่แล้ว จิตย่อมตั้งอยู่ในความเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลาง จิตย่อมวางอารมณ์ภายนอกหมดแล้ว จิตย่อมตกลงสู่ภวังค์เอง

เมื่อจิตตกลงสู่ภวังค์ ย่อมแสดงอาการให้รู้สึกได้ทุกคนตลอดไป คือ แสดงให้รู้สึกว่ารวมวูบวาบลง ทั้งแรงก็ดี หรือแสดงให้รู้สึกว่าสงบนิ่งแน่ลงถึงที่แล้ว สว่างโล่งเยือกเย็นอยู่ในใจจนลืมภายนอกหมด คือลืมตนลืมตัว หรือลืมคำบริกรรมภาวนา เป็นต้น

แต่บางคนก็ไม่ถึงกับลืมภายนอก แต่ก็ย่อมรู้สึกว่าเบากาย เบาใจ เยือกเย็น เป็นที่สบายเฉพาะภายในเหมือนกันทุกคนฯ

พระพุทธเจ้าทรงรับรองความเบากาย เบาใจนี้เรียกว่า “พระยุคคละ” มี ๖ ประการ คือ

  • กายลหุตา จิตตลหุตา แปลว่า เบากาย เบาใจ
  • กายมุทุตา จิตตมุทุตา แปลว่า อ่อนหวานพร้อมทั้งกายทั้งใจ
  • กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ แปลว่า สงบพร้อมทั้งกายทั้งใจ
  • กายุชุคคตา จิตตุชุคคตา แปลว่า เที่ยงตรงพร้อมทั้งกายทั้งใจ
  • กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา แปลว่า ควรแก่การกระทำพร้อมทั้งกายทั้งใจ
  • กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา แปลว่า คล่องแคล่าว สะดวกดีพร้อมทั้งกายทั้งใจ

และระงับทุกขเวทนาต่างๆ คือ ระงับความเหน็ดความเหนื่อย ความเมื่อย ความหิวทั้งปวง ตลอดความเจ็บปวดทุกประการก็ระงับกลับหายไปพร้อมกัน รู้สึกได้รับความสบายกาย สบายใจ ปลอดโปร่งใจขึ้นพร้อมกันทีเดียวฯ

เมื่อรู้สึกตัวดังข้อที่กล่าวมานี้ทั้งสิ้น หรือแม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง พึงรู้ว่าจิตตกภวังค์แล้ว[1]ให้หยุดคำบริกรรมภาวนาที่นึกอยู่นั้นเสีย ไม่นึกอะไรต่อไปอีก เป็นแต่ให้มีสติตามกำหนดเอาจิตในภวังค์นั้นให้ได้ คือ ให้กำหนดรู้ว่าจิตของเราเมื่อตกเข้าไปสู่ภวังค์แล้วไปตั้งอยู่อย่างไร เมื่อมีสติกำหนดรู้แล้วให้มีสติขีดวงให้รอบ กำหนดเอาจิตไว้ในขอบเขตบริเวณแห่งสตินั้นจนกว่าจิตนั้นจะหดตัวละเอียดเข้าเองและใสบริสุทธิ์เป็นหนึ่งอยู่เอง ตลอดประชุมอริยมัคคสมังคี เป็นเอกจิต เอกธรรม เอกมรรคอยู่เองฯ

เมื่อรู้ว่าจิตประชุมอริยมัคคสมังคีเองแล้ว พึงเป็นผู้มีสติตรวจดูให้รู้แจ้งว่าสติพร้อมทั้งสัมปชัญญะและสมาธิกับองค์ปัญญา ตลอดองค์อริยมรรคทั้ง ๘ ประการก็ประชุมพร้อมอยู่ในอริยมัคคสมังคีอันเดียวกันฯ

เมื่อรู้แจ้งประจักษ์ดังกล่าวมาฉะนี้ พึงรักษาความไม่ประมาท คือ อย่าเผลอตัวและอย่าเผลอสติ ทั้งอย่าทอดธุระ ให้มีสติตามกำหนดรู้อยู่อย่างนั้นจนกว่าจะรู้สึกเหนื่อยหรือได้เวลาแล้วจึงออกจากที่นั่งภาวนา อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้เรียกว่า “ภาวนาอย่างละเอียด” ฯ

๖.     วิธีออกจากสมาธิ

เมื่อจะออกจากที่นั่งสมาธิภาวนานั้น ให้พึงออกในเวลาที่รู้สึกเหนื่อยหรือได้เวลาตามที่กำหนดไว้แล้วจึงออกจากที่นั่งสมาธิภาวนา แต่เมื่อจะออกจากที่นั่งจริงๆนั้น อย่าออกให้เร็วนักจนเผอเรอลืมสติ…ไม่ดี พึงออกจากที่นั่งสมาธิภาวนาด้วยความมีสติพิจารณาเหตุผลให้รอบคอบทั้งกิจเบื้องต้นและกิจเบื้องปลายก่อน คือ

กิจเบื้องต้น ให้ระลึกถึงวิธีที่เราได้เข้านั่งสมาธิครั้งแรกว่าเบื้องต้นเราได้เข้าสมาธิอย่างไร และได้ตั้งจิต กำหนดจิตอย่างไร จิตของเราจึงรวมลงและสงบจากอารมณ์ลงได้ฯ

กิจเบื้องปลาย คือ เมื่อจิตของเราสงบแล้วว่า ในเบื้องต้น เราได้เข้าสมาธิอย่างนั้น ตั้งสติอย่างนั้น กำหนดจิตอย่างนั้น พิจารณาและนึกคำบริกรรมอย่างนั้น จิตของเราจึงได้สงบ และรวมลงเป็นอย่างนี้ เมื่อจิตของเรารวมลงแล้ว เราได้ตั้งสติกำหนดจิตอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ ได้ความรู้จริง เห็นจริงอย่างนี้ฯ

เมื่อได้ความชัดเจนแล้ว พึงทำโยนิโสมนสิการ คือ กำหนดไว้ในใจว่าถ้าเราออกจากที่นั่งนี้แล้ว เราก็จะกำหนดจิตของเราไว้ให้ดีอยู่อย่างนี้เสมอ ตลอดไป ไม่ให้เผลอสติได้ ครั้นเมื่อเข้าสมาธิอีกคราวหลัง เราก็จะเข้าให้ถูกตามวิธีที่เราได้ทำมาแล้วนี้ทุกประการฯ

เมื่อได้ทำโยนิโสมนสิการะ คือ กำหนดไว้ในใจดีแล้วจึงออกจากที่นั่งสมาธิภาวนา นอนลงไปก็ให้กำหนดใจนั้นไว้จนนอนหลับ ครั้นเมื่อตื่นขึ้นจากหลับก็ให้มีสติกำหนดเอาใจไว้ตลอดวันและคืน ยืน เดิน นั่ง นอนก็พึงพยายามทำความเป็นผู้มีสติ กำหนดรู้ซึ่งจิตของตนเสมอจนกว่าจะชำนาญ คล่องแคล่ว ด้วยวสี ๕ ประการ คือ

  • อาวัชชนวสี ชำนาญในการพิจารณาอารมณ์ของสมาธิภาวนา
  • สมาปัชชนวสี ชำนาญในการเข้าสมาธิภาวนา
  • อธิฏฐานวสี ชำนาญในการตั้งสติ ทำจิตให้เป็นสมาธิไว้ให้มั่นคง ดำรงไว้ได้นานตามต้องการ ไม่ให้เคลื่อนคลาดจากที่กำหนดเดิม
  • วุฏฐานวสี ชำนาญในการออกจากสมาธิภาวนา โดยเคลื่อนจิตออกจากที่กำหนดเป็นสมาธิภาวนานั้นโดยลำดับ ออกมาตามระยะที่เข้าไป
  • ปัจจเวกขณะวสี ชำนาญในการพิจารณาองค์ของฌานให้รอบคอบในเวลาที่จะออกจากที่นั่งสมาธิภาวนานั้น

นักปฏิบัติพระพุทธศาสนาย่อมเป็นผู้ชำนาญในวสีทั้ง ๕ ประการเหล่านี้ฯ

ครั้นเมื่อเป็นผู้ชำนาญในวสีทั้ง ๕ ประการเหล่านี้แล้ว พึงตรวจดูชั้นภูมิแห่งจิตว่าภูมิจิตของเรา เท่าที่เราได้พิจารณาเห็นว่าชำนาญด้วยวสีทั้ง ๕ ประการนั้น ภูมิจิตได้สำเร็จอริยมรรคฯ

ในคัมภีร์พระอภิธัมมัตถสังคหะ พระอนุรุทธาจารย์เจ้าสอนให้บำเพ็ญวสีใหชำนาญ โดยลำดับชั้นภูมิแห่งอริยมรรค อริยผลดังต่อไปนี้ฯ

เชื่อชำนาญในปฐมมรรคหรือปฐมฌานดีแล้วจึงกระทำความเพียรเพื่อละเสียซึ่งส่วนที่หยาบ มีวิตก เป็นต้น โดยสมควรแก่ลำดับแห่งอริยมรรค อริยผล ต่อไปจึงเข้าสู่ทุติยมรรค ทุติยผล หรือทุติยฌาน และตติยมรรค ตติยผล หรือตติยฌาน ตลอดจนจตุตถมรรค จตุตถผล หรือจตุตถฌานโดยสมควรแก่การบำเพ็ญในข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทุกประการเทอญฯ

๗.    อริยมัคคสมังคี

คำที่เรียกว่า “อริยมัคคสมังคี” เป็นคำพูดเรียกชื่อแห่งภูมิจิตที่นักปฏิบัติได้นั่งสมาธิ รวมจิตลงถึงความเป็นหนึ่งแล้ว และในที่ประชุมแห่งอริยมัคคสมังคีนั้นเป็นที่ประชุมพร้อมแห่งองค์อริยมรรคทั้ง ๘ ประการประชุมพร้อมอยู่เองด้วย อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการก็ประชุมพร้อมอยู่เองด้วย ตลอดพระธรรมวินัยทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ประชุมพร้อมอยู่เองในขณะจิตอันเดียวกันนั้นด้วยฯ

นักปฏิบัติผู้รู้เร็วสามารถรู้พร้อมในขณะจิตที่รวมเป็นหนึ่ง นิ่ง ถึงที่ประชุมแห่งอริยมัคคสมังคีนั้นโดยเร็ว เรียกว่า สุขปฏิปทา ขิปปาภิญญาฯ

แต่นักปฏิบัติผู้รู้ช้าก็ไม่สามารถจะรู้เร็วพร้อมในขณะที่จิตรวมลงถึงความเป็นหนึ่งแห่งอริยมัคคสมังคีนั้น เรียกว่า สุขปฏิปทา ทันธาภิญญาฯ

อีกโวหารหนึ่ง โบราณจารย์เจ้าเรียกว่า “เอกาวิธาภิสมัย” แปลว่า ตรัสรู้ได้ในขณะจิตดวงเดียวฯ

บัดนี้ จะอธิบายคำว่า “มรรค, อริยมรรค, ผล, อริยผล” นั้นต่อไป

คำว่า “มรรค” เป็นชื่อแห่งหนทางทั่วไปในมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ตลอดเป็นชื่อแห่งหนทางพระนวโลกุตระ คือ ทางพระนิพพานฯ

คำว่า “อริยมรรค” เป็นชื่อแห่งหนทางพระนวโลกุตระ คือ เป็นชื่อแห่งหนทางพระนิพพานอย่างเดียว ไม่ทัวไปในหนทางอื่นๆฯ

คำว่า “ผล” เป็นชื่อแห่งความสำเร็จ หรือความบรรลุ ตลอดความตรัสรู้ฯ ว่าโดยเฉพาะในทางโลกีย์ หมายเอาความสำเร็จผลที่ตนต้องการ ในทางโลกุตระหมายถึงดวงปัญญาฯ

คำว่า “อริยผล” เป็นชื่อแห่งมรรคผล ธรรมวิเศษ ในทางโลกุตระอย่างเดียว ไม่เกี่ยวข้องในทางโลกีย์ฯ

บัดนี้ จะอธิบายเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดมีมรรคมีผลขึ้นฯ

ข้อนี้ นักปฏิบัติพึงทราบดังนี้ว่า “มรรค” ก็ดี “อริยมรรค” ก็ดี ตกแต่งเอาเองได้ “ผล” ก็ดี “อริยผล” ก็ดี ตกแต่งเอาเองไม่ได้ เป็นของเป็นเองหรือสำเร็จเอง มาจากมรรคและอริยมรรคที่ตกแต่งถูกต้องแล้วฯ

เมื่อบุคคลต้องการผลประโยชน์ในทางโลกีย์ ก็ให้พึงตกแต่งมรรคในทางโลกีย์ให้ถูกต้อง เช่น ต้องการเดินไปมาสะดวก ก็ให้ตกแต่งถนนหนทางให้เรียบร้อย ต้องการมีวิชาความรู้ ก็ให้ศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ต่อครูอาจารย์ ถ้าต้องการความมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติมากๆ ให้ตกแต่งการค้าขายให้ถูกต้องในทางสุจริตธรรม ถ้าต้องการเป็นคนดี ก็ให้ตกแต่งความประพฤติปฏิบัติของตนให้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตธรรม ถ้าต้องการเป็นคนมีชื่อเสียง ยศถาบรรดาศักดิ์ ให้ตกแต่งตนเป็นคนทำราชการแผ่นดินให้ถูกต้องในทางราชการนิยมฯ

เมื่อบุคคลต้องการโลกุตระ ให้ตกแต่งอริยมรรคให้ถูกต้องตามพระพุทธพจน์เดิมของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะแสดงในข้อต่อไปข้างหน้าฯ

ในที่นี้ ประสงค์จะแสดงรูปเปรียบเทียบไว้พอเป็นนิทัสนะ

มรรคกับผล มีรูปเปรียบเหมือนบุคคลปลูกต้นไม้ลงในพื้นที่ไร่ ที่สวน หรือปลูกต้นข้าวลงในพื้นที่นา ในเวลาที่กำลังปลูกอยู่ก็ดี และเวลาบังเกิดเป็นต้น เป็นลำแล้ว แต่ต้น ลำยังอ่อนอยู่ก็ดี ย่อมไม่แลเห็นผล อาศัยความเชื่อ แน่ในใจว่าถ้าต้น ลำแก่เต็มที่ และถึงฤดูเป็นผล ก็จะต้องเป็นผลแน่ และเป็นผลจริงๆด้วยฉันใด ก็มรรคกับผลก็มีรูปเปรียบเหมือนกัน ฉันนั้นฯ

อริยมรรคกับอริยผล มีรูปเปรียบเหมือนบุคคลก่อไฟหรือจุดตะเกียงเจ้าพายุ ในเวลากำลังก่อไฟหรือกำลังจุดตะเกียงเจ้าพายุอยู่นั้น ไฟยังไม่ติดก็ยังไม่สว่างฉันใด ก็เหมือนกันฉันนั้น ต่อเมื่อเวลาก่อไฟติดแล้ว หรือจุดตะเกียงเจ้าพายุติดแล้ว ย่อมบังเกิดแสงสว่างขึ้นพร้อมกัน ฉันใดก็ดี อริยผลก็มีรูปเปรียบเหมือนกันฉันนั้นฯ

ตรงตามพุทธภาษิตว่า “นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา” แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ดังนี้ ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า อริยผลคือดวงปัญญาซึ่งบังเกิดสว่างไสวขึ้นในเวลาที่จิตประชุมอริยมรรคแล้วฯ

วิธีตกแต่งอริยมรรค

นักปฏิบัติฝ่ายฆราวาสพึงตกแต่งตนให้ถึงพระไตรสรณคมน์เป็นโลกียสรณคมน์ก่อน แล้วปฏิบัติให้ถึงโลกุตตระสรณคมน์ต่อไปฯ และตกแต่งทาน ตกแต่งศีล ตกแต่งข้อวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องเรียบร้อยทุกประการ ตลอดตกแต่งสติสัมปชัญญะ รวมจิตให้สงบแลตั้งมั่นเป็นสมาธิ ประชุมอริยมัคคสมังคี ดังนี้ชื่อว่าตกแต่งอริยมรรคฯ

นักปฏิบัติฝ่ายบรรชิตให้ตกแต่งศีลธรรม ๕ ประการ คือ

  • พึงตกแต่งสมบัติทั้ง ๕ ให้ปราศจากวิบัติทั้ง ๕ ประการ คือ
  • ตกแต่งวัตถุสมบัติให้ปราศจากวัตถุวิบัติ
  • ตกแต่งสีมาสมบัติให้ปราศจากสีมาวิบัติ
  • ตกแต่งญัตติสมบัติให้ปราศจากญัตติวิบัติ
  • ตกแต่งอนุสาวนสมบัติให้ปราศจากอนุสาวนวิบัติ
  • ตกแต่งปริสสมบัติให้ปราศจากปริสวิบัติ
  • พึงตกแต่งกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ปราศจากโทษ ๕ โทษ ๘ โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ ทรงไว้ซึ่งความเป็นผู้มีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ และจตุปาริสุทธศีลทั้ง ๔ ประการให้บริสุทธิ์เรียบร้อยฯ
  • พึงตกแต่งกิจวัตร ๑๐ ธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทฯ
  • พึงตกแต่งสติให้เป็นมหาสติ คือ เบื้องต้นมีสติเฉพาะหน้า กำหนดตัวผู้รู้เฉพาะหน้า รวมจิต ประชุมอริยมรรคได้แล้วตรวจค้นร่างกาย พิจารณาเวทนา จิต ธรรมจนเป็นที่ตั้งของจิตได้จริงๆ ตลอดทำสัมปชัญญะให้รู้ตัวและรู้จิตพร้อมทุกขณะตลอดไปฯ
  • พึงตกแต่งสมาธิ พร้อมทั้งตกแต่งดวงจิต ความคิด ความเห็น ตลอดความตั้งใจไว้ในที่ชอบ ให้ถูกต้องเรียบร้อยจริงๆฯ

เมื่อนักปฏิบัติทั้งคฤหัสถ์ บรรพชิตได้ตกแต่งข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบถูกต้องเรียบร้อยดีแล้ว อัฏฐังคิกมรรคทั้ง ๘ ประการก็เป็นอันถูกตกแต่งถูกต้องไปพร้อมกันอยู่ในตัวเสร็จแล้วเหมือนหันลานนาฬิกา เมื่อหันถูกต้องเต็มบริบูรณ์แล้วเครื่องจักรอื่นๆก็หันไปพร้อมกันเอง ฉันใดก็ดี อัฏฐังคิกมรรคทั้ง ๘ ประการเหล่านี้ก็เหมือนกันฉันนั้นฯ

