พระอุปคุต


พระอุปคุต(พระบัวเข็ม)

ว่ากันว่าอดีตชาติของหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ แห่งวัดประสิทธิธรรม อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีนั้น ท่านเคยเป็นสามเณรติดตามพระอุปคุตหรือพระบัวเข็มซึ่งชาวพม่า รามัญ และล้านนาให้ความเคารพนับถือกันเป็นอย่างมาก

พระอุปคุตเป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธานุภาพมาก ท่านได้รับอาราธนาให้เป็นผู้ปราบพญามารที่จะมาทำลายพิธีสมโภชพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ทำให้พญามารยอมสยบอย่างราบคาบ พระอุปคุตจึงได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครอง รักษา และประทานโชคลาภให้แก่ผู้กราบไหว้บูชา

แม้เรื่องราวของพระอุปคุตไม่มีกล่าวในพระไตรปิฎก เพราะท่านเกิดหลังพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ๒๑๘ ปี ร่วมสมัยเดียวกันกับพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น พระองค์ได้ทรงพยากรณ์เอาไว้ว่า “พระอุปคุตจะเป็นผู้ทำหน้าที่สืบทอด และพิทักษ์พระพุทธศาสนาประดุจดังพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ภายหน้าจะเป็นผู้ปราบพญามารที่คอยมาทำลายพิธีการรมต่างๆทางพระพุทธศาสนา และพญามารจะคลายมิจฉาทิฏฐิ ละพยศ ยอมเข้ามาอยู่ในบวรพุทธศาสนา และพญามารจะแสดงอิทธิฤทธิ์เนรมิตตนเอง แสดงให้เห็นเป็นพระพุทธเจ้า ให้บรรดาพระสงฆ์สาวกได้เห็นเป็นมหัศจรรย์”

พระอุปคุตนั้นเกิดในตระกูลพ่อค้า ประกอบอาชีพค้าเครื่องหอมอยู่ในเมืองมถุรา แคว้นสุรเสนะ ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยมุนา

ครั้งหนึ่ง พ่อของพระอุปคุตเคยเอ่ยปากให้คำมั่นสัญญาไว้กับพระสาณวาสี(สาณสัมภูติ)ว่าหากตนมีบุตรชายจะให้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา แต่เมื่อมีบุตรชายถือกำเนิดขึ้นมาพ่อของพระอุปคุตก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้บุตรชายออกบวชโดยอ้างว่าจำเป็นต้องให้บุตรชายดูแลกิจการของครอบครัวบ้าง จำเป็นต้องเอาไว้ติดต่อทำธุระกับต่างเมืองบ้าง

เมื่ออุปคุตถือกำเนิดขึ้นมา พ่อของอุปคุตก็ยังบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ลูกชายคนที่ ๓ บวชอีกเช่นเดิม พระสาณวาสีเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาจึงนิ่งเฉย

เมื่ออุปคุตโตเป็นหนุ่มก็ได้ช่วยพ่อทำมาค้าขาย ด้วยอำนาจวาสนาบารมีที่อุปคุตสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนทำให้การทำมาค้าขายของหนุ่มอุปคุตดำเนินไปด้วยดี เงินทองหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

วันหนึ่ง พระสาณวาสีเถระได้แวะไปที่ร้านและกล่าวธรรมกถาให้อุปคุตฟัง อุปคุตหนุ่มดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นในทันที พระสาณวาสีเถระจึงไปทวงสัญญากับพ่อของอุปคุต เมื่อหมดทางบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป อุปคุตจึงได้บวชเข้าสู่บวรพุทธศาสนานับแต่นั้นมา

เมื่อบวชแล้ว พระอุปคุตก็ได้เจริญวิปัสสนาญาณโดยลำดับจนบรรลุพระอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลขั้นสูงสุด แล้วตั้งสำนักอยู่ที่วัดนตภัติการาม ภูเขาอุรุมนท์ สามารถสอนวิปัสสนากรรมฐานจนกระทั่งมีลูกศิษย์ลูกหาสำเร็จเป็นพระอรหันต์มากถึง ๑๘,๐๐๐ องค์

