ก้อนอิฐบนกำแพงที่กั้นแบ่งสังคมไทย ตอนที่ ๑


ก้อนอิฐบนกำแพงที่กั้นแบ่งสังคมไทย

ความสับสนวุ่นวายทางการเมืองในสังคมไทยที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ นั้นกลับนำมาซึ่งความปั่นป่วนทางการเมือง แล้วลุกลามขยายวงต่อไปยังภาคประชาสังคม ทำให้คนในสังคมไทยแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า บ้างเหลือง บ้างแดง บ้างก็เป็นพวกแมงสาป บ้างก็เป็นพวกสลิ่ม หากถามหรือพิจารณาดูว่าใครเป็นพวกเสื้อเหลือง ใครเป็นพวกเสื้อแดง หรือใครต่อต้านระบอบทักษิณ ใครสนับสนุนระบอบทักษิณ ภาพพจน์ที่ออกมาก็จะเป็นไปในทำนองที่ว่าคนเมืองกับคนกรุง(ผู้เสียภาษี – respect my tax) ชนชั้นกลาง คือกลุ่มคนที่ไม่เอาระบอบทักษิณ ส่วนคนในชนบท เกษตรกร คนทำมาหาเช้ากินค่ำ คนที่ได้ประโยชน์จากสารพัดนโยบายประชานิยมชาติล่มจมเป็นกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุนระบอบทักษิณ เมื่อกลุ่มคนมีความชัดเจน ขาดความหลากหลายจึงง่ายต่อการยั่วยุ ปลุกปั่นของนักการเมือง นักปลุกระดมทางการเมือง วิกฤติการณ์ทางการเมืองจึงทำให้เกิดวิกฤติทางสังคมตามมา เมื่อคนเมือง คนกรุง ชนชั้นกลาง ข้าราชการ นักธุรกิจทั้งหลายนำมาตรการอารยะขัดขืนมาใช้สกัดขัดขวางการดำเนินนโยบายประชานิยมชาติล่มจม และเดินหน้าสารพัดโครงการเมกกะโปรเจ็กต์ที่ถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่า “กู้มาโกง” วิกฤติทางสังคมจึงทำให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้นตามมา

เมื่อกองทัพลากรถถังออกมาทำรัฐประหาร เหล่าขุนนาง เสนาบดีที่ทำงานให้กับรัฐบาลทหารก็ไม่ใช่หน้าใหม่ วัยละอ่อนทางการเมือง ขุนพลแต่ละคนล้วนมีชื่อเสียงมายาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วมากมายทั้งสิ้น แต่ทำไมเหล่าขุนนาง เสนาบดีมากประสบการณ์เหล่านี้กลับไม่สามารถทำให้คนในสังคมไทยกลับมาปรองดองกันได้ มาตรการอารยะขัดขืนที่ข้าราชการ นักธุรกิจ และประชาชนนำมาใช้สกัดขัดขวางไม่ให้รัฐบาลเก่ากู้มาโกง หรือเดินหน้านโยบายประชานิยมชาติล่มจมต่อไปได้ก็ไม่มีอีกแล้ว แต่ทำไมประชาชนจึงคิดว่าเศรษฐกิจไทย ยังไม่ฟื้น กำลังย่ำแย่หนักขัดกันอย่างสิ้นเชิงจากคำบ่งชี้ของนักเศรษฐศาสตร์ทุกคน โพลทุกสำนักที่ต่างก็ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างช้า รัฐบาลเองก็ไม่ได้ทำอะไรแบบมั่วๆ หรือหลับหูหลับตาทำ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหลายที่รัฐบาลงัดขึ้นมาใช้ งัดขึ้นมาทำก็เหมือนๆกับที่รัฐบาลต่างๆทั่วโลกเค้าคิด เค้าทำกัน

ในเมื่อการคิดอย่างฝรั่ง “คิดแบบปรโตโฆสะ – คิดตามทฤษฎีตะวันตก” แล้วเศรษฐกิจไทยในมุมมองประชาชนยังไม่ฟื้น เงินทองในกระเป๋าของประชาชนทำยังไงก็ยังไม่งอกเงย เพิ่มพูนขึ้นมาสักที  ผิดกับเศรษฐกิจไทยในมุมมองของข้าราชการ นักธุรกิจที่ต่างก็มองว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว กำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆแต่ก็เป็นการฟื้นตัวเนื่องจากการเสพติดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นแบบคนติดฝิ่น ติดมอร์ฟีน หยุดกระตุ้นไม่ได้ หยุดกัญชา “เมกกะโปรเจ็กต์” เมื่อไหร่ plc. ตายเมื่อนั้น

ในเมื่อการคิดอย่างฝรั่ง “คิดแบบปรโตโฆสะ – คิดตามทฤษฎีตะวันตก” ยังไม่ให้ผลที่น่าพอใจ งั้นเราลองมาคิดกันเล่นๆในแบบไทยๆด้วยการคิดแบบชาวพุทธ คิดแบบโยนิสมนสิการดูบ้างปะไร

ความเหลื่อมล้ำกับสังคมไทย – คิดแบบอิทัปปัจจยตา

กิเลสตัณหา ความต้องการทะยานอยากเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด โลกแบ่งเป็น ๒ ค่าย คือ ค่ายเผด็จการคอมมิวนิสต์กับค่ายทุนนิยม-เสรินิยมประชาธิปไตย กาลเวลาคือเครื่องพิสูจน์ว่าการปกครองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การมีชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่ ถูกบีบคั้นบังคับนั้นเป็นชีวิตที่ขัดขืนฝืนธรรมชาติของมนุษย์ ในที่สุด ระบอบคอมมิวนิสต์ก็ล่มสลาย ทุนนิยม-บริโภคนิยมคือผู้ปกครองโลกแต่เพียงผู้เดียว “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” กลายเป็นคัมภีร์หลัก ใครๆก็อยากรวยแบบบัฟเฟตต์ อยากประสบความสำเร็จแบบสตีฟ จ็อบส์, มาร์ก ซักเคอเบิร์ก, แจ็ค หม่า ฯลฯ

