ก้อนอิฐบนกำแพงที่กั้นแบ่งสังคมไทย ตอนที่ ๒


ก้อนอิฐบนกำแพงที่กั้นแบ่งสังคมไทย ตอนที่ ๒

คุณ โทษ และทางออกของสารพัดมาตรการ

๘๓ ปีมาแล้วที่ประเทศไทยนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในการปกครองประเทศ อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่เคยมีอยู่ในมือพระมหากษัตริย์ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ อำนาจบริหารอยู่ในมือสามัญชนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล อำนาจนิติบัญญัติอยู่ในมือสามัญชนที่ได้รับการเลือกตั้งและแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภา และอำนาจตุลาการอยู่ในมือผู้พิพากษา ข้าราชการประจำในสังกัดกระทรวงตุลาการที่ตัดสินคดีความต่างๆในพระนามาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์

๘๓ ปีที่ผ่านมา อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติกลายเป็นสมบัติผลัดกันชมของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่เข้าถึงอำนาจ จากผู้นำกองทัพสู่มือข้าราชการและปัญญาชน จากนั้นก็มาถึงยุคที่พ่อค้า นักธุรกิจ กลุ่มทุนรับเหมา กลุ่มทุนกินแบ่งเข้ามาซื้อเซ้งอำนาจโดยใช้ช่องทางต่างๆกัน เช่น การเลือกตั้ง สมาคม/องค์กรต่างๆ ฯลฯ ก้อนเค๊กถูกตัดแบ่งลงตัวบ้าง ไม่ลงตัวบ้างก็ว่ากันไป จนกระทั่งเข้าสู่ยุคกลุ่มทุนกินรวบผูกขาดอำนาจ กลุ่มทุนกินรวบสามารถทำให้ก้อนเค๊กมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว แต่เค๊กก้อนมหึมานั้นถูกกลุ่มทุนกินรวบเหมากินคนเดียวจนหมด ไม่มีน้ำจิตน้ำใจหลงเหลือ แบ่งปันให้ใคร กลุ่มทุนกินรวบมองคนรอบข้างดั่งสุนัขจรจัด หิวโซ และรอคอยอย่างซื่อสัตย์ เพียงโยนเศษครีม เศษขนมปังชิ้นเล็กๆให้เหล่าสุนัขผอมโซแย่งชิงกันกินก็ถือเป็นบุญคุณมากแล้ว ปัญหาจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะบรรดาสุนัขสายพันธุ์ มีเพ็ดดีกรีการันตี ที่เคยมีชีวิตหรูเลิศ กินอิ่ม นอนหลับ ในบ้านหลังงาม บัดนี้ กลับต้องอยู่อย่างอดสู ถูกกดขี่ มีเพียงเศษครีม เศษขนมปังชิ้นเล็กๆเป็นเครื่องประทังความหิว ใครเล่าจะยินยอมพร้อมใจ ใครเล่าจะทานทนได้ กลุ่มทุนกินรวบที่เต็มไปด้วยความตะกละตระกลาม ละโมบโลภมากจึงถูกสุนัขมีเพ็ดดีกรีแต่ยามนี้ตกอับรุมกัดจนต้องหลบหนีเตลิดเปิดเปิง เหล่าสุนัขสายพันธุ์ดีมีเพ็ดดีกรีมองบรรดาสุนัขพันทางด้วยสายตาอันเหยียดหยาม บัดนี้ แม้แต่เศษครีม เศษขนมปังก็ไม่มีหลงเหลือให้บรรดาสุนัขพันทางได้กัดกินประทังหิว สุนัขพันธุ์แท้ ชาติตระกูลดี มีเพ็ดดีกรีการันตีกับแล้งน้ำใจเสียยิ่งกว่าเจ้านายเดิมที่ต้องหลบหนีกระเจิดกระเจิง หัวซุกหัวซุนไปหาบ้านใหม่อยู่ สุนัขพันทางบางตัวจึงเริ่มก่อหวอด รวมตัวกันแสดงพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง ฮึดขึ้นสู้ ไม่กล้วแม้ร็อดไวเลอร์ เยอรมันเชพเพิร์ด ฯลฯ จึงแย่งชิงเศษครีม เศษขนมปังมากินประทังหิวได้บ้าง นี่คือภาพสะท้อนการเมืองไทยในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา และภาพล่าสุด ๑ ปีประชาธิปไตยไทยในช่องแช่แข็ง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