พระอุปคุตเป็นผู้มีอภิญญา อภินิหารมากมาย ปฏิปทาของท่านดำเนินไปในทางสันโดษ มักน้อย ท่านได้เนรมิตเรือนแก้วขึ้นในสะดือทะเลเพื่อบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่นั่นตลอดมาสืบจนถึงปัจจุบัน ต่อเมื่อมีเหตุเภทภัยต่างๆเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา หรือเมื่อมีผู้อาราธนานิมนต์ ท่านก็จะขึ้นมาช่วยเหลือเพื่อปกป้องพระศาสนา และขจัดเภทภัยเหล่านั้นให้หมดไป

ปราบพญามาร

 ท้าววสวัสดีมาร พญามารที่ตามผจญ ราวี ขัดขวางการบรรลุธรรม และการเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าตลอดเวลานั้น แท้จริงแล้วก็คือเทพบุตรที่เป็นใหญ่อยู่ในสวรรค์ชั้นที่ ๖ คือชั้นที่มีชื่อว่า “ปรินิมมิตวสวัสดี” นั่นเอง

ราวปี พ.ศ. ๒๑๘ พระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งเป็นอำนวยการให้มีการทำสังคยนาพระไตรปิฎกเป็นครั้งที่ ๓ ได้รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุที่กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ อัญเชิญมาไว้รวมกันที่เมืองปาตลีบุตร เมื่อทำการสักการะแล้วก็ได้ทำการแจกพระบรมธาตุไปยังเมืองต่างๆ ๘๔,๐๐๐ แห่งทั่วชมพูทวีป แล้วสร้างพระสถูปเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุทั้ง ๘๔,๐๐๐ แห่งนั้นในเวลาต่อมา

เมื่อพระสถูปก่อสร้างเสร็จ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงโปรดให้จัดงานสมโภชใหญ่เป็นเวลา ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันต่อเนื่องกันเพื่อให้พระองค์และประชาชนมีเวลาเพียงพอที่จะไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุได้อย่างทั่วถึง แต่พระเจ้าอโศกมหาราชก็หวั่นเกรงอยู่ว่าจะถูกพญามารมาขัดขวาง รังควาญ ทำลายพิธี จึงได้อาราธนาพระอริยสงฆ์มาประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อรับมือพญามาร แต่ก็ไม่มีพระอริยสงฆ์องค์ใดอาสาที่จะรับหน้าที่นี้

พระเถระที่มีฌานสมาบัติขึ้นสูงองค์หนึ่งจึงได้กล่าวถึงพุทธพยากรณ์กับที่ประชุมว่า “กาลเมื่อสมเด็จพระบรมครูยังทรงพระชนมายุอยู่ก็ได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า สืบไปในภายหน้าจะมีภิกษุรูปหนึ่งมีนามอุปคุตเถระ จักได้ทรมานพญามารให้เสียพยศอันร้าย พ่ายแพ้อานุภาพ แล้วจะกล่าวปฏิญาณปรารถนาซึ่งพุทธภูมิ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่ทราบพุทธพยากรณ์บ้างฤาไฉน หรือหลงลืมไป จงระลึกดูเถิด”

ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้มอบทัณฑกรรมให้แก่พระกีสนาอุปคุตเนื่องจากท่านไม่ให้สามัคคีอุโบสถกับสงฆ์เลย หลีกหนีไปอยู่แต่ผู้เดียว โดยมีพระเถระ ๒ รูปเป็นผู้ไปอาราธนาพระกีสนาอุปคุตขึ้นมาจากสะดือทะเล ซึ่งพระอุปคุตก็น้อมรับทัณฑกรรมนั้นโดยดี

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทอดพระเนตรเห็นพระอุปคุตซึ่งมีร่างกายผ่ายผอมเป็นครั้งแรกนั้น พระองค์ไม่ทรงเชื่อใจว่าพระอุปคุตจะสามารถรับมือพญามารได้ จึงได้ทำการทดสอบด้วยการปล่อยให้ช้างที่กำลังตกมันและดุร้ายวิ่งเข้าทำอันตรายพระอุปคุต แต่พระอุปคุตก็สามารถสะกดช้างตกมันนั้นให้หยุดนิ่งประหนึ่งก้อนหินได้ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงไว้วางพระราชหฤทัย

เมื่อถึงเวลาเริ่มพิธี พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้เสด็จพระราชดำเนินมากระทำสักการะบูชาแก่พระมหาสถูปที่สถิตแทบฝั่งแม่น้ำคงคา โดยเสด็จมาสู่ลานพระมหาเจดีย์พร้อมด้วยอเนกนานาสรรพดุริยางคดนตรี แตรสังข์ดังสนั่น ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคาให้โชตนาการสว่างไปด้วยประทีปอเนกอนันต์จะนับบ่มิได้ แลพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเป็นอันมากก็มาสโมสรสันนิบาตพร้อมกันในที่นั้น เพื่อจะถวายวันทนาพระมหาเจดียฐาน ประชาชนก็เข้าร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น

