ตลาด การค้าเสรี และการกำกับดูแลแบบบ้าๆบอๆ


ตลาด การค้าเสรี และการกำกับดูแลแบบบ้าๆบอๆ

Ravi Batra เขียน The New Golden Age : The Coming Revolution against Political Corruption and Economic Chaos ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๗ ทุกวันนี้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงใช้ได้ ประเทศไทยเองก็กำลังก้าวตามรอยเท้าของสหรัฐอเมริกา บนเส้นทางของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไม่ได้ราบรื่น เผชิญปัญหาอุปสรรคนานา การขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบ ชิงเล่ห์ชิงเหลี่ยมกันระหว่างกลุ่มต่างๆทางสังคมที่มีเป้าหมาย แนวคิด และวิธีการที่แตกต่างกัน ต่อสู้ขับเคี่ยวแย่งชิงผลประโยชน์กัน การปฏิรูปที่เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการทุจริต คอรัปชั่น และความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองนำมาซึ่งการสั่งสม เรียนรู้ร่วมกันของคนในสังคม จนกว่าแนวความคิดต่างๆที่โต้แย้ง ถกเถียงกันอยู่จะตกสะเก็ด เกิดการตกผลึก ตกตะกอนทางความคิด เมื่อไหร่ก็ตามที่สังคมเห็นพ้อง เข้าถึงความสะอาด สว่าง สงบเพียงพอ สังคมไทยย่อมก้าวเดินไปข้างหน้า ข้ามพ้นความขัดแย้งได้สำเร็จ แต่ ณ ปัจจุบันขณะนี้นั้น ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมอเมริกันที่ ดร.ระวี ภัทราอธิบายไว้ในบทที่ ๗ Lies, Damned Lies, and Economists แทบจะทุกกระเบียดนิ้ว สิ่งที่ต้องทำก็แค่ตัดคำว่าอเมริกาหรือโลกตะวันตกออกเท่านั้นเอง

หลอกแดกไปวันๆ

 ปัญญาชนส่วนใหญ่มีความตั้งใจมุ่งหวัง ให้ความสำคัญในเรื่องอาชีพการงานและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต พยายามหาทางยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ทฤษฎีต่างๆที่ปัญญาชนนำเสนอขึ้นมาให้ผู้มีอำนาจพิจารณาปรับใช้ล้วนเป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายดังกล่าว ปัญญาชนบางส่วนก็ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ควบคุม จึงมักยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ ใฝ่ฝันถึงการปฏิรูปทางสังคมที่มีจุดมุ่งหมายที่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของตนส่วนใหญ่ ภาพเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ล้วนมีให้เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในหน้าประวัติศาสตร์ของทุกสังคม

แม้สังคมไทยในปัจจุบันขณะจะก้าวพ้นจากยุคนายทุนเรืองอำนาจ ข้ามผ่านยุคทุนสามานย์หลอกใช้มวลชนสู่ยุคขุนศึกเรืองอำนาจแล้ว แต่ปัญญาชนสายทุนนิยม อิทธิพลทางความคิดแบบนายทุน Plc. ก็ยังคงมีอิทธิพลทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอยู่มาก แม้ประชาธิปไตยจะถูกพักไว้ชั่วคราว นักการเมืองอาชีพต้องหลบลงรู รัฐบาลขุนศึกอยู่ได้ด้วยแรงสนับสนุนจากคนเมือง-คนกรุงและกฎอัยการศึก ไม่ใช่เงินบริจาคของนายทุน “นักธุรกิจการเมือง” แต่คนหน้าเดิมๆก็ยังคงถูกเรียกตัวมาใช้งานเหมือนเดิม แม้เป้าหมายและแนวทางในการบริหารประเทศของรัฐบาลขุนศึกจะมุ่งไปที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ลดความเหลื่อมล้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผลงานรัฐบาลที่คนหน้าเดิมๆสรรค์สร้างขึ้นมากลับไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ลดความเหลื่อมล้ำ แต่กลับเป็นทำลายเศรษฐกิจของประเทศให้เสียหายหนักกว่าเดิมด้วยการจัดระเบียบการทำมาหากินของคนทำมาหาเช้ากินค่ำ(regulate) ลดการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร(laissez) โดยไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ และเพิ่มช่องว่าง ขยายความเหลื่อมล้ำให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วยสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ(aggregate demand) อุ้ม Plc. ให้มีต้นทุนลดลง มีรายได้และผลกำไรเพิ่มมากขึ้น เพราะธรรมชาติของการเมืองนั้น อำนาจคือสมบัติผลัดกันชมของนักการเมือง คนหนึ่งไป อีกคนก็มา แต่นักวิชาการหน้าเดิมๆยังคงอยู่ พร้อมรับคำเชิญ น้อมรอให้นักการเมืองทุกฝักฝ่ายค่ายสีเรียกใช้งานได้เสมอ เศรษฐกิจพัง รัฐบาลล้มเหลวไม่เกี่ยวกับนักวิชาการหน้าเดิมๆ คนนี้ไม่เรียกตัวไปใช้งาน ก็รอเวลารัฐบาลใหม่มาเชิญก็เท่านั้นเอง ธรรมชาติของนักเศรษฐศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดใหญ่และความมั่งคั่งมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน คนส่วนใหญ่ของประเทศ ถนนทุกสายจึงมุ่งไปที่การตอบสนองความต้องการของ Plc. ลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย รายได้ ผลกำไร และความมั่งคั่งให้กับ Plc. เป็นหลัก ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นเพียงข้ออ้างในการดำเนินนโยบายต่างๆของรัฐเท่านั้น ความโลภเกิดขึ้นกับใครๆก็ได้ ไม่จำกัดเพียงแค่นายทุนเท่านั้น ขุนศึก ปัญญาชน หรือชาวบ้านร้านตลาดก็โลภได้ โลภเป็นเช่นกัน

   คำทำนายของนักเศรษฐศาสตร์นั้นมักจะผิดพลาดเสมอเพราะมีแรงจูงใจ แรงกดดัน หรือเงื่อนไขทางการเมืองเป็นตัวกดดันให้นักเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องคาดการณ์เศรษฐศาสตร์ว่าจะเติบโตขยายตัว แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเงื่อนไข สภาพแวดล้อมไม่เป็นใจให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นกลับสู่การเติบโตขยายตัวได้ การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นต้องใส่เงินลงไปที่ฐานรากของระบบเศรษฐกิจ คือ คนหาเช้ากินค่ำ คนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจะเกิดการหมุนเวียน ถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคทั้งจำนวน เมื่อไหร่ก็ตามที่เม็ดเงินดังกล่าวไหลเข้าไปในกระเป๋าของผู้มีอันจะกิน เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็จะไหลเข้าไปหยุดนิ่งเป็นตะกอนนอนก้นอยู่ในบัญชีเงินฝากธนาคารเพราะสินค้าในสต็อกยังมีอยู่เต็มโกดัง จึงไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อสินค้า/ผลิตสินค้าล็อตใหม่ ภาพต่อมาที่เราพบเห็นกันจนชินตาคือเศรษฐกิจไม่ฟื้น หรือฟื้นตัวต่ำกว่าประมาณการเพราะเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้หมุน ๓ – ๔ รอบตามตำราที่นักเศรษฐกิจเอ่ยอ้าง จากนั้นสำนักต่างๆก็จะปรับตัวเลขประมาณการณ์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นให้ต่ำลงไปจากตัวเลขเดิมที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังคงมองภาพเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาวว่าจะออกมาสวยหรูดูดีอยู่เสมอ ด้วยข้ออ้าง สมมติฐานสารพัด เช่น การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยว การส่งออกจะช่วยให้เศรษฐกิจในระยะต่อไปฟื้นตัวได้ เป็นต้น

