สโมสรฟุตบอลของไทยในอดีตนั้นเป็นหน่วยงานในสังกัดส่วนราชการบ้าง รัฐวิสาหกิจบ้าง เอกชนบ้าง ทุกทีมมีงบสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ทหารบก ทหารเรือ(ราชนาวี) ทหารอากาศ ตำรวจ โรงงานยาสูบ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น เมื่อเข้าสู่ยุคฟุตบอล(กึ่ง)อาชีพ สโมสรฟุตบอลจากภูธรจึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้เงื้อมมือของนักการเมืองโดยมีซิลวิโอ แบลุสโคนี นายกรัฐมนตรีของอิตาลี นักการเมืองซึ่งเป็นเจ้าของทีมเอซีมิลานเป็นต้นแบบที่นักธุรกิจการเมืองของไทยพยายามเดินตาม ใช้สโมสรฟุตบอลเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อผลทางธุรกิจ ความสำเร็จของเบียร์ช้างในการยกระดับตนเองสู่เวทีสากล ระดับโลกทำให้ภาคธุรกิจเริ่มหันมาสนใจวงการฟุตบอลไทย ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะผู้ให้การสนับสนุนสโมสรฟุตบอลต่างๆอย่างเอาจริงเอาจังกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสปอนเซอร์หลักหรือมีส่วนร่วมอยู่ในชื่อสโมสร ซื้อสิทธิเพื่อให้ใช้ชื่อตราสินค้าเป็นชื่อรังเหย้า เป็นต้น นักธุรกิจหัวก้าวหน้าอีกส่วนหนึ่งก็เมียงๆมองๆหาช่องทางที่จะเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลบ้าง แต่อาจไม่สะดวกใจ หรือนักธุรกิจการเมืองไม่ยอมขายทีมให้ นักธุรกิจหลายคนจึงเลือกที่จะขนเงินไปซื้อสโมสรฟุตบอลในอังกฤษแทน

เมื่อประชาธิปไตยไทยถูกแช่แข็ง นักการเมืองยังไม่สามารถกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งได้ การมีทีมฟุตบอลเป็นของตัวเองจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่นักการเมืองไทยใช้โปรโมทตัวเอง ไม่ให้ประชาชนลืมเลือนว่าจังหวัดนี้มีนักการเมืองคนนี้เป็นเจ้าถิ่น เงินทองที่เคยใช้ในสนามเลือกตั้งถูกโยกเข้าสู่ธุรกิจฟุตบอลในฐานะงบประมาณที่ใช้ในการทำทีมปีหนึ่งหลายสิบล้านบาท แน่นอนว่าเงินทุนก้อนนี้ไม่อาจถูกใช้ไปเพื่อการทำทีมฟุตบอลแต่เพียงอย่างเดียวได้ตลอดไป สักวันหนึ่ง เมื่อการเลือกตั้งในทุกระดับกลับมาสู่เวทีการเมืองไทยอีกครั้ง เงินหลายสิบล้านบาทนี้ก็ต้องไหลออกไปจากธุรกิจฟุตบอลเพื่อตอบโจทย์หลักของนักการเมืองภูธร ทำทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองชนะการเลือกตั้ง กลับเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสนามเล็กอย่างสภาท้องถิ่น หรือสนามใหญ่อย่างสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม

เมื่อเงินที่นักการเมืองใช้จ่ายกันหลายสิบล้านบาทต่อปีหายไปจากธุรกิจฟุตบอลอาชีพ โอกาสที่ฟองสบู่ในธุรกิจฟุตบอลอาชีพจะแตกก็มีสูง หากสโมสรฟุตบอลอาชีพไม่มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เงินทองมากมายไปจมอยู่ในสนามเลือกตั้งหรือต้องเตรียมไว้เพื่อการเลือกตั้ง สโมสรฟุตบอลอาชีพนั้นๆก็จะประสบปัญหาทางการเงินทันที หากนักการเมืองเจ้าของสโมสรไม่สามารถหานักลงทุนรายใหม่มาทำทีมแทนได้ สโมสรฟุตบอลอาชีพนั้นก็จะมีสภาพไม่ต่างจากสโมสรปาร์มาในกัลโชซีเรียอาที่ต้องล้มละลาย ถูกปรับให้ต้องลงไปเล่นในลีกสมัครเล่น ฝันร้ายของแฟนบอลมาเยี่ยมเยือนกันในทันที

ในระยะยาว สโมสรฟุตบอลอาชีพจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงการทำกำไรให้ได้ เพื่อให้สโมสรสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง สโมสรฟุตบอลอาชีพในอังกฤษ หลายทีมมีอายุกว่าร้อยปี สามารถยืนหยัดมาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่าสโมสรฟุตบอลอาชีพเป็นธุรกิจที่สามารถทำให้มีกำไรได้

ผลประกอบการของสโมสรในไทยลีก

http://www.thaiwinds.com/7299 ให้ข้อมูลว่าไทยพรีเมียร์ลีกอยู่ในอันดับที่ 63 ของโลก เป็นเบอร์ 10 ของเอเชีย และเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจนี้เป็นหลักพันล้านบาทต่อฤดูกาล

SM7 สมาชิกเว็บไซต์ฟุตบอลชื่อดังของไทยอย่าง soccersuck.in.th ได้รวบรวมข้อมูลกำไร ขาดทุนของสโมสรในไทยลีกพบว่า ปี ๒๕๕๖ บุรีรัมย์เป็นสโมสรที่มีรายได้สูงสุดคือกว่า 400 ล้านบาท ตามมาด้วย เมืองทอง ยูไนเต็ด 300 ล้านบาท ส่วนบีอีซี บางกอกกล๊าซเอฟซี สุพรรณบุรี ชลบุรี และอาร์มี่ต่างก็มีรายได้เกิน ๑๐๐ ล้านบาท ที่เหลือมีรายได้ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านบาท

