ราคาของความเหลื่อมล้ำ ๑ ปัญหาที่เกิดจากคนอเมริกันร้อยละ ๑ ของสังคม


ราคาของความเหลื่อมล้ำ

๑ ปัญหาที่เกิดจากคนอเมริกันร้อยละ ๑ ของสังคม

วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๒๐๐๗ – ๒๐๐๘ และตามมาด้วย The Great Recession ทำให้คนอเมริกัน ๑ ใน ๖ ที่เคยมีงานทำแบบเต็มเวลาต้องตกงาน และหางานใหม่ทำไม่ได้ ๘ ล้านครอบครัวไร้บ้านพักอาศัยเป็นของตนเอง บ้านของคนอเมริกันอีกหลายล้านคนกำลังจะหลุดจำนองในอนาคตอันใกล้ เงินออมที่คนอเมริกันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจถ้าเกิดขึ้นได้ในปี ค.ศ. ๒๐๑๘ ก็ถือ่าเก่งแล้ว

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่เกิดขึ้นคือปัญหาที่เกิดกับระบบตลาด ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจแบบรวยกระจุกจนกระจาย ความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นนี้เห็นได้ชัดเจนจากข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของประชากรของมหาเศรษฐีร้อยละ ๑ ของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มอัครมหาเศรษฐีที่เป็นร้อยละ ๐.๑ ของสังคม

ตัวเลขปี ค.ศ. ๒๐๐๗ บ่งชี้ว่าคนกลุ่มนี้มีรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนร้อยละ ๙๐ ของสังงคมถึง ๒๒๐ เท่าตัว มหาเศรษญีร้อยละ ๑ ของสังคมครอบครองสินทรัพย์มากกว่า ๑ ใน ๓ ของอเมริกา ความไม่เสมอภาคนี้พอกพูนขึ้นเรื่อยๆทุกปี จากการกวาดส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติมากกว่าร้อยละ ๖๕ ไปเป็นรายได้ของคนร้อยละ ๑ อย่างต่อเนื่องทุกปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๑ – ๒๐๐๗ การเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้ทำให้คนอเมริกันทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชนชั้นกลางชาวอเมริกันกลับรู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม และต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้มายาวนานจากอัตราค่าจ้างที่หยุดนิ่งชะงักงัน รายได้ไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จากนั้นอัตราการว่างงานก็ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ เม็ดเงินที่นำไปลงทุนในตลาดหุ้นก็ขาดทุน บ้านพักอาศัยก็ถูกยึด ทางการยังคงรายงานตัวเลขว่าเศรษฐกิจมีการฟื้นตัว แต่ไม่ใช่ชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นกลางอเมริกันซึ่งยังคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่เหมือนเดิม แต่ในบรรดามหาเศรษฐีร้อยละ ๑ ของสังคมอเมริกันนั้น ร้อยละ ๙๓ ของคนกลุ่มนี้กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นในปี ๒๐๑๐ สูงกว่าปี ๒๐๐๙ บ้านมีมูลค่าลดลงกว่า ๑ ใน ๓ เมื่อเทียบกันระหว่าง Q2/2006 กับ Q4/2011 ความมั่งคั่งของคนอเมริกันร้อยละ ๙๙ จึงลดลงสวนทางกับมหาเศรษฐีร้อยละ ๑ บรรดา top CEO ยังคงได้ค่าจ้างสูงลิบลิ่ว ค่าตอบแทนการทำงานที่ top CEO ได้รับเมื่อเทียบกับคนงานทั่วไป ณ ปี ๒๐๑๐ คือ ๒๔๓ : ๑

 Forbes-june-2014_thailand-50-richest

 ความไม่เสมอภาคไม่ได้เกิดขึ้นกับอเมริกาเพียงชาติเดียว แต่เกิดปัญหานี้ขึ้นในทั่วทุกมุมโลก แรงงานถูกกดค่าจ้าง นโยบายประชานิยมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความหวังให้คนยากจนว่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากอานิสงฆ์ของนโยบายประชานิยม ก้าวพ้นความยากจนได้สำเร็จสักที

รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน จำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายได้
รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน จำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายได้