กันยายน ๒๕๕๐ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ออกมาตรการแก้ไขวิกฤติ subprime ด้วยการเปิดช่องทางให้ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ ๙๐ วันขึ้นไปซึ่งมีอยู่ราว ๘ หมื่นรายได้ refinance ดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ โดยมีการเคหะแห่งชาติสหรัฐ (FHA) เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้เพื่อให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาเหล่านี้ยังคงสามารถอาศัยอยู่ในบ้านของตนต่อไปได้โดยไม่ถูกยึด และไม่ต้องเสียภาษีค่า refinance เงินกู้ให้กับกรมสรรพากรด้วย

ส่วนการเคหะฯซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนั้นก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเรียกเก็บเบี้ยประกันที่คิดตามฐานความเสี่ยงในอัตราที่สูงขึ้นจากร้อยละ ๑.๕ เป็น ๒.๒

๑๘ มกราคม ๒๕๕๑ ประธานาธิบดีจอร์จ บุชออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า ๑.๔ – ๑.๕ แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ ๑ ของ GDP ด้วยการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชน, คืนภาษีเงินได้ให้แก่คนโสด ๘๐๐ คอลลาร์ส่วนคนที่สมรสแล้วได้ไป ๑,๖๐๐ ดอลลาร์, ลดภาษีร้อยละ ๕๐ ให้แก่ธุรกิจที่มีการลงทุนใหม่ๆในปี ๒๕๕๑ และตบท้ายด้วยการสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อมในการซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ

แม้กระนั้นก็ยังเกิด Panic Sell ขึ้นทั่วโลก

กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงไม่ฟื้นตัว GM วางแผนเลิกจ้างพนักงาน ๗๔,๐๐๐ ตำแหน่ง

มีนาคม ๒๕๕๑ ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงร่วงระนาวกราวรูดอย่างต่อเนื่องเมื่อทราบข่าวตัวเลขการจ้างงานในเดือนกุมภาพันธ์ที่ลดลงกว่า ๖๕,๐๐๐ ตำแหน่ง ต่ำที่สุดในรอบ ๕ ปี และเมื่อทางการสหรัฐประกาศตัวเลขการใช้น้ำมันที่ลดต่ำลง Hedge Fund ก็พากันเทขายน้ำมันและทองคำ เพื่อนำเงินสดไปวางค้ำประกันกับเจ้าหนี้เพิ่มเติม เนื่องจากหลักทรัพย์เดิมด้อยค่าลง และย้ายเงินลงทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์และตราสารหนี้ระยะสั้น ราคาน้ำมันและทองคำปรับลดลงอย่างรุนแรง ราคาทองคำในประเทศของไทยลดลงทันที ๘๐๐ บาทภายในวันเดียว (ลดลงกว่า ๑ พันบาทภายใน ๗ วัน นักลงทุนคาดการณ์กันว่า FED จะต้องลดดอกเบี้ยลงอีก Hedge Fund ต่างๆจึงเทขายน้ำมันและทองคำเพื่อนำเงินกลับเข้าตลาดหุ้น)

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่วิกฤติ Subprime ปะทุขึ้นมาใหม่ๆ การผ่อนคลายมาตรการกำกับดูแลตลาดเงิน ตลาดทุนทำให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับ NINJAs (no income, no jobs and asset) จากนั้นสถาบันการเงินก็นำพอร์ตสินเชื่อความเสี่ยงสูงดังกล่าวมาออกเป็นตราสารอนุพันธ์ ผู้ประกอบการต่างมุ่งแสวงกำไรสูงสุดด้วยการย้ายฐานการผลิตออกไปยังจีน อินเดีย เป็นต้น ตลาดแรงงานสหรัฐหดตัวลงเรื่อยๆ รายได้ของคนอเมริกันก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ ค่านิยมบริโภคนิยมทำให้คนอเมริกันใช้จ่ายเกินตัวจึงมีหนี้ท่วมหัว บวกกับการเก็งกำไรที่เกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ คนอเมริกันซื้อบ้านหลังที่ ๒, ๓, ๔, … เพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ บ้านเช่า หรือรอเวลาขายต่อเพื่อทำกำไร ท้ายที่สุดเมื่อคนอเมริกันจำนวนมากตกงาน หนี้เสียก็ปะทุขึ้น กลายเป็นวิกฤติ Subprime ที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับสถาบันการเงินต่างๆทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อพ.ศ. ๒๕๕๐

เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในยุคที่ Friedman “สำนักชิคาโก้” เรืองอำนาจ สาวกสำนักการเงินจึงฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเน้นหนักที่มาตรการทางการเงิน ใช้มาตรการทางการเงินนำหน้ามาตรการทางการคลัง จากกลเกมกรีนสแปนสู่เฮลิคอปเตอร์เบอร์นันเก ผลคือสำนักต่างๆออกมาคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเท่านั้น เท่านี้ แต่ก็ไม่เป็นไปตามนั้นสักที เศรษฐกิจสหรัฐยังคงทรงๆทรุดๆ จนกระทั่งในที่สุดรัฐบาลโอบามาต้องออกมายอมรับว่าสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับ the Great Recession เข้าให้แล้วนั่นเป็นเพราะว่าเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนใหญ่นั้นไหลเข้ากระเป๋า Plc. ธรรมชาติของ Plc. นั้นมีรายได้เหลืออยู่เหลือกินกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รายได้ส่วนน้อยใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค รายได้ส่วนใหญ่เก็บออมไว้ในบัญชีธนาคารบ้าง นำไปตั้งกองทุนเก็งกำไรบ้างซึ่งไม่ได้มีส่วนช่วยให้ตลาดฟื้นตัวได้แต่อย่างใด และเมื่อ Plc. ขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ รายได้และผลกำไรจึงถูกเก็บออมไว้ในบัญชีธนาคารบ้าง นำไปตั้งกองทุนเก็งกำไรบ้าง ตลาด “การบริโภคและการผลิต”ไม่ฟื้นตัว แต่งบดุล Plc. ยังคงเป็นบวก เติบโตขยายตัวได้เป็นอย่างดี

เศรษฐกิจไทยปี ๒๕๕๗ ก็เป็นเช่นนั้น สำนักต่างๆปรับลดตัวเลขประมาณการณ์ทางเศรษฐกิจกันทั้งปี ล่าสุดตัวเลขประมาณการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจถูกปรับลดลงจากร้อยละ ๑.๕ เหลือร้อยละ ๑ แต่ตัวเลขในปีหน้ายังคงไว้เช่นเดิมที่ร้อยละ ๔ เพราะนี่คือศักยภาพที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจไทย นี่คือตัวเลขเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ถ้ากางตำราเศรษฐศาสตร์มาคุยกัน ด้วยตัวเลขกลมๆคิดกันง่ายๆว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยที่มีมูลค่าราวๆ ๑๒ ล้านล้านบาทก็จะหยุดนิ่ง ชะงักงัน ไม่มีการเติบโตขยายตัว ถ้ารัฐบาลใส่เงินลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติ ๔ แสนล้านบาทก็จะทำให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ราวๆ ๑.๖ ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑ ของจีดีพี ยังขาดอีกร้อยละ ๓ ที่ต้องพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาคเอกชน ถ้าตลาดต่างประเทศฟื้นตัว การส่งออกและการท่องเที่ยวก็จะฟื้นตัว ถ้าราคาสินค้าเกษตรฟื้นตัว การทำมาหากินของคนหาเช้ากินค่ำก็จะฟื้นตัว การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนก็สามารถฟื้นตัวได้ เศรษฐกิจเติบโตขยายตัวตามเป้า แต่ถ้าตลาดต่างประเทศไม่ฟื้นตัว เงินลงทุนภาครัฐไหลเข้ากระเป๋าต่างชาติ Plc. หรือคนมีเงินเหลือกินเหลือใช้ เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะไหลออกต่างประเทศ แปรสภาพเป็นเงินออม และเงินเก็งกำไรในตลาดหุ้น ไม่เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ทำให้ตลาด “การบริโภค การผลิต และการลงทุน” ฟื้นตัว เศรษฐกิจไทยก้าวพลาดตามรอยเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆแบบที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลอเมริกัน มาตรการปรับลดภาษีที่รัฐบาลไทยเลียนแบบรัฐบาลอเมริกันก็ให้ผลเช่นเดียวกัน คือ ให้ประโยชน์กับคนรวย รายจ่ายที่ลดลงของคนรวยหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะถูกนำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่เงินที่ส่วนนี้จะกลายเป็นเงินออม หรือถูกส่งต่อไปยัง hedge fund เพื่อนำไปใช้เก็งกำไรในตลาดหุ้น แต่ถ้าการปรับลดภาษีหรือคืนภาษีนั้นเกิดขึ้นกับคนที่มีฐานะปานกลางหรือผู้ที่มีรายได้น้อย(เสียภาษีทางอ้อมจากการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ) เงินภาษีที่ได้คืนมานั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก็จะถูกนำไปใช้เพื่อการอุปโภค บริโภคทำให้ตลาดฟื้นตัวได้ดีกว่า แก้ปัญหาตลาดหดตัวได้ตรงจุดอย่างแท้จริง

