ไตรภูมิพระร่วง

ไตรภูมิพระร่วง
ไตรภูมิพระร่วง

ไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วงเป็นพระราชนิพนธ์ของพญาลิไท (พระเจ้าศรีสุริยพงศ์รามมหาราชาธิราชหรือพระมหาธรรมราชาที่ ๑) พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๕ แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ทรงประดิษฐ์อักษรไทย

พญาลิไทนั้นเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีความรู้แตกฉานทางพระพุทธศาสนา ทรงใช้คัมภีร์กว่า ๓๐ รายการในการเรียบเรียงหนังสือไตรภูมิพระร่วงเมื่อประมาณพุทธศักราช ๑๘๘๘

ต้นฉบับที่นำมาใช้พิมพ์เผยแพร่คือต้นฉบับที่พระมหาช่วย วัดปากน้ำ (วัดกลางวรวิหาร) จังหวัดสมุทรปราการ ได้มาจากจังหวัดเพชรบุรี แล้วให้จารลงไว้ในใบลาน ๓๐ ผูกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๑ จากนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดให้นำออกตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก โดยเรียกชื่อว่า “ไตรภูมิพระร่วง”

ไตรภูมิแปลว่าภูมิ ๓ อันได้แก่กามภูมิ(กามาวจรภูมิ) รูปภูมิ(รูปาวจรภูมิ) และอรูปภูมิ(อรูปาวจรภูมิ) ซึ่งอยู่ในส่วนของโลกียภูมิ เป็นสิ่งที่ผู้แต่งต้องการนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านผลักดันตนเองไปให้พ้นจากวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดใน ๓ ภูมินี้ให้ได้โดยมีภูมิที่ ๔ คือโลกุตรภูมิเป็นจุดหมายปลายทาง

  • กามภูมิ (กามาวจรภูมิ) แบ่งออกเป็น ๑๑ ภูมิย่อย คือ อบายภูมิ ๔ กับกามสุคติภูมิ ๗
  • อบายภูมิ ๔ ได้แก่ นรกภูมิ ติรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และอสุรกายภูมิ
  • กามสุคติภูมิ ๗ ได้แก่ มนุสสภูมิ และฉกามาพจรภูมิ(สวรรค์ ๖ ชั้น)
  • รูปภูมิ (รูปาวจรภูมิ) ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ ชั้นเนื่องจากบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌานสมาบัติ
  • อรูปพรหม (อรูปาวจรภูมิ) ได้แก่ อรูปพรหม ๔ ชั้น

กัณฑ์ที่ ๑๑ ซึ่งเป็นกัณฑ์สุดท้ายแสดงนิพพานกถา ว่าด้วยเรื่องนิพพาน วิธีที่จะพ้นไปจากภูมิ ๓ ไปให้ถึงภูมิ ๔ คือ โลกุตรภูมิ กล่าวถึงการบรรลุมรรคผลนิพพานขั้นต่างๆ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล

หากเทียบการลำดับเรื่องราวกับหลักอภิธรรมแล้ว จะเห็นว่าไตรภูมิพระร่วงนั้นเริ่มต้นที่จิตและเจตสิกก่อน แล้วต่อด้วยรูป และจบที่นิพพาน

หากมองในแง่ปฏิจจสมุปบาท(กิเลส-ความต้องการทะยานอยาก กรรม-การกระทำ วิบาก-ผลแห่งกรรม)แล้ว ก็จะเห็นว่าไตรภูมิพระร่วงนั้นเริ่มต้นที่ “วิบาก” คือ “ผล” แล้วสืบย้อนไปหาเหตุที่ทำให้ต้องมาเกิดในนรกภูมิ มนุสสภูมิ หรือในสวรรค์ชั้นต่างๆว่าเป็นผลมาจากการทำกรรมอะไรเอาไว้ จากนั้นจึงพูดถึงกิเลสที่เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งจิตให้กระทำกรรมต่างๆทั้งดีและชั่วว่าเป็นอย่างไร

 

๑. กามภูมิ

๑.๑ อบายภูมิ

๑.๑.๑ นรกภูมิ

นรกมีทั้งหมด ๘ ขุม แต่ละขุมเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ละด้านยาว ๑๐๐ โยชน์ หนา ๙ โยชน์ มีประตูประจำอยู่ทั้ง ๔ ทิศ มีพื้นและฝาปิดด้านบนเป็นเหล็กแดง ในนรกเต็มไปด้วยฝูงสัตว์นรกที่ถูกไฟนรกแผดเผาตัวสัตว์นรกให้หมกไหม้ ไฟนรกนั้นเกิดจากบาปกรรมที่สัตว์นรกก่อไว้ และไฟนรกนั้นไม่เคยมอดดับเพราะนรกไม่เคยว่างเว้นไปจากสัตว์นรกที่เป็นเชื้อฟืน

นรกทั้ง ๘ ขุมนั้นล้อมรอบด้วยนรกบ่าว(อุสุทนรก) ๑๖ ขุม ด้านละ ๔ ขุม แต่ละขุมกว้าง ๑๐ โยชน์ รวมเป็น ๑๒๘ ขุม แบ่งเป็นนรกเล็ก(ยมโลก)อีก ๔๐ ขุม รวมเป็นยมโลก ๓๒๐ ขุม นรกบ่าวและนรกใหญ่รวมแล้วมีทั้งสิ้น ๔๕๖ ขุม

“ยมบาล” นั้นอยู่ในอุสุทนรก เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้ทำทั้งบาปและบุญ เมื่อตายแล้วจึงได้ไปเกิดในนรก ๑๕ วันให้ยมบาลอื่นๆฟัน แทง ๑๕ วันแล้วจึงได้กลับมาเป็นยมบาลฟัน แทงสัตว์นรกอื่นอีก ๑๕ วัน วนเวียนอยู่เช่นนี้จนกว่าจะสิ้นบาปทำนองเดียวกันกับ “วิมานเปรต” ซึ่งบางตนเป็นเทวดาในกลางวัน แล้วกลายเป็นเปรตในตอนกลางคืน บางตนเป็นเปรตตอนข้างขึ้นแล้วเป็นเทวดาตอนข้างแรม บางตนเป็นเทวดาตอนข้างขึ้นแล้วเป็นเปรตตอนข้างแรม วนไปเวียนมากว่าจะสิ้นบาป

เมื่อตายต้องไปเฝ้าพระยายมราชก่อน พระยายมราชจะไต่ถามว่าผู้ตายเคยทำบาปบุญอย่างไรมาบ้าง ให้คิดดูให้ดี แล้วตอบตามความสัตย์จริง โดยมีเทวดา ๕ องค์ถือบัญชีจดบุญและบาปของคนทั้งหลายไว้ โดยพระยายมราชจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะให้ผู้ตายไปสู่สวรรค์หรือลงนรก ถ้าบุญหนักกว่าบาปก็จะให้ผู้ตายไปสวรรค์ก่อนแล้วค่อยกลับมาใช้กรรมในนรก ถ้าบาปหนักกว่าบุญก็จะส่งไปนรกก่อนแล้วจึงให้มาเสวยสุขสวรรค์ ถ้าบาปกับบุญเท่าๆกันก็จะให้ไปเป็นยมบาล ๑๕ วันมีสมบัติทิพย์เช่นเดียวกับเทวดาสลับกับการตกนรก ๑๕ วันจนกว่าจะสิ้นบาป

ผู้ที่ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้จักพระรัตนตรัย ไม่รู้จักการให้ทาน มีความตระหนี่เมื่อผู้อื่นจะให้ทานก็ขัดขวาง ไม่รักพี่รักน้อง ไม่มีความเมตตากรุณา ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นโดยเจ้าของมิได้ให้ เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น ลอบรักภรรยาผู้อื่น พูดจาเหลาะแหละเหลวไหล กล่าวร้ายส่อเสียนด เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวสบประมาทผู้อื่น กล่าวคำหยาบช้าบาดใจผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นได้รับความเจ็บอาย กล่าวคำเท็จไร้สาระอันเป็นดิรัจฉานกถา เสพสุราเมามาย ไม่เคารพผู้แก่เฒ่า นักบวช ผู้ทรงศีล ครูอาจารย์ เมื่อตายไปย่อมเกิดในนรกใหญ่ ๘ ขุม

