หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

Jpeg

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เกิดวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ (โรงเรียนประถมศึกษาเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดมหรรณพาราม กรุงเทพฯในปีพ.ศ. ๒๔๓๒ ส่วนการศึกษาภาคบังคับมีขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๖๔) เดิมชื่อ “พรหม สุภาพงษ์” มีพี่น้องทั้งหมด ๔ คน โดยหลวงปู่เป็นบุตรชายคนโตของนายจันทร์ สุภาพงษ์และนางวันดี สุภาพงษ์ ครอบครัวของหลวงปู่เป็นชาวบ้านตาล ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

ครอบครัวของหลวงปู่ก็ทำไร่ทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ พ่อแม่ลูกเข้าวัดเข้าวาทำบุญตักบาตรมาตั้งแต่เล็กๆตามวิถีคนชนบททั่วไป แต่เด็กชายพรหมกลับมีความแตกต่างจากเด็กๆทั่วไปตรงที่เด็กชายพรหมมักจะถามตนเองอยู่เสมอว่าคนเราเกิดมาแล้วนี้ จะแสวงหาความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร อะไรคือความสุข ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน และพยายามหาคำตอบให้กับตนเองอย่างเอาจริงเอาจังมาตั้งแต่เด็ก ท่านอาจารย์สารซึ่งเป็นอาจารย์สอนธรรมให้แก่ท่านอาจารย์พรหมเคยเล่าให้หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ฟังว่า

“ก่อนที่พ่อออก(อุบาสก)พรหมจะอาราธนาผมเทศน์นั้น พ่อออกพรหมได้เล่าเรื่องความเป็นมาให้ได้ทราบว่า แต่เกิดมากับพ่อแม่ พอรู้ภาวะเดียงสา ใจมีแต่อยากได้ความสุข จึงพากเพียรอุตสาหะช่วยกิจการงานของพ่อแม่ จนโตเป็นหนุ่มก็ยังไม่เห็นความสุข เห็นแต่ทุกข์ประจำอยู่เสมอ จึงพิจารณาลงที่ใจว่ามันชอบอะไร สุขอยู่ที่ไหนหนอ

มันอยากได้เมีย นึกว่าจะมีความสุข

เมื่อได้เมียแล้วนึกว่าจะเป็นสุข หาสุขก็ไม่เห็น

จนกระทั่งมีลูกมีเต้า มีทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของ เรือกสวนไร่นา เหย้าบ้านเรือนชาน วัวควายปลายเขา และเป็นพ่อค้านายฮ้อย สิ่งเหล่านี้มีครบบริบูรณ์ สมบูรณ์หมดทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่พบความสุข มีแต่เพิ่มทุกข์ขึ้นทุกที”

หลวงปู่พรหมเมื่อครั้งที่ยังเป็นฆราวาสอยู่นั้นมีความขยันขันแข็งมาก อดทน ช่วยกิจการงานของครอบครัวอย่างเต็มกำลัง ครอบครัวของหลวงปู่ก็นับได้ว่าเป็นครอบครัวที่มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง มีฐานะดีกว่าครอบครัวอื่นๆในละแวกเดียวกัน ชีวิตของท่านจึงสุขสบายกว่าครอบครัวอื่นๆทั่วไปในชนบท

เมื่อหนุ่มพรหมอายุย่าง ๒๐ ปีก็ฉุกคิดว่า “การมีครอบครัวนี่กระมังที่จะนำความสุขมาให้ เพราะเท่าที่เห็นเพื่อนบ้านที่เขามีครอบครัวกันแล้ว ก็เห็นว่ามีความสุขดี ต่างคนต่างพึงพอใจด้วยกันทั้งนั้น”

หนุ่มพรหมจึงบอกพ่อแม่ว่าอยากมีเมีย ญาติๆจึงแนะนำให้หนุ่มพรหมได้รู้จักกับสาวพิมพา คนบ้านดงเย็น ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่คนละฝั่งของลำน้ำสงคราม คน ๒ บ้านนี้ล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน ข้ามฝั่งลำน้ำไปมาหาสู่กันเป็นปกติธรรมดากันอยู่แล้ว

เมื่อพ่อหนุ่มพรหมแห่งบ้านตาล สกลนครกับสาวพิมพาแห่งบ้านดงเย็น อุดรธานีได้แต่งงานอยู่กินเป็นผัวเมียกันตามธรรมเนียมประเพณีแล้ว หนุ่มพรหมก็ได้ย้ายข้ามฝั่งแม่น้ำสงครามไปอยู่กับภรรยาที่บ้านดงเย็น แต่แล้วชีวิตคู่ของทั้งสองก็ต้องสิ้นสุดยุติลงเมื่อนางพิมพาคลอดบุตรคนแรกและเสียชีวิตจากการคลอดทั้งแม่และลูก

พ.ศ. ๒๔๖๔ เมื่อหนุ่มพรหม สุภาพงษ์ผู้แสวงหาความสุขกลับต้องมาระทมทุกข์เพราะสูญเสียเมียและลูก ญาติพี่น้องจึงแนะนำให้หนุ่มพรหมได้รู้จักกับแม่นางกองแพง ทั้ง ๒ คนแต่งงานอยู่กินกันได้ ๕ ปีโดยที่ไม่มีลูกด้วยกันแต่อย่างใด สองคนช่วยกันสร้างฐานะจนกลายเป็นผู้มั่งคั่ง อยู่เรือนแฝด ๒ หลัง มีที่สวนและที่นาหลายแปลง มีโคเป็นร้อยๆตัว กระบืออีกไม่ต่ำกว่า ๕๐ ตัว ร่ำรวยกว่าใครในหมู่บ้าน ทั้งยังมีจิตใจและความประพฤติที่ดีงาม ไม่มีเรื่องบกพร่องใดๆให้ผู้คนได้ติฉินนินทา คนในหมู่บ้านล้วนับหน้าถือตา เคารพยำเกรงนายฮ้อยพรหมเป็นอย่างยิ่งในฐานะแบบอย่างที่ชาวบ้านควรตำเนินรอยตาม ทางการจึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านในเวลาต่อมา

ผู้ใหญ่พรหมนอกจากจะทำไร่ทำนาแล้ว ยังเป็นหัวหน้ากองเกวียนคาราวาน นำวัวควาย หนังสัตว์และของป่าไปขายที่โคราช และทางภาคกลางอีกด้วย ขากลับก็ซื้อหาตะกั่ว ดินปืน เครื่องนุ่งห่ม ยา และข้าวของจำเป็นต่างๆกลับมาขายในท้องถิ่นของตน ลูกบ้านจึงยกย่องผู้ใหญ่พรหมเป็น “นายฮ้อยพรหม” เพราะผู้ใหญ่พรหมนั้นเป็นคนดี มีทรัพย์ เป็นที่เคารพรักของชาวบ้าน ซึ่งนายฮ้อยในสมัยก่อนนั้นมาจากการยกย่องสรรเสริญของผู้อื่นไม่ใช่การตั้งตนเองขึ้นมา

แม้นายฮ้อยพรหมในวัย ๓๐ ปีจะมีเมียดี มีฐานะมั่งคั่ง ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการงานเป็นอย่างสูงแล้วก็ตาม แต่นายฮ้อยพรหมกลับไม่มีความสุข เต็มไปด้วยความทุกข์ กังวลที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นตามทรัพย์ศฤงคารที่ไขว่คว้าหามาได้เพราะจิตที่เป็นห่วง กังวล กลัวว่าทรัพย์สมบัติที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงนี้จะถูกใครจี้ปล้น แย่งชิงไปจากตน เกรงว่าจะไม่มีลูกเต้ามาสืบทอดรับมรดกอันมากมายมหาศาลเหล่านี้ไป ฯลฯ ผู้ใหญ่พรหมมักคิดอยู่เสมอว่า “อันสมบัตินอกกายเหล่านี้ สักวันหนึ่งก็อาจถึงการวิบัติได้เป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งใดจะยืนยงคงทนอยู่ได้ตลอดไป แต่สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ได้แก่ ความสุขที่แท้จริงของชีวิต ไม่ใช่สมบัติข้าวของเงินทองเหล่านี้ …”

พ.ศ. ๒๔๘๖ หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญซึ่งเคยฟังหลวงปู่พรหมเล่าถึงประวัติของตนเองให้ฟังระหว่างธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่ด้วยกันว่า

“…แต่ก่อนบวช เพิ่น(หลวงปู่พรหม)เล่าให้ฟังว่า เป็นผู้ใหญ่บ้าน ได้เมียแรกก็ตายไปพร้อมกับลูก เพราะลูกออกไม่พ้นทวาร ขาขวางอยู่ เป็นทุกข์อยู่ปีกว่า ญาติพี่น้องก็หาเมียให้อีก

ทีนี้พอได้เมียแล้วก็ตั้งใจใหม่ ตั้งตัวใหม่ ซื้อวัวควายเลี้ยงไว้ ติดต่อกับหมู่เพื่อนบ้านอื่นที่เขาเป็นนายฮ้อย เอาควายเอาวัวไปขาย ได้เงินได้คำ ทางการบ้านเมืองเขาเห็นว่าเรามีเงินมีหลักมีฐาน ทั้งชาวบ้านญาติพี่น้อง ก็พร้อมใจกันให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน

ชีวิตนี้เกิดมาทุกข์แท้ ท่านจาม เอ๊ย ! เป็นนายฮ้อย เป็นพ่อค้าเกวียน เป็นผู้ใหญ่บ้าน โลกเขาว่านายฮ้อย แต่ธรรมะว่า ฮ้อยบุญฮ้อยบาป แต่ก่อนมันฮ้อยเอาแต่บาป

จนที่สุด ครูอาจารย์สาร (ธมฺมสาโร) เพิ่นไปโปรดสอนเอาเรื่องมหาทาน การบริจาค จึงสละละทิ้งไปจนหมด แล้วชวนเมียออกบวช เขาก็เห็นดีเห็นพร้อมด้วย เห็นเบื่อหน่ายเห็นโทษ เขายิ่งเบื่อกว่าเรา ออกบวชไปก่อน

ผมว่าจะบวช ก็มาติดอยู่กับสร้างวัดยังไม่เสร็จ สร้างวัดเสร็จแล้วก็ไปบวชอยู่วัดโพธิ์ (วัดโพธิสมภรณ์ในเมืองอุดรธานี)ทันที บวชแล้วก็ไปกับครูอาจารย์สาร ลุถึงเมืองอุบล อยู่อุบล ๓ ปี…”

พ.ศ. ๒๔๖๙ – ๒๔๘๐ ผู้ใหญ่พรหม อายุราว ๓๕ – ๓๖ ปี มีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์สาร ธมฺมสาโร

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เล่าถึงช่วงที่พระอาจารย์สาร ธมฺมสาโร ชาวอุบลราชธานี ซึ่งเป็นศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต (ช่วงที่หลวงปู่มั่นเดินธุดงค์อยู่ในป่าในเขาแถบอำเภอเชียงดาว พร้าว และเวียงป่าเป้านั้น พระเณรองค์ใดจะเข้ากราบหลวงปู่มั่นต้องได้รับการกลั่นกรอง และได้รับอนุญาตจากพระอาจารย์สารก่อน)เดินธุดงค์มาทางหมู่บ้านดงเย็นนั้น ผู้ใหญ่พรหมพระอาจารย์สารว่า

“…ท่านอาจารย์ (ตั้ง)แต่ผมเกิดมากับพ่อแม่ พอรู้เดียงสาภาวะ ใจมีแต่อยากได้ความสุขไม่หยุดหย่อน จึงได้พากเพียรอุตสาหะมาก ช่วยกิจการงานของพ่อแม่ทุกอย่างๆไม่ย่อท้อ

ท่านอาจารย์ครับ พอโตขึ้นเป็นหนุ่ม ผมก็ยังไม่เห็นความสุขอีก เห็นแต่ทุกข์อยู่เสมอจึงพิจารณาลงที่ใจว่ามันชอบอะไร สุขอยู่ที่ไหนหนอ ?

มันอยากได้เมีย นึกว่าจะมีความสุข เมื่อได้เมียแล้วนึกว่าจะเป็นสุข ก็หาสุขก็ไม่เจอเช่นเดียวกัน

จนกระทั่งมีลูกมีเต้า มีทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของ เรือกสวนไร่นา เหย้าบ้านเรือนชาน วัวควายปลายเขา และเป็นพ่อค้านายฮ้อย สิ่งเหล่านี้มีครบบริบูรณ์ สมบูรณ์หมดทุกอย่าง แต่ถึงกระนั้น สุดท้ายผมก็ยังไม่พบความสุขเลย เห็นมีแต่ความทุกข์เพิ่มทวี

ท่านอาจารย์…ครูบาอาจารย์เคยธุดงค์ผ่านมาทางนี้หลายต่อหลายองค์ ท่านแนะนำให้ละวางอารมณ์ทั้งหลายเสีย จะพ้นจากทุกข์ภัย จะได้ความสุข ท่านเทศนาให้ฟังอย่างนี้ ยังไม่เป็นที่หายข้อข้องใจได้”

ผู้ใหญ่พรหมจึงขอให้หลวงปู่สารแสดงธรรมโปรดในบทว่า “ละวางอะไรจึงจะได้ความสุข” ขอให้หลวงปู่สารอธิบายให้แจ่มแจ้งด้วย หลวงปู่สารจึงกล่าวว่าให้ตั้งใจฟังให้ดี แล้วว่า

“ธนปริจาโค ตัณหาปริจาโค ชีวิตปริจาโค ปุตตปริจาโค ภริยาปริจาโค … ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญทานบารมี มาดุจห้วงแม่น้ำใหญ่ทั้งห้า ได้สร้างมหาบริจาค ๕ อย่างที่ยังไม่มีใครสามารถบริจาคหรือกระทำได้ จนพระองค์ได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ถึงที่สุดแห่งทุกข์นั้น พระองค์ก็ได้คิดค้นแสวงหาความสุขดุจเดียวกันกับพวกเรานี้แหละ

ตั้งแต่สมัยพระองค์เป็นสิทธัตถะราชกุมาร มีพระชนมายุเพียง ๒๙ พรรษา ยังหนุ่มแน่น มีเกสาดำสนิท เสวยพระราชสมบัติอยู่ พระองค์มีปราสาท ๓ ฤดูอันสวยงามทำด้วยไม้หอม อิฐและอุปกรณ์อื่นๆล้วนอำนวยความสุขสบาย มีหญิงบริวาร ๖๐,๐๐๐ คน ล้วนแต่สะคราญตา เป็นที่น่าปรารถนา แต่พระองค์ก็หาได้ค้นพบความสุขไม่

ชีวิตทุกชีวิตไม่พ้นไปจากความชรา พยาธิ มรณะได้

พระองค์เห็นว่าเป็นเพลิงอันใหญ่หลวง เผามนุษย์และสัตว์ให้พินาศฉิบหายไม่หยุดหย่อน นับว่าเป็นมหันตทุกข์ มหันตภัยอันใหญ่หลวงในโลกนี้

จะมีทางใดหนอหลีกหนีให้พ้นได้ หรือจะมีหยูกยา เวทมนต์อันใด อยู่ที่ไหน มาแก้ให้มันหายได้ ดังนี้

พระองค์จึงนึกถึงทางบรรพชาทางเดียวเท่านั้น พอเป็นทางที่พิจารณาแก้ไขทางแห่งทุกข์ทั้ง ๓ อย่างนี้ได้

ดังนี้ ก็เหมือนพ่อออกพรหมได้คิดหาความสุขทั้งหลายมาแล้วก็ยังไม่พบเห็นความสุขจนบัดนี้

โยมเอย ! ก็จะสุขได้อย่างไรเล่า ?

เพราะความสุขทั้งปวง ลงท้ายด้วยความทุกข์ ความเพลิดเพลินทั้งปวง ลงท้ายด้วยความขมขื่น ความหวังทั้งปวง ลงท้ายด้วยความผิดหวัง ความงามทั้งปวง ลงท้ายด้วยความไม่งาม ไม่น่าปรารถนา อะไรเล่าที่จะเที่ยงแท้แน่นอนในโลกนี้ นอกจากความไม่แน่นอน เพราะการหาความสุขด้วยการวิ่งตามตัณหาเหมือนหมาไล่เนื้อ หรือเหมือนกับลิงติดตัง(ยางไม้เหนียวๆ เอาไว้ดักสัตว์) มันจะมีเหตุผลและความหมายสักเท่าใด โยมลองพิจารณาดูเถิด !

พวกลิงเห็นหมู่ลิงติดตังก็พากันคิดหาอุบายแก้ไข จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ ก็ไปเหยียบลงที่ตัง ตัวแล้วตัวเล่าก็พากันติดตัง ร้องระงมระทมทุกข์ ถึงแก่ความตายไปทีละตัว สองตัว อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็เหมือนกัน เพราะอะไร ?

ก็เพราะตัวของคนแต่ละคนก็เต็มไปด้วยกองทุกข์อยู่แล้ว ไม่ทราบว่าใครจะช่วยใครให้พบสุข ผ่อนคลายทุกข์ไปได้บ้าง ถ้าคนเราไม่ประสงค์จะติดอยู่ในบ่วงแห่งความทุกข์เช่นนี้แล้ว ก็มีหนทางเดียวเท่านั้น กล่าวคือ การดับเสียซึ่งความตะกละตะกลามต่อความเพลิดเพลินทุกอย่างที่เราได้พบเห็น และไม่ปล่อยตัวให้ตกจมลงไปในสิ่งซึ่งเย้ายวน และไม่ปล่ยอใจให้ทะเยอทะยานไปตามสิ่งที่โลกนี้มีไว้ยั่วยวนมนุษย์

ท่านผู้รู้แจ้งเห็นจริงเทศนาเอาไว้ว่า ‘ใจเปรียบเหมือนราชกุมาร ธาตุทั้งสี่เป็นแม่เลี้ยง ธาตุดินเป็นผู้ให้อาหาร ธาตุน้ำเปรียบผู้ให้โสรจสรงให้มีความชุ่มเย็น ขีวิตของราชกุมารจึงอยู่ได้ ธาตุไฟให้ความอบอุ่น ธาตุลมให้พัดวี ซึ่งทำให้ราชกุมารมีชีวิตเป็นอยู่ได้’ ดังนี้

ให้พ่อออกพรหมและโยมทุกท่านพิจารณาดูให้ดี

ชีวิตของพวกเราที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นอยู่ได้ด้วยอาศัยธาตุทั้งสี่เลี้ยงชีวิต รักษาชีวิต ให้เป็นอยู่ได้ ใช่ไหม

พระพุทธองค์บอกไว้ไม่ผิดเลยเรื่องธาตุทั้งสี่นี้อันตรายมันมีมาก มีโรคภัย เป็นต้น มันเกิดขึ้น เบียเบียนตัวมันเองให้แกตสลายทำลายย่อยยับไป

เป็นอันว่าพ่อออกพรหมได้รู้ดีเต็มใจอยู่แล้ว เมื่อทุกตัวคนเรามีอยู่เหมือนราชกุมาร ต้องอาศัยธาตุทั้งสี่คุ้มครอง จึงไม่ถึงแก่ความตาย

นี่ฉันใด เรารู้ทุกข์แล้ว เราไปหาทุกข์เพิ่มเติมเข้าไปอีก ก็เหมือนกับลิงที่ติดตังอยู่ หมู่ลิงมาช่วยกัน ก็พากันขึ้นเหยียบตัวที่ติดตังก็พลอยติดตาม เป็นการเพิ่มทุกข์ให้แก่กันและกันจนถึงตายดังได้อธิบายมาแล้วนั้นแหละ

ต่อไปนี้ อาตมาจะได้แสดงตามโอวาทของพระพุทธองค์ดังที่ได้ยกอุเทศคาถาไว้ ณ เบื้องต้นว่า ธนปริจาโค ตัณหาปริจาโค ชีวิตปริจาโค ปุตตปริจาโค ภริยาปริจาโค ดังนี้

ธนปริจาโค ทรัพย์ทั้งหลาย มีเงินทอง ข้าวของ ช้างม้าวัวควาย บ้านเรือน และไร่นา เป็นต้น เป็นของมีมาเพื่อเพิ่มทุกข์ขอตนที่ตนมีอยู่ด้วยขันธ์ ๕ อันเป็นตัวทุกข์อยู่แล้ว ดังพ่อออกพรหมที่ได้เห็นมาแล้วนั้น จาโค ให้สละให้วางออกจากใจของตนให้หมดเดี๋ยวนี้

ตัณหาปริจาโค ให้ละ ให้วางตัณหา ความรักลูกและเมียออกจากใจของตนให้หมด ดังพ่อออกพรหมได้เห็นแล้วว่ามีเมียและมีลูก ได้ของเหล่านี้มา เป็นการเพิ่มทุกข์ให้กับตน ดังนี้ จึงให้ละออกจากใจของตนให้หมดเดี๋ยวนี้

ชีวิตปริจาโค ชีวิตความเป็นอยู่ด้วยลมหายใจ อันว่าลมเป็นของไม่มีสาระแก่นสารอะไร ก้อนแห่งร่างกายของเราก้อนหนึ่งๆมันเป็นของบูดเน่า เป็นของปฏิกูล น่ารังเกียจอยู่ทุกสัดส่วน มันไม่น่ายินดีเลย ให้ละออกให้หมดจากใจเดี๋ยวนี้

ปุตตปริจาโค บุตรเป็นตัวทุกข์ตัวร้อนใหญ่ ผู้ใดมีบุตรก็ย่อมมีทุกข์ ดังพ่อออกพรหมได้เห็นมาแล้ว ให้ละออกจากใจให้หมดเดี๋ยวนี้

ภริยาปริจาโค ภรรยา ลูก เมีย และลูก ผัวของใคร ชายหญิงที่มานั่งฟังเทศน์อยู่เดี๋ยวนี้เป็นทุกข์ ผู้ใดมีย่อมมีทุกข์ ดังพ่อออกพรหมได้เห็นมาแล้ว ให้ละหมดเดี๋ยวนี้

มหาปริจาคทั้งห้านี้จะเป็นมหากุศลอันใหญ่ยิ่ง ดุจกระแสแม่น้ำกระแสชล ไหลลงสู่มหาสมุทร ทะเลหลวง ให้น้ำมหาสมุทร ทะเลหลวงเต็มเอ่อขึ้น มหากุศลก็จะบังเกิดมีในใจ เหมือนกันฉันนั้นแล ฯ

ตอนนั้นผู้ใหญ่พรหมนั่งนิ่งไม่ไหวติงเหมือนตอไม้ที่ตายแล้ว มีน้ำตาคลอเบ้า หลวงปู่สารจึงบอกให้ผู้ใหญ่พรหมเปลี่ยนท่านั่งเป็นนั่งขัดสมาธิ แล้วหลวงปู่สารก็นำผู้ใหญ่พรหมนั่งสมาธิภาวนา เมื่อจิตของผู้ใหญ่พรหมรวมลงได้แล้ว ผู้ใหญ่พรหมก็ได้เห็นความสุขอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นในจิตใจของตนเองจากการละวางอารมณ์ภายในจิตใจของตนเองแท้ๆซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย จิตของผู้ใหญ่พรหมสงบนิ่งอยู่นานถึง ๒ ชั่วโมง หลวงปู่สารจึงเตือน แล้วพาออกจากที่ ผู้ใหญ่พรหมอุทานว่า “ทางแห่งความสุขมีแล้ว ผมต้องออกบวชแน่แล้ว ท่านอาจารย์ !”

คำสอนของหลวงปู่สารที่ว่า “ถ้าอยากจะประสบความสุขที่ปรารถนาอยู่นั้น ต้องละอารมณ์คือรักใคร่พอใจในกามคุณ ๕ ได้แก่ ความพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส อันเป็นเหยื่อล่อให้ติดอยู่ในกองทุกข์เสียให้หมดสิ้นไปจากใจ

ความสุขที่ปรารถนาอยู่นั้น ก็จะฉายแสงออกมาให้ปรากฏเห็นตามสมควรแก่ความเพียรที่ได้ทุ่มเทลงไปในทางที่ถูกที่ชอบ” นั้นติดตรึงอยู่ในจิตใจของผู้ใหญ่พรหมอย่างแนบแน่น ผู้ใหญ่พรหมคิดอยู่ในใจว่า

“ถ้าเรายังพัวพันเกี่ยวข้องอยู่กับครอบครัว ทรัพย์สมบัติ เรือกสวนไร่นา มัวเมาอยู่ในความเป็นใหญ่ และในการค้าการขายเช่นนี้ นับวันก็จะเหินห่างจากความสุขที่เราปรารถนาอยู่ในตอนนี้”

พ่อออกพรหมจึงได้ตกลงปลงใจว่าจะสละครอบครัวและทรัพย์สมบัติทั้งปวงเพื่อออกบวชในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน จากนั้นพ่อออกพรมหได้คิดต่อไปอีกว่า

“แต่ก่อนจะบวช เราควรจะเอาเยี่ยงพระเวสสันดร ตามที่เคยสดับมาว่าพระเวสสันดรนั้นท่านได้สละทุกสิ่งทุกอย่าง ตลอดถึงลูกเมีย เครือญาติ ออกบวชบำเพ็ญบารมีเพื่อพระโพธิญาณในเบื้องหน้า

ในที่สุดพระองค์ก็ได้ตรัสรู้ความจริง คือ อริยสัจธรรมทั้งสี่ เป็นศาสดา ครูสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ผลทั้งนี้ย่อมสำเร็จมาจากการเสียสละของพระองค์”

วันหนึ่ง ผู้ใหญ่พรหมจึงเอ่ยปากถามแม่กองแพงว่า “เธอจะบวชชีไหม ?”

ฝ่ายแม่กองแพงนึกว่าผู้ใหญ่พรหมพูดเล่น จึงตอบไปว่า “บวชก็บวชสิ !”

เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้ใหญ่พรหมจึงบอกให้แม่กองแพงเตรียมหุงหาอาหาร เพื่อนำไปวัดในเช้าวัดรุ่งขึ้น

พ่อออกพรหมและแม่กองแพงไปที่วัดโคกคอนเฉกเช่นปกติ จากนั้นพ่อออกพรหมได้กราบเรียนเจ้าอาวาสเพื่อขอให้ภรรยาได้บวชชีตามความประสงค์ การบวชชีครั้งนั้นเป็นไปอย่างปัจจุบันทันด่วน แม่กองแพงเองกึถึงกับอื้ง พูดอะไรไม่ออก แต่เมื่อได้รับปากกับพ่อผู้ใหญ่เอาไว้แล้วจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ยอมให้พ่อออกพรหมโกนผมให้ ดังนั้น แม่กองแพงจึงกลายเป็นแม่ชีกองแพงอยู่ที่วัดโคกคอนนับแต่นั้นมา ส่วนผู้ใหญ่พรหมนั้นกว่าจะจัดการกับทรัพย์สมบัติที่สร้างที่สะสมมาได้หมดสิ้นก็กินเวลาไปถึง ๑ ปีจึงได้เข้าพิธีบวชเป็นพระภิกษุ

เมื่อความตกลงใจจะออกบวช และสละสมบัติบรรดาที่มีอยู่เช่นนี้แล้ว ก็ได้นัดประชุมประชาชนในหมู่บ้านว่าใครต้องการอะไรในวัตถุสมบัติที่มีอยู่ เช่น โค กระบือ เงินทอง และเครื่องใช้ต่างๆที่มีอยู่ให้มารับเอาไป ทั้งยังได้ตั้งกองบุญ ๒๐ กองเพื่อจะบวชนาค ๒๐ นาคอีกด้วย แต่เมื่อจะบวชจริงๆ ปรากฏว่าได้นาคบวชเพียง ๑๒ นาคเท่านั้น และได้สร้างวัดขึ้น ๑ วัด พร้อมกับทำรั้ววัดด้วยทุนทรัพย์ของงท่านเป็นการเรียบร้อย ต่อมา ที่ดินในวัดนั้น ได้กลายเป็นที่ดินที่ตั้งโรงเรียนประชาบาลบ้านดงเย็น พรหมประชาสรรค์ จากนั้น ท่านได้สละทานวัตถุต่างๆ ตลอดจนข้าวเปลือกในยุ้งฉางแก่คนยากจน หรือแก่บุคคลที่สมควรจะให้

หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก บ้านปง ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ลูกศิษย์องค์สำคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่พรหม เล่าให้อาจารย์ปฐม และอาจารย์ภัทรา นิคมานนท์ฟัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ว่า ก่อนบวชนั้น หลวงปู่พรหม “ท่านสละทิ้งทรัพย์สมบัติหมดเลย ทิ้งปืนผาหน้าไม้ อะไรๆ แหอวนอะไรก็ทิ้งหมด ข้างของ อาวุธต่างๆก็ไม่มีเหลือ ทิ้งหมด บริจาคทาน คนไหนทานอะไรได้ท่านบริจาคหมด

บ้านนั้นท่านก็รื้อ บ้านท่านเป็นเรือนแฝด บ้านท่านหลังใหญ่ แต่ก่อนท่านปลูกเป็นเรือนรู่ มีลานอยู่ตรงกลาง ก็รื้อบ้านหลังหนึ่งมาสร้างกุฏิในวัด ถวายวัดประสิทธิธรรม อำเภอบ้านดุง ทุกวันนี้ มาทำวัดป่า

เมียเห็นผัวทำอย่างนั้น ก็เต้น(รีบ)ออกมาบวชเป็นแม่ชีก่อนเลย เมียออกบวชก่อน เมียท่านชื่อแม่ชั้น(ชื่อที่เพื่อนบ้านเรียก)ออกไปบวชเป็นแม่ชีก่อนเลย

หลวงปู่พรหมยังไม่ได้ไปสิทีนี้ ยังชำระนา นายกให้โยมชื่อสีโห บ๊อ ? เอ้า – เอานาไป เอาบ้านไป บ้านเอาแค่หลังนี้หลังเดียว … (อีกหลังหนึ่งยังไม่ได้รื้อ ช่วงแรกเก็บไว้เผื่อแม่ชีภรรยาของท่านจะเปลี่ยนใจสึกออกมา เมื่อแน่ใจว่าแม่ชีไม่ยอมสึกแล้ว ท่านจึงได้รื้อถวายวัดในภายหลัง)”

การบำเพ็ญทานของพ่อออกพรหมในครั้งนั้น ท่านไม่ให้ทานเครื่องดักสัตว์และเครื่องอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำลายชีวิต เช่น แห อวน เบ็ด ตะกั่ว ซืน ดินประสิว และหินปากนก สิ่งเหล่านนี้ท่านขนไปทิ้งหมด โดยไม่มีใครรู้ที่ๆท่านทิ้ง ท่านถือว่าขอเหล่านี้แม้ใครได้ไป เขาก็จะไปก่อกรรมก่อภัยให้แก่ตนเองอีก ท่านจึงไม่ให้ใครเลย

หลวงปู่อ่ำ ธมฺมกาโม วัดป่าเขาเขียว อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ศิษย์อาวุโสท่านหนึ่งของหลวงปู่พรหม ให้แง่คิดเอาไว้ว่า การบริจาคทานของหลวงปู่พรหมนี้ทำให้ระลึกถึงธรรม ๔ ประการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ดังนี้

  • มัจฉริยะ บุคคลที่มีความตระหนี่ ไม่ทำบุญให้ทาน วิบากนั้นบันดาลให้เป็นคนยากจน ขัดสนทรัพย์สมบัติทั้งปวง
  • อเวยยาวัจจะ บุคคลที่มีความไม่ช่วย ไม่ขวนขวายในกิจที่ชอบ คือ ไม่ช่วยขวนบวายในการบุญกุศลของคนอื่น และไม่บอกบุญชักชวนคนอื่นในการบุญและกุศล วิบากนั้นบันดาลให้เป็นคนไร้ญาติขาดมิตร
  • ปริจจาคะ บุคคลที่มีการบริจาคทรัพย์สมบัติของตนให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ได้แก่ ไม่มีความตระหนี่เหนียวแน่น มีความยินดีในการทำบุญทำกุศล กรรมดีนั้นบันดาลให้เป็นคนมั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ
  • เวยยาวัจจะ บุคคลที่มีการช่วยขวนขวายในกิจอันชอบ คือ ช่วยขวนขวายในการบุญการกุศล ชักชวนคนอื่นให้มาร่วมบุญกุศล กรรมดีนั้นบันดาลให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ด้วยญาติ มิตรสหาย ทั้งข้าทาสบริวารก็มากมาย

พ.ศ. ๒๔๗๑ พ่อออกพรหม วัย ๓๗ ปีก็ได้อุปสมบท ณ วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระครูประสาทคุณานุกิจเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า “จิรปุญฺโญ” สังกัดคณะธรรมยุติกนิกาย ต่อมา น้องชาย น้องสาว และน้องเขยของหลวงปู่ก็ได้ออกบวชด้วยเช่นกัน

บนเส้นทางธรรม

เมื่อหลวงปู่พรหมได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว หลวงปู่ได้ติดตามท่านอาจารย์สารไปทางจังหวัดอุบลราชธานี เดินด้วยเท้าเปล่าตลอด จำพรรษาในที่ต่างๆ

พ.ศ. ๒๔๗๓ หลวงปู่พรหมลาอาจารย์สารกลับภูมิลำเนาเดิม พักอยู่ที่วัดผดุงธรรม(วัดใน) บ้านดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับชาวบ้านสร้างหอไตรขึ้น ๑ หลังเพื่อเก็บรักษาพระคัมภีร์ต่างๆ จากนั้นก็ได้ไปบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำพระเวส ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม(ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดมุกดาหาร)มาประมาณ ๔ กิโลเมตร หลวงปู่พรหมเล่าให้หลวงตาพระมหาบัวฟังว่า ขณะที่ท่านเดินทางมาถึงดงนั้นก็เป็นเวลาค่ำมืดพอดี เทียนไขก็ไม่มีเหลือติดมาเลย ท่านจึงตัดสินใจพักค้างคืนในดงนั้นโดยปลีกออกจากทางไปเพียงเล็ก้อย แล้วก็แขวนกลดกับกิ่งไม้

ประมาณ ๓ ทุ่ม ขณะที่ท่านกำลังนั่งทำสมาธิภาวนาอยู่ด้วยความหวาดระแวงเรื่องต่างๆอยู่นั้นก็ได้มีอีเก้งตัวหนึ่งด้อมๆเข้ามาบริเวณที่พักโดยไม่รู้ตัว พออีเก้งโผล่หน้าออกมาก็มาเจอเอากลดกับมุ้งที่กางและลดลงไว้อย่างมิดชิดพอดี อีเก้งตัวนั้นตกใจร้อง “เก้ก !!!” ลั่น ท่านเองก็สะดุ้งตกใจสุดขีด เผลอร้อง “เอิ๊กอ๊าก !!!” ออกมาเช่นกัน อีเก้งตื่นเสียงคน วิ่งหูตั้งตาถลนเตลิดเข้าป่าไป เมื่อท่านได้สติก็นึกละอายในความไม่เป็นท่าของตัวเองจนอดขบขันหัวเราะตัวเองไม่ได้

ขณะที่หลวงปู่พรหมบวชพระได้ ๓ พรรษานั้นก็เกิดมีความรู้สึก(กิเลสภายใน)อย่างรุนแรง คิดอยากจะสึกออกมาเป็นฆราวาสวิสัยอีก ทำอย่างไรๆก็ไม่หายที่จะนึกคิด ต้องเร่งพยายามต่อสู้ความคิดภายในนั้น มันเป็นกิเลสมารตัวร้าย สู้กันอย่างหนัก ถึงกับชวนแม่ชีให้สีกออกไปครองเพศฆราวาสด้วยกันอีก แต่แม่ชีใจแข็ง บอกว่าให้อดทนทำความเพียรอย่างหนักอีก ๑ ปีก่อน ถ้ายังอยากสึกอยู่อีกค่อยมาพูดกันอีกครั้ง หลวงปู่จึงได้สติ เร่งทำความเพียรอย่างหนักเพื่อเอาชนะกิเลสให้ได้

หลวงปู่พรหมได้เล่าให้หลวงปู่จามฟังว่า “… บวชแล้วก็ไปกับครูอาจารย์สาร ลุถึงเมืองอุบล อยู่อุบล ๓ ปี ทีนี้จิตคิดแต่อยากสึก คิดถึงบ้าน คิดถึงเมีย แต่บุญยังรักษา ตอนกลางคืน จะเดินจงกรม จะนั่ง จะยืน ก็ได้ยินแต่เสียงกระดิ่ง กระโล้ง เกราะวัวเกราะควายดังทั่วไปหมดในหูนี้ จนนอนไม่หลับ มาพิจารณาดูตนเองว่า จะเอาอย่างใด ทรัพย์ก็ไม่มี เมียก็หนีไปบวช ลูกก็ไม่มี จะออกไปเอาอะไร ทุกข์มิใช่หรือจึงหนีมาบวช

ตื่นเช้าก็เข้าไปขอครูอาจารย์สารออกเที่ยววิเวกเข้าดงเข้าป่า ข้ามโขงไปจนถึงหลวงพระบาง อยู่หลวงพระบาง ๑ พรรษาแล้วกลับเข้ามาเมืองไทย พบปะอาจารย์ชอบ(หลวงปู่ชอบ ฐานสโม)อยู่ขอนแก่นจึงชวนกันขึ้นเมืองเหนือ หลงทางออกไปลุถึงเมืองพม่า ต้องกลับลงมา จึงได้พบปะครูอาจารย์ใหญ่(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)อยู่เชียงราย ถ้ำพระ เชียงราย จึงพอได้รู้ช่องทาง”

ตอนที่หลวงปู่พรหมออกจากวัดผดุงธรรม(วัดใน) บ้านดงเย็นไปเมืองหลวงพระบางนั้น หลวงปู่พรหมได้นำหลานชายชื่อ “บุญธาตุ” ซึ่งมีอายุเพียง ๗ ขวบติดสอยห้อยตามหลวงปู่ไปด้วย การเดินธุดงค์นั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากตลอดทาง แต่จิตใจนั้นไม่เคยยอมพ่ายแพ้แก่อุปสรรค ภายใตจิตนั้นมีแต่ความอิ่มเอิบเบิกบาน มีธรรมะเป็นที่รองรับของจิตใจให้แกล้วกล้าอาจหาญ ความสงบผ่องใสเป็นเรือนอยู่ของใจ ไม่แส่ส่ายกวัดแกว่างไปมา แม้กำลังเดินอยู่ก็ตาม ด้วยความอดทน ความมีสติกำกับทุกอิริยาบถ ปัญญาธรรมก็ค่อยแจ่มแจ้งขึ้นในขณะที่กำลังผจญอยู่กับความลำบากและความอดอยากขาดแคลนนั้น “ธรรมะเท่านั้นที่จะเป็นคู่ชีวิตที่จะดำเนินไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน”

ขณะที่หลวงปู่พรหมอยู่ในนครหลวงพระบางนั้น หลวงปู่ก็เกิดปวดท้องอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอยู่นานแต่ก็ไม่หาย จึงต้องออกจากโรงพยาบาลไปให้อาจารย์ก้ง หมอพระที่อยู่ละแวกนั้นช่วยรักษา แต่อาการเจ็บป่วยก็ไม่ทุเลาลงเลย หลวงปู่พรหมจึงตัดสินใจว่า “ต่อไปนี้เราจะไม่รักษาด้วยยาอีก จะไม่ฉันยาขนานใดๆอีกต่อไป ถ้าจะเกิดล้มตายลงไปก็ถือว่าเป็นกรรมเก่าของเรา แต่ถ้าหากเรายังพอจะมีบุญอยู่บ้าง ก็คงจะหายไปเป็นปกติได้” จากนั้นท่านได้อาศัยการเจริญภาวนาสมาธิ ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง พิจารณาธาตุขันธ์แล้วเพ่งเพียรรักษาด้วยอารมณ์จิตใจที่เป็นสมาธิ ทรงคุณธรรมไว้เฉพาะหน้า บุญบารมีเป็นเครื่องนำหนุน มีวาสนาเป็นยารักษาโรคให้หายจากอาการเจ็บปวดทรมาน แล้วอาการปวดท้องของท่านก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆท่านจึงธุดงค์กลับมาประเทศไทย นำหลานชายมาคืนให้พ่อแม่เขาต่อไป

พ.ศ. ๒๔๗๖ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สำเร็จพระอรหัตผลที่ถ้ำดอกคำ ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว หลวงปู่มั่นได้บอกกับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณและหลวงปู่ขาว อนาลโยที่ดอยนะโม(ดอยน้ำมัว)ว่า “ผมหมดงานที่จะทำแล้ว ก็อยู่สานกระบุง สานตะกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ลูกหาได้บ้างเท่านั้น”

พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงปู่พรหมอายุ ๔๔ ปี อายุพรรษา ๖ ก็ได้ออกธุดงคกรรมฐานไปทางภาคเหนือ ค่ำไหนก็พักบำเพ็ญสมณธรรมที่นั่น สว่างแล้วออกธุดงค์ต่อไป มีก็กิน ไม่มีก็อด ยอมทนเอา ไม่มีการเรียกร้อง ไม่มีการสงสารตนเองที่เกิดทุกขเวทนา เพราะการเดินธุดงค์นั้นเป็นไปเพื่อขจัดกิเลสภายในให้หมดไปสิ้นไป และได้เข้ากราบหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรกที่ถ้ำพระ จังหวัดเชียงราย

แวบแรกที่หลวงปู่พรหมเห็นหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่พรหมนึกอยู่ในใจว่า “พระองค์เล็กๆอย่างนี้นะหรือที่ผู้คนเขาร่ำลือว่าเก่งนัก ดูแล้วไม่น่าจะเก่งกาจอะไรเลย” เมื่อหลวงปู่พรหมกราบนมัสการหลวงปู่มั่น ท่านถึงกับสะดุ้งโหยง หลวงปู่มั่นกล่าวกับท่านว่า “การด่วนวินิจฉัยความสามารถของคนโดยมองดูแต่เพียงร่างกายภายนอกเท่านั้นไม่ได้ จะเป็นการตั้งสติอยู่ในความประมาท”

หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํงสี กล่าวถึงหลักคำสอนของหลวงปู่มั่นว่าไว้ว่า

“การพิจารณา อย่าให้จิตหนีออกนอกกาย อันนี้จะชัดเจนแจ่มแจ้งหรือไม่ก็อย่าได้ท้อถอย เพ่งพิจารณาอยู่ ณ ที่นี่แหละ จะพิจารณาให้เป็นอสุภะ หรือให้เป็นธาตุก็ได้ หรือจะพิจารณาให้เป็นขันธ์ หรือให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ ได้ทั้งนั้น

แต่ให้พิจารณาเพ่งลงมาเฉพาะในเรื่องนั้นจริงๆ ตลอดอิริยาบถทั้งสี่ แล้วก็มิใช่ว่าเห็นแล้วก็จะหยุดเสียเมื่อไร จะเห็นชัดหรือไม่ชัด ก็พิจารณาอยู่อย่างนั้นแหละ

เมื่อพิจารณาอันใดชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยใจตนเองแล้ว สิ่งอื่นนอกนี้จะมาปรากฏชัดในที่เดียวกันดอก

ท่านบอกว่า อย่าให้จิตรวมเข้าเป็นภวังค์ได้”

วันหนึ่ง เวลาประมาณ ๕ โมงเย็น หลวงปู่พรหมลงไปสรงน้ำในคลองลึกที่อยู่ตีนเขา ท่านเดินลงไปตามคลองแคบและลึก ชันมาก ท่านก็โผล่ออกไป เจ้าหมีใหญ่ตัวหนึ่งออกมาจ๊ะเอ๋กันจังๆพอดี เจ้าหมีใหญ่ก็ตกใจกลัว กระโดดขึ้นฝั่งคลองชันๆแล้วตกลงมา กระโดดขึ้น ตกลงมา ตะเกียกตะกายอยู่ ๔ – ๕ ครั้งก็ไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนใจ วิ่งกลับคืนทางเก่า แล้วหายไป ขณะที่หลวงปู่พรหมเองนั้นก็ตกตะลึง กลัวตายจนขาดสติ ปากก็ร้อง “เอ้า เอ้า เอ้า เอ้า” ไม่หยุดปาก ส่วนเท้านั้นก็ย่ำอยู่กับที่จนพื้นแหลกเละเป็นตมเป็นโคลนไปหมด หลั่งเหงื่อจนโทรมกายจนตัวเปียกยิ่งกว่าอาบน้ำเป็นไหนๆ

วันรุ่งขึ้น เมื่อท่านเดินกลับไปสรงน้ำตรงนั้นอีก เมื่อท่านได้สำรวจตรวจดูสถานที่ๆพระกับหมีจ๊ะเอ๋กันแล้วก็หัวเราะลั่น รอยที่หมีโดดปีนฝั่งคลองนั้นเยอะแยะมากมายราวกับว่ามีหมีสัก ๑๐ ตัว สวนรอยที่ท่านย่ำเท้าไปมานั้นเล่าก็ไม่ต่างกันเลย แหลกเป็นตมเป็นโคลนเยอะแยะมากมายราวกับมีพระกรรมฐาน ๑๐ องค์มาเล่นกีฬากันหยั่งงั้นแหละ ดังนั้น ท่านจึงใช้ร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความรักตัวกลัวตายของคนและสัตว์เป็นเครื่องพิจารณาทุกวัน

ช่วงแรกๆที่หลวงปู่พรหมได้มาพบและปฏิบัติธรรมใกล้ชิดหลวงปู่มั่นที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋งนั้น หลวงปู่ตั้งใจทุ่มเทเร่งความเพียรโดยถือเพียงอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน และนั่ง เว้นการนอน ไม่ยอมให้กลังแตะพื้นตลอดช่วงเข้าพรรษาโดยถือคติว่า “ธรรมอยู่ฟากตาย ถ้าไม่รอดตายก็ไม่เห็นธรรม เพราะการเสี่ยงต่อชีวิตจิตใจอันเกี่ยวกับความเป็นตายนั้น ผู้มีจิตใจมุ่งมั่นต่ออรรถธรรมแดนหลุดพ้น เป็นหลักยึดของพระผู้ปฏิบัติพระกรรมฐานจริงๆ” แม้แต่พื้นกุฏิ หลวงปู่พรหมก็ต้องการให้รื้อออกเพื่อจะได้ไม่ต้องนอน ท่านว่าถ้าอยากจะนอนก็ไม่จำเป็นต้องดั้นด้นมาถึงเชียงใหม่ให้ลำบาก จะหลับจะนอนที่ไหนก็ได้

หลวงปู่มั่นจึงกล่าวให้สติท่านว่า “ท่านพรหมอย่าไปทำอย่างนั้นเลย จะทำให้เป็นทุกข์เดือดร้อนแก่หมู่คณะ เพราะสังขารจะต้องพักผ่อนนอนหลับ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยจะทำให้ลำบากแก่หมู่คณะ… ในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นนั้น อุปสรรคต่างๆย่อมได้พบอยู่เสมอ ดังครูบาอาจารย์หลายๆองค์ ถ้าแม้จิตใจไม่แน่วแน่มั่นคงจริงๆก็จะทำไม่ได้ บางคราวผู้อดหลับอดนอนมากๆ สูญประสาท เสียจริตไปก็มี บ้างก็เดินชนต้นไม้ใบหญ้าให้วุ่นวาย หรือไม่ เวลาออกบิณฑบาต เที่ยวตะครุบผู้คนก็มี เพราะเดินหลับใน เกิดอาการตึงเครียด ไม่สามารถทรงสติตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำให้ปฏิบัติเพิ่มสติกำลังให้แก่กล้าจริงๆจึงจะทำได้ เมื่อถึงคราวเร่งความเพียรก็ย่อมจะได้พบความสำเร็จโดยไม่ยาก” หลวงปู่มั่นแนะนำหลวงปู่พรหมให้เดินจงกรมและนั่งสมาธิให้มากเพื่อฝึกจิตเสียก่อน เมื่อกำลังจิตแก่กล้าแล้วจึงค่อยเร่งความเพียรอย่างหนักหน่วงตามความตั้งใจของท่าน ผลย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

พ.ศ. ๒๔๗๘ หลวงปู่พรหมเดินธุดงค์ไปยังประเทศพม่าร่วมกับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ขณะที่หลวงปู่ทั้งสองกลับจากบิณฑบาตในวันหนึ่งก็ได้พบกับวัดร้างแห่งหนึ่ง พระพุทธรูปเก่าๆแตกหักพังเกลื่อนเต็มไปหมด ท่านจึงนั่งลงแล้วถวายการสักการะนมัสการ ภายในจิตใจของท่านนั้นได้รำพึงขึ้นว่า “พระพุทธรูปเหล่านี้ไม่มีใครเหลียวแลและซ่อมแซมกันเลย ทิ้งระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด พระพุทธรูปเหล่านี้สิ้นความศักดิ์สิทธิ์แล้วละหรืออย่างไร” ขณะที่หลวงปู่พรหมรำพึงอยู่นั้น แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กระดิ่งเก่าๆที่แขวนอยู่ชายโบสถ์หลังเก่านั้นถูกแรงสั่นสะเทือนดังเกรียวกราว เมื่อหลวงปู่กำหนดรู้ด้วยวาระจิตจึงทราบว่าความอัศจรรย์ครั้งนี้มิใช่แผ่นดินไหวแน่ แต่เป็นด้วยพุทธานุภาพของพระพุทธรูปที่หักพังเหล่านั้น ท่านแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นว่ามีจริง ไม่ควรประมาทในสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นวัตถุบูชาชั้นสูง ย่อมมีเทวดาปกปักรักษาอยู่เสมอ

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ในประเทศพม่านั้น หลวงปู่พรหมเคยเกิดนิมิตว่ามีพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่งมาปรากฏกายยืนอยู่ต่อหน้าของท่าน พระภิกษุสงฆ์องค์นั้นมีรัศมีกายสีฟ้า และมีแสงที่สวยสดงดงามตา ระยิบระยับไปทั่วบริเวณนั้น ครั้นแล้ว พระภิกษุสงฆ์ผู้งดงามได้เอ่ยขึ้นกับท่านว่า “เราคือพระอุปคุต เธอเคยเป็นศิษย์ของเรา เธอมีนิสัยแก่กล้า เอาให้พ้นทุกข์นะ” แล้วภาพของพระภิกษุสงฆ์นั้นก็ค่อยหายไป หลวงปู่ขาวก อนาลโยก็เคยเล่าให้หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญฟังเช่นกันว่าหลวงปู่พรหมนั้นเคยบวชเป็นเณรน้อยพระอุปคุตมาก่อน หลวงปู่พรหมเคยเล่าให้หลวงปู่จามฟังว่า “…แต่ก่อนเกิดอยู่แม่แตง แม่มาลัย เป็นลูกศิษย์ของพระโมคคัลลาน์ ในยุคสมัยที่พระอัครสาวกพากันมาจำพรรษาที่วัดบ้านปง ตั้งแต่ก่อนเก่า(วัดอรัญญวิเวก ในปัจจุบัน) ตายจากชีวิตนั้นไปสวรรค์ เกิดมาอีกไปเกิดอยู่อินเดีย เป็นลูกศิษย์ของพระอุปคุต ตายแล้วไปสวรรค์ ลงมาเกิดอยู่บ้านตาล(อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร)”

ต่อมา หลวงปู่พรหมเดินทางกลับเข้าไทยมาทางจังหวัดเชียงราย เจริญสมาธิภาวนาที่ถ้ำปุ้มเป้(ถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา) บ้านโป่งงาม ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่มีปลาพวงเงินและปลาไม้หีบอาศัยอยู่ ในตำนานโยนกกล่าวว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์และออกบิณฑบาตที่เมืองโยนกนาคะนครไชยบุรีศรีช้างแสน ได้ดำเนินเลียบเชิงเขามายังถ้ำลอดเปลวปล่องฟ้า มีชาวบ้านนำปลาหนีบไม้ปิ้งมาใส่บาตร พระองค์ได้ทรงอธิษฐานให้ปลากลับมีชีวิต แล้วปล่อยลงรูเหวในถ้ำเปลวปล่องฟ้า พระอานนท์ก็เทน้ำจากบาตรลงไป กลายเป็นธารน้ำไหลออกมาทางหน้าผาด้านตะวันออก เกิดเป็นถ้ำปลาดังกล่าว จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานให้ก้อนหินปิดรูเหวที่เทน้ำลงไป และได้ประทานเส้นพระเกศาไว้ในหิน ให้เป็นที่สักการะบูชาของผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาต่อไป

ขณะที่หลวงปู่พรหมพักอยู่ที่ถ้ำปุ้มเป้นั้น หลวงปู่ขาวซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าทองทิพย์ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายก็ได้เดินทางมาหาหลวงปู่พรหม ขอให้ท่านช่วยซ่อมแซมพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งสวยงามมาก พระเศียรและองค์พระยังครบสมบูรณ์ดี ยกเว้นพระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้างที่ถูกโจรใจบาปลักตัดเอาไปหล่อโปงลาง หลวงปู่พรหมจึงได้เดินทางมาซ่อมพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวให้ หลวงปู่ขาวถามหลวงปู่พรหมว่า “เป็นเพราะเหตุใดจิตผมจึงปฏิพัทธ์ผูกพันในพระพุทธรูปองค์นี้เป็นนักหนา ทั้งๆที่ผมก็เคยไปเห็นพระพุทธรูปมามากต่อมาก แต่ไม่เห็นจะติดอกติดใจอะไรเหมือนพระพุทธรูปองค์นี้เลย” หลวงปู่พรหมตอบว่า “ตัวท่านเองเคยสร้างพระองค์นี้มา เมื่อชาติก่อน ครูบาเคยมาเกิดในที่แห่งนี้ ได้เป็นสล่ากับเขา(หลวงปู่ขาวเคยเป็นเป็นช่าง ทำหน้าที่สูบลมเป่าไฟหลอมพระพุทธรูป)” ซึ่งหลวงปู่ขาวก็ทราบเรื่องนี้ดี แต่ท่านถามเพื่อลองปัญญาหลวงปู่พรหมเท่านั้นเอง

บรรลุธรรมขั้นสูง

พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่อ่ำ ธมฺมกาโม วัดป่าเขาเขียว อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ศิษย์อาวุโสของหลวงปู่พรหมเล่าว่าขณะที่หลวงปู่พรหมพักจำพรรษากับหลวงปู่มั่นที่วัดพระธาตุจอมแจ้ง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายนั้นท่านมีความเพียรมาก เวลาเข้าพรรษาท่านเดินจงกรม ดินลึกลงไป ๓ นิ้วโป้ง ไม่นอน ๓ เดือน บรรลุถึงพระอนาคามี ขณะนั้นที่มีอายุ ๔๘ ปี พรรษา ๑๐

หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโตได้สรุปคำสอนของหลวงปู่มั่นในพรรษานี้ไว้ ดังนี้

  • การปฏิบัติทางใจต้องถือการถ่ายถอนอุปาทานเป็นหลัก
  • การถ่ายถอนนั้นไม่ใช่ถ่ายโดยไม่มีเหตุ ไม่ใช่ทำเฉยๆ ให้มันถ่ายถอนเอง
  • เหตุแห่งการถ่ายถอนนั้นต้องสมเหตุสมผล ท่านอ้างเอาพระอัสสชิแสดงในธรรมข้อที่ว่า “เย ธมฺมา เหตุ ปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอ วํ เวที มหาสมโณ – ธรรมทั้งหลายเกิดมาจากเหตุ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นดับไปเพราะเหตุ พระมหาสมณะ(คือพระพุทธเจ้า)มีปกติตรัสดังนี้”
  • เพื่อให้เข้าใจว่าการถ่ายถอนอุปาทานนั้นมิใช่ไม่มีเหตุ และไม่สมควรแก่เหตุ ต้องสมเหตุสมผล
  • เหตุได้แก่การสมมติบัญญัติขึ้นแล้วหลงตามอาการนั้น เริ่มต้นด้วยการสมมติตัวของตนก่อน พอหลงตัวเราแล้วก็ไปหลงผู้อื่น หลงว่าเราสวยแล้วจึงไปหลงผู้อื่นว่าสวย เมื่อหลงตัวของตัวเองและผู้อื่นแล้วก็หลงพัสดุข้าวของนอกจากตัว กลับกลายเป็นราคะ โทสะ โมหะ
  • แก้เหตุต้องพิจารณากรรมฐาน ๕ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังด้วยสามารถแห่งกำลังของสมาธิ เมื่อสมาธิขั้นต่ำ การพิจารณาก็เป็นฌานขั้นต่ำ เมื่อเป็นสมาธิขั้นสูง พิจารณาเป็นฌานขั้นสูง แต่ก็อยู่ในกรรมฐาน ๕
  • การสมเหตุผล หมายถึง คันที่ไหนต้องเกาที่นั้นถึงจะหายคัน คนติดกรรมฐาน ๕ หมายถึง หลงหนังเป็นที่สุด เรียกว่าหลงกันตรงนี้ ถ้าไม่มีหนังคงจะหนีกันแทบตาย เมื่อหลงที่นี้ก็ต้องแก้ที่นี้ คือ เมื่อกำลังสมาธิพอแล้ว พิจารณาก็เห็นตามความเป็นจริง เกิดความเบื่อหน่าย เป็นวิปัสสนาญาณ
  • เป็นการเดินอริยสัจจ์ เพราะเป็นการพิจารณาตัวทุกข์ดังที่พระองค์ทรงแสดงว่า ชาติปิทุกข์ ชราปิทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณัมปิทุกข์ โครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย กรรมฐาน ๕ เป็นต้น ปฏิสนธิ เกิดมาแล้ว แก่แล้ว ตายแล้ว จึงชื่อว่าพิจารณากรรมฐานเป็นทางพ้นทุกข์ เพราะพิจารณาตัวทุกข์จริงๆ
  • ทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ เพราะมาหลงกรรมฐาน ๕ ยึดมั่นจึงเป็นทุกข์ เมื่อพิจารณาก็ละได้ เพราะเห็นตามความเป็นจริง สมกับคำว่า รูปสมิงฺปิ นิพฺพินฺทติ เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ วิญฺญานสฺสมิงฺปิ นิพฺพินทติ เมื่อเบื่อหน่ายในรูป(กรรมฐาน ๕) เป็นต้น แล้ว ก็คลายความกำหนัด เมื่อเราพ้น เราก็ต้องมีญาณทราบชัดว่าเราพ้น
  • ทุกขนิโรธ ดับทุกข์ เมื่อเห็นกรรมฐาน ๕ เบื่อหน่าย ชื่อว่าดับอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น เช่นเดียวกับท่านสามเณรสุมนะ ศิษย์ท่านพระอนุรุทธ์ พอปลงผมหมดศรีษะก็ได้สำเร็จพระอรหันต์
  • ทุกขมินีปฏิปทา ทางไปสู่ที่ดับ คือ การเป็นปัญญา สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ เห็นอะไร ? เห็นอริยสัจจ์ ๔ อริยสัจจ์ ๔ ได้แก่อะไร ? ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค การเห็นจริงแจ้งประจักษ์ด้วยสามารถแห่งสัมมาสมาธิ ไม่หลงติดสุข มีสมาธิเป็นกำลัง พิจารณากรรมฐาน ๕ ก็เป็นองค์มรรค

พ.ศ. ๒๔๘๑ เจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พนฺธุโล) นิมนต์หลวงปู่มั่นกลับภาคอีสาน หลวงปู่มั่นจึงมอบหมายให้หลวงปู่พรหมดูแลสำนักสงฆ์บ้านแม่กอย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่(วัดร้างป่าแดง หรือ วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ในปัจจุบัน) ซึ่งในอดีตชาติของหลวงปู่มั่นนั้นเคยเป็นหมูป่า มีแหล่งหากินในบริเวณดังกล่าว ต่อมาหมูป่าตัวนั้นถูกนายพรานฆ่าตาย ท่านพลัดหลงมายังหมู่บ้านนี้เพื่อมาโปรดสุนัขแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง เมื่อท่านแผ่เมตตาให้หมาแม่ต๊องแล้ว ๔ วันต่อมามันก็ตาย หลวงปู่บอกกับแม่อุสาที่มาส่งข่าวให้ท่านทราบว่า “พี่เอ้ย(พี่สาว)ได้พ้นวิบากกรรมแล้ว !”

ในปีเดียวกันนี้เอง หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท (วัดภูริทัตตปฏิปทาราม) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญสามารถยกระดับจิตได้ถึงระดับอนาคามีแล้ว ทำให้ไม่สามารถขอคำแนะตำจากใครได้อีก หลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงปู่เฟื่อง โชติโกจึงร่วมออกเดินทางจากจังหวัดจันทบุรีมาหาหลวงปู่มั่นซึ่งเป็นประธานสงฆ์อยู่ที่สำนักสงฆ์บ้านแม่กอย แต่ตัวหลวงปู่มั่นนั้นพักอยู่ที่วัดร้างป่าแดง

หลวงปู่เจี๊ยะกราบเรียนหลวงปู่มั่นว่าหลวงปู่นั้นพิจารณากายจนใจนี้มันขาดไปแล้ว ควรทำอย่างไรต่อไปดี หลวงปู่มั่นจึงตอบว่าให้ทำอย่างเดิมนั่นแหละ ดีแล้ว

หลวงปู่เจี๊ยะกล่าวถึงการภาวนาของท่านว่าท่านได้ค้นคว้า พินิจพิจารณาร่างกายจนละเอียดลออไปทุกส่วน ทุกขิ้น ทุกอัน จนได้สภาวะของใจ ได้ลงถึงความจริงประจักษ์ใจ โลกทั้งหลายนี้ไม่มีปรากฏขึ้นกับใจ ขาดสูญไปหมด อยู่จำเพาะใจอันนั้นอันเดียว ไม่มีสิ่งใดเจือปน ไม่มีเจือปนอยู่ในใจนั้น ในสภาวะของใจลำดับนั้น มันขาดพึบลงไป โดยที่คล้ายๆขาดสติ แต่ไม่ใช่ขาดสติ มันก์ปรากฏโลกทั้งปลายขาดลงไป ไม่มีอันใดเลย แม้แต่ร่างกายของเราอย่างนี้ก็สูญหายไปหมด เหลือแต่ความบริสุทธิ์ของใจอันเที่ยงแท้อันเดียว

กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๒ หลวงปู่มั่นอาพาธด้วยโรคไข้มาลาเรียขึ้นสมอง หนานแดง หนานพรหม และลูกศิษย์ลูกหาชาวเชียงใหม่จึงนิมนต์ท่านไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ในเมืองเชียงใหม่ แต่หลวงปู่มั่นได้พิจารณาแล้วรู้ว่าอาพาธครั้งนี้จะระงับได้ด้วยธรรมโอสถ เจ้าคุณพระราชกวีก็อำนวยการให้ตามประสงค์ เมื่อหลวงปู่มั่นหายดีแล้วก็ได้เดินทางกลับไปภาคอีสานด้วยรถไฟในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๒

ส่วนหลวงปู่พรหมนั้นเป็นหัวหน้าสำนักสงฆ์บ้านแม่กอยจนกระทั่งหลวงปู่ขาวธุดงค์มา จึงส่งไม้ต่อให้หลวงปู่ขาวเป็นหัวหน้าสำนักสงฆ์แทน แล้วหลวงปู่พรหมก็ออกธุดงค์เข้าประเทศพม่าเป็นครั้งที่ ๒ โดยไปทางเมืองโต่น(เมืองต่วน) และเมืองหางหรือเมืองห้างหลวง(เมืองที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตเมื่อครั้งที่พระองค์ยกทัพไปตีเมืองอังวะ)

ขณะที่หลวงปู่พรหมเดินทางขึ้นภูเขาควายนั้นหลวงปู่เกิดหลงทางจึงยึดถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่พัก ปฏิบัติธรรมที่ปากถ้ำซึ่งมีน้ำหยดลงจากหินเป็นสายตลอดเวลา และมีแอ่งหินเล็กๆรองรับน้ำ และแอ่งหินเล็กๆนี้น้ำไม่เคยเต็มสักทีทั้งๆที่น้ำหยดลงตลอดเวลา แต่ปริมาณของน้ำอยู่เท่าเดิม ๑๒ วันที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่ที่ปากถ้ำนี้ ท่านไม่ได้ฉันอาหารเลย ได้ดื่มแต่น้ำ แต่ร่างกายของท่านก็ไม่มีความรู้สึกเมื่อยล้าหรือหิวเลย การปฏิบัติภาวนาเป็นไปด้วยดี จิตใจสงบมาก รู้เห็นธรรมะ และตัวเบาสบาย

วันที่ ๑๓ ก็มี “บังบด” มาใส่บาตรให้ท่านเป็นข้าว ๑ ปั้น ปลาขาวไม่มีเกล็ด ๑ ตัว อาหารที่เทวดาใส่บาตรนั้นมีรสชาติหอมหวาน เอร็ดอร่อยมาก ฉันหมดก็อิ่มพอดี จิตใจสงบ การปฏิบัติภาวนาก็เป็นไปด้วยดี มีความสว่าง พิจารณาธรรมได้ชัดเจน

วันที่ ๑๗ ในที่สุดหลวงปู่ก็เห็นช่องทางให้เดินกลับ หลวงปู่เดินไปตามช่องทางนั้นจนกระทั่งพบกับครอบครัวชาวเขาชาวพม่า ๔ หลังคาเรือนซึ่งประกอบอาชีพตักขี้ยางใส่ขอนดอก(ไม้ขอนที่ผุ) ทำขี้ไต้ไปขาย ชาวพม่าบอกกับหลวงปู่พรหมว่า “ให้ตุ๊เจ้าอยู่จำพรรษาด้วยก็จะรับรองเลี้ยงตลอด ๓ เดือน” ท่านได้พำนักอยู่กับชาวเขานี้ ๒ คืนจึงเดินทางกลับถึงวัดที่หลวงปู่มั่นจำพรรษาอยู่ตามเส้นทางที่ได้รับการบอกเล่าจากชาวเขานั้น

ระหว่างทาง หลวงปู่พรหมได้พักทำความเพียรอยู่ที่ถ้ำปุ้มเป้ ใกล้เขตเมืองตุง ภายในถ้ำนั้นมีทางเดินจงกรมได้ ๔๐ ก้าว และมีกระดูกพระองค์หนึ่งที่มรณภาพไปแล้วอยู่ด้วย

หลวงปู่พรหมจำพรรษาที่ถ้ำนี้ ๑ พรรษา หลวงปู่มั่นซึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ได้เข้ามาทางหูทิพย์บอกหลวงปู่พรหมว่า “ท่านพรหม ท่านพรหม อย่าเพิ่งเร่งพิจารณาม้างกาย ทำให้มันละเอียดสักหน่อย !” หลวงปู่มั่นต้องการให้หลวงปู่พรหมพิจารณากายให้ละเอียดเพื่อให้ได้อภิญญา “กระดูก ให้ท่านทำทุกข้อ กระดูก ๓๐๐ ท่อน ให้พิจารณาเนื้อ หนัง ผม ขน ฯลฯ” แต่หลวงปู่พรหมกล่าวว่า “เอาตัวพ้นทุกข์ก็พอ !”

หลวงปู่พรหมจึงสิ้นทุกข์อยู่ในถ้ำ แต่ไม่แตกฉาน ท่านระลึกชาติได้ไม่มากนัก ท่านว่า อดีตชาติท่านเคยเป็นนกขาบ(นกตะขาบ)ในถ้ำปุ้มเป้

จากนั้น หลวงปู่พรหมได้กำหนดดูพระอาจารย์มั่น หลวงปู่จึงได้รู้ว่าเวลาท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ ธรรมผุดขึ้น ท่านเทศน์ตามธรรมผุดขึ้น แต่หลวงปู่พรหมไม่มี ท่านเป็นสุขวิปัสสโก ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน พ้นทุกข์อยู่ แต่ไม่มีเครื่องใช้ กายไม่ละเอียด (ท่านอาจารย์มหาบัวเป็นเตวิชโช คือ ผู้ได้วิชชา ๓ อภิญญา ๖ เหาะได้ แตกฉานปฏิภาณ)

หลวงปู่พรหมเจออาจารย์ขาว ที่บ้านป่าแก้ง ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ พระอาจารย์พรหมบอกกับอาจารย์ขาวว่า “ปัญญา ผู้ทำแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว จะไปทิศานุทิศใดๆ ไม่มีความหวาดกลัวอีกแล้ว”

พระอาจารย์พรหมได้ถามอาจารย์ขาวว่า “เมื่อครูบามรณภาพแล้วจะไปอยู่ที่ไหน”

พระอาจารย์ขาวตอบว่า “อยู่ที่ไหนก็ไม่อยู่ ไปข้างหน้าข้างหลังก็ไม่ไป ขึ้นบนก็ไม่ขึ้น ลงล่างก็ไม่ลง ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันออกก็ไม่ไป”

พระอาจารย์พรหมก็กล่าวรับรองว่า “แน่ทีเดียว” จากนั้นได้ถามต่อไปอีกว่า “เมื่อความจริงมีอยู่ดังนี้ ทำไมครูบาจึงคิดดุด่าตัวเองตัวเองมากนัก ?”

พระอาจารย์ขาวตอบว่า “ดุด่าก็ดุด่าแต่ลำพังใจตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ออกปากอออกเสียงให้กระเทือนใจผู้อื่น ถึงคราวเราชนะก็ข่มขี่มันไปอย่างนั้นแหละ”

พระอาจารย์ขาวประสงค์จะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปทององค์หนึ่งซึ่งถูกพวกพาลชนทำลายพระเศียร แขนขาก็ไม่มี ถูกตัดไปหมด ยังเหลือแต่แกนกลางองค์ทำเป็นเกลียวต่อกันไว้ พระอาจารย์ขาวจะไปไหนก็คิดถึงมิได้วายจึงเอาลงจากดอยมาหาช่างให้ช่วยต่อพระเศียร แขน ขา ให้เป็นองค์พระที่สมบูรณ์แต่ก็หาได้แค่วัสดุอุปกรณ์เท่านั้น ไม่สามารถหาช่างได้จึงไปหาพระอาจารย์พรหมที่ป่าเมี่ยงแม่สาย พระอาจารย์พรหมจึงเดินทางมาปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปองค์ดังกล่าวที่ตำบลโหล่งขอดจนแล้วเสร็จ จากนั้น อาจารย์พรหมได้พิจารณาถึงมูลเหตุความเป็นมาก็พบว่าพระพุทธรูปองค์นี้ พระอาจารย์ขาวเป็นช่างสูบลมเมื่อครั้งที่มีการหล่อพระองค์นี้ขึ้น พระอาจารย์ก็ยอมรับว่าจริง นั่นแสดงให้เห็นว่าหลวงปู่พรหมนั้นได้ อตีตังสญาณ(ญาณระลึกรู้เหตุการณ์ในอดีต) และ เจโตปริยญาณ(ญาณรู้ใจ รู้ความคิดของบุคคลอื่น) แล้ว

หลวงพ่อคำบ่อ ฐิตปญฺโญ วัดใหม่บ้านตาล ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เล่าว่า หลวงปู่พรหมกับหลวงปู่ขาวนั้น ท่านได้ผ่านแดนพ้นทุกข์ที่โหล่งขอด ตอนนั้นหลวงปู่มั่นจำพรรษาอยู่ที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋ง หลวงปู่ขาวเล่าให้หลวงพ่อคำบ่อฟังว่า “เวลาเดินจงกรมเหมือนกับมีเทวดาบังคับให้เดิน ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ได้ทำความเพียรอย่างจริงจัง เกิดปีติ หลวงปู่พรหมก็ทำนองนี้เหมือนกัน”

ต่อมาภายหลัง หลวงปู่มั่นจึงถามหลวงปู่พรหมว่า “เป็นอย่างไรท่านพรหม เดินทางไกล ๓ ปี ได้อะไรมาบ้าง ?”