ส่วนสโมสรที่(เคย)มีผลประกอบการเป็นบวก (เคย)ทำกำไรได้ คือ อาร์มี่ สุพรรณบุรี บีอีซี เชียงราย ทีโอที สระบุรี และเมืองทอง

ปี ๒๕๕๕ เมืองทองเป็นสโมสรที่ทำกำไรได้สูงสุดในไทยลีก แต่ขาดทุนมากที่สุดในปีต่อมา เมืองทองนั้นเคยได้รับเงินสนับสนุนการทำทีมจาก SCG สูงถึง ๖๐๐ ล้านบาทมาแล้ว ส่วนทรูนั้นต้องควักกระเป๋าถึง ๑,๘๐๐ ล้านบาทเพื่อให้ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก ๓ ฤดูกาล รวมถึงเอฟเอคัพ และลีกคัพด้วย(ปีละ ๖๐๐ ล้านบาท) คาดกันว่ามูลค่าของไทยลีกนั้นอยู่ที่ราวๆ ๑ พันล้านบาท

ค่าตัวของธีรศิลป์ แดงดา ศูนย์หน้าอันดับ ๑ ของเมืองไทยนั้นอยู่ที่ ๒๐๐ ล้านบาท คุณคิดดูสิว่าถ้าสวาทแคทรู้วิธีใช้งานอดิเยียร์ พี่โดมมีโอกาสได้ลงเล่น สัมผัสเกมต่อเนื่อง เคาะสนิมออกจนหมดแล้ว อดีตนักเตะเอซีมิลาน เคยติดทีมชาติกานาไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้ว เกือบโหม่งพังประตู เขี่ยอุรุกวัยตกรอบสำเร็จ แต่กลับต้องเจอกับฝันสลายเพราะหัตถ์ของฟันจอบ “หลุยส์ ซัวเรซ” นั้นจะมีค่าตัวสักเท่าไหร่ ๑ ล้านยูโรหรือ ๑๐ ล้านยูโร ?

ขวัญกำลังใจและทีมสปิริต

ฟุตบอลเขาเล่นกันเป็นทีม เรื่องทีมสปิริตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ฟุตบอลอังกฤษให้สิทธิขาดกับผู้จัดการทีมในการเฟ้นหานักเตะเข้าสู่ทีม เยอรมันก็เช่นเดียวกัน แต่ในสเปนและอิตาลีไม่ได้เป็นเช่นนั้น เจ้าของสโมสรเป็นคนชี้นิ้วสั่งว่าอยากได้ซุเปอร์สตาร์คนนั้น คนนี้มาเล่นในทีม นี่คือทีมในฝันของเจ้าของสโมสร บอร์ดบริหาร และแฟนบอล โค้ชมีหน้าที่ดึงจุดเด่นของแต่ละคนมาประสาน หลอมรวมเป็นสไตล์การเล่นของทีม พาดรีมทีมของเจ้าของสโมสร บอร์ดบริหาร และแฟนบอลไปสู่ความสำเร็จให้ได้

การย้ายสังกัด การปลดโค้ชก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีฟุตบอล โค้ชหรือผู้จัดการทีมบางคนก็ออกแนวข้ามาคนเดียว ทีมงานไปหาเอาข้างหน้าจากกลุ่มสต๊าฟโค้ชเดิมๆของสโมสร หรือแต่งตั้งใหม่จากอดีตโค้ช อดีตนักเตะที่มีความผูกพันกับสโมสร กลุ่มนักเตะก็ใช้ชุดเดิมเป็นแกนหลัก มีปล่อยขายหรือซื้อเข้ามาเพิ่มเติมบ้าง ขวัญกำลังใจและทีมสปิริตก็ว่าไปตามสภาพว่านักเตะรัก ศรัทธา เคารพโค้ชหรือผู้จัดการทีมคนใหม่มากน้อยเพียงใด ผลงานในสนามเป็นเครื่องพิสูจน์

โค้ชหรือผู้จัดการทีมอีกสไตล์หนึ่งก็มี คือ ย้ายไปคุมทีมไหนก็จะพาทีมงานสต๊าฟโค้ชบางส่วน และนักเตะคู่บารมีจำนวนหนึ่งติดสอยห้อยตามไปทุกที่หากเป็นไปได้ มากบ้าง น้อยบ้างสุดแท้แต่สถานการณ์ อย่างกรณีของเอลราฟาถ้าเป็นไปได้ เบนิเตซก็อยากจะหิ้วเปเป้ เรน่า, ลูคัส เลว่า, ชาบี้ อลองโซ่ ให้ติดสอยห้อยตามตนเองไปด้วย จ่ามูก็อยากได้เจอราด แลมพาร์ด ด็อกบามาเป็นนักเตะคู่บุญ LVG ก็มีนักเตะดัตช์หลายคนที่ชอบเรียกใช้บริการ บีร็อดไปไหนก็อยากจะหอบหิ้วอัลเลนตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในทีมจึงประกอบด้วยกลุ่มนักเตะเดิม กลุ่มนักเตะคู่บารมี กลุ่มนักเตะใหม่ ฯลฯ ซึ่งสุดแท้แต่ว่าโค้ชจะสามารถหลอมรวมใจนักเตะที่มีอยู่หลายมุ้งให้หลอมรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้หรือไม่ ผลงานในสนามจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ใครรับไม่ได้ก็จะมีปัญหากับโค้ชใหม่ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ผลงานในสนามก็จะออกมาต่ำกว่ามาตรฐาน ถ้าไม่อยากย้ายก็จะถูกดร็อปออกไปเป็นตัวสำรอง หรือไม่ก็ถูกขึ้นบัญชีขาย หรือไม่ก็กลายเป็นโค้ชเสียเองที่โดนเด้งเพราะเจอเตะไล่โค้ช ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันเป็นอีกหนึ่งวิถีของวงการฟุตบอลเช่นกัน

เรื่องเงินๆทองๆกับทีมสปิริต

ทีมสปิริตไม่เพียงเกี่ยวพันกับกลุ่มนักเตะและสต๊าฟโค้ชเท่านั้น ผู้บริหารก็อาจส่งผลต่อทีมสปิริตได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพกับกลุ่มนักธุรกิจ เจ้าของสโมสรอาชีพหน้าใหม่ด้วยแล้ว โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง ผิดใจกันเพราะเรื่องเงินๆทองๆ หรือมุมมองความคิด ทัศนคติ ค่านิยม วัฒนธรรมที่แตกต่างกันระหว่างนักกีฬาอาชีพกับนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ยังไม่เข้าใจสปิริตนักกีฬาก็อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน

สปิริตของนักกีฬาอาชีพ คือ เล่นเพื่อทีม ทำเพื่อทีม ค่าตัว ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส สวัสดิการ ความรู้สึกนึกคิดของนักเตะไม่มีอะไรที่เป็นความลับ สื่อสามารถขุดคุ้ยมานำเสนอให้แฟนกีฬาทราบได้ตลอด

สปิริตของนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ติดมาจากการทำธุรกิจทั่วไปคือ ความลับทางธุรกิจ มองผลงานเป็นรายคนมากกว่าทีม ค่าตัว ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส สวัสดิการ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นความลับ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่อาจเปิดเผยได้ จะเปิดเผยให้สื่อทราบเท่าที่จำเป็น เฉพาะเรื่องที่สโมสรเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรเปิดเผยเท่านั้น

นักกีฬาอาชีพกับนักธุรกิจ เจ้าของสโมสรกีฬาอาชีพหน้าใหม่จึงอาจขัดแย้ง ผิดใจกันได้เสมอ เพราะมุมมอง ความคิด ค่านิยม วัฒนธรรมที่แตกต่างกันสุดขั้วนี้เอง

นักกีฬาอาชีพมองทีมในฐานะผู้มีอาชีพเป็นนักกีฬา รู้ดีว่าฝีเท้าของตน ของเพื่อนร่วมอาชีพที่กระจายอยู่ในทีมต่างๆนั้นอยู่ในระดับใด ศักยภาพที่แท้จริงของทีมตนอยู่ที่ตรงไหน สามารถไปได้ไกลแค่ไหน นักกีฬาอาชีพอยากเห็นทีมประสบความสำเร็จ ไม่ว่าความสำเร็จที่ว่านั้นจะหมายถึงความอยู่รอดในลีกจากการดิ้นรนหนีการตกชั้น หรือการเป็นทีมกลางตาราง หรือเกาะกลุ่มทีมหัวตาราง หรือต้องเป็นแชมป์ แต่นักธุรกิจที่เป็นเจ้าของสโมสรจะมองว่าตนเองมีเป้าหมายในการทำทีมว่าจะต้องจบอันดับไหน ภายใต้งบประมาณเท่าไหร่ เมื่อประกาศไปแล้วก็ต้องทำเช่นนั้นให้ได้ หากทีมประสบปัญหาทางการเงิน หาเงินมาจ่ายเงินเดือนหรือโบนัสไม่ทัน ไม่ครบ เงินเดือนออกไม่ตรงเวลา ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายโบนัสให้กับนักเตะได้ครบตามจำนวน หรือความลับเรื่องเงินเดือน โบนัสที่แต่ละคนได้รับแตก นักธุรกิจเจ้าของสโมสรจะมองว่ามันเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตมาก ทำให้เกิดความเสียหายกับพวกเขาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากเรื่องราวต่างๆเหล่านี้หลุดเล็ดรอดออกไปถึงหูสื่อ (เจ้าของ)สโมสรจะรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก แต่ในมุมมองของนักเตะนั้นแตกต่างกันสุดขั้ว เงินเดือน โบนัส สวัสดิการไม่ใช่เรื่องลึกลับอันใด เงินเดือน โบนัสถ้าเสี่ยมีไม่พอก็จ่ายมาเท่านั้น เท่านี้ก่อนก็ได้ พร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยจ่ายส่วนที่เหลือให้ในภายหลัง เงินเดือน โบนัสที่แต่ละคนได้รับก็ต้องว่ากันไปตามข้อตกลง ถ้าเป็นโบนัสพิเศษนอกเหนือจากสัญญาที่ระบุไว้ก็ต้องจ่ายให้กับทีม ให้ทีมแบ่งกันเองเพราะทีมมีหลายส่วน ไม่ใช่แค่โค้ชกับนักกีฬา ยังมีทีมงานสต๊าฟโค้ช หมอนวด ล่าม แมวมอง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทีม ที่ควรได้รับโบนัสพิเศษด้วยเช่นกัน หากสโมสรจะจ่ายให้กับแต่ละคนเองก็ไม่ควรจะให้เกิดความแตกต่างกันอย่างมากมายจนทีมแตกแยก กินแหนงแคงใจกัน นี่คือมุมมองความคิด ทัศนคติ ค่านิยมที่แตกต่างกันระหว่างทีมกับเจ้าของทีมที่อาจสร้างปัญหาตามมาได้หากไม่เรียนรู้ ไม่ปรับตัวเข้าหากัน ไม่สื่อสารทำความเข้าใจกันให้ดี

