อ่านไปคิดตามไป … The Price of Inequality


ตุลาคม ๒๕๕๖ เผด็จการรัฐสภาเผยธาตุแท้พ.ร.บ.ปรองดองต้องนิรโทษกรรม ล้างผิดให้อดีตนายกฯทักษิณ ประเทศไทยใกล้ถึงวาระสุดท้าย สงครามกลางเมืองใกล้จะเริ่มต้นขึ้น ฝ่ายต่อต้านทักษิณไม่อาจกระทำผิดพลาดได้อีกต่อไป ซ้ำร้ายยังต้องแข่งกับเวลา ก่อนที่กฎหมายขายชาติให้ทุนสามานย์ซื้อเซ้งประเทศไทยจะมีผลบังคับใช้ จากสถานการณ์ ณ ปัจจุบันขณะโอกาสที่ฝ่ายต่อต้านทุนสามานย์จะประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นแพ็กเกจกฎหมายขายชาติให้ทุนสามานย์มีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดด้วยสารพัดเหตุปัจจัย

ฟองสบู่สินค้าเกษตรแตก
ฟองสบู่สินค้าเกษตรแตก

๑. ธรรมของฝ่ายต่อต้านทุนสามานย์เป็นเรื่องอุดมการณ์ ความถูกต้อง หลักนิติรัฐ นิติธรรม หลักการประชาธิปไตยที่แท้จริงซึ่งถูกใจชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง ในกรุง แต่ไม่ถูกใจชาวบ้าน ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่กำลังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ สารพัดปัญหาเฉพาะหน้ารุมเร้าไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำทะเลเน่า มลพิษต่างๆ ปัญญาชนสยามยุคใหม่เข้าไม่ถึงปัญหาของคนส่วนใหญ่ ไม่ได้แสดงออกให้ประชาชนคนส่วนใหญ่รับรู้ว่าที่เขากำลังต่อสู้อยู่นั้นคือการต่อสู้ประชาชนคนทั้งประเทศ ไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงให้คนทั้งประเทศเห็นได้ว่าปัญหาทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจมันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างไร ความฉ้อฉลและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลนำมาซึ่งปัญหาที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญอยู่นี้ได้อย่างไร ซ้ำร้ายฝ่ายทุนสามานย์ยังเต็มไปด้วยลิ่วล้อ ขุนพลที่เก่งกล้าสามารถในการสร้างภาพ หลอกลวง ตลบแตลงให้ประชาชนหลงเชื่อและตายใจ ทั้งยังทำให้ประชาชนลุ่มหลง เมามายไปกับลาภยศ ผลประโยชน์เฉพาะหน้าจากสารพัดนโยบายประชานิยมได้เป็นอย่างดีอีกต่างหาก หายนะที่คืบใกล้จึงเกิดจากความผิดพลาดของคนทั้ง ๒ ฝ่ายที่พลาดแข่งกัน แต่ผลประโยชน์แท้จริงตกอยู่กับฝ่ายทุนสามานย์ถ่ายเดียว ส่วนหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นชาติบ้านเมืองรับไปเต็มๆ

รัฐบาลถังแตก
รัฐบาลถังแตก

๒. คนของฝ่ายทุนสามานย์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว นายโรงฟันธง สารพัดเรื่องราวปัญหาความขัดแย้งเป็นที่สิ้นสุด ว่าไงว่าตามกัน บัญชานายใหญ่เป็นดั่งโองการสวรรค์ที่ทุกคนต้องเชื่อ ฟัง ประพฤติ ปฏิบัติตาม น้อมรับคำบัญชามาสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม คำนึงผลลัพธ์ไม่สนใจวิธีการ

ส่วนคนของฝ่ายต่อต้านทุนสามานย์แตกแยกเป็นหลายก๊ก หลายเหล่า เหลืองเกลียดฟ้า ขาวที่จำแลงแปลงกายไปเรื่อยๆก็ยังมิวายยึดติดวิธีการแบบเดิมๆ “เพิ่มศัตรูด้วยวาทกรรมโง่ ควาย และไทยเฉย” ไม่ยอมพิจารณาทบทวนตนเองว่าในอดีตผิดพลาดอย่างไร ยังคงใช้พฤติกรรมไร้ระเบียบทำลายตนเองอยู่เช่นเดิม เพราะยึดติดคิดว่ายุคนี้สมัยนี้มติของชนชั้นกลาง ปัญญาชนสยาม คนเมือง คนกรุงที่มีเพียงน้อยนิดจะยังคงสามารถล้มล้าง เอาชนะมติมหาชนคนส่วนใหญ่ได้เหมือนเช่นคืนวันเก่าๆเมื่อครั้งอดีตที่มีทหารลากรถถังออกมารัฐประหาร ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา แรงงาน ชาวชนบทคนส่วนใหญ่ของประเทศเขาไม่ได้นิ่งเฉย ละเลย ไม่สนใจการเมืองเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว คุณล้มตัวแทนคนส่วนใหญ่ได้ เขาก็ล้มทหาร ล้มตัวแทนชนชั้นกลาง ปัญญาชน คนเมือง คนกรุงได้เช่นกัน ที่เขานิ่ง เขาเฉยเพราะเขาไม่ได้เป็นเดือดเป็นแค้น เดือดร้อนไปกับสิ่งที่คุณเรียกร้อง แล้วไอ้สิ่งที่เขาเดือดร้อนคุณก็ไม่ได้เข้ามาช่วยเขาเรียกร้อง ไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอะไรให้กับเขา แม้แต่จะเข้ามาอรรถาธิบายขยายความว่ามันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับความล้มเหลวในการบริหารของทุนสามานย์ เกี่ยวกับความฉ้อฉลคดโกงของทุนสามานย์อย่างไรคุณก็ไม่แม้แต่จะคิด ทำแค่ตะโกนด่าเขาปาวๆในร่างเสื้อขาว เสื้อหลากสี หน้ากากผี … เพียงเท่านั้นเอง แล้วมันใช่ มันได้ผลหรือเปล่าล่ะ คิดนึกทบทวนดูเอาเองก็แล้วกัน คุณเคยบอก เคยชี้ให้ชาวบ้านได้รู้ ได้เห็น เข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นว่ามันเกี่ยวข้องกับรัฐขี้ฉ้อ อำมาตย์ไพร่ไร้ฝีมืออย่างไรแล้วหรือยัง

หากเราทุกคนยังเต็มไปด้วยโทสะ นึกอยากทำอะไรก็ทำด้วยความโกรธเกรี้ยว ละเลยเพิกเฉยความถูกต้องเหมาะควร เต็มไปด้วยอัตตา ความโลภ เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวกันอยู่เช่นนี้ เราจะพังไปด้วยกันทั้งหมด

แล้วที่คุณเรียกร้องต้องการให้เขาเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นอย่างนี้ ตัวคุณล่ะเริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงตนเอง ละความโลภ โกรธ หลงที่มีอยู่ในตัวตนของตนเองไปบ้างแล้วหรือยัง เลิกพฤติกรรมหลอกแดก เลิกพฤติกรรมแสวงกำไรสูงสุด เลิกพฤติกรรมปั่นฟองสบู่กันหรือยัง แม้แต่ตัวเองยังทำไม่ได้ เปลี่ยนแปลงตัวเอง เลิกนิสัยเลวๆในตัวเองไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับการเปลี่ยนแปลงคนอื่น บอกให้คนอื่นเลิกเลว เลิกเห็นแก่ตัว

18 กันยายน 2556 – นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวสนับสนุนโครงการลงทุน ๒ ล้านล้านบาทของรัฐบาล เพราะจะเป็นการยกระดับและพัฒนาศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยไม่ควรเสียโอกาสที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงอาเซียนให้กับประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการให้มากขึ้น เพราะสามารถทำรายได้ให้กับประเทศสูงมาก
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการลงทุนครั้งนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าจะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันได้ตั้งคำถามไปยังรองนายกรัฐมนตรีถึงเม็ดเงินที่จะเริ่มลงทุนว่าเริ่มเข้าสู่ระบบได้เมื่อไหร่ ซึ่งนายกิตติรัตน์ ตอบว่า ถ้ากฎหมายผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาแล้ว เม็ดเงินอย่างน้อย 350,000 ล้านบาทจะเข้าสู่ระบบได้ภายในปี 2557 ซึ่งคิดเป็น 2% ของจีดีพีไทย

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ http://bit.ly/19epISM

ทั้งๆรู้ว่านี่คือการกู้ชาตินี้ใช้ชาติหน้า เงินต้น ๒ ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยสูงถึง ๓ ล้านล้านบาท วิ่งรถก็ไม่มีทางคุ้มทุนเพราะต้นทุนสูงมาก ค่าโดยสารพอๆกับ low cost airline แต่นายแบงค์ก็ยังชูจั๊กกะแร้สนับสนุนเพราะอะไร แบงค์ได้ประโยชน์จากการปล่อยกู้ให้รัฐบาลใช่หรือไม่ รัฐ default แบงค์ก็ไม่กระเทือนเพราะหลักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าแบงค์ล้มไม่ได้ ยังไงๆก็ต้องหาทางหนุนช่วย ใช่หรือไม่

27 สิงหาคม 2556 – “สมองไหล”โจทย์ใหญ่แบงก์ไทย โดย…ดำรงเกียรติ มาลา ระบุว่าค่าจ้างเริ่มต้นสำหรับพนักงานใหม่ของธนาคารแห่งหนึ่งปรับขึ้นเป็น 14,500 บาท บวกค่าครองชีพอีก 2,500 บาท ไม่รวมโบนัส