มหากาพย์พลังงานไทย

ช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเติบโตขยายตัว โลกต้องเผชิญกับวิกฤติพลังงาน ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงต่อเนื่อง หลายประเทศเตรียมแผนสำรองด้วยการขับเคลื่อน ผลักดันโครงการพลังงานทดแทนจากแหล่งพลังงานสะอาด เช่น แสงแดด ลม น้ำ เป็นต้น จนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ราคาพลังงานก็ทำท่าว่าจะลดลงแล้วก็ดีดกลับตามการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว จนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำซ้อน ตรงนั้นที ตรงนี้ที เศรษฐกิจโลกไปต่อไม่ไหวแล้ว ราคาพลังงานจึงกลับทิศเข้าสู่ช่วงขาลงตั้งแต่ปี ๒๐๑๔ เป็นต้นมา แต่ไม่ใช่ราคาพลังงานในประเทศไทย เพราะประเทศไทยนั้นเป็นผู้นำเข้าพลังงานมาจากต่างประเทศ ราคาพลังงานถูกรัฐบิดเบือนมานาน ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง คนไทยจึงต้องใช้พลังงานราคาแพงกันต่อไป นรม.๒๙ เคยกล่าวถึงนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลทหารเอาไว้เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ว่าท่านคิดจะส่งเสริมให้มีโรงงานกำจัดขยะให้มากขึ้นและจะใช้ขยะผลิตไฟฟ้า (สวีเดนประสบความสำเร็จมาแล้วในการกำจัดขยะด้วยการนำขยะมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สวีเดนกลายเป็นประเทศที่ไร้ขยะ ต้องนำเข้าขยะราว ๘ แสนตันจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงไฟฟ้า) ส่วนราคาก๊าซแอลพีจีนั้นจำเป็นต้องขึ้น ทยอยขึ้นไปตามขั้นบันได เพราะต้องไปเจอราคาที่แท้จริง ไม่อย่างนั้นจะบิดเบือนราคากลไกของน้ำมันเชื้อเพลิงหมด ดังนั้น ต้องยอมรับกันบ้าง ไม่อย่างนั้นมันจะเสียหาย วันหน้าไปไม่ได้ วันนี้
ถ้ารัฐบาลดูแลไปเรื่อยๆ อุดหนุนกันหมด วันข้างหน้าประเทศจะไปกันอย่างไร เดินหน้าไม่ได้เลย

ราคาพลังงาน นโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลจึงเป็นจุดเสี่ยง มีความเปราะบางเป็นอย่างยิ่งจุดหนึ่งของรัฐบาล เพราะราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนคนไทยทุกคน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ผูกขาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยไว้ในมือก็คือ ปตท. รัฐวิสาหกิจที่นักธุรกิจการเมืองจับจ้องตาเป็นมัน มุ่งหวังแสวงประโยชน์จากการเข้าถึงอำนาจรัฐด้วยการแปรรูปปตท.เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เปิดช่องเอกชน คนมีเงินได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจผูกขาดนี้ ทำกำไรหลายเด้งหลายต่อจากราคาหุ้น เงินปันผล ฯลฯ ข้าราชการเองก็มุ่งหวังรับส่วนแบ่งก้อนงามจากนักการเมืองที่มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการบริษัทในโควต้ากระทรวงคลัง ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ถือหุ้นรายย่อย ฯลฯ นักธุรกิจ ภาคเอกชนก็มุ่งหวังส่วนลดหรือสิทธิพิเศษจากการเข้าไปถือหุ้นหรือร่วมทุนกับ ปตท.ด้วยเช่นกัน ดังนั้น พลังงานจึงเป็นขุมทรัพย์ก้อนใหญ่ที่ใครต่อใครต่างหมายปอง ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องปฏิรูปพลังงานตามมา ชุดข้อมูลที่ภาครัฐ ปตท.นำเสนอกับชุดข้อมูลที่ภาคประชาชนนำเสนอแทบจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน แต่สรุปประเด็นความขัดแย้ง ความคิดที่แตกต่างกันแล้วก็มีไม่กี่ข้อ หากเคลียร์กรอบแนวคิดให้ถูกต้องตรงกันได้ เรื่องอื่นๆ ประเด็นปลีกย่อยก็คุยกันง่าย เช่น