มือใหม่ ปลาตายน้ำตื้น

การทำทีมฟุตบอลจึงไม่ต่างจากการทำธุรกิจอื่นๆ มีเงินไม่พอ ต้องมีความรู้ มีความเข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจฟุตบอลอาชีพด้วย ทั้งในส่วนของวัฒนธรรมฟุตบอล กฎกติกา มารยาท ข้อบังคับต่างๆที่ลีก สมาคม องค์กรต่างๆกำหนดขึ้นว่ามีอะไรบ้าง บทเรียนเรื่องการเซ็นต์สัญญากับพี่โดม อดีเยียร์คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าเมื่อมีมือใหม่ที่ไม่เคยสนใจ ใฝ่รู้เรื่องฟุตบอลมาก่อนเข้ามาทำทีมฟุตบอลนั้นเรื่องง่ายๆ พื้นๆที่รู้กันโดยทั่วไปในแวดวงแฟนบอลก็สามารถทำให้มือใหม่ตกม้าตาย กลายเป็นปลาตายน้ำตื้นได้ สโมสรแทบถูกปรับเงินจนอ่วม และอาจถูกปรับตกชั้นได้เพราะเล่นตุกติก เอาลูกไม้ทางธุรกิจมาใช้ แจ้งชื่อนักเตะต่อฟีฟ่าไปก่อนหวังบีบให้นักเตะยอมเซ็นต์สัญญา ลดค่าตัวลงมาตามไปฉัน สัญญาก็ทำกันแค่สั้นๆ ไม่รู้ว่านักเตะสามารถทำสัญญากับทีมใหม่ล่วงหน้าได้เมื่อสัญญาเหลือเพียง ๖ เดือน สโมสรได้นักเตะฝีเท้าดีมาฟรีๆก็จะเสียนักเตะฝีเท้าดีไปแบบฟรีๆเพราะความไม่รู้ของมือใหม่หัดทำทีมเช่นกัน

สินค้าลิขสิทธิ์

สโมสรฟุตบอลยุคปัจจุบันนั้นมีรายได้มาจากหลายทาง เช่น ค่าบัตรเข้าชมการแข่งขัน สปอนเซอร์ ป้ายโฆษณา ส่วนแบ่งจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด การขายสินค้าที่ระลึกของสโมสร เป็นต้น ปัญหาที่เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิกลายเป็นปัญหาโลกแตกในโลกทุนนิยม บริโภคนิยมที่อาศัยการแสวงกำไรสูงสุดเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้ราคาสินค้าลิขสิทธิ์สูงลิบลิ่ว เกินเอื้อม ถูกสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ตีตลาดกระจุยกระเจิง ผู้บริโภคบางส่วนก็อ้างเรื่องเงินในกระเป๋าเป็นหลัก สินค้าลิขสิทธิ์ใครบ้างไม่อยากได้ แต่เงินในกระเป๋ามีอยู่เท่านี้จึงซื้อได้แค่สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น บางส่วนก็อ้างเรื่องราคาสินค้าลิขสิทธิ์ว่าสูงเกินไป เงินมีแต่ไม่กล้าจ่าย ซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มาครอบครองสบายใจกว่า จึงกลายเป็นว่าผู้ผลิตสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์รวย ฉกฉวยผลประโยชน์จากเจ้าของลิขสิทธิ์ไปเป็นของตนเองได้อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ กินจนพุงกาง สโมสรก็รู้ ทำได้แค่ไล่จับ แต่จับอย่างไรก็ไม่หมดไม่สิ้นเพราะการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเป็นเพียงปลายเหตุ ต้นเหตุคือสินค้าลิขสิทธิ์ราคาสูงเกินเอื้อม ขาดความหลากหลาย ฯลฯ

fashion_banner

รายได้ที่สูญเสียไปให้กับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

สโมสรฟุตบอลในต่างประเทศมักทำสินค้าที่ระลึกออกมาขายให้กับแฟนบอลพันธุ์แท้ได้ครอบครอง เป็นเจ้าของในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายราคา ทั้งเสื้อแข่ง เสื้อซ้อม เสื้อวอร์ม เสื้อยืด เสื้อโปโล ผ้าพันคอ ผ้าขนหนู หมวก เข็มกลัดติดเน็คไทร์ ผ้าคลุมเตียง แก้วน้ำ ฯลฯ

สินค้าบางรายการผลิตโดยสโมสร บางรายการก็เป็นผลมาจากการขายลิขสิทธิตราโมสรให้กับผู้ผลิตท้องถิ่นในแต่ละประเทศไปผลิตกันเองตามใจ อย่างในกรณีของเมืองไทยนั้น สยามสปอร์ตก็ได้ลิขสิทธิ์มาหลายสโมสร สามารถทำเสื้อยืด เสื้อโปโลติดตราสโมสรลิเวอร์พูล แมนยู ปืนใหญ่ สิงห์ ฯลฯ ขายให้กับแฟนบอลชาวไทยได้ในราคาไทยๆ สินค้าที่ดูเหมือนจะมีปัญหามากที่สุดก็คือเสื้อแข่งขันของสโมสรที่มีมูลค่าความเสียหายจากการถูกละเมิดลิขสิทธิ์สูงมาก ของแท้ราคา ๒,๕๐๐ บาท ของปลอมมีเงินร้อยเดียวก็ซื้อได้แล้ว นั่นเป็นปัญหาของฝรั่งที่เกิดขึ้นกับสโมสรฟุตบอลอาชีพไทยเช่นกัน

คราวนี้เราลองมาเล่นกับตัวเลขดูบ้าง เฟสบุ๊คอย่างเป็นทางการของสวาทแคทมีสาวกอยู่ราว ๖ หมื่นคน ตัวเลขจริงนับรวมแฟนบอลรุ่นเยาว์ แฟนบอลขาเก๋าที่เล่นเน็ต เล่นคอมพิวเตอร์ไม่เป็น ขี้หมูขี้หมาก็มีอย่างต่ำ ๑ แสนคนอยู่ในมือแน่นอน เราแบ่งแฟนบอล ๑ แสนคนออกเป็น ๓ กลุ่ม

กลุ่มที่ ๑ คือ แฟนบอลที่เงินไม่ถึง ใจไม่ถึง ซื้อเสื้อสวาทแคทตัวละ ๒๕๐ บาทใส่ เงินเท่านี้ได้ครบเซ็ตทั้งเสื้อและกางเกง มองแบบโลกสวยหน่อยว่ามีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นแหละ ๕ หมื่นคน รวมเป็นเงิน ๑๒.๕ ล้านบาท นี่คือรายได้ของสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ค่าเสียโอกาสของสโมสรและผู้ได้รับสิทธิ์ผลิตเสื้อกีฬาให้กับสโมสร

