รถเตอรี่มันขี่ไม่ได้ เทวดาโชคร้ายถูกหวยกินหมด


รถเตอรี่มันขี่ไม่ได้ เทวดาโชคร้ายถูกหวยกินหมด

7 เม.ย.57 เผยปริศนา..ปาฎิหาริย์งูเล็ก 4 ตัวก้นหลุมศาลหลักเมืองสู่การแก้อาถรรพ์

เมื่อวันที่ 6 เม.ย.57 ที่ผ่านมาเป็น “วันจักรี” เนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 6 เมษายน ปี พ.ศ. 2325 นั้นเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือ พระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และยังทรงสร้างและสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นนครหลวงแห่งใหม่ของไทยอีกด้วย

ตามประเพณีไทยแต่โบราณมา เมื่อจะมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้น ณ ที่ใดก็ตามสิ่งที่จะต้องทำเป็นประการแรกก็คือ หาฤกษ์ยามอันดีฝังเสาหลักเมือง แล้วหลังจากนั้นจึงจะดำเนินการสร้างบ้านสร้างเมืองกันต่อไปตามธรรมเนียมพราหมณ์ (หลักเมืองเก่าแก่ที่สุดในไทย ก็คือ หลักเมืองศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ ทำด้วยศิลาจารึก) จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์ กับ พระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและบ่าวไพร่ ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง ที่ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ต้นใหญ่มาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 30 นิ้ว สูง 108 นิ้ว

แกนในเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ มีไม้จันทน์ประดับนอก ลงรักปิดทอง หัวเสาเป็นทรงบัวตูม ภายในกลวงสำหรับบรรจุชะตาพระนคร ดวงนี้อยู่ใจกลางยันต์สุริยาทรงกลด จารึกในแผ่นทอง เงิน นาก ตรงปลายเสาทำเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์ บรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ ไว้ภายใน ณ วันอาทิตย์เดือน 6 ขึ้น 10ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 06:54 น. เพื่อให้บ้านเมืองมั่นคงเป็นปึกแผ่น ไม่มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง และเกิดความร่มเย็น เจริญรุ่งเรือง

ในปลายเสาหลักเมือง ทำเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ จะบรรจุดวงชะตาของเมืองที่จะสร้างขึ้นไว้ด้วย การวางชะตาเมืองนี้เป็นเรื่องสำคัญ โหรหลวงจะต้องผูกชะตาเมืองถวาย พร้อมกับทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองล่วงหน้าได้ เมื่อครั้งนั้น โหรหลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายดวงเมือง 2 แบบ คือ แบบแรก บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรือง ไม่มีเหตุวุ่นวาย แต่ทว่าจะต้องมีอยู่ระยะหนึ่ง ที่ประเทศไทยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ

แบบหลัง ประเทศไทยจะมีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทว่าจะสามารถรักษาเอกราชได้ตลอดไป ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเลือกดวงเมืองตามแบบหลัง เพราะพระองค์คงจะทรงเห็นว่าการที่จะต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นนั้น แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหนก็ไม่ความหมายอันใด เมื่อสิ้นความเป็นไทย

การฝังเสาหลักเมืองครั้งนั้น อัญเชิญก้อนดินซึ่งพลีมาแต่ทิศทั้ง 4 แห่งพระนคร กระทำให้เป็นก้อนกลมดุจลูกนิมิต ลงสู่ก้นหลุมเป็น ลำดับกันไป เริ่มแต่ทิศบูรพา ทักษิณ ปัจฉิม และอุดร จากนั้นก็นำแผ่นศิลาลงยันต์ สำหรับรองรับหลัก วางลงบน ก้อนดินทั้ง 4 นั้น ต่อมาได้เกิดอวมงคลนิมิต ขึ้น คือ เมื่อถึงมหาพิชัยฤกษ์อัญเชิญเสาลงสู่หลุม ทุกอย่างเป็นไปตามฤกษ์แล้ว ขณะที่พราหมณ์กำลังเลื่อนเสาลงหลุม ก็พบเหตุประหลาด ปรากฏว่ามีปาฎิหาริย์งูเล็ก 4 ตัวลงไปอยู่ก้นหลุมในขณะเคลื่อนเสา ครั้นจะหยุดเสาเมืองไว้ก็ไม่ได้ เพราะพิธีทุกอย่างต้องเป็นไปตามฤกษ์

จึงจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย โดยปล่อยเสาลงหลุมและกลบงูทั้ง 4 ตัวตายอยู่ภายในก้นหลุมไว้กับเสาหลักเมืองด้วย เชื่อว่าไม่มีการนำคนทั้งเป็นมาฝัง เพราะคะเนพระราชอัชฌาสัย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ว่าทรงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และไม่ทรงโปรดให้พลีกรรมด้วยการฆ่าสัตว์เป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปริวิตกเป็นอันมาก ต่อมาเกิดฟ้าผ่าไฟไหม้พระที่นั่งอมรินทร์มหาปราสาท ทำให้ทรงพระราชวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์เมือง

โดยที่เทพยดาบันดาลให้เกิดฟ้าผ่าจนไฟไหม้พระมหาปราสาท ตามธรรมดาต้องเสียเมืองก่อนจึงจะเสียพระมหาปราสาท คราวนี้ได้เสียพระมหาประสาทไปแล้วเท่ากับเสียเมืองไป บรรดาโหราจารย์ทั้งหลายต่างทำนายตรงกันว่า เหตุการณ์นี้เป็นอวมงคลคือ เป็นเรื่องไม่ดี แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะทำให้เกิดเหตุร้ายสิ่งใด ทรงทำนายชะตาเมืองว่า จะอยู่ในเกณฑ์ร้ายนับจากวันยกเสาหลักเมืองเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน จึงสิ้นพระเคราะห์ ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ไทยติดพันศึกพม่าจนถึงศึกเก้าทัพ เป็นเวลา 7 ปีกว่า จึงสิ้นสุดการรบพันตูหลังครบห้วงเวลาดังกล่าวพอดี ทั้งยังทรงทำนายว่า จักดำรงวงศ์กษัตริย์จะสิ้นสุดลงในเวลา 150 ปี ซึ่งก็สร้างความวิตกให้ผู้คนตลอดมา

ต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งทรงเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์มาก อีกทั้งทรงตรวจดวงพระชะตาของพระองค์ว่าเป็นอริแก่ลัคนาดวงเมืองกรุงเทพฯ ท่านจึงทรงทำพิธีแก้เคล็ดอาถรรพณ์อย่างแบบยนปัญญา โดยทรงพระราชดำริว่าหลักเมืองเดิมชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่ได้ซ่อมแซมมาหลายรัชกาล จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นใหม่ โดยโปรดทรงแก้ไขดวงเมือง ประกอบพิธีจาริกดวงพระชันษาพระมหานครลงบนแผ่นทองคำหนัก 1 บาท ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

โปรดให้ถอนเสาหลักเมืองเดิมออก และประดิษฐานฝังเสาหลักเมืองใหม่ขึ้นอีกเสาหนึ่งคู่กัน กับเสาเดิม แกนในเป็นเสาไม้สัก มีไม้ชัยพฤกษ์ประดับนอก หัวเสาเป็นรูปยอดเม็ดทรงมัณฑ์ พร้อมบรรจุชะตาพระนคร ให้มีสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล มีอุดมมงคลฤกษ์ ในวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2395 เวลา 04:48 น. แล้วให้ช่างสร้างแปลงรูปศาลหลักเมืองเสียใหม่ ให้ยอดเป็นรูปปรางค์ตามอย่างศาลาที่กรุงศรีอยุธยา จากนั้นทรงบรรจุดวงพระชันษาพระมหานครใหม่ไว้ที่เสาหลักเมือง และมีการสมโภชฉลองด้วย

ด้วยเหตุนี้ เสาหลักเมืองที่ประดิษฐาน ณ ศาลพระหลักเมืองกรุงเทพฯ จึงมี 2 ต้น คือเสาเดิมครั้งรัชกาลที่ 1 คือต้นสูง ที่ได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว แต่หาที่เก็บที่เหมาะสมไม่ได้จึงคงไว้ ส่วนเสาพระหลักเมืองครั้งรัชกาลที่ 4 คือ ต้นที่มีส่วนสูงทอนลงมา และด้วยความชาญฉลาดของพระองค์ ยังทรงมีพระราชดำริ จะสร้างสะพานเชื่อมเมืองหลวงใหม่ กรุงเทพ กับเมืองหลวงเก่าฝั่งธนให้ติดต่อถึงกัน แก้เคล็ดอีกทางด้วย แต่ในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยี สามารถสร้างสะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างขนาดนั้นได้

เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ ที่ในสมัยในรัชกาลที่ 4 – 5 นั้น บ้านเมืองต่าง ๆ โดยรอบประเทศไทย ไม่ว่าลาว เขมร พม่า มลายู ต่างตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และอังกฤษจนหมดสิ้น แม้แต่ประเทศใหญ่อย่างอินเดีย ก็ยังตกเป็นของอังกฤษ มีแต่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่รักษาเอกราช คงความเป็นไทมาได้

จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำหนดจะมีงานเฉลิมฉลอง กรุงเทพมหานคร 150 ปี ใน พ.ศ. 2475 ทรงคำนึงถึงพระราชดำริในรัชกาลที่ 4 ที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อม 2 ฝั่ง อีกทั้งยังทรงเห็นว่า กรุงเทพมหานครได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาก และขยายไปทางด้านตะวันออก มากกว่าด้านอื่น แต่ทางด้านฝั่งธนบุรีมีพื้นที่ติดกัน เป็นเรือกสวนและมีผู้คนอาศัยอยู่มาก การไปมากับฝั่งพระนคร ยังยากลำบากต้องใช้แต่ทางเรือ ถ้าสร้างสะพานเชื่อมถึงกันจะได้ประโยชน์ ในโอกาสฉลองกรุงเทพฯ 150 ปี ควรจะมีสิ่งที่เป็นอนุสรณ์สถานสร้างไว้ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดจุฬาโลก ที่สร้างกรุงเทพมหานครขึ้น

โปรดเกล้าฯ ให้คณะอภิรัฐมนตรี สภาประชุมปรึกษาหารือกัน เห็นชอบพระราชดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถาน 2 สิ่งคู่กัน โดยเชิญชวนประชาชนร่วม เฉลิมพระเกียรติสนองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือ พระบรมรูปองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้สร้างกรุงเทพมหานคร กับอีกสิ่งหนึ่งคือ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เป็นพระราชดำริมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 โดยกำหนดสถานที่ปลายถนนตรีเพชร ฝั่งพระนคร ข้ามไปลงที่บริเวณด้านวัดประยุรวงศาวาส จากนั้นตัดถนนกระจายไปในเขตฝั่งธนบุรี

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อุปนายกราชบัณฑิตสถาน ซึ่งทรงอำนวยการแผนกศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคมอำนวยการสร้าง เปิดประมูลได้บริษัท ทดอร์แมนลอง จากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 7.5 เมตร สามารถยกสะพานขึ้นลง เพื่อเปิดทางให้เรือขนาดใหญ่ผ่านได้ ออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนลูกศร มีปลายอยู่ที่ฝั่งธนบุรี

งบประมาณการสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ทั้ง 2 สิ่งนี้ ประมาณ 4 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงบริจาคราชทรัพย์ ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง และรัฐบาลสมทบงบประมาณแผ่นดิน อีกจำนวนหนึ่ง อีกทั้งทรงมีพระราชดำริ เปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนให้มีส่วนร่วมในการสร้างด้วย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามสะพานนี้ว่า “สะพานพระพุทธยอดฟ้า” จวบจนมาถึงปัจจุบัน

สงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถูกฝ่ายสัมพันธมิตร ทิ้งระเบิดจนเสียหาย ( ไปดู Clip ภาพลำลึกเหตุการณ์สมัยนั้น ที่ทิ้งระเบิดใส่สะพานพระราม 6 หลายคนอาจไม่เคยเห็นที่ http://www.youtube.com/watch?v=P7tXavfrArs) เพื่อตัดเส้นทางลำเลียง ของกองทัพญี่ปุ่น พอสงครามสงบองค์การสหประชาชาติ ได้นำสะพานเบลลีมาทอดให้ชั่วคราว จนถึงปี พ.ศ. 2491 รัฐบาลจึงได้บูรณะ และกลับมาใช้ได้ตามปกติ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และเป็นอนุสรณ์สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์

ส่วนคำทำนายว่าจักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไป 150 ปีนั้น ไปครบเอาปี พ.ศ. 2475 พอดี ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระยะนั้น เจ้านาย 4 พระองค์เป็นผู้รับผิดชอบกิจการของบ้านเมือง ทั้งฝ่ายนอกฝ่ายใน ซึ่งทุกพระองค์ทรงมีพระราชสมภพในปีเดียวกันทั้ง 4 พระองค์คือ ปีมะเส็งซึ่งหมายถึงงูเล็ก หรืองูทั้ง 4 ตัวที่ตายอยู่ในหลุมฝังเสาหลักเมืองวันนั้น นิมิตงูเล็กในเสาหลักเมืองสมัยรัชการที่ 1 จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์

แต่ด้วยพระบารมีของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงแก้อาถรรพณ์ล่วงหน้าเสีย โดยถอนเสาหลักเมืองเดิม และวางดวงชะตาพระนครขึ้นใหม่ จึงไม่เป็นไปตามคำทำนาย เพียงเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เท่านั้น และจะทำให้ดำรงวงศ์กษัตริย์อยู่คู่กับกรุงเทพมหานคร ตลอดไป อีกตราบนานเท่านาน

“ ที่เล่ามาแต่ต้น ผมอยากจะบอกสิ่งหนึ่ง ที่เป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์เหมาะเหม็งชวนขนลุกมากๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ท่านทรงพระประสูติในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งไปตรงกับวันที่เป็นมงคลฤกษ์ ฝังเสาหลักเมืองใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้นด้วยพอดีเลย !!..อะไรจะช่างบังเอิญขนาดนั้น..นี่จึงอาจเป็นคำอธิบายนัยยะว่า ทำไมพระองค์จึงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน..ขอให้คนไทยทุกคนจงภูมิใจเถิด ที่ได้เกิดมาอยู่ในรัชสมัยของพระองค์.ทุกอย่างได้ถูกพรหมลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว ให้ท่านมาเป็นพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา “

พวกเราคนไทยปัจจุบันเองในอดีตชาติ ก็อาจเคยเป็นราษฎร์ของท่านมาก่อน เมื่อเกิดมาชาตินี้จึงมีบุญวาสนาได้เป็นราษฎรของพระเจ้าอยู่หัวท่านนี้อีกครั้ง เป็นชะตาที่ถูกลิขิตกำหนดให้ไว้หลายร้อยปีตอนลงเสาหลักเมืองสมัยรัชกาลที่ 4 ก่อนหน้าแล้ว ให้พระเจ้าอยู่หัวมาเป็นมิ่งขวัญให้คนไทยร่มเย็น เจริญรุ่งเรือง ให้คนไทยทุกคนหยุดแตกแยกกัน และจงยืดอก ภูมิใจในที่มาความเป็นชาติของเราทุกคน

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของสนามหลวง ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ถนนมหาไชย เขตพระนคร ภายในศาลพระหลักเมืองกรุงเทพฯ นอกจากพระหลักเมืองแล้ว ยังเป็นที่ประดิษฐานเทพารักษ์สำคัญ 5 องค์ ที่ให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดินและประชาราษฏร์ทั้งปวง คือ

– พระหลักเมือง…เทียบได้กับ ศาลผู้ดำรงความยุติธรรม
– พระเสื้อเมือง..เทวรูปทรงกระบองเกลียว และจักรแก้ว เทียบได้กับ เจ้าหน้าที่รักษาบ้านเมือง ทหาร ตำรวจ อาสารักษาดินแดน
– พระทรงเมือง..เทวรูปทรงพระขรรค์ และสังข์ เทียบได้กับ ข้าราชการฝ่ายพลเรือน รัฐวิสาหกิจ ผู้ทำนุบำรุงต่างพระเนตรพระกรรณ
– พระกาฬไชยศรี..เป็นหนึ่งในเทพแห่งความตาย บริวารของพระยม มีสี่กร ถือพระขรรค์ ตะเกียง บ่วงบาศก์ มือหนึ่งนาบอุระทรงนกแสก เทียบได้กับ เหล่าเพชฌฆาต และหน่วยรบพิเศษต่างๆ
– เจ้าพ่อเจตคุปต์..บริวารพระยมองค์สำคัญ ผู้บันทึกความดีชั่วของคนในเมือง รายงานต่อเบื้องบน เป็นเทพที่กรมราชทัณฑ์นับถือมาก เทียบได้กับ กรมราชทัณฑ์ ที่คอยลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด
– เจ้าพ่อหอกลอง..เทวรูปถือดอกบัวและเขาสัตว์ เป็นเทพคุ้มครองหอกลองเภรี สำหรับเตือนภัยแด่ชาวเมือง เทียบได้กับ อาสาสมัครกู้ภัย ผู้สื่อข่าวต่างๆ

การที่เทวรูปต่าง ๆ มารวมกันอยู่ที่ศาลหลักเมือง ทำให้ศาลหลักเมืองกลายเป็นที่ชุมนุมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ การได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของเสาหลักเมือง อยากจะให้ทุกคนระลึกถึงคุณูปการที่บรรพบุรุษ ท่านสามารถสร้างบ้านสร้างเมืองให้พวกเราอยู่จนทุกวันนี้ ควรจะช่วยกันทำนุบำรุงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป..ใครว่าง และมีโอกาส ช่วงสงกรานต์นี้ จะไปกราบไว้ศาลหลักเมืองและเทพารักษ์สำคัญ 5 องค์ ก็จะเป็นศิริมงคลกับชีวิตตนเองและครอบครัวรับปีใหม่ไทยอย่างมากมาย (โห..งวดนี้ใบ้เลขหวยข้างบนเพียบเลย..ฮา)

ที่มีการบอกกล่าวกันว่า ได้มีการอัญเชิญท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 เข้ามาประกอบพิธีด้วย ท่านว่า “ให้ปลูกโรงศาลโรงพิธีขึ้นใกล้ๆ กับหลุมที่จะขุด เพื่อจะปักเสาหลักเมืองนั้น ตั้งศาลจตุโลกบาลทั้ง 4 ทิศขึ้น 4 ศาล” เทียบได้กับทั้ง 4 มุมเมือง ดังนั้นคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางคาถาอาคม หรือเครื่องรางของขลัง ฝ่ายชั่วไสยดำแน่นขนาดไหนก็ตาม ที่เป็นปฏิปักษ์กับราชวงศ์จักรี เพียงแต่เดินผ่านมุมเมืองทั้งสี่มุมใดมุมหนึ่งเข้ามา วิชาอาคมทั้งปวงก็จะเสื่อมหมดสิ้น

เช่นเดียวกับผู้ปกครองบ้านเมืองที่คิดว่าตัวเองคือพระเจ้าของเสื้อแดง รวมทั้งพวกนักการเมือง ข้าราชการ ที่อยู่ในตำแหน่ง แล้วทรยศต่อราชวงศ์จักรี หรือพวกหมิ่นเบื้องสูงทั้งหลาย ที่อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองก็ทำได้นั้น ก็ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จ จะเกิดความวิบัติฉิบหายตามกรรมตามเวรของแต่ละคน

ลองไปดูตั้งแต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ตัวอย่างคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งคนสำคัญๆ ล้วนแต่ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยากันมาแล้วทั้งนั้น และเมื่อปฏิวัติแล้วก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่แล้วทุกคนก็แตกกระสานซ่านเซ็นกันไปเกือบทุกคน

เท่านั้นยังไม่พอ คำสาปแช่งยังติดตามจองล้างจองผลาญกัน อย่างไม่ลืมหูลืมตาเอาด้วยหลายคน ทุกคนใช้ชีวิตสุดท้าย ด้วยความทุกข์ยาก และไม่ตายดีกันทั้งนั้น , บางคนเสียชีวิตจากการถูกรถโดยสารประจำทาง พุ่งชนขณะนั่งรถ ที่สี่แยกราชประสงค์ แม้บางคนภายหลังจะทำบุญกุศล และสร้างเกียรติยศให้แก่บ้านเมืองเพียงไร ก็ไม่มีโอกาสได้ตายอย่างรัฐบุรุษของชาติ แต่ตายนอกประเทศ

ในสมัยรัฐบาลเทียมปูเน่า สังเกตพบการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีความวิปวิตรุนแรงอาเพศ มีแจ้งอยู่ในตำราอภิไทโพธิบาทว่าเหตุการณ์วิปริตต่างๆที่เกิดขึ้นถือเป็น “อุบาท” ต่างๆ ในช่วงฝืนกรรมอยู่ในอำนาจ ตามคัมภีร์โบรราณ หลายลักษณะคือ

1 .อุบาทว์พระอินทร์ เช่น ตกจากพาหนะ คือ เมื่อคราปูเน่าไปเชียงใหม่ ตกจากรถร่วงลงมานั่งก้นจ้ำเบ้า จนขากระเผลกมาถึงปัจจุบัน

  1. อุบาทว์พระเพลิง เช่น เกิดไฟไหมกองขยะขนาดใหญ่ไปหลายแห่ง , บางสิ่งแตกหักขึ้นมาเฉยๆ เองโดยไม่มีผู้ใดไปแตะต้อง คือ ช่วงวันที่ 6 มี.ค.57 ปูเน่าหนีไปอีสาน ไปเป็นประธานถวายผ้าห่มองค์พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร ที่เป็นพระธาตุที่เก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองคนอีสานมานานหลายชั่วอายุคน คนแก่บางคนว่าอาจถึง 1,000 ปี มีความศักดิ์สิทธิ์มาก แต่เพราะดวงปูเน่าวิบัติแล้ว ถึงขนาดเกิดอาเพศวิปริตธรรมชาติ เมื่อราววันที่ 20 มีนาคม 2557 เวลา 20.00 น. เกิดพายุหมุนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พัดเอาส่วนยอดสูงสุดของพระธาตุเชิงชุม สกลนคร จนหักสะบั้น (อาจตีความเป็นอุบาทว์พระพายก็ได้)
  2. อุบาทว์พระยม เช่น นกร้ายมาเยือน คือ นกแสก , สัตว์เลื้อยคลาน คากคกตู่ ใส้เดือนเต้น ฯลฯ เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านในวงศ์วาน หรือ นกแร้งมาเกาะที่บ้าน คือ ปึ้งเหม่งผู้ไร้ผม..เลี้ยงสัตว์อัปมงคลไว้ในเรือนแท้ๆ..Animal Planet ว่างั้นเถอะ..ฮา
  3. อุบาทว์พระพาย เช่น ลางจากนาคเล่นน้ำ หรือ งูฟ้า เป็นปรากฎการณ์ ทอร์นาโดขนาดเล็กหรือพายุหมุนงวงช้าง ปลาย ต.ค.56 เกิดที่สงขลา , เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2557 เกิดในทะเลจังหวัดระยองรวม 2 จุด จุดแรกใกล้กับเกาะเสม็ด ต.เพ อ.เมืองระยอง จุดที่สองเกิดขึ้นบริเวณก้นอ่าว หาดแม่รำพึง ต.เพ อ.เมืองระยอง , พายุลักษณะนี้ เคยเกิดที่เขมรเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่ทำให้รัฐบาลเขมรพังทลาย และผู้ปกครองประเทศ ต้องตายจำนวนมาก

5. อุบาทว์พระพิรุณ เช่น เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยปี 54 ถล่มจังหวัดฐานเสียงบริษัทเผาไทย และ กทม.เพียงแค่ปูเน่ารับอำนาจ , เกิดอากาศที่หนาวเย็นผิดปรกติช่วงปลายปี 56 ที่หนาวเย็นมาก , เกิดพายุลูกเห็บก้อนขนาดใหญ่เท่าลูกมะนาว ที่อีสาน จ.เลย และที่เหนือ จ.เชียงราย ที่เป็นฐานเสียงบริษัทเผาไทย

ทั้งหมดนี้ถือเป็นลางร้ายหรือสัญญาณที่บอกเหตุที่ไม่ดี เป็นอาเพศ เป็นลางร้ายที่จะเกิดมหันตภัยตามมา กับปูเน่า คนใกล้ชิด และสมุนบริวาร เพราะปูเน่าและบริษัทเผาไทยปกครองประเทศโดยไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ในการเข้ามาบริหารประเทศชาติ คดโกงชาวนายกจน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ใช้แก๊งค์อั้งยี่แดงก่อการร้ายสากล ความโหยหาอำนาจ ทำให้เกิดเรื่องเลวร้าย กลายเป็นมารไปได้ และจะต้องถูกลงโทษ

ตั้งแต่ 6 เมษายน 2557 เป็นต้นไปตามหลักโหราศาสตร์ ทหารจะมีกำลังเข้มแข็ง มีแรงมาก ไม่เหมือนที่ผ่านมา จะเป็นมหาจักรอยู่ถึงวันที่ 10 ก.ค.57 และจะสามารถปราบแกนนำคนพาลสันดานถ่อย ที่จะนัดทุยแดงรับจ้างมาหลังสงกรานต์ได้อย่างราบคาบแน่นอน

ในวันที่ 9-19 เมษายน 2557 ผู้บริหารทีวีช่องเลขมงคล รวม 16 คน จะเดินทางไปอเมริกา โดยเบื้องต้นใช้งบสูงถึงกว่า 10 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าอาหาร และไม่แน่ใจว่าจะได้กลับเข้าหรือไม่ มีสายข่าวรายงานว่า มีการเตรียมการเดินทางไปต่างประเทศ ของนักการเมืองสำคัญ โดยเตรียมกระเป๋าใส่ของไว้จำนวนมาก ที่สนามบินแห่งหนึ่ง แต่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ คงเป็นของบุคคลสำคัญเพื่อเอาไปแสดงงานแฟชั่น ก็คงไม่น่าเกี่ยวกันกับของนักการเมือง

ให้สังเกตุว่าช่วงนี้ปูเน่าจะไม่ออกงานสำคัญแล้ว การข่าวมาวันศุกร์นี้ จะให้ครอบครัวหนีออกนอกประเทศแล้ว และอาจเห็นเจ้าหญิงเหนือ สปป.ล้านนา หายตัวไปดูบอลโดยไม่กลับ เหมือนใครบางคนที่คิดชั่วต่อแผ่นดินเกิด ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และคอยชักใยหุ่นเชิดปูเน่า..ไปดูโอลิมปิก จนบัดนี้ก็ไม่ได้เหยียบแผ่นดิน ที่มีศาลหลักเมืองที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกเลย

คนเสื้อแดง เหลือง ฟ้า ขาว น้ำเงิน ฯลฯ ทุกคนในปัจจุบันล้วนคือคนไทย (ไม่นับชาติที่ผ่านมา) เพียงแต่เสื้อแดงในช่วงหลัง ถูกชักนำโดยคนที่ขาดคุณธรรม ขาดจริยธรรม และทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือเรียกว่าง่ายๆ ได้คนชั่วเป็นผู้นำ เลยทำให้เกิดความคิดที่หลุดโลก ตามที่แกนนำสารพัดสัตว์เลื้อยคลาน หลอกลวงไป..

เสื้อแดงที่อ่านอยู่ตอนนี้ (ฮา..รู้อีก) ก็อย่ามัวกินหญ้า กับฟางข้าวกันนัก และอย่ามัวขลุกอยู่กับอดีต จมปลักอยู่กับกลิ่นโคลน สาบควาย..หันมากินปลาซาดีนที่มีวิตะมินซะบ้าง สมองจะพัฒนา โปร่งใส..เลิกเชื่อถือ เลิกให้แกนนำเขาสนตะพาย จูงจมูก เลิกเดินตามการชักชวนไปหลบแดดอยู่ในกะลา เลิกเป็นนักรบไซเบอร์โปรแกรมเมอร์รับจ้าง 3 พันคน ค่าจ้าง 28,000 บาทต่อเดือน จาก รมต.เทคโนฯ มันเป็นเงินเดือนชั่วที่โกงชาติไป ให้คอยทำเว็ปหมิ่น บิดเบือนข้อมูล ตัดต่อภาพ ใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นาๆ (ฮา..รู้อีก..ดิ้นๆๆๆ)..

กลับไปทำมาหากินสุจริตเสีย รับเงินจากคนชั่วที่ทำลายราชวงศ์จักรี จะถูกสาปแช่งให้ตนเองและครอบครัวพินาศ !! ควรพัฒนาสปีชีส์ จากทุยแดง ขึ้นมาเป็นคนกับเขาเสียบ้าง..เลือกเอาผู้นำที่ดีๆ ที่เขาไม่อมค่าหัวคิว ไม่ยิง M79 ใส่ผู้อื่น ไม่ยิงหัวเสื้อแดงด้วยกันเอง ไม่โกงเงินจำนำข้าวชาวนาผู้ยากจน และต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรมบ้านเมือง..ทุกสี ทุกเหล่า ทุกฝ่าย มาร่วมมือกัน ต้องอย่ายอมปล่อยให้คนชั่วเป็นผู้นำบ้านเมืองของเรา..

ดาวกาลกิณี ดาวเบญจภูติ ดาวอสุรกาย ที่ปกคลุมบ้านเมืองจะพินาศเร็วขึ้น เมื่อดาวร้ายพ่ายแพ้ถอยไป ความสว่างสดใสจะสาดส่องสู่นคราอีกครา !!

“ หมายเหตุ ตรวจพบหลายเพจ ที่นำข้อความภาพ ส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหา ของเพจ แฉ ความลับ ไปโพสต่อ หรือแก้ไขดัดแปลง แจ้งล่วงหน้าว่าข้อมูลนั้นๆ อาจไม่เป็นปัจจุบันตรงกับต้นฉบับจริงในภายหลังได้ และเกิดความสับสนต่อสาธารณะชน ให้เข้าใจผิดในเนื้อหาที่นำไปนั้นๆ เพราะอาจมีการแก้ไขข้อความต้นฉบับจริงในภายหลัง ตามข้อมูลเพิ่มเติม หรือคำแนะนำที่สร้างสรรค์หลังการโพส จึงแนะนำว่าหากสนใจเนื้อหา ควรกดแชร์จากเพจต้นฉบับไปต่อจะป้องกันความความสับสนนั้นได้ และอ้างอิง เพจ แฉ..ความลับ @เสธ น้ำเงิน พร้อมลิ้งด้านล่าง

@เสธน้ำเงิน
ที่มา https://www.facebook.com/topsecretthai

นี่คือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของดวงเมืองจากเฟสบุ๊คของเสธ.น้ำเงิน ซึ่งในดวงเมืองนั้น มีดาว ๔(พุธ) ๖(ศุกร์) และ ๘(ราหู) อยู่ร่วมเรือนกันในภพวินาศ

เมืองอวิชชา : โลภ โกรธ หลง

เมืองอวิชชาเต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง พระมหาชนกจึงมีพระบรมราชโองการให้แก้ไขปัญหานี้ด้วยการตั้ง “ปูทะเลย์วิชชาลัย” ขึ้นมาปลูกฝังชาวเมืองให้มีวิริยะและคุณธรรม บำรุงต้นมะม่วงที่ไร้ดอกผลให้มีดอกผลงอกงาม ฟื้นฟูต้นมะม่วงที่ถูกชาวเมืองรุมทึ้งให้กลับมาสมบูรณ์งอกงาม มีดอกผลดังเดิม

star-57-07-23_politics
โหราศาสตร์ไทยถือว่าดาวพุธ เป็นดาวเจ้าเรือนสหัสสชะและอริ เมื่อดาวพุธมาอยู่ในภพวินาศ ดาวพฤหัสเจ้าเรือนเป็นเกษตรอยู่ในภพศุภะ จึงอ่านได้ว่า “สหัสสชะ => วินาศ => ศุภะ” และ “อริ => วินาศ => ศุภะ” ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูก็ไม่มีใครหน้าไหนมาโค่นล้มทำลายเราได้

๘ ราหู เจ้าแห่งความมัวเมาลุ่มหลงนั้นเป็นเจ้าเรือนลาภะ อ่านได้ว่า “ลาภะ => วินาศ => ศุภะ” ที่ผ่านมาประเทศไทยจึงล้มลุกคลุกคลานเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่นมาโดยตลอด

๓-อังคารดาวตนุลัคน์ของดวงเมืองอยู่ที่ราศีพฤษภ ภพกดุมพะ ๖-ศุกร์ เจ้าเรือนกดุมพะอยู่ที่วินาศ อ่านได้ว่า “ตนุ => กดุมพะ => วินาศ => ศุภะ ”ประเทศไทยจึงมักจะเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอยู่เป็นประจำ เสียทรัพย์ศฤงคาร ความมั่งคั่งเพราะความโลภของตนเองบ้าง ของผู้อื่นบ้าง : รัชกาลที่ ๕ ต้องยอมสูญเสียดินแดนบางส่วนไปให้ฝรั่งตาน้ำข้าว นักล่าอาณานิคม รัชกาลที่ ๗ ถูกคณะราษฎร์ปฏิวัติ ยึดอำนาจการปกครองช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก (The Great Depression) รัฐบาลประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็พังเพราะการทุจริตคอร์รัปชั่น

๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ดาวพุธ(๔)ย้ายจากราศึเมถุนมาอยู่ร่วมเรือนกับอาทิตย์(๑)และพฤหัส(๕)ที่ราศีกรกฎ “ภพพันธุ” โหราศาสตร์ไทยบอกว่า ๑๔ คือคู่เจรจา ๔๕ คือคู่วิชาการ คสช.น่าจะประกาศใช้ธรรมนูญปกครองแผ่นดินฉบับชัวคราว ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูป ได้นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๙ มาจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลภายในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคมนี้

“ดูโทษ ดูทุกข์ให้ดูเสาร์” ๗ เสาร์ ดาวเจ้าเรือนกัมมะของดวงเมืองนั้นอยู่ที่ภพศุภะ “กัมมะ => ศุภะ” ถ้าคนไทยหยุดความมัวเมาลุ่มหลงหันมามีวิริยะและคุณธรรม คนไทยก็จะอยู่ดีมีสุข ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการงาน

๗ เสาร์นั้นมีความหมาย ดังนี้

o  นิสัยใจคอ : กล้าหาญ แข็งแรง อดทน เงียบขรึม รักสันโดษ อมทุกข์ มองโลกในแง่ร้าย ใจเย็น ใช้ชีวิตไปวันๆ ไร้ความทะเยอทะยาน

o  รูปร่างลักษณะ : ผิวคล้ำ ฟันยาว ฟันงุ้ม เดินน่องอ่อน ตาโต ผมหยิก

o  สถานที่: เรือกสวนไร่นา ที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเขา ป่าช้า ที่อับ ที่มืด

o  บุคคล : ญาติของสามี ลูกจ้าง เจ้าของโรงงาน

o  อาชีพ   : เกษตรกร งานบริการ สัปเหร่อ ผู้คุม

o  โรค / อวัยวะ  : โรคที่เกิดกับเท้า โรคผิวหนัง

ดังนั้น ภาคการเกษตร ภาคบริการ ศาสนา-คุณธรรม/ศีลธรรม จึงเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ที่รัฐบาลต้องให้การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทิ้งไม่ได้โดยเด็ดขาด ทั้งยังต้องหลีกเลี่ยงความมัวเมาลุ่มหลง อบายมุขทั้งหลายทั้งปวงให้ห่างเพราะ ๘ ราหู “ความมัวเมาลุ่มหลง” นั้นอยู่ในภพอริ เป็นศัตรูของดวงเมือง

ความโกรธ

ก่อน “คสช. – คณะคืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติ” ไล่รัฐบาลทุนสามานย์ลงจากบัลลังค์อำนาจ ประเทศไทยเต็มไปด้วยความขัดแย้ง คนไทยโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังกันด้วยสารพัดเหตุผล นักการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองแข่งกันสร้างวาทกรรมเพื่อให้เกิดความเกลียดชังกันเองระหว่างคนไทยด้วยกันที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน สังคมไทยแตกแยกเป็นเหลือง แดง ขาว ฟ้า สลิ่ม ไพร่ อำมาตย์ แมลงสาบ ฯลฯ ระเบิด M79 ดังสนั่นหวั่นไหวทุกวี่วัน อาวุธสงครามถูกนักรบนิรนามนำมาใช้เข่นฆ่าสังหารมวลชนฝ่ายตรงข้ามคือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตามสื่อจนกลายเป็นเรื่องปกติ

เมื่อ “คสช. – คณะคืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติ” ประกาศยึดอำนาจนาจ เคอร์ฟิวทำให้เสียงระเบิดรายวันเงียบสงบ ๑ เดือนที่ คสช. คืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติมีข่าวทหารสนธิกำลังร่วมกับตำรวจออกกวาดล้างอาวุธสงคราม ยาเสพติด บ่อนการพนันกันทุกวี่วัน คนไทยจึงประสานเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ ขอบคุณบิ๊กตู่เป็นการใหญ่ บ้างอวยให้ทหารยึดอำนาจ ๓ – ๕ ปีกันไปเลย ไม่เอากันแล้วเลือกตั้ง ไม่ต้องการแล้วประชาธิปไตย

๑ เดือนของการปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร เครือข่ายขุมกำลังของทุนสามานย์ในระบบราชการถูกกวาดล้างแทบหมดสิ้น แต่ทุนสามานย์ตัวจริงยังคงได้รับการยกเว้นไม่ถูกแตะต้องใดๆ ทุนสามานย์สงบเรื่องก็จบได้โดยดี ทรัพย์ศฤงคารของทุนสามานย์ยังอยู่ครบ มีให้เสพสุขไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่หากทุนสามานย์ประกาศสู้ คสช.ก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะทำอะไร อย่างไรก็ได้ ภายใต้กรอบแห่งความถูกต้องชอบธรรม ตราบใดที่ประชาชนให้การสนับสนุน อำนาจย่อมเป็นอำนาจบังคับใช้ได้โดยไม่จำกัด สัญญาประชาคมนั้นเป็นแค่อุดมการณ์ที่เลิศหรูแต่เลื่อนลอยที่นักปรัชญาเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเท่านั้น บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง city (เมือง) กลายเป็น city-state (นครรัฐ) เป็น country (ประเทศ) เป็นสมาพันธรัฐ/สหพันธรัฐไม่ใช่เพราะ social contact (สัญญาประชาคม) ที่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจ แต่เป็นเพราะสถานการณ์บีบคั้นบังคับ ประเมินสถานการณ์แล้วสู้รบปรบมือกับผู้รุกรานไม่ได้จึงจำใจ จำยอมต้องสยบ อ่อนน้อมต่อผู้รุกราน สู้ก็ตาย ไม่สู้จึงสามารถรักษาชีวิตของตนเองและวงศ์ตระกูลเอาไว้ได้ อดทนรอคอยเวลาพลิกฟื้นสถานภาพเพื่อคืนสู่อำนาจในภายหลัง

ดังนั้น แม้นทุนสามานย์ ลิ่วล้อของทุนสามานย์ มาเฟีย-ผู้มีอิทธิพลที่ถูก คสช. เล่นงานจะโกรธแค้น คสช. เพียงใดก็ได้แต่ยอมสงบนิ่งไว้ ไม่ขยับเคลื่อนไหวใดๆให้เอิกเกริก คสช.เพลี่ยงพล้ำก้าวพลาดเมื่อไหร่ องค์การเสรีไทยก็พร้อมแทรกซึมขยายแผลความแตกแยกที่มีมาตั้งแต่ครั้ง นปช.-หน้ากากขาว-คปท.-กปปส. : อำมาตย์-ไพร่-โง่-ควาย-สลิ่ม ให้กลายเป็นสงครามชนชั้น สงครามกลางเมือง เปิดทางให้อเมริกาใช้เป็นข้ออ้างส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาล้มรัฐบาลเผด็จการทหาร ทุนสามานย์กลับมาครองอำนาจ อเมริกา อียูได้ครอบครองบ่อน้ำมันในอ่าวไทยเป็นการแลกเปลี่ยน

การจัดระเบียบสังคมรอบใหม่ กวาดล้างมาเฟีย ผู้มีอิทธิพลในทุกวงการย่อมสร้างความโกรธแค้นให้กับบรรดามาเฟีย ผู้มีอิทธิพลที่ถูกเล่นงาน

ราคาพลังงาน ราคาสินค้ายังคงทรงตัวในระดับสูง ขณะที่กลุ่มปฏิรูปพลังงานต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ส่วนเกษตรกร-ชาวนา ผู้ค้าสลากกลับมีรายได้ลดลงเนื่องจากการยกเลิกโครงการจำนำข้าวและการควบคุมราคาจำหน่ายสลาก ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ-สังคมที่ขยายตัวเพราะ คสช. คืนความสุขให้คนในชาติไม่ครบถ้วนรอบด้าน คนมั่งมีไม่เดือดร้อนแต่ชาวบ้านร้านตลาด คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมเดือดร้อนหนักจึงเป็นระเบิดเวลาที่ถูก คสช. ตัดสายชนวนให้สั้นลง นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๙ ต้องเร่งรีบเข้ามาปลดสายชนวนอันหดสั้นนี้ให้ได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะกลายเป็นขนมผสมน้ำยาร่วมกับปัญหาอื่น กลายเป็นเหตุปัจจัยให้รัฐบาลเฉพาะกาลไปไม่รอด

ศึกในส่อเค้ายิ่งแก้ยิ่งยุ่งเพราะปัญหาหมักหมมสะสมมานาน ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี พิจารณาตามความจำเป็นเร่งด่วน ดูผลกระทบให้รอบด้านแล้วออกมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบ แรงกระเพื่อม ไม่อาจแก้ได้ด้วยตำราพิชัยสงครามของนักการทหาร แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนงสาขามาร่วมกันคิด ร่วมกันกำหนดมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน

ศึกนอกก็ไม่อาจประมาทได้ อเมริกาและอียูคว่ำบาตรรัฐบาลเผด็จการทหารของไทย คสช.แก้เกมด้วยการกระชับความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลย์อำนาจกับอเมริกาและอียู เฉพาะเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ เดือนเดียวสงครามและการก่อการร้ายเกิดขึ้นทั้งในไนจีเรีย ยูเครน ปากีสถาน ศรีลังกา อิรัก เคนยา จะได้ผลหรือไม่ ?

ความหลง

คนไทยต่างหลงใหลได้ปลื้มไปกับวัฒนธรรมตะวันตก “ทุนนิยม – บริโภคนิยม” อาหารการกินก็ต้องเป็นสเต๊ก McDonal KFC ภาพยนตร์ก็ต้องเป็นหนังที่มาจากฮอลลีวูด เสื้อผ้าการแต่งกายก็ต้องตามกระแสแฟชั่นตะวันตก การเมืองก็ต้องเป็นระบอบประชาธิปไตย อเมริกาบอกว่าธุรกิจยุคนี้ต้อง “แสวงกำไรสูงสุด” คนไทยก็เอาด้วย การเมืองต้องเป็นประชาธิปไตยๆก็แค่ต้องมีการเลือกตั้ง การทำธุรกิจก็ต้องแสวงกำไรสูงสุด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตามก้นอเมริกัน

ประชาธิปไตย : เลือกตั้ง พรรคการเมือง นักการเมือง

ประชาธิปไตยนั้นเป็นเยี่ยงไรหนอ เพียงแค่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาล/รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ถือเป็นประชาธิปไตยแล้วหรือ อย่างอื่นชั่งหัวมัน

ประเทศใดไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีรัฐบาล/รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถคบค้าสมาคมกับอเมริกาและสหภาพยุโรปได้ เช่นนั้นแล้วทำไมอเมริกาหนุนหลังรัฐบาลเผด็จการทหารในซีเรีย ISIS/ISIL ก็ได้รับการฝึกจากกองทัพอเมริกัน

แล้วการเลือกตั้งที่ว่านั้นหากปราศจากพรรคการเมือง หรือเป็นการเลือกตั้งแบบที่มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวอย่างประเทศจีน อเมริกาถือว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

แล้วการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองส่งเสาไฟฟ้าลงชิงชัย ประชาชนก็ไม่ได้สนใจว่าพรรคไหนมีนโยบายอย่างไร ส่งใครลงเลือกตั้ง เงินมาก็กาไป พรรคนี้ฉันรัก ฉันชอบของฉัน มันชั่ว มันเลวอย่างไรฉันก็เลือก เช่นนี้แล้วถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องเหมาะควรแล้วหรือไม่

นี่คือปัญหาที่เกิดจากศรัทธา ความมัวเมาลุ่มหลงที่นำพาประเทศไทยสู่วิกฤติ แทบเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น

แสวงกำไรสูงสุด

เศรษฐกิจมีปัญหา อเมริกาแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ “ขาดดุลงบประมาณ” ลดภาษี ทำ QE อัฐยายซื้อขนมยาย บุชและโอบามาพิมพ์เงินออกมาให้ FED ซื้อ แล้วบุชกับโอบามาก็เอาเงินไปอุ้มบรรดามหาเศรษฐี “แบงค์ล้มไม่ได้” บรรดานายแบงค์ก็ถลุงเงินกันสนุก อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ไปกับโบนัสก้อนงามทั้งๆที่ธนาคารต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ
รัฐบาลสหรัฐหวังว่าธนาคารจะนำเงินช่วยเหลือที่ได้ไปปล่อยกู้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวเดินต่อไป แต่บรรดานายธนาคารทั้งหลายกลับขนเงินไปปั่นหุ้น น้ำมัน ทองคำ ผลักดันต้นทุนการผลิตสินค้าให้เพิ่มสูงขึ้นเพราะน้ำมันคือปัจจัยสำคัญสำหรับการผลิต เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Stagnant หยุดนิ่งไม่ไปไหน ยุโรป อเมริกาเผชิญภาวะ hyper inflation “เงินเฟ้อสูง ว่างงานสูง” โชคดีที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานจึงเจอแค่ภาวะหยุดนิ่งชะงักงันเท่านั้น แต่ก็แก้ไขปัญหาด้วยวิธีเดียวกัน
สารพัดมาตรการลดภาษีที่ภาครัฐประกาศออกมาฉากหน้าจึงดูดี ได้ประโยชน์ถ้วนหน้าทุกคน ทุกชนชั้น อาชีพ แต่แท้จริงแล้วหากพิจารณาตามหลักอริยสัจ ๔ : ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วคนร้อยละ ๐.๐๑ ของสังคมคิดขึ้นมาเพื่อแสวงกำไรสูงสุด ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้เลวร้ายมากขึ้น สวนทางกับมหาเศรษฐีในสมัยพุทธกาลที่คนมั่งมีล้วนตั้งโรงทานขึ้นมาเจือจานคนยากโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แต่มหาเศรษฐียุคทุนนิยม บริโภคนิยม มุ่งแสวงกำไรสูงสุดนั้นเพียงทำดีเอาหน้า เงินที่มหาเศรษฐีแจกจ่ายทำบุญต้องหักลดหย่อนภาษีได้ จะซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตก็ต้องได้รับการยกเว้นภาษี เงินที่ใช้ในการอบรมพัฒนาบุคลาการเพื่อเพิ่ม productivity ก็ต้องหักลดหย่อนภาษีได้ ซื้อขายหุ้นก็ยกเว้นภาษี ออมเงินก็ลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น ขณะที่คนจนซื้อวัตถุดิบ จอบ เสียม เครื่องมือทำกิน ต้องจ่ายกันแบบเต็มในรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อไม่ใช่ธุรกิจ ไม่อยู่ในระบบภาษีก็ไม่สามารถขอใบกำกับภาษีมาหักลดหย่อนใดๆได้