  • พลังงานเป็นของใคร ของคนไทยหรือเปล่า พลังงานไทยทำไมไม่ให้คนไทยใช้ก่อน ทำไมคนไทยต้องใช้พลังงานไทยในราคาตลาดโลก แล้วอุตสาหกรรมปิโตรเคมีล่ะ ทำไมไม่ใช้ราคาตลาดโลก
  • จะทำอย่างไรกับสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุ ต่อสัมปทาน จ้างผลิต แบ่งปันผลผลิต ฯลฯ
  • พลังงานไทยในอนาคตจะเดินไปในทิศทางไหน กระแสโลกเขาไม่เอาแล้วถ่านหิน นิวเคลียร์ เขาหันไปหาแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานสะอาดอื่นๆกันหมดแล้วๆข้าราชการไทยจะหน้าด้าน หน้ามึนไปถึงไหน ในเมื่อความมั่นคง ความยั่งยืนที่แท้จริงคือ solar rooftop แล้วข้าราชการไทยจะเบี่ยงเบนประเด็นไปหา solar farm หาพระแสงของ้าวอะไรอีก มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงอะไรหรือเปล่า

ข้ออ้างที่คลาสสิคมากข้อหนึ่งที่ กฟผ.ใช้เป็นเหตุผลหลักในการผลักดันโรงไฟฟ้าแม่เมาะคือต้นทุนที่ต่ำกว่า ภาคประชาชนก็มักเถียงว่าเป็นเพราะต้นทุนที่กฟผ.เอ่ยอ้างนั้น ไม่รวมตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อมลงไปด้วยน่ะสิ เหมืองถ่านหิน โรงไฟฟ้าถ่านหินไปอยู่ตรงไหนก็หายนะตรงนั้น ดูแม่เมาะเป็นตัวอย่างสิ

๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ศาลปกครองเชียงใหม่พิพากษาว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ปล่อยมลพิษจากฝุ่นละอองและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สร้างปัญหาให้ชาวบ้านล้มป่วยและเสียชีวิต แต่ชาวบ้าน ๔๗๗ คนกลับได้รับค่าเสียหายเพียง ๑๓๑ คน ชาวบ้านต้องต่อสู้คดีอย่างยืดเยื้อจนคดีหมดอายุความ ชาวบ้านบางส่วนจึงไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ค่าชดเชยที่ชาวบ้านได้รับก็ไม่ได้เยอะแยะมากมายอะไร ราคาของความเจ็บไข้ได้ป่วย ตายผ่อนส่งอยู่ที่รายละ ๒๐,๐๐๐ – ๒๔๐,๐๐๐ บาท รวม ๒๕ ล้านบาท(ไม่รวมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี) บางครอบครัวที่ต้องสูญเสียบิดาไปด้วยโรคมะเร็งสมองและไซนัส ต้องย้ายบ้านออกจากแม่เมาะไปอยู่ที่อื่น ลูกอายุแค่ ๑๐ ขวบก็ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบเรื้อรัง ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมากแต่กลับได้รับเงินชดเชยเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่าเงินชดเชยที่ กฟผ.จ่ายให้กับผู้เสียหายนั้นยังต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มาก