เชือกที่ไม่ได้ดึงเรือขึ้นทั้งลำ

ระบบเศรษฐกิจของอเมริกายังคงเป็นระบบทุนนิยมเหมือนเดิม แต่ความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นในอเมริกากลับเป็นเรื่องใหม่ ๓๐ ปีก่อนมหาเศรษฐีร้อยละ ๑ ของสังคมอเมริกันมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ร้อยละ ๑๒ ของรายได้ประชาชาติของอเมริกา ปี ค.ศ. ๒๐๐๗ รายได้หลังหักภาษีของมหาเศรษฐีร้อยละ ๑ เฉลี่ยอยู่ที่ ๑.๓ ล้านดอลลาร์ ส่วนคนอเมริกันร้อยละ ๒๐ ในกลุ่มล่างสุดมีรายได้เฉลี่ย ๑๗,๘๐๐ ดอลลาร์ รายได้ของคน ๒ กลุ่มแตกต่างกันราวฟ้ากับหุบเหว รายได้ทั้งปีของคนกลุ่มใหญ่เพียงเท่ากับรายได้วันเดียว/สัปดาห์เดียวของคนกลุ่มบนสุดในสังคม

๓๐ ปีก่อน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง อเมริกาก้าวเดินไปด้วยกัน รายได้เติบโตไปด้วยกันทุกภาคส่วนโดยเฉพาะฐานรากที่เติบโตได้ดีกว่าส่วนบน อเมริกาต่อสู้ดิ้นรนด้วยการชูความเป็นเอกภาพอย่างเช่น GI Bill ทำให้คนอเมริกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

๓๐ ปีหลังจากนั้น อเมริกาได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น ด้านบนเติบโตเร็วกว่าเดิม ด้านล่างกลับหดตัว ความไม่เสมอภาคยิ่งเลวร้ายหนัก เร่งเร็วขึ้นและแรงขึ้นนับตั้งแต่ปี ๒๐๐๐ เป็นต้นมา

สัดส่วนรายได้ประชากร จำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายได้
สัดส่วนรายได้ประชากร จำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายได้

ครั้งสุดท้ายที่สัญญาณความไม่เสมอภาคดังขึ้นก้คือช่วงก่อนเกิด The Great Depression ปี ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๗๐ เศรษฐกิจระบบตลาดกำลังพัฒนาตนเองขึ้นมา กลายเป็นนโยบายของรัฐบาล กฎหมาย GI Bill ทำให้เกิดการขยายโอกาสทางการศึกษา สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้เกิดระบบการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหนา จากนั้นก็เกิด The Reagan Revolution ขึ้น เศรษฐกิจระบบตลาดยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ในมิติของการลดภาษีคนรวย ลดสวัสดิการสังคม

ปรับโครงสร้างภาษีเอื้อคนรวย
ปรับโครงสร้างภาษีเอื้อคนรวย

คสช. คืนความสุขให้คนทั้งชาติด้วยการจัดระเบียบสังคม แก้ปัญหาค้ากำไรเกินควรของชาวนา ชาวบ้าน รากหญ้าของสังคมผ่านการยกเลิกจำนำข้าว ควบคุมราคาลอตเตอรี่ มอเตอร์ไซ์รับจ้าง รถตู้ อาหารจานเดียว ฯลฯ แต่ไม่แตะต้องราคาวัตถุดิบ สินค้าทุนที่ถูกผูกขาดโดยนายทุน “บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์”

ความสุขของคนทั้งชาติคือ GDP ขยายตัวร้อยละ ๒ ขณะที่รากหญ้ามีรายได้ลดลง ต้นทุนสินค้าของพ่อค้าแม่ขาย ค่าครองชีพของมนุษย์เงินเดือนยังสูงเหมือนเดิม นายทุน นักธุรกิจแสวงกำไรสูงสุดถือเป็นความชอบธรรม

แล้วข้าราชการก็ฉกฉวยโอกาส แสวงประโยชน์จากอำนาจราชศักดิ์ด้วยการอำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ ทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนให้รอดด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ : ไม่ต้องไปเสียค่าปรับบนโรงพัก ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไล่จับกันรายวันให้ใครต่อใครตกอกตกใจ จ่ายเงินให้กันเป็นรายเดือนก็จบ สมประโยชน์ทุกฝ่าย รายได้เข้ากระเป๋าข้าราชการเต็มๆไม่ต้องส่งเข้ารัฐ

กรมประมงลักไก่ เสนอปล่อยผีประมงพาณิชย์ : อวนรุน อวนลาก
กรมประมงลักไก่ เสนอปล่อยผีประมงพาณิชย์ : อวนรุน อวนลาก

กระทรวงสาธารณสุขเตือนสติคนไทยให้ยอมรับความจริงว่าประเทศไทยไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะอุ้มคนไทยที่เข้าสู่สังคมคนชราได้ ประชาชนต้องร่วมจ่ายร้อยละ ๓๐ – ๕๐ ขณะที่แพทย์สามารถเรียกเก็บค่าตรวจวินิจฉัยโรคเท่าไหร่ก็ได้ ตามใจฉัน องค์การเภสัชกรรมหยุดผลิตยาเพื่อเปิดทางให้เอกชนขายยาให้รัฐ บอร์ดอภ.จึงถูกบีบให้ต้องลาออกยกชุด

ค่าวินิจฉัยโรคตามใจแพทย์
ค่าวินิจฉัยโรคตามใจแพทย์

ตลาดกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กฎที่ว่าด้วย demand และ supply กลายเป็นคัมภีร์ไบเบิ้ล แต่อำนาจผูกขาดที่ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นนำมาซึ่งความไม่เสมอภาคที่ก่อตัวและเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ บราซิลกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาควาเหลื่อมล้ำสูงสุดในโลก ประธานาธิบดี Fernando Henrique Cardoso แก้ปัญหาด้วยการทุ่มเทงบประมาณมากมายมหาศาลลงไปในระบบการศึกษาให้คนจน ประธานาธิบดี Luis Inacio Lula da Silva ทุ่มงบลงไปในภาคสังคมเพื่อลดความหิวโหยและยากจน ความเหลื่อมล้ำลดลง การเติบโตเพิ่มขึ้น สังคมบราซิลมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ระดับความเหลื่อมล้ำยังคงสูงกว่าอเมริกา แม้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของบราซิลจะลดลงสวนทางกับอเมริกาที่ยังคงเพิ่มขึ้นก็ตาม

ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมอเมริกันยังคงเลวร้ายและเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กันกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหาอย่างแท้จริง หากต้องการให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำดีขึ้นก็ต้องปรับทิศเปลี่ยนทางนโยบายเศรษฐกิจใหม่ หันมาช่วยเหลือคนอเมริกันที่เดือดร้อน แบบที่รัฐบาลอเมริกันให้ความช่วยเหลือชาติยากจนทั้งหลายนั่นเอง

ทุนนิยมนั้นเป็นสิ่งที่ดี คนเก่งกว่า ขยันกว่าก็ควรได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า มากกว่า แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการผูกขาด ครอบงำ บิดเบือนตลาดของคนที่เก่งกว่า แข็งแรงกว่าผู้อื่นในสังคมด้วยสารพัดวิธีการสกปรก นอกรูปแบบ นอกกติกา หรือไม่ก็เขียนกฎ แก้กติกาเพื่อให้ตัวเองแสวงประโยชน์ได้ง่ายขึ้น มากขึ้น ดังนั้นคนเก่งกว่า แข็งแรงกว่าผู้อื่นจึงมีแต่จะร่ำรวยมากขึ้น เร็วขึ้นจนเกิดปัญหา บั่นทอน กัดกินทำลายตัวระบบเศรษฐกิจให้บิดเบี้ยว พิกลพิการจนเดือดร้อนกันถ้วนหน้าซ้ำรอยเดิมที่เคยเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจต่างๆในอดีตที่ผ่านมา : เมื่อระบบศักดินาที่ดินพังทลาย ระบบทุนนิยมก็ก้าวเข้ามาแทนที่