ข้อนี้มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ คือ ฯ

เมื่อตกแต่งสมบัติทั้ง ๕ และตกแต่งกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ปราศจากโทษทั้งปวงดังกล่าวแล้ว ตลอดได้ตกแต่งกิจวัตร ๑๐ ธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ ถูกต้องเรียบร้อยดีแล้วก็ชื่อว่าตกแต่งอริยมรรคข้อที่ ๓-๔-๕ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว แปลว่า มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มีอาชีพชอบ ประชุมพร้อมอยู่แล้วในความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เป็นอธิศีลฯ

ในเมื่อได้ตกแต่งสติให้เป็นสัมมาสติ พร้อมทั้งสมาธิและสัมปชัญญะรู้ตัว รู้จิตทุกขณะตลอดไปนั้น ชื่อว่าได้ตกแต่งอริยมรรคข้อ ๖-๗-๘ คือ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ แปลว่า มีความเพียรชอบ มีสติชอบ มีสมาธิชอบ ประชุมพร้อมอยู่แล้วในความเป็นผู้มีสมาธิสิกขา เป็นอธิจิตตสิกขาฯ

ในเมื่อได้ตกแต่งความรู้ ความคิด ความเห็น ตลอดความตั้งใจไว้ในที่ชอบ ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ชื่อว่าได้ตกแต่งอริยมรรคข้อที่ ๑-๒ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป แปลว่า ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ประชุมพร้อมอยู่ในความเป็นผู้มีปัญญาสิกขา เป็น อธิปัญญาฯ

นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้พึงเดินมรรคให้ถูกดังต่อไปนี้ คือ บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ถึงพร้อมบริบูรณ์อยู่แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้เดินตามหนทางอริยมรรคถูกต้องแล้ว

บัดนี้ จักแสดงอริยมรรคสมังคีต่อไป

นักปฏิบัติ เมื่อเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ มีสัมปชัญญะบริบูรณ์ ได้พยายามทำความเพียรประกอบกับจิตอยู่เสมอ คือ มีสติกำหนดจิตหรือประคับประคองจิต ยังจิตให้ตกสู่ภวังค์เองแล้ว ประคับประคองเอาจิตในภวังค์ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้ ไม่ไป ไม่มา ไม่ออก ไม่เข้า ไม่ขึ้น ไม่ลง เป็นหนึ่งจริงๆ ตลอดเป็นวิหารธรรม เครื่องอยู่ของจิต และเป็นเอกวิธาภิสมัย ตรัสรู้ได้ในขณะจิตดวงเดียว ว่าอริยมรรคทั้ง ๘ ประการได้ประชุมพร้อมกันแล้วในจิตดวงเดียวเมื่อใด เมื่อนั้น นักปฏิบัติย่อมรู้ เป็นปัจจัตตัง จำเพาะกับจิต ว่าจิตของเราได้ประชุมอริยมัคคสมังคีครั้งหนึ่งแล้ว หรือสองครั้ง สามครั้ง ตลอดประชุมถึง ๔ ครั้งก็ย่อมรู้ตลอดไปฯ

ตามนัยแห่งพระพุทธฎีกาที่ตรัสเทศนาในสังฆคุณว่า “ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐปุริสปุคฺคลา” แปลว่า นี่อย่างไร คู่ของบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตามลำดับตัวบุคคลเป็น ๘ บุคคล ดังนี้ฯ

เมื่อนักปฏิบัติได้ปฏิบัติตามพระพุทธฎีกานี้ถูกต้องแล้ว จิตย่อมประชุมอริยมัคคสมังคีถึง ๔ ครั้ง สำเร็จเป็นมรรค ๔ ผล ๔ ดังที่ปรากฏแจ้งอยู่แล้วในนวโลกุตรธรรม ๙ ประการฯ

บัดนี้ จักแสดงอริยผลพอรู้เงื่อน เพื่อเป็นทางปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสืบไปฯ

นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ เมื่อเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดำเนินตามหนทางอริยมรรคถูกต้องดังกล่าวแล้ว ตลอดจนจิตประชุมอริยมัคคสมังคีเองแล้ว ย่อมบังเกิดอริยผลแจ้งประจักษ์ใจดังต่อไปนี้ฯ

  • บังเกิดมีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ พร้อมทั้งมีธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรมแจ้งประจักษ์ฯ
  • บังเกิดมีจักขุกรณี ญาณกรณี คือ เห็นทางปฏิบัติอันเป็นกลางซึ่งไม่ลำเอียงเข้าไปใกล้ในความรักและความเกลียด กระทำดวงตาภายในให้บังเกิดเป็นตาอริยบุคคล พร้อมทั้งกระทำญาณะ ความรู้วิเศษ ดำเนินตามหนทางอันเกษมจากโยคะทั้งปวงไปได้โดยสะดวกฯ
  • บังเกิดมีอุปสมาย อภิญญาย คือ เข้าถึงความเป็นผู้สงบรำงับ และบังเกิดมีอภิญญา ความรู้ยิ่ง เห็นจริงในพระธรรมวินัยนี้ทุกประการฯ
  • บังเกิดมีอริยผล คือ มีปัญญาจักษุ ดวงตาเป็นดวงปัญญา ปรีชาญาณ หยั่งรู้หยั่งเห็นในสารพัดไญยธรรม(ธรรมที่ควรรู้)ทั้งปวงฯ
  • บังเกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นในโลก คือ ถ้านักปฏิบัติเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ทรงสร้างสมติงสบารมีเต็มบริบูรณ์แล้ว ได้มาปฏิบัติพระพุทธศาสนา ถูกต้องตามหนทางแห่งความตรัสรู้นี้ เป็นสัพพัญญูพุทธะสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นในโลก ทรงทศพลญาณ มีพระสมันตจักษุ ดวงตาอันแจ่มใสสว่างยิ่ง ไม่มีแสงสว่างอื่นเสมอได้ ทรงทัสนาการทั่วไปในพระธรรมวินัยทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ตลอดได้ทรงทัสนาการทั่วไปในไตรโลกธาตุทั้งสิ้นด้วยฯ

อริยผลเท่าที่แสดงมาทั้งสิ้นนี้เป็นอริยผลที่กล่าวเป็นส่วนรวม และแสดงเป็นกลางๆ ฟังได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา ไม่ได้ชี้ขาดลงไปว่าผู้นั้นได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษชั้นนั้นๆ ข้อนี้เอาไว้ให้นักปฏิบัติได้แล้ว ได้รู้เป็นปัจจัตตัง โดยเฉพาะตนเองฯ

๘.     วิธีเดินจงกรมภาวนา

วิธีเดินจงกรมภาวนาเป็นวิธีภาวนาเปลี่ยนอิริยาบถ คือ เปลี่ยนจากการนั่งสมาธิภาวนามาทำความเพียรภาวนาในอิริยาบถเดิน เรียกว่า เดินจงกรมภาวนาฯ

เปลี่ยนมาทำความเพียรภาวนาในอิริยาบถยืน เรียก ยืนกำหนดจิตฯ

เปลี่ยนมาทำความเพียรภาวนาในอิริยาบถนอน เรียก นอนพุทธไสยาสน์หรือสีหไสยาสน์ก็เรียกฯ

เมื่อจะเดินจงกรม นักปฏิบัติพึงกำหนดหนทางจงกรมที่เราจะพึงเดินว่าเราจะเดินจากที่นี้ไปถึงที่นั้นหรือถึงที่โน้น เป็นระยะทางจงกรมสั้นๆหรือระยะทางจงกรมยาวๆแล้วแต่ความต้องการ หรือแล้วแต่สถานที่พึงกำหนด หรือตกแต่งทางจงกรมตามสมควรที่เราจะเดินได้โดยสะดวกฯ

วิธีเดินจงกรม ให้ไปยืนที่ต้นทางแห่งที่จงกรมนั้นแล้วพึงยกมือทั้ง ๒ ขึ้น ประนมมือทั้ง ๒ ไว้เหนือหว่างคิ้ว ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งคุณพระธรรมและคุณพระอริยสงฆ์สาวกว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งสามเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ที่เคารพนับถือของข้าพเจ้า แล้วตั้งเป็นความสัตย์อธิษฐานไว้ในใจว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าจะตั้งใจปฏิบัติพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นเครื่องปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์สาวก ด้วยอำนาจแห่งคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ ขอจงดลบันดาลให้น้ำใจของข้าพเจ้าจงสงบรำงับและตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วจงบังเกิดมีปัญญา ปรีชาญาณ รู้แจ้งแทงตลอดในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการเทอญฯ

เมื่อตั้งเป็นความสัตย์และอธิษฐานไว้ดีแล้ว เอามือทัง ๒ วางจากการประนมมือ หย่อนมือทั้ง ๒ ลงมา แล้วเอามือข้างขวาจับมือข้างซ้าย หย่อนมือลงไว้ตรงหน้า เจริญพรหมวิหารทั้ง ๔ จบแล้วทอดตาลงเบื้องต่ำ ตั้งสติกำหนดจิตตามแบบวิธีนั่งสมาธิที่กล่าวแล้ว นึกคำบริกรรมภาวนาบทเดียวกันกับนั่งสมาธิภาวนา เสร็จแล้วออกเดินจงกรมตั้งแต่หัวสุดจงกรมข้างนี้ไปถึงหัวสุดจงกรมข้างโน้น เดินกลับจากหัวสุดทางเดินจงกรมข้างโน้นมาถึงหัวสุดจงกรมข้างนี้ เพียรพยายามเดินกลับไปกลับมา ไม่ต้องนับเที่ยว ให้นับสติ นับดวงจิตว่าสติของเราดีหรือไม่ ดวงจิตของเราสงบหรือยัง ถ้ายังไม่สงบก็ให้เพียรพยายามเดินอยู่อย่างนั้นจนกว่าจิตของเราจะสงบลงได้จริงๆ