สัญชีวนรกภูมิ

เป็นนรกขุมบนสุด ล้อมรอบด้วยนรกบ่าว ๑๖ ขุม คือ เวตรณีนรก(นรกแม่น้ำหวาย – ลงโทษเศรษฐีที่ชอบทุบตีบริวาร) สุนัขนรก(นรกหมา – ลงโทษบุคคลที่เคยด่าว่าผู้ทรงศีล ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณ) สโชตินรก(นรกเปลวไฟ – ลงโทษผู้ด่าว่าผู้ทรงศีลซึ่งไม่เคยทำผิดต่อตนมาก่อน) อังคารกาสุนรก(นรกหลุมถ่านเพลิง – ลงโทษผู้ยักยอกทรัพย์ที่ผู้อื่นทำบุญมาใช้ประโยชน์ส่วนตน) โลหกุมภีนรก(นรกหม้อเหล็กแดง – ลงโทษผู้เคยทรมาน ทำร้ายสัตว์) อโยทกนรก(นรกน้ำเหล็กแดง – ลงโทษผู้ที่เคยเชือดคอสัตว์ให้ตาย) ถุสปลาสนรก(นรกแกลบและฟาง – ลงโทษผู้ที่นำข้าวลีบ แกลบ ฟางมาปลอมปนกับข้าวเปลือกแล้วนำไปหลอกขายผู้อื่น) สัตติหตนรก(นรกหอก – ลงโทษคนที่เคยลักทรัพย์ยักยอก ฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่น) พิลสนรก(นรกชิ้นเนื้อ – ลงโทษคนที่เคยฆ่าปลาเพื่อนำมาจำหน่าย) โบราณมิฬหนรก(นรกอาจมเก่า – ลงโทษผู้ขูดรีดภาษี กล่าวร้าย/ฆ่า/ทุบ/ตีมิตรของตน ข่มขู่/ข่มเหงรังแกผู้อื่น) โลหิตปุพพนรก(นรกเลือดและหนอง – ลงโทษคนที่เคยทำร้ายพ่อแม่ ผู้มีคุณ ผู้ทรงศีล) โลหพิฬสนรก(นรกเบ็ดเหล็กแดง – ลงโทษผู้ที่ฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่น กู้หนี้ยืมสินแล้วไม่ยอมคืน โกงตาชั่ง) สังฆาฏนรก(นรกพิฆาต – ลงทุนชายที่เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น หญิงที่มีชู้) อวังสิรนรก(นรกหย่อนหัวลง – ลงโทษคนที่เคยเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น หญิงที่มีชู้) โลหสิมพลีนรก(นรกต้นงิ้วเหล็ก – ลงโทษชายชู้ หญิงมีชู้) และมิจฉาทิฏฐินรก(นรกของผู้เห็นผิด – ลงโทษผู้ที่เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุ และเห็นว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี พวกไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ)

กาฬสุตตนรกภูมิ

นรกขุมที่ ๒ อันเป็นแดนเกิดของสัตว์นรกที่มีร่างกายใหญ่โต มีรูปธรรม ๒๗ อย่างครบบริบูรณ์ ได้แก่ ธาตุดิน(กระดูกและหนัง) ธาตุน้ำ(น้ำที่ไหลอยู่ในร่างกาย) ธาตุไฟ(ความร้อนในเลือด) ธาตุลม(ลมที่หมุนเวียนในร่างกาย) ตา หู จมูก ลิ้น กาย(ประสาทสัมผัส) รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เพศหญิง เพศชาย หัวใจ ชีวิต เครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต(อาหาร) อากาศ การบอกให้ทราบด้วยท่าทาง การบอกกล่าวด้วยวาจา ความเบา ความอ่อน ความสามารถในการงาน อุปจยะ(รูปอันเกิดเพิ่มพูนได้) สันตติ(รูปอันเกิดทดแทนได้) รูปปัสสชรตา(รูปที่เสื่อมสภาพได้) และรูปปัสสอนิจจา(รูปที่ไม่ยั่งยืน) สัตว์ที่เกิดในกาฬสุตตนรกนั้นจะถูกลงโทษให้ยืนอยู่บนพื้นที่เป็นเหล็กแหลม และถูกพันด้วยด้ายดำที่ถูกเผาจนร้อนเป็นสีแดง จากนั้นก็จะถูกบั่นเป็นเสี่ยงๆตามรอยด้ายนั้น

สังฆาฏนรกภูมิ

สัตว์ที่เกิดในรกขุมที่ ๓ นี้เป็นเพราะทำบาปด้วยอกุศจิต ๑๒ คือ (๑) ทำบาปโดยไม่รู้ว่าเป็นบาป และทำบาปเองด้วยใจกล้าและยินดี (๒) ทำบาปโดยไม่รู้ว่าเป็นบาป และทำบาปโดยมีสิ่งชักจูง (๓) ทำบาปโดยรู้ว่าเป็นบาป และทำบาปด้วยใจกล้าและยินดี (๔) ทำบาปโดยรู้ว่าเป็นบาป และทำบาปด้วยความยินดีและมีสิ่งชักจูง (๕) ทำบาปโดยไม่รู้ว่าเป็นบาป และทำบาปด้วยใจวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย (๖) ทำบาปโดยไม่รู้ว่าเป็นบาป ทำบาปเมื่อมีผู้ชักชวน และทำด้วยใจวางเฉย (๗) ทำบาปโดยรู้ว่าเป็นบาป ทำบาปด้วยใจวางเฉย (๘) ทำบาปโดยรู้ว่าเป็นบาป ทำบาปเมื่อมีผู้ชักชวน ทำด้วยใจวางเฉย (๙) ทำบาปด้วยความโกรธ ด้วยใจกล้า และใจร้าย (๑๐) ทำบาปด้วยความโกรธ ด้วยมีสิ่งชักจูง (๑๑) ทำบาปโดยไม่เชื่อบาปบุญคุณโทษ ด้วยใจวางเฉย (๑๒) ทำบาปด้วยจิตฟุ้งซ่าน ด้วยใจที่วางเฉย

ความโลภ(โลภะ) ความโกรธ(โทสะ) ความหลง(โมหะ) เป็นเหตุที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายมีใจร้ายและทำให้ไปเกิดในอบายภูมิ ๔ คือ แดนนรก แดนเดรัจฉาน แดนเปรต และแดนอสุรกาย

โรรุวนรกภูมิ

เหตุที่ทำให้ต้องมาเกิดในโรรุวนรกภูมิมี ๓ ประการ คือ (๑) กล่าวดูหมิ่นพระธรรม (๒) เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว (๓) ผิดศีลข้อ ๓ (กาเมฯ)

โรรุจวนรกภูมิ แบ่งเป็น ๒ เขต คือ ชาลโรรุวะ(ถูกเปลวไฟนรกเผาร่าง) และธูมาโรรุวะ(ถูกรมด้วยแก๊สพิษ)

บาป ๑๐ ประการ เกิดจากกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และมโนกรรม ๓

กายกรรม ๓ คือ (๑) การฆ่าคนและสัตว์ด้วยมือและเท้าของตน (๒) การลักทรัพย์ผู้อื่นที่ไม่ได้ให้แก่ตน และ (๓) การเป็นชู้กับภรรยาและสามีของผู้อื่น

วจีกรรม ๔ คือ (๑) การกล่าวเท็จ (๒) การกล่าวคำส่อเสียดยุยงให้ผู้อื่นเข้าใจผิด (๓) การกล่าวคำหยาบคาย ติฉินนินทาว่าร้ายผู้อื่นให้เจ็บใจหรือเสียหาย (๔) พูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ

มโนกรรม ๓ คือ (๑) ดื้นรั้น เห็นผิดเป็นชอบ (๒) โกรธแค้นผู้อื่น เห็นผู้อื่นเป็นศัตรู ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อแก้แค้น ความโกรธไม่มีวันสิ้นสุด (๓) ความตั้งใจทำร้ายผู้อื่น ฆ่าคนเพื่อชิงทรัพย์