ตลาดแรงงานกับการจ้างงานจากภายนอก

เมื่อมีการจ้างงานภายนอก “outsourcing” เกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ก็ส่งเสียงเชียร์ ยกมือให้การสนับสนุนเพราะการจ้างงานภายนอกทำให้ plc. มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง มีส่วนต่างผลกำไรเพิ่มมากขึ้น ผลที่ตามมาคือตลาดแรงงาน การจ้างงานของสหรัฐฯและยุโรปซึ่งมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าเอเชียหดตัว คนอเมริกันมีรายได้ลดลง ตกงานกันมากขึ้น แต่ Plc. บรรษัทข้ามชาติ มหาเศรษฐีอเมริกันร่ำรวยมากขึ้นจากต้นทุนที่ลดลง สร้างส่วนต่างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นให้กับเจ้าของกิจการที่ร่ำรวยกันอยู่แล้วได้ร่ำรวยยิ่งๆขึ้นไปอีก กว่าตลาดแรงงานจะฟื้นตัวก็ต้องรอจนกระทั่งเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เปลี่ยนนโยบายใหม่ เมื่อโอบามาเข้ามารับช่วงต่อ รัฐบาลพรรคเดโมแครตจึงเริ่มแทรกแซงกลไกตลาด ให้น้ำหนักกับทฤษฎีเคนส์เพิ่มมากขึ้น Apple ก็ดึงงานบางส่วนกลับมาผลิตที่โรงงานในสหรัฐฯอีกครั้ง อุตสาหกรรมรถยนต์ก็กลับมาใช้ฐานการผลิตในสหรัฐฯกันมากขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐจึงฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในปีค.ศ. ๒๐๑๔ สวนทางกับคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโอบามาที่ลดต่ำลงเรื่อยๆเพราะกว่าจะมาถูกทางก็เกือบจะหมดวาระที่ ๒ ในการดำรงตำแหน่งแล้ว

หันกลับมามองที่ประเทศไทยของเราบ้าง สังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมของผู้สูงอายุ ประเทศไทยจึงประสบปัญหา ๒ เด้ง คือ (๑) ขาดแคลนแรงงาน ในประชากร ๖๕ ล้านคนนั้นมีแรงงานอยู่ราว ๔๐ ล้านคน อัตราว่างงานอยู่ที่ร้อยละ ๐.๗ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานไทยนั้นตึงตัวเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องนำเข้าแรงงาน พึ่งพาแรงงานต่างด้าว (๒) “ค่านิยมแบบผิดๆของสังคมไทย” ตลาดต้องการแรงงานสายวิชาชีพ คือ ช่างฝีมือเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัญหานักเรียนนักเลง หรือภาพพจน์ของนักเรียนที่ท้องก่อนวัยอันควรส่วนใหญ่นั้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับบุตรหลานที่เข้าเรียนสายวิชาชีพ จึงทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองส่งเสริมให้บุตรหลานเข้าเรียนสายสามัญ ให้ได้ใบปริญญามาไว้โอ้อวดคุยข่มแข่งกับเพื่อนบ้านเสียมากกว่า โรงเรียนอาชีวะศึกษาจึงกลายเป็นแหล่งรวมพวกหัวขี้เลื่อย หัวแข็ง นักเลงหัวไม้ที่เรียนสามัญไม่ไหวมารวมตัวกันสร้างปัญหาสังคมให้พ่อแม่ปวดเศียรเวียนเกล้าไม่เว้นแต่ละวัน จบมาก็เป็นได้แค่ลูกจ้างเขาไปวันๆหาความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานอะไรไม่ได้ นักการเมืองก็คิดถึงแค่คะแนนเสียง ออกนโยบายเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี ใครๆก็แห่กันเรียนปริญญาตรีกันไปหมด จบง่ายภายในไม่กี่เดือน ไม่ต้องเข้าเรียนก็จบได้ คุณภาพการศึกษาที่ต่ำอยู่แล้วจึงยิ่งลดต่ำลงไปอีก ซ้ำเติมปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดแรงงานให้หนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก นอกจากจะมีแรงงานน้อยแล้ว แรงงานยังไม่ได้คุณภาพ และไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งจึงมีคำล้อเลียนว่า พ่อแม่นั้นทุ่มเท พากเพียร อยากเห็นลูกได้ดีเป็นเจ้าคนนายคน จนถึงกับ “ขายที่ส่งควายเรียน” แต่ผลที่ได้รับกลับมาคือ “ลูกเทวดา” แต่งชุดนักเรียนขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปจากบ้าน แวะหอเพื่อนหน้าสถาบันฯเพื่อเปลี่ยนชุด เข้าร้านเกมส์ เดินเตร็ดเตร่ตามห้าง มั่วสุมกินเหล้ามายา หมกมุ่นกามารมณ์ ตอนเอาไม่คิด ป่องมาก็พักการเรียน คลอดแล้วก็กลับไปเรียนใหม่ ทิ้งภาระให้พ่อแม่ช่วยเลี้ยงหลานให้จนกระทั่งเข้าโรงเรียนได้ แม่ลูกเรียนจบพร้อมกัน จบมาแล้ววันๆก็ไม่ทำอะไรเพราะในใจคิดฝันแต่จะเข้าวงการบันเทิง เป็นดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกร เรื่องอะไรจะมายืนขาแข็ง กินนอนไม่เป็นเวลาเพื่อทำงานเยี่ยงทาสรับใช้เครื่องจักร แถมยังต้องมามีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกับหัวหน้ากะ หัวหน้างาน นายจ้างอีก สารพัด

ตัวเลขการว่างงานที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลมาจากบัณฑิตจบใหม่ที่ไม่สามารถหางานที่ตรงกับสาขาวิชาที่ตนเองเรียนจบมาได้ อีกส่วนหนึ่งคือแรงงานที่ลาออกจากงานเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้กับกฎระเบียบ สิ่งแวดล้อมในการทำงานในสถานประกอบการได้ แล้วอัตราการว่างงานบางส่วนก็ลบเลือนหายไปเพราะแรงงานรุ่นใหม่ปฏิเสธที่จะทำงานเป็นลูกจ้างเขาอีกต่อไป นอนเฉยๆอยู่บ้าน หรือไม่ก็(ช่วยพ่อแม่)ทำมาค้าขายอยู่ที่บ้านของตนเองดีกว่า ผู้ประกอบการจึงต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าวมาทำงาน หรือย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทน และมองอนาคตประเทศไทยว่า เมื่อสังคมไทยกลายเป็นสังคมของผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับบทบาทของตนเองจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็นพ่อค้าคนกลาง ขายสินค้าที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านแทน ส่วนแรงงานที่ตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นก็คือ ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลทุกรัฐบาลประกาศออกมาก็คือการทำโครงการ “เมกะโปรเจ็กต์” ที่ต้องใช้แรงงานก่อสร้างเป็นจำนวนมาก ซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนแรงงานให้หนักหนาสาหัสมากขึ้นไปอีก แรงงานที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านก็ขาดทักษะ ทำงานแบบชุ่ยๆ ขอไปที ไม่เหมือนแรงงานไทยที่ใส่ใจในงานที่ทำมากกว่า

ตอแหล หลอกแดกไปวันๆของ Plc. ไทยจึงเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสหรัฐอเมริกาเพราะสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ตรงข้ามกัน สหรัฐอเมริกาที่มีคนตกงานเป็นจำนวนมากเนื่องจากภาครัฐเชื่อพรายกระซิบ Plc. ทำลายตลาดแรงงานเพื่อสร้างกำไรสูงสุดให้กับ Plc. กว่าจะรู้ตัว คิดได้ก็แทบจะสายเกินการณ์ เร่งสร้างงาน รีดภาษีคนรวยเมื่อสาย วาระการดำรงตำแหน่งของโอบามาเหลือเพียง ๒ ปี เก้าอี้ในสภาหดหาย คะแนนเสียงลดต่ำลงเรื่อยๆ ส่วนรัดกบาลไทยนั้นหลงลมปากพรายกระซิบ “Plc.” ที่แทรกแซงการกำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลให้ผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น รัดกบาลจึงประกาศว่าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหยุดนิ่งชะงักงันเพราะการส่งออก การบริโภคและการลงทุนหดตัวเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่เป็นตลาดส่งออกของไทยนั้นประสบปัญหา เกิด the Great Recession ขึ้น ส่วนการบริโภคภายในประเทศก็เผชิญกับแรงกดดันด้านราคาสินค้า ค่าครองชีพที่ยังคงอยู่สูงอยู่ โดยรัดกบาลจะดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หยุดนิ่งชะงักงันให้กลับมาเติบโตขยายตัวด้วยการทำงบประมาณแบบขาดดุล เร่งเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน-บนดิน รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง โครงการบริหารจัดการน้ำ โรงไฟฟ้าถ่านหิน การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ ๒๑ ฯลฯ

ผลที่ตามมา คือ Plc. ตีปีกกระดี๊กระด๊า ราคาหุ้นพุ่งทะยานเนื่องจากนักวิเคราะห์ปรับประมาณการณ์รายได้ของ Plc. ที่จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อรัดกบาลเริ่มเปิดประมูลงาน ให้สัมปทานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ Big Players ที่เข้าข่าย เงื่อนไขครบก็คือ Plc. ในตลาดที่มีอยู่ไม่กี่ราย จากนั้นก็กระจายงานต่อให้ผู้รับเหมาภายนอกของ Plc. : Politicians แบ่งเค๊กไปกินต่อ พ่อค้าแม่ขาย คนทำมาหาเช้ากินค่ำก็พอมีหวัง ได้รับแบ่งปันผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆมาบ้างจากแรงงานต่างด้าวที่ไหลทะลักเข้ามาทำงานก่อสร้างในประเทศไทยที่ต้องอยู่ หากิน ซื้อเสื้อผ้าอาหารจากหาบเร่ แผงลอยริมทาง ส่วนเกษตรกรก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆเพราะไม่มีส่วนช่วยผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นแต่อย่างใด ด้วยข้ออ้างจากพ่อค้าคนกลางและเถ้าแก่โรงสีที่ว่าสินค้าเกษตรนั้นยังคงล้นตลาด ราคาสินค้าเกษตรที่อ้างอิงตามตลาดโลกจึงยังไม่ฟื้นตัว แต่มาตรการแทรกแซงตลาดของรัฐบาลหายไปแล้ว ฟุตบาทที่รถเข็น หาบเร่ แผงลอยเคยใช้เป็นสถานที่ทำมาค้าขายก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐขับไล่ไม่ให้ค้าขายแล้ว

รายได้ก้อนโต ผลกำไรที่น่าประทับใจรอคอยผู้ถือหุ้นอยู่ แมงเม่าตีปีกช้อนซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรในราคาหุ้นเป็นการใหญ่ ดัชนีหลักทรัพย์พุ่งทะยานสวนกระแสดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ สัญญาณเศรษฐกิจสับสนวกวน นักเศรษฐศาสตร์มึนงงตาลาย ออกมานั่งหลับหูหลับตาชี้ว่าเศรษฐกิจเติบโตขยายตัวได้ตามเป้าที่วางไว้ร้อยละ ๔ อย่างแน่นอน นานาชาติที่เคยร้องยี้ ปฏิเสธไม่คบเผด็จการพลันมองรัดกบาลตาหวานเยิ้ม ผู้นำรัดกบาลเนื้อหอมขึ้นมาทันที ตลาดส่งออกยังคงหดตัวต่อไป รายได้เกษตรกรและคนทำมาหาเช้ากินค่ำก็ยังไม่ฟื้น แรงงานต่างด้าวหลั่งไหลเข้ามาค้าแรงงานในไทย รายได้ส่วนหนึ่งถูกส่งกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนด้วยความหวังว่าพ่อแม่พี่น้องจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ตอแหล หลอกแดกด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี

การลดหย่อนภาษีก็เป็นอีกหนึ่งสูตรสำเร็จที่ภาครัฐนิยมนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เป้าหมายของการลดหย่อนภาษี คือ เพื่อให้ภาคเอกชนมีเงินที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุนเพิ่มมากขึ้น หากภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น เงินในกระเป๋าที่เอกชนมีมากขึ้นนี้ก็จะถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนจริงๆอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์มุ่งหวัง แต่ถ้าผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ภาวะเศรษฐกิจยังคงอึมครึม กำไรส่วนเกินนี้ก็จะแปรสภาพไปเป็นเงินออมที่แม้แต่สถาบันการเงินก็ไม่กล้านำไปปล่อยกู้ เงินออมที่ว่านี้ก็จะถูกสถาบันการเงินนำไปตั้งเป็นกองทุนเก็งกำไรในหลักทรัพย์ อนุพันธ์ และตราสารอนุพันธ์ประเภทต่างๆ ผลก็คือเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดเงิน-ตลาดทุน หุ้นพุ่งทะยานสวนกระแส ขัดแย้งกับภาวะความเป็นไปทางเศรษฐกิจ ซ้ำเติมปัญหารวยกระจุกจนกระจายให้เลวร้ายย่ำแย่หนักขึ้นไปอีก บัฟเฟตต์จึงเสนอให้รีดภาษีคนรวยไม่ใช่ลดภาษี แล้วนำภาษีที่คนรวยต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนั้นมาปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ ช่วยเหลือคนจนให้ลืมตาอ้าปากได้ ช่วยเหลือตนเองได้ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง แล้วระบบเศรษฐกิจก็คืนสู่เสถียรภาพจากผลของมาตรการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ แต่ข้อเสนอนี้ก็ต้องตกไป พ่ายแพ้ให้แก่ความโลภ ความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวของ “Plc.” พรายกระซิบ กว่าที่รัฐบาลโอบามาจะกล้าทำ กว่ามาตรการจะเห็นผลก็แทบจะสายเกินการณ์ ที่นั่งในสภาของพรรคเดโมแครตแทบเกลี้ยง คะแนนความนิยมตกต่ำลงอย่างรุนแรง ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะเกิดขึ้นในอีก ๒ ปีข้างหน้าส่อเค้าว่าจะตกอยู่ในเงื้อมมือของพรรคริพับลิกันแล้ว

อีกหนึ่งมาตรการทางการเงินที่ถูกนำมาใช้เสมอในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นฟการส่งออก คือ การลดค่าเงิน

“Dr.Doom” Nouriel Roubini เคยเสนอให้ประเทศกลุ่ม PIIG คือ โปรตุเกส ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ กรีซ ซึ่งประสบปัญหาทางเศรษฐกิจหันกลับไปใช้สกุลเงินดั้งเดิมของตนเองแทนเงินสกุลยูโร แล้วลดค่าเงินของตนเองให้ต่ำลงเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาลงทุน กระตุ้นการจ้างงานให้เติบโตขยายตัว เมื่ออัตราการว่างงานลดลง ประชาชนมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัว พลิกฟื้นฐานะจากประเทศที่ขาดดุลทางการค้า “ผู้นำเข้าสินค้า” สู่การเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้า ซึ่งไทยและหลายๆประเทศเคยใช้ได้ผลมาแล้ว แต่ก็ถูกชาติสมาชิกสหภาพยุโรปปฏิเสธเพราะหากอิตาลี สเปน ฝรั่งเศสประสบปัญหาแล้วเดินตามสูตรนี้ สหภาพยุโรปก็จะแตกเป็นเสี่ยง อเมริกามีข้อจำกัดเรื่อง key currency ของ u.s. dollar จีนผูกติดเงินหยวนไว้กับดอลลาร์สหรัฐ อเมริกาจึงไม่สามารถทำให้ดอลลาร์อ่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ บรรดาเงินสกุลหลักต้องผูกติด อ้างอิงกันไปมา จึงไม่มีใครสามารถทำสงครามเงินตรา ลดค่าเงินของตนเองลงเพื่อกระตุ้นการส่งออกได้ hedge fund ที่เคยโจมตีเงินตราของชาติต่างๆจนป่นปี้มาหมดแล้วทั้งปอนด์สเตอร์ลิง เยน บาทก็ไม่มีใครกล้าโจมตี u.s. dollar ของตัวเองโดยเด็ดขาดเพราะรู้ดีถึงหายนะที่จะตามมา

ตอแหล หลอกแดกเรื่องเงินฝืด

เงินฝืด “deflation” เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์หวาดกลัวกันเป็นอย่างมาก ตำราเศรษฐศาสตร์นั้นสอนไว้ว่าเงินเฟ้อแก้ง่ายกว่าเงินฝืด ถ้ารายได้สูงกว่าราคาสินค้า เงินเฟ้อก็ไม่ใช่ปัญหา เหมือนกับที่เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาที่ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่(ปัจจุบันนี้กลายเป็นปู่ย่าตาทวดกันไปแล้ว)เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละสลึงเดียว ทุกวันนี้ก๋วยเตี๋ยว ๑ ชามตก ๓๕ – ๕๐ บาทกันแล้ว ใครมีเงินทุนมากก็สต็อกสินค้าและวัตถุดิบไว้มากๆ เมื่อราคาสินค้าปรับสูงขึ้นต่อเนื่องผู้ประกอบการก็จะได้กำไรต่อหน่วยมากขึ้น ต่อมาผู้ประกอบการก็ไม่ต้องสต็อกสินค้ามากๆแล้ว สั่งยี่ปั๊ว ซาปั๊วล่วงหน้าแล้วให้ทยอยส่งสินค้ามาให้เป็นล็อตๆแทน ฟันกำไรมหาศาลจากราคาสินค้าที่เป็นขาขึ้นได้เช่นกัน แต่ถ้าเกิดเงินฝืดขึ้น ราคาสินค้าลดลงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการก็จะกำไรหดหาย ต้องตัดขาดทุนจากมูลค่าสินค้าโกดังเนื่องจากราคาสินค้านั้นปรับลดลงเรื่อยๆ ผู้บริโภคที่เคยเห็นป้ายลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์แล้วโดดเข้าใส่ทันทีก็จะมองดูป้ายลดราคานั้นเฉยๆ จะใช้สินค้านั้นๆเมื่อไหร่จึงจะควักเงินในกระเป๋าออกมาซื้อเพราะเชื่อว่าราคาสินค้าจะลดลงอีก เมื่อกลยุทธ์ทางการค้าแบบซื้อมากลดมากใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ผู้ผลิตก็ต้องปรับลดกำลังการผลิตลง เปลี่ยนแผนการผลิตสินค้าจาก made to stock กลายเป็น made to order และตามมาด้วยการปลดคนออกจากงาน

กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๓ ดัชนีราคาสินค้า(CPI)ของสหรัฐฯที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกลับส่งสัญญาณชะลอตัว CPI เพิ่มสูงขึ้นเพียงร้อยละ ๑.๒ ต่ำเตี้ยพอๆกับในช่วงปลายทศวรรษที่ ๑๙๗๐ – ต้นทศวรรษที่ ๑๙๘๐ ที่เกิด Oil Shock ขึ้น หากรัฐบาลอเมริกันไม่แทรกแซงตลาด เงินฝืดก็จะนำมาซึ่งหายนะ อเมริกาจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอีกครั้งหนึ่ง (ทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ดัชนีราคาสินค้าในสหรัฐตกลงร้อยละ ๒๕ ทำให้เกิดการตกงานครั้งใหญ่)

๖ พฤษภาคม ค.ศ. ๒๐๐๓ อลัน กรีนสแปนจึงจัดการลดดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ ๑.๒๕ แต่ดัชนีราคาสินค้ายังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง พอล ครุกแมนจึงออกมาเตือนว่าให้รีบแก้ปัญหาแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ซ้ำรอยญี่ปุ่น อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจึงลงมาอยู่ที่ร้อยละ ๐.๗๕ ไม่บ่อยนักที่ Paul Krugman กับ Alan Greenspan จะมีความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน IMF ก็กลัวเงินฝืดแบบที่เกิดกับญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

  ดังนั้น ทุกชาติจึงทำงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พิมพ์เงินเพิ่มเพื่อผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น กระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ขยายตัว ดัชนีราคาสินค้า ณ สิ้นปีจึงเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ ๑.๖ ในปี ๒๐๐๒ มาอยู่ที่ร้อยละ ๒.๓ ณ สิ้นปี ๒๐๐๓

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๔ สถานการณ์กลับพลิกผัน จากที่ Krugman เคยออกมาเตือนให้ระวังเงินฝืดก็กลับกลายมาเป็นเสียงเตือนให้ระวังเรื่องเงินเฟ้อ ฟองสบู่ในตลาดที่พักอาศัยแทน ครุกแมนตำหนิกรีนสแปนว่าใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปจนเกิดฟองสบู่ในตลาดที่พักอาศัยขึ้น แต่ครุกแมนเห็นว่ารัฐบาลอเมริกันจำเป็นต้องสร้างงานอย่างน้อย ๔ ล้านตำแหน่งในระยะสั้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯนั้น ครุกแมนเชื่อว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากการเป็นประเทศผู้นำเข้าและการใช้จ้างงานจากภายนอก ทั้งๆที่ตัวเลขมันฟ้องให้เห็นอยู่เต็มตาว่า ในยุคคลินตันนั้น  real GDP ขยายตัวร้อยละ ๑ จากการจ้างงาน ๖๒๐,๐๐๐ ตำแหน่ง แต่ในสมัยของบุชนั้น real GDP ขยายตัวร้อยละ ๑ จากการจ้างงานเพียง ๒๙๐,๐๐๐ ตำแหน่งเท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นว่าการขยายตัวของ GDP สหรัฐฯนั้นเป็นผลมาจากการจ้างงานจากภายนอกสหรัฐฯ แต่ครุกแมนก็ยังคงเห็นว่าอเมริกาไม่จำเป็นต้องหยุดการจ้างงานภายนอก

คราวนี้เราลองหันกลับมาสู่โลกปัจจุบันกันบ้าง โอบามาพยายามสร้างงานภายในประเทศเพิ่มขึ้น มีการเจรจากับผู้บริหาร Apple และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ให้กลับมาเดินสายการผลิตจากโรงงานในสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจของสหรัฐจึงส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐก็ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ทำ QE รอบใหม่แล้ว หยุดแล้ว พอแล้ว … reminbee รุกคืบทำข้อตกลงกับชาติพันธมิตรในเอเชียและหมีขาวซะขนาดนี้ ถ้าไม่หยุดพิมพ์เงินเพิ่ม usd พังแน่ ; usd หยุดแล้ว euro และ yen จึงถือโอกาสนี้ทำ QE บ้างเพื่อให้ยุโรปและญี่ปุ่นส่งออกสินค้าได้มากขึ้น ข้อดีอีกประการหนึ่งของการเพิ่มปริมาณเงิน คือ ทำให้มูลค่าแท้จริงของเงินลดลง หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สูงกว่าร้อยละ ๒๐๐ ของจีดีพี ชาติสมาชิกที่ใช้เงินสกุลยูโรหลายชาติก็มีสูงกว่าร้อยละ ๑๐๐ ของจีดีพีก็จะมีมูลค่าที่ลดลงด้วย ภาระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ก็สามารถหาเงินมาชำระคืนได้ง่ายขึ้น (คิดง่ายๆว่าหาเงินมาใช้หนี้เงินกู้ ๓ แสนล้านบาท ณ วันที่เงิน ๑ ดอลลาร์แลกเป็นเงินบาทได้ ๒๕ บาท … มีรายได้จากการขายข้าวราดแกงอยู่ที่จานละ ๒๐ บาทกับวันที่เงิน ๑ ดอลลาร์แลกเป็นเงินบาทได้ ๕๐ บาท … มีรายได้จากการขายข้าวราดแกงอยู่ที่จานละ ๔๐ บาทนั้นแตกต่างกันมาก เจ้าหนี้ได้เงินคืน ๑ ดอลลาร์เหมือนเดิมแต่ลูกหนี้ต้องใช้เงินบาทในจำนวนที่ต่างกันเพื่อที่คืนเงินกู้ ๑ ดอลลาร์สหรัฐให้เจ้าหนี้)

 สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดนิ่ง ชะงักงัน ขยายตัวต่ำนั้นเป็นเพราะว่าราคาสินค้าน้ำมันสูงเกินกว่าระดับที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งแรงแซงรายได้ของผู้บริโภค ยอดขายสินค้าจึงปักหัวลงต่อเนื่อง ร้านค้าต้องปรับลดคำสั่งซื้อ ผู้ผลิตก็ต้องปรับลดกำลังการผลิตลง จากนั้นก็ตามมาด้วยการลดชั่วโมงการทำงาน ปลดคนออกจากงาน ย้ายฐานการผลิต ฯลฯ ตลาดจึงหดตัวต่อเนื่อง ที่สุดแล้วผู้ผลิตน้ำมันก็ต้องยอมปรับลดราคาขายน้ำมันลงมา ราคาสินค้าที่เคยพุ่งทะยานเป็นขาขึ้นจึงกลับทิศเปลี่ยนทางกลายมาเป็นขาลง ลดลงอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษายอดขาย รายได้ และผลกำไรให้ผู้ประกอบการ สหรัฐอเมริกาที่ประสบปัญหาการว่างงานสามารถสร้างงานใหม่ได้สำเร็จ เศรษฐกิจจึงส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ไทยประสบปัญหาเรื่องรายได้ของเกษตรกร คนทำมาหาเช้ากินค่ำตกต่ำอย่างรุนแรงเพราะรัดกบาลเลิกอุ้มภาคเกษตร เมื่อรัดกบาลเห็นท่าไม่ดี มวลชนพร้อมลุกขึ้นสู้ไม่หวั่นเกรงแม้กฎอัยการศึกที่ยังคงมีผลอยู่ จึงมีมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย easy money ไร่ละ ๑ พันบาทไม่เกินรายละ ๑๕๐,๐๐๐ บาทออกมา ถ้ากางตำราพูด เงิน ๑ แสนล้านบาทนี้เมื่อเกิดการหมุนในระบบเศรษฐกิจแล้วจะกลายเป็นเงิน ๔ แสนล้านบาท เม็ดเงินจะสิ้นสุดหยุดนิ่งเมื่อเข้ากระเป๋า Plc. เพราะจะแปรสภาพเป็นเงินออมเพื่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แทน (การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ ๖๐ ไม่จำเป็นต้องลงทุน สินเชื่อก็หดตัว ไม่มีใครกล้าขยายการลงทุนนอกจากรัฐ ทางออกคือนำเงินไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น)

เงิน ๑ แสนล้านบาทนี้ถูกใส่เข้ามาในช่วงหน้าเก็บเกี่ยวผลผลิต จากนั้นก็เข้าสู่หน้าแล้ง รัดกบาลห้ามเกษตรกรทำนาปรัง ให้มาช่วยกันขุดคลอกคูคลอง ซ่อมถนนแทน แต่คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ ๔ ต้นปี ๒๕๕๗ ชาวนายังหลับหูหลับตาทำนาเพื่อนำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ ๑๕,๐๐๐ บาทอยู่เลย แล้วจะขยายตัวร้อยละ ๔ ได้อย่างไร

ราคาน้ำมันก็เป็นขาลง ปลายปี ๒๕๕๗ ยังอยู่ที่ ๗๕ ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ระดับราคาที่เหมาะสม เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นน่าจะอยู่ ๓๐ – ๕๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้น ราคาสินค้าก็น่าที่จะปรับลดลงต่อเนื่อง รัดกบาลจะสู้กับเงินฝืดอย่างไร … น้ำมันลง ๑ ดอลลาร์ก็ขึ้นภาษี ๑ ดอลลาร์เป็นการชดเชย น้ำมันลง ๓๐ ดอลลาร์ก็ขึ้นมันให้หมดทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เงินสมทบกองทุนน้ำมัน ค่าการตลาด ค่าจ้างแรงงาน เพื่อรักษาระดับราคาสินค้าไว้ ???

แล้วถ้าราคาสินค้าเป็นขาลงตามราคาน้ำมันจริง Plc. ร่วมมือกันขูดรีดกำไรส่วนเกินทุกรูปแบบแล้วก็ยังคงเป็นขาลงอยู่ดี … โครงการรถไฟสารพัดเส้นทางที่ปัจจุบันคาดว่าต้องใช้เงินลงทุน ๓ ล้านล้านบาท หากชะลอออกไปอีก ๑, ๒, ๓, … ต้นทุน ดอกเบี้ย หนี้สาธารณะ ภาระงบประมาณ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ความจำเป็นในการแทรกแซงตลาดด้วยการลงทุนภาครัฐเมื่อเทียบกับปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ช่วงเวลาไหนจะเหมาะสมกว่ากัน

ไม่มีใครเถียงหรอกว่ารถไฟรางคู่เป็นสิ่งที่จำเป็น ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าลดลง ประเทศไทยควรมี ควรทำมาตั้งนานแล้ว แต่ท่ามกลางภาวะหนี้บานทั้งหนี้กองทุนฟื้นฟู หนี้จำนำข้าวที่รัดกบาลแบกไว้เต็มบ่านี้ สิ่งที่ยังไม่เคยมีใครตั้งคำถาม หาคำตอบคือจังหวะไหนคือช่วงเวลาที่เหมาะสมทั้งในแง่ของการลงทุนตามปกติ และการลงทุนเพื่อกระตุ้น/ฟื้นเศรษฐกิจ

นักฉวยโอกาส

มาตรการด้านภาษีก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่นักเศรษฐศาสตร์นำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สินค้า ๑๐๐ บาท หากต้องเสียภาษีให้รัฐ ๕ บาทก็จะมีเงินให้ผู้ผลิต แรงงาน พ่อค้าคนกลางแบ่งกัน ๙๕ บาท หากรัฐเก็บภาษี ๑๐ บาท ก็จะมีเงินเหลืออีก ๙๐ บาทให้ผู้ผลิต แรงงาน พ่อค้าคนกลางแบ่งสันปันส่วนกัน

ภาษีที่จัดเก็บในระดับต่ำจึงทำให้เศรษฐกิจเติบโตขยายตัวได้ดีกว่า เพราะมีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในมือประชาชนมากกว่า เมื่อเอกชนมีรายได้ ผลตอบแทนการทำงานในระดับสูง ผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง และแรงงานก็จะขยันขันแข็งในการทำงาน ก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินเพื่อให้ตนเองมีรายได้เพิ่มมากขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการก็อยากที่จะขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มผลกำไร เพิ่มความมั่งคั่งให้กับตนเอง หากแรงงานหรือผู้ประกอบการเลือกที่จะใช้ชีวิตสบายๆ ค่าจ้างแรงงานและผลตอบแทนการลงทุนสูงๆก็ทำให้แรงงานและผู้ประกอบการมีเวลาว่างมากขึ้น

อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจึงส่งผลต่อรายได้ ผลตอบแทน ความน่าสนใจในการขยายการลงทุน และส่งผลต่อไปยังอัตราการเติบโตขยายตัว/หดตัวของ real GDP

japan-econ-tax-effect-2014
ปี ๒๐๑๔ ผลจากกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัว อัตราการว่างงานลดลง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตัดสินใจขึ้นภาษีการค้า(VAT.) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ยังคงจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราต่ำต่อไป (แบบเดียวกันกับที่รัดกบาลไทยกำลังทำและจะทำต่อไป) ผลคือราคาสินค้าพุ่งกระฉูด ยอดขายสินค้าหดหาย การบริโภคที่กำลังขยายตัวปักหัวลงอีกครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเลื่อนการปรับขึ้นภาษีครั้งใหม่ออกไปอีก ๑๘ เดือน ทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลางญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจึงตัดสินใจยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน หยั่งเสียงของประชาชนดูว่าเห็นด้วยกับแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจในแบบของเขาหรือไม่ (ถ้าฝ่ายค้านเข้มแข็ง มีความเป็นไปได้สูงที่จะชนะ การยุบสภาก็อาจจะไม่เกิดขึ้น)

มาตรการทางภาษีจึงส่งผลกระทบต่อการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านระดับราคาสินค้า รายได้ในกระเป๋าของเอกชน ประชาชน และมาตรการทางภาษีก็มักถูกนำมาใช้อย่างบิดเบือน ตอแหล หลอกแดกไปวันๆของผู้มีอำนาจและเข้าถึงอำนาจ ด้วยข้ออ้างสารพัดและผลที่คาดว่าจะได้รับจากตำราเศรษฐศาสตร์นั่นเอง

การลงทุนภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็เช่นกัน Plc. หลับหูหลับตาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบอ้างอิงตามตำราบ้าง เลียนเยี่ยงอเมริกาบ้าง ผลคือ คนไข้ เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นเพราะกินยาผิดขนาน พยาธิเต็มท้องจนคนผ่ายผอม กินอย่างไรก็ไม่อ้วนแต่หมอกลับจ่ายยาบำรุง กระตุ้นให้ผู้ป่วยเจริญอาหารกิน ปลิงดูดเดือดจนคนเหี่ยวแห้งแต่หมอกลับจ่ายยาพาราเซตามอลให้ผู้ป่วยกิน ส่วนคนไทยก็ได้แต่หลับหูหลับลุ้น หลับหูหลับตาเชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นในปีหน้า ไตรมาสต่อไป ต่อๆไป เพราะว่ามันออกมาจากปากผู้รู้ กูรู ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ไม่เชื่อกูรูแล้วจะไปเชื่อใคร แต่สิ่งที่คนหาเช้ากินค่ำเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคือเงินทองยังคงหายากกันต่อไป กว่าจะได้แบงค์ร้อยมาแต่ละใบ เลือดตาแทบกระเด็น

ตลาดเสรีที่ถูกผูกขาดและการแทรกแซงโดยมิชอบ

การค้าระหว่างประเทศสมัยก่อน สินค้านำเข้าและส่งออกต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่างๆเยอะแยะมากมาย มาตรการกีดกันทางการค้า เช่น กำแพงภาษี โควตาการนำเข้า/ส่งออก มาตรฐานของสินค้า ฯลฯ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อปกป้องผู้ผลิต อุตสาหกรรมภายในประเทศนั้นๆเป็นสำคัญ

เมื่อสงครามโลกสิ้นสุด โลกแบ่งเป็น ๒ ค่าย คือ ทุนนิยมเสรีกับคอมมิวนิสต์ ฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นในกลไกตลาด อีกฝ่ายเชื่อมั่นเรื่องความเสมอภาค หน้าที่ ความรับผิดชอบ การบีบคั้นบังคับให้คนสยบยอม ผลคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในโลกเสรีมีชีวิตที่สุขสบาย ขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในโลกแห่งการบีบคั้น บังคับนั้นต้องเผชิญกับชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากเข็ญ ในที่สุดโลกแห่งคอมมิวนิสต์ ความเสมอภาคเท่าเทียมจอมปลอมก็ล่มสลาย ถนนทุกสายมุ่งสู่การเปิดตลาดเสรี ระบอบทุนนิยมกลายเป็นศาสดาองค์ใหม่ เกือบทุกชาติ เกือบทุกศาสนายอมรับนับถือตลาดเสรี “Free market” การแข่งขัน คือ มือที่มองไม่เห็น(invisible hand)ที่ช่วยรักษาสมดุลให้กับตลาด ระหว่างความต้องการซื้อหาสินค้าของผู้บริโภคกับปริมาณสินค้า กำลังการผลิตของผู้ผลิต การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมทำให้เกิดราคายุติธรรม ราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับภาวะตลาด ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เติบโต ขยายตัวต่อไปได้เรื่อยๆ รัฐมีหน้าที่แค่กำกับดูแลให้กลไกตลาดทำงานได้ตามปกติ ไม่ให้เกิดการผูกขาดทางการค้า ไม่ให้ผู้ซื้อหรือผู้ขายเล่นตุกติก นอกกติกา ฮั้วราคา บิดเบือนกลไกตลาด เพราะนั่นย่อมหมายถึงหายนะที่จะตามมาในภายหลัง

การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์คือภาพสะท้อนให้เห็นอะไรที่ขัดขืนฝืนธรรมชาตินั้นอยู่ได้ไม่นาน ทุนนิยมเสรีสอดคล้องธรรมชาติของมนุษย์มากกว่า ตอบสนองต่อความต้องการ คาดหวังของมนุษย์ได้มากกว่า เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุด ชาติมหาอำนาจก็สามารถเดินหน้าผลักดันให้นานาชาติยอมรับหลักการตลาดเสรี ทลายกำแพง ข้อจำกัดที่เป็นปัญหาอุปสรรคทั้งหลายให้หมดสิ้นไปได้อย่างสะดวก ง่ายดาย

เสียงหัวเราะของผู้ชนะและคราบน้ำตาของผู้แพ้พ่าย

ทศวรรษที่ ๑๙๘๐ – ๑๙๙๐ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงสร้างความมั่งคั่งให้กับชาติผู้ส่งออกน้ำมันร่ำรวยกันถ้วนหน้า แต่กลับทำให้เศรษฐกิจโลกที่เติบโตขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดต้องสะดุด หยุดนิ่ง ชะงักงัน และตามมาด้วยการหดตัว หลายประเทศต้องขอรับความช่วยเหลือจาก IMF และธนาคารโลก เพื่อนำเงินกู้ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ข้อตกลงวอชิงตัน” ที่ชาติมหาอำนาจเห็นพ้องต้องกันว่าจะร่วมกันผลักดันให้เกิดการค้าเสรีให้ได้ โดยมีรายละเอียดว่ารัฐบาลของชาติต่างๆจะต้องรักษาวินัยทางการคลัง(เลิกอุดหนุนภาคเกษตรและอุตสาหกรรมภายในประเทศ) แปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน(ทำลายการผูกขาด) และเปิดตลาดเสรี(ยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าทุกรูปแบบ) จึงกลายเป็นวาระซ่อนเร้นที่ชาติมหาอำนาจใช้องค์กรการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และธนาคารโลกที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือชาติที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ป้องกันไม่ให้วิกฤติเศรษฐกิจลุกลามขยายวงจนเกิด the Great Depression รอบ ๒, ๓, ๔, … ขึ้นเป็นเครื่องมือผลักดันให้นานาชาติยอมรับหลักการเรื่องการค้าเสรีเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจาก IMF ดังนั้น เงินช่วยเหลือที่ชาติต่างๆที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจต้องการนำมาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย “นโยบายการคลัง : การลงทุนภาครัฐ” ของ John Meynard Keynes ผสานกับ “นโยบายการเงิน : เพิ่มปริมาณ เงิน” ของ Milton Friedman จึงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าภาครัฐจะ (๑) การรักษาวินัยทางการคลังของรัฐบาล (๒) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มเติมจากการขายกิจการของรัฐให้เอกชน และ (๓) การเปิดตลาดเสรี

เริ่มต้นจากการเปิดตลาดเสรีทางการค้า แล้วตามมาด้วยการเปิดตลาดเสรีทางการเงินโดยที่ชาติมหาอำนาจนั้นพร้อมเต็มที่แล้วสำหรับการเปิดเสรีที่จะเกิดขึ้น แต่ชาติกำลังพัฒนาส่วนใหญ่นั้นถูกบีบบังคับให้ต้องเร่งเปิดตลาดเสรี ระบบเศรษฐกิจจึงขาดความพร้อม เพราะรัฐบาลถูกบีบให้ต้องเร่งเปิดตลาดโดยข้ามขั้นตอนการปรับตัวในระยะเปลี่ยนผ่านไป เศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตขยายตัวจึงกลับฟุบ พังครืนลงอีกครั้ง รัฐบาลต้องขอรับความช่วยเหลือจาก IMF อีกหน หนี้สาธารณะที่ลดลงจึงปรับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

คำมั่นสัญญาของการค้าเสรี กลไกตลาดในโลกแห่งความเป็นจริง

การเปิดเสรีหมายถึงการทลายข้อจำกัดต่างๆที่เป็นปัญหา อุปสรรคต่อการค้าการลงทุนให้ลดลงและหมดสิ้นไปในท้ายที่สุด ตลาดที่เคยมีพรมแดนขีดกั้นไว้กลายเป็นตลาดโลก ตลาดที่ไร้พรมแดน ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆได้ง่ายขึ้น มากขึ้น การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมทำให้ราคาสินค้าและบริการลดลง เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่สามารถซื้อหาสินค้าและบริการต่างๆที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้ในราคาที่ถูกลง ผู้ผลิตรายใดที่ไม่สามารถแข่งขัน “ปรับตัว” ได้ต้องล้มหายตายจากไป

เมื่อประเทศกำลังพัฒนาตั้งตัวได้ วัตถุดิบ แรงงาน และที่ดินราคาถูกกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากชาติตะวันตกให้หลั่งไหลมายังทวีปเอเชีย ชาติกำลังพัฒนาพลิกผันตนเองจากผู้นำเข้ามาเป็นผู้ส่งออก เศรษฐกิจเอเชียเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็ว ชาติมหาอำนาจตะวันตกกลายเป็นผู้นำเข้า ขาดดุลทางการค้า อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น หนี้สาธารณะก็พุ่งทะยาน เมื่อชาติกำลังพัฒนาหลงลำพองในความสำเร็จ หายนะก็เกิดขึ้น ค่าเงินที่แข็งค่าเกินจริงถูกโจมตี ต้องลอยตัวค่าเงินและขอรับความช่วยเหลือรอบใหม่จาก IMF

ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นทำให้รายได้และราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นปัญหาเพราะรายได้ของประชาชนเติบโตสูงกว่ารายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เมื่อเศรษฐกิจฟื้นการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลก็ฟื้นตาม หนี้สาธารณะก็ค่อยๆลดลงมาอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังที่รัฐบาลกำหนดขึ้น ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปเป็นเอกชนนั้นก็ยังคงเป็นแดนสนทยาอยู่เช่นเดิม ต้นทุนสูง ประสิทธิภาพต่ำ แข่งขันไม่ได้เพราะเต็มไปด้วยเหลือบไร ตัวเรือด และกาฝาก ธุรกิจที่ยังคงอยู่รอดและเติบโตได้นั้นล้วนเป็นผลมาจากการเป็นธุรกิจผูกขาด/กึ่งผูกขาด จึงสามารถสร้างผลกำไรคืนกลับมาให้รัฐและเอกชนได้อย่างมากมายมหาศาล ไม่ใช่เพราะประสิทธิภาพในการทำธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่รัฐบาลคุยโวโอ้อวดและแอบอ้างเพื่อแปรรูปแต่อย่างใด

การค้าเสรีภายใต้การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้การสนับสนุน กลไกตลาดจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เติบโตขยายตัวต่อไปได้เรื่อยๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่โลกละเลยการกำกับดูแลตลาด ปล่อยให้เกิดการฮั้วราคา หรือการผูกขาดทางการค้าก็จะตามมาด้วยหายนะครั้งใหญ่ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่ชาติใดชาติหนึ่ง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกเท่านั้น แต่ปัญหาจะลุกลามบานปลาย แพร่กระจายเชื้อร้ายไปทั่วโลก องค์กรการค้าโลก : WTO จึงต้องรับหน้าที่ออกกฎ รักษากติกา เพื่อให้การค้าโลกดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ

ชัยชนะของทุนข้ามชาติกับโศกนาฏกรรมของคนทั้งชาติ   

การค้าเสรีทำให้บรรษัทข้ามชาติเติบโตขยายตัวแบบก้าวกระโดด โดยไร้ขีดจำกัด เศรษฐกิจที่ล่มสลาย ซากปรักหักพัง ความเสียหายย่อยยับทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายๆชาติคือร่องรอยที่ Plc. เหลือทิ้งไว้ให้ประชาชนในชาติต่างๆที่ถูก Plc. ปูพรมโจมตีและยกพลขึ้นบกได้ดูต่างหน้า แก้คิดถึง น้ำตาและความเจ็บปวดของประชาชนในชาติต่างๆที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจคือน้ำหล่อเลี้ยงและปุ๋ยชั้นดีที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งของ Plc. ความสำเร็จวัดกันที่ top 100 ว่าจะมีมหาเศรษฐีและ Plc. ใดบ้างที่ติดอันดับ นี่คือธุรกิจและนักธุรกิจต้นแบบที่โลกยกย่อง ชมเชย จารึกรอยเท้าไว้ให้ผู้อื่นก้าวเดินตาม ไม่มีผู้ใดสนใจ ไต่ถามว่าความร่ำรวย ความสำเร็จของทุนข้ามชาติทั้งหลายนั้นมาจากการเหยียบย่ำ ซ้ำเติม ทำลายผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมต่างๆไปมากน้อยเพียงใด แค่ไหน อย่างไรเมื่อมีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ณ ที่หนึ่งที่ใดบนโลก

๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เพียงค่ำคืนเดียวค่าเงินบาทล่วงลงไปกว่าร้อยละ ๒๕ ค่าเงินบาทที่เคยผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์เอาไว้ที่ราวๆ ๒๔ – ๒๕ บาทต่อ ๑ ดอลลาร์ร่วงระนาวกราวรูดลงไปอยู่ที่ ๔๐ บาทต่อ ๑ ดอลลาร์ภายใน ๑ สัปดาห์ นี่คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของพ่อมดทางการเงิน กองทุนเก็งกำไรฟันกำไรไปได้อย่างมากมายมหาศาลภายในช่วงเวลาสั้นๆเพียงข้ามคืน ข้ามสัปดาห์ เป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นบนเศษซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจที่ไม่เพียงแต่คนไทยทั้งประเทศเท่านั้นที่ต้องเผชิญ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ รัสเซีย และประเทศต่างๆในลาตินอเมริกาก็พลอยเจอหางเลขจากมรสุมการโจมตีค่าเงินของกองทุนเก็งกำไรต่างๆด้วย

ราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานไม่หยุดหย่อนสร้างความมั่งคั่งให้ธุรกิจน้ำมันและผู้เกี่ยวข้องอย่างมากมายมหาศาล นั้นก็จะตามมาด้วยวิกฤติน้ำมันที่จบลงด้วยหายนะของเศรษฐกิจโลกครั้งแล้วครั้งเล่า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s