เมื่อจิตสงบครั้งแรกยังตั้งสติไม่ได้ก็อย่าพึ่งเดินต่อไป ให้หยุดยืนกำหนดจิตอยู่ก่อนจนกว่าจิตรวมสนิทดีแล้ว เราตั้งสติได้แล้วจึงเดินต่อไปอีกด้วยความเป็นผู้มีเพียรเพ่งอยู่

พยายามทำความเพียรให้เป็นไปทางใจจนกว่าจะชำนาญคล่องแคล่าวในสมาธิภาวนาฯ

ในวิธีเดินจงกรมภาวนานี้ มีวิธีกระทำความเพียรให้เป็นไปทางใจด้วยใช้สติสัมปชัญญะ นึกคำบริกรรมภาวนาบทเดียวกันกับนั่งสมาธิภาวนา จุดประสงค์ต้องการให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเหมือนกัน ต่างกันแต่อิริยาบถนั่งกับเดินเท่านั้นฯ

นักปฏิบัติในพระธรรมวินัยนี้ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมสนใจและเอาใจใส่กระทำความเพียรทั้งยืน ทั้งเดิน ทังนั่ง ทั้งนอนให้ชำนาญคล่องแคล่วจริงๆจนกว่าจะแตกฉานในห้องพระไตรปิฎกฯ

๙.     นิมิตสมาธิ

บัดนี้ จักได้แสดงเรื่องนิมิตในสมาธิภาวนาและเรื่องวิธีแก้นิมิตต่อไปฯ

ในเบื้องต้นนี้ จะได้แสดงชื่อของนิมิตที่พระอนุรุทธาจารย์เจ้าได้แสดงไว้ในคัมภีร์พระอภิธัมมัตถสังคหะว่า “ตีณิ นิมิตฺตานิ” แปลว่า ในพระสมถกรรมฐานภาวนาประกอบด้วยนิมิตมี ๓ ประการ คือ

  • บริกรรมนิมิต
  • อุคคหนิมิต
  • ปฏิภาคนิมิต

นิมิตทั้ง ๓ ประการเหล่านี้ พระอนุรุทธาจารย์เจ้าแสดงไว้แล้ว ก็เป็นอันถูกต้องดีแล้ว คือเป็นของมีจริงตามที่ท่านกล่าวไว้ทุกประการฯ

นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้โดยมากก็ถือเป็นเครื่องรู้ เป็นเครื่องเล่น เป็นเครื่องพิจารณา แต่ผู้มุ่งโลกุตรธรรมเป็นเครื่องอยู่อันแท้จริงแล้วย่อมไม่ติดข้องอยู่ในนิมิตทั้งหลายเหล่านี้ฯ คือ เมื่อเห็นแล้วก็แก้ไขให้หลุดพ้นผ่านไป ก้าวหน้าสู่โลกุตรธรรมอย่างเดียวฯ

เรื่องนิมิตที่ปรากฏเห็นหรือบังเกิดขึ้นนั้นมีนัยดังกล่าวต่อไปนี้ คือ

  • จิตในเวลานอนหลับก็บังเกิดนิมิตได้ เรียกว่า ฝัน
  • จิตในเวลานั่งสมาธิก็บังเกิดนิมิตได้ เรียกว่า นิมิตสมาธิฯ

ในที่นี้มีประสงค์จะอธิบายเฉพาะแต่นิมิตสมาธิเท่านั้น เพื่อไม่ให้หลงไปตามนิมิต จะได้มีปัญญาเท่าทันนิมิตต่อไปฯ

เรื่องนิมิตสมาธิในเวลานั่งสมาธิภาวนาจิตตกลงสู่ภวังค์แล้วเผลอสติ บังเกิดมีนิมิตเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นก็มี หรือไม่เผลอสติ จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ย่อมมีนิมิตต่างๆบังเกิดขึ้น ปรากฏเห็นชัดในจักขุทวาร มโนทวารฯ

นักปฏิบัติบางจำพวกกระทำปุพพภาคแห่งการปฏิบัติเบื้องต้นไม่ถูกต้อง จะกระทำโลกุตตระให้แจ้งก็ทำไม่ได้ เมื่อนั่งสมาธิภาวนาได้แต่เพียงนิมิตสมาธิภาวนา คือ ได้เห็นนิมิตต่างๆมาปรากฏในจักขุทวาร มโนทวารเท่านั้นก็ดีใจ บังเกิดถือทิฏฐิมานะว่าตนได้รู้ ได้เห็น และได้สำเร็จมรรคผล ธรรมวิเศษชั้นนั้นๆ ไม่รู้เลยว่าตนเป็นผู้หลงติดข้องอยู่ในชั้นโลกีย์ ไม่ใช่ชั้นโลกุตตระฯ

นักปฏิบัติผู้มีปุพพภาคแห่งการปฏิบัติเบื้องต้นได้กระทำถูกต้องแล้ว เมื่อนั่งสมาธิภาวนา จิตตกลงสู่ภวังค์ บังเกิดมีนิมิตขึ้นก็ดี หรือจิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิอันใดอันหนึ่ง บังเกิดมีนิมิตปรากฏให้เห็นชัดในจักขุทวาร มโนทวาร ย่อมไม่ดีใจ เสียใจ คือ ไม่ยินดียินร้ายในนิมิตนั้นๆ ย่อมเป็นผู้มีสติ ทำจิตให้เป็นสมาธิตลอดไปฯ

นิมิตบางประการเป็นนิมิตที่น่ากลัว กระทำให้จิตหวาดเสียวตกใจกลัวก็มี ผู้ไม่มีสติอาจฟุ้งซ่าน เสียสติอารมณ์ไปก็เป็นได้

จึงขอเตือนสติไว้ในที่นี้ว่าท่านผู้ปฏิบัติใหม่ทั้งหลาย พึงเป็นผู้มีสติกำหนดจิตไว้ให้ดี อย่าตกใจกลัวและอย่าประมาท กระดาก เก้อเขิน คือ อย่าเป็นผู้กล้าหรือเป็นผู้กลัวจนเกินไป ถ้ากล้าเกินไปก็ทำให้ใจฟุ้งซ่านได้ หรือกลัวเกินไปก็ทำให้เสียสติ อารมณ์ท้อถอยจากความเพียร ไม่อาจนั่งสมาธิภาวนาอีกได้เพราะหลงนิมิตเท่านั้นฯ

อนึ่ง นิมิตบางประการแสดงเรื่องมนุษย์ บางประการเรื่องสวรรค์ บางประการแสดงเรื่องนิพพานฯ

นักปฏิบัติจำพวกชอบเล่นนิมิตมากเกินไปก็หลงเพลินไปเที่ยวเล่นในมนุษยโลก และเที่ยวเล่นในสวรรค์ ตลอดเข้าสู่นิพพานตามอาการของนิมิตที่ปรากฏ จนสามารถพูดอวดได้ว่าตนได้สำเร็จสวรรค์ สำเร็จนิพพานไปแล้ว ครั้นออกจากสมาธิแล้วก็เปล่าๆหาได้สำเร็จอะไรไม่ นี่แสดงว่านิมิตหลอกให้หลงก็หลงตามจริงๆด้วยความเข้าใจผิด เห็นผิดจากความเป็นจริงทุกประการตลอดไปฯ

นักปฏิบัติในพระธรรมวินัยนี้ที่มุ่งโลกุตรธรรมจริงๆ ย่อมเป็นผู้ไม่หลงไปตามอาการของนิมิต เมื่อนิมิตบังเกิดขึ้นย่อมมีสติพิจารณาให้รู้แจ้งว่านิมิตนี้บังเกิดขึ้นจากเหตุแห่งคำบริกรรม เรียกว่า บริกรรมนิมิต และนิมิตนี้บังเกิดขึ้นเป็นอุบายให้มีสติ มีสมาธิยิ่งๆขึ้นไป เรียก อุคคหนิมิต ทั้งอีกนิมิตนี้บังเกิดขึ้นจากปฏิภาคภายในร่างกายตัวเราหรือภายในร่างกายของคนอื่น เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต ย่อมรู้รอบคอบตลอดทุกประการฯ

นิมิตที่ปรากฏเห็นดวงเดือน ดวงดาว ดวงอาทิตย์ หรือเห็นแสงสว่างภายในดวงใจของเรา นับเข้าในพวกอุคคหนิมิต ไม่เป็นของที่น่ากลัวฯ

นิมิตที่ปรากฏเห็นโครงกระดูกในร่างกายเรา หรือเห็นตัวของเราตายเป็นซากศพนอนกลิ้งอยู่ต่อหน้า ตลอดเห็นซากศพมนุษย์ทั้งหลายตายเต็มโลกนับเข้าเป็นปฏิภาคนิมิต ผู้ไม่มีสติย่อมตกใจกลัว แต่ผู้มีสติย่อมไม่กลัว ยิ่งได้สติดีขึ้น คือ ได้ใช้เป็นอุบายพิจารณาอสุภกรรมฐาน แยกส่วน แบ่งซากศพนั้นออกดูให้ตลอดก่อน แล้วน้อมเข้ามาพิจารณาในร่างกายตนจนเห็นจริงแจ้งประจักษ์แล้วพิจารณาร่างกายของบุคคลอื่น ก็แลเห็นแจ้งแทงตลอดทุกประการ บังเกิดมีนิพพิทาญาณ เหนื่อยหน่ายสังเวชสลดใจ น้ำใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแน่วแน่ดี สติมีกำลังดียิ่งขึ้น เรียกว่า ปฏิภาคนิมิตฯ

วิธีแก้นิมิตสมาธิ

เหตุจำเป็นที่จะต้องแก้นิมิตสมาธิ เพราะว่าเรื่องของนิมิตสมาธิทั้งหมดเป็นเรื่องของโลกีย์ ไม่ใช่โลกุตระ จัดว่าเป็นเบญจมาร ๕ ประการ คือ กิเลสมาร ๑ เทวบุตรมาร ๑ ขันธมาร ๑ อภิสังขารมาร ๑ มัจจุมาร ๑ บันดลบันดาลให้บังเกิดมีนิมิตขึ้น หลอกล่อให้หลงติดข้องอยู่ในวัฏสงสารตลอดไป คือ ให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้ง ๓ ประการ คือ กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑ ฯ

นักปฏิบัติผู้ต้องการพ้นทุกข์ คือ ต้องการโลกุตระ ไม่ต้องการข้องอยู่ในวัฏสงสาร จึงจำเป็นต้องแก้นิมิตทั้ง ๓ ประการให้หลุดพ้นไปฯ

บัดนี้ จะกล่าววิธีแก้นิมิตตามหนทางพระพุทธศาสนา ท่านสอนไว้มี ๓ ประการ คือ

วิธีที่ ๑ เจริญญาตปริญญาวิธี แปลว่า ทำความกำหนดรู้ทั้งจิต ทั้งนิมิตอยู่เฉยๆ หรือมีสติกำหนดจิตนิ่งเฉยต่อนิมิตฯ

วิธีที่ ๒ เจริญตีรณปริญญาวิธี แปลว่า พิจารณาตรวจค้นเหตุผลของนิมิตให้รอบคอบฯ

วิธีที่ ๓ เจริญปหานปริญญาวิธี คือ สละลงซึ่งนิมิตนั้นให้ขาดหรือถอนตัณหาเสียทั้งโคนฯ

วิธีที่ ๑ ชื่อ ญาตปริญญาวิธี

เป็นวิธีนักปฏิบัติใหม่ทั้งหลาย จำเป็นต้องใช้ประกอบกับภูมิจิตของตนที่ได้เจริญสมถ กรรมฐานใหม่ๆ และได้ฝึกหัดสมาธิน้อย สติยังอ่อนไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้กับนิมิตทั้งปวงได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีที่ ๑ เจริญญาตปริญญาวิธี ทำความกำหนดรู้อยู่เฉยๆ หรือมีสติกำหนดจิตนิ่งเฉยต่อนิมิตนั้นๆทุกประการฯ

บัดนี้ จะกล่าวถึงภูมิจิตแห่งนักปฏิบัติใหม่ที่ควรเจริญญาตปริญญาวิธี คือ เมื่อนักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายได้เจริญสมถกรรมฐานใหม่ๆ ยังไม่ชำนาญคล่องแคล่วดีในวิถีหนทางโลกุตระ ในเวลานั่งสมาธิภาวนา จิตกำลังสงบตั้งมั่นเป็นขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิแล้ว กำลังก้าวหน้าเข้าสู่อัปนาสมาธิ บังเกิดมีนิสัยอันใดอันหนึ่งมาปรากฏเฉพาะหน้า ครั้นจะถือเอานิมิตนั้นเป็นอารมณ์ก็ถือเอาไม่ได้เพราะเป็นเหตุให้เผลอสติ จิตนั้นก็ถอนออกจากสมาธิ นิมิตนั้นก็หายไป จำเป็นต้องเจริญญาตปริญญาวิธี คือ มีสติกำหนดจิตทำความกำหนดรู้นิ่งเฉยอยู่ตลอดเวลาจนกว่านิมิตนั้นสงบหายไปเองฯ

ญาตปริญญาวิธีนี้เป็นวิธีอบรมบ่มอินทรีย์ให้มีกำลังแก่กล้า คือ ทำให้จิตของเรามีความเชื่อมั่นและมีความเพียรมากขึ้น มีสติดีขึ้น ตลอดทำให้จิตตั้งมั่นแน่วแน่จริงๆจนบังเกิดมีปัญญาเฉลียวฉลาดมากขึ้นโดยลำดับ ยิ่งมีนิมิตปรากฎบ่อยๆและได้เจริญญาตปริญญาวิธีนี้บ่อยๆก็ยิ่งได้สติและมีปัญญาสามารถทำจิตให้เป็นสมาธิ ดำเนินตามหนทางอริยมรรคได้ดีมากขึ้นโดยรวดเร็ว ไม่ถอยหลังฯ

อนึ่ง ความรู้ ความเห็นบางประการบังเกิดขึ้นแล้วกลายเป็นสัญญาวิปลาส จิตตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ความรู้ ความเห็นเหล่านั้นไม่ใช่เป็นความรู้จริง เห็นจริงในพระธรรมวินับ เป็นความรู้ ความเห็นที่เกิดจากความหวั่นไหวง่อนแง่นไปตามอารมณ์สัญญา และนึกเดาหรือคาดคะเนเอาจากนิมิตต่างๆ เนื่องด้วยเหตุนี้ เมื่อความรู้ ความเห็นเกิดขึ้น อย่าพึงรู้หน้าเดียว เห็นหน้าเดียว ให้พึงเจริญญาตปริญญาวิธี ทำความเป็นผู้ไม่ยินดีและยินร้ายในความรู้ ความเห็นเหล่านั้นฯ

การเจริญญาตปริญญาวิธีนี้มีอานิสงส์มาก สามารถทรมานจิตให้ละพยศอันร้ายได้ คือ ในเมื่อไม่ยินดี ไม่ยินร้ายในความรู้ ความเห็น และในนิมิตต่างๆที่เกิดขึ้น ตลอดไม่ส่งจิตให้คิดไปตามเช่นนั้นแล้ว ตัณหา ความดิ้นรนกระวนกระวายย่อมไม่บังเกิดมีขึ้นเป็นพยศอันร้ายแรงแห่งจิต คือ อยากเห็นนิมิตนั้นแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น หรือมิฉะนั้น เมื่อได้เห็นนิมิตซึ่งน่ากลัวก็อยากให้นิมิตที่น่ากลัวนั้นหายไป เมื่อนิมิตที่น่ากลัวนั้นไม่หายไปตามประสงค์ก็บังเกิดความเสียใจและร้อนใจ ไม่อยากพบ ไม่อยากเห็นซึ่งนิมิตที่น่ากลัวนั้นเสียเลย ชื่อว่าพยศอันร้ายฯ

ครั้นเมื่อจิตเกิดพยศอันร้ายดังกล่าวมาแล้ว ปฏิฆะกับความประมาทก็บังเกิดขึ้นพร้อม เป็นเหตุให้เสื่อมเสียศรัทธา ท้อถอยจากการปฏิบัติ ไม่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาก็เสื่อมจากทางมรรค ทางผล ทางสวรรค์ ทางนิพพาน ถ้าได้เจริญญาตปริญญาวิธีนี้เสมอก็สามารถทรมานซึ่งพยศอันร้ายแรงแห่งจิตให้หายได้ กับบังเกิดเป็นผู้มีสติกำหนดรู้ซึ่งจิต ทำความสงบนิ่งเฉยอยู่ได้ดี เมื่อจิตสงบไปเอง คือ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย และไม่ทะเยอทะยานอยาก พร้อมทั้งความไม่อยากก็สงบระงับไปตามกัน กลับตั้งใจไว้ได้ในมัชฌิมาปฏิปทา คือ ตั้งใจไว้เป็นกลาง ไม่ตกใจกลัว และไม่กล้าเกินไป สม่ำเสมอพอเหมาะ พอดี เป็นหนึ่งอยู่ได้ ไม่เดือดร้อนในเรื่องนิมิตจะมีมาหรือไม่มีมาก็แล้วแต่เหตุผล หรือมีมาแล้วจะหายไปหรือไม่หายไปก็แล้วแต่เรื่องของเรื่อง “สันทิฏฐิโก” เป็นผู้เห็นเอง “อกาลิโก” ไม่เลือกกาล “เอหิปัสสิโก” มีเครื่องแสดงบอกให้รู้เห็นตามเป็นจริงอยู่อย่างนั้น “ปัจจัตตัง” รู้จำเพาะกับจิตตลอดไปฯ

เมื่อทรมานจิตให้ละพยศอันร้ายแล้วย่อมบำเพ็ญสมาธิ ดำเนินตามหนทางอริยมรรคได้ดี คือ

  • ทางดำเนินของสติก็ดำเนินได้สะดวกดีขึ้น
  • ทางดำเนินของสัมปชัญญะก็ดำเนินได้สะดวกดีขึ้น
  • ทางดำเนินของมัชฌิมาปฏิปทาก็ดำเนินได้สะดวกดีขึ้น
  • ทางดำเนินของทิฏฐุชุกรรมก็ทำความเห็นซื่อตรงดีขึ้น
  • ทางดำเนินแห่งการรวมจิต พร้อมทั้งสติสัมปชัญญะ ทั้งความเห็นก็รวมได้สะดวกดีขึ้น