มหาโรรุจวนรกภูมิ

จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด ใจ วิญญาณ

เจตสิก คือ อาการหรือคุณสมบัติต่างๆของจิต มี ๓ ประเภท ได้แก่

  • อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ – เจตสิกที่มีมีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น คือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล
  • อกุศลเจตสิก ๑๔ คือ เจตสิกฝ่ายอกุศล
  • โสภณเจตสิก ๒๕ คือ เจตสิกฝ่ายดีงาม

เจตสิกที่ชักจูงให้ทำบาป ๒๗ อย่าง ได้แก่ (๑) ผัสสะ – ความกระทบอารมณ์ (๒) เวทนา – ความเสวยอารมณ์ (๓) สัญญา – ความจำอารมณ์ (๔) เจตนา – ความตั้งใจ (๕) เอกัคคตา – ความมีใจเป็นสมาธิ (๖) ชีวิตินทรีย์ – ความดำรงชีวิตอยู่ (๗) มนสิการ – ความใคร่ครวญไตร่ตรอง (๘) วิตก (ความตรึกแต่จะทำบาป) (๙) วิจาร – ความตรองแต่ในเรื่องบาป (๑๐) อธิโมกข์ – การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะทำบาป (๑๑) วิริยะ – ความพยายามทำบาป (๑๒) ปีติ – ความชื่นชมยินดีในการทำบาป (๑๓) ฉันทะ – ความพอใจที่จะทำบาป (๑๔) โมโห – ความหลงมัวเมาในการทำบาป (๑๕) อหิริกัง – ความไม่ละอายต่อบาป (๑๖) อโนตตัปปัง – ความไม่เกรงกลัวต่อบาป (๑๗) อุทธัจจัง – ความฟุ้งซ่าน (๑๘) โลโภ – ความโลภ (๑๙) ทิฏฐิ – ความดื้อรั้น (๒๐) มาโน – ความถือตัว (๒๑) โทโส – ความโกรธ (๒๒) อิสสา – ความริษยา (๒๓) มัจฉริยะ – ความตระหนี่ (๒๔) กุกกุจจะ – ความรำคาญใจ (๒๕) ถีนะ – ความหดหู่ใจ (๒๖) มิทธะ – ความง่วงเหงา (๒๗) วิจิกิจฉา – ความลังเลสงสัย

ตาปนรกภูมิ

สัตว์นรกในขุมนี้จะถูกหอกแหลมร้อนแดงเป็นไฟทิ่มแทงร่างกายตลอดเวลา

มหาตาปนรกภูมิ

สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุยืนมาก จึงต้องนับอายุด้วยกัปได้กึ่งกัป

มหาอเวจีนรกภูมิ

สัตว์นรกที่เกิดในมหาอเวจีนรกนี้ได้รับทุกขเวทนาเป็นเวลา ๑ กัปจึงจะพ้นไปจากนรกภูมินี้ได้

อนันตริยกรรม คือ กรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด ตัดทางสวรรค์ ตัดทางนิพพาน ได้แก่ มาตุฆาต(ฆ่ามารดา) ปิตุฆาต(ฆ่าบิดา) อรหันตฆาต(ฆ่าพระอรหันต์) โลหิตุปบาท(ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงขั้นห้อเลือดขึ้นไป) และสังฆเภท(ทำสงฆ์ให้แตกกัน)

พระเทวทัตต์ พี่(น้อง)ชายของพระนางพิมพายโสธรา พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งได้ออกบวชพร้อมพระอนุรุทธะ พระอานนท์ บำเพ็ญฌานจนได้โลกียอภิญญา ต่อมามีความมักใหญ่ใฝ่สูง เคยทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงสละการปกครองสงฆ์ให้แก่ตน โดยอ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุมากแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ยุยงพระเจ้าอชาตศัตรู มกุฎราชกุมารแห่งแคว้นมคธ ให้ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร พระราชบิดา เพื่อแย่งราชสมบัติ ต่อมาร่วมสมคบกันปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าแต่กระทำไม่สำเร็จ สะเก็ดหินที่พระเทวทัตต์กลิ้งลงมาจากเขาคิชฌกูฏได้ทำให้เล็บพระบาทของพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต

ทั้งยังทำการยุยงให้สงฆ์แตกสามัคคีกัน พระสงฆ์ ๕๐๐ รูปแยกตัวออกมาจากคณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้า พากันมาอยู่กับพระเทวทัตต์ ณ สำนักของพระเทวทัตต์ที่คยาสีสะ ภายหลังพระพุทธเจ้าได้ส่งพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตรไปแสดงธรรมจนพระสงฆ์ทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นยอมกลับมาอยู่กับพระพุทธเจ้า พระเทวทัตต์รู้เข้าถึงกับกระอักเลือด ล้มป่วยด้วยความตรอมใจนานถึง ๙ เดือน เมื่อรู้ตัวมาตนเองกำลังจะตายจึงสำนึกผิด อยากไปเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยให้ศิษย์ใส่แคร่หามไปที่วัดเชตวัน เมื่อไปถึงหน้าวัดเชตวัน พระเทวทัตต์อยากอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดหมดจดก่อนไปเข้าเฝ้า ปรากฏว่าแผ่นดินได้สูบร่างของพระเทวทัตต์ลงไปในอเวจีนรก พระเทวทัตต์ต้องรับกรรมชั่วของตนในอเวจีนรกนานถึงแสนกัป เมื่อพ้นกรรมแล้วจึงจะได้ไปเกิดเป็นปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อ อัฏฐิสสาร เพราะพระเทวทัตต์ได้ลั่นวาจาที่ตนต้องการจะไปทูลพระพุทธเจ้าด้วยตนเองว่า “ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็ฯที่พึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีที่พึ่งอื่นใดนอกจากพระพุทธเจ้า” แต่ไม่มีโอกาสเนื่องจากถูกธรณีสูบไปเสียก่อน

โลกันตนรกภูมิ

ผู้ที่ประทุษร้ายบิดามารดา นักบวช ครูอาจารย์ ผู้มีศึล และยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน เมื่อตายก็จะได้ไปเกิดในโลกันตนรกซึ่งตั้งอยู่ระหว่างจักรวาลทั้ง ๓ กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ ลึกเกินหยั่ง ยาวจนไม่อาจวัดได้ เบื้องบนไม่มีฝาปิด เบื้องล่างมีน้ำรองรับ มีปล่องสูงขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ไม่มีวิมาน เทพยดาในโลกันตนรกมีแต่ความมืดมน

สัตว์ในโลกันตนรกมองไม่เห็นอะไรเลยเพราะแสงจากพระอาทิตย์ พระจันทร์และดวงดาวต่างๆส่องไปถึงเพียงแค่เขายุคันธร แสงไปไม่ถึงโลกันตนรกซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงจักรวาล ยกเว้นเมื่อเกิดปรากฏการณ์ ๕ ประการจึงจะมีแสงสว่างในโลกันตนรก คือ

  • ขณะทีพระโพธิสัตว์เสด็จลงมาจากดุสิตเทวโลกเพื่อปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา
  • ขณะเมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จออกจากครรภ์พระมารดา
  • ขณะที่พระโพธิสัตว์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันสัมมาสัมพุทธเจ้า
  • ขณะเมื่อพระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา
  • ขณะเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน

๑.๑.๒ เดรัจฉานภูมิ

สัตว์ที่เกิดในเดรัจฉานภูมิมี ๔ ประเภท คือ เกิดจากไข่ เกิดจากครรภ์ เกิดจากไคล และเกิดโดยมีรูปกายใหญ่ขึ้นทันใด บางชนิดไม่มีเท้า บางชนิดมี ๒ เท้า บางชนิดมี ๔ เท้า บางชนิดมีเท้าเป็นจำนวนมาก

สัตว์เดรัจฉานมีความรู้อยู่ ๓ อย่าง คือ รู้สืบพันธุ์ รู้กินอาหาร และรู้รักตัวกลัวตาย สัตว์เดรัจฉานนั้นไม่รู้จักบุญหรือธรรม ไม่รู้จักเลี้ยงตนด้วยการทำมาค้าขาย ทำไร่ไถนา บางชนิดกินหญ้าเป็นอาหาร บางชนิดกินเถาวัลย์ ใบไม้ บางชนิดกินกันเอง บางชนิดกินสัตว์ที่อ่อนแอกว่าตน

