small is beautiful 4


small is beautiful
4 เศรษฐศาสตร์วิถีพุทธ

เศรษฐศาสตร์วิถีพุทธ

เศรษฐศาสตร์คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาหาทางเลือกว่ามนุษย์จะสามรรถนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงที่สุดได้อย่างไรบ้าง เพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่จำกัดของคนในสังคม

วิชาเศรษฐศาสตร์จึงเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าเช่า(ที่ดิน) ค่าจ้าง(แรงงาน) ผลตอบแทนเงินลงทุน(ทุน) และกำไร(ผู้ประกอบการ) โดยมี The Wealth of Nations ที่ Adam Smith ออกมาชี้แนะแนวทางสร้างความมั่งคั่งให้กับชาติเป็นตำราตั้งต้นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์มาจาก ๒ แหล่ง คือ (๑) การตกผลึกทางความคิด และ (๒) วัตถุนิยมวิภาษวิธี ซึ่งเริ่มต้นจากการตั้งสมมติฐานใดๆขึ้นมา แล้วหาทางพิสูจน์ว่าตัวแปรต่างๆนั้นเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กันแบบไหน อย่างไร ส่งผลให้สมมติฐานที่ตั้งไว้เป็นจริงหรือเท็จ แล้วสรุปออกมาเป็นทฤษฎีต่างๆ

บทสรุปของวิชาเศรษฐศาสตร์จึงนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างกำไรสูงสุดด้วยเงินลงทุน(ต้นทุน)ที่ต่ำที่สุดให้กับผู้ลงทุน โดยใช้การผลิตแบบอุตสาหกรรม(mass production) และการแบ่งงานกันทำเพื่อให้แรงงานมีทักษะ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน(division of labour) เป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการ “เจ้าของกิจการ” มีกำไร/ผลตอบแทนการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น แล้วฝากความหวัง ให้ความเชื่อมั่นในระดับสูงสุดไว้กับกลไกตลาดว่า “มือที่มองไม่เห็น” นี้เป็นของวิเศษ สามารถสร้างและรักษาสมดุลอำนาจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเอาไว้ได้เสมอ รัฐไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาสอดแทรกอะไรใดๆทั้งสิ้น ยืนดูอยู่เฉยๆ ออกกฎ รักษากติกาไว้แค่นั้นพอ

ฝ่ายนักการเมือง รัฐบาล นั้นเล่าก็มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ ๕ – ๑๐ ปีไว้ขายฝันกับประชาชนว่าตนและพรรคการเมืองต้นสังกัดจะนำพาเศรษฐกิจชาติก้าวเดินไปในทิศทางใด แน่นอนว่านักการเมืองทุกคน ทุกค่ายสำนักล้วนเห็นตรงกันว่าความเจริญหมายถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เจริญก้าวหน้า การขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดจากการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก และนี่คือเป้าหมายหลักทางเศรษฐกิจของนักการเมืองและนักการเศรษฐกิจทั้งหลาย

วันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเพื่อสักการะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ แล้วทั้งสิ้น และพระสงฆ์ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุอปสัมปทา คือ ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนในวันนั้นเรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งมีเนื้อความว่า

โอวาทปาติโมกขคาถา

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง – การไม่บาปทั้งปวง,

กุสะลัสสูปะสัมปทา – การทำกุศลให้ถึงพร้อม,

สะจิตตะปะริโยทะปะนัง – การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ,

เอตัง พุทธานะสาสะนัง – ธรรม ๓ อย่างนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

 

ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา – ขันตีคือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง,

นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง,

นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี – ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย,

สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต – ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย.

อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต – การไม่พูดร้าย, การไม่ทำร้าย,

ปาติโมกเข จะ สังวะโร – การสำรวมในปาติโมกข์,

มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง – ความเป็นผู้ประมาณตนในการบริโภค,

ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง – การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด,

อะธิจิตเต จะ อาโยโค – ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง,

เอตัง พุทธานะสาสะนัง – ธรรม ๖ อย่างนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

สรุปความได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา คือ การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดนั้นเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา โดยมี “ขันติ” ความอดทนข่มกลั้นเป็นเครื่องมือต่อสู้ฟันฝ่า เอาชนะกิเลส ตัณหา ความต้องการทะยานอยากที่มีอยู่ในจิตใจให้สงบระงับและหมดสิ้นไป โดยมีนิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุด

เมื่อกายซึ่งเป็นฐานสำคัญนั้นมีศีลเป็นเครื่องกำกับ ชีวิตก็จะสงบเย็น ไม่เดือดร้อนลำบาก

เมื่อจิตสงบเย็นเพราะมีความสมถะ รู้จักประมาณตน รู้จักความความพอเพียง พอเหมาะ พอดี พอประมาณก็ง่ายแก่การภาวนาเพื่อพัฒนายกระดับจิตใจให้สูงขึ้น สำเร็จทั้งมรรค ผล นิพพาน

อิมัสมิง สะติ อิทัง โหติ – เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี

อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชะติ – เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

อิมัสมิง อะสะติ อิทัง นะโหติ – เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี

อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ – เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

นิทาน. สํ. ๑๖/๘๕/๑๕๙.

ใดๆในโลกล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา “เกิดขึ้น ตังอยู่ แล้วดับไป สุดแท้แต่เหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่ง” หลักธรรมที่พระพุทธองค์นำออกมาแสดง ตรัสสอนพุทธสาวกนี้เป็นอกาลิโก คือ เป็นสัจธรรมที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่ว่าพระตถาคตทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธรรมธาตุนั้นก็ยังคงดำรงอยู่ตลอดไป ตถาคตทั้งหลายเพียงล่วงรู้และเข้าถึงซึ่งธรรมธาตุนั้น แล้วนำมาบอก แสดง บัญญัติขึ้นเพื่อเปิดเผย แจกแจงให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้เท่านั้น

เมื่อความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เจริญ-เสื่อม-ดับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผู้ใดตั้งจิต วางตนได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ด้วยการมีสติรู้ตัว มีปัญญารู้คิด ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทตามหลักโอวาทปาติโมกขคาถาแล้วชีวิตย่อมมีแต่ความสงบเย็น

“ทะเลกว้างร้อยลี้ ไม่พอคนโลภดื่ม ธารน้ำลึกสามศอก พอสามทัพแก้กระหาย

ความละโมบเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นเพราะไม่รู้จักควบคุม ความเลวร้ายเกิดขึ้นเพราะไม่ได้หยุดยั้งอย่างจริงจัง”

ที่มา :  พิชัยสงครามเว่ยเหลียว

ความทุกข์นอกจากจะเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ยังเกิดขึ้นเพราะกิเลสตัณหา ความต้องการทะยานอยากซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด อยากได้ อยากมี อยากเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ร่ำไป ได้แล้วก็พอใจ ไม่ได้ก็ผิดหวัง เบื่อแล้วหรือหมดไปแล้ว สักพักก็อยากได้ของใหม่ที่ดีกว่าเดิม มากกว่าเดิมอีก เกิด-ดับ เกิด-ดับเช่นนี้อยู่เรื่อยไป โลกจึงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายเพราะกิเลส ความต้องการทะยานอยากซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ศาสดาเอกของทุกศาสนาจึงสอนให้สาวกมีทาน ศีล ภาวนา เมื่อจิตเป็นนายกายเป็นบ่าวแล้ว การพัฒนาจึงต้องกระทำควบคู่กันไปทั้งกายและจิตให้สมดุลกัน พระพุทธองค์ก็เคยทรมานตนเองมาก่อนแล้วจึงรู้ว่าหากกายไม่สงบ จิตก็ไม่อาจหลุดพ้นได้ พระองค์จึงหันมาดูแลกายและสำเร็จมรรค ผล นิพพานได้ในที่สุด