แล้วก็เป็นดั่งคาดหมาย พญาวสวัสดีมาร ผู้ใจบาป ลงมาจากชั้นปรนิมมิตวสวัสดีเทวโลก บันดาลด้วยฤทธิ์ด้วยอำนาจ ให้บังเกิดมหันตพายุใหญ่พัดมาแต่ที่อันไกล ปรารถนาจะให้ดับเสียซึ่งประทีปทั้งหลาย จะกระทำอันตรายแก่การสักการะบูชาพระมหาสถูป

พระอุปคุตเถรเจ้าจึงกระทำอิทธิฤทธิ์ด้วยอำนาจอธิษฐาน บันดาลให้มหาวาตแห่งพญามารอันตรธานไปจากที่นั้น

พญามารแสดงอิทธิฤทธิ์หลายอย่าง หลายประการ ทั้งพายุใหญ่ ฝนกรด ฝนพิษ ฝนศาสตราวุธ แต่พระอุปคุตเถระก็สามารถป้องกันแก้ไขได้ทุกครั้งไป

พญามารได้แปลงร่างเป็นสัตว์ร้ายต่างๆ แต่พระอุปคุตก็เนรมิตร่างเป็นสัตว์ร้ายชนิดนั้นๆเหมือนกัน แต่ให้มีขนาดใหญ่โตกว่าทุกครั้งไป พญามารเห็นสู้ฤทธิ์ไม่ได้จึงกลายร่างเป็นพญามารเหมือนเดิม พระอุปคุตก็เปลี่ยนร่างเป็นพระเถระให้ได้เห็นเช่นกัน

จากนั้นพระอุปคุตได้เนรมิตรซากหมาเน่าขึ้นมา แล้วเอาประคดเอวของท่านผูกซากหมาเน่าแขวนคอพญามารไว้ พร้อมกับกล่าวประกาศว่า “บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง ถึงแม้นมาตรว่าเทพดาแลมหาพรหมเป็นอาทิก็ดี บ่มิอาจปลดเปลื้องแก้ได้” แล้วสั่งให้พญามารหนีไป

พญามารพยายามแก้ซากหมาเน่าออกจากคอตนเอง แต่แก้อยางไรก็แก้ไม่ออก ทั้งเหม็นทั้งอับอายเป็นอย่างยิ่ง จึงไปขอร้องให้ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ ช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ซากหมาเน่าออกจากคอพญามารได้ พระอินทร์ พระพรหมในชั้นต่างๆก็ไม่มีใครแก้ได้ จึงได้แนะนำต่อพญามารว่า “ข้าแต่พระยามาราธิราช พระภิกษุองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ทรงซึ่งฉฬภิญญา สัมมาสัมพุทธสาวก กอปรด้วยมเหศักดานุภาพมาก เราทั้งหลายมิอาจแก้ซึ่งพันธนาการแห่งท่า่นได้ ตัวท่านจงกลับไปสู่สำนักแห่งพระภิกษุองค์นั้น แล้วจงวิงวอนด้วยสุนทรมธุรกถา ท่านก็จะปลดเปลื้องอสุจิพันธนาการนั้นออกด้วยพระหัตถุแห่งท่านเอง อันผู้อื่นนั้นกลัวเกรงอานุภาพแห่งท่าน ใครเลยจะแก้พันธนาการออกได้”

พญามารหมดทางที่จะแก้ซากสุนัขเน่าออกจากคอได้ จึงจำใจไปกราบเท้าขอขมาพระอุปคุต และกล่าวว่า “…นบบาทาพระผู้เป็นเจ้า จงการุญภาพช่วยเปลื้องปลดซึ่งอสุจิพันธนานี้ พระผู้เป็นเจ้ามีชัยชำนะแก่ข้าพเจ้าๆปราชัย ไม่สู้รบสืบไปอีกแล้ว”

พระอุปคุตจึงพาพญามารไปยังภูเขาลูกหนึ่ง แล้วอธิษฐานแก้รัดประคดของท่านออกจากคอพญามาร จากนั้นจึงเนรมิตให้รัดประคดนั้นยืดยาวออกไปเพื่อล่ามพญามารไว้ที่ภูเขาลูกนั้น และสั่งว่า “จงอยู่ในที่นี้ จนกว่าสมเด็จบรมนราธิบดีธรรมาโศกราชจะกระทำมหามหกรรมสักการะบูชาพระมหาสถูปถ้วน ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน สำเร็จตราบใด ท่านจงอยู่ไปในที่นี้สิ้นตราบนั้น”

เมื่อครบกำหนด พระอุปคุตจึงไปหาพญามาร เพื่อให้แน่ใจว่าพญามารสิ้นพยศอย่างแท้จริงแล้ว จึงได้แอบเฝ้าดูพฤติการณ์อยู่ เห็นพญามารสิ้นพยศ ได้กล่าวรำพึงรำพันพึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าว่าแม้ตนเองได้ขัดขวาง ประทุษร้าย และมุ่งหมายเอาชีวิตของพระองค์ต่างๆนานา แต่พระองค์ก็ไม่ทรงโกรธเคือง กลับแสดงออกซึ่งขันติ และเมตตาต่อพญามารอย่างจริงใจ ตัวเขาเองได้สำนึกโทษของตนแล้ว และมีความปรารถนาขอเป็นเหมือนกับพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยเปล่งวาจาว่า “ผิว่าอาตมามีกุศลสมภารได้สั่งสมไว้ เบื้องว่าพระสัพพัญญูได้ตรัสในอนาคตกาลฉันใด ขอจงอาตมะได้เป็นพระสัพพัญญูบังเกิดในโลกเหมือนดังนั้น จะได้กรุณาเป็นที่พึ่งสรรพสัตว์ แสวงหาเพื่อประโยชน์ โปรดเวไนยประชาทั้งปวง ทั้งสกลโลกธาตุ”

ขณะเมื่อพญามารเปล่งวาจา ปรารถนาพุทธภูมิอยู่นั้น พระอุปคุตก็สำแดงกายให้ปรากฏ รีบเข้ามาแก้เครื่องพันธนาการให้พญามาร พร้อมกับกล่าวคำขอขมาโทษพญามารว่า “ดูกรเทพบุตร ท่านจงอดโทษแก่อาตมา อันว่าประโยชน์แห่งท่านคือความปรารถนาพุทธภูมิ อาตมะก็ให้บังเกิดได้แล้ว แลอาตมะห้ามเสียมิให้ท่านกระทำอันตรายในการบุญแห่งบรมกษัตริย์ บัดนี้ ท่านก็ถือเอาปฏิญาณซึ่งภาวะจะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ตั้งแต่นี้ตัวท่านก็เป็นปูชนียบุคคล คือ พระโพธิสัตว์ ควรที่โลกทั้งหลายจะกระทำนมัสการบูชา”

ฝ่ายพญามารได้ถามพระเถระเชิงตัดพ้อว่า “พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระพุทธสาวก ช่างกระไรไม่มีพระทัยกรุณาแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นมาร เห็นปานฉะนี้บ้างเลย”

“ดูกร พญามาร เรากับท่านนี้เป็นคู่ทรมานกัน เพราะเหตุนั้นจึงไม่กรุณา กระทำโทษแก่ท่าน ทั้งนี้เพื่อจะยังท่านให้มีจิตยินดีปรารถนาพุทธภูมิบารมีญาณ ตัวท่านก็เที่ยงที่จะได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญู

สมเด็จพระบรมครูก็ได้ตรัสทำนายไว้ว่า อาตมะนี้จะได้ทรมานซึ่งพญามารให้เสียพยศในอนาคตกาล แลพญามารนั้นจะถือเอาปฏิญาณซึ่งภาวะจะเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า

ท่านจงมีศรัทธาและเสียซึ่งจิตบาป อย่าได้กระทำกรรมอันหยาบสืบไป”

ต่อจากนั้น พระอุปคุตขอให้พญามรได้เนรมิตกายเป็นองค์พระพุทธเจ้าให้ดู “อนึ่ง ท่านจงได้อนุเคราะห์แก่อาตมา ด้วยสมเด็จพระศาสดาบังเกิดในโลก เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานเสียแล้ว เราได้เห็นแต่พระธรรมกาย บ่มิได้ทันเห็นซึ่งพระสรีรกาย ท่านจงสงเคราะห์นฤมิตพระรูปกายแห่งพระศาสดาจาย์ พร้อมด้วยอาการทั้งปวงง สำแดงแก่เราให้เห็นประจักษ์ กับทั้งพระอัครสาวกทั้งคู่ ให้ปรากฏด้วยฤทธิ์แห่งท่าน ณ กาลบัดนี้”

พญามารกราบเรียนว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เบื้องว่าข้าพเจ้าจะนฤมิตกายเป็นองค์พระชินสีห์ให้เห็นประจักษ์แล้ว พระผู้เป็นเจ้าอย่าได้นมัสการข้าพเจ้า”

พระมหาเถระก็รับคำ แล้วพญามารจึงเข้าไปในไพรสณฑ์ตำบลหนึ่ง พระมหาเถระจึงให้สันนิบาตพระภิกษุทั้งหลายเป็นอันมากมาถึงพร้อมกันโดยเร็วด้วยอำนาจฤทธิ์แห่งผู้เป็นเจ้า แลพระสงฆ์องค์ใดจะใคร่เห็นพระผู้ทรงพระภาคย์องค์นั้น ก็ถือธูปเทียนสุคันธวิเลปนบุปผามาสถิตแวดล้อมพระอุปคุตเถรเจ้า แล้วก็กล่าวว่า “เราจะดูซึ่งพระพุทธสริรรูป จักกระทำสักการะบูชา”

ในกาลนั้น พญามารก็นฤมิตกายเป็นองค์พระสัพพัญญูเจ้า ประกอบด้วยพระทวติงสมหาปุริสลักษณะ แลพระอสีตยานุพยัญชนพิจิตรโสภิตโอภาส ด้วยพยามประภาสฉัพพิธพรรณรังสี มีทั้งคู่พระอัครสาวกสถิตในทิศเบื้องซ้ายขวา แลดล้อมด้วยพระอสีติมหาสาวกเป็นบริวาร สำแดงให้ปรากฏแก่มหาขนสันนิบาตทั้งปวง

พระเจ้าธรรมาโศกราช กับหมู่อมาตย์แลราชบรรษัทก็มาทัศนาการอยู่ ณ ที่นั้น คอยแลดู

พระอุปคุตเถระเมื่อได้ทัศนาพระพุทธสริรรูปกาย กับทั้งพระมหาสาวกบริวารทั้งหลายปรากฏดังนั้น ก็บังเกิดโลมชาติชูชันด้วยอจลประสาทศรัทธา ลืมไปว่าเป็นพญามาร ก็ถวายนมัสการพระพุทธสริรรูปด้วยเบญจางคประดิษฐ์

แลมหาชนนิกรทั้งหลาย มีสมเด็จพระบรมกษัตริย์เป็นประธาน ก็กระทำนมัสการสักการบูชาทั้งสิ้นด้วยกัน

ขณะนั้น พญามารก็ยังพระพุทธสริรรูปกาย แลสาวกทั้งหลายให้อันตรธาน กลับกลายเป็นรูปพญามารมาสถิตอยู่ในที่ประชุมชน จึงกล่าวตัดพ้อพระมหาเถระว่า “ไฉนพระผู้เป็นเจ้าจึงถวายวันทนา ข้าพเจ้าก็ได้บอกไว้แล้ว”

“ดูกรพระยามาร อาตมะมิได้นมัสการซึ่งท่าน แต่กระทำอภิวันทนาการสรีระพระบรมครู กับทั้งหมู่พระสาวกทั้งปวง”

จำเดิมแต่นั้นมา พญามารก็มีจิตอ่อนน้อมในพระพุทธศาสนา บ่มิได้หยาบช้าเหมือนดุจแต่ก่อน พระมหาเถระจึงกล่าวแก่พญามารว่า “ท่านจงไปโดยควรแก่สุขเถิด”

พญามารก็ถวายนมัสการลาสู่สถานเทวภิภพแห่งตน

ที่มา : หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ วัดประสิทธิธรรม อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๔, รศ.ดร.ปฐม-รศ.ภัทรา นิคมานนท์ : ผู้เรียบเรียงและจัดพิมพ์, พิมพ์ที่ : บริษัท พี.เอ.ลีฟวิ่ง จำกัด ๔ ถนนสิรินธร ซอย ๗ แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพ ๑๐๗๐๐ , พิมพ์ครั้งที่ ๒ : มิถุนายน ๒๕๕๗, หน้า ๑๖๖ – ๑๗๗

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s