สัตว์เดรัจฉานที่เลี้ยงชีพด้วยการฆ่ากัน เมื่อตายไปย่อมไปเกิดในอบายภูมิ ๔ น้อยนักที่จะได้เกิดบนสวรรค์

๑.๑.๓ ภูมิเปต

คนที่มักริษยาผู้อื่น เห็นผู้อื่นมั่งมีทนไม่ได้ เห็นผู้อื่นยากไร้จะดูแคลน เห็นผู้อื่นมั่งมีก็อยากจะได้ทรัพย์สินของเขา มักจะคิดหากลอุบายที่จะเอาทรัพย์สินผู้อื่นมาเป็นของตน เป็นคนตระหนี่ไม่ให้ทาน เมื่อเห็นผู้อื่นจะให้ทานก็ห้ามปราม โกงทรัพย์สินของสงฆ์มาไว้เป็นประโยชน์ของตน คนจำพวกนี้เมื่อตายไปแล้วจะเกิดเป็นเปรต

เปรตนั้นมี ๓ จำพวก ได้แก่ (๑) เปรตที่ถือกำเนิดจากเหตุ ๒ ประการ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ (๒) เปรตที่ถือกำเนิดจากเหตุ ๓ ประการ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ เป็นเปรตที่สามารถรู้อริยสัจ ๔ ได้ (๓) เปรตที่ถือกำเนิดโดยไม่มีเหตุ คือ ปราศจากเหตุทั้ง ๓ นั้น

เปรตบางพวกอาศัยอยู่ในปราสาทแก้ว ; บางพวกอาศัยอยู่ในปราสาททิพย์ มีอาหารทิพย์กินเหมือนเทวดา ; บางพวกเวลาข้างแรมเป็นเปรต เวลาข้างขึ้นเป็นเทวดา  ; เปรตบางพวกเวลาข้างขึ้นเป็นเปรต เวลาข้างแรมเป็นเทวดา ; เปรตบางพวกเป็นเปรตตลอดกาลนาน ชั่วระยะเวลาที่โลกไม่มีพระพุทธเจ้ามาเกิด

คนที่ได้บวชเป็นชีถือศีลบริสุทธิ์แต่ดูถูกและกล่าวร้ายผู้อื่น ติเตียนครูบาอาจารย์และพระสงฆ์ผู้มีศีล ตายไปจะกลายเป็นเปรตที่มีกายดังท้าวมหาพรหม งามดั่งทอง แต่มีปากเหมือนปากหมู อดอยากหนักหนาเพราะหาอะไรกินไม่ได้เลยสักสิ่งเดียว หรือเป็ฯเปรตที่มีกายงามดั่งทองแต่ปากเหม็นหนักหนา มีหนอนเต็มปาก ถูกหนอนเจาะกินปากอยู่ตลอด

พรานที่เข้าป่าล่าเนื้อในเวลากลางวัน แต่รักษาศีลในเวลากลางคืน ตายไปจึงกลายเป็นเปรตในเวลากลางวัน ถูกยิง ตี ฆ่า และแทง แล้วยังมีหมาตัวใหญ่เท่าช้างไล่กัดกินเนื้อเขา ทนทุกขเวทนาดังนี้ตลอดเวลา กลางคืนกลายเป็นเทวดา มีนางฟ้ามากมายเป็นบริวาร และไว้เสวยสมบัติทิพย์

นายเมืองที่ตัดสินความราษฎรโดยกินสินบน กลับผิดเป็นถูก กลับถูกเป็นผิด หาความยุติธรรมไม่ได้ ตายไปจะกลายเป็นเปรตที่มีวิมานเหมือนเทวดา มีเครื่องประดับทำด้วยเงิน ทอง แก้ว มีนางฟ้าหมื่นหนึ่งเป็นบริวาร แต่ได้รับความลำบาก ไม่มีอาหารจะกิน จึงเอาเล็บมือคมดังมีดข่วนขูดกินเนื้องหนังตัวเองหรือไม่ก็เป็นเปรตที่มีตัวใหญ่เท่าภูเขา มีขนยาวแหลมมาก เล็บตีนเล็บมือใหญ่และคม เมื่อเล็บตีน เล็บมือ และขนกระทบกันเกิดเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า กลายเป็นไฟลุกไหม้ตัวเอง และบาดตัวเหมือนดังขวานฟ้าผ่าตัวเขาทุกแห่ง

ผู้ใดไร้ความกรุณาปราณี ข่มเหงคนยากไร้เข็ญใจ อยากได้สิ่งของและทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตน ใส่ความคนที่ไม่มีความผิด ตายไปจะกลายเป็นเปรตที่หาน้ำดื่มไม่ได้สักหยอด กระหายน้ำมากราวจะขาดใจ เมื่อเอามือกอบน้ำขึ้นมาดื่ม น้ำนั้นกลับกลายเป็นไฟไหม้เปรตตนนั้นทั้งตัว เกลือกกลิ้งไปมาจนตายท่ามกลางกองเพลิง

๑.๑.๔ อสุรกายภูมิ

สัตว์ในแดนอสุรกายมี ๒ จำพวก คือ กาลกัญชกาอสุรกาย และทิพยอสุรกาย ถือกำเนิดจากไข่ น้ำ ไคล หรือไม่ก็ผุดขึ้นเอง

๑.๒ กามสุคติภูมิ

๑.๒.๑ มนุสสภูมิ

หญิงสาวทั้งหลายที่ควรจะมีบุตร บริเวณใต้ท้องน้อยภายในที่จะมีผู้มาเกิดจะมีก้อนเลือดทารกก้อนหนึ่ง แดงอย่างลูกผักปลัง เมื่อหญิงนั้นถึงระดูรอบเดือนจะมีระดูไหลออกจากท้องแล้วต่อจากนั้นไปอีก ๗ วันจึงนับได้ว่ามีครรภ์ ต่อจากนั้นระดูจะไม่ไหลอีกเลย หญิงยังไม่แก่ชราอาจมีบุตรได้ทุกคน หญิงที่ไม่มีบุตรเป็นเพราะบาปกรรมของผู้มาเกิดทำให้เกิดเป็นลมในครรภ์ ลมนั้นพัดสัตว์ที่มาเกิดในครรภ์ทำให้แท้งตายไป บางครั้งมีตัวตืด พยาธิไส้เดือนในครรภ์ซึ่งกินสัตว์ผู้มาเกิดทำให้หญิงนั้นไม่มีบุตร

ในท้องมารดานั้นร้อนดุจดังคนเอาใบตองไปจุดไฟเผาและต้มน้ำในหม้อ อาหารทุกสิ่งที่มารดากินเข้าไปถูกเผาไหม้และย่อย ส่วนสัตว์ที่เกิดในครรภ์ ไฟธาตุไม่ไหม้เพราะบุญของสัตว์ที่เกิดในครรภ์จะเกิดเป็นมนุษย์ จะไม่ไหม้และไม่ตายเพราะเหตุนั้น

ผู้ที่อยู่ในท้องมารดาได้ ๖ เดือนและคลอดออกมาไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ ผู้ที่อยู่ในท้องมารดา ๗ เดือนคลอดออกมาแม้ว่าจะเลี้ยงเป็นคนได้ก็ไม่เติบโตกล้าแข็ง ทนแดด ทนฝนไม่ได้

ผู้ที่จากนรกมาเกิด เมื่อคลอดออกมาตัวร้อน เมื่อสัตว์นั้นอยู่ในท้องมารดาจะเดือดร้อนและหิวกระหาย เนื้อมารดานั้นก็พลอยร้อนไปด้วย

ผู้ที่จากสวรรค์ลงมาเกิด เมื่อจะคลอดออก เนื้อตนสัตว์ที่เกิดมานั้นเย็นทั้งกายและใจ เมื่ออยู่ในท้องมารดาก็อยู่เย็นเป็นสุข สำราญบานใจ เนื้อกายมารดาก็จะเย็นด้ย

ถ้าสัตว์เกิดมาแต่นรกหรือมาจากเปรตจะคิดถึงความทุกข์ลำบาก เมื่อคลอดออกมาจะร้องไห้ ถ้าสัตว์เกิดมาแต่สวรรค์ เมื่อคิดถึงความสุขในหนหลัง ครั้นคลอดออกมาแล้วจะหัวเราะก่อน ถ้าเป็นมนุษย์ในโลกนี้หรือจักรวาลอื่นๆ เมื่อแรกเกิดในครรภ์มารดาก็ดี ระหว่างอยู่ในครรภ์มารดาก็ดี เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดาก็ดี ในกาลทั้ง ๓ นี้จะหลงลืมไม่รู้ตัวในสิ่งหนึ่งสิ่งใดแม้แต่สิ่งเดียว

มนุษย์มี ๔ จำพวก คือ (๑) มนุษย์นรก – เหล่ามนุษย์ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (๒) มนุษย์เปรต – มนุษย์ที่ไม่เคยทำบุญกุศลในชาติปางก่อน (๓) มนุษย์เดรัจฉาน – มนุษย์ที่ไม่รู้จักบาปและบุญ ไร้ความเมตตากรุณา มีใจแข็งกระด้าง (๔) มนุษย์คน – มนุษย์ที่รู้จักผิดและชอบ รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้จักประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้า รู้จักกลัวและละอายต่อการทำบาป

มนุษย์คน มี ๔ จำพวก คือ (๑) พวกที่เกิดและอยู่ในชมพูทวีป – หน้ารูปไข่ อายุยาวหรือสั้นขึ้นอยู่กับว่ามีศีลมีธรรมแค่ไหน (๒) พวกที่เกิดและอยู่ในบุรพเทหทวีป ทางทิศตะวันออกของเรา หน้ากลมเหมือนเดือนเพ็ญ อายุยืน ๑๐๐ ปีจึงตาย (๓) พวกที่เกิดและอยู่ในอมรโคยานทวีป ทางทิศตะวันตกของเรา หน้าเหมือนเดือนแรม ๘ ค่ำ อายุยืน ๔๐๐ ปีจึงตาย (๔) พวกที่เกิดและอยู่ในอุตตรกุรุทวีป ทางทิศเหนือของเรา  หน้ารูปสี่เหลี่ยม รูปร่างงาม สมส่วน อายุยืน ๑,๐๐๐ ปีจึงตาย มีเรี่ยวแรงพลังกายคงที่ไม่เสื่อมถอยไปตามวัยตั้งแต่หนุ่มจนแก่ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าคนในทวีปอื่นเพราะเป็นผู้รักษาศีลโดยทั่วหน้า ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจอันใด กินสัญชาตสาลีซึ่งเกิดเองเป็นอาหารโดยนำข้าวสัญชาตสาลีใส่หม้อทอง ยกไปตั้งบนแผ่นหินโชติปาสาณสักครู่ก็จะเกิดไฟลุกขึ้นเอง เมื่อข้าวสุกไฟก็จะดับเอง อยากบริโภคสิ่งใด สิ่งนั้นจะเกิดใกล้ๆเขาเอง อยากได้แก้วแหวนเครื่องประดับก็ไปเก็บที่ต้นกัลปพฤกษ์ หนุ่มสาวเมื่อรักกันก็ตะอยู่ครองเรือนเป็นสามีภรรยากัน โดยจะอยู่ร่วมรักกันเพียง ๗ วันเท่านั้น จากนั้นก็จะไม่ร่วมรักกันอีกเลย อยู่เป็นสุขตราบสิ่นอายุขัย ยามคลอดก็มีแท่นนอนขึ้นมารองรับ ทารกที่คลอดออกมาก็สะอาดปราศจากเมือกคาว มารดาไม่ต้องให้ลูกดูดนม เพียงเอาทารกไปวางไว้ที่ริมทาง เมื่อมีคนเดินผ่านก็จะเอานิ้วให้ทารกดูด น้ำนมก็ไหลออกมา ถึงคราตายก็ไร้ความโศกเศร้าเสียใจ แต่งศพให้สวยงามแล้วนำไปวางในที่แจ้ง นกหัสดีลิงค์ นกอินทรีย์ นกกดก็จะคาบเอาไปทิ้งในแผ่นดินอื่น ส่วนผู้ตายก็จะไปเกิดในสวรรค์เพราะตั้งมั่นในศีล ๕ ตลอดเวลา

พระยามหาจักรพรรดิราช

พระยามหาจักรพรรดิราชจักอุบัติในชมพูทวีปเท่านั้น ไม่อุบัติในบุรพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป และอุตตรกุรุทวีป ท่านเป็นผู้ได้สร้างสมบุญญาธิการมาแต่ชาติปางก่อน ได้ปฏิบัติบูชาพระรัตนตรัย รักษาศีล เจริญภาวนา ครั้นเมื่อถึงกาลกิริยาก็ไปบังเกิดในสวรรค์ บางครั้งก็ไปเกิดเป็นท้าวพระยา มียศศักดิ์ บริวาร ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม

กัปใดไม่มีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงมีพระยามหาจักรพรรดิราชแทนในกัปนั้น ครั้นไฟเผาไหม้แผ่นดินแล้ว ด้วยบุญท่านซึ่งจะมาเป็นพระมหาจักรพรรดิราชนั้น กงจักรแก้วจะเกิดก่อนและจมอยู่ในห้องมหาสมุทร รอท่านผู้มาเป็นจักรพรรดิราช และเครื่องประดับสำหรับพระองค์ ไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยจักรแก้วซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นประจักษ์พยานของท่านผู้มีบุญเหนือคนทั้งหลาย เพื่อให้หมู่คนทั้งหลายสามัคคีกัน

พระยามหาจักรพรรดิราชโปรดการฟังพระธรรมเทศนาจากสำนักสมณพราหมณ์ นักปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลาย อีกทั้งยังทรงรักษาเบญจศีลทุกวัน ครั้นถึงวันธรรมสวนะก็รักษาอุโบสถศีล ในวันเพ็ญเวลาเช้าโปรดฯให้นำราชทรัพย์ออกแจกจ่ายแก่ผู้มาขอ เสร็จแล้วจะทรงชำระพระเกศา แล้วทรงด้วยน้ำอบ เครื่องหอมในกระออมทองคำครั้งละพันกระออม เสร็จแล้วทรงผ้าขาวเนื้อละเอียดสุกุลพัสตร์มาห่มกายและพาดเหนืออังสะ แล้วสมาทานอุโบสถศีล ต่อจากนั้นประทับนั่ง ณ กลางแผ่นดินทองประดับด้วยแก้วรุ่งเรืองงามดุจแสงอาทิตย์ ประกอบไปด้วยฟูกเมาะ เบาะแพร และหมอนทอง ส่วนแท่นประทับทองคำก็ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการอยู่ในปราสาทแก้วอันงดงาม

พระยามหาจักรพรรดิราชทรงระลึกถึงทานที่ทรงทำ ถึงศีลที่ทรงบำเพ็ญ ถึงธรรมที่ทรงสดับแล้วเจริญภาวนา

เมื่อพระยามหาจักรพรรดิราชเสด็จสวรรคต จักรรัตนะก็จะกลับคืนสู่ท้องมหาสมุทร หัตถีรัตนะ “ช้างแก้ว” และอัศวรัตนะ “ม้าแก้ว” จะกลับคืนสู่ตระกูลดังเดิม มณีรัตนะจะกลับคืนสู่ภูเขาพิบูลบรรพตดังเดิม ส่วนอิตถีรัตนะ อัครมเหสีคู่พระบารมีของพระยามหาจักรพรรดิราชนั้น หากประสูติในอุตตรกุรุทวีปก็จะเสด็จกลับอุตตรกุรุทวีปดังเดิม หากอุบัติในชมพูทวีป รัศมีที่เคยแผ่ซ่านจากพระวรกายก็จะสูญหายไปสิ้น และจะทรงมีวรรณะเหมือนเช่นหญิงสามัญทั่วไป คหปติรัตนะ “ขุนคลังแก้ว” ที่เคยมีหูทิพย์ ตาทิพย์ก็จะสูญสิ้นไป พระปรีชาสามารถของปรินายกรัตนะ “พระโอรส : ขุนพลแก้ว” ก็จะเสื่อมถอยลงไป