แต่โลกตะวันตกกลับมุ่งตอบสนองความต้องการทางกาย ละเลย มองข้ามการพัฒนายกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ซ้ำร้ายยังถือกิเลสตัณหา ความต้องการทะยานอยากซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาโดยมี GDP : อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย บ่งชี้ความสำเร็จในการทำงานของนักการเมืองและ ข้าราชการ เมื่ออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกสามารถขับเคลื่อนผลักดันตัวเลข GDP ให้เติบโตขยายตัวได้มากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อให้นักการเมืองมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดังนั้น ผู้มีอำนาจตัดสินใจจึงสามารถแลกได้กับทุกสิ่งแม้กระทั่งการ(บ่อน)ทำลายตนเองก็ยอม ปัญหาจึงเกิดขึ้นเพราะความเจริญ(เมือง)และการพัฒนาเศรษฐกิจ(อุตสาหกรรม)นั้นเบียดบังทำลายสิ่งอื่น ทั้งชุมชน พื้นที่เพาะปลูก สถานที่(แหล่ง)ท่องเที่ยว ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ความเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างไม่สมดุลซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานของความโลภ ความสามารถในการสะสมทุน อำนาจทุน “อำนาจต่อรอง” ที่ผู้ซื้อและขายแต่ละรายมีไม่เท่ากันนี้ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน และเมื่อภาวะปลาใหญ่กินปลาเล็กไปนานๆก็จะเกิดการผูกขาด กดขี่ ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบกันขึ้น วันหนึ่งปัญหาการผูกขาด กดขี่ ขูดรีดก็จะปะทุขึ้น นำไปสู่การปฏิวัติสังคมของชนชั้นแรงงาน

ธัมมคารวาทิคาถา

เย จะ อะตีตา สัมพุทธา เย จะ พุทธา อะนาคะตา, โย เจตะระหิ สัมพุทโธ พะหุนนัง โสกะนาสะโน,

พระพุทธเจ้าบรรดาที่ล่วงไปแล้วด้วย, ที่ยังไม่มาตรัสรู้ด้วย, และพระพุทธเจ้า ผู้ขจัดโศกของมหาชนในกาลบัดนี้ด้วย

สัพเพ สัทธัมมะคะรุโน วิหะริงสุ วิหาติ จะ, อะถาปิ วิหะริสสันติ เอสา พุทธานะธัมมะตา.

พระพุทธเจ้าทั้งปวงนั้น ทุกพระองค์เคารพพระธรรม, ได้เป็นมาแล้วด้วย, กำลังเป็นอยู่ด้วย, และจักเป็นด้วย, เพราะธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็น เช่นนั้นเอง.

ตัสมา หิ อัตตะกาเมนะ มะหัตตะมะภิกังขะตา, สัทธัมโม คะรุกาตัพโพ สะรัง พุทธานะสาสะนัง.

เพราะฉะนั้น บุคคลผู้รักตน หวังอยู่เฉพาะคุณเบื้องสูง, เมื่อระลึกได้ถึงคำสั่ง สอนของพระพุทธเจ้าอยู่, จงทำความเคารพพระธรรม.

นะ หิ ธัมโม อะธัมโม จะ อุโภ สะมะวิปากิโน,

ธรรมและอธรรมจะมีผลเหมือนกันทั้ง ๒ อย่างหามิได้;

อะธัมโม นิระยัง เนติ ธัมโม ปาเปติ สุคะติง.

อธรรมย่อมนำไปนรก, ธรรมย่อมนำให้ถึงสุคติ.

ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง,

ธรรมแหละย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเป็นนิจ;

ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ,

ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ตน;

เอสานิสังโส ธัมเม สุจิณเณ.

นี่เป็นอานิสงฆ์ในธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว;

ศาสตร์ตะวันตกนั้นถือหลักวิทยาศาสตร์เป็นใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องพิสูจน์ทดลองให้เห็นในเชิงประจักษ์ได้ จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็จะออกมาประกาศผลการทดลอง สรุปเป็นทฤษฎีว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้มีสูตรสมการเป็นอย่างไร สูตรสำเร็จที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นอย่างไร เศรษฐศาสตร์ก็เป็นไปในลักษณะนั้นเช่นกัน  นักเศรษฐศาสตร์พยายามคิดค้นสมการ สร้างทฤษฎีต่างๆขึ้นมามากมาย สูตรสำเร็จของนักเศรษฐศาสตร์ ข้าราชการ และนักการเมืองทั่วโลก คือ หายใจเข้าเป็น “จีดีพี : อัตราการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจ” หายใจออกเป็น “อัตราเงินเฟ้อ” ถ้าตัวเลข GDP/เงินเฟ้อ ติดลบก็ให้ตอบสื่อมวลชนไปว่าแค่ติดลบเชิงเทคนิคเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ มะรืนนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า ไตรมาสหน้าก็ฟื้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ พวกนี้ไม่มีปัญญาความคิดเป็นของตัวเองหรอกว่ายอดขายลด ลูกค้าที่หดหายไปนั้นน่ะคือของจริง รัฐบอกอะไรไปเขาก็เชื่อหมดแหละ  รายรับ รายได้ที่หดหายไปในแต่ละวัน/เดือนนั่นน่ะ พ่อค้าแม่ค้า นักธูรกิจ เจ้าของโรงงานเค้าคิด เค้ามโนไปเอง “ติดลบเชิงเทคนิค” นี่แหละคือความจริง เดี๋ยวก็ฟื้นได้ด้วยตัวของมันเองก็เป็นของจริง เหตุปัจจัยทุกอย่าง คาดคิด คำนวณได้ แก้ไขได้หมดแหละ เดี๋ยวรัฐจะไปไล่ดูว่าปัญหามันอยู่ที่ตรงไหน อัตราการว่างงาน อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ ทษ.เคนส์กับทษ.การเงินของฟรีดแมนนี่ยาวิเศษเลย “QE รักษาได้ทุกโรค”

หลังจากนั้น เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป ๓ – ๕ ปี มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศแล้ว วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้นจึงถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขนิยามใหม่ว่านั่นเป็น the Great Depression, Long recession, Great Reccession, Repression ฯลฯ

เขมาเขมสรณทีปิกคาถา

พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะตานิ วะนานิ จะ, อารามะรุกขะเจตยานิ มะนุสสา ภะยะตัชชิตา,

มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว, ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง, อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ;

เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง, เนตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ.

นั่นมิใช่สรณะอันเกษมเลย, นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด; เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต, จัตตาริ อะริยะสัจจานิ สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ,

ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว, เห็นอริยสัจจ์ คือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ;

ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง, อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง ทุกขูปะสะมะคามินัง,

คือเห็นความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้, และหนทาง มีองค์ ๘ อันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์;

เอตัง โข สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง, เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ.

นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม, นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด; เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.
ขณะที่ศาสตร์ตะวันตกมุ่งเน้นเฟ้นหาสูตรสำเร็จที่รักษาโรคได้ครอบจักรวาล แต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์นั้นสอนให้ทุกคนมีสติรู้ตัว มีปัญญารู้คิด มองให้เห็นตัวทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ และหนทางมีองค์ ๘ เป็นเครื่องระงับความทุกข์ เหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ ผู้ใดที่สามารถทำได้เช่นนี้ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจประสบปัญหา หากผู้มีหน้าที่แก้ไขปัญหายึดตำราเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง หลับหูหลับตาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยสูตรสำเร็จต่างๆที่เคยใช้ได้ผลมาโดยตลอดโดยไม่พิจารณาปัญหาให้ถ่องแท้ เหตุให้เกิดปัญหา ความก้าวล่วงปัญหา และแนวทางอันมีองค์ ๘ เป็นเครื่องระงับปัญหาแล้ว ย่อมไม่อาจนำพาชาติบ้านเมืองก้าวพ้นจากปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งปวงได้ สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิย่อมให้ผลที่แตกต่างกัน เมื่อปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล ทำให้เกิดโรคเหลื่อมล้ำ “รวยกระจุกจนกระจาย” ผู้ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาก็ยึดตำรา แก้ไขปัญหาแบบผักชีโรยหน้า/หลับหูหลับตาทำ/แอบแฝงผลประโยชน์/ฟังแต่เสียงพรายกระซิบว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนภาครัฐ ส่งเสริมการส่งออก ลดดอกเบี้ยสกัดเงินนอก/ขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินทุนไหลออก เป็นต้น โดยที่ไม่ได้มีการพิจารณาเนื้อในของปัญหาให้ถ่องแท้ ผลงานการบริหารภาวะเศรษฐกิจหากไม่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ก็เป็นไปได้แค่ภาวะเศรษฐกิจที่เคยย่ำแย่พลิกกลับมาดูดีขึ้น แบบ “สวยแต่รูปจูบไม่หอม” GDP เงินเฟ้อ ภาวะการส่งออกพลิกสถานการณ์จากติดลบกลับสู่การเติบโตขยายตัว แต่แท้จริงแล้วเนื้อในกลับเน่าเฟะ เพราะรายได้ “กำไร” ส่วนใหญ่ที่เกิดจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการส่งออก ส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน(อุตสาหกรรม)นั้นไหลเข้ากระเป๋าคนเพียงไม่กี่คน ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงระทมทุกข์จากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แก๊สหุงต้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ท่องเที่ยว ประมงก็ต้องสูญเสียที่ดิน/แหล่งทำมาหากินให้กับเหมืองแร่/แท่นขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น สุดท้ายประเทศไทยที่เคยสวยงาม เป็นเมืองท่องเที่ยวก็จะเต็มไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม ควันพิษ ขาดความมั่นคงทางอาหาร คนไทยที่เข้าสู่ภาวะสังคมสูงอายุต้องบริโภคอาหารที่ล้วนแต่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งแม้แต่ผู้อนุมัติโครงการเองก็หนีไม่พ้นต้องกินไก่ขุน หมูขุน ปลาเลี้ยง กุ้งเลี้ยง สูดควันพิษเข้าปอดทุกวันๆ บั้นปลายชีวิตต้องสูญเสียเงินทองที่อุตส่าห์เสาะหามาทั้งชีวิตกว่าจะมีเงินร้อยล้าน พันล้านให้ภาคภูมิใจก็ต้องควักเงินร้อยล้าน พันล้านนั้นออกมาจากกระเป๋าเพื่อจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลของตนเองและญาติพี่น้องจนหมดเนื้อหมดตัว มหาเศรษฐีหมื่นล้าน/พันล้านที่เป็นเจ้าของบริษัทยายักษ์ใหญ่จากต่างประเทศจึงเป็นทายาทตัวจริงผู้ได้รับประโยชน์คนสุดท้ายจากห่วงโซ่คุณค่าทางระบบเศรษฐกิจ

 

โพธิปักขิยธรรม ๓๗

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีกัลยาณศีล กัลยาณธรรม กัลยาณปัญญา ย่อมเป็นผู้เสร็จธุระอยู่จบพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย เราเรียกว่าอุดมบุรุษ

๑. ภิกษุเป็นผู้มีกัลยาณศีล คือภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีศีลสำรวมในปกฏิโมกข์ (ศีลที่สำคัญของภิกษุ) สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร (มารยาทและการไปแต่ในที่ที่สมควร) เห็นภัยในโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เธอชื่อว่ามีกัลยาณศีลดั่งกล่าวมานี้แล

๒. ภิกษุผู้มีกัลยาณศีลดั่งนี้แล้ว จะชื่อว่ามีกัลยาณธรรมอย่างไร? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งการอบรมธรรม อันเป็นไปในฝ่ายแห่งการตรัสรู้ ๓๗ ประการ อยู่ เธอชื่อว่ามีกัลยาณธรรม ดั่งกล่าวมานี้แล

๓. ภิกษุผู้มีกัลยาณศีล กัลยาณธรรมดั่งนี้แล้ว จะชื่อว่ามีกัลยาณปัญญาอย่างไร? ภิกษุในพระธรรม วินัยนี้ ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนในปัจจุบันอยู่ เธอชื่อว่ามีกัลยาณปัญญาอย่างนี้แล

ภิกษุผู้มีกัลยาณศีล กัลยาณธรรม กัลยาณปัญญาดั่งนี้แล้ว ชื่อว่าเสร็จธุระ อยู่จบพรหมจรรย์ เราเรียกว่าอุดมบุรุษ.”