กลุ่มที่ ๒ คือ แฟนบอลที่รอซื้อเสื้อลิขสิทธิ์ช่วงท้ายฤดูกาลหรือช่วงที่ปิดฤดูกาลไปแล้ว แฟนบอลได้ของแท้มาครอบครองในราคาที่เป็นเจ้าของได้ มองแบบโลกสวยว่ามีสัก ๒๕,๐๐๐ คน เสื้อตัวนึงจาก ๖๕๐ บาทลดเหลือ ๔๐๐ บาท ก็เท่ากับ ๑๐ ล้านบาท อันนี้เป็นรายได้ของสโมสรและเจ้าของผลิตภัณฑ์

กลุ่มที่ ๓ คือ แฟนบอลใจถึง เงินถึง มองแบบโลกสวยว่ามีมากถึง ๒๕,๐๐๐ คน สามารถควักเงิน ๖๕๐ บาทออกจากกระเป๋าได้ สโมสรและเจ้าของผลิตภัณฑ์จะมีรายได้จากการขายเสื้อให้แฟนบอลกลุ่มนี้ ๑๖.๒๕ ล้านบาท

รวมแล้วสโมสรกับเจ้าของผลิตภัณฑ์จะมีรายได้จากการขายเสื้อลิขสิทธิ์ประมาณ ๒๖.๒๕ ล้านบาท สูญเสียรายได้ให้กับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ไป ๑๒.๕ ล้านบาท ตัวเลขนี้อาจเป็นไปได้ทั้งในแง่ของรายได้ต่อปี หรือรายได้รวม ๔ ปีที่่เพื่อนสุวัจน์เข้ามาทำทีมก็เป็นไปได้ เพราะไม่ใช่ว่าแฟนบอลทุกคนจะซื้อเสื้อใหม่กันทุกปี

สโมสรกับเจ้าของผลิตภัณฑ์มีตัวเลขจริงอยู่ในมืออยู่แล้ว ย่อมสามารถประเมินตัวเลขที่แท้จริงได้ใกล้เคียงกว่าคนนอก ก็ลองกดเครื่องคิดเลขดูแล้วกันว่าถ้าราคาเสื้อลิขสิทธิ์เกรดแฟนบอลอยู่ที่ตัวละ ๓๐๐ – ๔๐๐ บาทจะต้องขายเสื้อให้ได้กี่ตัวจึงจะมีรายได้ ผลกำไรจากการขายเสื้อมากกว่าได้เคยได้รับจากการขายเสื้อตัวละ ๖๕๐ บาท ตัวเลขที่ว่านั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด รายได้ ผลกำไรที่เกิดขึ้นนั้นยั่วยวนใจเพียงพอให้สโมสรยอมหั่นราคาเสื้อลงมาหรือไม่

ปัญหาโลกแตกวงการฟุตบอล : ผลงาน การซื้อขาย สิทธิขาดในการทำทีม

ปัญหาโลกแตกของวงการฟุตบอลที่ผู้บริหารกับผู้จัดการทีม(โค้ช)มักขัดแย้งกันเสมอคือเรื่องสิทธิขาดในการทำทีม ทุกคนล้วนต้องการความสำเร็จ ไม่ว่าความสำเร็จที่ว่านั้นจะหมายถึงอะไรก็ตาม : การอยู่รอด การทำอันดับ การคว้าแชมป์ หรือการทำกำไรจากตลาดซื้อขายนักเตะ ด้วยงบประมาณมหาศาลที่ต้องใช้ในการทำทีม เจ้าของสโมสรจึงอยากส่งคนลงมาดูแลการซื้อขายนักเตะว่าเป็นอย่างไรบ้าง ค่าตัว ค่าเหนื่อย ค่าเซ็นต์สัญญา เงื่อนไขต่างๆเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรพอปรับลดหรือขอโก่งราคาได้บ้าง  เพื่อควบคุมงบประมาณหรือทำกำไรจากการซื้อขายนักเตะให้ได้มากที่สุด ขณะที่ผู้จัดการทีมมักมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การคว้านักเตะที่เป็นเป้าหมายมาให้ได้ ส่วนนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมก็อยากจะปล่อยๆ ขายทิ้งไปให้มันแล้วๆกันไป จะได้เปิดพื้นที่ มีโควต้าให้นักเตะใหม่ที่จะคว้าเข้ามาเสริมทัพ ปัญหาโลกแตกจึงเกิดขึ้นเมื่อทีมไม่สามารถคว้านักเตะที่เป็นเป้าหมายมาร่วมทีมได้เพราะไม่เข้าตาบอร์ดบริหารบ้าง บอร์ดไม่อนุมัติเพราะค่าตัวแพง ค่าเหนื่อยแพงเกินไปบ้าง เมื่อผลงานของทีมไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้บอร์ดบริหารกับผู้จัดการทีม/โค้ชก็โยนกันไปมาว่าเพราะเอ็งนั่นแหละผิด แทรกแซงการตัดสินใจซื้อขายนักเตะ ตัวที่อยากได้กลับไม่ได้มา ตัวที่ได้มาเนี่ยไม่ได้เข้าตา ไม่ได้อยากได้มาเลยสักนิด เป็นต้น