การเกิด

การกำเนิดมี ๔ ลักษณะ คือ (๑) ชลามพุชะ – เกิดในครรภ์ (๒) อัณฑชะ – เกิดในไข่ (๓) สังเสทชะ – เกิดในไคล เช่น หนอน แมลงบางชนิด (๔) โอปปาติกะ – เกิดแล้วผุดขึ้นมาเต็มตัวทันทีทันใด ได้แก่ เทวดา สัตว์นรก เปรต อสุรกายซึ่งเกิดและตายไม่ต้องมีเชื้อหรือซากปรากฏให้เห็น

 การตาย

เหตุแห่งการสิ้นชีวิตไปของสัตว์มี ๔ ประการ คือ (๑) อายุขัย – ตายเนื่องจากสิ้นอายุ (๒) กรรมขัย – ตายโดยไม่สมควรตาย ตายเพราะเสวยผลกรรมที่ตนได้ทำไว้ (๓) อุภยขัย – ตายเพราะแก่ชรา ตายโดยธรรมชาติ (๔) อุปัจเฉทกรรมขัย – ตายจากอุบัติเหตุ ตายอย่างปัจจุบันทันด่วน

กรรม

กรรมจำแนกตามผล ได้แก่ (๑) ชนกกรรม – กรรมแต่งให้เกิด (๒) อุปถัมภกกรรม – กรรมสนับสนุนชนกกรรมทำให้มีความสุขหรือทุกข์ (๓) อุปปีฬกกรรม – กรรมบีบคั้นขัดขวางผลกรรมอื่น บีบคั้นผลแห่งชนกกรรมทำให้ได้ผลไม่เต็มที่ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย (๔) อุปฆาฎกรรม – กรรมตัดรอนผลกรรมอื่น เข้ากันไม่ได้กับชนกกรรมและอุปถัมภกกรรม แต่เข้ากันได้กับอุปปีฬกรรมแต่ให้ผลที่รุนแรงกว่าจึงตัดรอนผลของชนกกรรมและอุปถัมภกกรรมให้ขาดสิ้นแล้วให้ผลแทนที่

กรรมจำแนกตามความแรง ได้แก่ (๑) ปัญจานันตริยกรรม หรือ ครุกรรม – กรรมหนัก รวมถึงอนันตริยกรรม ๕ คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตุปบาท(ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต) และสังฆเภท(ทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน) (๒) อาสันนกรรม – กรรมที่บุคคลกระทำเมื่อใกล้ตาย แม้จะมีกำลังอ่อนสังเพียงใดก็ย่อมให้ผลปัจจุบันทันด่วนได้เหมือนกัน (๓) อาจิณณกรรม – “พหุลกรรม” กรรมที่กระทำอยู่เนืองๆหากไม่มีครุกรรมก็จะให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ (๔) กตัตตากรรม – “กตัตตาวาปนกรรม” กรรมที่กระทำลงไปโดยไม่ตั้งใจ เมื่อไม่มีกรรม ๓ ข้อกรรมนี้จึงจะให้ผล

สถานที่หรือภพที่ให้ผล ได้แก่ (๑) อกุศลกรรม ๑๐ : “กายกรรม ๓” ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักขโมย ประพฤติผิดในกาม “วจีกรรม ๔” พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ และ “มโนกรรม ๓” อยากได้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น คิดร้ายต่อผู้อื่น และเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ทำให้ไปเกิดในอบายภูมิ (๒) กามาวจรกุศลกรรม – บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ : ทานมัย สีลมัย ภาวนามัย อปจายนมัย(ประพฤติอ่อนน้อม) เวยยาวัจจมัย(ขวนขวายรับใช้) ปัตติทานมัย(เฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น) ปัตตานุโมทนามัย(ยินดีในความดีของผู้อื่น) ธัมมัสสวนมัย(ฟังธรรม ศึกษาหาความรู้) ธัมมเทสนามัย(สั่งสอนธรรม ให้ความรู้) และทิฏฐุชุกัมม์(ทำความเห็นให้ตรง) ส่งผลให้ไปเกิดในกามสุคติภูมิ ๗ คือ มนุษย์และฉกามาวจรสวรรค์ (๓) รูปาวจรกุศลกรรม – รูปฌาน ๔ ของผู้ยังไม่บรรลุอรหัตตผลทำให้ไปเกิดในรูปภพ (๔) อรูปาวจรกุศลกรรม – อรูปฌาน ๔ ของผู้ยังไม่บรรลุอรหัตตผลทำให้ไปเกิดในอรูปภพ

กรรมจำแนกตามเวลาที่ให้ผล ได้แก่ (๑) ทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม – กรรมให้ผลทันตา (๒) อุปปัชชเวทนียกรรม – กรรมให้ผลในภพหน้า (๓) อปราปริยเวทนียกรรม – กรรมให้ผลในภพต่อๆไป (๔) อโหสิกรรม – กรรมเลิกให้ผล ไม่มีผลอีกต่อไป

  • ผู้ใดทำอกุศลกรรมไว้มาก จะไปบังเกิดในอบายภูมิ
  • ถ้าตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์จะมองเห็นก้อนเนื้อ
  • ถ้าตายแล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์จะเห็นต้นกัลปพฤกษ์ เรือนทอง ปราสาทแก้วงดงาม เห็นเหล่าเทวดาฟ้อนรำอย่างสนุกสนาน
  • ถ้าตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นเปรตก็จะเห็นแกลบและข้าวลีบ กระหายน้ำ เห็นเสือ น้ำหนอง
  • ถ้าตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็จะเห็นป่า ต้นไม้ กอไผ่ เทือกเขา สัตว์ต่างๆ

๑.๒.๒ ฉกามาพจรภูมิ

เทวดาสิ้นชีวิตด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ (๑) อายุขัย – สิ้นชีวิตตามอายุในชั้นฟ้า (๒) บุญญขัย / สิ้นบุญก่อนถึงกำหนดอายุ (๓) อาหารชัย – สิ้นชีวิตเพราะสนุกจนลืมกินอาหาร (๔) โกธาพละ – สิ้นชีวิตเพราะความโกรธทำให้หัวใจกลายเป็นไฟเผาไหม้ตัวเอง

ก่อนเทวดาจะจุติ(สิ้นชีวิต) ๗ วันจะเกิดนิมิต ๕ ประการ คือ (๑) เห็นดอกไม้ในวิมานของตนเหี่ยว (๒) ผ้าทรงดูหม่นหมอง (๓) อยู้ไม่มีความสุข มีเหงื่อไคลไหลออกมาจากรักแร้ (๔) อาสนะร้อนและแข็งกระด้าง (๕) กายเหี่ยวแห้ง เศร้าหมอง ไม่มีรัศมี

ดังนั้น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายจึงไม่ปรารถนาในสุขสมบัติ แต่ปรารถนาในนิพพานสมบัติ

จาตุมหาราชิกา

สวรรค์ชั้นที่ ๑ มีมหาราชปกครอง ๔ องค์ ประจำทิศทั้ง ๔ เรียกว่าท้าวจาตุมหาราชหรือท้าวโลกบาล ได้แก่ (๑) ท้าวธตรฐ – มหาราชาแห่งคนธรรพ์ ปกครองทิศตะวันออก (๒) ท้าววิรุฬหก – มหาราชแห่งกุมภัณฑ์ ปกครองทิศใต้ (๓) ท้าววิรูปักษ์ – มหาราชแห่งนาค ปกครองทิศตะวันตก และ (๔) ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสวัณ – มหาราชแห่งยักษ์ ปกครองทิศเหนือ

ตาวติงสาภูมิ

ฉกามาวจรภูมิ “ดาวดึงส์” มีท้าวสักกะหรือพระอินทร์เป็นผู้ปกครอง เป็นที่ตั้งของเจดีจุฬามณีซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศธาตุและพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า

มฆมานพกับพวกรวม ๓๓ คนสร้างบุญกุศลมากมายพร้อมได้ประพฤติวัตรบท ๗ ประการได้แก่ (๑) เลี้ยงบิดามารดา (๒) ถ่อมตนต่อหน้าผู้ใหญ่ (๓) พูดปิยวาจา (๔) ไม่พูดส่อเสียด (๕) ไม่ตระหนี่ (๖) มีวาจาสัตย์ (๗) ข่มความโกรธตลอดชีวิต เมื่อสิ้นอายุขัยจึงได้มาเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มฆมานพได้เป็นท้าวสักกะ(พระอินทร์) สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้เดิมเป็นที่อยู่ของอสูร เมื่อเทวดามาเกิด เทวดากับอสูรจึงทำสงครามกัน อสูรพ่ายแพ้แก่ฤทธานุภาพของเทวดาต้องถอยร่นไปอยู่ที่อื่น