อิติวุตตก ๒๕/๓๐๓

ที่มา http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/interest/part1.1.html

ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ๓๗ ประการ คือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หรือ “สามัคคีธรรม ๓๗” ซึ่งประกอบด้วย

สติปัฏฐาน ๔

สติปัฏฐาน ๔ (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันเอง – foundations of mindfulness)

  • กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริง ว่า เป็นเพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา – contemplation of the body; mindfulness as regards the body) ท่านจำแนกปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ 1 อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ 1 สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง 1 ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ 1 ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ 1 นวสีวถิกา พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน 9 ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น 1
  • เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา – contemplation of feelings; mindfulness as regards feelings) คือ มีสติรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
  • จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา – contemplation of mind; mindfulness as regards thoughts) คือ มีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
  • ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา – contemplation of mind-objects; mindfulness as regards ideas) คือ มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

ที่มา http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=182

ปธาน ๔

ปธาน๔ (ความเพียร – effort; exertion) หรือ สัมมัปปธาน ๔ (ความเพียรชอบ, ความเพียรใหญ่ – right exertions; great or perfect efforts).

  • สังวรปธาน (เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น – the effort to prevent; effort to avoid)
  • ปหานปธาน (เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว – the effort to abandon; effort to overcome)
  • ภาวนาปธาน (เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมี – the effort to develop)
  • อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ – the effort to maintain)

ที่มา http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=156

อิทธิบาท ๔

อิทธิบาท ๔ (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย – path of accomplishment; basis for success)

  • ฉันทะ (ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป – will; aspiration)
  • วิริยะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย -energy; effort; exertion)
  • จิตตะ (ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป – thoughtfulness; active thought)
  • วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น – investigation; examination; reasoning; testing)

ที่มา http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=213

อินทร์ย์ ๕ และ พละ ๕ 

อินทร์ย์ ๕ และ พละ ๕  (ธรรมอันเป็นกำลัง — power)

  • สัทธา (ความเชื่อ — confidence)
  • วิริยะ (ความเพียร —energy; effort)
  • สติ (ความระลึกได้ — mindfulness)
  • สมาธิ (ความตั้งจิตมั่น — concentration)
  • ปัญญา (ความรู้ทั่วชัด — wisdom; understanding)

ธรรม ๕ อย่างนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินทรีย์ ๕ (ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน — controlling faculty) ที่เรียกว่า อินทรีย์ เพราะความหมายว่า เป็นใหญ่ในการกระทำหน้าที่แต่ละอย่างๆ ของตน คือเป็นเจ้าการ ในการครอบงำเสียซึ่งความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงตามลำดับ ที่เรียกว่า พละ เพราะความหมายว่า เป็นพลังทำให้เกิดความมั่นคง ซึ่งความไร้ศรัทธาเป็นต้น แต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้

พละหมวดนี้เป็นหลักปฏิบัติทางจิตใจ ให้ถึงความหลุดพ้นโดยตรง

ที่มา http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=228

โพชฌงค์ ๗

โพชฌงค์ ๗ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ — enlightenment factors)

  • สติ (ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง —mindfulness)
  • ธัมมวิจยะ (ความเฟ้นธรรม, ความสอดส่องสืบค้นธรรม — truth-investigation)
  • วิริยะ (ความเพียร — effort; energy)
  • ปีติ (ความอิ่มใจ — zest)
  • ปัสสัทธิ (ความสงบกายสงบใจ — tranquillity; calmness)
  • สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์ —concentration)
  • อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง — equanimity)

ที่มา http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=281

มรรค ๘

มรรค ๘ หรือ อัฏฐังคิกมรรค (เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า “ทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ” — the noble Eightfold Path); องค์ 8 ของมรรค (มัคคังคะ — factors or constituents of the Path) มีดังนี้

  • สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท — Right View; Right Understanding)
  • สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัป อวิหิงสาสังกัป — Right Thought) ดู[69]กุศลวิตก 3
  • สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต 4 — Right Speech)
  • สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต 3 — Right Action)
  • สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ — Right Livelihood)
  • สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน 4 — Right Effort)
  • สัมมาสติ (ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 — Right Mindfulness)
  • สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน 4 — Right Concentration)

องค์ 8 ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ 3 ข้อต้น คือ ข้อ 3-4-5 เป็น ศีล ข้อ 6-7-8 เป็น สมาธิ ข้อ 1-2 เป็น ปัญญา ดู [124] สิกขา 3; [204] อริยสัจจ์ 4; และหมวดธรรมที่อ้างถึงทั้งหมด

มรรคมีองค์ 8 นี้ ได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค

ที่มา http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=293

สมบูรณ์ สมดุลย์

จะเห็นไว้ว่าระบบความคิด วิธีการทำงานแบบฝรั่งนั้นขาดครบถ้วน สมบูรณ์ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สมบูรณ์ นานวันเข้าจึงเกิดการเสียสมดุล เพราะมุ่งเน้นแต่การพัฒนาด้านวัตถุ ละเลย หลงลืมมิติทางด้านจิตใจไป เมื่อเมตตา คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมจรรยา ขาดหายไปจากระบบความคิด กระบวนการพัฒนา ซ้ำร้ายยังไปส่งเสริมตัวกิเลส ความโลภเข้าปัญหาจึงเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งไม่อาจลากถูกันต่อไปได้อีก

ส่วนมุมมองความคิดทางศาสนานั้นเน้นหนักไปที่การปูพื้น วางรากฐานด้านจิตใจให้มั่นคงก่อน คือ มีเมตตา คุณธรรมเป็นที่ตั้ง จำกัดควบคุมความโลภ ความต้องการทะยานอยากไม่ให้มีมากเกินไปจนเบียดเบียนตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม  ในทางพุทธศาสนานั้น หลักธรรมคำสั่งสอนต่างๆไม่ว่าจะหมวดไหน หมู่ใด จำแนกแจกแจงรายละเอียดอย่างไรก็จะต้องประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาเสมอ ขณะที่แนวทางการประพฤติปฏิบัติตนก็สรุปรวมความได้ว่าต้องประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา

เมื่อเราตามก้นฝรั่ง บริหารเศรษฐกิจแบบเอาแต่ได้ถ่ายเดียวแล้วนำมาซึ่งความทุกข์ แล้วเราจะกล้ำกลืนฝืนทนอยู่กับความทุกข์ต่อไปอีกทำไม วิธีก้าวล่วงออกจากความทุกข์คือการบริหารเศรษฐกิจด้วยการคำนึงถึงมิติที่มีความหลากหลาย ตอบสนองความต้องการของขันธ์ ๕ ให้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สมดุล ด้วยการกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ พิจารณาเหตุปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเติบโตงอกงามและเสื่อมทรุดใน ๔ ด้าน ตามหลักสติปัฏฐาน ๔

  • ตอบโจทย์ด้านกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลาย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ อากาศและสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ ที่อยู่ที่ทำกิน ฯลฯ
  • ตอบโจทย์ด้านความรู้สึก(เวทนา)ของประชาชน
  • ตอบโจทย์ด้านความคิด(จิต)ของประชาชน
  • ตอบโจทย์ด้านสัจธรรม(ธรรม) ความเป็นจริง

การวางแผนพัฒนาประเทศจึงต้องมีมิติที่รอบด้าน ครบถ้วน สมบูรณ์ มีตัวชี้วัดที่ใช้ในการควบคุมการดำเนินงานที่ถูกต้องครบถ้วนทั้งในแง่ของศีล(เทคนิค วิธีการ) สมาธิ(ความใส่ใจ ความต่อเนื่องในการทำงาน ความเพียร) และปัญญา(องค์ความรู้) จึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างถูกต้องครบถ้วนทั้งทางกายและจิต

ดังนั้น แนวทางการบริหารประเทศจึงต้องประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ ทาน(เมตตา เห็นแก่ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง) ศีล(เทคนิค วิธีการ แนวทางที่ถูกต้อง) ภาวนา(สมาธิ ตัวชี้วัด เป้าหมาย จุดเน้น) จึงจะเกิดการพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน นำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s