ชื่อว่าดำเนินอริยมรรคได้ดี เรียกว่าญาตปริญญาวิธี ด้วยประการฉะนี้ ฯ

วิธีที่ ๒ ชื่อ ตีรณปริญญาวิธี

แปลว่า ใคร่ครวญตรวจตรองเหตุผลแห่งนิมิต

ในตีรณปริญญาวิธีที่ ๒ นี้เป็นหน้าที่ของนักปฏิบัติชั้นสมถกรรมฐานผู้ชำนาญในญาตปริญญาวิธีมาแล้ว มีหน้าที่จำเป็นต้องเจริญตีรณปริญญาวิธีต่อไปฯ

ในขณะเมื่อเจริญตีรณปริญญาวิธีนั้น นักปฏิบัติผู้ชำนาญย่อมเจริญในเวลารวมจิตได้แล้วและมีนิมิตมาปรากฏเฉพาะหน้าก่อนแต่จะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นักปฏิบัติผู้ชำนาญย่อมเจริญตีรณปริญญาวิธีให้ชำนาญก่อน คือ พิจารณาปฏิภาคนิมิตให้แตกฉาน ดังต่อไปนี้

ปฏิภาคนิมิตในที่นี้มี ๒ ประการ คือ

  • ปฏิภาคนิมิตภายนอก ได้แก่ รูปร่างกายของมนุษย์นอกจากตัวของเรา
  • ปฏิภาคนิมิตภายใน ได้แก่ รูปร่างกายของเราเอง

รวมปฏิภาคนิมิตมี ๒ ประการดังกล่าวนี้มีในตัวของมนุษย์ทุกคนตลอดโลก บังเกิดเป็นนิมิต ปรากฏขึ้นในเวลานั่งสมาธิ เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายผู้ไม่ชำนาญก็รู้ไม่เท่าและแก้ไม่ได้บ่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะเหตุว่าตัวปฏิภาคนิมิตทั้งหมดเป็นตัวกองทุกข์และอาสวะ กองกิเลสฯ

วิธีแก้ปฏิภาคนิมิต นักปฏิบัติผู้ชำนาญย่อมแก้ปฏิภาคนิมิตภายนอกก่อน คือ เมื่อเวลากำลังนั่งสมาธิภาวนารวมจิตได้แล้วบังเกิดเห็นนิมิตมาปรากฏต่อหน้าเป็นรูป เป็นรูปมนุษย์ผู้หญิงหรือรูปมนุษย์ผู้ชาย เป็นรูปเด็กเล็กหรือรูปหนุ่มสาวแสดงอาการแลบลิ้นปลิ้นตา หน้าบิดหน้าเบือน แปลกประหลาด น่าตกใจกลัว อาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม หรือแสดงอาการให้เห็นรูปคนตายก็ตามฯ

นักปฏิบัติผู้มีสติดีย่อมพลิกจิตของตน ทวนกลับเข้ามาตั้งสติ กำหนดจิตไว้ให้ดีแล้ววิตกถามด้วยในใจว่า “รูปนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง” จะแก่เฒ่าชรา ตายลงไปหรือไม่ เมื่อวิตกถามด้วยในใจดังนี้แล้วพึงหยุดและวางคำที่นึกนั้นเสีย กำหนดจิตให้รวมสนิท นิ่งพิจารณาด้วยความวางเฉยจนได้ความรู้แจ้งขึ้นเอง ปรากฏเห็นชัดซึ่งรูปนิมิตนั้นไม่เที่ยง แก่เฒ่าชราไปเอง ตลอดเพ่งให้ตายก็ตายลงเองตามอาการที่วิตกในใจนั้นๆทุกประการ

ต่อแต่นั้นจะวิตกในใจให้เห็นซึ่งรูปนิมิตที่ตายแล้วเปื่อยเน่า ตลอดแตกทำลายกระจัดกระจายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟไปตามธรรมดา ธรรมชาติ บ่อมได้ตามประสงค์ตลอดปลอดโปร่งทุกประการ

เว้นแต่จิตถอนจากสมาธิแล้ว หรือนึกคาดคะเน หรือนึกเดาเอาเองเท่านั้นจึงไม่สำเร็จสมประสงค์

อันนักปฏิบัติผู้ชำนาญจริงแล้วบ่อมไม่ใช้คาดคะเน และไม่นึกเดาเอา คือ ย่อมทำตามระเบียบวิธีที่ถูกต้องจริงๆ จึงสำเร็จตามประสงค์ฯ

วิธีแก้ปฏิภาคนิมิตภายใน

ในขณะเมื่อพิจารณาปฏิภาคนิมิตภายนอกได้ความชัดแล้ว ชื่อว่าแก้ปฏิภาคนิมิตภายนอกได้แล้ว อย่าหยุดเพียงแค่นั้น หรืออย่าพึงเป็นผู้ประมาททอดธุระเสีย ให้น้อมเอาจิตของตนทวนกระแสกลับเข้ามาพิจารณาในร่างกายของเราเองฯ

ในเบื้องต้น ถ้าจิตของตนไม่ปลอดโปร่ง คือ ไม่แลเห็นร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้พึงรวมเอาแต่จิตให้สนิทอยู่ก่อน เมื่อจิตของตนรวมสนิทดีแล้ว ในที่นี้ประสงค์ให้วิตกว่าศีลของเราบริสุทธิ์ดีแล้ว สมาธิของเราก็ตั้งมั่นดีแล้ว เมื่อมีศีลก็ต้องมีสมาธิ เมื่อมีสมาธิก็ต้องมีปัญญา

บัดนี้ ศีล สมาธิมีแล้ว ปัญญาเป็นอย่างไร เมื่อวิตกถามด้วยใจดังนี้แล้วพึงหยุดแลวางคำที่วิตกนั้นเสีย กำหนดจิตให้รวมสนิท นิ่งพิจารณาด้วยความวางเฉยจนกว่าได้ความรู้แจ้งขึ้นเอง ปรากฏเห็นชัดซึ่งผู้รู้ทั้งหลายชี้บอกว่าทางนี้เป็นทางรัก ทางนี้เป็นทางเกลียด ทางนี้เป็นทางมัชฌิมาปฏิปทา พร้อมทั้งแลเห็นเป็นทางโปร่งโล่งทั้ง ๗ ทางในขณะเดียวกัน ก็รู้ชัดได้ว่าปัญญาคือความเห็นชอบพร้อมทั้งความรู้ก็รอบคอบด้วยฯ

ต่อแต่นั้นพึงวิตกถามส่วนของร่างกายภายในร่างกายตนเองเป็นตอนๆไป ในตอนแรกพึงวิตกว่าร่างกายของเราเป็นอย่างไร เที่ยงหรือไม่เที่ยง จะแก่เฒ่าชราและแตกทำลาย เปื่อยเน่าลงไปเหมือนกันหรือไม่

เมื่อวิตกถามด้วยใจเช่นนั้นแล้วพึงหยุดและวางคำวิตกนั้นเสีย กำหนดจิตให้รวมสนิทนิ่ง พิจารณาด้วยความวางเฉยจนกว่าจะได้ความรู้แจ้งขึ้นเอง และแลเห็นชัดแจ้งประจักษ์ว่าร่างกายของเราแก่เฒ่าชรา และล้มตายลงไปในปัจจุบันทันใจในขณะนั้นสำเร็จสมประสงค์

ตอนที่ ๒ เมื่อวิตกถามด้วยในใจว่า อาการ ๓๒ ภายในร่างกายเราส่วนไหนตั้งอยู่อย่างไร มีลักษณะอาการเป็นอย่างไร หทัยวัตถุอยู่ที่ไหน ครั้นเมื่อวิตกถามด้วยในใจดังนี้แล้วพึงหยุดและวางคำวิตกนั้นเสีย กำหนดจิตให้รวมสนิทนิ่ง พิจารณาด้วยความวางเฉย จนกว่าจะได้ความรู้แจ้งขึ้นเองปรากฏเห็นชัดซึ่งดวงหทัยวัตถุตั้งอยู่ทรวงอกข้างซ้าย มีรูปร่างลักษณะคล้ายดอกบัวตูม มีหน้าที่ทำงานฉีดเลือดส่งไปเลี้ยงร่างกาย

เมื่อเห็นเครื่องภายในก่อนดังนี้ พึงพิจารณาเครื่องภายในให้ตลอด คือ พิจารณาม้ามว่าตั้งอยู่ตรงไหน มีรูปลักษณะอาการเป็นอย่างไร ให้วิตกถามด้วยในใจแล้วหยุดวางคำวิตกนั้นเสีย กำหนดจิตรวมให้สนิทนิ่งพิจาณาด้วยความวางเฉยจนกว่ารู้ขึ้นเองว่าม้ามตั้งอยู่ข้างซ้ายของหทัยวัตถุ มีรูปลักษณะคล้ายตับ มีสีแดง ส่วนตับนั้นตั้งอยู่ข้างขวาของดวงหทัยวัตถุ มีสีดำคล้ำ ปอดตั้งอยู่ทรวงอกเบื้องบน มีหน้าที่รับลมหายใจเข้าออก แลส่งไปเลี้ยงร่างกายทั่วสรรพางค์กาย

อันตัง ไส้ใหญ่ต่อจากลำคอลงไป มีกระเพาะอาหารสำหรับอาหารใหม่ ต่อจากกระเพาะอาหารใหม่ลงไปเรียกว่าลำไส้ใหญ่ ตั้งอยู่ในท้องของเรา เป็นขดๆมีไส้น้อยรัดรึง เรียกว่าสายรัดไส้

ต่อจากลำไส้ใหญ่มีกระเพาะอาหารเก่าสำหรับกากอาหาร ต่อจากกระเพาะอาหารเก่าลงไปเป็นทวารหนักสำหรับถ่ายอุจจาระฯ

เมื่อเห็นแจ้งขึ้นเองซึ่งเครื่องภายในชัดเจนตลอดแล้ว พึงพิจารณาอาการ ๓๒ เป็นอนุโลมปฏิโลม โดยปัจจัตตัง รู้จำเพาะกับจิต ไม่ใช่นึกไปตามตำราที่จำได้

นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมนึกวิตกถามผู้รู้ในเวลานั่งสมาธิรวมจิตสนิทดีแล้ว มีสติกำหนดจิตได้แล้ว พึงวิตกถามด้วยในใจว่าเกสา แปลว่า ผม ตั้งอยู่ที่ไหน มีรูปพรรณสัณฐานอย่างไร เมื่อวิตกถามแล้วพึงหยุดและวางคำถามนั้นเสีย มีสติ รวมจิตให้สนิท นิ่งพิจารณาด้วยความวางเฉยจนปรากฏเห็นชัดขึ้นเองว่าผมอยู่บนศีรษะ มีสีดำคล้ำ รูปพรรณสัณฐานเป็นเส้นยาวๆ แก่แล้วหงอกขาว ตายแล้วลงถมแผ่นดิน

โลมา แปลว่า ขน เกิดอยู่ตามขุมขน มีทั่วร่างกาย ครั้นเมื่อเราตายถมแผ่นพระธรณี นขา แปลว่า เล็บ มีอยู่ที่ปลายนิ้ว ทั้งตีนทั้งมือ ทุกคนย่อมถือว่าเล็บของตน สิ้นชีพวายชนม์ลงถมแผ่นดิน ทันตา แปลว่า ฟัน ในปากของเรา ครั้นเมื่อแก่เฒ่า ฟันเราโยกคลอน หนักเข้าหลุดถอน ลงถมแผ่นดิน ตโจ แปลว่า หนัง หุ้มร่างกายเรา ตายแล้วถูกเผา ถมแผ่นพระธรณีฯ

ครั้นเมื่อพิจารณา ปรากฏเห็นเอง แจ้งประจักษ์ใจตามความเป็นจริงในมูลกรรมฐานนี้แล้ว ชื่อว่าพิจารณาเป็นอนุโลม พึงพิจารณาย้อนกลับเป็นปฏิโลม กลับไปกลับมาให้ชำนาญดีแล้วจึงพิจารณาเป็นลำดับต่อไปอีกว่า มังสัง แปลว่า เนื้อ มีหนังหุ้มอยู่รอบ จะแลดูด้วยตาย่อมไม่เห็น เมื่อเราพิจารณาดูซึ่งเนื้อ จำเป็นต้องถลกหนังนี้ออกให้หมดเสียก่อนจึงจะพิจารณาดูซึ่งเนื้อให้เห็นจริงแจ้งประจักษ์ได้ แต่จะต้องถลกออกด้วยอุบายปัญญา

ครั้นพิจารณาเห็นดังนั้นแล้ว พึงทำในใจด้วยอุบายที่ชอบ คือ มีสติยกจิตขึ้นเพ่งให้หนังเลิกออกไป ตั้งแต่หนังศีรษะเป็นต้นไปโดยลำดับ ตลอดถึงหนังพื้นเท้าเป็นที่สุด เสร็จแล้วเอากองไว้ที่พื้นแผ่นดิน

เมื่อเพ่งพิจารณาให้หนังเลิกออกไปหมดแล้ว ก็แลเห็นกล้ามเนื้อเป็นกล้ามๆทั่วสรรพางค์กาย จึงตั้งสติ กลับจิตให้รวมสนิท แล้วยกจิตขึ้นเพ่งให้กล้ามเนื้อหลุดออกจากกระดูกหมดทุกกล้าม ตลอดทั่วสรรพางค์กาย ตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดิน

เมื่อกล้ามเนื้อหลุดออกจากโครงกระดูกหมดแล้ว ก็แลเห็นเส้นเอ็นอย่างกระจ่างแจ้งว่าเส้นเอ็นทั้งหลายรัดรึงโครงกระดูกให้ติดกันอยู่ได้

เพื่อจะพิจารณาให้เส้นเอ็นหลุดจากโครงกระดูกนั้น จึงพลิกจิตให้กลับรวมสนิทดีแล้ว ยกจิตขึ้นเพ่งให้เส้นเอ็นทั้งหลายหลุดจากโครงกระดูกหมดทุกเส้น

เมื่อเส้นเอ็นหลุดจากโครงกระดูกหมดแล้ว ก็แสดงให้แลเห็นโครงกระดูกได้อย่างกระจ่างแจ้งฯ

เมื่อเห็นโครงกระดูกแจ่มแจ้ง แต่เครื่องภายในโครงกระดูกยังมีอยู่ พึงกระทำพิธีพิจารณาให้เครื่องภายในโครงกระดูกนั้นหลุดออกไปก่อน แล้วจึงพิจารณายกจิตขึ้นเพ่งให้โครงกระดูกหลุดออกเมื่อภายหลังฯ

วิธีพิจารณาให้เครื่องภายในหลุดออกจากโครงกระดูก ให้มีสติพลิกจิต กำหนดรวมจิตให้สนิทแน่วแน่คล้ายยกจิตขึ้นเพ่งให้เครื่องภายในหลุดออกจากโครงกระดูกทีละอย่างๆ คือ เพ่งม้ามให้ม้ามหลุดออกไป เพ่งหทัยวัตถุให้หทัยวัตถุหลุดออกไป เพ่งตับให้ตับหลุดออกไป เพ่งพังผืดให้พังผืดหลุดออกไป เพ่งไตให้ไตหลุดออกไป เพ่งปอดให้ปอดหลุดออกไป เพ่งลำไส้ใหญ่ให้ลำไส้ใหญ่หลุดออกไป เพ่งไส้น้อยให้ไส้น้อยหลุดออกไป เพ่งอาหารใหม่ อาหารเก่าให้อาหารใหม่ อาหารเก่าหลุดออกไป

เมื่อเครื่องภายในโครงกระดูกหลุดออกไปหมดแล้ว ธาตุน้ำทั้งหลายมีน้ำเลือด น้ำเหลือง เป็นต้น มีน้ำมูตรเป็นที่สุดก็หลุดออกจากโครงกระดูกตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดินฯ

เมื่อมีสติ เพ่งพิจารณาให้เครื่องภายใน ภายนอกหลุดออกจากโครงกระดูกหมดแล้วก็แสดงให้เห็นโครงกระดูกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งข้างใน ข้างนอก จึงพิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม ปฏิโลมต่อไปฯ

วิธีพิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม

พึงมีสติ กำหนดจิตให้รวมสนิทดีเรียบร้อยก่อน แล้วยกจิตขึ้นเพ่งพิจารณา กำหนดให้รู้โครงกระดูกโดยลำดับตั้งแต่เบื้องบนลงไปถึงที่สุดเบื้องต่ำ คือ เพ่งพิจารณาดูกระดูกกะโหลกศีรษะ แลกำหนดให้รู้แจ้งว่ากระดูกกะโหลกศีรษะนี้เป็นแผ่นโค้งเข้าหากัน มีฟันเกาะกันไว้เป็นกะโหลกอยู่ได้ กระดูกคอเป็นข้อๆและเป็นท่อนๆสวมกันไว้เป็นลำดับลงไป กระดูกหัวไหล่ กระดูกไหปลาร้าต่อออกจากระหว่างกระดูกคอทั้ง ๒ ข้าง กระดูกแขนทั้ง ๒ แขน กระดูกศอกทั้ง ๒ ศอก กระดูกข้อมือ เป็นกระดูกฝ่ามือ กระดูกนิ้วมือทั้ง ๑๐ นิ้ว กระดูกซี่โครงทั้ง ๒๔ ซี่ กระดูกสันหลังเป็นข้อๆและเป็นท่อนๆสวมกันไว้เป็นลำดับลงไปตั้งแต่กระดูกคอตลอดถึงกระดูกบั้นเอว กระดูกตะโพก กระดูกโคนขา กระดูกเข่า กระดูกแข้ง กระดูกข้อเท้า เป็นกระดูกฝ่าตีน กระดูกนิ้วเท้าทั้ง ๑๐ นิ้ว พิจารณาโดยลำดับอย่างนี้ เรียกว่าพิจารณาเป็นอนุโลม

เมื่อพิจารณาย้อนกลับเป็นปฏิโลม ดังต่อไปนี้ฯ

วิธีพิจารณาโครงกระดูกเป็นปฏิโลม

พึงมีสติ กำหนดจิตให้รวมสนิทเป็นหนึ่งตลอดไป ยกจิตขึ้นเพ่งพิจารณากำหนดรู้โครงกระดูกย้อนกลับเป็นปฏิโลมตั้งแต่เบื้องต่ำลำดับขึ้นไปจนถึงที่สุดเบื้องบน คือ เพ่งพิจารณาให้รู้ ให้เห็นกระดูกนิ้วตีนทั้ง ๑๐ นิ้วตลอด แล้วเพ่งพิจารณาดูให้รู้ ให้เห็นกระดูกฝ่าเท้า กระดูกข้อเท้า กระดูกแข้ง กระดูกเข่า กระดูกโคนขา กระดูกตะโพก กระดูกบั้นเอว กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง กระดูกหัวไหล่ กระดูกไหปลาร้า กระดูกแขน กระดูกศอก กระดูกข้อมือ กระดูกฝ่ามือ กระดูกนิ้วมือ กระดูกคอ กระดูกกะโหลกศีรษะ พิจารณาย้อนกลับตั้งแต่เบื้องต่ำตลอดขึ้นไปจนถึงเบื้องบน อย่างนี้เรียกว่าพิจารณาเป็นปฏิโลม