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ http://bit.ly/16IDfjH

รัฐบาลมีนโยบายเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท แต่พนักงานแบงค์ยังได้เงินเดือนไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาทเลย ค่าครองชีพนั้นถือเป็นสวัสดิการในมุมของฝ่ายบุคคล “ผู้บริหาร” แต่ในทางกฎหมายแรงงานนั้นเขาถือว่านี่คือการเลี่ยงบาลี เล่นแง่ทางกฎหมายเท่านั้นเอง เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทตามนโยบายรัฐธนาคารจ่ายให้พนักงานไม่ได้ในขณะที่แต่ละแบงค์มีกำไรแค่ ๓ ไตรมาสก็ปาเข้าไปเป็นหมื่นล้านกันแล้ว ขอโทษเถอะครับ ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นน่ะ นายแบงค์ทั้งหลายก็เป็นสมาชิกด้วยไม่ใช่หรือ ? … แบบนี้เค้าเรียกว่าอะไรครับ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองใช่ปะ

The Price of Inequality ของ Joseph E. Stiglitz ทำให้นึกถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่ม Occupy Wallstreet ที่มีวิถีแนวทางการเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกัน แตกต่างตรงที่ Occupy Wallstreet นั้นสามารถเชื่อมโยงปัญหาให้ประชาชนเห็นได้ว่าคนร้อยละ ๑ ที่โกงบ้านกินเมืองสามารถสร้างหายนะให้กับคนส่วนที่เหลืออีกร้อยละ ๙๙ ของสังคมได้อย่างไร แต่ปัญญาชนสยามละเลยมองข้ามที่จะอธิบาย ขยายความ ขยายองค์ความรู้ ขยายมวลชน มุ่งขับเคลื่อนมวลชนด้วยพลังแห่งความเกลียดชังและแบ่งแยก ประเทศไทยจึงใกล้หายนะเข้าไปทุกทีอย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ในปัจจุบัน ทั้งๆที่ฝ่ายทุนสามานย์พลาดแล้วพลาดอีกอย่างต่อเนื่อง ทำลายตนเองจนใกล้จะไม่เหลืออะไรแล้วแท้ๆ

ธรรมาภิบาลคือสิ่งที่ขาดหายไป
ธรรมาภิบาลคือสิ่งที่ขาดหายไป

ความพ่ายแพ้ของปัญญาชน มวลชนที่จุดไม่ติด ฝ่ายต่อต้านไอ้หน้าเหลี่ยมปลุกเร้าอย่างไรก็ปลุกไทยเฉยไม่ขึ้น ดึงคนไทยส่วนใหญ่ให้แปรพักตร์มาเข้ากับฝ่ายตน ล้มล้างทุนสามานย์กลืนกินประเทศไทยไม่ได้ ต้องคิดบัญชีแค้นกับคนพวกนี้ครับ

กวีซีฟู๊ดจมปลักขี้ควาย
กวีซีฟู๊ดจมปลักขี้ควาย

ปัญญาชนพ่ายแพ้เพราะกลุ่มชี้นำยังจมอยู่ในปลักขี้ควาย หวังลมๆแล้งๆว่าอาศัยเพียงกำลังของชนชั้นกลาง ปัญญาชน คนกรุง คนเมือง คนใต้ ก็เพียงพอที่จะล้มระบอบทักษิณได้

เนื้อหาในบล็อคนี้ทั้งบล็อคเกิดจากการมองวิกฤติประเทศไทยผ่านทฤษฎีวัฏจักรสังคม จึงฝากความหวัง วางเดิมพันอนาคตประเทศไทยไว้กับประชาชน คนส่วนใหญ่ของประเทศ “The Mass” ที่หน้ากากขาว ชนชั้นกลาง ปัญญาชนขนานนามว่า “ควายแดง” และ “ไทยเฉย”  ไม่ใช่คนเมือง คนกรุง ชนชั้นกลาง ปัญญาชน เฉกเช่นยุค ๑๔ ตุลา และเมื่อพิจารณาตำแหน่งแห่งที่ของ พฤหัสและเสาร์ประกอบก็ให้หวั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะแตกเป็น ๓ เสี่ยง หากเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยแตกเป็นสาธารณรัฐไทยเหนือ ราชอาณาจักรไทยใต้ และรัฐอิสลามปัตตานีแล้วล่ะก้อ ๓ เกลอ แกนนำแดงไม่ต้องพูดถึงครับ พวกนี้ไม่ตายดีแน่นอน บ้านเมืองสงบเมื่อไหร่มันโดนเช็คบิลแน่ กฎหมาย กฎหมู่ หรือกฎแห่งกรรมแล้วแต่

แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศต้องไม่ลืมลงโทษมัน ผู้สร้างความแตกแยกให้คนในชาติ ผู้ปลุกกระแสชนชั้นให้เกิดขึ้น ทำให้คนไทยดูหมิ่นเหยียดหยามกันเอง ขยายแผลความเหลื่อมล้ำให้หนักขึ้นจนกลายเป็นประเด็นปัญหาในสังคมไทยยุคถัดไปก็คือพวกสร้างกระแสคนกับควาย ไอ้พวกนี้นี่ต้องไม่ลืมประนามก่นด่า ลงโทษมันด้วย ปัญหาการกดขี่ ชนชั้นที่จะเกิดขึ้นตามมาในสังคมยุคต่อไปเป็นผลมาจากพวกมันที่ยกหูชูหางตนเองว่าฉลาดเลิศล้ำกว่าใคร มันผู้ไม่เข้าใจธรรมชาติของชีวิต สังคม ความแตกต่าง วิถีชนบท วิถีคนทำมาหาเช้ากินค่ำ ตื่นมาตี ๓ – ๔ ก็ออกไปทำมาหากิน ตกเย็นกลับบ้านกินข้าวเสร็จก็นอน ปล่อยให้แม่บ้านกับลูกหลานดูละครที่วันๆไม่ต้องทำอะไร ฉุยฉายไปมา ไม่รู้จักทำมาหากิน วันๆคอยแต่จะแย่งผู้ชายหล่อๆรวยๆมาเป็นผัว อิจฉาริษยากัน กรี๊ดกร้าดใส่กัน แล้วก็ตบตีกัน เหตุการณ์บ้านเมืองอาศัยคำบอกเล่าจากเสียงตามสาย ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครองที่เข้ามาในพื้นที่ มันที่ยกตนว่ากูฉลาด ทันเหลี่ยมทักษิณเคยมีไอ้อีหน้าไหนเข้ามาให้ความรู้ชาวบ้านบ้างไม่เล่า หรือแท้จริงแล้วมันเองก็ต้องการตัดแบ่งภาคใต้ของไทยออกไปเป็นอีกรัฐหนึ่ง เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ปกครอง จึงช่วยพวกคอมมิวนิสต์โหมกระแสแบ่งแยกแล้วปกครอง  ?

ต่างฝ่ายต่างสร้างความแตกแยก
ต่างฝ่ายต่างสร้างความแตกแยก

แล้วไอ้อีทั้งหลายที่ยกตนว่าฉลาดเลิศล้ำนั้นเล่าเป็นไง ก็เหมือนในหนังในละครนั่นแหละครับ ฝันอยากรวย อยากสุขสบาย แบบไม่ต้องเหนื่อยมาก โตมากับอัตราต่อรองในหนังสือพิมพ์กีฬา ฯลฯ

อาชีพ/ชีวิตในความฝันของคนรุ่นใหม่
อาชีพ/ชีวิตในความฝันของคนรุ่นใหม่

ขออภัยที่แรงมาก โกรธ โมโหจริงๆครับกับหายนะชาติที่รออยู่ในระยะอันใกล้ และเชื้อไฟที่จะปลุกให้เกิดวิกฤติในยุคถัดไป มันเดินตามวัฏจักรสังคมเป๊ะๆจริงๆ

งั้นลองมาดูกันสักนิดเป็นไรว่า The Price of Inequality นั้นมีเนื้อหาโดยสรุปอย่างไร มีเนื้อหาส่วนไหนบ้างที่เราสามารถนำมาปรับใช้เพื่อหยุดยั้งหายนะที่ใกล้จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองเราได้บ้าง

The Price of Inequality
The Price of Inequality

Preface

1 … America’s 1 Percent Problem

2 … Rent Seeking And The Making of An Unequal Society

3 … Markets And Inequality

4 … Why It Matters

5 … A Democracy In Peril

6 … 1984 Is Upon Us

7 … Justice For All ? How Inequality Is Erodding The Rule of Law

8 … The Battle of The Budget

9 … A Macroeconomic Policy and A Central Bank By And For The 1 Percent

10 … The Way Forward : Another World Is Possible

บทนำ

สติกลิตซ์เกริ่นว่าการเดินทางไปทั่วโลกทำให้เขามองเห็นความไม่เสมอภาคที่กำลังขยายตัวขึ้น ความไม่เสมอภาคเป็นเครื่องปิดกั้นโอกาสต่างๆ นี่คือแนวโน้ม ๒ ประการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองในระบอบประชาธิปไตย และสังคมของเรา เป็นต้นเหตุที่ทำให้อเมริกาและยุโรปเผชิญภาวะวิกฤติ

ตอนที่สติกลิตซ์เดินทางไปวอชิงตัน นักศึกษาหลายคนเผชิญวิกฤติหนี้สินเนื่องจากกู้เงินมาเรียน นักศึกษาหลายคนเมื่อเรียนจบแล้วหางานทำไม่ได้ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อ หวังว่าวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้นจะทำให้พวกเขามีโอกาสมากขึ้น คนไหนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีก็โชคดีไป พ่อแม่ส่งเสียให้ได้เล่าเรียนในระดับที่สูงขึ้น คนไหนฐานะที่บ้านไม่ดีก็ต้องกู้เงินเรียน เป็นหนี้เป็นสินตั้งแต่ยังไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้มาใช้หนี้ เรียนจบมาแล้วหางานทำได้ก็โชคดีไป แต่หากไม่โชคดีเช่นนั้นก็ต้องหัดหมุนหนี้ กู้เงินก้อนใหม่มาใช้หนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ภาวะคล้ายๆประเทศไทยช่วยวิกฤติต้มยำกุ้ง คนไทยหลายเรียนตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโทเพราะเรียนจบมาแล้วหางานทำไม่ได้) จบมาแล้วใครเส้นใหญ่ก็หางานทำได้แบบสบายๆโดยไม่ต้องกรอกใบสมัครงาน แต่เด็กอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีแบบนั้น วิ่งหางานกันขาขวิดก็ยังหางานทำไม่ได้ งานประจำหาไม่ได้ก็หางานพาร์ทไทม์ทำไปก่อนแก้ขัดก็ยังดี ส่วนค่าเทอมในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยรัฐก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ปี ๒๐๐๕ – ๒๐๑๐ เป็นต้นมาเพราะรัฐบาลจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณ ขณะที่รายได้เฉลี่ยของคนอเมริกันกลับลดลงสวนทางค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

คนจน ชนชั้นกลางกระทบหนักจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ดร.สติกลิตซ์มองว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ดำเนินมาครึ่งทศวรรษแล้วนั้นเกิดจากภาวะขาดดุลการจ้างงาน ภาวะการจ้างงาน ความต้องการแรงงานสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจในแบบที่ควรจะเป็น ที่จะสามารถรักษาอัตราการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้ เมื่อรายได้ของคนอเมริกันโดยทั่วไปปรับลดลง เศรษฐกิจก็ค่อยๆทรุดตัวลงไปเรื่อยๆตามกำลังซื้อที่หดหายไป เมื่อผนวกเข้ากับปัญหาความไม่สมดุลย์ ไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ ไม่มี safety net รองรับปัญหาก็ยิ่งไปกันใหญ่ แม้ประชาชนจะพยายามประหยัด ระมัดระวังการใช้จ่ายเพียงใดก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้แต่อย่างใด

เฟดแก้ปัญหาด้วยการกดดอกเบี้ยให้ต่ำ เงินทุนมากมายมหาศาลก็ไหลบ่าเข้าไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในตลาดหุ้น ราคาหุ้นกลับพุ่งทะยานได้อีกครั้งสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติ ตลาดโภคภัณฑ์อื่นก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เศรษฐีอเมริกันเพียงร้อยละ 5 ของประชากรอเมริกันทั้งประเทศมีหุ้นอยู่ในมือรวมกันแล้วมากกว่า 2 ใน 3 ของปริมาณหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด นี่หมายถึงคนอเมริกันราวๆ ๑๖,๐๐๐ ครอบครัว ตัวเลข ณ ปีค.ศ. ๒๐๐๙ ของ IRS ระบุว่าที่สุดแห่งโคตรเศรษฐีอเมริกัน ๔๐๐ คนมีรายได้เฉลี่ยชั่วโมงละ ๙๗,๐๐๐ ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า ๒ เท่าตัวจากปี ๑๙๙๒ ในขณะที่คนอเมริกันมีรายได้เฉลี่ยลดลง

ส่วนชนชั้นกลางและคนยากจนนั้น นับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นในปี ๒๐๐๗ – ๒๐๑๐ ร้อยละ ๔๐ ของคนกลุ่มนี้มีสินทรัพย์ ความมั่งคั่งถดถอยลงไปอยู่ในระดับเดียวกันกับในช่วงต้นทศวรรษที่ ๑๙๙๐ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับพวกมหาเศรษฐีซึ่งมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ ๗๕ ภายในเวลา ๒ ทศวรรษ โดยเฉพาะคนยากจนยิ่งเลวร้ายหนัก ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจคนจนที่สุดในส่วนร้อยละ ๒๕ สุดท้ายความมั่งคั่งติดลบไป ๒,๓๐๐ หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจความมั่งคั่งติดลบเพิ่มขึ้นเป็น ๑๒,๘๐๐ ดอลลาร์

นั่นเป็นเพราะว่าค่าจ้างแท้จริงของคนอเมริกันจากปี ค.ศ. ๒๐๑๐ – ๒๐๑๑ นั้นผู้ชายมีรายได้ลดลงร้อยละ ๑ ส่วนผู้หญิงลดลงมากกว่าร้อยละ ๓ ปี ๒๐๑๑ ครัวเรือนอเมริกันมีรายได้ ๕๐,๐๕๔ ดอลลาร์ ขณะที่ตัวเลขในปี ค.ศ. ๑๙๙๖ นั้นอยู่ที่ ๕๐,๖๖๑ ดอลลาร์

ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยรุนแรงระดับโลก
ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยรุนแรงระดับโลก

เมื่อความมั่งคั่งของคนอเมริกัน ๒ กลุ่มเดินสวนทางกันก็ส่งผลต่อเนื่องมายังเรื่องสุขภาพด้วยเช่นกัน ขณะที่การรักษาพยาบาลดีขึ้น ความคาดหวังในชีวิตสูงขึ้น แต่ชีวิตคนจนในอเมริกันกลับไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายยังถดถอยลงไปจากเดิมเสียอีกในส่วนของคนจนอเมริกันที่เป็นผู้หญิง

โดยเฉลี่ยแล้วความคาดหวังในชีวิตของผู้หญิงอเมริกันในปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าผู้หญิงในชาติก้าวหน้าอื่นๆ โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาถ่างกว้างมากขึ้นจากปัญหาเรื่องรายได้และเชื้อชาติ : คนผิวขาวกับคนผิวดำ

รายได้และคุณภาพชีวิตที่ลดลงเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับมิติอื่นๆอีกมากมายทางสังคม : การขาดโภชนาการที่ดี การติดยาเสพติด ปัญหาภายในครอบครัว สุขภาพที่แย่ลงและความคาดหวังในชีวิตที่ต่ำลงนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับรัสเซียช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย อเมริกากำลังตามรอยรัสเซีย

ปาฐกเรื่องความไม่เสมอภาค

การเดินทางทั่วโลกของดร.สติกลิตซ์ทำให้ดร.สติกลิตซ์พบว่าความไม่เสมอภาคนั้นนำมาซึ่งการขาดโอกาส เข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล การดูแลสุขภาพ และการประกันสุขภาพ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาสุขภาพกำลังถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับรายได้และความสามารถในการเข้าถึงระบบสุขภาพของประชาชนที่ลดลงเพราะเกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การคำนึงถึงผลกำไรแต่เพียงถ่ายเดียวของผู้บริหาร

ความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นในอเมริกานั้นเข้าสู่ระยะที่ส่งผลร้ายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เริ่มกัดกร่อนทำลายตัวเองเข้าให้แล้ว ความเหลื่อมล้ำมีบริบทที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งสังคม แผ่ขยายเข้าไปสู่แวดวงการศึกษา โอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โอกาสที่จะมีงานทำ อัตราภาษีที่คนรวย-คนจนต้องจ่าย ค่าจ้างที่ประชาชนได้รับ ฯลฯ ความไม่เสมอภาคทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้นล้วนส่งผลดีต่อเศรษฐีคนมีเงินให้สามารถแสวงความร่ำรวยได้มากขึ้นด้วยการเหยียบย่ำคนจนให้จมธรณีเนื่องจากการขาดโอกาสและการถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยวิธีการต่างๆ

โดยปกติแล้วการขยายตัวทางเศรษฐกิจย่อมหมายถึงการขยายตัวของการจ้างงาน แต่เศรษฐกิจยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจขยายตัวหมายถึงบรรดาเศรษฐีมีความมั่งคั่งมากขึ้น แต่ไม่ได้สร้างตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น ความมั่งคั่งของแอปเปิ้ลที่แซงหน้า GE : General Motor สร้างตำแหน่งงานในอเมริกาเพียง ๔๗,๐๐๐ ตำแหน่ง แอปเปิ้ลฟันกำไรมหาศาลแต่ไม่ได้สร้างงานให้คนอเมริกัน ผู้ถือหุ้นแอปเปิ้ลมีแต่จะร่ำรวยมากขึ้นๆ ขณะที่คนอเมริกันตกงาน

การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี

ความไม่เสมอภาคเป็นสิ่งที่คนอเมริกันไม่คุ้นหูกันสักเท่าไหร่ แต่นี่คือแกนหลัก หัวใจสำคัยที่ทำให้เกิดกลุ่ม Occupy Wall Street ขึ้น การเคลื่อนไหวที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนส่วนน้อยเพียงร้อยละ ๑ ของสังคมอเมริกันแต่ควบคุมชะตาอนาคต ทุกสิ่งอย่างของอเมริกาไว้ในมือตน การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกานั้นประเมินกันว่าคนร้อยละ ๑ ของสังคมพวกนี้ใช้เงินมากขึ้น ๒ พันล้านดอลลาร์เพื่อการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี นโยบายของพรรคเดโมแครตนั้นถูกวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นกลาง ไม่ใช่นโยบายที่กำหนดขึ้นเพื่อคนอเมริกันทุกภาคส่วน คนที่ได้ประโยชน์จริงๆจากนโยบายที่กำหนดขึ้นก็คือพวกกลุ่มคนร้อยละ ๑ ของสังคมที่อยู่ ณ ปลายยอดบนสุดของจีดีพีที่เติบโตขยายตัว นโยบายของพรรคเดโมแครตจึงเป็นโยบายที่ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีอยู่แล้วให้หนักข้อมากขึ้นไปอีก