ยามาภูมิ

ยามาภูมิมีท้าวสุยามเทวราชเป็นผู้ปกครอง เป็นสวรรค์ที่ไม่มีพระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องสว่างเพราะอยู่ไกลออกมามาก แสงที่มีคือรัศมีจากรัตนะแก้วมณีต่างๆและรัศมีจากเรือนกายของเทวดา ดอกไม้ทิพย์บานคือกลางวัน ดอกไม้ทิพย์หุบคือกลางคืน

ดุสิตาภูมิ

สวรรค์ชั้นดุสิตอยู่ภายใต้การปกครองของ “ท้าวสันตุสิต” เป็นสถานที่สถิตของพระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกมนุษย์ และพระสกทาคามีที่ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็จะมาสถิตรอการตรัสรู้ในสวรรค์ชั้นดุสิตเช่นกัน รวมถึงพระนางสิริมหามายา อนาถบิณฑิกเศรษฐ๊ ธรรมิกเศรษฐี พระนางมัลลิกา พระติสสะ ฯลฯ

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เคยเป็นเทวบุตรนาม “เสตเกตุ” ส่วนพระศรีอริยเมตไตรยก็คือเทวบุตรนาม “นาถะ”

นิมมานรดีภูมิ

สวรรค์ชั้นนิมมานรดีปกครองโดย “ท้าวนิมมิตเทวราช” นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้สร้างวัดบุพพารามถวายพระพุทธเจ้าและบรรลุธรรมขั้นโสดาบัน มีการเกิดอีกเพียง ๗ ชาติก็จะบรรลุอรหันต์เมื่อเสียชีวิตแล้วได้มาอยู่ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนี้

เมื่อพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติแล้วสำรวจด้วยทิพยจักษุจึงรู้ว่า มารดาในอดีตชาติกำลังจะสิ้นอายุขัยจึงเดินทางไปยังบ้านของหญิงยากจนนั้น นางเห็นพระสงฆ์มายืนอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง นางมีเพียงเศษอาหารอันน้อยนิดสำหรับตนเองเท่านั้น ไม่เหมาะแก่การถวายพระ นางจึงไม่ได้ใส่บาตร แต่พระสงฆ์นั้นก็ไม่ยอมเดินต่อไปไหน ใครเดินผ่านมาขอใส่บาตรพระสงฆ์ก็ไม่ยอมรับบาตร หญิงยากจนนั้นจึงนำเศษอาหารที่มีอยู่ซึ่งแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ได้กินใส่บาตรทั้งหมด พระสงฆ์ก็ยอมรับบาตร ทั้งยังนั่งฉันภัตตาหารที่บ้านหลังนั้นอีกด้วย และในคืนนั้นนั่นเอง หญิงยากจนนั้นก็สิ้นใจตาย

ท้าวสักกะสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่านางไปเกิด ณ ที่ใด พยายามสอดส่องหาตัวนางอย่างไรก็ไม่พบจึงเสด็จมากราบนมัสการพระมหากัสสปะๆตอบว่านางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ท้าวสักกะอุทานว่า “น่าอัศจรรย์จริงหนอ ทานของคนยากไร้อนาถาและได้มาจากคนอื่นให้ตน เป็นเพียงข้าวก้นหม้ออันแข็งกระด้าง ปราศจากรสชาติอันโอชะ กลับเป็นทานอันประเสริฐ ก่อให้เกิดเป็นทิพยสมบัติในสรวงสวรรค์ชั้นสูงถึงนิมมานรดี การให้ทานแก่ทักขิยไณยบุคคลอย่างพระคุณเจ้า มีอานิสงส์ดีกว่าการกระทำอย่างอื่นมากมายนัก”

ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ

ปรนิมมิตวสวัตดีเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดในกามภพ แบ่งเป็น ๒ แดน คือ แดนเทพและแดนมาร มีผู้เป็นใหญ่ปกครอง ๒ องค์ แดนเทพปกครองโดย “ปรนิมมิตตวสวัตตีเทวราช” แดนมารปกครองโดย “พระยามาราธิราช” หรือ “พระยาวสวัตตีมาร” ซึ่งก็คือพระยามารผู้เป็นอุปสรรคขัดขวางการตรัสรู้และการเผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้านั่นเอง

มารในศาสนาพุทธมี ๕ ประเภท คือ (๑) กิเลสมาร (๒) ขันธมาร – ขันธ์ ๕ (๓) อภิสังขารมาร – บุญบาป (๔) เทวปุตตมาร – เทวบุตร (๕) มัจจุมาร/มรณมาร – ความตาย

กองทัพพระยามาร ประกอบด้วย (๑) กาม – ความใคร่ (๒) อรดี – ความไม่ยินดี ความริษยา (๓) ขุปปิปาสา – ความหิวโหยและกระหาย (๔) ตัณหา – ความอยาก (๕) ถีนมิทธะ – ความหดหู่ (๖) ภิรุ – ความกลัว (๗) วิจิกิจฉา – ความลังเลสงสัย (๘) มักขะ – ความลบหลู่คุณท่าน (๙) ถัมภะ – หัวดื้อ (๑๐) ลาภะ – ความโลภ ; สิโลก – ชื่อเสียง (๑๑) สักการะ – เกียรติยศ (๑๒) มิจฉาลัทธยโส – ความยิ่งใหญ่ที่ได้มาโดยมิชอบ (๑๓) อัตตุกกังสนา – ยกย่องตนเอง (๑๔) ปราวชานนา – ยกตน (๑๕) ปรวัมภนา – ข่มผู้อื่น

จิตตอุปกิเลส ๑๖ – สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว ได้แก่ (๑) อภิชฌาวิสมโลภะ – ความคิดเพ่งอยากได้ จ้องจะเอา ไม่เลือกควรไม่ควร (๒) พยาบาท – ความคิดร้ายต่อผู้อื่น (๓) โกธะ – ความโกรธ (๔) อุปนาทะ – ความผูกโกรธ (๕) มักขะ – ความลบหลู่คุณความดีของผู้อื่น ความลบล้างคุณความดีของผู้อื่น (๖) ปลาสะ – ความตีเสมอ (๗) อิสสา – ความริษยา (๘) มัจฉริยะ – ความตระหนี่ (๙) มายา – มารยา ความล่อลวง (๑๐) สาเถยยะ – ความโอ้อวดหลอกเขา (๑๑) ถัมภะ – ความหัวดื้อ ความกระด้าง (๑๒) สารัมภะ – ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะ (๑๓) มานะ – ความถือตัว ทะนงตน (๑๔) อติมานะ – ความถือว่าตัวดีกว่าเขา ดูหมิ่นเขา (๑๕) มทะ – ความมัวเมา (๑๖) ปมาทะ – ความประมาท ละเลย เลินเล่อ

กองทัพของพระยามารย่อมแพ้พ่ายแก่อริยมรรคอันมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ

๒. รูปภูมิ

ภาวะจิตที่มีสมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้วเรียกว่า “ฌาน” ส่งผลให้ได้เกิดในโสฬสรูปพรหม ๑๖ ชั้น คือ