พิจารณารวมศูนย์กลาง เป็นจุดหมายที่ตั้งมั่น

เมื่อพิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม ปฏิโลม ถอยลง ถอยขึ้นรอบคอบตลอดแล้วพึงพิจารณารวมศูนย์กลางที่ท่ามกลางอก ดังต่อไปนี้

พึงมีสติ รวมจิต พร้อมทั้งความคิด ความเห็นที่ได้พิจารณาเห็นโครงกระดูกตั้งแต่เบื้องบนลงไปถึงเบื้องล่าง ตั้งแต่เบื้องล่างย้อนกลับขึ้นมาจนถึงเบื้องบนรอบคอบตลอดแล้วนั้น ทวนกระแสรวมเข้าตั้งไว้ในท่ามกลางอก มีสติพิจารณาให้รู้แจ้งว่าร่างกายนี้ก็เป็นแต่เพียงสักว่ากาย ถ้าไม่มีใจครองก็ไม่รู้สึก รู้นึก รู้คิด และเคลื่อนไหวไปมาไม่ได้ มีวิญญาณจิตดวงเดียวเท่านั้นเป็นใหญ่ในชีวิตของเรา ร่างกายทั้งสิ้นนี้ก็อยู่ใต้อำนาจแห่งจิตดวงนี้ ฯ

เพราะฉะนั้น จำเป็นเราต้องรวมเอาดวงจิตของเราเข้าตั้งไว้ให้เป็นเอกจิต เอกธรรม เอกมรรค คือ ให้เป็นจิตดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ที่ทรวงอก

วิธีที่ ๒ ดังกล่าวมานี้เรียกว่าเจริญตีรณปริญญาวิธี จบเท่านี้ฯ

วิธีที่ ๓ เจริญปหานปริญญาวิธี

แปลว่า ละ หรือวางนิมิตได้ขาด

(อาจารย์อธิบายตรงนี้)

นักปฏิบัติในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีเพียรเพ่งอยู่ และมีประสงค์จะบำเพ็ญตนให้ก้าวสู่โลกุตรธรรม จึงจำเป็นต้องเจริญปหานปริญญาวิธีต่อไป

การเจริญปหานปริญญาวิธีย่อมเจริญด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ๓ ประการ คือ

  • วิปัสสนานุโลม ใช้บริกรรมภาวนาอนุโลมเข้าหาวิปัสสนาวิธี ฯ
  • วิปัสสนาสุญญตวิโมกข์ ใช้บริกรรมภาวนาดับสัญญาให้ขาดสูญ ฯ
  • วิปัสสนาวิโมกขปริวัติ ใช้บริกรรมภาวนาวิปัสสนาญาณวิธีให้เต็มรอบ ระงับนิมิตให้ขาด ถอนอุปาทานขันธ์ ตลอดถอนตัณหาทั้งโคน ฯ

บัดนี้ จะกล่าวภูมิจิตแห่งนักปฏิบัติที่สมควรได้เจริญวิปัสสนาทั้ง ๓ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อผู้ปฏิบัติจะได้ปฏิบัติถูก คือ

  • นักปฏิบัติบางคนหรือบางองค์เมื่อนั่งสมาธิภาวนารวมจิตสนิทได้ดี แต่มีปีติแรงกล้าบังเกิดขึ้นทับถมกลบเกลื่อนดวงใจ จะยกจิตขึ้นพิจารณาอะไรก็ไม่สะดวก จำเป็นต้องใช้บริกรรมภาวนาวิปัสสนานุโลมว่า “ขยวยธมฺมา สงฺขารา” หรือ “ขยธมฺมา วยธมฺมา สงฺขารา” เป็นต้น
  • นักปฏิบัติบางคนหรือบางองค์เมื่อนั่งสมาธิภาวนารวมจิตก็สนิทได้ดีเหมือนกัน แต่เมื่อบังเกิดมีนิมิตขึ้นมาเหลือวิสัยที่จะแก้ไขได้ กลายไปเป็นสัญญาเนื่องอยู่ในจิต ระงับไม่ได้ จำเป็นต้องเจริญวิปัสสนาสุญญตวิโมกข์ ใช้บริกรรมภาวนาว่า “สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา” เป็นต้น ฯ
  • นักปฏิบัติผู้มีภูมิจิตสูงได้เจริญญาตปริญญาวิธี และได้เจริญตีรณปริญญาวิธีจนตลอดดังกล่าวแล้ว ชื่อว่ามีภูมิจิตสูง ก้าวล่วงวิปัสสนานุโลมและวิปัสสนาสุญญตวิโมกข์แล้ว ควรได้เจริญวิปัสสนาวิโมกขปริวัติต่อไปฯ

วิธีเจริญวิปัสสนาวิโมกขปริวัติ

ในขณะเมื่อตรวจค้นปฏิภาคนิมิต เลิกถอนเครื่องภายใน ภายนอกออกหมดแล้ว ยังเหลือแต่โครงกระดูกเปล่า และได้พิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม ปฏิโลมรอบคอบตลอดแล้ว ได้รวมจิตให้สนิทตั้งมั่นที่ทรวงอกดีแล้ว มีสติยกจิตขึ้นเพ่งซึ่งโครงกระดูกนั้นด้วยอุบายปัญญาซึ่งบังเกิดขึ้นเองว่าโครงกระดูกทั้งสิ้นนี้เป็นของไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ชื่อว่าเห็นอนัตตาด้วยในใจของตนเอง และเห็นเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์แน่แก่ใจแล้ว ยกบริกรรมวิปัสสนาวิโมกขปริวัติขึ้นบริกรรมภาวนาว่า

“สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา ทุกฺขา”

ให้บริกรรมภาวนานึกอยู่ในใจอย่างเดียวไม่ออกปาก และไม่ให้มีเสียง มีสติกำหนดจิต เพ่งด้วยความนิ่งและวางเฉยจนกว่าจะปรากฏเห็นโครงกระดูกนั้นหลุดถอนจากกัน ตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดินฯ

เมื่อปรากฏเห็นแจ้งชัดว่าโครงกระดูกนั้นหลุดออกจากกัน ตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดินหมดแล้ว พึงมีสติยกจิตขึ้นเพ่ง และบริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัติอีกว่า

“สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา ทุกฺขา”

ให้นึกอยู่ในใจอย่างเดียวจนกว่าจะปรากฏเห็นชัดว่าเครื่องอวัยวะทุกส่วนที่ตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดินนั้นได้ละลายกลายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟไปเองหมดแล้วฯ

เมื่อจะระงับสัญญาที่หมายพื้นแผ่นปฐพี พึงมีสติยกจิตขึ้นเพ่งบริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกปริวัติดังกล่าวแล้วฯ

เมื่อจะระงับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ให้บริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัติแบบเดียวกัน ตลอดระงับอรูปฌานทั้ง ๔ ก็ใช้บริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัติแบบนี้ตลอดไปฯ นี้แลชื่อว่าได้เจริญปหานปริญญาวิธีฯ

ในตอนสุดท้ายนี้ขอเตือนไว้ว่า ในเวลาได้ใช้คำบริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัตินี้ พิจารณาให้โครงกระดูกละลายไปเองแล้วก็ดี และได้พิจารณาให้เครื่องอวัยวะต่างๆที่ตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดินนั้นละลายกลายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลมไปแล้วก็ดี ตลอดได้เพ่งพิจารณาให้พื้นแผ่นดินละลายไปเองแล้วก็ดี พึงเป็นผู้มีสติบริบูรณ์ กำหนดเอาจิตของตนไว้ให้รวมสนิทเป็นเอกจิต เอกธรรม เอกมรรค คือเป็นหนึ่งอยู่กับที่ตลอดไป อย่าพึงเป็นผู้ประมาททอดธุระปล่อยจิตของตนให้ฟุ้งซ่านไปฯ

เมื่อได้บำเพ็ญข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนาดังกล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมแลเห็นอานิสงส์แห่งการปฏิบัติพระพุทธศาสนามาก ไม่มีประมาณ ชื่อว่าได้ถึงพระไตรสรณคมน์อันแท้จริง ส่วนที่ยิ่งกว่านี้ยังมีอยู่อีกฯ

พระไตรสรณคมน์ย่อ เล่ม ๑ จบเท่านี้ฯ

[1] จิตในภวังค์เป็นจิตมืดเพราะมีอวิชชาหุ้มห่อ ครั้นมีสติตามทันในขณะนั้นจิตย่อมหายมืดและเป็นสมาธิ ถ้าสติตามไม่ทันย่อมหลับไปชั่วขณะหนึ่งแล้วสะดุ้งตื่นขึ้นและออกจากภวังค์ เพราะฉะนั้นต้องทำสติให้แข็งแรง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s