คดีแม่เมาะที่มีคำพิพากษาจากศาลฎีกาออกมาแล้ว จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าถ่านหินสะอาดนั้นไม่มีอยู่จริง ถ่านหินมีแต่หายนะ ได้ไม่คุ้มเสีย เป็นสิทธิอันชอบธรรมของคนในชุมชนที่จะลุกขึ้นสู้ ต่อต้านโครงการรัฐที่จะนำมาซึ่งหายนะของชุมชน คนในชุมชน เลี่ยงได้ควรเลี่ยง เลิกได้ก็ควรเลิก ยังมีพลังงานทางเลือกอื่นอีกมากมายที่ปลอดภัยกว่านี้ เมื่อนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ว่ากระทรวงพลังงานยังมีนโยบายเดินหน้าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ รัฐบาลก็ควรอนุมัติและใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เพื่อมีคำสั่งให้ผู้จัดทำแผนพลังงาน ผู้อนุมัติแผนพลังงาน นายสุนชัย คำณูนเศรษฐ์(ผู้ว่ากฟผ.) และนายณรงค์ชัย อัครเศรณีและครอบครัว ในฐานะผู้ผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ต้องพักอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ กฟผ.จัดเตรียมไว้ให้บริเวณโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่น้อยกว่า ๒๔๐ วันต่อปีเป็นเวลา ๒๐ ปี โดยบุคคลที่มีรายชื่อตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๔๔ ไม่มีสิทธิเรียกร้องขอเงินชดเชยหากมีปัญหาด้านสุขภาพเกิดขึ้นเพราะถ่านหินสะอาด ไม่ทำให้ท่านมีเจ็บป่วยแน่นอน

เมกะโปรเจ็กต์ ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์โดนขวาง รถถังถากทางหนทาง

คุณค่าแท้จริงของสารพัดโครงการเมกะโปรเจ็กต์นั้นก็เพื่อความสงบร่มเย็นเป็นสุขของคนไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทำมาค้าขึ้น สัญจรไปมาสะดวกรวดเร็ว ใครๆก็อยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศด้วยกันทั้งนั้น นี่คือคุณค่าแท้จริงของสารพัดโครงการเมกกะโปรเจ็กต์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำ หรือจะเป็นโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายต่างๆก็ตาม นี่คือผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนคนไทย โดยมีคุณค่าเทียมเป็นผลประโยชน์แอบแฝงที่ผู้อนุมัติโครงการและผู้เกี่ยวข้องกับสารพัดโครงการจะได้รับจากการแบ่งเค๊กก้อนโตกัน มากบ้าง น้อยบ้างสุดแท้แต่เส้นสายทางการเมืองของผู้เข้าถึงอำนาจและผู้ประกอบการแต่ละราย ดังนั้น ไม่ว่าใครก้าวมาเป็นรัฐบาล มีอำนาจบริหารประเทศอยู่ในมือก็มักจะทำเหมือนๆกันด้วยการสานต่อนโยบาย ผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ จากกระแสต่อต้านที่เคยดังเซ็งแซ่ในสมัยรัฐบาลก่อนว่ากู้มากินบ้าง กู้มาโกงบ้าง วิธีการไม่เหมาะสมบ้าง จังหวะเวลาไม่เหมาะสมบ้าง รายละเอียดของโครงการไม่เหมาะสมบ้าง ทำไปแล้วไม่คุ้ม-ขาดทุนแน่นอนบ้าง จึงเงียบกริบเพราะผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ในมือกลุ่มทุนกินรวบแต่เพียงผู้เดียวอีกแล้ว คราวนี้ผลประโยชน์ทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มทุนกินแบ่ง เทคโนแครตฝ่ายตรงข้าม จึงไม่มีเสียงคัดค้านใดๆเล็ดลอดออกมาอีกต่อไป กลุ่มทุนกินรวบก็ไม่คัดค้านเพราะถือหุ้นผ่านนอมินีในกลุ่มทุนกินแบ่งเหล่านั้นเอาไว้แล้วเช่นกัน จะมาก จะน้อยก็ได้รับส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้ด้วยเช่นกัน แล้วคนไทยล่ะได้อะไร

รถไฟฟ้าสายต่างๆในกรุงเทพหากเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ธุรกิจก็เป็นไปด้วยดีมีกำไร ผลประโยชน์จะตกถึงมือรัฐมากน้อยแค่ไหนก็สุดแท้แต่เงื่อนไขในสัญญา คนกรุงเทพก็เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น หากรัฐจะเป็นเจ้าของระบบรางแม้รัฐจะกู้เงินมาลงทุนก็คุ้มเพราะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้รางของเอกชน รวมถึงรายได้จากค่าสัมปทานเดินรถ และส่วนแบ่งรายได้จากผลกำไรจากผู้ประกอบการ ฯลฯ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ว่าไทยกับจีนจะร่วมมือกันทำรถไฟความเร็วปานกลาง ๒ เส้นทาง คือ “หนองคาย – แก่งคอย – มาบตาพุด” และ “แก่งคอย – กรุงเทพฯ” ดังนั้น ไทยก็จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียนที่สามารถเชื่อมต่อจากจีน-ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ได้ เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างไทย-พม่า-อินเดีย ไทย-กัมพูชาก็อยู่ในแผนที่สามารถเป็นไปได้เช่นกัน