เมื่อผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจากระบบเศรษฐกิจกลับกลายเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งในสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ค่อยๆหมักหมม สะสมจนได้ที่ จากนั้นก็แตกระเบิดให้คนทุกคนได้เจ็บปวดรวดร้าว แสบร้อนจากแผลพุพอง ดับดิ้นจากแรงอัด แรงกระแทก เพราะคนร้อยละ ๑ สามารถฉกฉวยรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นได้มากกว่าครึ่ง กินยังไงก็กินไม่หมด ผิดกับคนที่เหลืออีกร้อยละ ๙๙ ที่แย่งชิงผลประโยชน์มาแบ่งปันกันได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แบ่งกันยังไงก็ไม่พอ ยิ่งแย่งชิงยิ่งเจ็บตัว บอบช้ำ ทั้งยังสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมหาศาล ยิ่งตกตายเร็วกว่าเดิม สังคมอเมริกาตนอนนี้จึงเป็นไปในทำนองที่ว่าคนรวยยิ่งรวมกว่าเดิม มหาเศรษฐีก็ยังคงร่ำรวยมากขึ้น ขณะที่คนจนมีแต่จะจนหนักกว่าเดิม และมีคนจนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนชนชั้นกลางก็ติดหล่ม ตกอยู่ในหลุมลึก จะปีนป่ายขึ้นมาจากก้นหลุมก็ทำไม่สำเร็จ ได้แต่รอเวลาว่าเมื่อไหร่จะขาดอากาศหายใจ หรืออดข้าว อดน้ำจนตายเพราะมีรายได้ลดลง ผิดกับคนรวยที่ยังคงมีรายได้ กำไร ผลตอบแทนการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  กว่า ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา รายได้ของคนกลุ่มล่างที่เป็นคนร้อยละ ๙๐ ของสังคมมีอัตราการเติบโตเพียงร้อยละ ๑๕ ขณะที่คนบนยอดสูงสุดของสังคมเพียงร้อยละ ๑ ของสังคมมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕๐ ยิ่งคนที่อยู่ในกลุ่มร้อยละ ๐.๑ ของสังคมด้วยแล้ว กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๓๐๐ เพราะความมั่งคั่งของกลุ่มรากหญ้าและชนชั้นกลางนั้นเกิดจากฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์(ดอกเบี้ยร้อยละ ๐ และการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การให้สินเชื่อผลักดันให้เกิดฟองสบู่) เมื่อฟองสบู่แตกรายได้ก็ตก ความมั่งคั่งก็ลดลง(ราคาบ้านตก บ้านที่ซื้อมาเก็งกำไรก็ขายไม่ออก หนี้บัตรเครดิตก็ท่วม) ผิดกับเศรษฐีทั้งหลายที่มีรายได้มั่นคง แข็งแกร่ง(แบงค์ล้ม ผู้บริหารแบงค์ยังคงได้รับเงินเดือน โบนัส สวัสดิการมหาศาลเช่นเดิม เงินอุดหนุนจากรัฐขนออกนอกไปปั่นหุ้น ปั่นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดเกิดใหม่) รายได้ของมหาเศรษฐีไม่ได้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและฟื้นตัวจาก the Great Recession ได้ง่ายกว่า(ภาคสินเชื่อ เศรษฐกิจแท้จริงหดตัวแต่ยังคงทำกำไรได้มหาศาลจากการเก็งกำไรหุ้น น้ำมัน ทองคำ ฯลฯ) ครอบครัวของพวก the top 1 percent จึงมีความมั่งคั่งกว่าคนทั่วไปในสังคม ๒๒๕ เท่า ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นเกือบ ๒ เท่าเมื่อเทียบกันระหว่างตัวเลขในปีค.ศ. ๑๙๖๒ กับปีค.ศ. ๑๙๘๓

อเมริกานั้นคิดว่าตนเองเป็นประเทศของชนชั้นกลาง ไม่มีใครคิดว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษวิเศษวิโสกว่าใคร และไม่มีใครคิดว่าครอบครัวของตัวเองจะตกอยู่ท่ามกลางความยากจน แต่ตอนนี้ชนชั้นกลางอเมริกันกำลังหล่นร่วงตกหล่ม กลับกลายเป็นคนยากจนเพราะต้องสูญเสียอาชีพการงานดีๆที่เคยทำไป รายได้ลดต่ำลง ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับชนชั้นกลางถ่างกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ the polarization of the labor force คือ การดูดเงินคนส่วนใหญ่ไปใส่กระเป๋า เพิ่มความมั่งคั่งให้ the top 1 percent และผลักคนส่วนใหญ่ที่ถูก the top 1 percent ดูดเลือดให้ร่วงหล่นลงสู่ก้นเหวที่ลึกสุดหยั่งคาด

The Great Recession ทำให้ชีวิตที่ยากลำบากอยู่แล้วต้องตกทุกข์ได้ยากหนักยิ่งไปกว่าเดิม

ยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง ภาพรวมของสังคมอเมริกันคือเป็นครอบครัวที่มีรายได้จากการทำมาหาเลี้ยงชีพของพ่อบ้าน ๑ คน หาเงินเลี้ยงครอบครัวที่ประกอบด้วยสามีภรรยาและลูกอีก ๒ คน ครอบครัวที่มีสมาชิก ๔ คนนี้จะมีสุขภาพพลานามัยที่ดีได้ก็เพราะสามีไม่ได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ หนักหนาสาหัสเกินไป มีชั่วโมงการทำงานไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่แท้จริงแล้วคนอเมริกันทำงานเฉลี่ย ๓๔ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ราวๆ ๘.๕ ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หักประกันสังคมแล้วก็จะมีรายได้ราว ๘ ดอลลาร์ต่อชั่วโมง รวมเป็น ๑๖,๖๔๐ ดอลลาร์ต่อการทำงาน ๒,๐๘๐ ชั่วโมง และได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่จะถูกนายจ้างหักเงินเดือนละ ๒๐๐ ดอลลาร์เพื่อจ่ายค่าประกันสุขภาพสำหรับคนอื่นๆในครอบครัว  อีก ๕๕๐ ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต take-home pay อีกปีละ ๑๔,๒๔๐ ดอลลาร์ หากโชคดีครอบครัวนี้ก็จะสามารถจ่ายค่าอพาร์ตเมนต์ขนาด ๒ ห้องนอนได้อีกในวงเงินเดือนละ ๗๐๐ ดอลลาร์ กับอีก ๕,๘๔๐ ดอลลาร์ต่อปีเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆในครอบครัว คนอเมริกันส่วนใหญ่มองว่ารถยนต์คือความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ดังนั้น จึงมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องตามมาอีกเช่น ประกันภัย แก๊สโซลีน ซ่อมบำรุงราวๆ ๓,๐๐๐ ดอลลาร์ (คนไทยมองว่าชาวบ้านซื้อรถคันแรกมาใช้ครอบครัวละ ๑ คันส่งลูกไปโรงเรียน ส่งเมียไปทำงาน เกษตรกรขับรถเร่ตระเวณขายพืชผลทางการเกษตรของตนเองถึงมือผู้บริโภคโดยตรงทำให้รถติด แต่คนรวยมีรถ ๔ คัน พ่อแม่ลูก ๔ คนขับรถ ๔ คันไปทำงานและไปเรียนไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้รถติดแต่อย่างใด) ครอบครัวอเมริกันในความฝันนี้ก็จะมีเงินเหลืออีกราวๆ ๒,๘๔๐ ดอลลาร์ หรือ ๓ ดอลลาร์ต่อคนต่อวันสำหรับซื้ออาหารและเสื้อผ้า แต่หากครอบครัว american dream นี้ใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ รื่นเริงเป็นนิจ ก้าวเดินผิดทาง วางแผนการใช้จ่ายผิดพลาดก็จะไม่มีเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดจากการเก็บหอมรอมริบไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

เมื่อคนอเมริกันต้องเผชิญกับ the Great Recession อะไรๆก็ไม่เป็นไปดั่งคิดหวังคาดการณ์ คนอเมริกันจำนวนมากตกงาน มูลค่าบ้านและสินทรัพย์ต่างๆที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ทรุดฮวบลง ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลก็ย่ำแย่ จำเป็นต้องปรับลดรัฐสวัสดิการต่างๆให้ต่ำลงสวนทางกับความจำเป็นของคนอเมริกันที่ต้องพึ่งพาอาศัยรัฐสวัสดิการกันมากขึ้น

คนจนนั้นไม่ว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นหรือไม่ก็ลำบากยากเข็ญกันเป็นทุนเดิมแต่แรกแล้ว the Great Recession ที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมของชนชั้นกลางอเมริกันไป จากคนเคยมีรถ มีบ้านก็ต้องปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดรถและบ้านไป ตัวเองแปรสภาพเป็น homeless people แล้วปัญหาครอบครัวแตกแยกก็ตามมา คนอเมริกันกว่า ๕๐ ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพ เจ็บป่วยไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลซึ่งตกราว ๒,๘๔๐ ดอลลาร์ต่อปี เมื่อ recession ยืดเยื้อ หลายรัฐก็ตัดเงินช่วยเหลือ child care ให้ต่ำลงอีก ปกติครอบครัวชาวอเมริกันที่มีลูก ๒ คนจะใช้จ่ายเงินส่วนนี้ราวเดือนละ ๑,๔๓๓ ดอลลาร์ก็กลับกลายเป็นปัญหาที่ครอบครัวชนชั้นกลางชาวอเมริกันไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายได้อีกต่อไป

ตลาดแรงงานที่ปราศจาก safety net

ฝันร้ายที่น่าสยดสยองที่สุดของคนอเมริกันก็คือเมื่อตกงานแล้วหางานใหม่ทำไม่ได้ งานประจำลดลงจาก ๘.๗ ล้านตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๐๗ เหลือ ๗ ล้านตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๑๑ คนว่างงานมีมากกว่า ๑๕ ล้านคน ขณะที่สถิติการว่างงานอย่างเป็นทางการ ค.ศ. ๒๐๑๒ อยู่ที่ร้อยละ ๘.๓

ตัวเลขอัตราการว่างงานอย่างเป็นทางการนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงมากนัก เพราะเป็นตัวเลขที่เก็บตามระบบประกันการว่างงาน แรงงานที่ตกงานเกินกว่า ๖ เดือนก็จะไม่สามารถรับเงินช่วยเหลือได้ ตัวเลขแรงงานกลุ่มนี้ก็จะหลุดออกนอกระบบการจัดเก็บข้อมูลของทางการเพราะกรมแรงงานจะแสดงเฉพาะตัวเลขของแรงงานที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากทางการเท่านั้น ขณะที่ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจนั้นคนอเมริกันตกงานเพียงไม่นานก็หางานใหม่ทำได้สำเร็จ อัตราการจ้างงาน/ว่างงานแทบจะเป็น full employment แต่เมื่อเกิด the Great Recession ขึ้นคนตกงานก็ว่างงานกันยาวจนหลุดสำรวจ นักการเมืองก็เลยต้องมานั่งเถียงกันในสภาว่ารัฐบาลมีเงินมากน้อยแค่ไหนที่จะอุ้มช่วยคนตกงาน ๕๒ ๗๒ หรือ ๙๙ สัปดาห์ มีนักการเมืองเพียงไม่กี่คนที่สนับสนุนให้รัฐบาลขยายความช่วยเหลือกรณีว่างงานเป็น ๙๙ สัปดาห์

New York Times เคยทำโพลสำรวจเมื่อค.ศ. ๒๐๑๑ พบว่ามีคนตกงานเพียงร้อยละ ๓๘ เท่านั้นที่อยู่ในระบบประกันการว่างงาน อีกร้อยละ ๔๔ ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ ส่วนคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือนั้นมีอยู่ราวๆร้อยละ ๗๐ ที่บอกว่าหมดสิทธิประโยชน์ก่อนหางานใหม่ทำได้ กว่าครึ่งบอกว่าประสบปัญหาในการเข้ารับการรักษาพยาบาลขณะที่ตกงานอยู่ โรงพยาบาลไม่ยอมรับ ไม่ยอมรักษาให้

คนตกานที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนนั้นลืมไปได้เลยว่าจะหาใหม่ทำได้ ยากมาก คนอายุ ๔๕ ปีขึ้นไปหากตกงานแล้วหางานใหม่ทำได้ยากมาก ไม่มีใครอยากรับคนอายุขนาดนี้เข้าทำงาน ทั้งๆที่ก่อนเกิด recession คนวัยกลางคนก็ยังคงมีรายได้เพิ่มขึ้น แม้ตกงานก็ยังคงสามารถหางานใหม่ทำได้อยู่เพราะสังคมอเมริกันนั้นมีตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น (flexible labor market) แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ความยืดหยุ่นในตลาดแรงงานที่เคยมีก็หายไป ส่วนคนที่โชคดีหางานใหม่ทำได้ก็มีรายได้ที่ลดต่ำลงจากเดิม

— ยังมีต่อ —

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s