Mitt Romney คือผู้จุดชนวนปัญหาความเหลื่อมล้ำขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง รอมนีย์ตั้งข้อสังเกตุว่าคนอเมริกันรัอยละ ๔๗ มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ภาษี ไม่ต้องเสียภาษี พูดง่ายๆคือเป็นภาระ “กาฝาก” ของสังคมอเมริกัน คนพวกนี้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินช่วยเหลือจากรัฐ เงินช่วยเหลือ ๕ หมื่นดอลลาร์ที่รัฐบาลมอบให้กับประชาชนที่ประสบภัยจากพายุเฮอริเคนนั้นรอมนีย์มองว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป แต่ในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ ตัวรอมนีย์เองก็เสียภาษีให้รัฐเพียงร้อยละ ๑๔ ของรายได้เท่านั้น ภาษีที่รอมนีย์จ่ายไม่ใช่ตัวเลขที่มากมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับคนอเมริกันส่วนใหญ่ที่จนกว่ารอมนีย์ แต่กลับต้องจ่ายภาษีสูงกว่ารอมนีย์มากมายนัก

ข้อสังเกตุของรอมนีย์นั้นส่งผลทางการเมืองเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่คนอเมริกันร้อยละ ๑ เท่านั้น แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ก็หันมาฉุกคิดเรื่องนี้เช่นกัน ความฉ้อฉล กลโกงจึงแดงขึ้นมา คนอเมริกันจึงหูตาสว่าง รู้ว่าแท้จริงแล้วมหาเศรษฐีเหล่านี้ที่มีเพียงร้อยละ ๑ ของสังคมอเมริกันนั้นมีทั้งเงินและอำนาจอยู่ในมือ คนพวกนี้ฉกฉวยโอกาส แสวงประโยชน์ใส่ตัวด้วยการปรับปรุงกลไกภาษีใหม่ให้ตนเองต้องจ่ายภาษีน้อยลง กดดันให้ภาครัฐควักกระเป๋าออกมาอุ้มคนรวย(ใส่เงินมาอุ้มแบงค์ไม่ให้ล้ม แล้วผู้บริหารแบงค์ก็หน้ามึนรับเงินโบนัสก้อนโต เงินที่ใส่เข้ามาเพิ่มทุนรัฐหวังให้ปล่อยกู้เพื่อสร้างงานฟื้นเศรษฐกิจ นายแบงค์ก็เอาไปปั่นหุ้น น้ำมัน ทองคำ สร้างกำไรมหาศาลกลับคืนมาโดยที่ไม่มีการสร้างงาน ฟื้นเศรษฐกิจ) คนอเมริกันจึงหูตาสว่างรู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นเหยื่อของพวกโคตรเศรษฐี จากนั้นก็เกิดนักการเมืองกลุ่ม the Tea Party ขึ้นมาเรียกร้องให้ลดขนาดของรัฐลง คัดค้านการอุ้มแบงค์ มองว่านายแบงค์คือต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐไม่ควรโดดเข้าไปอุ้มคนพวกนี้อีกต่อไป แต่วิธีคิด วิธีแก้ปัญหาของกลุ่ม the Tea Party นี้ ดร.สติกลิตซ์มองว่าเป็นวิธีการที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ถ้ารัฐไม่อุ้มแบงค์วิกฤติจะรุนแรง เลวร้ายยิ่งกว่านี้(บทเรียนจากประเทศไทย แบงค์ล้มได้ ปิดไฟแนนซ์ไปหลายแห่ง เงินบาทดิ่งเหวจาก ๒๕ บาทต่อดอลลาร์ไปต่ำกว่า ๕๐ บาทต่อดอลลาร์) รัฐบาลอเมริกันจำเป็นต้องอุ้มแบงค์ แต่เงินที่รัฐใส่เข้าไปช่วยเหลือแบงค์นั้น ธนาคารนำเงินไปใข้ในทางที่ผิด จุดนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา

ข้อสังเกตุของรอมนีย์นั้นผิดพลาดหลายประการ ภาษีที่รัฐจัดเก็บนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ภาษีรายได้แต่เพียงอย่างเดียว ภาษีมีอยู่มากมายหลายประเภท ทั้งภาษีจากการขายสินค้า ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต อากรที่ดิน เงินที่รัฐนำไปจัดสรรตั้งเป็นกองทุนประกันสังคม กองทุนประกันสุขภาพส่วนหนึ่งก็มาจากเงินสมทบของประชาชน สมัยก่อนรัฐบาลไม่ได้เข้ามาจับ ไม่ได้เข้ามาทำเรื่องนี้ก็จะมีแต่เพียงแค่คนร่ำรวยเท่านั้นที่มีหลักประกันสุขภาพ สามารถซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพได้ แต่เมื่อรัฐเข้ามาทำเรื่องนี้ ค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าถึงการรักษาพยาบาล การดูแลสุขภาพก็ถูกลง สวัสดิการรัฐเพียงอย่างเดียวที่ประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินสมทบคือการศึกษา เพราะนี่คือการสร้างอนาคตให้กับสังคมอเมริกัน

ระบบสวัสดิการสังคมที่ดีนั้นมีความสำคัญมากสำหรับสังคมสมัยใหม่ ตลาดเสรีไม่สามารถให้ได้ในทุกสิ่ง เช่น เงินช่วยเหลือคนตกงานนั้นไม่มีใครทำ ไม่มีใครยอมจ่ายให้แน่ๆ เงินช่วยเหลือบุคคลที่ไม่สามารถทำงานได้ก็เช่นกัน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่ขาดเหล่านี้ ประชาชนก็ต้องช่วยจ่ายในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันไปไม่ว่าจะจ่ายด้วยวิธีการแบบตรงๆหรือจ่ายโดยอ้อมก็ตาม แล้วรัฐก็จะทำหน้าที่จัดสรรเงินให้เกิดประโยชน์ที่สุด

ส่วนประชาชนที่รอมนีย์มองว่าเป็นภาระของสังคมนั้น แท้จริงแล้วที่คนกลุ่มนี้ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐนั้นเป็นความบกพร่อง ผิดพลาดของรัฐด้วยซ้ำไป รับไม่สามารถทำให้คนกลุ่มนี้พึ่งพาตนเองได้ ไม่สามารถสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพได้ นี่คือความล้มเหลวของรัฐบาลในการสกัดกั้นความโลภ ความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว การขูดเลือดขูดเนื้อ แสวงผลประโยชน์จากการปล่อยกู้แบบแปลกๆ ดอกเบี้ยมหาโหด และปิดกั้นโอกาสเข้าถึงเงินกู้ได้ รัฐล้มเหลวในการหยุดยั้งการแสวงความร่ำรวยของเจ้าของสถาบันการศึกษาที่คิดค่าเล่าเรียนแพงๆได้ และรัฐล้มเหลวในการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้เกิดเสถียรภาพ มีการจ้างงานสมบูรณ์ได้

ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นและทวีความรุนแรงมากขึ้นจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการกีดกัน ปิดกั้นโอกาส แล้งน้ำใจต่อกันของคนในสังคม แต่สังคมต้องมาทบทวนเรื่องการกระจายรายได้ ขยายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนอเมริกันมีงานทำ มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ ต้องคุยกันเรื่องการสร้างความเสมอภาค ความเป็นธรรมในสังคม แก้ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบกันในสังคมที่มหาเศรษฐีร้อยละ ๑ ของสังคมสร้างขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์ให้ตนเองเอารัดเอาเปรียบสังคมได้มากขึ้น แสวงความร่ำรวยได้มากขึ้น เร็วขึ้น

ประชาชนจำนวนมากที่อยู่ในส่วนของฐานรากของสังคม ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพารัฐสวัสดิการ เงินประชาสงเคราะห์นั้น คือภาพสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกื้อหนุนประชาชนที่อ่อนแอกว่าผู้อื่นในสังคมให้พึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะ ขีดความสามารถในการทำงานเพื่อให้ชาวรากหญ้ามีรายได้เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ ภาครัฐล้มเหลวในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ควบคุมสถาบันการเงินไม่ให้มีพฤติกรรมสูบเลือดคนกิน กำหนดอัตราส่วนต่างระหว่างเงินกู้กับเงินฝากให้แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน รัฐบาลไม่สามารถดูแลอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลรูปแบบต่างๆให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ล้มเหลวในการกำกับดูแลการประกอบกิจการสถานศึกษา ปล่อยให้สถาบันการศึกษาคิดค่าจัดการการศึกษาในอัตราสูงลิบลิ่ว ล้มเหลวในการดูแลระบบเศรษฐกิจให้เติบโตขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพสู่การจ้างงานสมบูรณ์ ประชาชนมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

ประการสุดท้ายคือประชากรส่วนน้อยร้อยละ ๑ ของสังคมนั้นเข้าถึงอำนาจ ควบคุมเศรษฐกิจ สังคมไว้ในกำมือตนเอง พยายามขายฝันเรื่องความไม่เสมอภาคด้วยการจัดระเบียบอำนาจใหม่ กระจายอำนาจจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่งแบบผิดๆ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้นั้นแท้จริงแล้วเป็นผลมาจากความไม่จริงใจ การฉกฉวยโอกาส แอบแฝงแสวงประโยชน์ของคนร้อยละ ๑ เพื่อจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์สาธารณะให้รัฐจัดให้กับคนในสังคมทุกคน ไม่สนว่าใครเดือดร้อนหรือไม่ รวยหรือจนได้เหมือนกันหมด เท่ากันหมด แทนที่จะจัดสรรปันส่วนตามความจำเป็น เดือดร้อนมากก็ช่วยเหลือมาก ร่ำรวยมั่งมีอยู่แล้วก็ไม่ต้องช่วย มีแต่จะต้องช่วยคนอื่น และที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือไปๆมากๆกลับกลายเป็นว่าคนรวยจ่ายภาษีในอัตราส่วนที่ต่ำกว่าคนจนอีกต่างหาก

เราต้องไม่ลืมว่าสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองก็คือความไม่เท่าเทียมกัน อำนาจ เงินทอง ความมั่งคั่งนั้นอยู่ในกำมือของคนร้อยละ ๑ ของสังคมเยี่ยง Romney นั่นเอง และพวกเอารัดเอาเปรียบสังคมนั้นไม่ใช่คนตกงาน คนไม่เสียภาษี หรือคนที่มีชีวิตอยู่รอดได้จากเงินประชาสงเคราะห์ แต่เป็นพวกร้อยละ ๑ ที่อยู่บนยอดสุดของปิรามิดรายได้ของคนในสังคมที่เป็นพวกนิยมกติกามือใครยาวสาวได้สาวเอา คนพวกนี้จึงเป็นคนประเภทยิ่งรวยจึงยิ่งโลภ

โลกในภาพรวม

โลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดการส่งผ่านปัญหา มุมมองความคิด และวิธีแก้ปัญหาจากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศอื่นๆทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกใช้อัตราดอกเบี้ย LIBOR “the London Interbank Offered Rate” เป็นตัวอ้างอิง จึงมีอิทธิพลต่อตราสารอนุพันธ์มูลค่าราว ๓๐๐ – ๓๕๐ ล้านล้านดอลลาร์ และตราสารที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ปี ๒๐๐๗ ดลาดสินเชื่อประสบปัญหาสะท้านสะเทือนวงการ LIBOR เผชิญความท้าทาย ถูกตั้งเครื่องหมายคำถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเชื่อถือ เพราะปรากฏข่าวขึ้นมาว่ามีการฉ้อฉลในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย LIBOR ขึ้น

นอกจาก LIBOR จะถูกนำมาใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแล้ว LIBOR ยังสะท้อนภาพอัตราความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้เราได้รู้กันว่ามีมากน้อยเพียงใดจากระดับอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย

ขณะที่ลอนดอนเป็นตัวบ่งชี้ภาวะตลาดเงิน สเปนก็คือเครื่องบ่งชี้แนวโน้มอนาคตโลกว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร อัตราการว่างงานในสเปนอยู่ที่ร้อยละ ๒๕ เด็กหนุ่มสาวชาวสเปนตกงานกันกว่าครึ่ง ถ้าจะบอกว่าเศรษฐกิจของสเปนนั้นเข้าสู่ภาวะตกต่ำแล้ว (depression) ก็ไม่ผิดหรอก พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยทีเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสเปนนั้นสะท้อนให้เห็นภาพ ๒ ภาพ คือ ภาพของความไม่เสมอภาคกับการตกต่ำหรือซบเซาทางเศรษฐกิจ(depression/recession) เศรษฐกิจของสเปนยังคงอยู่ในช่วงขาลง การว่างงานยังคงเพิ่มสูงขึ้น ค่าจ้างลดลง สวนทางกับเงินเฟ้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้ออ่อนแอมากๆ ส่งผลให้จีดีพีหัวตัวมาตลอด ดังนั้น รายได้จากการจัดเก็บภาษีจึงลดลงสวนทางกับรายจ่ายเพื่อจัดสวัสดิการสังคม จ่ายเงินประชาสงเคราะห์ให้กับประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลสเปนขาดดุลงบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐบาลสเปนยังใช้เงินเปเซต้าอยู่ รัฐบาลสเปนก็สามาถกดค่าเงินเปเซต้า (Peseta) รวมถึงอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศให้ต่ำลงได้เพื่อให้สเปนสามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น เศรษฐกิจสเปนก็จะฟื้นตัว แต่ตอนนี้สเปนเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เครื่องมือดั้งเดิมดังกล่าวจึงหายไป เครื่องมือใหม่ๆก็ยังไม่มีใครคิดประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ เศรษฐกิจสเปนจึงไร้วี่แววว่าจะฟื้นคืนมาได้อย่างไร

ปัญหาของสหภาพยุโรปนั้นตั้งต้นที่กรีซ แล้วขยายวงออกไปเรื่อยๆสู่ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน ไซปรัส และอิตาลี นั่นย่อมบ่งชี้ให้เราได้ตระหนักกันว่าระบบมันต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างหรือหลายๆอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ

ชาติชั้นนำของยุโรปนั้นมัวแต่จับจ้องอยู่ที่เรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัวของภาครัฐ ลืมคิดไปว่าเมื่อก่อนนั้นทั้งสเปนและไอร์แลนด์ต่างได้ดุลการค้า เมื่อเศรษฐกิจกลายเป็นขาลงจึงเกิดการขาดดุลงบประมาณขึ้น ตอนที่ภาคส่งออกยังดีอยู่นั้นเศรษฐกิจก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เมื่อส่งออกไม่ได้จึงกระทบกันเป็นลูกโซ่จากการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น ความเป็นหนึ่งเดียวของยุโรปทำให้ไม่มีเครื่องมือดั้งเดิมอย่างอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยมาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ พลิกฟื้นภาคส่งออกให้กลับมาเป็นบวก แล้วปัญหาก็ขยายตัวเองออกไปจากยุโรปสู่ทั่วทุกมุมโลกเพราะกำลังซื้อจากยุโรปหดตัว ภูมิภาคอื่นซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าจึงต้องผลิตสินค้าลดลง เศรษฐกิจมีแต่จะย่ำแย่มากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าเราจะแก้ปัญหาให้มันตรงจุดได้สำเร็จ

บรรดานายธนาคารและนักการเมืองก็ขานรับมาตรการวัวพันหลักนี้เป็นอย่างดี ต่างฝ่ายต่างช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบกลไกทางการเงินแบบบิดๆเบี้ยวๆ น่าหวาดเสียว สุ่มเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ตลาดเงิน ตลาดทุนตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของบรรดานักล่ากระหายเลือด คาถาตลาดเสรีถูกลืมเลือนไปชั่วคราว ใครต่อใครต่างพากันถกเถียงในเรื่องวิธีการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ไม่มีใครสนใจสืบสาวราวเรื่องว่าแท้จริงแล้วปัญหามีสาเหตุมาจากอะไร แล้วเราจะแก้ไขปัญหาให้มันถูกจุดได้อย่างไร ก็มีแต่จะขายผ้าเอาหน้ารอดกันไปวันๆ ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเลขฟื้นมาเป็นบวก เศรษฐกิจดูเหมือนเติบโตขยายตัว ดังนั้นจึงพากันอัดฉีดเม็ดเงินมากมายมหาศาลเข้าสู่ระบบ โปรยเงินมหึมาใส่เข้าไปในภาคธนาคาร แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้แต่อย่างใด มีเพียงภาคธนาคารที่ร่อแร่เจียนตายจากหนี้เสียเท่านั้นที่พลิกฟื้นทำกำไรได้ สภาพคล่องที่เคยเป็นปัญหาก็ลื่นไหลกลับกลายเป็นฟองสบู่แทนที่ ปัญหาของสเปนนับวันมีแต่จะหนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆจนเกิดกระแสข่าวลือขึ้นเป็นระยะๆว่าสเปนอาจจะต้องออกจากสหภาพยุโรป ส่วนคนเยอรมันก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย เรียกร้องให้รัฐบาลถอนเงินช่วยเหลือกลับออกมา รวมถึงเสียงเรียกร้องให้ลดค่าเงิน หากเงินไหลออกจากสถาบันการเงิน ธนาคารก็จะอ่อนปวกเปียก ภาคสินเชื่อก็จะประสบปัญหา กลายเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำไปซ้ำมา เพราะผู้มีอำนาจยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด หลงลืมละเลยการมองปัญหาขั้นพื้นฐานว่าธนาคารมีหน้าที่อะไร จะกำกับดูแลธนาคารอย่างไร ธนาคารจึงจะกลับมาดำเนินธุรกิจแบบพื้นฐานที่ควรจะเป็น กลับมาทำหน้าที่ของตนเองตามปกติ แล้วเราก็จะไม่ต้องมานั่งคุยกันอีกเรื่องการคุ้มครองเงินฝากให้วุ่นวายเวลาที่ธนาคารส่อแววว่าจะล้ม เกรงว่าประชาชนจะแห่กันไปถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารจนกระทั่งธนาคารพังพินาศย่อยยับไปทั้งระบบ

ขณะที่ปัญหาขยายตัวจากอเมริกามายังยุโรป ญี่ปุ่นนั้นเจอปัญหาฟองสบู่แตกมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี ๑๙๘๙ เศรษฐกิจญี่ปุ่นถดถอยต่อเนื่องยาวนาน ชาติอื่นๆก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้ว่าตนเองจะไม่เผชิญกับปัญหา

วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกองหนี้มหาศาลของภาครัฐ บวกกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุที่เกิดกับหลายๆชาติ จีดีพีของหลายๆชาติยังคงเติบโตขยายตัวได้ นโยบายเศรษฐกิจยังคงมุ่งเน้นไปที่การเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้น มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆของสังคม ไม่กี่คนเท่านั้นที่รับประโยชน์นี้ไปเต็มๆ ตักตวงความมั่งคั่ง สร้างทรัพย์สินในมือตนให้เพิ่มมูลค่าขึ้นมาได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ที่ได้ประโยชน์ แต่คนส่วนใหญ่กลับต้องทุกข์ระทมกับสภาพปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงที่เกิดขึ้น

ความไม่เสมอภาคกลายเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่ชาติกำลังพัฒนาต้องเผชิญ การเติบโตขยายตัวเกิดขึ้นอย่างกระจุกตัว ไม่ทั่วถึง บางพื้นที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว บางพื้นที่พัฒนาเพียงเล็กน้อย บางคนร่ำรวยอิ่มหมีพีมัน มีความสุข แต่บางคนระทมทุกข์ นีคือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับจีน บราซิล คนรวยยิ่งรวย ส่วนคนจนยิ่งจน

ปัญหารวยกระจุกจนกระจายส่งผลกระทบต่อมายังสังคมและการเมือง แบ่งเกษตรกรออกเป็นเจ้าของธุรกิจการเกษตรกับเกษตรกรยากจน ชาวไร่ ชาวนาดั้งเดิม ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำส่งผลกระทบต่อคนจนทุกประเทศทั่วโลก ความหละหลวมในการกำกับดูแลสถาบันการเงินกำลังบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจของชาติกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

บทสรุปบางประการจากสิ่งต่างๆที่ดร.สติกลิตซ์พบเห็น

เรากำลังหลงทางกันอยู่หรือเปล่า ?

จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกการเงินเกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีเรแกน มีการคลายกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และลดอัตราการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้า ทำให้คนรวยเสียภาษีน้อยลง จากที่ต้องจ่ายในอัตราร้อยละ ๗๐ เหลือร้อยละ ๒๘ ต่อมาบิล คลินต้นได้เป็นประธานาธิบดี อัตราภาษีถูกปรับขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ ๓๙.๖ ในปี ๑๙๙๓ จากนั้นประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชก็ปรับลงมาอีก อยู่ที่ร้อยละ ๓๕ แต่พวกที่เป็นร้อยละ ๑ ของสังคมซึ่งอยู่บนยอดสูงสุดของสังคมนั้นเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่านั้น คือ ยุคคลินตันเสียร้อยละ ๒๐ ในปี ๑๙๙๗ และลดเหลือร้อยละ ๑๕ ในสมัยบุช จากสารพัดการยกเว้นภาษี ปี ๒๐๐๙ อัครมหาเศรษฐีที่ติดอันดับท็อป ๔๐๐ ของอเมริกาเสียภาษีเพียงร้อยละ ๑๙.๙ เท่านั้น คนส่วนน้อยของสังคมเหล่านี้มีรายได้มหาศาล แต่เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคนปกติธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างมาก

ปี ๑๙๘๑ ประธานาธิบดีเรแกนประสบความสำเร็จในการผลักดันการค้าเสรี ต้นทุนในการขนส่งสินค้าและการสื่อสารลดลง มีการแข่งขันกันระหว่างประเทศต่างๆเพิ่มมากขึ้น แรงงานกึ่งทักษะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และการจ้างงานจากภายนอก(outsource)

ข่องว่างด้านรายได้ระหว่างประชากรในกลุ่มร้อยละ ๑ ของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่อยู่ในกลุ่มร้อยละ ๐.๑ ของสังคมกับกลุ่มคนที่เป็นรากหญ้า ฐานรากของสังคมอเมริกันถ่างกว้างขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมากจากมาตรการลดภาษีให้คนร่ำรวย แล้วตามมาด้วยการลดสวัสดิการสังคมให้อ่อนแองลง ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และด้านสังคมอื่นๆ นี่คือสิ่งที่เรแกนริเริ่มดำเนินการ

ความไม่เสมอภาคจึงค่อยๆสร้างปัญหาให้กับสังคมอเมริกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกฎเหล็กที่ถูกกำหนดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อป้องกันปัญหามิให้เกิด the Great Depression ขึ้นซ้ำอีกถูกผ่อนคลาย ทั้งนโยบายด้านภาษีและการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ส่งผลต่อการลงทุนและการศึกษา คนรวยเสียภาษีน้อยลง การกำกับดูแลสถาบันการเงินจึงย่อหย่อนลงนับตั้งแต่ยุคเรแกนเป็นต้นมา

จากการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เสมอภาคกับอัตราภาษี ดร.สติกลิตซ์จึงพบว่าทั้ง ๒ เรื่องมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน โดยพบโครงสร้างความสัมพันธ์นี้ในหลายๆประเทศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้าโดยลดภาษีอัตราก้าวหน้าให้ต่ำลงส่งผลกระทบต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม

คำนำฉบับพิมพ์ครั้งแรก

ในการตีพิมพ์ The Price of Inequlity ครั้งแรก ดร.สติกลิตซ์เอ่ยถึงการลุกฮือขึ้นของภาคประชาชนตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง หรือในยุโรป นับเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์โลกที่ซ้ำรอยเดิมอยู่เสมอ เมื่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองทำงานอย่างผิดเพี้ยน ภาครัฐนั้นก็ล้มเหลวในการทำหน้าที่ของภาครัฐ

ความล้มเหลวของตลาด

ปัจจุบันตลาดล้มเหลวในการรักษาสมดุลย์ระหว่างกำลังซื้อกับปริมาณสินค้า การลงทุนสร้างความมั่งคั่งให้กับคนเพียงบางกลุ่ม เครื่องจักร/เทคโนโลยีกลับทำให้คนมากมายต้องตกงาน ดังนั้น คนรวยจึงมีแต่จะร่ำรวยมาขึ้นจากส่วนต่างกำไรที่บวกเข้าไปในราคาสินค้าอย่างมากมายมหาศาล เมื่อการผลิตสินค้าไม่ทำให้เกิดการจ้างงานก็เท่ากับการผลิตเพื่อทำลายตนเองเพราะมีแต่สินค้าแต่ไม่มีกำลังซื้อ คนรวยกำลังกลืนกินทำลายความมั่งคั่งของตนเองโดยไม่รู้ตัว ส่วนจีดีพีก็กลายเป็นดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจที่บ่งชี้อะไรออกมาไม่ได้เพราะถูกปั่นตัวเลขจนบิดเบือน นักการเศรษฐกิจต่างคิดแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเลขจีดีพีเติบโตขยายตัว เนื้อแท้เป็นอย่างไรช่างหัวมัน จากการปั่นตัวเลขจีดีพีเพื่อหลอกลวงผู้อื่นก็พลิกกลับ กลายเป็นว่านักการเศรษฐกิจถูกตัวเลขจีดีพีหลอกลวงให้หลงเชื่อคิดว่าเศรษฐกิจดี เติบโตขยายตัว

เกทับหมดหน้าตัก

ระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลวถูกซ้ำเติมด้วยระบบการเมืองที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจเงิน ศรัทธาความเชื่อมั่นที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยและตลาดเสรีถูกท้าทายจากภาคสังคมผ่านกลุ่มผู้ประท้วงทำนองเดียวกันกับ the Occupy Wallstreet ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก ประชาช่นออกมาต่อต้านรัฐบาลฉ้อฉล ระบบเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์ให้กับเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นพวกร้อยละ ๑ ของสังคมเท่านั้น วิธีแก้ปัญหาของรัฐบาลก็เลวร้ายมากเพราะมีผลประโยชน์มหาศาลของคนร้อยละ ๑ ของสังคมชักใยอยู่เบื้องหลัง โลกาภิวัฒน์ทำให้คนทั่วโลกมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือแสวงความมั่งคั่ง ถูกความโลภเข้าครอบงำจิตใจ จึงระทมทุกข์กันไปทั้งโลก ทั้งๆที่ในรอบ ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดทำให้เรามีความสุขจากผลิตภาพที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ครั้นเมื่อโลกเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ความสำเร็จก็กลับกลายเป็นความล้มเหลว ตลาดที่มุ่งสู่ความมั่งคั่งมีต้นทุนเป็นสังคมและสิ่งแวดล้อม การผลิตไม่ทำให้เกิดการจ้างงาน และการบริโภคตามแฟชั่น สนองความต้องการทะยานอยาก แข่งขันกันฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย อดมั่งอวดมี

ความไม่เสมอภาคและความไม่ยุติธรรม

ความไม่เสมอภาค(inequality)และความไม่ยุติธรรม(unfairness)นั้นเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน เมื่อการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นในสังคม การลุกฮือของประชาชนก็เกิดขึ้นตามมา แล้วสถานการณ์ก็จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นหากสังคมนั้นมีปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นร่วมด้วย คือ มีประชาชนตกงาน สูยเสียอาชีพ ไม่มีรายได้

วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นคือเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจน เศรษฐกิจมีปัญหา ธนาคารมีปัญหา แต่นายธนาคารยังคงยิ้มรับโบนัสก้อนโตกันแบบหน้าชื่นตาบาน ไร้จิตสำนึกใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่ธนาคารแทบล้มละลาย ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยเงินภาษีของประชาชนที่รัฐยอมควักกระเป๋าออกมาอุ้มสถาบันการเงินต่างๆให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตามปกติ คนตกงานกันเดือนแล้วเดือนเล่า ไม่มีทีท่าว่าจะหางานทำได้ ชาวอเมริกันหลายล้านคนต้องสูญเสียบ้านช่องห้องหับไปเพราะต้องปล่อยให้บ้านของตนหลุดจำนอง ขณะที่นายธนาคารมีแต่ได้กับได้ ทรัพย์ศฤงคารต่างๆของบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายไม่เพียงอยู่ครบ แต่ยังพอกพูนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางวิกฤติเศรษฐกิจที่ยังไม่สิ้นสุด

ความคาดหวังประการหนึ่งที่หยั่งรากฝังลึกลงไปในจิตใจของคนอเมริกันมาช้านานคือการเป็นดินแดนแห่งโอกาส ดินแดนแห่งความเสมอภาคกันด้านโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน นี่คือความใฝ่ฝันของคนอเมริกัน

ชาวยุโรปอพยพมาตั้งถิ่นฐานในอเมริกา เช่นเดียวกับคนทั่วโลกที่หลั่งไหลมาทำมาหากินในอเมริกาเพราะหลงใหลในความฝันของคนอเมริกัน (the American Dream) ทุกคนต่างมองเห็นอเมริกาเป็นดินแดนแห่งโอกาส(a land of opportunity)

๕๐ ปีก่อน หนุ่มสาวชาวอเมริกันก็ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาค ความยุติธรรมทางสังคมและความยุติธรรมทางกฎหมาย(equality fairness and justice) ให้กับคนอเมริกันผิวดำ สิ่งที่ the Occupy Wall Street เรียกร้องก็คือสิ่งเดียวกัน ค่านิยมพื้นฐานของคนอเมริกัน ชนชั้นกลางของอเมริกาออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมทางสังคม-เศรษฐกิจ ความยุติธรรมทางสังคม และความยุติธรรมในทางกฎหมายให้กับชนชั้นกลางและคนจนนั่นเอง(กลุ่มคนร้อยละ ๙๙ ในสังคม)

จากสังคมแห่งการก้าวเดินไปด้วยกันสู่สงครามชนชั้น

the Occupy Wall Street มีคำขวัญว่า “เราคือคนร้อยละ ๙๙ ของสังคม” (We are the 99 percent.) คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญของสังคมอเมริกันที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันว่าสังคมอเมริกัน สังคมแห่งความเท่าเทียมกันนี้มีชนชั้นทางสังคมเกิดขึ้นแล้วหรือ ? คนอเมริกันนั้นมักปฏิเสธเรื่องชนชั้นในสังคมอเมริกันเพราะคนอเมริกันเชื่อว่าอเมริกาเป็นประเทศที่มีแต่ชนชั้นกลางที่ก้าวเดินไปด้วยกัน ไม่มีการแบ่งแยกคนในสังคมออกเป็นชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง หรือนายทุนน้อย(bourgeoisie)กับกรรมกร แต่หากบุคคลภายนอกมองมาที่อเมริกาด้วยทฤษฎีชนชั้น เขาก็จะเห็นความแตกต่างทางสังคมว่ามีอยู่ทั้งจากอาชีพการงาน สินทรัพย์ อย่างน้อยๆก็ต้องเห็นความแตกต่างว่าอเมริกามีทั้งคนรวยและคนที่ไม่รวย

เศรษฐกิจระบบตลาดกัดกร่อนทำลายค่านิยมพื้นฐานของสังคมไปแล้วหรือยัง ?

ค่านิยมอื่นนอกเหนือจากความเท่าเทียมกันทางสังคม ความเสมอภาคทางกฎหมาย และความยุติธรรมที่คนอเมริกันให้ความสำคัญก็คือการเล่นตามกติกา(fair play) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการปล่อยสินเชื่อแบบประหลาดๆ ทำให้เกิดฟองสบู่ขนาดใหญ่มหึมามีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่สร้างความมั่งคั่งให้กับสถาบันการเงินต่างๆ แต่นำมาซึ่งหายนะของคนยากจนและระบบเศรษฐกิจ คนจนฝันค้าง อยากมีบ้านก็ได้มีสมใจ ธนาคารยอมปล่อยเงินกู้ซื้อบ้านให้คนจนได้มีบ้านสมอยากอย่างง่ายดาย แบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แต่สุดท้ายคนจนก็ฝันไม่เสร็จ ผ่อนบ้านได้ไม่ตลอดรอดฝั่งเพราะภาระนี้หนักอึ้งเกินไป ซ้ำร้ายฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแตก บางคนมีรายได้ลดลง บางคนตกงาน หมดปัญญาหาเงินมาส่งค่าบ้านต่อ นี่คือบทเรียนที่คนอเมริกันได้เรียนรู้จากวิกฤติซับไพรม์ที่เกิดขึ้น มหาเศรษฐี นายธนาคารที่ทำมาหากินแบบฉาบฉาย แสวงประโยชน์จากการขายฝันเกินจริงให้คนยากจนก็ยังคนยิ้มกริ่ม อิ่มเอมกับโบนัสก้อนงาม สินทรัพย์ ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นกันต่อไป

รากเหง้าของปัญหาที่ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงผิดไปจากความต้องการมุ่งหวังของคนในสังคมก็คือคุณธรรม จริยธรรมที่ขาดหายไปนั่นเอง

ทุนนิยมทำให้ความฝันเป็นจริงได้ วอลสตรีทมอบความมั่งคั่งให้คนอเมริกัน เป็นความมั่งคั่งที่ได้มาโดยง่าย เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา ความมั่งคั่งเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนจากการลงทุนในวอลสตรีท กฎเกณฑ์ที่พร่ำสอนกันมาจากรุ่นสู่รุ่นที่ว่า “ต้องเรียนสูง ขยันทำกิน ต้องประหยัด รู้จักออม แล้วเราจะรวยได้ด้วยมานะ ความพากเพียร และความมีวินัย” กฎเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องยึดถือ ไม่จำเป็นต้องทำ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามสำหรับวอลสตรีท

ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่วันนี้ภาพพจน์ของบรรษัทต่างๆดูเลวร้ายในสายตาคนอเมริกัน เนื่องจากเกิดสารพัดเหตุการณ์ไล่เรียงมาตั้งแต่บริษัทบุหรี่ที่ผลิตสินค้าทำลายสุขภาพ บริษัทน้ำมันปล้นชิงทรัพยากรล้ำค่าไปทั่วโลก น้ำมันรั่วก็ทำลายท้องทะเลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไล่เรียงมาเรื่อยจนถึงผู้ร้ายรายล่าสุดคือสถาบันการเงินที่จวนเจียนล้มละลาย ต้องอาศัยเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนไปอุ้มช่วย แต่ผู้บริหารยังคงยิ้มแป้นหน้าบาน รับโบนัสก้อนงามแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอันใด

ดังนั้น ตลาดจึงล้มเหลวในการดูแลระบบเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ ละเมิดคำมั่น พันธะสัญญาที่ว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมดีขึ้น ทั้งยังล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ สร้างปัญหาทางสังคม การเมือง จากการขายสินค้าบาปนานาชนิด การดำเนินธุรกิจด้วยความฉ้อฉลของผู้ประกอบการน้อยใหญ่

ความล้มเหลวของระบบการเมือง

ระบบการเมืองเองก็ล้มเหลวพอๆกับระบบเศรษฐกิจ คนหนุ่มสาวในสเปนตกงานกันครึ่งต่อครึ่ง ส่วนในอเมริกาก็ตกงานกันมากกมายเกินกว่าร้อยละ ๑๗ การชุมนุมประท้วงของคนหนุ่มสาวจึงเกิดขึ้น

จุดมุ่งหมายของการใช้สิทธิตามระบบประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาวที่ออกมาร่วมชุมนุมประท้วงก็คือ พวกเขาออกมาเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง พวกเขาเห็นว่ารัฐบาลล้มเหลวในการดูแลระบบเศรษฐกิจ ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำขยายวงกว้าง เปิดช่องให้บริษัทต่างๆฟันกำไรมหาศาลบนความทุกข์ยากของประชาชน

ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกัน ชาวยุโรป หรือประชาชนในประเทศไหนก็แล้วแต่ ทุกชาติล้วนโปรดปราน ชื่นชมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยกลับถูกตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่ ประชาชนเริ่มเกิดความรู้สึกว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การกาบัตรลงคะแนนทุกๆ ๒ หรือ ๔ ปีแบบที่เคยพึงพอใจกันมาเนิ่นนาน ประชาธิปไตยมันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น คนอเมริกันก็เริ่มคิดเช่นกันว่าประชาธิปไตยควรเป็นอย่างไร ระหว่าง “one dollar one vote” กับ “one person one vote”

นักการเมืองเก่งเรื่องการประดิษฐ์วาทกรรมกระแทกใจวิพากษ์สังคม แล้วนักการเมืองก็แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐให้มาทำงานภาคการเงิน-การคลัง แล้วเจ้าหน้าที่รัฐก็บริหารระบบการเงินจนเละตุ้มเป๊ะ เศรษฐกิจประสบปัญหา ประชาชนคาดหวังว่าคนเหล่านี้จะเข้ามาทำงานเพื่อปรับโครงสร้างภาคการเงิน-การคลังใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาดีดังเดิม สร้างอรรถประโยชน์ให้กับคนทั้งสังคม ซึ่งก็ได้แต่รอแล้วรออีก จนแล้วจนรอดสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ยังคงไม่เกิดขึ้น

ความล้มเหลวทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้นเกี่ยงเนื่องสัมพันธ์กัน ระบบการเมืองทำให้คนมั่งคั่งมีเสียงดังกว่าคนทั่วไป คนมั่งคั่งชี้นำการออกกฎหมายและกลไกการกำกับดูแลการทำงานต่างๆ การบริหารงานของรัฐบาลก็อิงอยู่บนผลประโยชน์ของคนมั่งคั่ง ระบบการเมืองจึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปกป้องคุ้มครองดูแลพลเมืองทั่วไป คนส่วนใหญ่ของสังคม ทั้งยังส่งเสริมมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยล้นฟ้าอยู่แล้วให้รวยยิ่งขึ้น รวยเร็วขึ้นนกว่าเดิมด้วยการล้างผลาญงบประมาณที่ได้มาจากการเก็บภาษีจากคนทั้งสังคมไปเป็นรายได้ เครื่องบำรุงบำเรอปรนเปรอชีวิตอันหรูหราฟุ้งเฟ้อของมหาเศรษฐีเหล่านั้น

จากนั้นระบบการเมืองก็เข้าแทรกแซง ครอบงำ บิดเบือนตลาด มหาเศรษฐีร้อยละ ๑ ของสังคมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับตนเองจากคนทั้งสังคม ระบบเศรษฐกิจทุกรูปแบบต้องมีกฎกติกาและการกำกับดูแล ซึ่งดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจนั้นยังมีมิติอื่นๆที่ต้องพิจารณาดำเนินการควบคู่ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเติบโตขยายตัวและการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นให้ทั่วถึง รวมถึงการสร้างประสิทธิภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ และการดูแลรักษาเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ แต่ผู้นำ ผู้เกาะกุมระบบเศรษฐกิจไว้ในมือกลับบิดเบือนระบบเศรษฐกิจให้สร้างประโยชน์กับตนเองและพ้องพ้องเพียงอย่างเดียว โดยที่คนอีกร้อยละ ๙๙ ของสังคมต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างความมั่งคั่งให้กับคนร้อยละ ๑ ระบบเศรษฐกิจจึงไร้ซึ่งประสิทธิภาพและความยุติธรรม กลไกการคดโกงเหล่านี้ดำเนินการผ่านนโยบายการเงินและการคลัง : อัตราดอกเบี้ย ปริมาณเงิน และการใช้จ่ายงบประมาณที่กำหนดขึ้นบนความไม่เสมอภาค ด้วยความเอนเอียงของผู้กำหนดนโยบาย

ระบบการเมืองจึงเป็นระบบที่เปราะบาง อ่อนแอ สยบยอมต่ออำนาจ การเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างไร้เสถียรภาพ ขาดความสมดุลย์ อำนวยประโยชน์ให้กับคนร้อยละ ๑ มากกว่าคนร้อยละ ๙๙ เพราะคนร้อยละ ๑ กุมอำนาจทางการเมืองเอาไว้ในมือตน สมดุลย์ทางอำนาจไม่มี กลายเป็นวงจรอุบาทว์กัดกินตนเองทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง กระทบต่อเนื่องสู่ภาคสังคมให้ก้าวเดินไปแบบเอนเอียง โซซัดโซเซเพราะขาดความสมดุลย์ เสมอภาค

สิ่งที่ผู้ประท้วงเรียกร้องและผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น

ผู้ประท้วงมากมายมหาศาล นักการเมืองมีเพียงหยิบมือเดียว การประท้วงเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แค่ประชาชนออกมาเรียกร้องต้องการ ทวงอาชีพการงานที่ตนสูญเสียไปกลับคืนมา มีงานทำก็มีรายได้ อยากเห็นเศรษฐกิจสังคมมีความเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ อยากเห็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปและอเมริกาก็คือประชาชนเรียกร้องต้องการ อยากเห็นวิวัฒนาการทางสังคม พวกเขาไม่ได้ออกมาเรียกร้องต้องการให้เกิดการปฏิวัติทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองแต่อย่างใด พวกเขาเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยของประชาชน ไม่ใช่ประชาธิปไตยภายใต้อำนาจเงิน พวกเขายังคงต้องการเศรษฐกิจระบบตลาด แต่ต้องเป็นระบบตลาดที่สร้างประโยชน์ให้กับคนทุกคนในสังคม ไม่ใช่ตลาดผูกขาดที่สร้างความร่ำรวยให้เพียงนายทุนบนกองทุกข์ของประชาชน พวกเขาเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ประชาชนสามารถตรวจสอบ กำกับดูแลการทำงานได้

ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงในระยะเริ่มแรกนั้นมักเริ่มต้นด้วยการชุมนุมเพื่อแสดงออกให้รัฐบาลและสังคมรับรู้ความโกรธแค้นที่ตนเองมีต่อรัฐบาล สืบเนื่องจากสถานการณ์ความเป็นไปทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในขณะนั้น แต่เมื่อการชุมนุมเกิดการยืดเยื้อขึ้น ความคิด ความโกรธแค้นก็เริ่มตกผลึก อารมณ์ความรู้สึกจึงพุ่งไปที่ความล้มเหลวของระบบการเมือง และหากเกิดการเลือกตั้งขึ้นในจังหวะเช่นนี้พอดี เสียงเรียกร้องและสัญญานเตือนเหล่านี้ก็จะสะท้อนออกมาผ่านการเลือกตั้ง

บางครั้งการชุมนุมก็ทำให้เกิดการตกผลึกทางความคิด เกิดวาระข้อเรียกร้องที่ชัดเจนว่าผู้ชุมนุมต้องการอะไร หากเราตั้งสติพิจารณาข้อเรียกร้อง ข้อกล่าวหาต่างๆด้วยจิตใจที่เป็นธรรมจะพบว่านี่คือภาพสะท้อนความล้มเหลวของระบบตลาดที่ถูกบิดเบือนไปอย่างมาก จนประชาชนทนไม่ไหว จากความไม่เสมอภาคที่นับวันมีแต่จะย่ำแย่ เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดวลีเด็ดที่ใช้เรียกแทนตนเองของกลุ่มผู้ชุมนุมว่า “เราคือประชาชนร้อยละ ๙๙ ของสังคม ( we are the 99 percent) ” และได้รับการยอมรับและฮ็อตฮิตติดลมบนอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครรู้ว่าความเคลื่อนไหวนี้จะดำเนินไปในทิศไหนทางใด จะมีบทสรุปสุดท้ายเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆก็คือคนหนุ่มสาวที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องนี้ประสบความสำเร็จแล้วในการจุดประกายความคิดให้กับสังคม ทำให้คนในสังคมหันมาสนใจ ทบทวนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งประชาชนคนธรรมดาทั่วไปและนักการเมือง

สรุปความคิดเห็นของดร.สติกลิตซ์

สิ่งที่เกิดขึ้นในตูนิเซียและอียิปต์ทำให้ดร.สติกลิตซ์ย้อนคิดกลับมาถึงอเมริกาที่กำลังประสบปัญหาอยู่เช่นกัน ปัญหาที่เกิดจากคนร้อยละ ๑ ของสังคมที่ร่ำรวยล้นฟ้า สามารถเข้าถึงอำนาจรัฐ เป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายที่ใช้ในการบริหารประเทศให้เอื้อประโยชน์กับตนเองและพวกพ้อง สามารถเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมากขึ้น ปัญหาความไม่เสมอภาคในสังคมจึงแผ่ลามขยายวงกว้างมากขึ้นและหนักขึ้นกว่าเดิม คนส่วนใหญ่ของสังคมอเมริกันยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่เพื่อให้การเมืองและตลาดสร้างประโยชน์ให้กับคนทุกคนในสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เงื่อนไขสำคัญจึงอยู่ที่การกระจายผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจให้ทั่วถึง ซึ่งมีต้นทุนที่สูงมากในการผ่องถ่ายกระจายผลประโยชน์ในมือมหาเศรษฐีออกไปให้ถ้วนทั่ว ส่งให้ถึงมือคนยากคนจน รวมทั้งชนชั้นกลางในสังคม เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลของผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ในมือ มีอำนาจแต่ไม่ได้ประโยชน์จากอำนาจ ใครเล่าจะยอม ; ร่ำรวยล้นฟ้าแต่ไม่ได้ประโยชน์จากความร่ำรวยที่ตนสู้อุตส่าห์พากเพียร ไขว่คว้ามา จะมีใครยอม นี่คือที่มาของราคาสินค้าสูงลิบลิ่วที่เกิดขึ้นขณะที่เศรษฐกิจและจีดีพีเติบโตขยายตัวแบบต่ำเตี้ยติดดิน ผิดปกติวิสัย เพราะเงินส่วนใหญ่ไหลออกจากกระเป๋าคนจนและชนชั้นกลางที่เป็นคนร้อยละ ๙๙ ของสังคมเข้าสู่กระเป๋าของมหาเศรษฐีที่มีเพียงร้อยละ ๑ ในสังคม แล้วความไม่เสมอภาคก็ส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง กลไกตลาดอ่อนแอ ความเสมอภาคทางสังคมลดลง กฎหมายมีความยุติธรรมน้อยลง

คำเตือนเล็กๆน้อยๆจากดร.สติกลิตซ์

ดร.สติกลิตซ์เห็นว่าเศรษฐกิจและการเมืองตอนนี้ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของคนร้อยละ ๑ ของสังคมที่ผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจและการเมืองไว้ในมือตน ไม่ว่าจะเป็นพวกร้อยละ ๐.๑ ของสังคมที่เป็นนักการเมือง หรือร้อยละ ๑ – ๕ ของสังคมที่เป็นนายธนาคาร ซีอีโอบรรษัทเงินทุนข้ามชาติที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยกับวิกฤติการเงินที่ตนสร้างขึ้นในปี ๒๐๐๘ จนต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลใส่เงินภาษีของประชาชนคนทั้งประเทศไปอุ้มแบงค์ไว้ไม่ให้ล้ม แต่ตนเองก็ยังกล้าจ่ายเงินโบนัสก้อนโตให้กับตนเองและพวกพ้อง นับแต่นั้นเป็นต้นมาปัญหาความไม่เสมอภาคก็เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เสียงตำหนิติติงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ สังคมกำลังก้าวเดินไปผิดทิศผิดทาง ผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ในมือของคนทั้งสังคม แต่คนร้อยละ ๙๙ ของสังคมเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับคนร้อยละ ๑ ของสังคม ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องเปลี่ยนแปลง

หนังสือหลายเล่มที่เขียนขึ้นมาในช่วงนี้ต่างตำหนิการปล่อยกู้แบบแหวกแนวของนายธนาคารว่านำมาซึ่งหายนะ การรับเงินโบนัสก้อนโตขณะที่ธนาคารต้องรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลก็เป็นพฤติกรรมที่หน้าด้าน ไร้ยางอายสิ้นดี น่ารังเกียจมากๆ ถึงเวลาแล้วที่ธนาคารต้องเลิกทำธุรกิจแบบครอบจักรวาล ถึงเวลาแล้วที่ธนาคารต้องย้อนอดีตกลับไปสู่การทำธุรกิจเฉพาะทางแบบที่เคยเป็นมาในอดีต

Intellectual debts

หนังสืออีกมากมายหลายเล่มถูกเขียนขึ้นเพื่ออรรถาธิบายว่าทำไมคนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน คนฐานะปานกลางพอมีพอกินกลับกลายเป็นคนจน นั่นเป็นเพราะว่าการเมืองสมัยนี้นั้นพูดจากกันด้วยภาษาเงินนั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s