กีฬากับเศรษฐกิจและการกระจายรายได้


กีฬากับเศรษฐกิจและการกระจายรายได้

๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาล ๒๐๑๕ กลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้ง ข้อมูลจากนิตยสารฟุตบอลสยามระบุว่า ทีมเซาะกราว “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ใช้งบประมาณทำทีมสูงสุดในไทยลีกคือ ๒๕๐ ล้านบาท โดยงบประมาณต่ำสุดที่ทีมในไทยลีกใช้ในการทำทีมอยู่ที่ ๖๐ ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ๑๘ ทีมไทยลีกใช้เงินทำทีมรวม ๒,๐๐๐ ล้านบาท

TPL-2015-team
TPL-2015-team
กีฬา + ท่องเที่ยว = กระจายรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ

สถิติผู้ชมสูงสุดอยู่ที่สนามเฉลิมพระเกีบรติ ๘๐ พรรษาของทีมแมวพิฆาต “นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี” คนโคราชเข้าไปเชียร์ทีมรักรวม ๒๗,๙๘๓ คน(กฎทีพีแอลระบุว่าเจ้าบ้านต้องกันโควตาให้แฟนบอลทีมเยือนราวร้อยละ ๒๐ คือ ๔,๕๐๐ – ๕,๐๐๐ ที่นั่งโดยประมาณ) หากคิดค่าบัตรเข้าชมโดยเฉลี่ยที่ใบละ ๑๐๐ บาท แมวขี้โม้ก็จะมีรายได้จากการขายบัตรเข้าชมการแข่งขันนัดนี้เกือบๆ ๒.๘ ล้านบาท ไม่รวมรายได้จากการขายสินค้าที่ระลึกในร้านค้าของสโมสร อาหารและเครื่องดื่มที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขายบริเวณหน้าสนาม ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดทางทรูวิชั่นส์ การจับจ่ายใช้สอยของแฟนบอลที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศในโคราชเพื่อมาชมฟุตบอลกันยกครอบครัวแล้วแวะเที่ยว ดื่มกินระหว่างทาง ขณะที่โอสถสภา อาร์มี่ บีอีซี ราชบุรี และสระบุรีมีแฟนบอลเข้าชมเกมในสนามไม่ถึง ๔ พันคน จำนวนผู้ชมต่ำสุดอยู่ที่ ๒,๑๖๙ คน

ข้อมูลจากไทยพีบีเอสระบุว่านอกจากงบทำทีม ๑๒๐ ล้านบาทแล้ว เจ้าแมวขี้โม้ตั้งงบค่าตัวนักเตะไว้ที่ ๕๐ ล้านบาท งบค่าเหนื่อยเดือนละ ๑๐ ล้านบาท รถบัสคันใหม่ ๕ ล้านบาท รวมๆแล้ว ฤดูกาล ๒๐๑๕ ปีเดียวใช้เงินราว ๑๘๕ ล้านบาท หากแมวโม้ทำผลงานได้ดี แฟนบอลเข้าสนามเฉลี่ย ๑๕,๐๐๐ คนต่อนัดก็จะมีรายได้จากการขายบัตรเข้าชมราว ๑.๕ ล้านบาทต่อนัด ๑ เดือนมี ๔ สัปดาห์เท่ากับว่าได้เล่นในบ้านเดือนละ ๒ นัดก็จะมีรายได้จากการขายบัตรเข้าชมราว ๓ ล้านบาทต่อเดือน ไม่รวมรายได้จากการขายสินค้าที่ระลึก ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดและอื่นๆ

จากค่าแรงรายวันสู่ค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ ๑ แสนบาท

Ozzy Osbourne ไม่อยากเป็นแรงงานที่ทำงานในโรงงานจึงต่อสู้ดิ้นรนจนตัวเองกลายเป็นนักร้องดังระดับโลกได้สำเร็จ รายได้ของแรงงานในโรงงานกับนักร้องระดับโลกต่างกันราวฟ้ากับหุบเหว

นักฟุตบอลในอเมริกาใต้เยอะแยะมากมายก็ผลักดันตัวเองจากนักฟุตบอลข้างถนน มีชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ ไม่มีแม้แต่รองเท้าจะสวมใส่ ทุกวันนี้กลับกลายเป็นนักฟุตบอลชื่อดัง มีรายได้สัปดาห์นึงเป็นแสนปอน์/ยูโรก็ด้วยการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็กำลังเกิดขึ้นกับนักเตะไทยเช่นกัน

ธุรกิจกีฬาจึงเป็นแหล่งที่มาของรายได้มหาศาล ช่วยยกระดับรายได้ให้กับคนยากคนจนได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากรายได้วันละ ๓๐๐ บาทกลายเป็นเงินเดือน ๒๐,๐๐๐ – ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีบ้านอยู่ มีรถขับ มีชีวิตที่สุขสบาย มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับจากสังคมได้ด้วยฝีเท้าและลำแข้ง ส่วนสโมสรต้นสังกัดก็มีรายได้คืนกลับมาจากการขายเสื้อของนักกีฬา การเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาของนักกีฬาในสังกัดเช่นกัน

แม้แมวพิฆาติจะเป็นทีมไร้ซุปเปอร์สตาร์ การเดินทางไปมาระหว่างสนามกีฬากับตัวเมืองไม่สะดวก แต่ด้วยเหตุที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดใหญ่อันดับ ๒ ของประเทศไทย แฟนบอลที่เข้าชมเกมในสนามจึงแซงหน้าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดขึ้นเป็นอันดับ ๑ ของเมืองไทยได้ไม่ยากหากไม่สะดุดขาตัวเองล้มซะก่อนเพราะปัญหาสารพัดปัญหาภายในที่รุมเร้าเนื่องจากการเปลี่ยนทีมงานบริหารใหม่

FB_IMG_1424159967190และเมื่อแมวขี้โม้สามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้โลกตะลึงด้วยการดึงโดมินิก อดีเดียร์ ศูนย์หน้าทีมชาติกานาชุดฟุตบอลโลกปี ๒๐๑๐ อดีตนักเตะของปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน มาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวได้สำเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากสนามต่างๆจะมีแฟนบอลชาวไทยเข้ามาชมเกมในสนามกันมากขึ้นเพราะอยากเห็นฝีเท้าของนักเตะระดับโลกแบบสดๆในสนาม

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แมวขี้โม้ลงทุนค่าน้ำหมึกของพี่โดมไป ๒ ล้านบาทกับค่าเหนื่อยอีกเดือนละ ๔๘๐,๐๐๐ บาทเป็นเวลา ๑ ปี นั่นหมายความว่าพี่โดมได้ค่าเหนื่อยราวสัปดาห์ละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นเงินสกุลยูโรก็แค่ ๔ พันยูโรต่อสัปดาห์เท่านั้น หากตลาดซื้อขายนักเตะในยุโรปเปิดการซื้อขายขึ้น(ราวๆเดือนสิงหาคม) แมวขี้โม้ก็ขายพี่โดมทิ้งไปแบบถูกๆในราคา ๑ ล้านยูโร “ได้น้อยดีกว่าไม่ได้อะไรเลย” (สัญญาเหลือ ๖ เดือนนักเตะสามารถทำสัญญาย้ายทีมล่วงหน้ากับสโมสรใหม่ได้ทันที) แมวขี้โม้ก็จะมีรายได้เข้าสโมสร ๓๐ ล้านบาท กำไรราวๆ ๒๕ ล้านบาท(เงินเดือน ๕.๗๖ ล้านบาทบวกค่าเซ็นต์สัญญา ๒ ล้านบาท รวมต้นทุน ๗.๗๖ ล้านบาท)

หากแมวขี้โม้ต่อสัญญาให้กับนักเตะต่อไปอีก นอกจากพี่โดมจะได้วาดลวดลายในเอเอฟซีแชมเปี้ยนลีกแล้วยังติดทีมชาติกานา และทำผลงานในระดับชาติได้ดีต่อเนื่องจนกระทั่งแมวขี้โม้ไม่อาจเหนี่ยวรั้งนักเตะได้อีกต่อไป งานนี้กำไรมหาศาล

แต่ถ้าแมวขี้โม้ดิ้นหนีตกชั้น แฟนบอลที่เข้าชมเกมในสนามหดหายไปเรื่อยๆ พี่โดมก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่ไหวๆ พวกยูทำอะไร พลิกลิ้นปลิ้นปล้อน หลอกแดกกันไปเรื่อยแบบนี้มันไม่ใช่มืออาชีพเลย กูเผ่นดีกว่า ปล่อยหมดสัญญาไป สโมสรไม่ได้เงินสักบาท หมดเงินไปกับนักเตะคนเดียวเกือบครึ่งแสน ตัวต่างชาติ ๒ คนรวมกันเดือนละล้าน สุดท้ายตกชั้นไปพร้อมกับศรัทธาที่เหือดแห้ง เสียงประณาม ก่นด่า สาปแช่งจากแฟนบอล ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๙ เพราะคนโคราชหมดศรัทธาในตัวผู้บริหารงาน งานนี้ก็จะไม่ใช่แค่ขาดทุนทางธุรกิจเท่านั้น “กลุ่มเพื่อนสุวัจน์” ล้มละลายทางการเมืองทันที

กีฬากับระบบเศรษฐกิจ

แน่นอนว่าในทางเศรษฐศาสตร์นั้นไม่ได้มองเงินลงทุน ๑๘๕ ล้านบาท รายได้จากการขายบัตรเข้าชมเกมในสนามเดือนละ ๓ ล้านบาทมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่ากับ ๑๙๐ ล้านบาทเท่านั้น แต่เงินจำนวนนี้มีค่าทวีคูณขึ้นตามกฎตัวคูณทางเศรษฐกิจเพราะนักเตะ กกท.ที่เป็นเจ้าของสนาม แกรนด์สปอร์ตซึ่งผลิตเสื้อแข่งขันให้กับแมวขี้โม้ ร้านทวีผลที่รับเสื้อสวาทแคทไปขายไม่ได้นำเงินรายได้ไปฝากธนาคารทั้งหมด แต่ทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้นนำเงินรายได้ไปใช้จ่ายซื้ออยู่ซื้อกินบ้าง ซื้อรถ ซื้อบ้านบ้าง ลงทุนบ้าง ฯลฯ เงิน ๑๙๐ ล้านบาทของแมวขึ้โม้ทีมเดียวจึงส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ ล้านบาท เงินลงทุน รายได้ และการจับจ่ายใช้สอยของทีมอื่นๆทั้งในไทยลีก ดิวิชั่น ๑ และลีกภูมิภาคก็เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าการทำทีมฟุตบอลอาชีพนั้นต้องใช้งบลงทุนมหาศาล ฤดูกาล ๒๐๑๔ แมวขี้โม้ใช้เงินทำทีมราว ๑๐๐ ล้านบาทจนได้แชมป์ลีกพระรอง มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมในสนามแต่ละนัดไม่ต่ำกว่า ๑ หมื่นคน เมื่อฤดูฝนผ่านพ้นไปรวมทั้งผลงานในเกมเหย้าที่แมวพิฆาตทำผลงานได้ดี ไม่เคยแพ้ใครในลีก และแพ้ต่อ บีอีซีเพียงนัดเดียวเท่านั้นในบอลถ้วย ส่งผลให้มีแฟนบอลเข้าชมเกมในสนามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งสนาม ๘๐ พรรษาได้ชื่อว่าเป็นนรกสำหรับทีมเยือน แฟนบอลไม่ต่ำกว่า ๑๓,๐๐๐ คนต่อนัด ขณะที่แมวพิฆาตกำลังเบียดบี้กับทีมอื่นๆเพื่อคว้าตั๋วไทยลีกให้ได้อยู่นั้น ยอดผู้ชมในสนามพุ่งทะยานต่อเนื่องจนแตะระดับ ๒ หมื่นคนได้สำเร็จ แต่กระนั้นบริษัทเมืองย่า ยูไนเต็ดก็ไม่สามารถทำกำไรได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเจ้าของทีมสโมสรต่างๆนั้นส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง ทุ่มเงินมหาศาลทำทีมฟุตบอลเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าธุรกิจ เจ้าของทีมสโมสรอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นภาคเอกชนก็ทำทีมฟุตบอลเพื่อการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรจากผลประกอบการของทีมฟุตบอล ทั้งยังมีอีก ๔ ทีมในไทยลีก คือ อาร์มี่ สิงห์ท่าเรือ ทีโอที และราชนาวีกับอีก ๒ ทีมในลีก ๑ คือ แอร์ฟอร์ซ และยาสูบ-ศุลกากร ที่เป็นทีมในสังกัดหน่วยงานราชการ งบประมาณที่ใช้ในการทำทีมหากคิดที่ทีมละ ๕๐ ล้านบาทก็จะเท่ากับว่า รัฐบาลสูญเสียงบประมาณ/รายได้ให้ส่วนราชการต่างๆนำมาถลุงเล่นราว ๓๐๐ ล้านบาทต่อปี แลกกับผู้ชมนัดละ ๒ – ๓ พันคน รายได้จากค่าบัตรเข้าชม ๒ แสนบาทต่อนัด นั่นคือ ๔ แสนบาทต่อเดือนคูณ ๖ ทีมเท่ากับ ๒.๔ ล้านบาทต่อเดือน คูณ ๑๐ เดือนก็ ๒๔ ล้านบาท

นั่นหมายความว่ารายได้ที่ควรนำส่งรัฐ/ภาษีอากรที่เรียกเก็บจากประชาชนจะไม่เสียหายก็ต่อเมื่อทั้ง ๖ ทีมรวมกันสามารถสร้างรายได้จากการขายเสื้อ ขายโฆษณา ลิขสิทธิ์ถ่ายทอด ทำกำไรจากการปั้นนักเตะขาย และอื่นๆรวม ๒๗๖ ล้านบาทจึงจะคุ้มค่ากับเงินลงทุน หรือไม่ก็ต้องทำให้แบรนด์ของทั้ง ๓ กองทัพ ทีโอที การท่าเรือ โรงงานยาสูบ กรมศุลกากรมีมูลค่าสูงขึ้น ๒๗๖ ล้านบาทให้ได้จึงจะเกิดความคุ้มค่าในการลงทุน

แต่หากทั้ง ๔(๖) สโมสรหันไปจับมือกับทีมภูธรที่อยู่ในลีกล่าง เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น นครศรีธรรมราช สงขลา เป็นต้น เพื่อให้จังหวัดใหญ่ๆเหล่านี้ได้เล่นในลีกสูงสุด จากแฟนบอลนัดละไม่กี่พันคนก็จะกลายเป็นนัดละ ๑ หมื่นคน ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่หัวเมืองใหญ่ เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า

ส่วนวงการฟุตบอลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ในขณะนี้นั้น หากปล่อยให้แต่ละสโมสรขาดทุนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ช้าไม่นานฟองสบู่ในวงการฟุตบอลก็จะแตก การเติบโตขยายตัวของวงการฟุตบอลจะยั่งยืนได้ก็ต่อเนื่องสโมสรต่างๆสามารถทำกำไรได้ ดังนั้น กฎทางการเงินแบบที่ยูฟ่านำมาใช้บังคับกับสโมสรฟุตบอลต่างๆจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่บริษัทไทยพรีเมียร์ลีกก็ควรนำมาบังคับใช้กับสโมสรต่างๆในประเทศไทยเช่นกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s