ไม่มีใครเถียงเรื่องประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ความคุ้มค่าของรถไฟทางคู่ซึ่งประเทศไทยควรมี รัฐบาลควรทำมาตั้งนานแล้ว แต่สำหรับรถไฟความเลวสูงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลที่แล้วเจอตั้งคำถามทั้งในเรื่องเส้นทางที่จะทำว่ารถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพ-เชียงใหม่มันเชื่อมต่ออาเซียนตรงไหน และทำแล้วเจ๊งจะทำไปทำไม ในเมื่ออัตราค่าโดยสารรถไฟความเลวสูงมันแพงกว่าค่าโดยสารเครื่องบิน แล้วใครเขาจะขึ้นรถไฟความเลวสูง ตอนจะทำก็ต้องกู้เงินเขามาทำ ทำเสร็จก็ต้องหาเงินมาอุดหนุน โปะขาดทุนอีก คนไทยซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง สุดท้ายก็กลายเป็นว่าทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ผลักดันไปติดกำแพง/กระแสต้าน ทหารสานต่อ-สบช่องซิกแซ็ก แบ่งเค๊กลงตัว อิ่มแปล้พุงกางกันทุกฝ่าย ประชาชนจ่ายอานทั้งหนี้บริหารน้ำ หนี้จำนำข้าว หนี้ค่าก่อสร้างรถไฟความเลวสูง หนี้โปะขาดทุนสารพัดโครงการกู้มาโกงของสารพัดรัฐบาลหลากหลายที่มา

คุณค่าแท้/เทียมของนโยบายรัฐ

อำนาจนำมาซึ่งผลประโยชน์ การทุจริตคอรัปชั่นแทบจะกลายเป็นของที่มาคู่กันกับอำนาจ การทุจริตคอรัปชั่นที่พบเห็นกันชนชินตา คุ้นเคยกันมากที่สุดก็คือการกินสินบาทคาดสินบน แต่การทุจริตคอรัปชั่นไม่ได้มีเพียงแค่นั้น การใช้อำนาจ เส้นสายภายในวิ่งเต้นเพื่อบิดเบือนการตัดสินใจก็เป็นการทุจริตคอรัปชั่นอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเต้นเล่นเส้นสายเพื่อสอบเข้ารับราชการ โยกย้ายข้าราชการที่เป็นข่าวออกสื่อกันทุกปีในช่วงฤดูกาลโยกย้าย แต่งตั้งข้าราชการ การทุจริตคอรัปชั่นอีกระดับหนึ่งซึ่งคนไทยยังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนักในอดีต แต่ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดในยุคปัจจุบันที่สังคมตื่นรู้ ตื่นตัวทางการเมืองกันมากขึ้นก็คือการทุจริตเชิงนโยบาย สิ่งที่เราเรียกกันว่าระบอบทักษิณก็พินาศพังพิณฑ์เพราะสิ่งที่เรียกว่าการทุจริตเชิงนโยบายนี้นั่นเอง แต่การทุจริตเชิงนโยบายอีกรูปแบบหนึ่งที่สังคมไทยยังละเลยมองข้ามก็คือ การแทรกแซงนโยบายรัฐผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มทุนกินแบ่ง เพื่อให้ธุรกิจของตนเองได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการเมกกะโปรเจ็กต์ โดยใช้ตำรา ทฤษฎี หรือกระแสโลกเป็นข้ออ้างว่าใครๆเขาก็ฟื้นเศรษฐกิจกันด้วยวิธีการเช่นนี้ ก่อหนี้เพื่ออนาคตชาติ ฯลฯ โดยละเลยมองข้ามที่จะพินิจพิเคราะห์อย่างถ่องแท้ว่าเหตุที่เศรษฐกิจชะงักงันเพราะอะไร จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดได้อย่างไร เพราะนั่นเป็นเศรษฐศาสตร์นอกตำรา นั่นเป็นแนวทางที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับกลุ่มทุนกินแบ่ง และตัวแทนกลุ่มทุนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจ การกำหนดนโยบายรัฐนั่นเอง