  • ปฐมฌาน – วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา => ปฐมฌานภูมิ ๓ ชั้น ได้แก่ (๑) พรหมปาริสัชชาภูมิ (๒) พรหมปุโรหิตาภูมิ (๓) มหาพรหมาภูมิ
  • ทุติยฌาน – ปีติ สุข เอกัคคตา => ทุติยฌานภูมิ ๓ ชั้น ได้แก่ (๔) ปริตรตาภูมิ (๕) อัปปมาณาภาภูมิ (๖) อาภัสสราภูมิ
  • ตติยฌาน – สุข เอกัคคตา => ตติยฌานภูมิ ๓ ชั้น ได้แก่ (๗) ปริตตสุภาภูมิ (๘) อัปปมาณสุภาภูมิ (๙) สุภกิณหาภูมิ
  • จตุตถฌาน – อุเบกขา เอกัคคตา => จตุตถฌานภูมิ ๒ ชั้น ได้แก่ (๑๐) เวหัปผลาภูมิ – ภูมิที่พ้นจากการถูกทำลายล้างของน้ำประลัยกัลป์ (๑๑) อสัญญีสัตตา – พรหมที่ไม่มีสัญญา มีแต่รูปขันธ์ ไม่มีนามขันธ์ มีรูปอันงาม มีอิริยาบถไม่เหมือนกัน บ้างยืน บ้างนั่ง บ้างนอน แน่นิ่งอยู่อย่างนั้นตลอดไปประดุจรูปปั้น ไม่มีการเคลื่อนที่หรือไหวตัวจนกว่าจะสิ้นอายุขัยคือ ๕๐๐ มหากัป
  • อรูปฌาน ๔ => สุทธาวาสพรหมภูมิ สถานที่อุบัติของพระอนาคามีซึ่งจะไม่กลับมาบังเกิดในโลกมนุษย์อีกเลย จะบรรลุอรหัตผลในพรหมโลกนั้นเอง ได้แก่ (๑๒) อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ – แดนเกิดของพระอนาคามีซึ่งมีสัทธินทรีย์แก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น (๑๓) อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ – แดนเกิดของพระอนาคามีซึ่งมีวิริยินทรีย์แก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น (๑๔) สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ – แดนเกิดของพระอนาคามีซึ่งมีสตินทรีย์แก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น (๑๕) สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ – แดนเกิดของพระอนาคามีซึ่งมีสมาธินทรีย์แก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น (๑๖) อกนิฏฐาสุทธาวาสพรหมภูมิ – แดนเกิดของพระอนาคามีซึ่งมีปัญญินทรีย์แก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น

พรหมคือผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม พ้นไปจากกาม ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ ชั้นและอรูปพรหม ๔ ชั้น ร่างกายล้วนเป็นชาย ไม่มีสตรีเพศ ผู้หญิงที่บำเพ็ญกรรมฐานและได้ฌานสมาบัติเมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็จะได้ไปเกิดในปาริสัชชาภูมิ

เจตสิก ๒๒ ที่เป็นอาหารของรูปพรหมทั้งหลาย ได้แก่ (๑) ศรัทธา ความเชื่อ (๒) สติ ความระลึกได้ (๓) หิริ ความละอายเกรงกลัวต่อบาป (๔) ความไม่โลภ (๕) ความไม่โกรธ (๖) ความไม่เคียดแค้นริษยา (๗) อุเบกขา การทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยใจเป็นกลาง (๘) การทำสิ่งใดที่มีตนประกอบด้วยสภาวธรรม (๙) ความมีใจเห็นสภาวธรรม (๑๐) มีกายเบาตามธรรม (๑๑) มีใจเบาตามธรรม (๑๒) มีกายอ่อนตามธรรม (๑๓) มีใจอ่อนตามธรรม (๑๔) มีกายอันควรแก่สภาวธรรมทั้งหลาย (๑๕) มีใจอันควรแก่สภาวธรรมทั้งหลาย (๑๖) มีกายคล่องแคล่วแก่ธรรม (๑๗) มีใจอันคล่องแคล่วแก่ธรรม (๑๘) มีกายซื่อตรงต่อธรรม (๑๙) มีจิตซื่อตรงต่อธรรม (๒๐) มีใจพลอยยินดีต่อสัตว์ทั้งหลาย (๒๑) มีใจพลอยยินดีต่อสัตว์ทั้งหลาย (๒๒) มีปัญญายิ่งกว่าอินทรีย์ทั้งหลาย

๓. อรูปภูมิ

อรูปพรหม ๔ ชั้น ได้แก่ (๑) อากาสานัญจายตนะ – กำหนดที่ว่างหาที่สิดมิได้เป็นอารมณ์ (๒) วิญญาณัญจายตนะ – กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ (๓) อากิญจัญญายตนะ – กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆเป็นอารมณ์ (๔) เนวสัญญานาสัญญายตนะ – ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

การหลุดพ้นไปจากกิเลสทั้งปวงได้แก่การดับนิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะวิจิกิจฉา

มหาปรินิพพาน

นิพพานมี ๒ อย่าง คือ (๑) สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ – ดับกิเลสได้สิ้นแต่ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณยังเหลืออยู่ (๒) อนุปาทิเสสนพิพพานธาตุ – ดับกิเลสได้สิ้น ทั้งขันธ์ ๕ ก็ไม่เหลือ

หนทางที่จะไปสู่นิพพาน คือ มรรค ๔ ผล ๔ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค – โสดาปัตติผล สกิทามิมรรค – สกิทามิผล อนาคามิมรรค – อนาคามิผล อรหัตตมรรค – อรหัตตผล

ผู้เจริญกสิณภาวนา ๑๐ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สีเขียว สีขาว สีแดง สีเหลือง อากาศ และแสงสว่าง จนได้ฌาน ๕ จะมีฤทธิ์ดำดินหรือเหาะเหินเดินอากาศได้

ผู้เจริญสมาบัติ ๘ คือ รูปฌานและอรูปฌาน มีอภิญญาทำให้มองเห็นเมืองฟ้า เมืองสวรรค์

ผู้เจริญอภิญญา ๖ ได้แก่ ทิพพจักษุ ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และอาสวักขยญาณ สามารถยกแผ่นดินขึ้นไว้บนฝ่ามือ ยกภูเขาพระสุเมรุออกจากที่ตั้งได้ เบื้องบนเห็นถึงพรหมโลก เบื้องต่ำเห็นถึงนรก

พระโยคาวจร (ผู้บำเพ็ญเพียร) ต้องปฏิบัติสมถกรรมฐานเพื่อให้ได้ปฐมฌาน โดยกำหนดนิมิต ๓ อย่างเป็นอารมณ์ คือ (๑) บริกรรมนิมิต – กำหนดเอาเครื่องหมายหรือภาพจุดใดจุดหนึ่งเป็นอารมณ์ (๒) อุคคหนิมิต – กำหนดนิมิตติดตาเป็นอารมณ์ (๓) ปฏิภาคนิมิต – กำหนดนิมิตเทียบเคียงเป็นอารมณ์ และเจริญภาวนา ๓ อย่าง คือ บริกรรมภาวนา อุปจารภาวนา – สมาธิเกือบแน่วแน่ และอัปปนาภาวนา – สมาธิจิตแน่วแน่ กำจัดนิวรณ์ทั้ง ๕ คือ ความพอใจในกาม ความพยาบาท ความง่วงเหงาหดหู่ท้อถอย ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ และความลังเลสงสัยโดยใช้องค์ฌาน ๕ คือ วิตก – ยกจิตขึ้นสู่นิมิตกรรมฐานเพื่อกำจัดความหดหู่ท้อถอย วิจาร – พิจารณานิมิตกรรมฐาน เพื่อกำจัดความสงสัย ปีติ – ความอิ่มเอิบใจในนิมิตกรรมฐาน เพื่อกำจัดความพยาบาท สุข – ความสบายใจในนิมิต เพื่อกำจัดความฟุ้งซ่าน เอกัคคตา – จิตมีอารมณ์อย่างเดียวแน่วแน่ กำจัดความพอใจในกาม

เมื่อพระโยคาวจรเจริญภาวนาถึงขั้นอัปปนา มีสมาธิแน่วแน่แล้วจะต้องฝึกจิตให้คล่องแคล่วชำนาญ “วสี” ได้แก่ (๑) อาวัชชนวสี – ชำนาญในการกำหนดองค์ฌาน (๒) สมาปัชชนวสี – ชำนาญในการเข้าฌาน (๓) วุฏฐานวสี – ชำนาญในการออกจากฌาน (๔) อธิฏฐานวสี – ชำนาญในการอธิษฐานการเข้าฌาน (๕) ปัจจเวกขณวสี – ชำนาญในการพิจารณาฌาน

อารมณ์ที่ใช้กำหนดสำหรับปฏิบัติกรรมฐานเริ่มจากรูปกรรมฐาน => อรูปกรรมฐาน => วิปัสสนากรรมฐาน => วิโมกข์ “ความหลุดพ้น”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s