ความโลภ การแสวงกำไรสูงสุดจึงกลายเป็นค่านิยมหลักของสังคม ไม่มีใครสนเรื่องที่มาที่ไปของรายได้ ความร่ำรวยว่าท่านได้แต่ใดมา วิธีที่ท่านได้มานั้นสะอาดหรือไม่ การตลาด การโฆษณาส่งเสริมการขายกลายเป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในการกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้น ทำให้เกิดการบริโภคเกินจริง ใช้จ่ายเกินตัว ผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจเกิดฟองสบู่ เติบโตขยายตัวเกินจริงเพราะสารพัดความต้องการเทียมที่เกิดขึ้น หากผู้บริโภคมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อกิเลสตัณหา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นตามแฟชั่น ตามกระแสสังคม ผู้บริโภคก็มีทางเลือก ๒ ทาง คือ กู้เงินมาบริโภค หรือไม่ก็ทำอะไรก็ได้ ทำได้ทุกวิถีทางเพื่อให้มีเงินมาบริโภคไม่ว่าจะเป็นการแสวงกำไรสูงสุด ก้าวเข้าสู่แวดวงการพนัน ทุจริตคดโกง ฯลฯ

ดังนั้น คนรวยจึงร่ำรวยมากขึ้นจากการปั่นฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ ขณะที่คนมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายค่อยๆดำดิ่งสู่ก้นเหวแห่งกองหนี้เพราะไม่อาจสลัดหลุดพ้นจากความฟุ้งเฟ้อได้ การแสวงกำไรสูงสุดนำมาซึ่งการผูกขาดทางการค้า ตลาดปราศจากการแข่งขัน คู่แข่งในอุตสาหกรรมต่างจับมือกันฮั้วราคาเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน(win : win situation)

ยิ่งรวยก็ยิ่งโลภเป็นธรรมดา เมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานในชีวิตได้รับการตอบสนองครบถ้วนแล้ว กิเลสที่เคยหยาบกระด้าง แค่มีกินมีใช้ ไม่เจ็บ ไม่จนก็พอแล้วก็เริ่มมองหาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยากกินอาหารรสโอชะในภัตตาคารหรูเลิศ อยากขับรถหรู อยากอยู่คฤหาสน์หลังโตๆที่เพียบพร้อมทุกสรรพสิ่งทั้งสนามหญ้าหน้าบ้าน สระว่ายน้ำ จากนั้นก็เริ่มมองหาบ้านพักตากอากาศไว้พักผ่อนกับครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์

เมื่อร่ำรวยล้นฟ้าก็เริ่มเดินเข้าหาอำนาจรัฐ จากที่เคยให้ความช่วยเหลือส่วนราชการที่มาขอความอนุเคราะห์ค่าใช้จ่ายต่างๆจนข้าราชการเกรงใจ คหบดีใหญ่อยากทำอะไรก็ทำได้ ข้าราชการได้แต่แกล้งหลับหูหลับตาทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน มีอะไรที่พอจะช่วยเหลือเพื่อตอบแทนบุญคุณน้ำใจเสี่ยได้ก็ช่วยๆกันไป ดังนั้น เสี่ยจึงเริ่มคิดถึงการมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ในฐานะผู้กว้างขวางช่วยเหลือทั้งทางราชการ เป็นเจ้าของร้านค้าใหญ่ในท้องถิ่น มีตึกแถว/บ้านเช่า มีลูกหนี้เงินกู้เต็มอยู่เต็มตลาด ชัยชนะในการเลือกตั้งการเมืองระดับท้องถิ่นจึงไม่ใช่เรื่องยาก ตามมาด้วยอำนาจผูกขาดทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น เสี่ยและครอบครัว ญาติพี่น้อง และผองเพื่อนจึงกลายเป็นผู้มากบารมี ไม่มีใครกล้าแตะต้อง นี่คือภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ-สังคม การกระจุกตัวของรายได้ เหตุแห่งการใช้อำนาจ ๒ มาตรฐาน “คุกมีไว้ขังคนจน” ที่เกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ ในชุมชนระดับท้องถิ่น ที่สามารถนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมใหญ่ หรือระดับประเทศได้เช่นกัน

อำนาจเงินจึงนำมาซึ่งการนับหน้าถือตา อภิสิทธิ์ต่างๆทางสังคม และอำนาจรัฐ แล้วการลงทุนทางการเมืองเพื่อให้ตนเองเข้าถึงอำนาจรัฐก็สร้างผลตอบแทนการลงทุนกลับมามากมายมหาศาล ทั้งความนับหน้าถือตา ยศฐาบรรดาศักดิ์ และผลประโยชน์มหาศาลทางการเงินจากการเข้าถึงอำนาจรัฐในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นการเมืองเอง หรือเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักการเมือง หรือการแทรกแซงกลไกการออกกฎหมาย กลไกการกำหนดนโยบาย ฯลฯ การเมืองจึงเป็นการต่อยอดทางธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูง น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่งในสายตาของนักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เศรษฐกิจโลกประสบปัญหา แต่รายงานข่าวจาก CNBC เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ กลับระบุว่าปี ๒๕๕๗ จำนวนมหาเศรษฐีโลก(ผู้ที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ ๓,๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป) เพิ่มขึ้น ๑๕๕ ราย จำนวนมหาเศรษฐีใหม่สูงขึ้นจากปี ๒๕๕๖ ถึงร้อยละ ๗ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้จำนวนมหาเศรษฐีโลกขณะนี้อยู่ที่ ๒,๓๒๕ ราย มีสินทรัพย์รวมกันกว่า ๗.๓ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (๒๓๕ ล้านล้านบาท)
และเมื่อมองย้อนกลับเข้ามายังสภาอันทรงเกียรติของไทย จากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ พบว่า นายอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นสมาชิกสนช.ที่ร่ำรวยที่สุดในสภาฯ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ๕.๒ พันล้านบาท สมาชิกสนช. ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือ นายสมพร เทพสิทธา มีทรัพย์สินมากว่าหนี้สิน ๑๖๐,๗๓๕.๔๖ บาท ส่วนเสนาอำมาตย์ที่มารับงานคืนความสุขให้คนไทยในรัฐบาลรถถังก็หน้าเดิมๆทั้งนั้น

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ-สังคม แนวโน้มเรื่อง ๒ มาตรฐานในสังคมไทยที่หมักหมม สะสมมายาวนานจนปะทุคุกรุ่นหลังเกิดวิกฤติทางการเมือง เพราะถูกนักธุรกิจการเมืองใช้บาดแผลทางสังคมนี้มาเป็นเครื่องมือปลุกระดมทางการเมืองเพื่อแสวงหาและรักษาอำนาจและผลประโยชน์ สังคมไทยจึงแตกเป็นเสี่ยง เพราะส่งผลให้คนฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์จากโครงการประชานิยมชาติล่มจมและโครงการกู้แล้วโกง ส่วนคนอีกฝ่ายหนึ่งกลับกลายเป็นผู้เสียหายเพราะเป็นเจ้ามือตัวจริง เป็นผู้จ่ายเงินให้รัฐนำมาใช้ทำโครงการประชานิยมชาติล่มจมผ่านการเสียภาษี(โดยตรง)

ดังนั้น หากเราสามารถทำให้หลักนิติรัฐ นิติธรรมกลับคืนสู่สังคมไทยได้ ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยที่เกิดจากการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายแบบ ๒ มาตรฐาน พวกใครพวกมันลดน้อยถอยลงไปสู่ระดับที่ไม่เป็นอันตรายได้ก็จะทำให้คนในสังคมไทยกลับมาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกครั้ง “คุกมีไว้ขังคนทุกคนที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรง” ไม่ได้มีไว้ขังคนจนโดยเฉพาะเฉกเช่นที่เกิดขึ้นในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้อีกเพราะรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เท่าเทียม เป็นมาตรฐานเดียวกัน แผลใจเรื่องการบังคับใช้กฎหมายแบบ ๒ มาตรฐานก็บรรเทาเบาบางลงไป

หากเราสามารถทำให้ตัวกฎหมายถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อรับใช้คนไทยทั้งสังคม ไม่ใช่บัญญัติขึ้นมาโดยผู้มีอำนาจรัฐ เพื่อเปิดทาง อำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าถึงอำนาจรัฐรุกไล่ กลืนกิน ผูกขาด ตักตวง กอบโกย แสวงผลประโยชน์จากกฎหมายที่ตนและพวกพ้องร่วมกันเขียนขึ้น ดังนั้น บาดแผลของแผ่นดินที่เกิดจากการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือแสวงอำนาจ สร้างและเพิ่มพูนผลประโยชน์ให้คนรวยยิ่งรวยด้วยการปล้นชิงทรัพยากรในมือคนจนมาเป็นของตนเอง ก็จะบรรเทาบางบางลงไป คนจนมีที่หยัดยืน พึ่งพาตนเองได้

หากเราสามารถบัญญัติกฎหมายที่มีกลไกการป้องกันการผูกขาดอำนาจ การแสวงผลประโยชน์จากการใช้อำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้ ก็จะบรรเทาสารพัดปัญหาที่เกิดจากการผูกขาดอำนาจให้ลดน้อยลงไปได้เพราะผู้มีอำนาจราชศักดิ์ไม่กล้าอวดเบ่ง ไม่กล้ากินเบ่ง ไม่กล้าทำตนเหนือกฎหมายโดยพร่ำเพรื่อเพราะไม่มีใครสามารถผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ได้ยาวนาน ๔ – ๘ ปีผ่านไป อำนาจและผลประโยชน์ก็หมดสิ้นไปอย่างถาวร ไม่มีใครคนใด ตระกูลใดสามารถผูกขาดหรือสืบทอดอำนาจและผลประโยชน์ส่งต่อให้ทายาทรุ่นต่อๆไปรับช่วงต่อได้ การเมืองแบบผูกขาด ตระกูลทางการเมืองจึงกลายเป็นอดีตไป นักการเมืองที่เคยมือไม้อ่อนแค่ช่วงที่ตัวเองเป็นหน้าใหม่ทางการเมืองก็ได้แต่อ่อนน้อมต่อประชาชนตลอดไป ลูกหลานนักการเมืองที่เคยอวดเบ่งก็ไม่กล้าทำตัวเหนือกฎหมายเพราะอำนาจในมือพ่อแม่ญาติพี่น้องไม่ใช่อำนาจที่คงอยู่ตลอดไป ตนเองก็ไม่อาจสืบทอดอำนาจจากพ่อแม่ญาติพี่น้องได้ ปัญหาที่เป็นผลสืบเนื่องจากการผูกขาดอำนาจก็บรรเทาเบาบางลงไป

ความเหลื่อมล้ำกับการคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ

๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ รายงานความมั่งคั่งของโลกที่จัดทำโดยธนาคารเครดิตสวิสระบุว่า ประเทศไทยติดอันดับ ๖ ของประเทศที่มีการกระจายรายได้ไม่เป็นธรรมของโลกในปี ๒๐๑๔ โดยกลุ่ม Top 10% ของไทยครอบครองสินทรัพย์ร้อยละ ๗๕ ของประเทศ ขณะที่คนไทยส่วนที่เหลือร้อยละ ๙๐ ครอบครองทรัพย์สินรวมกันเพียงร้อยละ ๒๕ ของสินทรัพย์รวมที่มีอยู่ทั้งหมดเท่านั้น
สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยปี ๒๐๑๔ หนักหนาสาหัสกว่าปี ๒๐๑๓ ที่ Top 10% ครอบครองสินทรัพย์ร้อยละ ๗๓.๘ ส่งผลให้ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการกระจายรายได้ไม่เป็นธรรมสูง คือ เศรษฐีถือสินทรัพย์มากกว่าร้อยละ ๗๐

การกระจายรายได้อย่างไม่เป็นธรรมของไทยในช่วงระหว่างปี ๒๐๐๗ – ๒๐๑๔ นั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว กลุ่ม Top 10% ของไทยใช้เวลาเพียง ๗ ปีเท่านั้นก็สามารถเพิ่มจำนวนสินทรัพย์ในครอบครองจากร้อยละ ๖๙.๓(ปี ๒๐๐๗) มาเป็นร้อยละ ๗๕ ได้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเพียงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ตกอย่ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าไทย ส่วนในระดับโลกนั้น รัสเซียเป็นเบอร์ ๑ ของโลกสินทรัพย์กว่าร้อยละ ๘๔.๘ ของรัสเซียเป็นของกลุ่ม Top 10% โดยมีตุรกีตามมาเป็นอันดับ ๒ Top 10% ของตุรกีครอบครองสินทรัพย์ร้อยละ ๗๗.๗ ของประเทศ อันดับ ๓ คือ ฮ่องกง ร้อยละ ๗๗.๕ อันดับ ๔ อินโดนีเซีย ร้อยละ ๗๗.๒ และอันดับ ๕ ฟิลิปปินส์ ร้อยละ ๗๖

คิดกันง่ายๆแค่ว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรราว ๒๓.๗ ล้านคน(ร้อยละ ๓๖.๘ ของประชากรทั้งหมด) ร้อยละ ๗๐.๓ ของเกษตรกรมีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง ๕๐ – ๖๔ ปี

พื้นที่ๆมีการใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรมีทั้งสิ้น ๑๔๙.๒๔ ล้านไร่ ใช้สำหรับปลูกข้าวนาปี ๖๔.๙๘ ล้านไร่ ปลูกมันสำปะหลัง ๘.๑๖ ล้านไร่ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ๗.๑๗ ล้านไร่ ปลูกยางพารา ๑๓.๘๑ ล้านไร่ มีพื้นที่เพียงร้อยละ ๒๐ (๒๙.๗๘ ล้านไร่)เท่านั้นที่อยู่ในเขตชลประทาน

ผลผลิตทางการเกษตรมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ ๑๑ ของจีดีพี ผลผลิตข้าว ๓๐ ล้านตันต่อปีเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของชาวนาราวๆ ๔ ล้านครัวเรือนนั้นสร้างมูลค่าการส่งออกได้ราวๆ ๑ แสนล้านบาทต่อปี โดยที่เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าผลผลิตรวมตลอดห่วงโซ่การผลิตราวร้อยละ ๒๕ เท่านั้น

ความเหลื่อมล้ำนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ด้านเดียว มิติเดียว แต่ความเหลื่อมล้ำนั้นเกิดขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านรายได้ การศึกษา การบังคับใช้กฎหมาย ฯลฯ

ด้วยลักษณะที่ชัดเจนว่าคนเมือง-คนกรุงไม่เอาทักษิณ คนชนบท คนหาเช้ากินค่ำนั้นเป็นคนที่ถูกสังคมเอารัดเอาเปรียบมายาวนาน เมื่อระบอบทักษิณหยิบยื่นผลประโยชน์ให้พวกเขาสามารถลืมตาอ้าปากได้ มีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากนโยบายประชานิยมชาติล่มจมคนกลุ่มนี้จึงรักและภักดีมั่นต่อระบอบทักษิณ จึงถูกคนเมือง-คนกรุง ฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ “respect my tax” ดูหมิ่นน ชิงชัง รังเกียจ ประณามหยามหมิ่นว่าคนเหล่านี้เป็นควายแดง พวกตนเป็นคนมีการศึกษา รู้เท่าทันเหตุการณ์ความเป็นไปนานาของโลกเพราะมีโอกาสมากกว่าคนชนบท คนทำมาหาเช้ากินค่ำ มีปัญญาส่งลูกเรียนพิเศษ มีปัญญาซื้อแทบเล็ตให้ลูกดาวโหลดหนังโป๊มาดู มีปัญญาจ่ายแป๊ะเจี๊ยะให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนดัง มีปัญญาจ่ายตังค์ค่าเทอมในมหาวิทยาลัยเอกชน ฯลฯ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม นับวันสถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ช่องว่างจากความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างมากขึ้นทุกวันๆ พวกเขาจึงขาดโอกาสทางการศึกษา ไร้อำนาจต่อรองในการขายแรงงาน ขายผลิตผลทางการเกษตร ต้นทุนการผลิตขึ้นอยู่กับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดตลาดไว้หมดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทั้งเมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ราคารับซื้อสินค้าเกษตร ฯลฯ และบรรดายักษ์เล็ก ยักษ์ใหญ่ ผู้ประกอบการที่ร่วมกันผูกขาดตลาด แสวงกำไรสูงสุดเหล่านี้ก็คือ
นายจ้างของคนเมือง-เมืองกรุงที่ประณามหยามหมิ่นชาวบ้านเป็นควายนั่นเอง

คิดแบบสามัญลักษณ์

“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเรื่องปกติธรรมดา ภาคการท่องเที่ยวและภาคการเกษตรที่เคยเป็นพระเอก ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี ๒๕๓๘ นั้น ทุกวันนี้ เกษตรกรไทยเหลือแต่คนชรา คนรุ่นหนุ่มสาวต่างหลั่งไหลไปเข้าโรงงานกันจนหมดสิ้น ภาคการเกษตรกรของไทยก็หดตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ สวนทางกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก อัตราการว่างงานจะมากหรือน้อยมีตัวแปรสำคัญเป็นเงินทุนจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทย หากเงินทุนส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น เงินทุนเพื่อการเก็งกำไร ฟองสบู่ตลาดหุ้นก็ก็ฟูฟ่อง เซียนหุ้นทั้งแมงเม่า สถาบัน และขาใหญ่ร่ำรวยล้นฟ้าเพียงชั่วข้ามคืน Slow life ในฝันของเด็กรุ่นใหม่ของไทยคือตื่นมาตอนสายๆ แต่งตัวสบายๆ นั่งเล่นชิลๆในร้านกาแฟ สายตาจับจ้องมองแท็บเล็ต เทรดหุ้นเก็งกำไร ตกบ่ายก็เทขาย รับทรัพย์เข้ากระเป๋า ค่ำมาก็เข้าผับหาสาวสวยไฮโซโก้หรูสักคนมาร่วมโต๊ะดื่มกิน ผับปิดก็ชวนกันมาทำความรู้จักกันเพิ่มเติมในคอนโดหรู เช้ามาก็ต่างคนต่างไป แต่งตัวออกจากบ้านตอนสายๆมานั่งเล่นชิลๆ สบายๆในร้านกาแฟ เทรดหุ้น หาเงินกิน หาเงินเที่ยวกันต่อไป วิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือนก็ไม่ต่างกัน

ดังนั้น ขณะที่เกษตรกรไทย คนทำมาหาเช้ากินค่ำมีหนี้ท่วมหัว มนุษย์เงินเดือน และผู้ประกอบการต่างมีความสุขจากยอดขาย ผลกำไร และผลตอบแทนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ต้องขอบคุณแคมเปญโฆษณา และกลยุทธทางการตลาดแบบเด็ดๆ โดนใจ และความง่ายในการเข้าถึงสินเชื่อ ทำให้ลูกค้าที่กำลังอยากได้ อยากมี อยากเป็น แต่ยังไม่พร้อมที่จะควักเงินออกจากกระเป๋าทนกระแสเรียกร้องของหัวใจไม่ไหวสามารถก่อหนี้เพื่อการอุปโภค บริโภคได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายหมองูก็ตายเพราะงู มนุษย์เงินเดือนที่สนุกรื่นเริงจากเงินเดือนและโบนัสก้อนงามที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้สูงขึ้นทุกปีก็มีความประมาท มีความต้องการทะยานอยากเช่นกันจึงใช้จ่ายเกินตัว ก่อหนี้ท่วมหัว หมุนเงินเป็นประวิงเพราะมั่นใจว่าสามารถหมุนหนี้ได้ รัฐบาลก็บอกว่าเศรษฐกิจยังดีอยู่ มีหรือจะเงินมาจ่ายหนี้ไม่ได้ โบนัสออกเมื่อไหร่สารพัดหนี้ที่ก่อไว้ก็ล้างหมด แต่การบริโภคภายในประเทศหดตัวอย่างรุนแรงไปแล้วเพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การส่งออกไปต่างประเทศก็หดตัวอย่างรุนแรงไปแล้วเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดีนัก นายจ้างและเจ้าของกิจการจึงต้องลดชั่วโมงการทำงาน ลด(งดจ่าย)โบนัสให้กับพนักงานเพื่อรักษาระดับอัตราผลกำไร ความน่าสนใจในการลงทุน ผลตอบแทนการลงทุนไว้จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในตลาด มนุษย์เงินเดือนเปรียบเกษตรกรดั่งควาย หลงงมงายในระบอบประชานิยมชาติล่มจม แล้วมนุษย์เงินเดือนเล่า ?

คิดแบบแก้ปัญหา

นิวรณ์  แปลว่า เครื่องห้าม หรือ เครื่องกั้น ในที่นี้หมายถึง เครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุถึงธรรม ที่สูงขึ้นไป อธิบายว่า ตามปรกติ คนเรามักมีความรู้สึกที่เรียกว่า นิวรณ์ อยู่ด้วยกันทุกคน ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง ตามวิสัยของปุถุชน เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันว่าจิตของปุถุชนถูกนิวรณ์เหล่านี้กีดกันไว้จากการบรรลุธรรมะที่สูงขึ้นไปอยู่ทุกครั้งที่กิเลสชั้นละเอียดถูกปรุง ฟุ้งป่วนขึ้น เป็นความกลัดกลุ้ม วุ่นวาย ไม่สงบ รำงับในภายใน ผู้ที่สามารถทำจิตให้ว่างจากนิวรณ์ได้ตามความต้องการของตนนับว่า เป็นปุถุชนพิเศษหรือกัลยาณปุถุชน ได้แก่ ผู้มีปัญญาในการที่จะเปลื้องนิวรณ์เหล่านี้ออกไปเสียจากจิต
โดยการยกจิต ขึ้นมาสู่ สมาธิได้สำเร็จ ตามวิธีใด วิธีหนึ่ง เป็นต้น

กามฉันทะ แปลว่า ความพอใจในกาม แต่ความหมายหมายถึงความกลัดกลุ้ม อยู่ด้วยความกำหนัดในกามจนมืดมัว ไม่แจ่มใส ไม่เห็นแจ้งในธรรมตามที่เป็นจริง ท่านเปรียบอุปมาเหมือนน้ำใสแต่มีสีต่างๆมาเจือปนจนหมดความใส

พยาบาท หมายถึง ความกลัดกลุ้ม อยู่ด้วยความไม่พอใจ โกรธแค้น เกลียดชัง เป็นต้น ซึ่งทำความมืดมัวให้อีกในลักษณะหนึ่ง ซึ่งท่านเปรียบด้วยน้ำที่ใสแต่ถูกทำให้เดือด พลุ่งพล่าน อยู่ก็ไม่อาจ ทำให้ผู้มองมองเห็นสิ่งต่างๆที่มีอยู่ภายใต้น้ำนั้นได้

ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่ เคลิบเคลิ้ม ไม่ร่าเริง แจ่มใส ทำให้จิตไม่มีสมรรถ
ภาพในการที่จะเห็นแจ้งในธรรม ท่านเปรียบเหมือนน้ำใสแต่มีพืช เช่น ตะไคร่ หรือ สาหร่ายเกิดอยู่เต็มก็ไม่อาจจะมองเห็นสิ่งต่างๆใต้น้ำได้เช่นเดียวกัน

อุทธัจจกุกกุจจะ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน รำคาญ กระสับกระส่าย ในลักษณะที่ตรงกันข้าม จากถีนมิทธะ ท่านเปรียบอุปมาไว้เหมือนน้ำใสแต่ถูกทำให้เป็นละลอกคลื่น หรือ กระเพื่อม อยู่เป็นนิจ ทำให้ไม่สามารถจะมองเห็นสิ่งใต้น้ำ เช่น กรวด ปลา และ หอย ได้เช่นเดียวกัน

วิจิกิจฉา ข้อสุดท้ายนั้น หมายถึง ความสงสัย เพราะไม่รู้  หรือ มีอะไรมารบกวน ความอยากรู้ ไม่มีความสงบลงได้ ทำให้เกิดความมืดมัวแก่จิต ไม่อาจจะเห็นแจ้งในสิ่งที่ควรเห็นแจ้ง ท่านเปรียบเหมือนน้ำใสอยู่ในที่มืด ย่อมไม่อำนวยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในน้ำนั้นได้

เมื่อพิจารณาดูจากอุปมาเหล่านี้ จะเห็นความหมายได้ว่าจิตที่เป็นเดิมๆนั้นมีลักษณะเป็นประภัสสร คือใสกระจ่าง แต่ได้สูญเสียความในกระจ่างไปเพราะสิ่งภายนอกเข้าไปแทรกแซง โดยการปรุงแต่งต่างๆกันใน ๕ ลักษณะที่กล่าวแล้ว เรามีหวัง ที่จะขจัด สิ่งซึ่งเป็นนิวรณ์เหล่านั้น เช่นเดียวกับอาจจะขจัดสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในน้ำตามที่กล่าวแล้วในอุปมา ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหลือวิสัย และมีลู่ทางสำหรับให้ปฏิบัติจนประสบผลได้โดยแน่นอน ถ้าสังเกตให้ดี จากอุปมา จะเห็นว่ากามฉันทะเป็นสิ่งที่ขจัดยากเช่นเดียวกับน้ำผสมสี เป็นการยากที่จะแยกเอาสีออกจากน้ำได้ง่ายๆ ไม่เหมือนกับการยกสาหร่ายหรือจอกแหนขึ้นจากน้ำในอุปมาของถีนมิทธะ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ผู้ปฎิบัติจะต้องเลือกหาข้อปฏิบัติที่เป็นคู่ปรับโดยตรงกับนิวรณ์ของตนๆ
โดยหลักทั่วๆไป ท่านถือเป็นหลักเลือกวิธีขจัดนิวรณ์ ๕ ด้วยกัมมัฏฐาน อารมณ์ต่างกันเป็น ๕ อย่าง ดังนี้:

(๑) ให้พิจารณาในทางอสุภะและปฏิกูล เช่น กายคตาสติ เป็นต้น ซึ่งจะกำจัดกามฉันทะได้

(๒) ให้เจริญเมตตาโดยนัยเป็นต้นว่าให้เห็นโดยความเป็นเพื่อนสัตว์ที่เกิดแก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทุกคน ทุกชีวิต นี่ย่อมกำจัดพยาบาท

(๓) ให้ทำในใจถึงแสงสว่างเป็นอารมณ์ เช่น การเจริญ อโลกสัญญา เป็นต้น ย่อมกำจัดถีนมิทธะ ข้อนี้แม้การทำในใจถึงสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสหรืออิ่มใจ เช่น การเจริญ พุทธานุสติ เป็นต้น ก็อาจจะช่วยกำจัดถีนมิธะได้ตามสมควร

(๔) ให้ทำจิตจดจ่ออยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งง่ายแก่การจดจ่อ เช่น การเจริญกสิณทั่วๆไป หรือ แม้แต่การเจริญอานาปานสติ ย่อมกำจัดอุทธัจจะกุกกุจจะได้

(๕) ให้ทำความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ แน่ใจในสิ่งที่ควรแน่ใจ ทำให้รู้ในสิ่งที่ควรรู้ เช่น เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แน่ใจในเรื่องกรรม หรือทำความรู้ ในเรื่องไตรลักษณ์อย่างนี้เป็นต้น ย่อมกำจัด วิจิกิจฉา ให้สิ้นไป

ถ้ากล่าวกลับกันอีกทางหนึ่ง ถ้าผู้ใดสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้นโดยวิธีใดก็ตามจนกระทั่งเป็น อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่แน่วแน่แล้ว นิวรณ์ทั้ง ๕ ย่อมเป็นอันระงับไปหมดสิ้น ฉะนั้น ในอันดับแรกนี้ บุคคลควรเริ่มต้นด้วยการเจริญสมาธิที่สะดวกสบาย เช่น อานาปานสติ เป็นต้น ต่อเมื่อทำไปไม่สำเร็จเพราะนิวรณ์อย่างใดรบกวนพิเศษจึ งค่อยหันไปเจริญสมาธิที่เป็นคู่ปรับกับนิวรณ์นั้นโดยตรง จะเป้นวิธีที่สะดวกกว่าและได้ผลดีกว่า