วิธีการตรวจสอบว่านโยบายใดถูกบิดเบือนหรือไม่ เหมาะสมเพียงใดก็คือการพิจารณาให้เห็นถึงคุณค่าแท้ คุณค่าเทียมของนโยบายต่างๆนั้นนั่นเอง

การอุดหนุนภาคการเกษตร

การอุดหนุนภาคการเกษตรนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ประเทศไหนๆก็ทำกัน แต่โครงการประชานิยมชาติล่มจม จำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ ๑๕,๐๐๐ บาทของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๔ โครงการกลับสร้างความเสียหายได้มากถึง ๕.๓๖ แสนล้านบาท ขณะที่การอุดหนุนราคาข้าวใน ๑๑ โครงการก่อนหน้ามีผลขาดทุนรวม ๑.๖๓ แสนล้านบาท คาดการณ์กันว่าเม็ดเงินที่ตกถึงมือเกษตรกรจริงๆนั้นมีเพียงร้อยละ ๓๐ เท่านั้นเอง นี่คือฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเมือง-คนกรุง เมื่อผู้นำกองทัพตัดสินใจทำรัฐประหาร โครงการอุดหนุนภาคการเกษตรในทุกรูปแบบจึงถูกผู้นำกองทัพกวาดทิ้งลงถังขยะ ผลที่ตามมาคือหายนะเศรษฐกิจไทย ภาคการเกษตรแทบล่มสลาย ตามหน้าหนังสือพิมพ์และสังคมออนไลน์ปรากฏภาพเกษตรกรไทยผูกคอตายให้เห็นอยู่หลายราย ผู้นำกองทัพจึงต้องรื้อฟื้นโครงการอุดหนุนภาคการเกษตรขึ้นมาใหม่ด้วยการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทแต่ไม่เกินรายละ ๑๕,๐๐๐ บาท เงินหมดทุกอย่างก็จบ เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะซบเซา ซึมยาวเหมือนเดิม ซ้ำเติมด้วยภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ งานนี้เกษตรกรไทยไม่ใช่แค่ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแต่ถึงขั้นที่เรียกว่าตายหยั่งเขียด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมันก็แค่ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อย ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ แต่ภัยแล้งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถทำการเพาะปลูกพืชใดๆได้เลย ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลังก็ต้องการน้ำเช่นกัน เมื่อเพาะปลูกใดๆไม่ได้ก็เท่ากับว่าเกษตรกรไทยไปไกลถึงขั้นไม่มีรายได้เพื่อการยังชีพกันแล้วในตอนนี้ ร้านค้าในท้องถิ่นก็จะตกเป็นเหยื่อรายต่อไป เมื่อเกษตกรไม่สามารถเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ พ่อค้าก็ขายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาไม่ได้ สินค้าอุปโภคบริโภคก็ขายได้น้อยลงเพราะขาดกำลังซื้อ เงินทองที่ชาวบ้านควักออกจากกระเป๋ามาจากการก่อหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ซื้อหาของกินของใช้เท่าที่จำเป็น พ่อค้าแม่ค้าก็มีรายได้ลดลง เศรษฐกิจก็จะค่อยๆทรุดตัวลงไปเรื่อยๆตามการหดตัวของกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ค้าที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยบุญเก่า เงินเก็บเงินออม ทุนรอนที่สะสมมา ขณะที่นักธุรกิจรายใหญ่นั้นยังคงสามารถสร้างรายได้ ทำกำไรจากการดำเนินธุรกิจได้ต่อไปงบประมาณมากมายมหาศาลของภาครัฐนั้นมุ่งไปที่การทำสารพัดโครงการเมกกะโปรเจ็กต์ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มเม็ดเงินในกระเป๋าให้กับเหล่าทุนกินแบ่งซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการ ตามข้อเสนอของกลุ่มทุนกินแบ่ง โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกลุ่มคนเมือง คนกรุงที่ต่อต้านระบอบทักษิณ คัดค้านการอุดหนุนภาคการเกษตรในทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิงเพราะมัวแต่สยดสยองจากฝันร้าย โครงการประชานิยมชาติล่มจม จึงลืมนึกถึงไปว่าเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศอดตาย เศรษฐกิจไทยก็หายนะได้เช่นกัน

นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของการอุดหนุนภาคการเกษตร คือ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ เรื่องทุจริตคอรัปชั่นมันก็แค่คุณค่าเทียม หาช่องทางกินตามน้ำของนักการเมือง นักธุรกิจ นักธุรกิจการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล สนับสนุน และคอยกระทุ้งองค์กรต่างๆให้ตรวจสอบ ดูแลภาษีอากรของประชาชนไม่ให้รั่วไหล ทักท้วงนโยบายที่ดูแล้วไม่เข้าท่า นำเสนอแนวคิดใหม่ๆว่ามีแนวทางอย่างไรบ้างที่น่าจะทำให้เกิดผลเลิศในทางปฏิบัติได้ดีกว่าเดิม

แช่แข็งประชาธิปไตย

ทำไม หน.คสช. ต้องแช่แข็งประชาธิปไตยออกคำสั่งให้งดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ แล้วแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการกำหนดให้ใช้การสรรหาแทน ตั้งศูนย์ดำรงธรรมขึ้นมาเพื่อรับเรื่องร้องเรียนต่างๆจากประชาชน จัดระเบียบการเสนอข่าวของสื่อ สั่งการให้ดำเนินการรื้อภาษีทั้งระบบ ออกมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ นำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นทูลเกล้าเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ยุบสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

รัฐประหาร และการแช่แข็งประชาธิปไตยได้รับการสนับสนุนจากคนเมือง คนกรุงซึ่งไม่เอาระบอบทักษิณเพราะว่าเสรีภาพที่ไร้ขอบเขตนั้นนำมาซึ่งปัญหา การกำกับดูแลกันเองขององค์กรวิชาชีพต่างๆก็ไม่ได้เรื่องได้ราว เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจรัฐไปในทางที่ผิด บางองค์กรที่ตั้งขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็ดูเหมือนจะสูญเปล่า ท่านผู้นำจึงเลือกที่จะใช้อำนาจพิเศษที่มีอยู่ในมือริดรอนเสรีภาพ แช่แข็งประชาธิปไตย ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และออกมาตรการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตขยายตัวได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง หลังถูกแช่แข็งจนเครื่องดับเพราะมาตรการอารยะขัดขืน

นั่นจึงเป็นคุณค่าที่แท้จริงของการแช่แข็งประเทศไทย : คืนความสงบให้กับสังคมไทย สกัดกั้นเผด็จการเสียงข้างมาก สกัดกั้นนักเลือกตั้งที่ได้อำนาจมาด้วยวิธีการสกปรก ซื้อสิทธิขายเสียง เข้ามาแล้วก็คิดแต่จะถอนทุนคืน ทำธุรกิจการเมืองจนบ้านเมืองแทบล่มจม ทำได้แม้กระทั่งการปลุกระดมประชาชนให้ออกมาทำสงครามกลางเมือง อันนำไปสู่กระบวนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งที่เป็นแนวทางที่น่าจะส่งผลดีต่อชาติบ้านเมืองได้มากกว่าการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป แล้วนักเลือกตั้งก็จะปฏิรูปบ้านเมืองเพื่อสานต่ออำนาจและผลประโยชน์ของนักธุรกิจการเมือง ไม่ใช่เพื่อบ้านเมือง

ส่วนคุณค่าเทียมของการแช่แข็งประเทศไทย คือ สารพัดผลพลอยได้จากการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นการสกัดกั้น เล่นงาน ทำลายล้างระบอบทักษิณ อำนาจในการแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผลประโยชน์ที่ถ่ายเทมาจากกลุ่มทุนกินรวบสู่มือกลุ่มทุนกินแบ่งและเทคโนแครต ฯลฯ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: