Thailand in Crisis Economics


New Deal … Keynesian ครองโลก

ค.ศ. ๑๘๒๖ ฟองสบู่เศรษฐกิจของอังกฤษแตก ธนาคารหลายแห่งล้มละลาย รัฐสภาอังกฤษจึงออกกฎหมายเพื่อยกเครื่องระบบสถาบันการเงินใหม่

ค.ส. ๑๘๓๐ มีการก่อสร้างรางรถไฟเพื่อใช้ขนส่งผู้โดยสารจากเมือง Manchester ไปยังเมือง Liverpool จากนั้นนักลงทุนก็เข้าซื้อหุ้นในบริษัทฯเพื่อทำกำไรจากรางรถไฟ

ค.ศ. ๑๘๔๕ – ๑๘๔๖ ราคาหุ้นของบริษัทรางรถไฟบูมสุดขีด บริษัทจึงขยายเส้นทางรถไฟออกไปจนมีความยาวหลายพันไมล์ บางเส้นทางก็ไม่มีความคุ้มค่าในการลงทุน ในที่สุดฟองสบู่ราคาหุ้นของบริษัทก็แตก

ค.ศ. ๑๘๔๘ John Stuart Mill เขียน “the Principles of Political Economy” ขึ้น Mill อธิบายว่าสาเหตุที่ทำให้เกิด the booms and busts ขึ้นเป็นเพราะว่าเมื่อราคาสินค้าขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ คนก็รวยมากขึ้น ฟองสบู่ที่ก่อตัวขึ้นนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ถ้ามีการปล่อยสินเชื่อ มีการกู้ยืมเงินกันมากเกินไป เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ลูกหนี้หาเงินมาชำระหนี้ต่อไปไม่ไหว เมื่อนั้นฟองสบู่ทางเศรษฐกิจก็จะแตก เมื่อฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแตก สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ก็จะประสบปัญหา เจ็บตัวเนื่องจากหนี้เสีย “หนี้สูญ” ที่เกิดขึ้น เมื่อธุรกิจล้มละลายก็จะตามมาด้วยการเลิกจ้างแรงงานทำให้แรงงานไม่มีรายได้ ตลาดจึงหดตัวอย่างรุนแรง

ปีเดียวกันนี้เอง Karl Marx ได้ออก “the Communist Manifesto” วิพากษ์ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมว่า มูลค่าที่แท้จริงของสินค้านั้นขึ้นอยู่กับอัตราค่าจ้างแรงงาน เพื่อให้นายทุนมีกำไรเพิ่มขึ้นจึงต้องหาทางลดต้นทุนด้วยการนำเครื่องจักรมาใช้ แล้วไล่คนออกจากงาน เพื่อเปิดทางให้เครื่องจักรทำงานแทนคน นายทุนมีกำไรเพิ่มมากขึ้น แต่คนตกงานบ้าง มีรายได้ลดลงบ้าง ผลิตภาพที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับกำลังซื้อที่ลดลงทำให้สินค้าที่นายทุนผลิตออกมานั้นล้นตลาด ดังนั้น จึงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น แล้วตามมาด้วยการปฏิวัติของชนชั้นแรงงาน

ค.ศ. ๑๙๒๙ เกิด the Great Depression ขึ้นในสหรัฐอเมริกา และตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี ค.ศ. ๑๙๓๑

1931 World War II

1933 the Glass Steagall Act

1935 New Deal

Kondratiev Wave

Kondratiev waves “K-waves”, supercycles, great surges, long waves, the long economic cycle เชื่อว่าเศรษฐกิจมีช่วงเวลานับจากช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีการเติบโตขยายตัวถึงช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเซื่องซึม ตกต่ำนั้นกินเวลา ๔๐ – ๖๐ ปี หรือเฉลี่ยประมาณ ๕๕ ปี โดยแบ่งได้เป็น ๓ ระยะ คือ ระยะเติบโตขยายตัว (expansion) ระยะหยุดนิ่ง ชะงักงัน( stagnation) และระยะถดถอย(recession) แต่วัฏจักรเศรษฐกิจยุคปัจจุบันเพิ่มระยะที่ ๔ เข้ามาด้วย คือ ช่วงจุดเปลี่ยนของวัฏจักร(turning point/collapse) เมื่อนำทฤษฏีของคอนดราเทียฟมาใช้วิเคราะห์วัฏจักรเศรษฐกิจในศตวรรษที่ ๑๙ จะพบว่า

ค.ศ. ๑๗๙๐ – ๑๘๔๙ เกิดจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๑๕

ค.ศ. ๑๘๕๐ – ๑๘๙๖ เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๗๓

Kondratiev ชี้ว่าวัฏจักรรอบใหม่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๙๖

ทฤษฎีวัฏจักรเศรษฐกิจที่คอนดราเทียฟเสนอ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนหันมาสนใจ ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับวัฎจักรเศรษฐกิจกันอย่างแพร่หลาย

Ernest Mandel นักวิชาการที่นิยมทฤษฎีมาร์กซิสม์ มีความเห็นแย้งทฤษฏีของคอนดราเทียฟว่า long cycles นั้นไม่มีจริง สิ่งที่เขาค้นพบมีเพียงแค่ว่าเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วแล้วก็จะเริ่มอืด ขยายตัวช้าเท่านั้น โดยกินเวลาราว ๒๐ – ๒๕ ปี ไม่ใช่ ๔๐ – ๖๐ ปีอย่างที่คอนดราเทียฟเห็น

Joseph Schumpeter เป็นอีกผู้หนึ่งที่นำแนวคิดของคอนดราเทียฟมาใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ Schumpeter พบว่าเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ นวัตกรรมใหม่มีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนให้เกิดวัฎจักรเศรษฐกิจรอบใหม่

New Deal

ค.ศ. ๑๙๓๓ สภาคองเกรสออกกฎหมาย the Glass – Steagall ขึ้นมาเพื่อจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ เช่น แยกธนาคารพาณิชย์กับธนาคารเพื่อการลงทุนออกจากกันเพื่อป้องกันปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างธุรกิจฝาก-ถอน-ปล่อยกู้กับธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน-การจัดการกองทุน-ซื้อขายหลักทรัพย์ แยกผู้ประเมินเครดิตกับผู้ใช้ประโยชน์จากเครดิตออกจากกัน แล้วให้อำนาจ FED เป็นผู้กำกับดูแลทุนสำรองของธนาคาร  ตั้งสถาบันประกันเงินฝากเพื่อป้องกันประชาชนแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร กำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ออกกฎหมาย the Securities Act เพื่อกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ และตั้ง the Securities and Exchange Commission ขึ้นมาดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ในปีต่อมา เป็นต้น

ค.ศ. ๑๙๓๕ Milton Friedman เดินทางมายังวอชิงตัน New Deal ของเ Franklin D. Roosevelt คือ ผู้ช่วยชีวิต (a lifesaver) ของนักเศรษฐศาสตร์หนุ่มมากหน้าหลายตาจาก the job-creation programs เช่น the WPA CCC และ PWA เป็นต้น แต่ Friedman เห็นว่าโครงการจ้างงานเหล่านี้ไม่ได้ช่วยยกระดับราคาสินค้าและค่าจ้างแรงงานให้เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด Friedman มองว่า the New Deal นั้น ผิดยา ผิดโรค (the wrong cure for the wrong disease) การเพิ่มปริมาณเงิน(money supply)น่าจะเป็นวิธีการที่ง่ายกว่า และได้ผลมากกว่า

Friedman (๓๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๑๒ – ๑๖ พฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๐๖) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว (บุตรของ  Sára Ethel (née Landau) และ  Jenő Saul Friedman อพยพมาจาก Beregszász ใน Carpathian Ruthania ของฮังการี ปัจจุบันคือเมือง Berehove ในยูเครน ทั้ง ๒ ประกอบอาชีพค้าขายอาหารแห้งในเมือง Brooklyn New York) ซึ่งเรียนจบจาก Rahway High School ตั้งแต่อายุยังไม่ครบ ๑๖ ปี(ค.ศ. ๑๙๒๘) จากนั้นก็เข้าเรียนต่อที่ Rutgers University และ Columbia University

Friedman และ Anna J. Schwartz ได้ร่วมกันแต่งหนังสือชื่อ A Monetary History of the United States, 1867–1960 เพื่อวิเคราะห์ the Great Depression ในมุมมองของการใช้นโยบายการเงินเพื่อฟื้นฟูวิกฤติเศรษฐกิจผ่านกลไกของ Federal Reserve และพูดถึงวิกฤติธนาคารที่จะเกิดขึ้นอีก

ค.ศ. ๑๙๓๕ Friedman ทำงานที่ the National Resources Committee โดยรับหน้าที่สำรวจเรื่อง a large consumer budget survey

ค.ศ. ๑๙๓๖ John Maynard Keynes เขียน the General Theory of Employment, Interest and Money โดยมีเนื้อหาว่าเมื่อตลาดแรงงานเข้าสู่ภาวะการจ้างงาน(เกือบ)สมบูรณ์(full employment) ค่าจ้างแรงงานจะพุ่งสูงมาก จึงตามมาด้วยการปลดคนออกจากงาน แล้วค่าจ้างแรงงานก็จะลดต่ำลงมา ผู้ประกอบการจึงกลับมาจ้างแรงงานใหม่อีกครั้ง แรงงาน การจ้างแรงงาน ค่าจ้างแรงงาน ส่งผลต่อกำลังซื้อในตลาด เมื่อค่าจ้างแรงานลดลง การบริโภคก็จะลดต่ำลงตามไปด้วย นายจ้างจึงต้องปลดคนออกจากงาน ผู้บริโภคจึงเก็บออมเงินมากกว่าใช้เงินเพราะขาดความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจ ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ตนเองจะยังคงมีงานทำ มีรายได้อยู่หรือไม่ จึงต้องใช้จ่ายประหยัด ด้วยความระมัดระวัง เผื่อหน้าเผื่อหลังถึงวันต่อๆไป ดังนั้นสินค้าจึงล้นตลาด ผู้ประกอบการก็ต้องลดราคาสินค้าลงเพื่อระบายสต็อก แต่ในเมื่อตลาดแรงงานยังไม่ฟื้น กำลังซื้อยังไม่มี ตลาดก็จะหดตัวไปเรื่อยๆ the Great Depression จึงเกิดขึ้น

การตัดสินใจทางเศรษฐกิจด้วยสัญชาติญาณเยี่ยงสัตว์หนีตายนี้(animal spirit)นี้มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็จะพากันตายด้วยกันทั้งหมด ไม่มีใครรอด เคนส์จึงเสนอให้ภาครัฐทำงบประมาณแบบขาดดุล สร้างงาน สร้างอาชีพ เมื่อมีการลงทุน มีการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้ เศรษฐกิจก็จะฟื้นคืนสู่การเติบโตขยายตัว

เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่น การลงทุน การบริโภคหดตัว เศรษฐกิจตกอยู่ภายใต้วงจรอุบาท สำนัก Keynesian จึงเสนอให้ภาครัฐทุ่มงบประมาณก้อนโต สวมบทนักลงทุน ผู้บริโภคแทนภาคเอกชนเพื่อให้การลงทุน การบริโภค การจ้างงานฟื้นตัว รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจตามคำแนะนำของเคนส์ Milton Friedman เจ้าสำนัก Monetary ก็เรียนจบมาในช่วงนั้นพอดี

ค.ศ. ๑๙๓๗ Friedman  ย้ายไปทำงานที่ the National Bureau of Economic Research เป็นผู้ช่วยของ  Simon Kuznets ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องรายได้ และร่วมแต่งหนังสือชื่อ Incomes from Independent Professional Practice และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จากผลงานการศึกษาเรื่อง the supply of services and raises prices.

ค.ศ. ๑๙๔๐ Friedman ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ the University of Wisconsin–Madison แต่มีความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นภายในสาขาวิชาโดย Friedman เห็นด้วยกับการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของรัฐบาลอเมริกัน

ค.ศ. ๑๙๔๑ Friedman ทำงานที่ the United States Department of the Treasury ในตำแหน่ง ที่ปรึกษาของเจ้าหน้าที่อาวุโส  ส่วน  Minsky เรียนจบจาก George Washington High School ใน  New York City จากนั้นก็เข้าเรียนต่อทางด้านคณิตศาสตร์ที่ the University of Chicago ต่อด้วย M.P.A. และ  Ph.D. สาขาเศรษฐศาสตร์จาก Harvard University และมีโอกาสได้เรียนกับ Joseph Schumpeter และ Wassily Leontief ด้วย

ค.ศ. ๑๙๔๓ Friedman ไปทำงานให้กับ the Division of War Research ที่ Columbia University

กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๔๔ เกิดข้อตกลง Bretton Woods ขึ้น ข้อตกลงนี้ให้การสนับสนุนเรื่องการค้าเสรี แก้ปัญหาเรื่องมาตรฐานทองคำเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับอัตราแลกเปลี่ยนโดยกำหนดให้ดอลลาร์สหรัฐมีค่าดั่งทอง “๓๕ ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับทองคำ ๑ ออนซ์” แต่ George Bernard Shaw แนะนำว่า หากเกิดภาวะวิกฤติขึ้น “จงเชื่อมั่นในทองคำจะดีกว่า”

ค.ศ. ๑๙๔๕ Friedman ย้ายไปสอนที่ the University of Minnesota

ค.ศ. ๑๙๔๖ หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาสูงถึงร้อยละ ๑๒๒ ของจีดีพี แต่เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวทำให้รัฐบาลอเมริกันไม่มีปัญหาในการหาเงินมาชำระหนี้ก้อนโตนี้แต่อย่างใด

Friedman ย้ายไปสอนที่ the University of Chicago และสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้นานถึง ๓๐ ปี Friedman เป็นผู้ริเริ่มหลักสูตร the “Workshop in Money and Banking” (the “Chicago Workshop”) ขึ้น ส่งผลให้ the Chicago school of economics ได้รับการยอมรับให้เป็นอีกสำนักหนึ่งที่ทรงอิทธิพลทางความคิดในโลกเศรษฐศาสตร์

ค.ศ. ๑๙๔๙ – ๑๙๕๘ Minsky สอนอยู่ที่ Brown University

ทศวรรษที่ ๑๙๖๐

ทศวรรษที่ ๑๙๖๐ อเมริกาหมดเงินไปกับการทำสงครามเวียดนามเป็นจำนวนมากส่งผลให้เกิดการขาดดุลงบประมาณครั้งใหญ่ เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น ดอลลาร์สหรัฐมีค่าสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น

Friedman “naïve Keynesian” ออกมาท้าทายแนวคิดของสำนัก Keynesian ด้วยทฤษฎีการเงิน “monetarism” Friedman กล่าวว่าเมื่ออัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ภาครัฐต้องหาทางเพิ่มความต้องการในตลาด (aggregate demand) ยอมที่จะเสี่ยงกับอัตราเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้นด้วยการเพิ่มปริมาณเงิน

 Milton Friedman และ Anna Jacobson Schwartz ก็ได้ร่วมกันเขียนหนังสือเพื่อนำเสนอทฤษฎีการเงินขึ้น ทั้ง ๒ คนมีความเห็นร่วมกันว่า the Great Depression นั้นไม่ได้เกิดจากกำลังซื้อหดตัว แต่เป็นประชาชนต่างพากันไถ่ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากในธนาคาร ทำให้ปริมาณเงินหายไปจากระบบ กำลังซื้อ การใช้จ่าย รายได้ ราคาสินค้า และการจ้างงานจึงพากันหดตัว

ทั้งสองคนเสนอให้ FED ลดอัตราดอกเบี้ยลดแล้วทำตัวเป็น the lender of last resort “ที่พึ่งสุดท้าย” ของสถาบันการเงินเพื่อให้ระบบสินเชื่อเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สถาบันการเงินก็จะไม่ล้มระเนระนาดจนทำให้เกิด the Great Depression ขึ้นซ้ำรอยอย่างในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ แทนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำขึ้นก็จะลดระดับลงมาเหลือแค่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย(recession)เท่านั้น

ค.ศ. ๑๙๕๔ คณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Cambridge แบ่งวิชาเอกออกเป็น ๒ สาขา คือ Keynesian majority และ  anti-Keynesian minority ซึ่ง Friedman เองก็ไม่เห็นด้วย

๑ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๕๕ เกิดข้อพิพาทเวียดนามขึ้น คณะที่ปรึกษาความร่วมมือทางทหารสหรัฐ (MAAG) ในอินโดจีน ซึ่งประธานาธิบดีทรูแมนเป็นผู้สั่งวางกำลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำไปสู่สงครามเวียดนามในเวลาต่อมา สงครามกินเวลายาวนานถึง ๑๘ ปี ๕ เดือน สงครามสิ้นสุดลงเมื่อเมืองไซ่ง่อนแตกในวันที่ ๓๐ เมษายน ค.ศ. ๑๙๗๕ แต่กองทัพอเมริกันถอนทหารออกจากเวียดนามตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๗๓ ทหารอเมริกัน

1955 – 1973 อเมริการ่วมทำสงครามเวียดนาม ทหารอเมริกันเสียชีวิตรวม ๕๘,๒๒๐ นาย

ค.ศ. ๑๙๕๗ – ๑๙๖๕ Minsky ได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ University of California ใน Berkeley

1973, 1979 oil shock

ทศวรรษที่ ๑๙๗๐

ทศวรรษที่ ๑๙๗๐ มีการทำข้อตกลง The Smithsonian Agreement ขึ้นเนื่องจากโลกการเงินขาดความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถูกลดจาก ๓๕ ดอลลาร์มาอยู่ที่ ๓๘ ดอลลาร์สหรัฐต่อทองคำ ๑ ออนซ์

ค.ศ. ๑๙๖๒ Friedman ออกหนังสือชื่อ “Capitalism and Freedom” เสนอนโยบายเช่น ทหารอาสา(volunteer military) อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว( freely floating exchange rates), abolition of medical licenses, a negative income tax, และคูปองการศึกษา(school vouchers) เป็นต้น แนวคิดของฟรีดแมนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (monetary policy) ภาษี(taxation) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ(privatization) และการลดบทบาทภาครัฐ(deregulation influenced government policies)

ค.ศ. ๑๙๖๓ Friedman และ Anna Schwartz ตีพิมพ์ผลงานเรื่อง A Monetary History of the United States, 1867–1960

ค.ศ. ๑๙๖๔ Friedman เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับ Barry Goldwater ซึ่งเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค Republican

ค.ศ. ๑๙๖๕ Minsky ได้เป็นศาสตราจารย์ที่ Washington University ใน St. Louis

ค.ศ. ๑๙๖๖ – ๑๙๘๔ Friedman เป็นคอลัมนิสต์ให้กับ Newsweek magazine

ค.ศ. ๑๙๖๘ – ๑๙๗๘ Friedman กับ Paul Samuelson ทำ the Economics Cassette Series ร่วมกัน

Monetary Theory

Friedman สนใจในเรื่องปริมาณเงิน(money supply)กับผลกระทบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก A Monetary History of the United States, 1867–1960 ที่เขียนร่วมกับ Anna Schwartz ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๙๖๓ นั้น Friedman สรุปว่าการเพิ่มขึ้น/ลดลงของปริมาณเงินมีผลกระทบต่อการขึ้น/ลงของเศรษฐกิจโดยส่งผลต่อ output ในระยะสั้นก่อน(the short-run effect) จากนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าในระยะยาว(the longer-run effect) เศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อหรือภาวะเงินฝืดก็ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ “การเพิ่มขึ้น/ลดลงของระดับราคาสินค้า” นั่นเอง

Friedman ซึ่งสนับสนุนตลาดเสรี ภาครัฐต้องมีบทบาทอย่างจำกัดที่สุด แทรกแซงตลาดให้น้อยที่สุด จึงไม่เห็นด้วยกับการใช้นโยบายการคลัง(fiscal policy)เป็นเครื่องมือบริหารจัดการความต้องการบริโภค(demand) Friedman เรียกภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่(the Great Depression) ที่เกิดขึ้นใน ค.ศ. ๑๙๒๙ ว่า the Great Contraction (การหดตัวอย่างครั้งใหญ่)มีสาเหตุมาจากภาวะแตกตื่นในตลาดเงิน(financial shock) เมื่อ Federal Reserve ออกมาตรการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เหมาะสม เหตุการณ์จึงลุกลามบานปลาย ขยายตัวออกไปในวงกว้างส่งผลให้ปริมาณเงินหดตัว(contraction of the money supply)

ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนนั้น Friedman เสนอให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว (freely floatingexchange rates)

ด้านการบริโภคที่หดตัวเมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา ประชาชนไม่กล้าใช้จ่ายมากนักนั้น Friedman เสนอให้ใช้วิธีลดอัตราภาษีให้ต่ำลง เพื่อให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจึงปรับขึ้นอัตราการจัดเก็บภาษีในภายหลัง

ตลาดเสรี … Friedman เรืองอำนาจ

ทศวรรษที่ ๑๙๘๐

ทศวรรษที่ ๑๙๘๐ Fannie Mae และ Freddie Mac  นำตราสารอนุพันธ์ประเภท Mortgage-backed securities ที่ Ginnie Mae “the Government National Mortgage Association” เคยทำออกมาในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๗๐ ออกมาปัดฝุ่นขายให้กับนักลงทุนกันใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็ตามมาด้วย Saving and Loan Crisis

จากนั้น ตราสารอนุพันธ์มากหน้าหลายตาก็ถูกปล่อยออกมาสู่ท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น CMOs(collateralized mortgage obligations), CDOs(collateralized debt obligations) หรือ CLOs(collateralized loan obligations)

ไม่เพียงเท่านั้น สถาบันการเงินต่างๆยังจัดการคละตราสารต่างๆซึ่งมีความเสี่ยง อันดับเครดิตแตกต่างกัน เช่น AAA บ้าง, BBB- บ้าง มาคลุกเคล้ารวมกันเป็นตราสารซ้อนตราสาร CDOs ของ CDOs ของ CDOs พอร์ตหนี้ตัวเดียวถูกนำไปผูกมัด อ้างอิงกันไปมาอีกด้วย

บริษัทจัดอันดับทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Moody”s, Fitch, Standard&Poor”s ต่างมองเห็นสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครส่งเสียงเตือนให้ตลาดรู้และหาทางระวัง ป้องกันก่อนล่วงหน้าด้วยเหตุผลต่างๆนานา

ค.ศ. ๑๙๗๒ ทองคำซื้อขายกันที่ ๗๐.๓ ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลายชาติยกเลิกการผูกติดค่าเงินของตัวเองไว้กับดอลลาร์สหรัฐ

กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๗๓ โลกเข้าสู่ยุคของการลอยตัวค่าเงิน ไม่มีชาติใดในโลกผูกติดค่าเงินของตนเองไว้กับดอลลาร์สหรัฐหรือทองคำอีกต่อไป

ค.ศ. ๑๙๗๓ เกิดวิกฤติน้ำมันขึ้น(oil shock) เมื่อราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตและขนส่งสินค้าพุ่งทะยานไม่หยุด ราคาสินค้าก็พุ่งทะยานสูงตามต้นทุนพลังงานไปด้วย

E.F. Schumacher ตีพิมพ์ small is beautiful เสนอให้โลกใช้เศรษฐศาสตร์วิถีพุทธเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ

ค.ศ. ๑๙๗๔ Alan Greenspan ไดรับการแต่งตั้งเป็นประธานที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจของประธานาธิบดี Gerald Ford

ค.ศ. ๑๙๗๖ Friedman ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์แห่ง the University of Chicago ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลลำดับที่ ๒ ต่อจาก John Maynard Keynes

Friedman เป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี Ronald Reagan ในการขับเคลื่อนระบบตลาดเสรี ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินของภาครัฐเพื่อให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทแทรกแซงระบบเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด

ค.ศ. ๑๙๗๗ Friedman วัย ๖๕ ปี ลาออกจาก the University of Chicago หลังจากสอนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มานานถึง ๓๐ ปี จากนั้นก็ได้ย้ายไปตั้งนิวาสถานใน San Francisco

ค.ศ. ๑๙๗๙ เกิด oil shock ซ้ำอีกครั้ง

ค.ศ. ๑๙๘๐ Friedmans และ Rose Friedman “ภรรยา” ออกหนังสือชื่อ  Free to Choose และรับเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการให้กับประธานาธิบดี Ronald Reagan

ทศวรรษที่ ๑๙๙๐

ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ FED อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้ โดยกำหนดเพดานกำไรไว้ที่ร้อยละ ๑๐

สถาบันการเงินเริ่มปล่อยสินเชื่อให้กับพวกนินจา (NINJA : No Income, No Job and Assets) ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อรถยนต์ ฯลฯ แล้วสถาบันการเงินทั้งหลายก็ใช้พอร์ตสินเชื่อเหล่านี้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน/สินทรัพย์อ้างอิงเพื่อออกตราสารอนุพันธ์ประเภท asset-backed securities

เมื่อพอร์ตสินเชื่อที่ใช้ค้ำประกัน/อ้างอิงมีปัญหาเรื่องหนี้เสีย หนี้สูญ ผลตอบแทนและมูลค่าแท้จริงของตราสารก็ลดต่ำลง/มีค่าเป็นสูญ สร้างความเสียหายมากมายมหาศาลให้กับนักลงทุนที่ถือครองตราสารเหล่านี้เอาไว้ในมือ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ กระทบต่องบดุลของสถาบันการเงิน เจ๊งกันไปเป็นแถบ สะท้านสะเทือนกันไปหมดทั้งตลาด

ค.ศ. ๑๙๘๑  Jack Welch เปลี่ยนแปลง GE จากบรรษัทอุตสาหกรรมชั้นนำมาเป็นบรรษัทที่มีรายได้หลักมาจากธุรกิจการเงินเพื่อแสวงผลกำไรสูงสุด แม้แต่ Enron บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ก็ยังโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์ สร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นด้วยการตั้งหน่วยธุรกิจขึ้นมาเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ซื้อขายตราสารอนุพันธ์ต่างๆด้วยเช่นกัน

ค.ศ. ๑๙๘๒ เกิดวิกฤติหนี้สาธารณะในลาตินอเมริกาขึ้น “the Latin American debt crisis”  ไล่จากเม็กซิโก ลามต่อไปยังบราซิล อาร์เจนตินา

ค.ศ. ๑๙๘๗ Alan Greenspan อดีตประธานที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจของประธานาธิบดี Gerald Ford ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน FED

ค.ศ. ๑๙๘๙ ญี่ปุ่นเผชิญกับ the Lost Decade ภาวะเศรษฐกิจซึมยาว(long recession)กระตุ้นอย่างไรก็ไม่ฟื้น GDP ขยายตัวเพียงร้อยละ ๑ ต่อปีอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน

ฝั่งยุโรป : ฟินแลนด์ สวีเดน สหภาพโซเวียตก็เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน มีการทำลายกำแพงเบอร์ลิน ๒ เยอรมันกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ฝั่งสหรัฐอเมริกาก็เผชิญกับ the saving and loan crisis ขึ้น

ค.ศ. ๑๙๙๐ Minsky เกษียณอายุจากการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แล้วมาทำงานอยู่ที่ the Levy Economics Institute of Bard College

Creative Destruction

ปลายศตวรรษที่ ๑๙ – ต้นศตวรรษที่ ๒๐ Friedrich Hayek และ Josehp Schumpeter ทำให้ทั้งโลกต้องหันมาสนใจแนวความคิดของสำนักออสเตรีย Schumpeter มองว่าวัฎจักรเศรษฐกิจรอบใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อโลกมีและยอมรับเทคโนโลยี/นวัตกรรมใหม่ เป็นการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ (creative destruction) ระบบเศรษฐกิจจึงเริ่มฟื้นตัวเพราะเทคโนโลยีใหม่ นวัตกรรมใหม่ๆที่เข้ามาแทนที่ทำให้เกิดกำลังซื้อ การผลิต การจ้างงานครั้งใหม่เหมือนกับที่ Herbert Hoover และ Roosevelt อนุมัติเงินลงทุนมากมายมหาศาลเพื่อซ่อม สร้าง ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดการสร้างงาน จ้างงาน สร้างรายได้ขึ้น เมื่อมีกำลังซื้อเกิดขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจจึงฟื้นตัว

สำนักออสเตรียมองว่าการปั๊มเงินเข้าสู่ระบบ คือ การชุบชีวิตคนตายให้กลับกลายมาเป็นผีดิบคืนชีพ ทั้ง zombie bank, zombie firms และ zombie household หนี้ภาคเอกชนจะกลายเป็นตัวบั่นทอนภาวะเศรษฐกิจ การขาดดุลงบประมาณภาครัฐก็จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องบั่นทอนการเติบโตขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐมี ๒ ทางให้เลือกเดิน คือ ผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ก็พิมพ์เงินเพิ่มเข้าสู่ระบบเพื่อซื้อหนี้ที่ครบกำหนดชำระ แล้วก็มานั่งเผชิญหน้ากับฝันร้ายจากเงินเฟ้อสูง

สำนักออสเตรียเห็นว่าเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ หากรัฐกำกับดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด ภาวะเศรษฐกิจก็จะยิ่งย่ำแย่ลงไปจากเดิม นวัตกรรมใหม่อย่างการประกันเงินฝาก การทำตนเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้กับสถาบันการเงินไม่ได้ช่วยให้ธนาคารรอดพ้นจากหายนะได้ เหมือนกับการรัดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถด้วยความเร็วสูง โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามความเร็ว แต่โอกาสเสียชีวิตจะลดต่ำลง ธนาคารเองก็รู้ทันว่ารัฐจะต้องออกมาสวมบทที่พึ่งสุดท้ายอย่างแน่นอน ดังนั้น ธนาคารก็จะยังคงเดินหน้าเพิ่มความเสี่ยงในดำเนินธุรกิจต่อไปเพื่อให้ได้ผลกำไรเพิ่มมากขึ้นเพราะธนาคารมั่นใจว่าท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลต้องโดดเข้ามาอุ้มแบงค์ คุ้มครองเงินฝากอย่างแน่นอน

ดังนั้น วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรีนสแปนก็ใส่เงินเพิ่มเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องไม่แพ้กัน ปริมาณเงินยิ่งมาก ตลาดเงินก็ยิ่งโต ปริมาณหนี้ก็ยิ่งเพิ่ม ฟองสบู่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แรงอัดในลูกโป่งก็เพิ่มขึ้นตาม ระบบเศรษฐกิจพังเมื่อไหร่ ปัญหายิ่งหนัก ผลลัพธ์ ผลร้ายยิ่งใหญ่โตตามไปด้วย

สำนักออสเตรียจึงมองว่าโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับระบบการเงินมีแต่จะเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ รอแค่ว่าจะแสดงอาการออกมาเมื่อไหร่เท่านั้น ยิ่งรัฐบาลขาดดุลงบประมาณมากเท่าไหร่ หนี้สาธารณะก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ระบบเศรษฐกิจก็จะยิ่งไร้เสถียรภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจที่ดูเหมือนว่าจะฟื้นตัวก็จะพังครืนลงมาในทันที ปริมาณเงินมากมายที่ใส่เข้ามาจนล้นระบบ เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง เมือ่ถึงจุดๆหนึ่งระบบเศรษฐกิจก็จะไปต่อไม่ไหว เริ่มออกอาการหยุดนิ่ง ชะงักงัน สิ่งที่ภาครัฐกำลังทำก็แค่ยื้อ ซื้อเวลา รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายให้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาเชื้อชั่วก็จะสำแดงเดชให้ประจักษ์ เมื่อเกิดวิกฤติการเงินขึ้น รัฐก็ต้องใส่เงินเข้ามาช่วยเหลือสถาบันการเงินอีก

Schumpeter เชื่อว่าทางแก้คือต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาแทนที่เทคโนโลยีเดิม อาศัยเทคโนโลยีใหม่ทำให้วัฏจักรเศรษฐกิจสุดรอบ แล้วเคลื่อนย้ายตัวเองไปสู่วัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ ด้วยการลงทุนผลิตสินค้าด้วยเทคโนโลยีใหม่ แล้วเลิกใช้สินค้าจากเทคโนโลยีเก่า การลงทุน การผลิต และการบริโภคก็จะค่อยๆฟื้นตัว ต้นทุนการผลิตสินค้าจากเทคโนโลยีใหม่ก็จะค่อยๆลดลง เศรษฐกิจก็จะกลับมาเติบโตขยายตัวได้อีกครั้ง นี่คือการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์(creative destruction) ไม่ใช่การชุบชีวิตคนตายให้กลายเป็นผีดิบคืนชีพ(zombie)

ค.ศ. ๑๙๙๔ P&G ขาดทุนจากการเก็งกำไรอัตราดอกเบี้ย ๑๕๗ ล้านดอลลาร์

    ค.ศ. ๑๙๙๖ FED เพิ่มเพดานกำไรจากการลงทุนในหลักทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์มาอยู่ที่ร้อยละ ๒๕

ค.ศ. ๑๙๙๗ – ๑๙๙๘ ผลจากการเปิดเสรีทางการเงินทำให้เงินทุนมหาศาลเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีเข้ามายังไทย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และมาเลเซีย เมื่อฟองสบู่ขยายตัวถึงขีดสุดก็แตกระเบิด เกิด “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ขึ้น

ค.ศ. ๑๙๙๙ เกิดวิกฤติหนี้สาธารณะกับเอกวาดอร์และปากีสถาน

Universal Bank ที่เคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง เป็นต้นเหตุให้เกิด the Great Depression เมื่อค.ศ. ๑๙๒๙ กลับฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง สภาคองเกรสออกกฎหมาย The Glass – Steagall Act ตามที่ Phil Gramm และ Jim Leach จากพรรคริพับลิกันเสนอ เพื่อให้กำเนิด financial supermarket – one stop money shop ขึ้น เปิดทางให้ธนาคารสามารถให้บริการทางการเงินได้อย่างหลากหลายในที่เดียวกัน ทั้งฝาก-ถอน-ปล่อยกู้ ให้คำแนะนำทางการเงิน ซื้อขายหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการกองทุน ธุรกิจประกัน โดยมีผู้คัดค้านกฎหมายนี้เพียง ๗ คน Byron Dorgan ตั้งข้อสังเกตว่า “กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีคือผู้จ่ายเงินตัวจริงเพื่อช่วยเหลือธนาคาร อุ้มแบงค์เอาไว้ไม่ให้ล้ม(This bill will in my judgement raise the likelihood of future massive tax payer bailouts.)”

(เกร็ง)กำไรสูงสุด

สหัสวรรษใหม่

เมื่อโลกเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ธุรกิจทั่วโลกสนุกสนานไปกับการไล่ซื้อธุรกิจเพื่อควบรวมกิจการ(M&A : Merger and Acquisitor) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การควบรวมกิจการกันระหว่าง Time Warner และ AOL เรียกเสียงฮือฮาได้ทั่วโลก เศรษฐกิจโลกเติบโตขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันก็ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ OPEC มีความสุขเป็นอย่างมาก OPEC จึงตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะพยายามรักษาระดับราคาน้ำมันเอาไว้ให้อยู่ในระดับ ๑๐๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรลให้ได้

ค.ศ. ๒๐๐๐ ยูเครนเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ

ค.ศ. ๒๐๐๑ Jim O”Neill นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs แนะนำว่าประเทศกลุ่ม BRIC มีอัตราการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น่าตื่นตาตื่นใจ น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเงินลงทุนมากมายมหาศาลต่างหลั่งไหลเข้าไปลงทุนประเทศกลุ่ม BRIC ในขณะที่อาร์เจนตินากลับต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจกันอีกครั้ง

ค.ศ. ๒๐๐๒ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในลาตินอเมริกา เริ่มจากอาร์เจนตินาแล้วลุกลามต่อไปยังอุรุกวัยและบราซิล

๑๖ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๓ จอร์จ ดับเบิล ยู บุช ประกาศว่า “ข้าพเจ้าอยากให้คนอเมริกันมีบ้านเป็นของตนเองมากขึ้น นี่คือผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา เมื่อคุณมีบ้านเป็นของตัวเอง คุณก็จะบรรลุถึงสิ่งที่เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่เป็นอนาคตของสหรัฐอเมริกา”

ตลาดที่พักอาศัยจึงเฟื่องฟู เงินอัดฉีดจำนวนมหาศาลขับเคลื่อนให้ตลาดที่พักอาศัยเติบโตขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ราคาบ้านในอเมริกาพุ่งทะยานขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของคนอเมริกัน “กำลังซื้อในตลาด” ยังคงทรงตัว ธนาคารและนายหน้าซื้อขายบ้านพักอาศัยปล่อยกู้ให้กับผู้ซื้อบ้านใหม่อย่างเมามัน มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินมาซื้อบ้านได้ แล้วภาคครัวเรือนก็ก่อหนี้เพิ่มขึ้นโดยใช้บ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน บุชได้คะแนนนิยมจากการดำเนินนโยบายนี้อย่างท่วมท้น

ตราบใดที่ราคาบ้านยังคงพุ่งทะยาน ตราบนั้นหนี้ที่กำลังพอกพูนเป็นดินพอกหางหมูอยู่นั้นย่อมไม่เป็นปัญหา คนอเมริกันเริ่มเก็งกำไรราคาบ้านด้วยการซื้อบ้านหลังที่ ๒ เอาไว้ให้เช่าหรือไม่ก็ไว้รอปล่อยขายกำไรในภายหลัง เงินออมของคนอเมริกันค่อยๆลดต่ำลงจนเกือบจะแตะร้อยละ ๐ ลางร้ายเริ่มก่อตัวและเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา

ค.ศ. ๒๐๐๔ China Aviation Oil (Singapore) ขาดทุนจากการซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ๕๕๐ ล้านดอลลาร์

ค.ศ. ๒๐๐๕  Greenspan ออกมาสนับสนุน subprime mortgage ว่าเป็นนวัตกรรมทางสินเชื่อที่ควรได้รับการสนับสนุน

การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกาเกิดจากการก่อหนี้ คนอเมริกันกู้หนี้ยืมสินมากินมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย ก่อหนี้เพื่อ (๑) สนองตัณหา ความต้องการทะยานอยาก “วัตถุนิยม-บริโภคนิยม”ของตนเอง  (๒) เก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆทั้งหุ้น ตราสารทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ เสถียรภาพ ความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจลดลงเรื่อยๆ ราคาสินค้า/สินทรัพย์พุ่งทะยานอย่างแรง รอเวลาฟองสบู่แตก สินค้าราคาตกเมื่อไหร่กติการะบุเอาไว้ว่าให้เจ้าหนี้เรียกหลักทรัพย์ค่ำประกันจากลูกหนี้เพิ่มเติม(margin call) ถ้าลูกหนี้หาเงินมาวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติมให้กับสถาบันการเงินไม่ได้เมื่อไหร่ หายนะมาเยือนเมื่อนั้น

Big 5 ซึ่งประกอบด้วย Goldman Sachs, Morgan Stanley, Merrill Lynch, Lehman Brothers และ Bear Stearns จ่ายโบนัสรวม ๒.๕ หมื่นล้านดอลลาร์ ปี ๒๐๐๖ จ่ายโบนัสรวม ๓.๖ หมื่นล้านดอลลาร์ ปี ๒๐๐๗ จ่ายโบนัสรวม ๓.๘ หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับ ๑๐ – ๑๒ เท่าของฐานเงินเดือน โดยอ้างอิงตามผลประกอบการระยะสั้นของสถาบันการเงินแบบปีต่อปี

Ravi Batra นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “Greenspan”s Fraud” อธิบายว่าสิ่งที่พ่อมดกรีนสแปนทำนั้นผิดพลาดอย่างไร ฟองสบู่ในตลาดหลักทรัพย์เกิดขึ้นและแตกระเบิดได้อย่างไร การลดดอกเบี้ยจะส่งผลต่อมาตรฐานการดำรงชีวิตของคนในสังคมอเมริกันอย่างไรบ้าง ค่าจ้างขั้นต่ำกับการว่างงานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร และตบท้ายด้วยข้อเสนอให้มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของอเมริกา

ค.ศ. ๒๐๐๕ Lin Qibing สูญเงินไปหลายร้อยล้านดอลลาร์จากการซื้อขาย copper futures

ค.ศ. ๒๐๐๖ ธุรกิจสินเชื่อในอเมริกาพัฒนาไปอีกขั้น สหรัฐอเมริกาในยุคนินจา (NINJAs : No Income, No Jobs, or Assets)นั้นเขาไม่สนใจกันแล้วว่าคุณจะเป็นใคร ประกอบอาชีพการงานอะไร มีรายได้มากน้อยแค่ไหน สถาบันการเงินทุกแห่งพร้อมปล่อยกู้ให้กับคนอเมริกันทุกคน ผลก็คือราคาบ้านในสหรัฐอเมริกาเริ่มตกต่ำลง ผู้กู้หยุดชำระคืนเงินกู้ซื้อบ้านของตนเองที่ตนเองขอกู้จากธนาคาร

๙ มกราคม ค.ศ. ๒๐๐๗ (พ.ศ. ๒๕๕๐) Steve Jobs เปิดตัว iPhone ให้โลกตะลึง แม้ราคาของผลิตภัณฑ์ Apple จะสูงลิบลิ่วแต่ใครต่อใครต่างก็ใฝ่ฝัน ปรารถนาจะมี iPhone iPad ไว้ในครอบครอง Apple ทำกำไรได้อย่างมากมายมหาศาลและกลายเป็นธุรกิจต้นแบบที่ใครต่อใครพยายามลอกเลียนแบบ มีนวัตกรรมเป็นจุดขาย สร้างสุดยอดนวัตกรรมที่ใครต่อใครใฝ่ฝันอยากครอบครอง เป็นเจ้าของ

Porche มีรายได้มหาศาลจากการซื้อขายหุ้นและตราสารอนุพันธ์ สวนทางกับยอดขายรถยนต์ที่ลดลงไปจากเดิมถึงร้อยละ ๓๐ “Dr.Doom” Nouriel Roubini และอีกหลายคนออกมาส่งเสียงเตือนให้ระวังเศรษฐกิจจะพัง ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังจะแตก น้อยคนนักที่จะเชื่อ

กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๒๐๐๗ Ravi Batra ตีพิมพ์ The New Golden Age เพื่ออธิบายให้โลกรู้ว่าความยากจนส่งผลต่อความปั่นป่วนของระบบเศรษฐกิจได้อย่างไร ฟองสบู่คู่แฝดเกิดขึ้นทั้งในตลาดน้ำมันและบ้านพักอาศัย วัฎจักรสังคมจะขับเคลื่อนสังคมอเมริกันและโลกอาหรับไปสู่จุดไหน ตะวันตกกับตะวันออกกลางขัดแย้งกันได้อย่างไร และการปฏิรูปการเมืองเพื่อสร้างประชาธิปไตย แก้ปัญหาความยากจน

ค.ศ. ๒๐๐๗ – ๒๐๐๘ bye bye Lehman แล้วหายนะก็มาเยือน ฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็แตกจริงดั่งที่ Dr.Doom และใครต่อใครอีกหลายคนตักเตือนเอาไว้ ยักษ์ล้มกันเป็นทิวแถวทั้ง Merrill Lynch, Bank of America, Lehman Brothers, Bear Stearns, Fannie Mae, Freddie Mac เป็นต้น ที่เหลือไม่ว่าจะเป็น AIG Citibank ก็แทบปางตาย ความเสียหายจากตลาด Subprime/mortgages-back/CDOs ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไป ตลาดแรงงาน การบริโภคล้วนหดตัว

ทศวรรษที่ ๑๙๘๐ – ๑๙๙๐ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นหลายครั้ง ในหลายประเทศ ทั่วโลก ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศนำแนวคิดของทั้ง ๒ สำนักมาใช้ร่วมกันอย่างได้ผล

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ พ่อมดกรีนสแปนยังคงใช้สูตรเดิมในการแก้ไขปัญหา คือ เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐตามคำสอนของสำนักเคนส์ ผ่อนคลายมาตรการกำกับดูแลตลาดเงิน-ตลาดทุนและเพิ่มปริมาณเงินตามคำสอนของสำนักการเงิน ผสานกัน เพื่อสร้างฟองสบู่ลูกใหม่ขึ้นมาแทนฟองสบู่ลูกเดิมที่แตกระเบิดไป โดยปฏิเสธที่จะทำตามกระแสเรียกร้องให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลตลาดเงิน-ตลาดทุน เพราะนั่นหมายถึงการสร้างอุปสรรคขึ้นมาขัดขวางการเกิดขึ้นของฟองสบู่ลูกใหม่ที่กรีนสแปนต้องการให้เกิดขึ้นเพื่อมาทดแทนฟองสบู่ลูกเดิมที่แตกระเบิดไป

กรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ สภาคองเกรสอนุมัติแผนฟื้นฟูสินทรัพย์เสี่ยง (TARP : the Trouble Asset Relief Program)มูลค่า ๗ แสนล้านดอลลาร์ ก้อนแรกรัฐบาลนำเงินไปซื้อหนี้เสีย เงินก้อนที่ ๒ ประมาณ ๘ หมื่นล้านดอลลาร์นำไปอุ้ม GM และ Chrysler เงินก้อนสุดท้ายประมาณ ๓.๔ แสนล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้เพื่อซื้อหุ้น อุ้มสถาบันการเงินราว ๗๐๐ แห่งที่กำลังร่อแร่ปางตาย ๗๐๐ แห่ง แต่เงินช่วยเหลือที่ Citi BoA AIG JPMorgan GoldmanSachs และสถาบันการเงินอื่นๆได้รับจากรัฐบาลนั้น ธนาคารไม่ได้นำเงินไปปล่อยสินเชื่อเพื่อฟื้นเศรษฐกิจและการลงทุนแต่อย่างใด เงินส่วนใหญ่ถูกขนออกไปต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรในตลาดเกิดใหม่ แบงค์ฟื้นแต่เศรษฐกิจไม่ฟื้น เพราะราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง และการเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆทำให้สินค้าทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป สวนทางกับตำแหน่งงาน รายได้ “กำลังซื้อ”ที่ยังคงทรงๆทรุดๆ

แม้กรีนสแปนจะก้าวลงจากเก้าอี้ประธานเฟดไปแล้ว เบน เบอร์นันเก ประธานเฟดคนต่อมาก็ยังคงเดินหน้าทำ QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐศาสตร์กันต่อไป หนี้สาธารณะของอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวเลขการว่างงานยังคงทรงๆตัว ไม่อาจสลัดหลุดพ้นภาวะหยุดนิ่งชะงักงันได้

๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ อลัน กรีปสแปน อดีตประธาน FED ยอมรับว่ามาตการกระตุ้นเศรษฐกิจของตนเองนั้นผิดพลาดบางส่วน

Greenspan-Obama-Recession

ค.ศ. ๒๐๐๘ หลายบริษัทในจีน เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และละตินอเมริกาขาดทุนอย่างหนักจากอัตราแลกเปลี่ยน

ค.ศ. ๒๐๑๐ “Dr.Doom” Nouriel Roubini และ Stephen Mihm ตีพิมพ์ Crisis Economics เพื่ออธิบายว่าวิชาเศรษฐศาสตร์กำลังเผชิญภาวะวิกฤติ แฟชั่น “เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ, ลดภาษี” ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกนำมาใช้นั้นจะส่งผลดีร้ายอย่างไร

Boom and Burst ... Maximun Profit with Low Income

ลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง

Minsky Moment

Hyman Philip Minsky (๒๓ กันยายน ค.ศ. ๑๙๑๙ – ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๙๖)เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เกิดใน Chicago Illinois ครอบครัวอพยพมาจาก Belarus โดยมีพ่อ คือ Sam Minsky เป็นชาวยิว ส่วน Dora Zakon ผู้เป็นแม่นั้นเป็นชาวเบลารุส

Minsky สอนวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Washington University ใน St. Louis และ the Levy Economics Institute of Bard College

จากการศึกษาวิกฤติที่เกิดขึ้นในตลาดเงิน Minsky พบว่าในช่วงที่ตลาดเงินอยู่ในภาวะปกตินั้นจะมีฟองสบู่จากการลงทุนเกิดขึ้นในตลาดเงิน ฟองสบู่นั้นส่งผลดีต่อตลาดเงินในขณะนั้น จากนั้นภาคธุรกิจก็จะเริ่มมือเติบ ก่อหนี้ขึ้นเพื่อเสริมสภาพคล่อง ขยายธุรกิจ ขยายการลงทุน เมื่อฟองสบู่ขยายตัวเข้าสู่ตลาดสินเชื่อ ระบบเศรษฐกิจก็เติบโตขยายตัวได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ภาคธุรกิจเริ่มก่อหนี้ “ลงทุน” เกินตัว หนี้สินพอกพูนเพิ่มขึ้นแต่รายรับไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ภาระหนี้หนักหนาสาหัสเกินกว่าที่ธุรกิจจะแบกรับต่อไปได้ ส่งผลให้งบดุลของธนาคารเองก็เริ่มมีปัญหาจึงต้องกำหนดเงื่อนไขการปล่อยกู้ให้เคร่งครัดมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็เพิ่มสูงขึ้น ในทีสุด ภาคธุรกิจก็แบกรับภาระหนี้ต่อไปไม่ไหว แล้วปัญหาก็ลุกลามต่อไปยังภาคส่วนอื่นๆของระบบเศรษฐกิจ

ภาวะความเป็นไปของระบบการเงินที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆจากเสถียรภาพสู่การล่มสลาย แล้วตามมาด้วยภาวะวิกฤตินี้ เรียกกันติดปาก “Minsky moment“หรือ “the booms and busts” แต่แนวคิดของ Minsky กลับไม่ได้รับการต้อนรับมากนักจากบรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่กำหนดนโยบายให้กับบรรดาธนาคารกลางทั้งหลายจนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นใน ค.ศ. ๒๐๐๗ – ๒๐๑๐ บรรดานักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงเริ่มหันมาเหลียวมุมมอง ความคิดของ Minsky กันบ้าง ธนาคารกลางจึงเริ่มผนวกรวมปัจจัยที่ Minsky บ่งชี้เอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของธนาคารกลาง

Minsky เห็นว่ากุญแจดอกสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนกลไกให้ระบบเศรษฐกิจก้าวเดินไปสู่ภาวะวิกฤติคือปริมาณหนี้ “สินเชื่อ” ของภาคเอกชน (the accumulation of debt by the non-government sector) Minsky แบ่งลูกหนี้ออกเป็น ๓ ประเภท คือ hedge borrowers, speculative borrowers, และ Ponzi borrowers

(๑) hedge borrower คือ ลูกหนี้ที่มีรายได้มากพอที่จะจ่ายคืนเงินกู้ให้กับเจ้าหนี้ได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย (interest and principal)

(๒) speculative borrower คือ ลูกหนี้ที่มีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเจ้าหนี้ด้จากนั้นเมื่อครบกำหนดชำระคืนเงินต้นก็อาศัยการ roll over หนี้เก่าด้วยการก่อหนี้ใหม่มาโปะหนี้ก่อนเดิม

(๓) Ponzi borrower คือ ลูกหนี้ที่มีสินทรัพย์มาวางค้ำประกันเงินกู้ให้เจ้าหนี้อุ่นใจ แต่ไม่มีรายได้มากพอที่จะจ่ายให้กับเจ้าหนี้แม้กระทั่งดอกเบี้ยเงินกู้ ได้แต่รอเวลาให้เจ้าหนี้มายึดหลักทรัพย์ค้ำประกันไปขายทอดตลาดจึงจะล้างหนี้ที่ก่อเอาไว้ได้

Ponzi borrower คือ เครื่องบ่งชี้ให้เห็นถึงภาวะฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจว่ามีมากน้อยเพียงใด เมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาหลักทรัพย์ค้ำประกันหยุดนิ่ง ไม่ไปต่อ ปัญหาก็จะเริ่มแดงขึ้น เพราะดอกเบี้ยมันวิ่งอยู่ตลอดเวลา หนี้จึงยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป ไม่ได้หยุดชะงักตามราคาหลักทรัพย์ค้ำประกัน เมื่อหนี้ท่วมหัว สูงกว่าราคาหลักทรัพย์ค้ำประกันก็จะเกิดปัญหาขึ้นในทันที แล้วลามต่อไปยัง speculative borrower เพราะไม่สามารถรีไฟแนนซ์ (roll over) ได้อีกแล้ว จากนั้นปัญหาก็ลุกลามบานปลายต่อไปเรื่อยๆ แม้แต่ hedge borrowers ก็เริ่มมีปัญหา จากที่เคยมีรายได้เพียงพอจ่ายคืนเงินกู้ทั้งต้นทั้งดอก ก็กลายเป็นว่ามีรายได้เพียงพอแค่จ่ายเงินตัดดอกเท่านั้น หากปัญหายังคงลุกลามบานปลายต่อไป แม้แต่ลูกหนี้ที่เคยเป็น hedge borrowers ก็จะไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาเงินมาจ่ายตัดดอกให้กับเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ต้องแทงหนี้สูญกันเป็นว่าเล่น งบดุลของเจ้าหนี้ก็จะมีปัญหา จากนั้นเจ้าหนี้ก็จะกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายรายต่อไป ดังที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วกับวิกฤติ subprime mortgage – backed

ลูกหนี้กลุ่มใดจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงขณะ ถ้าเศรษฐกิจดี รายได้เติบโตดีกว่ารายจ่าย ลูกหนี้ส่วนใหญ่ก็สามารถจ่ายคืนเงินกู้ได้ทั้งต้นและดอก ถ้ารายได้กับรายจ่ายพอๆกัน ลูกหนี้ส่วนใหญ่ก็ทำได้แค่หาเงินมาตัดดอกเบี้ยเงินกู้เท่านั้น แต่ถ้ารายได้โตไม่ทันรายจ่าย ก็ถึงคราวนี้ลูกหนี้ส่วนใหญ่จะต้องหมุนหนี้กันหัวปั่น กู้เงินจากเจ้าหนี้รายหนึ่งมาโป๊ะดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเจ้าหนี้อีกรายหนึ่ง เงินช็อตเมื่อไหร่ก็ขายทรัพย์สินสิ่งมีค่ามาล้างหนี้บ้าง ซื้ออยู่ซื้อกินบ้าง ราคาสินทรัพย์ก็จะลดต่ำลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็กอดคอกันเจ็บตัวทั้งตลาด

เมื่อตลาดสินเชื่อตึงตัว ภาคธุรกิจและภาคเอกชนต่างก็ออกอาการหน้ามืด แทบขาดอากาศหายใจเพราะขาดสภาพคล่อง ภาคธุรกิจและภาคประชาชนจึงจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ออกไปบางส่วน เพื่อให้ได้เงินสดมาเสริมสภาพคล่อง ตลาดจึงเป็นของผู้ซื้อ แม้ผู้ซื้อจะกดราคารับซื้อไว้ต่ำเพียงใด เมื่อเข้าตาจนหมดหนทางอื่นให้เลือกเดินก็จำเป็นต้องตัดใจขาย ราคาสินทรัพย์ก็ปรับลดลงไปเรื่อยๆ (สถาบันการเงินก็ส่งจดหมายมาแจ้งให้หาหลักทรัพย์มาค้ำประกันเงินกู้เพิ่ม ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งไปอีก) กำลังซื้อในตลาดจึงลดต่ำลงไปเรื่อยๆ (สินค้าที่ผลิตไว้แล้วก็ ล้นเต็มโกดังเพราะขายไม่ออก) ต้องยอมตัดใจขายลด ขายเลหลังกันไป (เมื่อคำสั่งซื้อสินค้าไม่มี/ลดต่ำลง โรงงานก็ต้องลดกำลังการผลิตลง ชั่วโมงการทำงานของแรงงานก็ต้องถูกปรับลดลงตามไปด้วยอีก คนงานบางส่วนก็ถูกปลดออกจากงาน)

Irving Fisher ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อราคาสินคาลดลงเร็วกว่าหนี้สิน หนี้ส่วนบุคคลก็จะเพิ่มสูงขึ้นเพราะคนไม่มีเงินมาใช้หนี้เนื่องจากมีรายได้ลดลง ขณะที่หนี้เงินกู้ซื้อบ้านยังคงเดิม ดังนั้น เศรษฐกิจจึงเข้าสู่ภาวะถดถอย จนกระทั่งลูกหนี้ไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้ได้อีกต่อไป การผิดนัดชำระหนี้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อสภาพคล่องของสถาบันการเงิน เศรษฐกิจถดถอยก็จะกลายเป็นเศรษฐกิจตกต่ำแทน แบบที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๙๒๙ – มีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ ที่ราคาสินทรัพย์ลดลงจากเดิมร้อยละ ๒๐ แต่ส่งผลให้ยอดหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ ๔๐

Fisher เห็นว่า FED ต้องก้าวเข้ามาเล่นบท ที่พึ่งสุดท้าย – lender of the last resort เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงิน ผู้ประกอบกิจการ และประชาชน และหากจำเป็น รัฐบาลก็ต้องปั๊มเงินเขาสู่ระบบด้วย (government should pursue “reflation”, reviving the economy by flooding it with easy money.)

“การกระทำความชั่ว … ถ้ามนุษย์พึงปรารถนาใช้สติและปัญญาเที่ยวสร้างสรรค์แต่ความชั่วร้ายป่าเถื่อน … อันประกอบตนเองลดฐานะของจิตใจให้ตกอยู่กับฝ่ายชั่วร้าย ก็มีแต่เที่ยวเบียดเบียน บั่นทอนผู้อื่นให้ได้ความทุกข์เดือดร้อน ออกเกะกะระราน เที่ยวฆ่า ปล้น ชิงทรัพย์ ทำลายล้างให้ตนเองและวงศาคณาญาติ ลุกลามไปในชุมชนน้อยใหญ่ ก็จะมีแต่ก่อเวรภัย หาความสุขมิได้

ยิ่งมนุษย์นำสติปัญญาที่มัวเมาไปด้วยความชั่วและสิ่งเลวร้าย มีนายคือจอมกิเลสคอยบงการ ก็เอาสติปัญญานั้นแหละเที่ยวค้นคิดสร้างอาวุธยุทธนา แล้วนำมารบราฆ่าฟันกันตาย ทำลายชีวิตและสมบัติซึ่งกันและกัน ทำลายล้างแม้ประเทศชาติบ้านเมืองให้ฉิบหาย ล่มจม ล้างผลาญแม้กระทั่งสมณะเณรชีให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างที่เราท่านทั้งหลายมองเห็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อยังไม่ตายหายจาก วิบากของความชั่วเลวร้ายนั้น ก็คอยไล่ล้างผลาญตนเองให้เที่ยวหนีซุกซ่อน เหมือนสัตว์ที่ถูกน้ำร้อน เลยหาความสุขมิได้ เป็นนรกบนดิน ด้วยเหตุฉะนี้”

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ วัดประสิทธิธรรม อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๔, หน้า ๔๙๘,  รศ.ดร.ปฐม-รศ.ภัทรา นิมานนท์, พิพม์ครั้งที่ ๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๗.

ทุนนิยมล่มสลาย ???

ค.ศ. ๒๐๑๑ Arab Spring เริ่มต้นขึ้นและขยายตัวออกไปเป็นวงกว้าง ขณะที่ค่านิยม selfie อัพรูปถ่ายตัวเองขึ้น facebook ก็นำมาซึ่งค่านิยมหลงตัวเองของคนเมือง คนกรุง  เมื่อนักธุรกิจการเมืองใช้นโยบายประชานิยมอย่างสุดโต่ง ส่งผลให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปอย่างมากมายมหาศาลเพื่ออุ้มภาคเกษตรโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจากนักวิชาการ คนเมือง คนกรุง ว่าต้องหยุด หายนะรออยู่ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาคเมืองกับภาคชนบทจึงเกิดขึ้น

Satayajit Das ตีพิมพ์ Extreme Money เพื่ออธิบายให้โลกเข้าใจถึงพฤติกรรมความโลภ กล้าได้กล้าเสีย กล้าเล่นกับไฟ “ก่อหนี้มาเล่นพนัน” เพื่อแสวงกำไรสูงสุดของบรรดาพ่อมดการเงินทั้งหลายว่าเป็นอย่างไร

ค.ศ. ๒๐๑๒ Joseph E. Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ตีพิมพ์ The Price of Inequality เพื่อชี้ให้โลกรู้ซึ้งถึงพิษภัยของความโลภที่นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ “รวยกระจุกจนกระจาย” ว่าคนร้อยละ ๑ ของสังคมอเมริกันนั้นใช้อำนาจรัฐอย่างฉ้อฉลเพื่อเพิ่มความร่ำรวยให้กับตัวเองแล้วผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร

ค.ศ. ๒๐๑๓ Apple มีต้นทุนในการขายสินค้าอยู่ที่ ๑.๐๖ แสนล้านดอลลาร์ สามารถทำรายได้เข้าบริษัทได้มากถึง ๑.๗ แสนล้านดอลลาร์ สร้างผลกำไรขั้นต้นให้กับ Apple ได้ ๖.๔ หมื่นล้านดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนเงินลงทุนอยู่ที่ร้อยละ ๖๐.๓๒ เบ็ดเสร็จแล้ว Apple มีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ ๓.๗ หมื่นล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ ๓๔.๗ ของต้นทุนขาย

กำไรมหาศาลจากการเป็นตราสินค้าอันดับ ๑ ของโลก มี iPhone, iPad เป็นสินค้าที่ใครต่อใครต่างใฝ่ฝัน ปรารถนาที่จะได้มาครอบครองนั้น Apple ต้องแลกมาด้วยการทุ่มทุนถึง ๑ ใน ๓ ของต้นทุนบริหาร หมดเงินไปกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ราวๆ ๔ .๔๗๕ พันล้านดอลลาร์ ที่เหลืออีก ๑.๐๘ ล้านดอลลาร์หรือ ๒ ใน ๓ จึงเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารทั่วไป

เมื่อคนทั่วโลกต่างมุ่งแสวงหากำไรสูงสุด ความโลภ การแสวงกำไรสูงสุดก็แพร่ระบาดไปทั่วโลก ผู้ประกอบการในไทยเองก็ไม่น้อยหน้า ธุรกิจข้ามชาติแห่งหนึ่งซึ่งเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในไทยและนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แจ้งกำไรขั้นต้นไว้ในรายงานประจำปี ๒๐๑๓ ว่าบริษัทมีรายได้จากการขายสินค้า ๑.๒ หมื่นล้านบาท มีต้นทุนขาย ๘.๒ พันล้านบาท ต้นทุนบริหาร ๓.๕ พันล้านบาท เบ็ดเสร็จแล้ว บริษัทที่ขายอาหารเลิศหรูราคาแพง กินทีต้องรูดบัตรเครดิตบ้าง ควักแบงค์ ๕๐๐ แบงค์ ๑๐๐๐ ออกมาจ่ายบ้าง ต้นทุน ๑ หมื่นล้านบาทที่บริษัทจ่ายออกไปกลับทำกำไรให้บริษัทได้เพียง ๕๑๒ ล้านบาท ขณะที่บริษัทอีกแห่งหนึ่งซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เช่นกันแจ้งว่าบริษัทได้กำไรขั้นต้นจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มร้อยละ ๕๖ ??? (McDonald กำไรร้อยละ ๓๐, KFC กำไรร้อยละ ๒๐)

   เมื่อกำไรสูงสุดกลายเป็นสุดยอดปรารถนาของผู้คนในสังคม ผู้ประกอบการรายใหญ่ “PLC – Elite ชนชั้นนำทางสังคม” จึงแสวงกำไรสูงสุดด้วยการมีสวนร่วมในการกำหนดนโยบายรัฐบ้าง ทำธุรกิจการเมืองบ้าง ฯลฯ

คนเมือง-คนกรุง มนุษย์เงินเดือน ก็ไม่น้อยหน้า ต่างมุ่งหน้าเข้าหาตลาดหุ้น นำเงินไปลงทุนในตลาดเงิน-ตลาดทุน อยากประสบความสำเร็จในชีวิตเหมือน Jack Welch, Steve Jobs, Warrent Buffet, George Soros อยากได้ iPhone รุ่นใหม่ไว้ในครอบครอง

เกษตรกร/ชาวบ้านก็ถูกดึงเข้ามาร่วมในเกมแสวงกำไรสูงสุดด้วยเช่นกัน นโยบายประชานิยมทำให้เกษตรกรมุ่งหวังรายได้ก้อนโตจากการขายข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ผ่านโครงการจำนำ/ประกันราคาสินค้าเกษตร ดังนั้น ภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง(hyper inflation)ที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ตราบใดที่รายได้ยังเติบโตทันรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกก็ยังขยายตัวต่อไปได้ ขาดนิดขาดหน่อยก็อาศัยกู้หนี้ยืมสินเขามาใช้แก้ขัดไปก่อน ถึงเวลาก็หาเงินมาหมุนใช้หนี้กันไป หมุนเงินไปหมุนเงินมาก็กลายเป็นว่าต้องหมุนหนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่า ตราบใดที่สถาบันการเงินยังมุ่งขยายฐานลูกค้า ตราบนั้นก็ก่อหนี้บัตรเครดิตเพิ่มได้เรื่อยๆ ใบนี้เต็มก็เปลี่ยนไปใช้อีกใบหนึ่ง แล้วแต่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นจะมีมากน้อยเพียงใด

ค.ศ. ๒๐๑๔ ราคาสินค้าส่วนใหญ่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงเพราะต้นทุนด้านพลังงาน “น้ำมัน/ไฟฟ้า/แก๊ส” ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่รายได้ของเกษตรกร ชาวบ้าน คนทำมาหาเช้ากินค่ำลดต่ำลงสวนทางกับตัวเลขจีดีพีและกำไรของบริษัทมหาชน เพราะฟองสบู่สินค้าเกษตรนั้นแตกไปแล้ว เรียบร้อยโรงเรียนจำนำข้าว-จัดระเบียบการทำมาหากินของคนทำมาหาเช้ากินค่ำ ขณะที่ภาครัฐก็ยังคงท่องคาถากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จายและการลงทุนภาครัฐ ทั้งๆที่อัตราการว่างงานต่ำกว่าร้อยละ ๑ เกิดภาวะแรงงานตึงตัว คนตกงานส่วนใหญ่คือคนจบปริญญาตรี เพราะตลาดต้องการแรงงานที่จบวุฒิปวช. ปวส.มาคุม/ซ่อมเครื่องจักรมากกว่าที่จะต้องการคนจบปริญญาตรีมานั่งเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ กำลังซื้อที่หดหายไปนั้นเนื่องจากเกษตรกรมีรายได้ลดลง

Boom and Burst ... Thailand Economic Stagnant

หุบเหวแห่งหายนะ

วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น เมื่อภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการเงิน การคลัง ระบบเศรษฐกิจก็กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ปริมาณเงินในระบบเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะถึงแม้ว่าราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่เมื่อตลาดแรงงานฟื้นตัว ประชาชนก็กลับมามีรายได้อีกครั้งหนึ่ง กำลังซื้อก็กลับมา และเมื่อรายได้ของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น อำนาจซื้อ ความสามารถที่จะบริโภคก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เศรษฐกิจจึงเติบโตขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการสะดุดขาตนเองล้มบ้างเป็นระยะๆก็ตามที

แต่เมื่อผู้มีอำนาจตัดสินใจหลงผิดคิดว่า “ลดภาษี เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ” เป็นสูตรสำเร็จที่ใช้ได้ผลอย่างแน่นอน ภาครัฐจึงเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว เน้นปริมาณแต่ไม่เน้นคุณภาพ easy money ที่ภาครัฐใส่เข้ามาจึงเป็นเงินที่ได้มาง่ายๆ ปราศจากเงื่อนไขว่าจะต้องนำไปใช้จ่ายอย่างไร เงินช่วยเหลือที่ภาครัฐกู้หนี้ยืมสินมาช่วยอุ้มภาคธุรกิจ สถาบันการเงินจึงไม่ได้ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แรงงาน กำลังซื้อ อำนาจซื้อ ความสามารถในการบริโภคของประชาชนจึงไม่ฟื้นตัว ผิดกับภาคธุรกิจ สถาบันการเงินที่มีเงินทองให้จับจ่ายใช้สอย เก็งกำไร จ่ายโบนัส ผลตอบแทนให้ผู้บริหารได้ใช้จ่ายกันอย่างสนุกมือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงใช้ไม่ได้ผล รัฐบาลโอบามาจึงต้องยอมรับว่าเกิด the Great Recession ขึ้นแล้ว

อิทัปปัจจยตา

อะวิชชาปัจจะยา สังขารา, สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง, วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง, นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง, สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส, ผัสสะปัจจะยา เวทะนา, เวทะนาปัจจะยา ตัณหา, ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง, อุปาทานะปัจจะยา ภะโว, ภะวะปัจจะยา ชาติ, ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง, โสกะ ปะริเทวะ ทุกขะ โทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ ฯ

เพราะมีความมัวเมาลุ่มหลงเป็นปัจจัย จึงเกิดการยึดมั่นถือมั่น ยึดติดอยู่กับกรอบแนวความคิด อุดมการณ์ใดๆ ไม่พิจารณาเหตุปัจจัยให้ถ่องแท้ จึงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ ไม่สำเร็จ ปัญหาจึงหมักหมมสะสม ยิ่งนานวันยิ่งแก้ไขยาก ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง

วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้โลกจะเรียนรู้แต่โลกไม่เคยจดจำเลยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่(๑) ภาครัฐหย่อนยานในการกำกับดูแลเศรษฐกิจ ปล่อยให้เกิดอาการรวยกระจุกจนกระจาย “ความเหลื่อมล้ำ – การเอารัดเอาเปรียบกันของคนในสังคม”หรือ (๒) ปล่อยให้ค่าเงินสูงเกินจริง หรือ (๓) ปล่อยให้เกิดการเก็งกำไรในสินทรัพย์และหลักทรัพย์ต่างๆมากเกินไป “ความโลภ” หรือ (๔) มีการก่อหนี้(ใช้จ่าย)เกินตัว “หายนะ” วิกฤติเศรษฐกิจตามมาแน่ แต่รัฐ “นักการเมือง” ก็มักจะปิดหูปิดตาตัวเอง โกหกหลอกลวงประชาชนอยู่เสมอว่าเศรษฐกิจยังดีอยู่ๆ ที่สุดแล้วรัฐก็ผิดพลาดซ้ำซาก วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอยู่ตลอดเวลา

 “การกระทำความชั่ว … ถ้ามนุษย์พึงปรารถนาใช้สติและปัญญาเที่ยวสร้างสรรค์แต่ความชั่วร้ายป่าเถื่อน … อันประกอบตนเองลดฐานะของจิตใจให้ตกอยู่กับฝ่ายชั่วร้าย ก็มีแต่เที่ยวเบียดเบียน บั่นทอนผู้อื่นให้ได้ความทุกข์เดือดร้อน ออกเกะกะระราน เที่ยวฆ่า ปล้น ชิงทรัพย์ ทำลายล้างให้ตนเองและวงศาคณาญาติ ลุกลามไปในชุมชนน้อยใหญ่ ก็จะมีแต่ก่อเวรภัย หาความสุขมิได้

ยิ่งมนุษย์นำสติปัญญาที่มัวเมาไปด้วยความชั่วและสิ่งเลวร้าย มีนายคือจอมกิเลสคอยบงการ ก็เอาสติปัญญานั้นแหละเที่ยวค้นคิดสร้างอาวุธยุทธนา แล้วนำมารบราฆ่าฟันกันตาย ทำลายชีวิตและสมบัติซึ่งกันและกัน ทำลายล้างแม้ประเทศชาติบ้านเมืองให้ฉิบหาย ล่มจม ล้างผลาญแม้กระทั่งสมณะเณรชีให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างที่เราท่านทั้งหลายมองเห็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อยังไม่ตายหายจาก วิบากของความชั่วเลวร้ายนั้น ก็คอยไล่ล้างผลาญตนเองให้เที่ยวหนีซุกซ่อน เหมือนสัตว์ที่ถูกน้ำร้อน เลยหาความสุขมิได้ เป็นนรกบนดิน ด้วยเหตุฉะนี้”

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ วัดประสิทธิธรรม อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๔, หน้า ๔๙๘,  รศ.ดร.ปฐม-รศ.ภัทรา นิมานนท์, พิพม์ครั้งที่ ๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๗.

Easy Money

เพราะมีความโลภ ความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวเป็นปัจจัย จึงเกิดการค้ากำไรเกินควร เอารัดเอาเปรียบกันในสังคมเกิดขึ้น ทำให้เกิดปัญหารวยกระจุกจนกระจาย ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจ หนี้สาธารณะพุ่งสูง สังคมแตกแยก ฯลฯ

เมื่อภาคธุรกิจยังคงแสวงกำไรสูงสุด ใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนบ้าง ย้ายฐานการผลิตบ้าง จ้าง outsource บ้าง กำไรของภาคธุรกิจจึงยังคงเติบโตขยายตัวต่อไป ราคาหุ้นพุ่งทะยานสวนทางยอดขายที่ลดลงเพราะกำไรต่อหน่วยสูงขึ้น ขณะที่ตัวเลขการจ้างงาน รายได้ของประชาชนยังคงไม่ดีขึ้น easy money ที่ภาครัฐก่อหนี้มาประเคนให้เอกชนถลุงสร้างความร่ำรวยให้คนร้อยละ ๑ แต่ไปไม่ถึงคนร้อยละ ๙๙ คนร้อยละ ๑ จึงร่ำรวยยิ่งขึ้นสวนทางคนร้อยละ ๙๙ ที่นับวันมีแต่จะย่ำแย่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อกำลังซื้อในตลาดไม่ฟื้น ตลาดจึงไม่สามารถกลับมาเติบโตขยายตัวได้ แต่คนร้อยละ ๑ นั้นไม่แคร์กำลังซื้ออีกต่อไป easy money ที่ได้มาทำให้คนร้อยละ ๑ ไม่จำเป็นต้องลดราคาสินค้า ไม่จำเป็นต้องหารายได้จากการขายสินค้า คนร้อยละ ๑ สามารถขน easy money ไปลงทุน ฟันกำไรในตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลกได้อย่างสบายๆ นานวันเข้าภาครัฐเองก็จะเริ่มเดือดร้อนเพราะหนี้สาธารณะสูงขึ้นทุกวัน

the Glass – Steagall 1933 ที่กำหนดให้ธุรกิจแยกธนาคารพาณิชย์กับธนาคารเพื่อการลงทุนออกจากกัน แล้วให้อำนาจ FED เป็นผู้กำกับดูแลทุนสำรองของธนาคาร  ตั้งสถาบันประกันเงินฝากเพื่อป้องกันประชาชนแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร กำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร และ the Securities Act1 1933 ที่ออกมาเพื่อกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ และตั้ง the Securities and Exchange Commission ขึ้นมาดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์จึงช่วยให้เศรษฐกิจอเมริกาฟื้นตัว the Great Depression ได้สำเร็จเพราะ “ทะเลกว้างร้อยลี้ ไม่พอคนโลภดื่ม ธารน้ำลึกสามศอก พอสามทัพแก้กระหาย ความละโมบเห็นกั่วเกิดขึ้นเพราะไม่รู้จักควบคุม ความเลวร้ายเกิดขึ้นเพราะไม่ได้หยุดยั้งอย่างจริงจัง” (เว่ยเหลียว)

easy money, การลดภาษี ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้นั้นจึงต้องพุ่งเป้าไปที่การปรับสมดุลย์เศรษฐกิจให้กลับสู่เสถียรภาพได้อีกครั้ง ทำให้คนไทยร้อยละ ๙๙ มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น กำลังซื้อก็จะกลับคืนมา ระบบเศรษฐกิจจึงจะฟื้นตัว คนร้อยละ ๑ จึงจะร่ำรวยอย่างมีเสถียรภาพ มั่นคงและยั่งยืน

Animal Spirit

เพราะนักลงทุนและผู้บริโภครู้สึกไม่มั่นคง ปลอดภัยในการทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นปัจจัย นักลงทุนจึงไม่กล้าลงทุน ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยเงินทอง (animal spirit)

สงครามโลกครั้งที่ ๒ และ New Deal ของเ Franklin D. Roosevelt  จึงช่วยให้คนอเมริกันที่ตกงานกันมากมายกลับมามีงานทำได้อีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลบุชต่อเนื่องมาถึงโอบามาจึงต้องรื้อฟื้น ปัดฝุ่นเศรษฐกิจสงครามกลับมาใช้ใหม่ เพราะ QE ที่รัฐบาลทำนั้นส่งผลต่อตลาดแรงงานไม่มากนัก ความฉ้อฉลของนักการเมือง ความมัวเมาลุ่มหลงในหลักวิชาของนักวิชาเกินทำให้น้ำหนักของมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นเน้นหนักไปที่ easy money มากเกินไป

แต่ประเทศไทยไม่ได้ประสบปัญหาการว่างงานสูงเฉกเช่นสหรัฐอเมริกาและยุโรป ประเทศไทยประสบปัญหาตลาดแรงงานตึงตัว แรงงานที่ตกงานอยู่ส่วนใหญ่นั้นจบการศึกษาระดับปริญญาตรีซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของตลาดที่ต้องการผู้จบการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. มาทำงานกับเครื่องจักรในโรงงาน การใช้จ่ายภาครัฐ  “ก่อหนี้สาธารณะ” เพื่อสร้างงาน สร้างอาขีพจึงเป็นการรักษาผิดโรค ด้วยยาผิดตัว รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายในการใช้จ่ายภาครัฐ “ก่อหนี้สาธารณะ” ใหม่ มุ่งไปที่การยกระดับรายได้ของเกษตรกร คนทำมาหาเช้ากินค่ำให้มีรายได้พอเพียง พอมี พอกิน ; ปลูกฝังคุณธรรม ศีลธรรม ความสมถะ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ; ปรับโครงสร้างการศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ; เพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยให้สูงขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย ; กระจายงบประมาณให้ทั่วถึง(เกณฑ์ประชากรและพื้นที่)

Creative Destruction

เศรษฐกิจสงครามก็คือ “creative destruction” การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ประเภทหนึ่ง โรงงานผลิตอาวุธต้องเพิ่มกำลังการผลิต กองทัพสหรัฐต้องเรียกระดมพล จ้างคนอเมริกันไปรบในตะวันออกกลาง เมื่อสงครามจบ สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ชนะสามารถชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนกได้ตามอำเภอใจ ได้ทั้งบ่อน้ำมัน ได้ทั้งงานซ่อมสร้าง สัมปทานต่างๆในตะวันออกกลาง

รัฐบาลไทยต้องทำสงครามกับความโลภ ทำลายความโลภด้วยคุณธรรม เมตตาธรรม ยิ่งมียิ่งต้องให้ ยิ่งต้องช่วยเหลือสังคม จ่ายภาษีในอัตราที่สูงกว่าคนร้อยละ ๙๙ ในสังคม รัฐบาลก็จะมีรายได้มากขึ้น ขาดดุลงบประมาณน้อยลง ; เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลระบบเศรษฐกิจ ทำลายล้างการเอารัดเอาเปรียบกันในสังคม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ที่เกิดขึ้นในสังคม ; จับมือกับนานาชาติทำลายล้างการผูกขาดราคาของเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยพลังงานทดแทน ทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีคู่แข่งที่แข็งแกร่ง เกิดการแข่งขัน ต้นทุนพลังงานก็จะลดต่ำลง ทำให้ราคาสินค้าลดลง
เมื่ออำนาจซื้อ ความสามารถซื้อสินค้าของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ตลาดก็ฟื้นตัว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s