 

กูรูทางเศรษฐกิจ การเงินก็แตกเป็น ๒ ฝ่าย tea party มองว่าคนจน พวกที่ไม่เสียภาษีเป็นตัวถ่วงสังคม เป็นพวกสร้างปัญหา ดังนั้น คนรวย คนที่เสียภาษีรายได้ทางตรงให้กับรัฐต้องมีสิทธิ์ มีเสียงมากกว่า นำระบบการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นมาใช้ในทางการเมือง นับเสียงตามจำนวนหุ้นที่แต่ละคนถืออยู่ในมือ คนไหนมีหุ้นในมือมาก “เสียภาษีมาก” ต้องมีสิทธิ มีเสียงมากกว่าคนที่ไม่เสียภาษี
บัฟเฟตต์ รูบินี่ สติกลิตซ์มองว่าทุนนิยมกำลังจะพังเพราะความโลภ ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นพิษ รวยกระจุกจนกระจายด้วยการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ยกเลิกการลดหย่อนภาษีให้คนรวย เพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีจากคนรวยให้สูงขึ้นเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

Forbes-june-2014_thailand-50-richest

Occupy Wall Street มองว่าตนเองคือกลุ่มคนร้อยละ ๙๙ ของสังคมที่ถูกคนร้อยละ ๑ ของสังคมเอารัดเอาเปรียบ ส่วนสติกลิตซ์วิเคราะห์ตัวเลขลึกลงไปกว่านั้น มหาเศรษฐีคนร้อยละ ๑ ของสังคมที่ว่าเอารัดเอาเปรียบสังคมนั้นยังเทียบไม่ได้กับอัครมหาเศรษฐี คนร้อยละ ๐.๐๑ ของสังคมที่ไม่เพียงแต่ร่ำรวยล้นฟ้าเท่านั้น ยังเข้าถึงอำนาจทางการเมือง อยู่เบื้องหลังการกำหนดนโยบายการเมืองของนักการเมืองอีกด้วย พฤติการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับสังคมการเมืองไทยหรือไม่ คสช.ลองสั่งการให้นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์บัญชีสินทรัพย์ ที่มาของความมั่งคั่งของ (๑) นักการเมือง (๒) ๒๖ เศรษฐีพันล้าน (๓) ๕๐ มหาเศรษฐีของไทย เทียบกับ GDP รายได้/รายจ่ายของรัฐบาลดูก็น่าจะดีว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์(ROA : return on asset) ของรัฐบาล เศรษฐีพันล้าน เศรษฐีร้อยล้าน นักการเมือง บริษัทมหาชน SMEs และชาวบ้านตาดำๆนั้นเป็นอย่างไร แล้วจะปรับสมดุลย์ภาคส่วนต่างๆนี้กันอย่างไร ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็จะบอกว่ายึดทรัพย์มหาเศรษฐีมาแบ่งปันให้คนยากจน แต่สังคมประชาธิปไตยนั้นใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าท่านไม่กล้าทำแล้วใครจะกล้าทำ มาตรการคืนความสุขที่ท่านทำอย่างสุกเอาเผากิน ขาดความรอบคอบรอบด้านด้วยการต่อมาตรการลดภาษีให้คนรวย ลดรายได้เกษตรกร ชาวนา ชาวบ้าน ตัดช่องทางหารายได้เสริมของชาวบ้านด้วยการคุมราคาลอตเตอรี่ คนจนไม่ควรแสวงกำไรสูงสุด ขณะที่รัฐบาลกินรวบส่วนแบ่งรายได้ไปร้อยละ ๒๘ คนรวยเท่านั้นที่สามารถแสวงกำไรสูงสุดจากการดำเนินธุรกิจได้ รถคันแรก สร้างปัญหาการจราจรให้คนเมือง ชาวบ้านจึงไม่ควรมีรถเป็นเครื่องมือทำมาหากิน รายได้ท่านก็ลดลงแล้ว บ้านของท่าน ที่ทางของท่านก็ขายออกมาใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ คนมีอันจะกินเถอะ ที่นาท่านเช่าจากเขาแทนแล้วกัน บ้านท่านก็ให้เขาเอาไปทำรีสอร์ท โฮมสเตย์เถอะ

ดังนั้น GDP ที่คณะคืนความสุขฯคาดหวังให้ขยายตัวเกินกว่าตัวเลขประมาณการที่คาดไว้คือร้อยละ ๑.๕ เป็นร้อยละ ๒ ด้วยมาตรการไม่แตะต้องการแสวงกำไรสูงสุดของคนรวย ช่วยคนรวยลดรายจ่ายด้วยสารพัดมาตรการ แต่ตัดหนทางทำกิน ลดรายได้ของคนจนลงจึงเป็นตัวเลขที่สร้างประโยชน์ให้คนรวย เหยียบย่ำซ้ำเติมคนจน ขยายแผลความเหลื่อมล้ำ ความโลภของคนรวย รัฐบาล นักการเมืองให้เลวร้าย ย่ำแย่ยิ่งไปกว่าเดิม

วิริยะ คุณธรรม : พอเหมาะ พอดี พอประมาณ

ปัญหาที่แท้จริงคือการแสวงกำไรสูงสุด คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน รัฐบาลดำเนินมาตรฐานอุ้มคนรวยปัญหายิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้น ผลกำไรที่เกิดขึ้นคนรวยไม่ได้นำมาใช้จ่ายทั้งหมด แต่กลายเป็นเงินออมนที่ถูกนำไปใช้ปั่นราคาน้ำมัน ทองคำ หุ้น ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง หล่อเลี้ยงฟองสบู่เอาไว้ไม่ให้แตกเพราะฝรั่งบอกว่าเงินเฟ้อดีกว่า แก้ง่ายกว่าเงินฝืด นักเศรษฐศาตร์กลัวเงินฝืดเป็นอย่างยิ่งเพราะเมื่อระดับราคาสินค้าลดต่ำลง ผู้บริโภคจะคาดหวังว่าราคาจะยังคงลดลงต่อไปเรื่อยๆ การบริโภคก็จะหดตัวลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น เจ้าสัวซีพีจึงแนะนำให้รัฐบาลดำเนินมาตรการ ๒ สูง : ราคาสินค้าเกษตรสูง ค่าแรงสูง เพราะธุรกิจของซีพีเกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอาหาร เมื่อราคาสินค้าเกษตรสูง ค่าแรงสูง ธุรกิจในเครือซีพีก็ฟันกำไรมหาศาลจากการขายอาหารทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป ธุรกิจฟาสต์ฟู๊ด ส่วนรัฐบาล ภาคธุรกิจก็แบกค่าแรงกันอ่วม รัฐบาลบังคับให้เอกชนปรับค่าแรงเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนแต่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลทั้งๆที่หากรัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการกลับเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือ เมื่อภาครัฐให้เงินเดือนสูงกว่าเอกชน ภาครัฐก็สามารถดึงคนเก่งๆให้มาทำงานกับภาครัฐได้ ควบคู่ไปกับการปรับลดหน่วยงาน ปรับลดจำนวนข้าราชการเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง คืนแรงงานให้ภาคธุรกิจเอกชน บรรเทาปัญหาแรงงานตึงตัวไปได้ในระดับหนึ่ง

รัฐบาลต้องใช้มาตรการทางภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เมื่อเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น เกษตรกรก็จะนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าในตัวอำเภอ ร้านค้าในอำเภอก็จะนำรายได้ไปซื้อสินค้าจากตัวจังหวัดมาขายเพิ่ม ร้านค้าในตัวจังหวัดก็จะสั่งสินค้าจากผู้ผลิตอีกต่อหนึ่ง เงินจึงเกิดการหมุนเวียนอย่างแท้จริง หมุนเวียนได้หลายรอบ สร้างประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการอุ้มคนรวย

ดังนั้นรัฐบาลจึงบรรลุเป้าหมาย ๒ ประการคือ วิริยะและคุณธรรม

üวิริยะ หมายถึง ขยันทำกินจากการประกอบสัมมาชีพ ไม่ใช่มีรายได้จากการปล้น ฆ่า ค้ามนุษย์ เล่นโบกเล่นไพ่ ค้าฝิ่น ทำธุรกิจผิดกฎหมาย/ศีลธรรม

üคุณธรรม หมายถึง ได้รับค่าจ้าง ค่าตอบแทน ผลกำไรที่พอเหมาะ พอดี พอประมาณ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสมถะ สมฐานะ ไม่ใช่ร่ำรวยจากการค้ากำไรเกินควร แสวงกำไรสูงสุด หรือทุจริตคอร์รัปชั่น

 

ความโลภ

เทวดาท่าจะแย่

ศิลปิน คาราบาว
อัลบั้ม เวลคัมทูไทยแลนด์
คำร้อง ยืนยง โอภากุล/ยืนยง โอภากุล

โห่…หวย

ถูกก็ช่าง  ไม่ถูกก็ช่าง

ไม่ใช่รถราง    รถเมล์   รถไฟ

ล็อตเตอรี่มันขี่ไม่ได้

ชาวบ้านหวังรวยเล่นหวยกันใหญ่

ถูกก็ช่าง   ไม่ถูกก็ช่าง

 

ชาวนาหน้าแดงหน้าดํา

มือที่กําเคียวเกี่ยวรวงข้าว

ทุกข์อก   ทุกข์ใจปวดร้าว

ราคาข้าวมันไม่ค่อยดี

จะให้มีความหวังทางใด

ดูสดใสเท่าล็อตเตอรี่

เงินทองแม้ไม่ค่อยจะมี

กระเบียดกระเสียน   กระเสือกกระสน

ขวนขวายเลขหมายเด็ดๆ

ตามโพยตามเคล็ด   ตามวัดตามวา

เทวดาขอให้ช่วยลูกด้วย

ถ้าลูกถูกหวยจะเลี้ยงเทวดา

จะเชิญมาตั้งก๊งวงเหล้า

ปาร์ตี้ขี้เมาสรวลเสเฮฮา

ข้าวปลาหมูเห็ดเป็ดไก่

ผลหมากรากไม้ทั้งกัญชงกัญชา…เพียบ

 

ถูกก็ช่าง  ไม่ถูกก็ช่าง

ไม่ใช่รถราง   รถเมล์   รถไฟ

ล็อตเตอรี่มันขี่ไม่ได้

ชาวบ้านโชคร้ายถูกหวยกินหมด

ถูกก็ช่าง   ไม่ถูกก็ช่าง

 

เทวดาผ่านมาพบเห็น

มนุษย์อุจจาระเหม็นร้องหาเทวดา

ปัญหามันอยู่ตรงไหน

คับอกคับใจชาวไร่ชาวนา

ปัญหามันอยู่ตรงหวย

วอนให้เราช่วยถูกหวยสักครา

เทวดาหยุดคิดนิดหนึ่ง

ก็บ่นรําพึงรําพันออกมา    เฮ้อ

 

เทวดายุคนี้ก็ลําบาก

อดๆ   อยากๆ   จนด้อยปัญญา

วิชาอาคมก็ลดถอย

เพราะมีเมียน้อยเลยไม่มีเวลา

สังคมเทวดายังยุ่ง

มัวแต่จะมุ่งแย่งกันเป็นใหญ่

เทวดาเล่นด้วยได้ไหม

เล่นหวยกันยังไงช่วยสอนเทวดา

 

ถูกก็ช่าง   ไม่ถูกก็ช่าง

ไม่ใช่รถราง   รถเมล์   รถไฟ

ล็อตเตอรี่มันขี่ไม่ได้

เทวดาหวังรวยเล่นหวยกันใหญ่

ถูกก็ช่าง   ไม่ถูกก็ช่าง

เทวดาหน้าแดงหน้าดํา

เพราะใจถลําติดล็อตเตอรี่

ชาวนาเขาก็ไปดีไปมีงานทําตะวันออกกลาง

จนใจและจนปัญญาเป็นเทวดาให้ทําไงได้

อยู่บนฟ้าไม่มีนามีไร่

มีแต่ก้อนเมฆก็เช่าเขาอยู่

 

ค่าไฟยังไม่จ่ายดวงอาทิตย์

ค่านํ้ายังติดหนี้ดวงจันทรา

โชคชะตาพาชีวิตลําบาก

ถึงกับถอดหน้ากากจํานําชฎา

ปัญหามันอยู่ตรงหวย

ก็หวังจะรวยเป็นเศรษฐีเทวดา

แต่ผ่านมาไม่เคยแทงถูก

จนเข้ากระดูกกระเป๋าเทวดา

 

*   ถูกก็ช่าง   ไม่ถูกก็ช่าง

ไม่ใช่รถราง   รถเมล์   รถไฟ

ล็อตเตอรี่มันขี่ไม่ได้เทวดา

โชคร้ายถูกหวยกินหมด

(ซํ้า *, *, *)

“คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น คนมีกะตังค์ซื้อที่กักตุน มหาเศรษฐีตั้งกองทุนปั่นหุ้น ปั่นน้ำมัน” นี่คือธรรมชาติของสังคมยุคปัจจุบัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา คนรวยจึงยิ่งรวย คนจนจึงยิ่งจน เกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจาย

“ลาภะ => วินาศ => ศุภะ” ไม่ใครก็ใครต้องจบ ต้องพังเพราะความโลภ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การทุจริตคอร์รัปชั่นมานักต่อนักแล้ว

เมื่อคสช.กุมอำนาจรัฐไว้ในมือก็ประกาศชัดเจนว่าไม่เอาทั้งจำนำข้าวและประกันราคาข้าว ราคาข้าวต้องเป็นไปตามกลไกตลาด คสช.จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้กับชาวนา ผลก็คือชาวนามีรายได้ลดลงจาก ๑๕,๐๐๐ บาทเหลือ ๖,๐๐๐ บาทโดยมีต้นทุนการผลิตลดลงจากไร่ละ ๕๘๒ บาท(จาก  ๔,๗๘๗ บาทเหลือ ๔,๒๐๕ บาทต่อไร่) มีกำไรประมาณไร่ละ ๑,๘๐๐ บาท แต่ค่าครองชีพยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป ถ้าคสช.ไม่อุ้มราคาก๊าซหุงต้ม ราคาน้ำมัน ข้าวแกงก็พร้อมทะยานต่อจาก ๓๕ บาทเป็น ๔๐ บาท และอาจไปถึง ๕๐ บาทได้ไม่ยาก

ชาวบ้าน ชาวนา คนยากคนจน โดยเฉพาะชาววังสะพุง ขยายวงต่อเนื่องไปถึงชัยภูมินิยมหารายได้เสริมด้วยการซื้อลอตเตอรี่ “เลขชุด” มาเดินเร่ขายเพราะการขายเลขชุดนั้นลงทุนน้อย กำไรดี และคัดเอามาขายเฉพาะเลขสวยๆได้ หากลูกค้าต้องการเลขอื่นที่ตนเองไม่มีก็สามารถซื้อหาจากแผงลอตเตอรี่อื่นมาขายต่อได้โดยบวกค่าเหนื่อย(กำไร)เพิ่มเข้าไปอีก ๑๐ บาท

พอถึงฤดูหว่านดำหรือเกี่ยวข้าวพวกเขาก็กลับเข้าสู่ท้องไร่ท้องนา ดังนั้นฤดูทำนา เกี่ยวข้าวราคาขายส่งลอตเตอรี่จึงตก ลอตเตอรี่ล้นตลาด ขายลด ขายเลหลังใบละ ๗๐ – ๘๐ บาทก็ยังเหลือเพราะไม่มีแผงสะพายมารับเลขไปขาย ชาวนาก็อยู่ในท้องไร่ท้องนากันหมดไม่ได้ออกมาหาซื้อลอตเตอรี่ในตลาด

เมื่อคสช.ประกาศจัดระเบียบลอตเตอรี่ ให้ผู้ค้าสลากขายลอตเตอรี่คู่ละ ๘๐ บาท หากทำสำเร็จก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ต่อคือได้ คสช. – คืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติและได้ตัดท่อน้ำเลี้ยงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลปฏิรูปไม่ให้มีรายได้จากมาเฟียลอตเตอรี่มาล้มรัฐบาล

แต่คนคำนวณมิเท่าฟ้า หากการแก้ปัญหาเรื่องการขายลอตเตอรี่เกินราคาที่กำหนดไว้เป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆก็คงทำได้ ทำสำเร็จตั้งแต่สมัยพลเอกสุรยุทธเป็นนายกฯแล้ว เมื่อปัญหาหมักหมม สะสม แก้ไขยาก ซ้ำร้ายจังหวะเวลาที่รุกเริ่มดำเนินการก็ไม่เหมาะสม : ประธานบอร์ดกองสลากลาออก ยี่ปั๊วยังไม่หมดสัญญา ค่าครองชีพยังทรงตัวในระดับสูงแต่ผู้ค้าสลากเป็นอาชีพทั้งคนปกติและคนพิการมีรายได้ลดลง ทั้งยังตัดช่องทางหารายได้เสริมของเกษตรกร “ชาวนา”

การแก้ปัญหาหวยแพงแบบขาดการศึกษาสภาพความเป็นไปให้ถ่องแท้จึงยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง รายย่อย/เกษตรกร/ชาวนาระทมเนื่องจากรายได้ลดลง หมดช่องทางหารายได้เสริม สวนทางกับภาวะค่าครองชีพที่ยังทรงตัวในระดับสูง มหาเศรษฐียังคงกอบโกยความมั่งคั่งจากการปั่นราคาน้ำมันกันต่อไป ปตท.อ้างประเทศไทยมีน้ำมันไม่เพียงพอต้องนำเข้าแต่ ปตท.สผ.กลับส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ  ปตท.ก็ขายน้ำมันให้คนไทยในราคาตลาดโลก Chevron total สั่งรัฐบาลอเมริกันและอียูกดดันไทยเพื่อปกป้องสัมปทานน้ำมัน แผ่นดินไทยถูกเจาะเป็นรูพรุนเพื่อสูบน้ำมันบนบกขึ้นมาขายทั้งๆที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้สำรวจเท่านั้นไม่ใช่สัมปทานขุดเจาะ

(๑)             แก้ปัญหาหวยแพงด้วยการไล่จับคนขายสลากเกินราคา : ยี่ปั๊วซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดลอยนวล ไม่เดือดร้อน ; ผู้ค้าสลากเป็นอาชีพหลักถูกตำรวจรีดไถ เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการให้/เลิกโควต้าร่ำรวย เกษตรกร/ชาวนา/คนยากคนจนหมดช่องทางหารายได้เสริม

(๒)            แก้ไขปัญหาหวยแพงด้วยการพิมพ์สลากเพิ่ม/ห้ามยี่ปั๊วรวมเลขเป็นชุด : ลอตเตอรี่ล้นตลาด รายย่อยล้มละลาย

(๓)            ทำหวยออนไลน์ : ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ ความแตกแยกทางสังคมเลวร้าย รุนแรงยิ่งขึ้น คนรวย “Loxley” ยิ่งรวยจากการผูกขาดรับสัมปทานทำระบบหวยออนไลน์ คนจนถูกคนรวย “เจ้าของร้านทองที่มีเครื่องขายหวยออนไลน์อยู่ในมือ” แย่งอาชีพ

กองสลากพิมพ์สลากกินแบ่งออกมาจำหน่ายรวม ๖๘ ล้านฉบับ(สลากกินแบ่งรัฐบาล ๕๐ ล้านฉบับ สลากการกุศล ๑๘ ล้านฉบับ) รายได้จากการจำหน่ายสลากจัดสรรเป็นเงินรางวัลร้อยละ ๖๐ นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินร้อยละ ๒๘ ที่เหลืออีกร้อยละ ๑๒ คือค่าใช้จ่ายในการบริหารของกองสลาก โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้จัดสรรลอตเตอรี่ให้กับผู้ค้ารายย่อยคนละไม่เกิน ๑๐ เล่ม

ช่วงที่มีหวยบนดิน ลอตเตอรี่ล้นตลาด ราคาตกมาเหลือใบละ ๘๐ บาท ต้นทุนอยู่ที่เล่มละ ๗,๓๖๐ บาท ถ้าขายหมดก็ได้กำไรเล่มละ ๖๓๐ บาท แต่ในความเป็นจริงก็คือ ๑ ปีมี ๒๔ งวดนั้นขายเหลือเกือบทุกงวด รายย่อยที่มีโควตาอยู่ในมือจึงพากันทิ้งโควตาทางจังหวัดจึงจัดสรรโควตาเพิ่มให้ ใครที่ได้รับโควต้าไม่ถึง ๑๐ เล่มก็กลายเป็น ๑๐ เล่ม บางคนก็ชักชวนญาติพี่น้องมาขอโควตาเสี่ยงโชคกันไป จากที่มีเงินเก็บหลักแสน หลักล้านก็พลิกกลับเป็นคนมีหนี้สินหลักแสน หลักล้าน เมื่อหวยบนดินล้มไป ราคาขายลอตเตอรี่ค่อยๆปรับสูงขึ้นจาก ๘๐ บาทเป็น ๙๐ บาท ๑๐๐ บาท และ ๑๑๐ บาท ผู้ค้าสลากรายย่อยจึงสามารถล้างหนี้สินที่มีอยู่ได้หมดสิ้น ส่วนผู้ค้าสลากที่เข้ามาทีหลังแล้วปฏิเสธไม่ขอรับโควต้าเพิ่มจึงมีโควต้าอยู่ในมือไม่ถึง ๑๐ เล่ม(๑ – ๒ เล่มก็มี)เมื่อราคาสลากฟื้นตัว ยี่ปั๊วที่รับซื้อสลากก็ให้ราคาดี เมื่อมีผู้ได้รับโควต้าเสียชีวิตทางจังหวัดก็จะยึดโควต้านั้นเข้าส่วนกลาง แล้วนำสลากนั้นไปขายต่อให้ยี่ปั๊วเอง นำเงินมาแบ่งกันเป็นการภายใน ไม่ได้จัดสรรต่อให้กับผู้ที่มีรายชื่อสำรองที่ทางจังหวัดทำไว้ ดังนั้น ผู้มีอำนาจจัดสรรลอตเตอรี่ก็ไม่ปรารถนาให้ลอตเตอรี่ราคาตก คนที่มีโควต้าอยู่ในมือ ๑ – ๓ เล่มจึงมี ๓ ทางให้เลือกเดิน คือ (๑) นำสลากที่ได้งวดละ ๑ – ๓ เล่มไปขายต่อให้ยี่ปั๊วในแต่ละจังหวัดเพราะนั่งขายเลขใบเองยังไงๆก็ไม่คุ้ม(ต้นทุนเล่มละ ๗,๔๔๐ บาท กำไรเล่มละ ๕๖๐ บาทคิดเป็นร้อยละ ๗.๕ ของเงินลงทุน) หรือ (๒) ตีเปลี่ยนเลขใบเป็นเลขชุดเพื่อให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นใบละ ๑๐ บาท(มีต้นทุนในการตีเปลี่ยนจากเลขใบเป็นเลขชุดเล็กน้อย) หรือ (๓) ซื้อสลากจากยี่ปั๊วในแต่ละจังหวัดมาเพิ่มเพื่อให้มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ

แต่สลากกินแบ่งนั้นไม่ได้ขายหมดกันทุกงวด สงกรานต์ เปิดเทอม ดำนา เกี่ยวข้าว น้ำท่วม ส่งท้ายปีเก่า รวมถึงช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ฟุตบอลยุโรปหวยตายแทบจะทุกปี แต่รัฐบาลก็ไม่เดือดร้อนอะไรเพราะยังไงๆก็ได้ส่วนแบ่งร้อยละ ๒๘ แน่นอนตายตัวทุกงวดเพราะความเสี่ยงตกอยู่กับยี่ปั๊วและรายย่อยแทน ส่วนเกษตรกร ชาวบ้านที่สะพายแผงขายสลากเป็นอาชีพเสริมนั้นก็เปลี่ยนหน้ากันไปเรื่อยๆ หลังปีใหม่ ตรุษจีนลอตเตอรี่ขายดีก็มีพ่อค้า-แม่ค้าหน้าใหม่สะพายแผงลอตเตอรี่มาขายมากหน้าหลายตา สงกรานต์ เปิดเทอม น้ำท่วม สิ้นปีหวยตายจากที่เคยได้กำไรก็กลับกลายเป็นขาดทุนพากันหมดเนื้อหมดตัวก็เลิกขายกันไป รอหวยฟื้นรอบใหม่ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่มาเดินขาย

ดังนั้น การขึ้นทะเบียนผู้ค้าสลากจึงไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ กองสลากก็ไม่สามารถฝากผีฝากไข้ไว้กับแผงสะพายได้ อีกทั้งพ่อค้า-แม่ค้าแผงสะพายหลายรายก็ไม่ได้ซื้อลอตเตอรี่เงินสด บางคนอาศัยเซ็นต์ลอตเตอรี่จากยี่ปั๊ว-ซาปั๊วในอำเภอมาขายก่อน พอหวยออกก็ไปเคลียร์ตังค์กับยี่ปั๊ว-ซาปั๋ว โดยยี่ปั๊ว-ซาปั๊วจะบวกดอกเบี้ยไปอีกใบละ ๓ – ๕ บาท เช่น ซื้อเงินสด ๙๒ บาทก็จะกลายเป็น ๙๕ บาท เป็นต้น

ดังนั้น การแก้ปัญหามาเฟียลอตเตอรี่จึงไม่ใช่ว่าจะแก้ไขกันได้ง่ายๆ ต้องทบทวนกันใหม่ทั้งระบบ น้อมนำพระบรมราชโองการของพระมหาชนกที่มีพระประสงค์ให้แก้อวิชชา : โลภ โกรธ หลง ด้วย “วิริยะ” และ “คุณธรรม” เป็นที่ตั้ง อาชีพอย่างมือปืนรับจ้าง เปิดบ่อน เล่นการพนัน ตั้งโรงฝิ่น โรงสุราไม่ควรส่งเสริม สนับสนุน ต้องจำกัดควบคุมให้อยู่ในวงแคบๆ แม้จะสร้างรายได้เข้ารัฐมากมายมหาศาลก็ตาม ระวังจะพังเพราะราหู “ลาภะ => วินาศ => ศุภะ”

(๑)             “ช่วยราษฎร์” : อาชีพค้าสลากนั้นจะเปิดเสรีหรือสงวนไว้ให้เฉพาะคนพิการ ทหารผ่านศึก ผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการหารายได้เสริมเท่านั้น ส่วนแบ่งรายได้ที่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว รายย่อยได้รับนั้นควรเป็นเท่าไหร่ แล้วกองสลากควรพิมพ์สลากมากน้อยเพียงใดจึงจะเหมาะสมและยุติธรรม

(๒)            “เสริมรัฐ” : ส่วนแบ่งที่รัฐบาลรับไปร้อยละ ๒๘ ส่วนกองสลาก + ยี่ปั๊ว + ซาปั๊ว + รายย่อยเอาไปแบ่งกันร้อยละ ๑๒ นั้นเหมาะสมหรือไม่

(๓)
“ยืนหยัดยุติธรรม” : ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่เข้ามาดูแลกองสลาก  เจ้าหน้าที่กองสลาก ข้าราชการระดับจังหวัดที่ทำหน้าที่จัดสรรโควตา ตำรวจกองปราบที่ทำตัวเป็นเสือโหยรอจังหวัดเชิญตัวออกไปร่วมทีมกินสินบนนำจับ ตำรวจท้องที่ๆรอเก็บค่าคุ้มครองจากผู้ค้าสลากแผงเล็กเดือนละ ๕๐๐ บาท แผงใหญ่เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ฯลฯ จะแก้อย่างไร

ดินแดนสุวรรณภูมิ

เมืองไทยนั้นเป็นเมืองพุทธ ๗-เสาร์ “โทษทุกข์” อยู่คู่ “คุณธรรม” พฤหัส-๕ ขณะที่ดาวแห่งความมัวเมาลุ่มหลงคือ ๘-ราหู อยู่ที่อริ เลิกคิดเลิกฝันเรื่องบ่อนกาสิโนได้เลย

เมืองมิถิลาไม่สิ้นคนดี คสช.ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากการกวาดล้างอาวุธสงคราม อาชญากรรม แต่เมื่อคสช.เริ่มขยับเข้ามาจับปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องก็เริ่มหืดจับ แทนที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนได้กลับกลายเป็นซ้ำเติมประชาชนร้อยละ ๙๙ ของสังคมเพราะหลงเหลี่ยมนายทุน หลงลมปากข้าราชการ นักวิชาการทาสที่อุทิศตนรับใช้ระบอบทุนนิยม-บริโภคนิยม-แสวงกำไรสูงสุดด้วยการให้น้ำหนักกับการขยายตัวของ GDP ไม่แตะต้องการค้ากำไรเกินควรของกลุ่มทุนผูกขาด แต่ลดรายได้และตัดช่องทางหารายได้เสริมของชาวนา พ่อค้าแม่ขายตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ฯลฯ นี่คือสัญญาณเตือนที่คสช.ต้องตระหนัก รับรู้ รับฟัง และยอมรับความเป็นจริงข้อนี้ให้ได้ว่าทหารนั้นไม่ถนัดงานเศรษฐกิจ ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นจะขยับทำทีละอย่าง แก้ทีละขั้น ทีละตอนไม่ได้ ต้องกำหนดมาตรการที่ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน แล้วดำเนินการไปพร้อมๆกัน เน้นหนักไปที่การช่วยเหลือคนที่ถูกสังคมเอารัดเอาเปรียบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้สังคมทั้งสังคมเกิดการปรับตัว ปรับสมดุลไปพร้อมๆกัน มิเช่นนั้นสังคมจะยิ่งเสียสมดุลหนักขึ้น

หลักการปกครองของหานเฟย

หานเฟยกล่าวว่า “เจ้าแห่งรัฐไม่จำเป็นต้องดูแลรายละเอียดปลีกย่อยด้วยพระองค์เอง หากแต่ทรงแต่งตั้งขุนนางที่ไว้วางพระทัย มอบหมายให้เป็นหูเป็นตาแทน”

ครั้งหนึ่งถังอี้จื่อเคยกราบทูลฉีเซวียนอ๋องว่า “ประการสำคัญต้องซ๋อนตัวเองให้มิดชิด ด้วยนกกามีตาหลายสิบข้างจ้องมองคนๆมีเพียง ๒ ตาสำรวจดูนก ไหนเลยไม่ซ่อนตัวเองให้มิดชิดได้”

เจ้าแห่งรัฐซ่อนตัวจากสายตานับหมื่นคู่ของพสกนิกรทั้งแผ่นดินได้ด้วยการทำตนให้ว่างเปล่า ไร้ซึ่งการกระทำ กล่าวคือไม่มีการกระทำและไม่มีการแสดงออก ดังนั้นขุนนางจึงเกิดความระมัดระวังตัว ปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัดเอง เจ้าชีวิตพึงควบคุมขุนนางอำมาตย์มิให้กระทำเกินเลยหน้าที่ ส่วนผู้ใดบกพร่องต่อหน้าที่ย่อมต้องลงโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น

“ฉีเซวียนอ๋องทรงโปรดการเป่าขลุ่ยแคน มักจัดให้ผู้คน ๓๐๐ คนเป่าบรรเลงร่วมกัน มีบุคคลชื่อหนานกว๋อร้องขอเข้าร่วมคณะด้วย ฉีเซวียนอ๋องทรงอนุญาต ไม่นานให้หลัง ผู้คนที่เป่าขลุ่มเพิ่มจำนวนเป็นหลายร้อยคน จวบกระทั่งฉีเซวียนอ๋องเสด็จสวรรคต ฉีหมิ่นอ๋องขึ้นครองราชย์สืบแทน พระองค์โปรดปรานให้นักดนตรีออกมาเป่าขลุ่ยแคนทีละคน หนานกว๋อไม่มีความรู้ด้านการเป่าขลุ่ยแคนจึงหาโอกาสหลบหนีไป”

“มังกรบินดั้นเมฆกลางเวหา งูยักษ์เคลื่อนไหวอยู่กลางสายหมอก ยามใดที่เมฆสลายหมอกจางหาย มังกรกับงูยักษ์จะแปรสภาพเป็นไส้เดือนและมดเพราะสูญเสียสิ่งที่ยึดเหนี่ยวไป ผู้เปรื่องปราดที่ถูกคนบาปหยาบช้ากดขี่ไว้ด้วยผู้เปรื่องปราดไร้อำนาจ มีฐานะต้อยต่ำ”

(ที่มา : ยอดคนยอดปฐพี, หน้า ๑๕๐ – ๑๕๔, น.นพรัตน์ เรียบเรียง, สยามอินเตอร์คอมิกส์, มกราคม ๒๕๔๔)

คสช.ต้องคืนความสุขให้คนทั้งชาติด้วยการคงอำนาจพิเศษของตนเองไว้ แล้วเชื้อเชิญคนดีมาปกครองบ้านเมือง แก้โลภะ โทสะ โมหะ “วัตถุนิยม บริโภคนิยม” ด้วยการปฏิรูปบ้านเมือง ยกเครื่องประเทศไทยครั้งใหญ่ ลงลึกถึงรากฐาน หลักสูตรการเรียนการสอนใน “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” ต้องปลูกฝังคนไทยให้มีวิริยะและคุณธรรม (๑) อนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี อาชีพ วิถีชีวิตอันดีงามที่เป็นรากเหง้าของคนไทยให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองต่อไป อย่าให้ถูกวัฒนธรรมตะวันตกกลืนกินได้ กินแบบฝรั่ง อยู่อย่างฝรั่งนำมาซึ่งโรคภัยมากกมาย กินน้ำพริก ผักต้มแบบคนไทยจึงห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ (๒) พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองบนพื้นฐานของคุณธรรม : ปัญญา สมาธิ ศีล

เมื่อมีรัฐบาลชั่วคราวมาปฏิรูปก่อนเลือกตั้งแล้ว คสช.ต้องทำตนให้ว่างเปล่า ไร้ซึ่งการกระทำ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เลียนเยี่ยงนารีขี่ม้าขาว “ลอยตัวเหนือปัญหา” แต่หมายถึงการให้อำนาจ ให้อิสระกับรัฐบาลเฉพาะกาลอย่างเต็มที่ แต่ตนเองยังมีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ จับตาดูการทำงานของรัฐบาลเฉพาะกาลว่ามีอะไรขาดเหลือ ไม่ได้ดำเนินการ หรือยังดำเนินการได้ไม่เต็มที่ คสช.ก็ใช้อำนาจพิเศษเข้าช่วยเหลือ  ดังนั้น ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารจึงไม่กล้าขยับ ก่อการใดๆโดยเปิดเผย ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด ด้วยความระมัดระวัง เพราะคสช.ยังคงไว้ซึ่งอำนาจพิเศษ สามารถนำมาใช้ควบคุมขุนนางอำมาตย์มิให้กระทำเกินเลยหน้าที่ได้ ส่วนผู้ใดบกพร่องต่อหน้าที่ย่อมต้องลงโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น

 

๑. สัมมาทิฏฐิ – ความเห็นชอบ

ท่านเห็นว่าหากท่านนิ่งเฉยต่อไปประเทศไทยเกิดสงครามกลางเมืองแน่(ทุกข์) ลิ่วล้อของทุนสามานย์กระหายเลือดขนอาวุธสงครามเข้ามาเตรียมก่อการพร้อมแล้ว(สมุทัย) ท่านจึงต้องประกาศใช้กฎอัยการศึก(นิโรธ) จากนั้นก็เชิญตัวแทนทุกฝ่าย ทุกค่าย ทุกสีมาพูดคุยกันหาทางออก ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งด้วยรัฐบาล สภาผู้แทน และสภาปฏิรูปที่ได้รับการยอมรับจากคนไทยทุกหมู่เหล่า นี่คือ “สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ”

๒. สัมมาสังกัปโป-ความดำริชอบ

ท่านต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกในสังคมไทย สถาบันกษัตริย์ถูกล่วงละเมิด คอร์รัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง ประชานิยมกำลังนำพาชาติล่มสลายด้วยความรักสามัคคี ขอให้คนไทยมีเมตตาต่อกันเป็นที่ตั้ง รู้จักหยุด รู้จักพอ หยุดความโลภ-โกรธ-หลง หยุดความเกลียดชัด ด่าทอ ทำร้าย เอารัดเอาเปรียบกัน เช่นนี้เรียกว่า “สัมมาสังกัปโป-ความดำริชอบ”

๓. สัมมาวาจา-การพูดจาชอบ

ท่านใช้อำนาจพิเศษยุติพฤติกรรมโป้ปดมดเท็จ เสี้ยมคนไทยให้โกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังกันของสื่อเลือกข้าง ใช้ช่อง ๕ และช่อง ๗ เป็นเครื่องมือสื่อสารชี้แจงทำความเข้าใจ นำเสนอความจริง สร้างความรัก ความสามัคคีระหว่างคนไทยทั้งชาติ แม้จะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาเนิ่นนานจนล่าช้าเกือบสายเกินกาลแต่ก็ยังเรียกได้ว่านี่คือ “สัมมาวาจา-การพูดจาชอบ”

๔. สัมมากัมมันโต-การทำการงานชอบ

ท่านกวาดล้างอาชญากรรม อาวุธสงคราม มาเฟีย-ผู้มีอิทธิพล ลิ่วล้อทุนสามานย์/นักการเมืองกระหายเลือด ผู้ค้ายาเสพติด เจ้าของบ่อนการพนัน ฯลฯ แล้วดำเนินการจัดระเบียบสังคม ปฏิรูปการเมือง-กฎหมาย-การศึกษา-สังคม-เศรษฐกิจ แล้วกำชับข้าราชการให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรมเพื่อให้สังคมที่ไร้ระเบียบ ตกอยู่ภายใต้อำนาจเงิน อำนาจมืด อิทธิพลเถื่อน-นอกระบบกลับคืนสู่สังคมแห่งความสงบร่มเย็นเป็นสุขด้วยระเบียบวินัย คุณธรรม น้ำใจ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่นนี้เรียกว่า “สัมมากัมมันโต-การทำการงานชอบ”

๕. สัมมาอาชีโว-การเลี้ยงชีวิตชอบ

คสช. คืนความสุขให้คนไทยด้วยการดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย ไม่ผูกขาดอำนาจ แสวงผลประโยชน์จากอำนาจด้วยการนั่งเก้าอี้บอร์ดรัฐวิสาหกิจ เรียกรับสินบน กำหนดมาตรการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สังคมคืนสู่ความสงบร่มเย็นเป็นสุขเช่นนี้เรียกว่า “สัมมาอาชีโว-การเลี้ยงชีวิตชอบ”

๖. สัมมาวายาโม-ความพากเพียรชอบ

รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกทางสังคมเกิดจากลัทธิทุนนิยม บริโภคนิยม วัตถุนิยมตะวันตก “แสวงกำไรสูงสุด” นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำ(ผูกขาดอำนาจ)ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จึงหากิน แสวงความร่ำรวยด้วยการเป็นมิจฉาชีพ เล่นการพนัน เปิดบ่อน ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย ค้ากำไรเกินควร ทุจริตคอรัปชั่น คสช. จึงคืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติโดย

üยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น : ห้ามนักการเมือง-ข้าราชการแสวงประโยชน์จากการนั่งเป็นกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทุจริตคอร์รัปชั่น กินตามน้ำ เรียกรับผลประโยชน์

üละกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว : สั่งปลดข้าราชการที่รู้เห็นเป็นใจ ปล่อยให้มีกองกำลังนิรนามออกมาไล่ล่า เข่นฆ่าสังหาร ข่มขู่คุกคามประชาชนผู้บริสุทธิ์ อาวุธสงคราม-ยาเสพติด-บ่อนการพนัน-มิจฉาชีพเต็มบ้านเต็มเมือง, ยุติสารพัดโครงการโคตรโกง, ยุติการผูกขาดถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเพื่อแสวงกำไรสูงสุดของเอกชน

üสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น : ช่วยเหลือชาวนาลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต ลดค่าครองชีพให้กับประชาชนโดยใช้รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลมีอยู่เป็นเครื่องมือ ชี้นำสังคมด้วยการทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน เช่น ยกเลิกสิทธิพิเศษเหนือกฎหมายของภาครัฐด้วยการจ่ายค่าจ้างให้กับข้าราชการและลูกจ้างตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ : รายวัน ๓๐๐ บาท ป.ตรี ๑๕,๐๐๐ บาท) ; ลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างพนักงานระดับล่างสุดกับผู้บริหารสูงสุด( เช่น เงินเดือนผู้ว่ารฟท. ๔ แสนบาท : ลูกจ้างระดับล่างสุด ๙ พันบาท ส่วนต่างคือ ๔๔ เท่า) ; ลดรายจ่าย-เพิ่ม productivity และรายได้ให้กับภาครัฐด้วยการยุบหน่วยงานรัฐที่ซ้ำซ้อน ไม่จำเป็นซึ่งถูกตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลทางการเมือง แล้วลดจำนวนข้าราชการให้น้อยลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย คืนแรงงานให้กับภาคเอกชน และเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการขึ้นเงินเดือนข้าราชการเพื่อดึงดูดคนเก่งมาเป็นข้าราชการ ; ยุติการค้ากำไรเกินควรของ ปตท. ; ปรับสัดส่วนรายได้นำส่งรัฐกับค่าบริหารจัดการของกองสลากจาก ๒๘ ต่อ ๑๒ ให้มาอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม กวาดล้างมาเฟียกองสลาก มาเฟียลอตเตอรี่ ; ควบคุมธุรกิจบาป การประกอบวิชาชีพ แสวงหารายได้จากธุรกิจผิดศีลธรรมให้อยู่ในวงจำกัด ; ปรับโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม-เศรษฐกิจ

üส่งเสริมกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญ เต็มรอบ : สำรวจอาชีพ ปัญหาอุปสรรคของธุรกิจรายย่อยที่อยู่นอกระบบ ตกสำรวจเพื่อออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อให้คนไทยทุกคนพึ่งพาตนเองได้ มีความพอเพียง พอมี พอกิน และส่งเสริมคนดีมีความรู้ มีคุณธรรมให้ได้รับการยกย่องจากสังคมเพื่อให้คนในสังคมมีวิริยะและคุณธรรม ศีลธรรม “รู้จักพอ”

เช่นนี้จึงเรียกว่า “สัมมาวายาโม-ความพากเพียรชอบ”

๗. สัมมาสติ-ความระลึกชอบ

ปลุกคนไทยให้ฟื้นตื่นจากภวังค์ เลิกตามก้นฝรั่ง หยุดมัวเมาลุ่มหลงในวัฒนธรรมตะวันตก : ทุนนิยม วัตถุนิยม บริโภคนิยม แสวงกำไรสูงสุด ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย เลือกรับเฉพาะภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันดีงามของตะวันตกมาต่อยอดภูมิปัญญาพื้นบ้าน ปรับใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะตัวทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจของไทย ให้คนไทยคืนกลับสู่รากเหง้าอันดีงามของตนเองแล้วก้าวไปข้างหน้าสู่ความเป็นอารยะประเทศในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง คือ “สยามเมืองยิ้ม เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ คนไทยเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มแย้มแจ่มใส มีคุณธรรมน้ำใจ รู้จักให้อภัยกัน เช่นนี้จึงเรียกว่า “สัมมาสติ-ความระลึกชอบ”

๘. สัมมาสมาธิ-ความตั้งใจมั่นชอบ

ฟื้นฟูศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ปรับสภาพแวดล้อมของพระสงฆ์ให้เอื้ออำนวยต่อการเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นกิจของสงฆ์ ให้พระสงฆ์ปกครองกันเอง ไม่มัวเมาลุ่มหลงในลาภยศสรรเสริญโดยใช้ผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือทำมาหากิน แล้วส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน นำศาสนา คุณธรรม ศีลธรรมกลับคืนสู่สังคม เป็นแบบอย่างที่ดีให้สังคมโลกยกย่องว่าประเทศไทยมีเอกลักษณ์วัฒนธรรมอันดีงาม เป็นตัวของตัวเอง มีการพัฒนาอย่างสมดุลย์ทั้งความเจริญทางวัตถุและจิตใจ สังคมมีความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คนไทยทุกหมู่เหล่าทุกชนชาติ ศาสนา วัฒนธรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสันติ  เช่นนี้จึงเรียกว่า “สัมมาสมาธิ-ความตั้งใจมั่นชอบ”

ดังนั้น ศิวิไลซ์จึงเกิดขึ้นในสยาม สอดรับกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงแห่งสภาวะธรรมที่อาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลาลับโลกไปทางทิศตะวันตก เมื่อรัตติกาลผ่านพ้นไปอาทิตย์ดวงเดิมก็หวนกลับคืนมาส่องสว่างอีกครั้งทางทิศตะวันออก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s