จังหวะพอดีมีรายงานข่าวว่าเบื้องหลังทีมงานซื้อขายนักเตะของลิเวอร์พูลมีใครบ้าง ฤดูกาล 2014 ลิเวอร์พูลมีงบมหาศาลจากการขายหลุย ซัวเรซให้บาร์ซ่า แต่ในตลาดซื้อขายนักเตะกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ทีมได้เล่นแชมเปี้ยนลีกส์แต่คว้านักเตะเป้าหมาย นักเตะเกรดเอมาเสริมทัพไม่ได้สักคน แป๊กหมด ที่ได้มามีแต่นักเตะกากๆ เพราะอะไร : บารมีของ BR ไม่ถึง ไม่มีใครเชื่อน้ำยา หรือเพราะทีมงานห่วยแตก !!! ที่แน่ๆคือแม้ทีมจะล้มเหลวหนักแต่ BR ยังรักษาเก้าอี้ผู้จัดการทีมเป็ดง่อยเอาไว้ได้ ฤดูกาล 2015 เป็ดง่อยสามารถคว้านักเตะมาเสริมทัพได้มากหน้าหลายตาในระยะเวลาสั้นๆ ทีมงานของหงส์ประกอบด้วยใครบ้าง หาคำตอบได้จาก Liverpool FC’s transfer committee – who did what to bring new signings to Anfield ของ James Pearce โพสต์เมื่อ 16:47, 2 July 2015 (ลิงค์ http://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-fcs-transfer-committee—9575259)

James Pearce ให้ข้อมูลว่ากรรมการบอร์ดซื้อขายนักเตะของลิเวอร์พูลที่ทำหน้าที่กำหนดตัวนักเตะเป้าหมาย ประเมินค่าตัว ค่าเหนื่อย และเดินเกมเจรจาซื้อขายนักเตะมี ๖ คน ดังนี้

Mike Gordon

Mike Gordon of FSG
Mike Gordon of FSG

Mike Gordon ชาวอเมริกันวัย ๕๐ ปี เป็นประธานของ Fenway Sports Group คือผู้กุมเกมอยู่หลังฉากที่เป็นตัวจริง เสียงจริง ไม่เคยให้สัมภาษณ์ ไม่มีประวัติใดๆออกสื่อ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ ๒ มีหุ้น FSG อยู่ในมือราวร้อยละ ๑๒ เป็นรองแค่ John W Henry ที่มีหุ้นอยู่ราวร้อยละ ๔๐ เท่านั้น

Gordon เติบโตใน Milwaukee แล้วย้ายไปเรียนที่ Boston เป็นคนคุมกระเป๋าเงินของ FSG มาตั้งแต่ปี 2002 เมื่อ FSG ซื้อ Boston Red Sox

FSG เข้าเทคโอเวอร์สโมสร Liverpool ในเดือนตุลาคม ปี ๒๐๑๐ แต่ Gordon พึ่งจะก้าวเข้ามานั่งทำงานในตำแหน่งบอร์ดบริหารในปี ๒๐๑๒ หลังจากที่ Gordon ซื้อหุ้นใน FSG เพิ่มเติม การทำงานส่วนใหญ่ของ Gordon จะมาจากการทำงานในอีกฟากฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก Henry เคยให้สัมภาษณ์กับ the Boston Globe เอาไว้ว่า Mike เป็นนักลงทุนมืออาชีพที่เฉลียวฉลาดที่สุดของสหรัฐอเมริกา ด้านการเงินเชื่อใจ Mike ได้ Mike ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างมากมายจากการเลือกซื้อหุ้นเข้าพอร์ตการลงทุนของตัวเอง หุ้นที่อยู่ในมือของ Mike ทำกำไรให้เขาได้เสมอ และ Mike มีความรู้เรื่องซอคเกอร์

“Mike is well known among professional investors as being one of the brightest financial minds in the country,” Henry told the Boston Globe back in March.

“So he is involved in virtually all of our important financial discussions and decisions. He spent his career essentially buying businesses through choosing stocks. He understands present value, all of the financial issues that exist in an organization as wide and diverse as this is.

“He is by far FSG America’s most knowledgeable person with regard to soccer and is involved on the football side daily in constant communication with the members of our football committee and our manager.”

Ian Ayre

Firmino with his Liverpool shirt and Ian Ayre
Firmino with his Liverpool shirt and Ian Ayre

Ian Ayre เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลิเวอร์พูล เป็นคนที่ทำงานเชื่อมประสานระหว่าง Anfield กับ Boston.

Ayre เป็นพวก Kirkdale-born อยู่กับลิเวอร์พูลมานาน มักซื้อตั๋วเข้าชมทีมรักบนอัฒจรรย์ฝั่ง the Kop เพื่อเฝ้าดูเด็กๆของแชงคลีย์ลงเล่นขับเคี่ยวกับเอฟเวอร์ตันเสมอ

Ayre เรียนจบจาก Litherland High School จากนั้นก็ไปทำงานในกองทัพเรือ ออกจากกองทัพเรือก็มาทำธุรกิจในเอเชีย เป็น chief executive ของ Pace Systems ผู้บุกเบิกตลาด digital set top box จากนั้นก็กลับมาทำงานในสหราชอาณาจักรอีกครั้ง ทำงานอยู่ที่ Huddersfield Town เป็นเวลา ๓ ปีต่อด้วย Premium TV ของ Virgin/NTL แล้วย้ายกลับมาทำงานในเอเชียอีกครั้งโดยประจำการอยู่ที่มาเลเซีย เป็น chief operating officer ให้กับ Total Sports Asia

ปี ๒๐๐๗ รับตำแหน่ง Liverpool’s commercial director ให้กับ Tom Hicks และ George Gillett เมื่อเห็นท่าไม่ดี ๒ คู่หู Hicks กับ Gillett กำลังจะนำพาหายนะมาสู่ทีมรักให้ต้องกระอักเลือดจากกองหนี้ก้อนมหึมา Ayre, Christian Purslow และ Martin Broughton จึงร่วมกันขับไล่คู่หายนะไปจากลิเวอร์พูล เปิดทางให้ FSG เข้ามาซื้อสโมสรได้สำเร็จด้วยชัยชนะจากการต่อสู้กันในชั้นศาลเมื่อปี ๒๐๑๐

จากนั้น Purslow ก็ก้าวออกไปจากสโมสร FSG แต่งตั้ง Ayre เป็น managing director ในปี ๒๐๑๑ และได้รับการแต่งตั้งเป็น chief executive ในปีต่อมา

Ayre เป็นคนบินไปชิลีเพื่อปิดดีลมูลค่า ๒๙ ล้านปอนด์ของ Roberto Firmino กองกลางทีมชาติบราซิล ทั้งพูดคุยกับตัวนักเตะเองและเจรจากับเอเย่นต์ของนักเตะ Ayre ให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า

“What we believe, and we continue to follow, is you need many people involved in the process,” Ayre said.

“That doesn’t mean somebody else is picking the team for Brendan but Brendan needs to set out with his team of people which positions we want to fill and what the key targets would be for that.

“He has a team of people that go out and do an inordinate amount of analysis work to establish who are the best players in that position.

“Despite what people think and read, it’s not a whole bunch of guys sitting behind a computer working out who we should buy.”

สรุปและตีความจากคำให้สัมภาษณ์ข้างต้นได้ว่า นักเตะหงส์แดงหลายคนที่(กำลังจะ)ก้าวออกไปทำให้ทีมต้องมีการเสริมทัพหลายจุด ยังมีอีกหลายคนที่จะตามมา ทีมงานกำลังทาบทามนักเตะเป้าหมายมาร่วมทีม บรรดานักเตะเหล่านี้ทีมงานช่วยกันดู ระดมความคิด มีการตัดสินใจร่วมกัน นักเตะจึงไม่ได้เข้ามาเพื่อ BR นักเตะคุณภาพเหล่านี้ย้ายเข้ามาเพื่อทีม ต่อให้ไม่มี BR หรือ BR ตกเก้าอี้ไปแล้ว ทีมก็ยังอยู่ ทีมงานก็ยังคงเลือกนักเตะต่างๆเหล่านี้เข้าสู่ทีมอยู่ดี พวกเราวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีแล้วว่า บรรดานักเตะเป้าหมายทั้งหลายนี้เป็นนักเตะคุณภาพที่จะช่วยยกระดับของทีมในตำแหน่งต่างๆให้ดีขึ้น

Brendan Rodgers

Brendan Rodgers before the Barclays Premier League match between Liverpool and Crystal Palace at Anfield on May 16, 2015 (Photo by John Powell/Liverpool FC via Getty Images)
Brendan Rodgers before the Barclays Premier League match between Liverpool and Crystal Palace at Anfield on May 16, 2015 (Photo by John Powell/Liverpool FC via Getty Images)

BR กุนซือหนุ่มชาวไอร์แลนด์เหนือย้ายจากทีมหงส์ขาว สวอนซีเข้ามาทำทีมต่อจาก Kenny Dalglish ในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๐๑๒ โดยในขณะนั้น FSG วางแผนเอาไว้ว่าดึง Louis van Gaal มาช่วยสกรีนงานของ BR แม้กุนซือหนุ่มจะต้องการสิทธิขาดในการทำทีมมากกว่าก็ตาม หากมีทีมงานมาช่วยสกรีน อย่างน้อย การตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะซื้อ/ขายใครก็ต้องได้รับไฟเขียวจากผู้จัดการทีมก่อนเสมอ นี่คือโมเดลในแบบของทีมที่มี director of football เข้ามาช่วยสกรีนงานของผู้จัดการทีม(โค้ช)

“I always think the manager is the technical director. He is the man who oversees the football development of the club, and I believe you should take on that responsibility when you are manager.

“I work best whenever I have clear communication lines with owners. My only failure – if you can call it that – was when I had something in between at Reading, which was when I had a director of football.

“One of my strengths is to communicate upwards, and if I can’t do that, or if the message is diluted, then I don’t work the same, and for me it was important that when I came in at Liverpool I didn’t want those lines blocked.”

ความสำเร็จ/ล้มเหลวกับสิทธิขาดในการทำทีม/การตัดสินใจร่วมกันของทีมงาน มันเป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ ทีมประสบความสำเร็จก็แล้วไป แต่ถ้าทีมล้มเหลวขึ้นมาเมื่อไหร่ แฟนบอลโห่ไล่ลั่นสนามก็โยนขี้กันไปมาเมื่อนั้น แฟนบอลค่อยๆหดหายไป ยอดขายตั๋ว ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ทีวี ค่าสิทธิประโยชน์ต่างๆลดลงเรื่อยๆ ก่อนที่เจ้าของทีมจะเจ๊ง จนกระทั่งต้องขายทีมทิ้งย่อมต้องปลดโค้ช/ผู้จัดการทีมออกก่อน คนใหม่มาผลงานดีขึ้นก็แล้วไป คนใหม่มาเข็นทีมไม่ขึ้นก็พังกันทั้งคู่ นี่คือสัจธรรมของธุรกิจกีฬาอาชีพ ถ้าคุณเจ๋งพอ มีผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เจ้าของทีมย่อมไว้ใจ ให้สิทธิ์ขาดในการทำทีมกับคุณ ดูป้าเวนเกอร์ ป๋าเฟอร์กี้เป็นตัวอย่างก็ได้ ทีมหนึ่งเน้นทำกำไรในตลาดซื้อขายนักเตะ ผลงานติด Top 4 ก็โอเค แฮปปี้กันแล้ว อีกทีมเน้นความสำเร็จ กวาดแชมป์มากมาย แล้วทำกำไรจากชื่อเสียง สิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ มองตลาดในระดับโลกเป็นฐานรองรับ ผีแดงจึงกวาดเรียบทั้งเงิน ทั้งกล่อง และหาญกล้าที่จะก้าวขึ้นไปเบียดบี้กับยักษ์ใหญ่อย่างบาร์ซ่าและมาดริดได้ ของแบบนี้บางทีคนเป็นผู้จัดการทีมก็ต้องรู้จักตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาหัวตัวเองบ้างเช่นกัน ล้มเหลว/เจ๊งขึ้นมา เจ้าของเงินมีแต่พังกับพัง ผิดกับคนทำทีมยุคใหม่ ตกงานแล้วไง ถ้ามีน้ำอดน้ำทนมากพอให้เขาเป็นฝ่ายไล่คุณออกจากตำแหน่ง คุณก็แค่ตกงาน แต่รายได้ยังอยู่ครบเพราะสโมสรต้องจ่ายค่าชดเชยในการฉีกสัญญาทิ้งให้กับคุณอยู่ดี โค้ชใหม่เข้ามา ผลงานดีขึ้นก็พอได้เงินมาโป๊ะรายจ่ายค่าฉีกสัญญาโค้ชเก่า โค้ชใหม่เข้ามาผลงานไม่กระเตื้อง ก็เสีย ๒ ต่อ โดน ๒ เด้ง ควักจ่ายเต็มๆ ค่าเสียหายจากการปลดโค้ชออก ๒ คน

๓ ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จที่ชัดเจนของ BR ดูเหมือนว่าจะมีแค่ คูตินโญ่ คนเดียวเท่านั้นที่ทำผลงานได้เข้าตากรรมการ จุดเด่นของ BR คือกล้าที่จะให้โอกาสกับดาวรุ่งได้แสดงฝีเท้าในทีมชุดใหญ่ Jordon Ibe คือนักเตะที่ต้องยกเครดิตใหักับ BR ไปแบบเต็มๆ นักเตะคนอื่นนอกเหนือไปจากนี้กลับเต็มไปด้วยคำถาม ทำไมนักเตะเกรดเอ เป้าหมายอันดับต้นๆของทีมงานแมวมองไม่เลือกลิเวอร์พูล ทำไมนักเตะที่ลิเวอร์พูลได้มามีแต่กากๆ บาโลประกาศออกชัดว่าเล่นหน้าเดี่ยวไม่ได้ BR ก็ยังดันทุรังจับบาโลเล่นหน้าเดี่ยวต่อไป ลูคัสทำผลงานได้ดีกว่าอัลเลนแต่ BR ก็ดร็อปลูคัส จับอัลเลนลงเล่นเป็น ๑๑ ตัวจริงตลอด ทำไมไม่เสนอสัญญาใหม่ให้กับนักเตะระดับตำนานอย่าง Stivie G ที่จงรักภักดีกับสโมสรมาตลอด รับใช้สโมสรมายาวนาน ต้องการปิดฉากอาชีพกับทีม ฯลฯ

Dave Fallows

Dave Fallows มีตำแหน่งเป็น director of scouting ให้กับสโมสรลิเวอร์พูล เริ่มงานกับทีมในปี 2012 ในตำแหน่ง first team scouting และ recruitment co-ordinator ก่อนหน้านี้ Fallows เคยทำงานให้กับสโมสร Manchester City และสโมสร Bolton Wanderers มาก่อน เมื่อ BR แจ้งความประสงค์มาว่าเขาต้องการเสริมแกร่งให้กับทีมในจุดไหน Fallows ก็จะสรุปข้อมูลจากกลุ่มนักเตะที่เฝ้าจับตาดูมาเสนอต่อ BR ว่ามีใครบ้างที่เข้าตา

Liverpool's chief scout Barry Hunter back in his playing days with Northern Ireland Credit:Action Images / Nick Potts
Liverpool’s chief scout Barry Hunter back in his playing days with Northern Ireland Credit:Action Images / Nick Potts

Barry Hunter

chief scout วัย ๔๖ ปีคนนี้เป็นอดีตกองหลังทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ เกิดใน Coleraine เคยเล่นให้กับ Crusaders ทีมในท้องถิ่น ก่อนที่จะเซ็นต์สัญญากับ Wrexham ในปี 1993 จากนั้นก็ถูก Reading ซื้อตัวมาร่วมทีมภายใต้สัญญา ๓ ปี ค่าตัว £400,000

ปี ๒๐๐๔ Hunter บาดเจ็บหนักจนต้องแขวนสตั๊ด เคยทำงานเป็น assistant manager ให้กับ Swindon Town มาก่อน

ปี ๒๐๐๖ Hunter รับงานเป็น senior scout ให้กับ Blackburn Rovers ต่อด้วย Norwich City

ปี ๒๐๐๘ Hunter รับหน้าที่เป็น chief scout ใน Italy, Switzerland และ Russia ให้กับ Manchester City

ปี ๒๐๑๒ Hunter ย้ายมาทำงานให้กับลิเวอร์พูล มีหน้าที่ตามดูฟอร์มนักเตะที่เป็นเป้าหมายของลิเวอร์พูล

Michael Edwards

director of technical performance ของลิเวอร์พูลจบสาขา business management มาจาก University of Sheffield เคยรับหน้าที่เป็น head of performance analysis ให้กับทีม ปอร์ทมัธ ช่วงปี 2003 – 2009 จากนั้นก็ย้ายไปทำงานร่วมกับ Comolli ที่สเปอร์ แล้วย้ายตาม Comolli มาทำงานให้กับลิเวอร์พูลในปี ๒๐๑๑

Damien Comolli with Liverpool FC owner John Henry. Comolli brought Mike Edwards to Anfield
Damien Comolli with Liverpool FC owner John Henry. Comolli brought Mike Edwards to Anfield

Edwards มีหน้าที่วิเคราะห์สารพัดข้อมูลของนักเตะที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกในแต่ละนัด แล้วจัดทำออกมาเป็นรายงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ John W Henry นักธุรกิจชาวอเมริกันที่คุ้นเคยกับเบสบอล บาสเก็ตบอล และอเมริกันชื่นชอบ และเรียกมันว่า the ‘Moneyball’ philosophy เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการประเมินค่าตัวที่แท้จริงของนักเตะในตลาดซื้อขาย ข้อมูลที่ Edwards วิเคราะห์ออกมาจะถูกส่งต่อไปให้ทีมงานแมวมองใช้ประกอบการพิจารณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s