หลวงปู่พรหมกราบเรียนว่า “กระผมหายสงสัยแล้ว ตามที่พ่อแม่ครูอาจารย์ได้สั่งสอน”

หลวงปู่มั่นจึงได้กล่าชมเชยหลวงปู่พรหมและบอกให้พระภิกษุที่อยู่ ณ ที่นั้นซึ่งมีอาทิ หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น เป็นต้น ว่า “ท่านพรหมเป็นผู้มีสติ ทุกคนควรเอาตัวอย่าง”

กลับอีสาน

เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ หลวงปู่พรหมเดินทางกลับภาคอีสาน หลวงปู่พรหมแวะพักค้างคืนในเขตจังหวัดลำพูน ๑ คืนเพราะท่านเห็นพระหนุ่มชาวภูไทรูปหนึ่งกำลังเดินทางมาหา หลวงปู่พรหมจึงเดินทางย้อนกลับไปยังบ้านป่าเปอะ เมื่อหลวงปู่พรหมได้เห็นหน้าหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญแล้ว หลวงปู่ก็ร้องทักว่า

“โห๊ะ ! มาถึงแล้วนี่ ไปอย่างใดมาอย่างใด ?

นี่ไปถึงลำพูนแล้วกลับคืนมารออยู่นี่ เห็นตุ๊หนุ่มผู้ไทแล้วอดสงสารมิได้ จึงกลับคืนมา

ผมหน๋า ลงไปถึงลำพูนแล้ว เมื่อคน-ตะวานนี้ ภาวนาอยู่ เห็นตุ๊หนุ่มใหญ่ ๒ ตนเดินทางลงมาหา ก็เลยขึ้นมาพบกันตรงนี้

ปีนี้ผมจะกลับไปอยู่อิสานแล้ว ครูอาจารย์ใหญ่(หลวงปู่มั่น)เพิ่นก็ลงไปแล้ว

ไม่ใช่ผมจะกลับมาอวดอ้างธรรมหน๋า ขึ้นมาตามเมตตาที่มีต่อคุณที่พากันลงมาหา

ผมก็เหมือนกัน แต่ก่อนออกตามหาครูอาจารย์ใหญ่ เสาะหาจนพบจนปะ จึงพอได้เอาตัวรอดได้ แต่มิใช่ของง่ายๆ ตายทั้งเป็นจึงได้มา !”

จากนั้นหลวงปู่พรหมได้แนะนำอุบายในการภาวนาว่า … ผู้อบรม ผู้ฝึกฝนจิตใจให้สะอาดนั้นต้องมีสติสัมปชัญญะ ระมัดระวังภายในของตนอยู่เสมอแล้ว ให้เป็นผู้หมั่นขยันต่อสู้ตนกับความเพียร การเร่งรัดทำความเพียรอย่างไม่รู้วันไม่รู้คืน ไม่รู้หลับไม่รู้นอน ไม่รู้กินไม่รู้ถ่ายนั้นเป็นความอยากที่เกินขีดความสามารถของตน ให้ถอยความเร่งกิริยานั้นให้ผ่อนลงมาเป็นปฏิบัติให้สม่ำเสมอทุกวัน ยึดเอาฉันทะ ศรัทธา พอใจเชื่อมั่น เอาวิริยะความพากเพียร อาศัยตั้งจิตจดจ่อมุ่งตรงให้หลุดไป โดยกำกับไว้ด้วยไว้ด้วยวิมังสา ปัญญาใคร่ครวญให้รอบรู้รอบคอบอยู่เสมอ พากเพียรขัดเกลาตนไปจนกาย ใจ ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ นี้บริสุทธิ์ผ่องใส เป็นธรรมธาตุ เป็นธาตุรู้ ผ่องแผ้วอยู่แล้วในตนของตนเองอยู่นี้เพราะเป็นธรรมตั้งธรรม …

หลวงปู่พรหมสอนหลวงปู่จาม หลวงปู่สิม หลวงปู่เฟื่อง ๗ วัน หลวงปู่พรหมเล่าเรื่องอดีตชาติของตนเองให้หลวงปู่จามฟังว่าแต่ก่อนนั้นท่านเกิดอยู่แม่แตง แม่มาลัย เป็นลูกศิษย์ของพระโมคคัลลาน์ในยุคสมัยที่พระอัครสาวกพากันมาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านปงตั้งแต่เก่าก่อน(วัดอรัญญวิเวก ในปัจจุบัน) ตายจากชีวิตนั้นไปสวรรค์ เกิดมาอีกทีไปเกิดอยู่อินเดีย เป็นลูกศิษย์ของพระอุปคุต ตายแล้วไปสวรรค์ ลงมาเกิดอยู่บ้านตาล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

ก่อนกลับอีสาน หลวงปู่พรหมได้ส่งกระแสจิตไปถึงหลวงปู่ขาว อนาลโยที่อำเภอสันทราย บอกหลวงปู่ขาวให้รู้ว่าตุ๊หนุ่มภูไทจะไปหา ให้ท่านขาวเมตตาเพิ่นด้วย เมื่อหลวงปู่จามไปถึงสันทราย หลวงปู่ขาวก็บอกกับหลวงปู่จามว่าหลวงปู่พรหมได้บอกท่านไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านจึงยั้งรอตุ๊หนุ่มอยู่ที่สันทรายนี้ก่อน หลวงปู่จามจึงบอกหลวงปู่ขาวว่าหลวงปู่พรหมจะไปรอท่าอยู่ที่ทางอุดรธานี

เมื่อมาถึงภาคอิสานแล้ว หลวงปู่พรหมได้ไปสมทบกับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าสุธาวาส จังหวัดสกลนคร และได้อยู่จำพรรษาที่นั่น ๑ พรรษา ส่วนหลวงปู่มั่นนั้นได้ย้ายไปจำพรรษาที่สำนักสงฆ์บ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนครโดยได้มอบหมายให้หลวงปู่พรหมที่ติดตามมาด้วยนั้นกลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาสซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลได้สร้างเอาไว้จนกว่าจะมีเจ้าอาวาสที่เหมาะสม

หลังออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๗ แล้ว หลวงปู่พรหมได้ตามหลวงปู่มั่นไปพำนักที่วัดป่าบ้านนามน(วัดป่านาคนิมิตต์) ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ช่วงนี้เองที่หลวงปู่พรหมกับหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโนสนิทสนมกัน

พ.ศ. ๒๔๘๘ หลวงปู่มั่นและพระหนุ่ม พรรษาน้อยๆ เช่น หลวงตาพระมหาบัว พระอาจารย์วัน หลวงปู่หล้า หลวงปู่ศรี หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่คำพองจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ส่วนพระที่มีอาวุโสมากๆนั้นต่างก็แยกย้ายกันออกไปสร้างวัดอยู่ใกล้ๆกัน พอไปมาหาสู่กันได้ หลวงปู่พรหมซึ่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ ปักกลด มีแคร่ไม้ไผ่เล็กๆเป็นพื้นนอนขอหลวงปู่มั่นสร้างกุฏิไว้กันฝน กันหนาวอยู่หลายครั้งแต่หลวงปู่มั่นยังคงนิ่ง จนกระทั่งเข้าสู่วันที่สาม หลวงปู่มั่นจึงตอบว่า “อยากจะทำก็ทำซะ แต่ทำให้เสร็จในวันนี้” พระ เณร และชาวบ้านจึงเร่งมือ ช่วยกันสร้างกุฏิขึ้นด้วยการตัดไม้ไผ่มาทำพื้นและบันได ใช้ใบตองทำผนัง ส่วนหลังคานั้นมุงด้วยหญ้าคา ตกเย็นมากุฏิก็สำเร็จเรียบร้อย หลวงปู่มั่นจึงว่า “อยากได้กุฏิ สร้างเสร็จแล้วจะทำอะไรอีก ไปภาวนานะทีนี้…”

จากนั้นหลวงปู่พรหมได้เป็นเจ้าอาวาสและจำพรรษาที่วัดป่าธาตุนาเวง เมื่อหลวงปู่ฟั่น อาจาโรมารับช่วงต่อ หลวงปู่พรหมจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่บ้านดงเย็น พาญาติโยมสร้างวัดประสิทธิธรรม รวมถึงโรงเรียนประชาบาลบ้านดงเย็น สะพานข้ามลำน้ำสงคราม เป็นต้น บางปีหลวงปู่พรหมก็ไปจำพรรษาที่วัดบ้านถ่อน ตำบลโพนสูง อำเภอสว่างแดนดิน สกลนคร

เมื่อหลวงปู่พรหมย้ายมาจำพรรษาที่วัดตาลนิมิต ซึ่งอยู่ที่บ้านตาล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครนั้น หลวงปู่พรหมได้ชักชวนเด็กชายเปลี่ยนวัย ๑๒ ปีให้ออกบวช แต่พ่อแม่ของเด็กชายเปลี่ยนไม่อนุญาต กว่าที่หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโปจะได้บวชนั้นต้องใช้ความพยายามกว่า ๑๒ ปีจึงมีโอกาสได้บวชในปีพ.ศ. ๒๕๐๒ ขณะที่มีอายุได้ ๒๕ ปี

พ.ศ. ๒๔๙๐ – ๒๔๙๑ หลวงปู่อ่อนศรี ฐาวโรซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมิการาม บ้านบึงโน มาอยู่รับใช้อุปัฏฐาก และศึกษาธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่พรหมที่วัดบ้านดงเย็นบ้าง วัดศรีโพนสูงบ้าง วัดตาลนิมิตบ้าง

พ.ศ. ๒๕๐๒ เมื่อหลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป ได้บวชแล้วก็จำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งสว่าง บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครซึ่งมีหลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญเป็นเจ้าอาวาส โดยมีหลวงปู่พรหมมาสอนธรรมให้หลวงพ่อเปลี่ยนทางสมาธิตลอดทั้งพรรษา หลวงปู่พรหมแนะหลวงพ่อเปลี่ยนว่า … ภาวนาไปตัวมันจะเบาลง แล้วก็ลอยขึ้นฟ้า ต้องควบคุมด้วยสติ จิตมันไว มันโลดโผน มันจะไวมาก รักษาตรงนั้นไว้ มีสติคุมจิตไว้ เมื่อผ่านภาวะนี้แล้ว ขอให้เป็นผู้มีสติปัญญา แยกกายกับจิตออกจากกันให้ได้ …

พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป อยู่ที่ถ้ำปากเปียง ต.บ้านถ้ำ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หลวงปู่พรหมบอกหลวงพ่อเปลี่ยนในสมาธิว่าท่านได้ชั้นสุทัสสี “พรหมโลกชั้นสูง อกนิษฐก” แล้ว

๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงปู่พรหมมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อเวลา ๑๗:๓๐ น. สิรายุได้ ๘๑ ปี พรรษา ๔๓

๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เวลา ๒๒:๐๐ น. ถวายเพลิงศพ อัฐิของหลวงปู่พรหมนั้นกลายเป็นพระธาตุในเวลาอันรวดเร็วโดยใช้เวลาไม่ถึง ๑ ปี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s