ความไม่มีนิวรณ์ หมายถึง จิตมีลักษณะบริสุทธิ์ ผ่องใส เยือกเย็น ปลอดโปร่ง เป็นความพร้อม ที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในอรรถะและธรรมอันลึก นับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมีหรือต้องฝึกหัดสำหรับผู้ที่ประสงค์จะก้าวหน้าไปในทางธรรม แม้จะกล่าวกันอย่างโลกๆ เวลาที่จิตไม่ถูกนิวรณ์รบกวนก็กล่าวได้ว่าเป็นเวลาที่มีความผาสุกที่สุด จึงได้มีผู้หลงใหลในรสของสมาธิหรือฌานจนถึงสิ่งนี้เคยถูกบัญญัติเหมาเอาว่าเป็นนิพพานมาแล้วในยุคหนึ่ง คือ ยุคที่ยังไม่มีความรู้ ในทางจิตสูงไปกว่านั้น

ที่มา http://www.buddhadasa.com/rightstudydham/nivorn.html

ความโลภ ความต้องการทะยานอยากแบบไม่มีที่สิ้นสุดทำให้เกิดการแสวงกำไรสูงสุด อำนาจเหนือตลาด การผูกขาดทางการค้านำมาซึ่งกำไรสูงสุด เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเหนือตลาด ผู้ประกอบการจึงทำทุกวิถีทาง ทั้งการซื้อ(ฮุบ)กิจการ ควบรวมกิจการ สร้างพันธมิตรทางการค้าเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง เข้าหาอำนาจรัฐ ใช้เส้นสายทางการเมือง ฯลฯ

อำนาจเหนือตลาด การผูกขาดทางการค้านำมาซึ่งกำไรสูงสุด การค้ากำไรเกินควร ความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แล้วตามมาด้วยความเหลื่อมล้ำทางสังคม(การออกกฎหมายเพื่อตนเองและพวกพ้อง การบังคับใช้กฎหมายแบบ ๒ มาตรฐาน)

เมื่อนักธุรกิจการเมืองเข้าถึงอำนาจรัฐ ความทะเยอทะยานไม่รู้จักพอ ความโลภไร้ขีดจำกัดนำมาซึ่งความพยายามในการผูกขาดอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไว้ในมือตนเอง จากที่เคยกินแบ่งก็พยายามที่จะกินรวบ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุน ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองจึงเกิดขึ้น ประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากจึงกลายเป็นเครื่องมือแสวงอำนาจ รักษาผลประโยชน์ เพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับนักธุรกิจการเมือง ความวุ่นวายทางการเมืองจึงเกิดขึ้นและลุกลามต่อมายังภาคประชาสังคมและระบบเศรษฐกิจ สงคราม/ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนกินรวบกับกลุ่มทุนกินแบ่งส่งผลให้ระบบการเมืองไร้เสถียรภาพ สังคมแตกแยก และเกิดปัญหาขึ้นในระบบเศรษฐกิจจากการดำเนินโครงการประชานิยมชาติล่มจม ความพยายามในการกู้มาโกง มาตรการอารยะขัดขืน การคว่ำบาตรสินค้าในสงครามสีเสื้อ ฯลฯ

การยุติโครงการจำนำสินค้าเกษตรราคาสูงส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำหลายรายการ เกษตรกรมีรายได้ลดลง กำลังซื้อหดตัว เศรษฐกิจปากท้องของชุมชน ท้องถิ่นประสบปัญหา เกษตรกรมีหนี้ท่วมหัว มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไร่

อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทำให้เกิดการกวาดล้างอาวุธสงคราม จับกุมผู้มีอิทธิพล นักปลุกระดมทางการเมืองสงบปากสงบคำ ฯลฯ ถอดชนวนสงครามประชาชนเพื่อแบ่งแยกดินแดนไม่ให้เกิดขึ้น

อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทำให้เกิดการจัดระเบียบสังคม ทางเท้า จัดระเบียบการประกอบอาชีพของคนทำมาหาเช้ากินค่ำแบบไร้มาตรการรองรับ หรือมีมาตรการรองรับที่ไม่ดีพอ ส่งผลซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของคนในชุมชน ท้องถิ่นที่ย่ำแย่หนักจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำขณะที่ค่าครองชีพยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเลวร้ายหนัก คนทำมาหาเช้ากินค่ำมีหนี้ท่วมหัว โชห่วย ร้านค้าย่อยย่ำแย่หนัก

ผลประโยชน์ทับซ้อนทำให้เกิดการใส่เกียร์ว่าง บิดเบือนนโยบาย ๑๑ ด้านของรัฐบาลในขั้นตอนการปฏิบัติ ส่งผลให้เป้าหมายของการบริหารราชการแผ่นดินไม่บรรลุผล โดยเฉพาะความตั้งใจที่จะลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในสังคมไทยให้ลดลง เช่นเดียวกับนโยบายเรื่องการสร้างสมดุลการพัฒนา การใช้ทรัพยากร การพื้นฟูสิ่งแวดล้อม และนโยบายป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น

การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงต้องแก้ที่เหตุ คือ “ความโลภ” ความต้องการทะยานอยากอันไร้ขีดจำกัด “การคดโกง” ทำได้ทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เหมาะ ควร ของคนในสังคมด้วยการส่งเสริมคุณธรรม ศีลธรรมให้กลับคืนมา

เมื่อใจคนมีความสงบระงับ รู้จักพอ ก็ไม่โลภ ไม่แสวงกำไรสูงสุด การค้ากำไรเกินควรด้วยการบวกส่วนต่างผลกำไรสูงๆลงไปในราคาสินค้า ความพยายามในการฮั้วราคา-ผูกขาดทางการค้าก็ลดต่ำลง ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจน พนักงานระดับสูงกับพนักงานระดับล่างที่เคยถ่างกว้างก็ลดต่ำลง

เมื่อใจคนมีคุณธรรมก็มีความละอาย ไม่ทำอะไรนอกกฎ นอกกติกา กฎหมายออกมาเพื่อรับใช้สังคม ถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค เท่าเทียม ภาพพจน์อันเลวร้ายเรื่องการบังคับใช้กฎหมายแบบ ๒ มาตรฐานในสังคมไทย “คุกมีไว้ขังคนจน” ก็จะลดน้อยลง บ้านเมืองก็กลับมาสงบสุข

เมื่อใจคนมีเมตตาก็รู้จักการเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ช่วยเหลือกัน คนในสังคมไทยที่ขัดแย้ง แตกแยก เป็นศัตรูกันก็ลดลง มีความรู้สึกที่ดีต่อกันมากขึ้น บ้านเมืองก็กลับมาสงบสุข

นอกจากจะต้องกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องแล้ว การให้น้ำหนักกับปัญหาต่างๆก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ส่งผลต่อภาพพจน์ ความสำเร็จ และความอยู่รอดของรัฐบาลได้เช่นกัน

เมื่อรัฐบาลให้น้ำหนักไปกับการสร้างอนาคตผ่านการอนุมัติ ผลักดัน ขับเคลื่อนโครงการเมกกะโปรเจ็กต์เฉกเช่นรัฐบาลก่อนมากกว่าการแก้ไขสารพัดปัญหาอันหนักอื้งที่กองอยู่ตรงหน้า เช่น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รายได้คนทำมาหาเช้ากินค่ำลดลง ภัยแล้ง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากการบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ ประชาชนย่อมมองว่าใครมา ใครมีอำนาจก็ไม่ต่างกัน มันก็เสือโหยเหมือนๆกันทั้งนั้น

เมื่อการใช้อำนาจพิเศษจัดระเบียบการทำมาหากินของชาวบ้านเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย เห็นผลทันตา ทันที ขณะที่การจัดการกับคนใหญ่คนโตในสังคมทำได้ยาก ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายซึ่งล่าช้า กว่าจะเห็นผลก็อีกหลายปี ปัญหาคาใจประชาชนเรื่องการบังคับใช้กฎหมายแบบ ๒ มาตรฐานนอกจากจะยังคงอยู่แล้ว ภาพพจน์ของรัฐบาลในสายตาประชาชนคนหาเช้ากินค่ำยังตกต่ำ ย่ำแย่ เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิมเพราะทำให้คนยากคนจนเดือดร้อน ตรงข้ามกับรัฐบาลเก่าที่ผ่อนผันและส่งเสริมการทำมาหากินของคนจน ทำให้คนยากคนจนมีรายได้มากกว่า ได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของรัฐบาลเก่ามากกว่ารัฐบาลทหาร

ดังนั้น การบริหารประเทศเพื่อให้นโยบายทั้ง ๑๑ ด้านบรรลุผล นอกจากจะต้องทำมรรค ๘ ให้ครบองค์แล้ว ยังต้องคำนึงถึงหลักกรรม ๑๒ ประกอบการดำเนินนโยบายอีกด้วย

คัมภีร์อรรถกถาได้จำแนกกรรมเป็น ๓ หมวดๆ ละ ๔ รวมเป็น กรรม ๑๒ คือ

หมวดที่ ๑ กรรมจำแนกตามกาลที่ให้ผล ได้แก่ (๑) ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้ (๒) อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติหน้า (๓) อปราปริยเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อๆ ไป (๔) อโหสิกรรม กรรมเลิกให้ผล

หมวดที่ ๒ กรรมจำแนกตามหน้าที่ ได้แก่ (๕) ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด (เป็นมนุษย์ เปรต ฯลฯ) (๖) อุปัตถัมภกกรรม กรรมที่สนับสนุนชนกกรรม ถ้าเกิดดี ก็ส่งให้ดียิ่งขึ้น ถ้าเกิดชั่ว ก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น (๗) อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้นชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมให้เบาบางลง อุปปีฬกกรรมเป็นกรรมตรงข้ามกับกรรมเดิม (๘) อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอนชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมให้ตกไป แล้วให้ผลตรงกันข้าม จากดีเป็นชั่ว จากชั่วเป็นดี

หมวดที่ ๓ กรรมจำแนกตามความหนักเบา ได้แก่ (๙) ครุกกรรม กรรมหนัก ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ สมาบัติ ๘ (๑๐) พหุลกรรม กรรมที่มีกำลัง แต่ไม่เท่าครุกกรรม หรือกรรม ที่ทำบ่อยจนชิน ให้ผลรองจากครุกกรรม (๑๑) อาสันนกรรม กรรมที่ทำเมื่อจวนจะตาย ถ้าไม่มี ๒ ข้อก่อน ก็จะให้ผลก่อน แต่อาจารย์บางท่านกล่าวว่า อาสันนกรรมให้ผลก่อนพหุลกรรม อุปมาเหมือนโคที่ไม่มีกำลัง แต่ยืนอยู่ใกล้ประตูคอก เมื่อประตูเปิด ก็ออกไปได้ก่อนโคที่มีกำลัง แต่ยืนอยู่ไกลจากประตู (๑๒) กตัตตากรรม กรรมที่ทำด้วยเจตนาอ่อน คือ ประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ได้ตั้งใจไว้ ต่อเมื่อไม่มีกรรมอื่นให้ผล กรรมนี้จึงให้ผล

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: