วัฎจักรสังคมกับโลกอาหรับ


วัฎจักรสังคมกับอารยธรรมมุสลิมในโลกอาหรับ

แปลจาก The New Golden Age ของ ดร.ระวี พัตรา

ก่อนที่เราจะไปอ่านวัฎจักรสังคมกับโลกอาหรับในมุมมองของดร.ระวี พัตราว่าเป็นอย่างไรนั้น ลำดับแรกขอให้เราได้อ่านประวัติของท่านศาสดามูฮัมหมัดในมุมมองของวิกีพีเดีย กัน เนื้อหามีดังนี้ครับ

   มุหัมมัด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นบีมุฮัมมัด หรือ มุหัมมัด (อาหรับ: محمد มีความหมายว่า ผู้ได้รับการสรรเสริญ) มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น มุสตอฟา, ฏอฮา, ยาซีน และ อะฮฺมัด

มุฮัมมัด (ศ) เป็นนบี (ศาสดา) ของศาสนาอิสลาม ในทัศนคติของอิสลาม มุฮัมมัด (ศ) เป็นศาสดาองค์สุดท้าย ที่ อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานแต่งตั้ง

เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด (ศ) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก

ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับรอหะหฺแห่งอบิสสิเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะหฺ เพื่อทำลายกะอฺบะหฺอันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอหฺได้ทรงพิทักษ์มักกะหฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุเหมือนใบไม้ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอหะหฺจึงต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด

ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้ราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิ์ เปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นพันปี นั้นต้องดับลงไปด้วย

บิดาของมุฮัมมัดคือ อับดุลลอหฺ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ แห่งเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำ ซัมซัม ริมกะอฺบะหฺ อับดุลลอหฺได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด(ศ)ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะ หฺ สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะหฺ ฺผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมมัด เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อน

เมื่อเกิดได้เพียง ไม่นาน ท่านต้องไปอาศัยกับแม่นมรับจ้างชื่อว่า ฮะลีมะหฺ แห่งเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะหฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง

มุฮัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่สิ้นชีวิต มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแลของ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกิยรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน

มุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะหฺไม่กี่ คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น

ในวัยหนุ่ม มุฮัมมัดได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ มีใจเมตตาการุณและจริงใจ จนผู้คนในสมัยนั้นให้สมญานามท่านว่า “อัลอะมีน” หรือผู้ซื่อสัตย์ แม้ผู้คนในสมัยนั้นเคารพบูชาเจว็ดและเทวรูปต่างๆ แต่มุฮัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลย เพราะครอบครัวของมุฮัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮาม) อันเป็นบรรพบุรุษของท่าน

เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของ คอดีญะหฺ เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก

เมื่ออายุ 25 ปี ท่านแต่งงานกับนาง คอดีญะหฺผู้มีอายุแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมูฮัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งน้อยนักจะมีผู้ทำเช่นนั้น (ภายหลังการปลดทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม) ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปีมีบุตรีด้วยกัน 4 คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะหฺ ท่านหญิงคอดีญะหฺเสียชีวิตปี ค.ศ. 619 ก่อนมุฮัมมัดจะลี้ภัยไปยังเมืองยัษริบ 3 ปี

เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล

เมื่ออายุ 35 ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอฺบะหฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นนำเอา อัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมี เกียรติ หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ทางประตูบะนีชัยบะหฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่า มุฮัมมัด เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลต่าง ๆ จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม

ชาวอาหรับในอาราเบียสมัยนั้นเชื่อว่า อัลลอหฺเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาลตามคำสอนดั้งเดิมของบรรพบุรุษ อาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผู้ก่อตั้งกะอฺบะหฺ แต่ในขณะเดียวกลับบูชาเทวรูปและผีสางอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเรียกว่า ชาวมุชริก นอกจากนี้ยังมีอาหรับส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์ และในยัษริบก็มีชาวยิวหลายตระกูลอาศัยอยู่อีกด้วย

เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับ วะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตสวรรค์ญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺ ตามที่ศาสดา มูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน

ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม

ในปีที่ 5 หลังสาส์นอิสลาม สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะหฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัญญาชี(เนเกช)แห่งอบิสสิเนียที่นับถือคริสต์ศาสนาก็ได้ให้การต้อน รับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจาก นางคอดีญะหฺ ผู้เป็นภรรยาและ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะ ได้สิ้นชีวิต

ปีเดียวกันศาสนทูตท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะหฺ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดเดินทางในเวลากลางคืน โดยขี่บุรอกจากมัสญิด อัลฮะรอมในมักกะหฺ สู่ มัสญิดอัลอักศอ ในปาเลสไตน์ (อิสรออ์) ขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) ในคืนนั้นอัลลอหฺทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม

ปีที่ 11 ชาวมะดีนะหฺ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาในปีที่ 12 ชาวมะดีนะหฺ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะหฺครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอหฺเพียงองค์เดียว และในปีที่ 13 มีชาวมะดีนะหฺ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะหฺ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะหฺที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะหฺ

ท่านศาสดาอพยพจากมักกะหฺโดยมีอะบูบักรฺร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้างมัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะหฺในวันศุกร์

ท่านได้ทำการ ละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะหฺ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันศอร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม

มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด

   ศาสนาอิสลาม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติศาสนาอิสลาม เริ่มขึ้นภายหลังปี ค.ศ. 632 ที่นบีมุฮัมมัดสิ้นพระชนม์ จากชุมชนมุสลิมที่นบีตั้งขึ้นแล้วในคาบสมุทรอาหรับ ในศตวรรษต่อมามีการเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในจักรวรรดิ กาหลิบรอชิดีนและช่วงราชวงศ์อุมัยยะห์ที่ศาสนาอิสลามแพร่ไปถึงทวีปยุโรปตอน ใต้ ส่วนมากชาวมุสลิมจะขยายอาณาเขตโดยการทหารและบังคับให้ประชาชนในบริเวณนั้น เข้ารีตอิสลามด้วย

หลายร้อยปีต่อมามีราชวงศ์มุสลิม ปกครองหลายประเทศทั่วโลกด้วยกัน ได้แก่ ราชวงศ์อับบาซียะห์ ราชวงศ์ฟาติมียะห์ ราชวงศ์เซลจุค ราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ และมีจักรวรรดิมุสลิมที่แผ่อาณาเขตออกไปกว้างใหญ่ไพศาล เช่น จักรวรรดิโมกุลในประเทศอินเดีย และจักรวรรดิออตโตมันในประเทศตุรกีและคาบสมุทรบอลข่าน

ปัจจุบันศาสนาอิสลามแพร่ไปทั่วโลกจากเมืองเมกกะ ไปถึง ประเทศจีน และ ประเทศอินโดนีเซีย (ซึ่งมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก) ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 มีประชากรมุสลิมด้วยกัน 1.571 พันล้านคนทั่วโลก ทำให้เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากศาสนาคริสต์

   วัฎจักรสังคมกับศาสนาอิสลาม

จาก The New Golden Age ของ ดร.ระวี พัตรา

ศาสนาอิสลามนั้นสถาปนาขึ้นโดยศาสดาศาสดามูฮัมหมัดซึ่งเกิดที่เมกกะ อาระเบีย ประมาณปี 570 เมกกะเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าขอมาดิคซึ่งในยุคนั้นสมัยนั้นอยู่ในระหว่าง ยุคของผู้ใช้แรงงานหรือไม่ก็ยุคของชนเผ่าที่อยู่ภายใต้การปกครองของนักรบ ท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล สภาพอากาศอันเลวร้ายของอาระเบียทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในทะเลยทรายต้องโยก ย้ายถิ่นฐานจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อหาอาหารและน้ำ เป็นชีวิตที่ยากลำบาก และการปะทะกันระหว่างชนเผ่าต่างๆนั้นก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ

เมื่อศาสดามูฮัมหมัดอายุได้ประมาณ 40 ปี ศาสดามูฮัมหมัดเกิดความรู้สึกอึดอัดหงุดหงิดขึ้น เขากลายเป็ฯคนที่มีความสนใจมากขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างสันโดษ และเริ่มใช้ชีวิตอุทิศเวลาไปกับการอยู่ในถ้ำแถบภูเขา Hira ที่อยู่นอกเมือง เขาเริ่มมีมุมมองความคิด มีแนวทางการใช้ชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างไปจากหลักการของศาสนา ต่อต้านสิ่งที่คนในสังคมเคารพสักการะบูชา ศาสดามูฮัมหมัดมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการแสวงหาความจริง ใช้เวลาวันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าไปกับการปลีกวิเวกอยู่ในหลืบถ้ำ วันหนึ่งในปี 610 ทูตสวรรค์ชื่อ กาเบรียล ก็ได้ปรากฏกายขึ้นและประกาศหลักสัจธรรมให้ศาสดามูฮัมหมัดได้รับทราบ เขาเชื่อว่าการเบรียลคือทูตสวรรค์ที่พระอัลเลาะห์ องค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวซึ่งเป็นผู้สร้างโลกส่งมาพบเขา พระอัลเลาะห์นั้นมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ ไม่มีที่สิ้นสุด และเปี่ยมด้วยพระเมตตา หลังจากนั้นศาสดามูฮัมหมัดจึงได้บอกกล่าวเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นให้ กับเพื่อนฝูงและคนใกล้ชิดได้รับทราบ

ศาสดามูฮัมหมัดเผยแพร่คำสั่งสอนว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ศาสดามูฮัมหมัดนั้นไม่เห็นด้วยกับสังคมนอมังดิคที่เขาอาศัยอยู่เพราะชาว เมกกะหลายกลุ่มเชื่อในเรื่องพระเจ้าหลายองค์และเคารพรูปเคารพสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เยอะแยะมากมาย ดังนั้นสังคมเมกกะขณะนั้นจึงปฏิเสธไม่ยอมรับหลักการที่ศาสดามูฮัมหมัดป่าว ประกาศเรื่องพระอัลเลาะห์คือพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว รวมทั้งหลักการเรื่องความเสมอภาคซึ่งฉีกกฎสังคม ยกฐานะของคนที่เป็นทาสให้มีสถานะทัดเทียมกับคนทั่วๆไปของสังคม

อิสลามเป็นภาษาอารบิคหมายถึงการยอมรับในพระเจ้าองค์เดียว คำสอนของศาสดามูฮัมหมัดถูกต่อต้านจากชนชั้นสูง บ่อยครั้งที่เขาถูกประณามหยามหมิ่นและขว้างปาด้วยก้อนหิน แต่ศาสดามูฮัมหมัดยังคงเดินหน้าประกาศคำสอนของตนต่อไป ความตึงเครียดในเมกกะเพิ่มสูงขึ้น เริ่มมีการวางแผนลอบสังหารศาสดามูฮัมหมัด ดังนั้นศาสดามูฮัมหมัดจึงตัดสินใจออกไปจากเมกกะและมุ่งสู่เมดินาซึ่งอยู่ ห่างออกไป 300 ไมล์

การเดินทางไปเมดินาของศาสดามูฮัมหมัดรู้จักกันดีในชื่อว่า Hijra ซึ่งเกิดขึ้นในปี 622 ปีที่ปฏิทินมุสลิมกำหนดให้เป็นปีแรกแห่งการเริ่มต้นของศาสนาอิสลาม ขุนนาง/ชนชั้นสูงของเมกกะซึ่งในขณะนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการครอบงำของผู้ นำทางศาสนาเกรงกลัวในพลังอำนาจของศาสดามูฮัมหมัดเป็นอย่างมากจึงได้ยุยงปลุก ปั่นชาวเมืองที่อยู่ระหว่างทางที่ศาสดามูฮัมหมัดเดินทางผ่านให้ต่อต้านศาสดา มูฮัมหมัดและผู้ติดตาม โดยเริ่มจากชนเผ่าเบดูอินซึ่งอยู่ข้างเคียง ความขัดแย้งเกิดขึ้นตามมาอย่างยาวนาน แต่หลักความเชื่อใหม่ก็กลายเป็นผู้ชนะ มีคนเคารพศรัทธานับถือเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่ มาก ปี 630 ศาสดามูฮัมหมัดและผู้ติดตามก็ได้ปักหลักอยู่ที่เมดินาได้สำเร็จ

ชัย ชนะที่มีเหนือเมกกะตามมาด้วยการได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในคาบสมุทร อาหรับ หลังจากการประกาศชัยชนะเหนือเมกกะได้ 2 ปี ศาสดามูฮัมหมัดก็เสียชีวิตลงในปี 632

   โลกอาหรับในยุคนักรบ

ไม่ถึงศตวรรษที่ศาสดามูฮัมหมัดมาถึงเมดินา ชนเผ่าต่างๆก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ร่มธงของศาสนาอิสลาม นี่คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในคาบสมุทรอาระเบีย และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ชาวเบดูอินซึ่งเป็นนักรบที่เข้มแข็ง เหี้ยมหาญ ดุร้าย ถูกกระตุ้นปลุกเร้าให้ศรัทธาต่อศาสนาใหม่ที่เกิดขึ้น และแผ่ขยายอิทธิพลแนวความคิดนี้ออกไปสู่ชนเผ่าอื่น

เพียง แค่ 7 ปี จากปี 634 – 641 ซีเรีย ปาเลสไตน์ อิรัก และอิหร่าน ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอิสลามที่ทรงอำนาจ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นภายใต้การโจมตี ปะทะกันด้วยการใช้กำลังทางทหารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็นชัยชนะที่ทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก นักประวัติาสตร์หลายคนต่างก็ได้ให้เหตุผลอธิบายชัยชนะที่ได้มาอย่างง่ายดาย เหนือความคาดหมายนี้ไปในทิศทางที่แตกต่างกัน นักรบอาหรับนั้นเชื่อว่าความเป็นกับความตายนั้นไม่ต่างกัน ชัยชนะคือรางวัลที่พวกเขาได้รับจากการทำสงคราม ส่วนความตายที่เกิดจากการปฏิบัติศาสนกิจของศาสนาอิสลามนั้นคือช่องทางที่จะ นำพาพวกเขาไปสู่สรวงสวรรค์ และด้วยหลักคำสอนนี้เองที่นำไปสู่การเข่นฆ่า สังหารชนกลุ่มน้อยต่างๆในชาติที่พวกเขาเข้าไปยึดครองได้เป็นผลสำเร็จ

นอกจากนั้นแล้วยังมีอีกหนึ่งเหตุผลลึกๆที่ทำให้ศาสนาอิสลามแผ่ขยายไปในวงกว้าง ได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ การเข่นฆ่าสังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยมของขุนนาง ชนชั้นปกครองนั่นเอง ด้วยพลังแห่งอำนาจ ความเข้มแข็งห้าวหาญ และการอ้างอิงคำสอนจากหลักการทางศาสนาเกี่ยวกับความตายภายใต้ภารกิจของศาสนา นำมาซึ่งอานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพ ทำให้เกิดกองทัพที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับช่วงของการ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมที่นำมาซึ่งการเข่นฆ่า ล้างเผ่านพันธุ์ผู้คนภายหลังจากการได้รับชัยชนะเหนืออาณาเขตดินแดนที่เกิด ขึ้นในยุคหลังของนักรบโซโลแอสเตอร์หรือศาสนาพุทธและคริสต์นั่นเอง

กาหลิบคือผู้สืบทอดศาสนาของศาสดามูฮัมหมัด ยุคแรกๆนั้นกาหลิบมาจากการเลือกตั้ง ผู้ปกครองมุสลิม 4 คนแรกก็คือลูกศิษย์สายตรงของศาสดามูฮัมหมัดซึ่งได้รับการพิจารณาให้ดำรง ตำแหน่งการหลิบอย่างถูกต้องชอบธรรม คนแรก คือ อาบู อาบา ส่วนคนสุดท้ายคือ อาลี ซึ่งเป็นบุคคลที่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงกันเป็นพิเศษ

อาลีนั้นเป็นคนที่มีความสามารถเป็นอย่างมากในการเจรจาโน้มน้าวจิตใจผู้คน และมีความรู้ในเรื่องของศาสนามุสลิมเป็นอย่างยิ่ง การแตกแยกของชาวมุสลิมนั้นเกิดขึ้นหลังจากการลอบสังหารอาลีในปี 661 ศิษยานุศิษย์ที่เคียดค้าจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้แยกตัวออกมาจากกลุ่มมุสลิม อื่นซึ่งเรียกว่า ซุนหนี่ (Sunnis) นี่คือจุดเริ่มต้นของศาสนาอิสลามนิกายชีอะ (Shia) พวกเขาเชื่อว่ากาหลิบหรืออิหม่ามนั้นเป็นได้เฉพาะอาลีและผู้สืบทอดของอาลี เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ผู้ใกล้ชิดและทายาทของอาลีเชื่อ อิหม่ามตามความเชื่อของชาวชีอะ (Shiites)นั้นก็คือผู้ที่จะต้องไม่ทำอะไรผิดพลาด เป็นคนที่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงและสอนในสิ่งที่ทูตสวรรค์ได้บอกกล่าวออก มา โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาก่อนหน้านี้นั้น ชาวชีอะก็จะเคารพและปฏิบัติตามเฉพาะในสิ่งที่อิหม่ามประพฤติปฏิบัติในทาง ศาสนาเท่านั้น เป็นที่ชัดเจนว่าความเชื่อของพวกเขาได้ถูกทำลายลงไปด้วยอำนาจของกาหลิบ และตามมาด้วยการประหัตประหารเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมเป็นเวลาหลายปี

การแตกแยกของชาวมุสลิมเป็น 2 นิกายคือชีอะและสุนหนี่ในยุคปัจจุบันก็คือปัจจัยหลัก ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นภายในประเทศอิรัก และก็จะส่งผลลุกลามขยายวงกว้างกลายเป็นปัญหาของโลก ในอนาคตเนื่องจากทั้ง 2 นิกายนั้นไม่มีใครยอมใคร ประนีประนอมกันไม่ได้เพราะรากเหง้าของปัญหานั้นซึมลึกมาจากเหตุการณ์ในอดีต

ภายหลังการตายของอาลี กาหลิบกลายเป็นตำแหน่งที่มีการสืบทอดตามสายเลือด เริ่มจากราชวงศ์อุเมยาด(Umayyad) เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุนก็ได้ย้ายจากเมดินาในอาระเบียไปยังดามากัสในซีเรีย กาหลิบกลายเป็นผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดแต่เพียงผู้เดียวของอาณาจักรอันกว้าง ใหญ่ไพศาล ครอบคลุมทั้งอาระเบีย อียิปต์ อิรัก และเปอร์เซีย นี่คืออาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในยุคสมัยของนักรบแห่งสังคมมุสลิม เมื่อกองทัพนำมาซึ่งเกียรติยศ ความภาคภูมิใจให้แก่ประชาชน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมการเมืองของชาวมุสลิมจะตกอยู่ภายใต้ อิทธิพลของมุมมองความคิด สภาพจิตใจอันเข้มแข็งห้าวหาญของนักรบมาแต่ยุคเริ่มต้น ผู้ปกครองอาณาจักรอาหรับก็ได้สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นชนชั้นขุนนาง อำมาตย์ มีสถานภาพทางสังคมที่สูงขึ้น แสวงหายศศักดิ์ทางการทหาร ชาวมุสลิมที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในหลักศาสนาซึ่งเรียกว่าอุเลมะ(Ulema)ก็ ได้รับความคาดหวังจากสังคมเฉกเช่นที่เกิดขึ้นกับศาสนาคริสต์ กลายเป็นชนชั้นกลางของสังคมที่ได้รับการคาดหวังจากลอร์ดและกษัตริย์ อุเลมะรู้จักกันโดยทั่วไปว่ามุลลาห์ส(Mullahs)หรืออิหม่ามในชาติมุสลิมบาง ประเทศ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของชาติ มุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐว่าจะดำเนินไปในทิศ ทางใด คำสอนของอิหม่ามนั้นเป็นได้ทั้งการยุยงปลุกปั่นหรือทำให้ฝูงชนอยู่ในความสงบ ในการติดต่อเจรจากับนานาชาติ

   วัฎจักรสังคมกับศาสนาอิสลาม

จาก The New Golden Age ของ ดร.ระวี พัตรา

ศาสนาอิสลามนั้นสถาปนาขึ้นโดยศาสดาศาสดามูฮัมหมัดซึ่งเกิดที่เมกกะ อาระเบีย ประมาณปี 570 เมกกะเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าขอมาดิคซึ่งในยุคนั้นสมัยนั้นอยู่ในระหว่าง ยุคของผู้ใช้แรงงานหรือไม่ก็ยุคของชนเผ่าที่อยู่ภายใต้การปกครองของนักรบ ท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล สภาพอากาศอันเลวร้ายของอาระเบียทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในทะเลยทรายต้องโยก ย้ายถิ่นฐานจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อหาอาหารและน้ำ เป็นชีวิตที่ยากลำบาก และการปะทะกันระหว่างชนเผ่าต่างๆนั้นก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ

เมื่อศาสดามูฮัมหมัดอายุได้ประมาณ 40 ปี ศาสดามูฮัมหมัดเกิดความรู้สึกอึดอัดหงุดหงิดขึ้น เขากลายเป็ฯคนที่มีความสนใจมากขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างสันโดษ และเริ่มใช้ชีวิตอุทิศเวลาไปกับการอยู่ในถ้ำแถบภูเขา Hira ที่อยู่นอกเมือง เขาเริ่มมีมุมมองความคิด มีแนวทางการใช้ชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างไปจากหลักการของศาสนา ต่อต้านสิ่งที่คนในสังคมเคารพสักการะบูชา ศาสดามูฮัมหมัดมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการแสวงหาความจริง ใช้เวลาวันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าไปกับการปลีกวิเวกอยู่ในหลืบถ้ำ วันหนึ่งในปี 610 ทูตสวรรค์ชื่อ กาเบรียล ก็ได้ปรากฏกายขึ้นและประกาศหลักสัจธรรมให้ศาสดามูฮัมหมัดได้รับทราบ เขาเชื่อว่าการเบรียลคือทูตสวรรค์ที่พระอัลเลาะห์ องค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวซึ่งเป็นผู้สร้างโลกส่งมาพบเขา พระอัลเลาะห์นั้นมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ ไม่มีที่สิ้นสุด และเปี่ยมด้วยพระเมตตา หลังจากนั้นศาสดามูฮัมหมัดจึงได้บอกกล่าวเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นให้ กับเพื่อนฝูงและคนใกล้ชิดได้รับทราบ

ศาสดามูฮัมหมัดเผยแพร่คำสั่งสอนว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ศาสดามูฮัมหมัดนั้นไม่เห็นด้วยกับสังคมนอมังดิคที่เขาอาศัยอยู่เพราะชาว เมกกะหลายกลุ่มเชื่อในเรื่องพระเจ้าหลายองค์และเคารพรูปเคารพสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เยอะแยะมากมาย ดังนั้นสังคมเมกกะขณะนั้นจึงปฏิเสธไม่ยอมรับหลักการที่ศาสดามูฮัมหมัดป่าว ประกาศเรื่องพระอัลเลาะห์คือพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว รวมทั้งหลักการเรื่องความเสมอภาคซึ่งฉีกกฎสังคม ยกฐานะของคนที่เป็นทาสให้มีสถานะทัดเทียมกับคนทั่วๆไปของสังคม

อิสลามเป็นภาษาอารบิคหมายถึงการยอมรับในพระเจ้าองค์เดียว คำสอนของศาสดามูฮัมหมัดถูกต่อต้านจากชนชั้นสูง บ่อยครั้งที่เขาถูกประณามหยามหมิ่นและขว้างปาด้วยก้อนหิน แต่ศาสดามูฮัมหมัดยังคงเดินหน้าประกาศคำสอนของตนต่อไป ความตึงเครียดในเมกกะเพิ่มสูงขึ้น เริ่มมีการวางแผนลอบสังหารศาสดามูฮัมหมัด ดังนั้นศาสดามูฮัมหมัดจึงตัดสินใจออกไปจากเมกกะและมุ่งสู่เมดินาซึ่งอยู่ ห่างออกไป 300 ไมล์

การเดินทางไปเมดินาของศาสดามูฮัม หมัดรู้จักกันดีในชื่อว่า Hijra ซึ่งเกิดขึ้นในปี 622 ปีที่ปฏิทินมุสลิมกำหนดให้เป็นปีแรกแห่งการเริ่มต้นของศาสนาอิสลาม ขุนนาง/ชนชั้นสูงของเมกกะซึ่งในขณะนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการครอบงำของผู้ นำทางศาสนาเกรงกลัวในพลังอำนาจของศาสดามูฮัมหมัดเป็นอย่างมากจึงได้ยุยงปลุก ปั่นชาวเมืองที่อยู่ระหว่างทางที่ศาสดามูฮัมหมัดเดินทางผ่านให้ต่อต้านศาสดา มูฮัมหมัดและผู้ติดตาม โดยเริ่มจากชนเผ่าเบดูอินซึ่งอยู่ข้างเคียง ความขัดแย้งเกิดขึ้นตามมาอย่างยาวนาน แต่หลักความเชื่อใหม่ก็กลายเป็นผู้ชนะ มีคนเคารพศรัทธานับถือเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่ มาก ปี 630 ศาสดามูฮัมหมัดและผู้ติดตามก็ได้ปักหลักอยู่ที่เมดินาได้สำเร็จ

ชัยชนะที่มีเหนือเมกกะตามมาด้วยการได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในคาบสมุทร อาหรับ หลังจากการประกาศชัยชนะเหนือเมกกะได้ 2 ปี ศาสดามูฮัมหมัดก็เสียชีวิตลงในปี 632

   โลกอาหรับในยุคนักรบ

ไม่ถึงศตวรรษที่ศาสดามูฮัมหมัดมาถึงเมดินา ชนเผ่าต่างๆก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ร่มธงของศาสนาอิสลาม นี่คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในคาบสมุทรอาระเบีย และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ชาวเบดูอินซึ่งเป็นนักรบที่เข้มแข็ง เหี้ยมหาญ ดุร้าย ถูกกระตุ้นปลุกเร้าให้ศรัทธาต่อศาสนาใหม่ที่เกิดขึ้น และแผ่ขยายอิทธิพลแนวความคิดนี้ออกไปสู่ชนเผ่าอื่น

เพียงแค่ 7 ปี จากปี 634 – 641 ซีเรีย ปาเลสไตน์ อิรัก และอิหร่าน ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอิสลามที่ทรงอำนาจ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นภายใต้การโจมตี ปะทะกันด้วยการใช้กำลังทางทหารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็นชัยชนะที่ทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก นักประวัติาสตร์หลายคนต่างก็ได้ให้เหตุผลอธิบายชัยชนะที่ได้มาอย่างง่ายดาย เหนือความคาดหมายนี้ไปในทิศทางที่แตกต่างกัน นักรบอาหรับนั้นเชื่อว่าความเป็นกับความตายนั้นไม่ต่างกัน ชัยชนะคือรางวัลที่พวกเขาได้รับจากการทำสงคราม ส่วนความตายที่เกิดจากการปฏิบัติศาสนกิจของศาสนาอิสลามนั้นคือช่องทางที่จะ นำพาพวกเขาไปสู่สรวงสวรรค์ และด้วยหลักคำสอนนี้เองที่นำไปสู่การเข่นฆ่า สังหารชนกลุ่มน้อยต่างๆในชาติที่พวกเขาเข้าไปยึดครองได้เป็นผลสำเร็จ

นอกจากนั้นแล้วยังมีอีกหนึ่งเหตุผลลึกๆที่ทำให้ศาสนาอิสลามแผ่ขยายไปในวงกว้าง ได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ การเข่นฆ่าสังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยมของขุนนาง ชนชั้นปกครองนั่นเอง ด้วยพลังแห่งอำนาจ ความเข้มแข็งห้าวหาญ และการอ้างอิงคำสอนจากหลักการทางศาสนาเกี่ยวกับความตายภายใต้ภารกิจของศาสนา นำมาซึ่งอานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพ ทำให้เกิดกองทัพที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับช่วงของการ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมที่นำมาซึ่งการเข่นฆ่า ล้างเผ่านพันธุ์ผู้คนภายหลังจากการได้รับชัยชนะเหนืออาณาเขตดินแดนที่เกิด ขึ้นในยุคหลังของนักรบโซโลแอสเตอร์หรือศาสนาพุทธและคริสต์นั่นเอง

กาหลิบคือผู้สืบทอดศาสนาของศาสดามูฮัมหมัด ยุคแรกๆนั้นกาหลิบมาจากการเลือกตั้ง ผู้ปกครองมุสลิม 4 คนแรกก็คือลูกศิษย์สายตรงของศาสดามูฮัมหมัดซึ่งได้รับการพิจารณาให้ดำรง ตำแหน่งการหลิบอย่างถูกต้องชอบธรรม คนแรก คือ อาบู อาบา ส่วนคนสุดท้ายคือ อาลี ซึ่งเป็นบุคคลที่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงกันเป็นพิเศษ

อาลีนั้นเป็นคนที่มีความสามารถเป็นอย่างมากในการเจรจาโน้มน้าวจิตใจผู้คน และมีความรู้ในเรื่องของศาสนามุสลิมเป็นอย่างยิ่ง การแตกแยกของชาวมุสลิมนั้นเกิดขึ้นหลังจากการลอบสังหารอาลีในปี 661 ศิษยานุศิษย์ที่เคียดค้าจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้แยกตัวออกมาจากกลุ่มมุสลิม อื่นซึ่งเรียกว่า ซุนหนี่ (Sunnis) นี่คือจุดเริ่มต้นของศาสนาอิสลามนิกายชีอะ (Shia) พวกเขาเชื่อว่ากาหลิบหรืออิหม่ามนั้นเป็นได้เฉพาะอาลีและผู้สืบทอดของอาลี เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ผู้ใกล้ชิดและทายาทของอาลีเชื่อ อิหม่ามตามความเชื่อของชาวชีอะ (Shiites)นั้นก็คือผู้ที่จะต้องไม่ทำอะไรผิดพลาด เป็นคนที่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงและสอนในสิ่งที่ทูตสวรรค์ได้บอกกล่าวออก มา โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาก่อนหน้านี้นั้น ชาวชีอะก็จะเคารพและปฏิบัติตามเฉพาะในสิ่งที่อิหม่ามประพฤติปฏิบัติในทาง ศาสนาเท่านั้น เป็นที่ชัดเจนว่าความเชื่อของพวกเขาได้ถูกทำลายลงไปด้วยอำนาจของกาหลิบ และตามมาด้วยการประหัตประหารเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมเป็นเวลาหลายปี

การแตกแยกของชาวมุสลิมเป็น 2 นิกายคือชีอะและสุนหนี่ในยุคปัจจุบันก็คือปัจจัยหลัก ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นภายในประเทศอิรัก และก็จะส่งผลลุกลามขยายวงกว้างกลายเป็นปัญหาของโลก ในอนาคตเนื่องจากทั้ง 2 นิกายนั้นไม่มีใครยอมใคร ประนีประนอมกันไม่ได้เพราะรากเหง้าของปัญหานั้นซึมลึกมาจากเหตุการณ์ในอดีต

ภายหลังการตายของอาลี กาหลิบกลายเป็นตำแหน่งที่มีการสืบทอดตามสายเลือด เริ่มจากราชวงศ์อุเมยาด(Umayyad) เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุนก็ได้ย้ายจากเมดินาในอาระเบียไปยังดามากัสในซีเรีย กาหลิบกลายเป็นผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดแต่เพียงผู้เดียวของอาณาจักรอันกว้าง ใหญ่ไพศาล ครอบคลุมทั้งอาระเบีย อียิปต์ อิรัก และเปอร์เซีย นี่คืออาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในยุคสมัยของนักรบแห่งสังคมมุสลิม เมื่อกองทัพนำมาซึ่งเกียรติยศ ความภาคภูมิใจให้แก่ประชาชน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมการเมืองของชาวมุสลิมจะตกอยู่ภายใต้ อิทธิพลของมุมมองความคิด สภาพจิตใจอันเข้มแข็งห้าวหาญของนักรบมาแต่ยุคเริ่มต้น ผู้ปกครองอาณาจักรอาหรับก็ได้สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นชนชั้นขุนนาง อำมาตย์ มีสถานภาพทางสังคมที่สูงขึ้น แสวงหายศศักดิ์ทางการทหาร ชาวมุสลิมที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในหลักศาสนาซึ่งเรียกว่าอุเลมะ(Ulema)ก็ ได้รับความคาดหวังจากสังคมเฉกเช่นที่เกิดขึ้นกับศาสนาคริสต์ กลายเป็นชนชั้นกลางของสังคมที่ได้รับการคาดหวังจากลอร์ดและกษัตริย์ อุเลมะรู้จักกันโดยทั่วไปว่ามุลลาห์ส(Mullahs)หรืออิหม่ามในชาติมุสลิมบาง ประเทศ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของชาติ มุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐว่าจะดำเนินไปในทิศ ทางใด คำสอนของอิหม่ามนั้นเป็นได้ทั้งการยุยงปลุกปั่นหรือทำให้ฝูงชนอยู่ในความสงบ ในการติดต่อเจรจากับนานาชาติ

   โลกอาหรับในยุคปัญญาชน

กลางศตวรรษที่ 8 ในปี 750 ราชวงศ์อุเมยาด(Umayyads)ก็สิ้นสุดลงโดยมีราชวงศ์แอบบาสิด(Abbasid)ก้าวขึ้น มาแทนที่ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ย้ายจากเมืองดามัสกัสไปสู่แบกแดด

กาหลิบในยุค ปัญญาชนไม่เหมือนกาหลิบในยุคนักรบ หลังการตายของศาสดามูฮัมหมัด กาหลิบคือทายาทผู้สืบทอดในการเป็นผู้ส่งสาส์นจากพระผู้เป็นเจ้า หลังจากมุมมองของนักรบ นักการทหาร และมุมมองแบบทางโลกได้สอดประสาน หลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลมกลืน กาหลิบก็ได้กลายเป็นศูนย์รวมของศรัทธา ความเชื่อ อยู่ในฐานะที่สามารถบัญชาการได้ กลายเป็นผู้บัญชาการของกองทัพแห่งศรัทธา เป็นผู้ถือพระบัญชา อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ชัยชนะในสายตาของกาหลิบผู้ปกครองนั้น กาหลิบเห็นว่าขึ้นอยู่กับการปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักชาระอะ(Sharia)ซึ่ง เป็นหลักการขั้นพื้นฐานจากคัมภีร์กุรอานที่ครูสอนศาสนานำมาสอน โดยถือว่าหลักชารีอะนั้นคือกฎการลงโทษอันศักดิ์สิทธิ์

เพื่อให้ได้รับชัยชนะและการยอมรับอย่างถูกต้องตามกฎหมายในการล้มล้างราชวงศ์อุมา ยาด ราชวงศ์แอบบาสิดได้ตั้งตนเองขึ้นเป็นผู้พิชิตแห่งอิสลาม นั่นคือการยอมรับหลักชารีอะเป็นหลักการขั้นพื้นฐานในการปกครอง รวมทั้งใช้ศรัทธาความเชื่อเรื่องชัยชนะจากหลักศาสนามาเป็นแนวทางความคิดของ การเป็นกาหลิบทำให้กาหลิบในยุคราชวงศ์แอบบาสิดกลายเป็นเงาของพระผู้เป็นเจ้า บนผืนปฐพี(Shadow of God on earth) ต่อมากาหลิบก็ได้กลายเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ในท้ายที่ สุด

อาณาจักรอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจากการปกป้องของกอง ทัพอันเกรียงไกร นำพาสันติภาพมาสู่ดินแดนและชนเผ่าต่างๆ โลกมุสลิมในห้วงขณะนี้มุ่งไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ผู้ปกครองแห่งราชวงศ์แอบบาสิดได้สร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการ เพาะปลูก ทำการเกษตร ทำให้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าทั้งด้านช่างฝีมือและการสร้างบ้าน ชาวมุสลิมมีการติดต่อทำมาค้าขายกับเมืองขึ้นทั้งอียิปต์ ซีเรีย และอิหร่าน เศรษฐกิจเกิดการขยายตัวขนานใหญ่ การค้าระหว่างอาณาจักรและความเจริญรุ่งเรือทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองซึ่งมั่งคั่งร่ำรวยกันถ้วนหน้า

เมื่อ กาหลิบแห่งราชวงศ์แอบบาสิดมีอำนาจที่เข้มแข็งมั่นคงมากขึ้น อูเลมะ(Ulema)ก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมบงการของกาหลิบ ต่อมาอำนาจทางการเมืองของกาหลิบก็เสื่อมถอยลงไป หลักศาสนาซึ่งใช้เป็นพื้นฐานในการปกครองก็เข้มแข็งมากขึ้น อูเลมะก็กลับมามีบทบาทมากขึ้น อำนาจวนไปเวียนมาอยู่ในมือของปัญญาชน โลกของมุสลิมโดยทั่วไปแล้วนั้นกาหลิบก็เปรียบเสมือนสันตปาปาในสังคมตะวันตก คือเป็นศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์กลางแห่งความเคารพศรัทธา ดังนั้นจุดเริ่มต้นของยุคปัญญาชนในอารยธรรมมุสลิมก็คือช่วงเวลาที่ผู้นำทาง ศาสนามีอำนาจเหนือกลุ่มนักรบนั่นเอง

โลกมุสลิมในช่วงนี้ก็คือช่วงเวลาที่ปัญญาชนได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ปกครองดูแลสังคม ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจได้ย้ายไปสู่แบกแดดซึ่งครั้งหนึ่งนั้นก็คืออาณาจักร เปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดมีอำนาจในการบริหารก็คือชาวอิรักและอิหร่าน ต่อมาอำนาจทางการบริหารก็ได้ตกไปอยู่ในมือของขุนนาง ข้าราชการ หรือนายกรัฐมนตรีซึ่งก็คือกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้ลดบทบาท อำนาจ และเกียรติยศชื่อเสียงของกาหลิบผู้ปกครองของตนเองนั่นเอง บุคคลที่ได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงโดดเด่น โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในยุคราชวงศ์แอบบาสิดก็คือ ฮารัน อัล ราชิด(Harun al- Rashid)ซึ่งเป็นคนที่แต่งตั้งปัญญาชนที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริตมาช่วยตนเองทำงานในการบริหารราชอาณาจักร ราชิดได้จัดตั้งทำเนียบขุนนาง(the office of wazir)ขึ้น ขุนนางคนแรกคือยายา(Yahya)

โดยพื้นฐานแล้วขุนนางก็คือปัญญาชนที่เป็นผู้บังคับบัญชาบรรดาข้าราชการ เป็นคนที่ได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี และเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีความโดดเด่นในหลายๆด้าน ในทางทฤษฎี กาหลิบคือบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองการปกครองในโลกมุสลิม แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว อำนาจทางการบริหารได้ถูกแบ่งออกมาให้อยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี/มหา อุปราช/สมุหนายก ดังนั้นนายกรัฐมนตรีนี้นั่นเองจึงถือได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงทาง การเมืองการปกครองเพราะนายกรัฐมนตรีก็มักจะแต่งตั้งญาติพี่น้อง คนในครอบครัวของตนเองเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการบริหารระดับสูง บรรดาขุนนางต่างๆเหล่านี้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ด้วยตนเองยกเว้นกรณี ที่เป็นเรื่องสำคัญๆจึงจะนำเสนอขอคำปรึกษาแนะนำจากกาหลิบ แต่เมื่อกาลเวลาได้ผ่านล่วงไปได้สักระยะหนึ่งกาหลิบก็มักจะมีความเห็นคล้อย ตามความคิดของขุนนางที่นำเรื่องขึ้นมากราบทูลขอคำปรึกษา/วินิจฉัย

ฮารันราชิดนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักมากกว่าบรรดาที่ปรึกษาของเขา แต่ในความเป็นจริงแล้วในยุคสมัยเดียวกันนั้นก็มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตทางการ เงิน การบริหารราชการที่มีความรู้ความสามารถอีกเป็นจำนวนมาก เหมือนกับในยุคสมัยของโรนัล เรแกน และจอร์จ ดับเบิลยู บุชที่มีอลัน กรีนสแปนเป็นผู้กำหนดนโยบายอยู่หลักฉาก ทำหน้าที่เฉกเช่นเดียวกันกับนิคโคลโล แมคคีอาเวลลี่ และอเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัลเคยทำนั่นเอง

เมื่อฮารัลราชิดเสียชีวิตลง กลุ่มขุนนางราชบัณฑิตก็ยังคงความโดดเด่นเอาไว้ได้อยู่ นายกรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งอีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมุสลิมคือ ฮิลัล อัส ซาบี(Hilal as-Sabi) บัณฑิตผู้มั่งคั่งอย่างที่หาผู้เปรียบมิได้ เริ่มแรกอัสซาบีนั้นทำงานให้กับตระกูลบามัก(the Barmak family)ซึ่งมีคฤหาสถ์อันหรูหราใหญ่โตในเมืองแบกแดด ตระกูลบามักนั้นเป็นพวกมือหนัก จ่ายเงินให้บริวารพวกพ้องแบบไม่อั้น เท่าไหร่เท่ากันไม่มีเสียดาย กลุ่มนักปราชญ์ราชบัณฑิตมีอำนาจปกครองสังคมอาหรับมาจนถึงสิ้นศตวรรษที่ 8 สังคมตั้งความหวังเอาไว้กับตระกูลบามักสูงมาก ภายใต้การปกครองของราชวงศ์แอบบาสิด หลักชารีอะได้รับการยอมรับ รัฐบาลของราชวงศ์แอบบาสิดปกครองบ้านเมืองบนพื้นฐานของหลักการที่มาจาก คัมภีร์กุรอาน(Koranic principles) W.M.Watt นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษเรียกว่า “รัฐธรรมนูญแบบศาสนบัญญัติ” (religious institution) เป็นหลักการที่มีอิทธิพลต่อการปกครองบริหารบ้านเมืองในขณะนั้น

   โลกอาหรับในยุคฟิวดัลและทุนนิยม

ความเจริญกับความเสื่อมเป็นของคู่กัน สังคมอาหรับภายใต้การปกครองของกลุ่มปัญญาชนภายใต้ราชวงศ์แอบบาสิดซึ่งเริ่ม ต้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 786 ก็เช่นเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจค่อยๆชะลอตัวและเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆหลังการประกาศเอกราชของ อียิปต์ โมร็อคโค เปอร์เซียตะวันออก และซีเรีย ส่งผลให้ความมั่งคั่งอันเกิดจากเครื่องราชบรรณาการที่เคยได้รับจากเมืองขึ้น ต่างๆลดน้อยลง กาหลิบในยุคนั้นจึงต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการยินยอมให้หัวเมืองต่างๆมี กองทัพเป็นของตนเอง นำระบบศักดินาที่ดินมาใช้ในการปกครอง

ระบบศักดินาที่ดินในดินแดนอาหรับนี้เรียกกันว่า “อิคตา” (iqta) ในระยะแรกที่มีการนำระบบศักดินาเหนือที่ดินมาใช้กันก็นำมาใช้กับวงศานุวงศ์ ของกาหลิบและคณะมนตรี(เสนาบดี)เท่านั้น จนกระทั่งก้าวสู่สมัยของกาหลิบอัล-มุตาวากิล(al-Mutawakkil)ซึ่งปกครองดิน แดนอาหรับช่วงค.ศ.847-861 จึงได้เริ่มมีการนำระบบศักดินาที่ดินมาใช้เป็นการทั่วไป และใช้เป็นรางวัลให้แก่ทหารหาญเพื่อดึงดูดใจทหารกล้าให้รับราชการในกองทัพ ต่อไป จากนั้นก็ได้มีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในทางการบริหารบ้านเมืองเพื่อขยาย อาณาเขตดินแดนภายใต้อาณัติการปกครองให้กว้างขวางมากขึ้นจนกลายเป็นระบบ ฟิวดัลสิสม์(feudalism)ในเวลาต่อมา

เมื่อได้มีการริ เริ่มนำระบบอิคตามาใช้นั้น ระบบอิคตาก็ได้แผ่ขยายไปทั่วสังคมมุสลิมรวมถึงอียิปต์และสเปนด้วย เมื่อศตวรรษที่ 9 ผ่านพ้นไป ระบบเศรษฐกิจของสังคมมุสลิมก็ก้าวเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างชัดเจน เหล่าปัญญาชนที่บริหารปกครองบ้านเมืองก็ได้กลายเป็นเครื่องมือของกาหลิบท รราชย์ไป อาณาจักรมุสลิมนับวันมีแต่จะเสื่อมทรามลงไปเรื่อยๆ อำนาจของกาหลิบถดถอยลงเหลือเพียงแค่ฐานะของการเป็นหุ่นเชิดและสัญลักษณ์ของ การเป็นผู้นำทางศาสนาของอาณาจักรมุสลิมเท่านั้นเอง

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือ ค.ศ.945 ผู้นำทางการทหารจากอิหร่านทางตะวันออกเข้าควบคุมแบกแดด และก่อตั้งราชวงศ์บายิด(Buyid Dynasty)ขึ้น กาหลิบกลายเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดในเงื้อมมือของผู้ปกครองในราชวงศ์บายิดเท่า นั้น แต่ยังคงเป็นผู้นำสูงสุดของอาณาจักรอิสลามได้อยู่(the supreme sovereign of Islam) คนส่วนใหญ่ในสังคมอาหรับยังคงเห็นกาหลิเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าบนผืน ภิภพอยู่(God’s emissary on earth)

ระบบอิคตายังคงขยายตัวออกไปเรื่อยๆ กองทัพของราชวงศ์บายิดใช้การมอบกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินแก่ทหารในกองทัพโดยทาง ราชวงศ์มีการควบุคมเพียงแค่การกำหนดอาณาเขตดินแดนให้อยู่ภายใต้ราชอาณาจักร เท่านั้น อาณาจักรมุสลิมภายใต้การปกครองของราชวงศ์บายิดกลับสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง เส้นทางการค้าที่เคยถูกยกเลิกหรือร้างราก็กลับมาถูกใช้งานกันอีกครั้ง แต่ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความโลภของกาหลิบและชน ชั้นปกครอง ทรัพย์สินที่หามาได้ก็ยังไม่มากพอที่จะสนับสนุนค้ำจุนกองทัพได้ อำนาจได้ถูกผ่องถ่ายไปอยู่ในมือของศักดินาเจ้าที่ดินที่อยู่หัวเมืองแดนไกล ห่างจากเมืองหลวง กำลังทหารที่ศักดินาเจ้าที่ดินมีอยู่ในมือก็พร้อมให้การสนับสนุนก่อการจราจล ทำสงครามกลางเมือง รอแค่อาณัติสัญญาณ จังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ที่ดินได้นำมาซึ่งความมั่งคั่งและอำนาจทางการเมือง เป็นเครื่องมือสำหรับหล่อเลี้ยงบำรุงกองทัพไปแล้ว

ค.ศ.1050 โดยประมาณ ราชวงศ์บายิดก็ถูกโค่นล้มลงไปโดยราชวงศ์เซลชุคส์(Seljuks)จากเปอร์เซีย ราชวงศ์เซลชุคส์ประสบความสำเร็จในการรวบรวมดินแดนขยายอาณาจักรให้ไหญ่ขึ้น แต่ราชวงศ์เซลชุคส์ก็ทำแค่การขยายระบบอิคตาและทำให้ระบบฟิวดัลหยั่งรากฝัง ลึกลงไปมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น จากนั้นเจ้าที่ดินศักดินาก็พัฒนาต่อยอดด้วยการเก็บส่วยอากรจากชาวไร่ ชาวนาเพื่อนำมาเป็นรายได้ใช้ในการบริหารท้องถิ่นและส่งเข้าส่วนกลาง ระบบนี้เรียกว่า farming iqtas พัฒนาขึ่นมาเพื่อหารายได้ให้กับรัฐบาลให้มากที่สุดส่งผลให้ระบบ military iqtas แบบเดิมๆค่อยๆเสื่อมความนิยมลงไป จากนั้นระบบ farming iqtas ก็ค่อยๆได้รับการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆจนมีความหลากหลาย เบอร์นาร์ด เลวิส กล่าวว่า “กองทัพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของสุลต่านประกอบด้วยทหารเกณฑ์และทหารกองประจำ การที่ได้รับการสนับสนุนจากระบบที่ดินและการจัดเก็บรายได้จากระบบอิคตาที่ ส่งมายังสุลต่าน”

ที่ดินจึงกลายเป็นที่มาของอำนาจและยศฐาบรรดาศักดิ์ กองทัพอันเกรียงไกรเหยียบย่ำไปทั่วทุกสารทิศพิชิตอาณาเขตดินแดนที่มีกองทัพ อ่อนแอกว่า ระบบ farming iqta แผ่ขยายไปทั่วดินแดนมุสลิมช่วงศตวรรษที่ 11 – 12 ทหารถูกความคิดแบบนายทุนเข้าครอบงำจิตใจและมีบทบาทสูงมากในสังคม น้อยคนนักที่จะรอบรู้เชี่ยวชาญชำนาญการศึกแต่ทหารในสังกัดกลับมีมากมาย เงินตราอยู่ในรูปของโลหะมีค่าและเหรียญกษาปณ์ซึ่งถูกนำมาใช้ในช่วงสั้นๆ ขุนนาง ข้าราชการที่มีความรู้ มีการศึกษานั้นชื่นชอบในอิคตามากกว่า ส่งผลให้ระบบฟิวดัลสิสม์แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

ผู้คนจำนวนมากหันมาสนใจ ใส่ใจในภาคการเกษตร ทำสวนผลไม้ในที่ดินของตนเอง เมืองศูนย์กลางและอุตสาหกรรมจึงถดถอยลงไปจากเดิม ธุรกิจการเกษตรผลักดันให้ทหารผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจ เป็นพ่อค้าวาณิชกันเพิ่มมากขึ้น สุลต่านและกองทัพต้องใช้สินสงครามมาเป็นรางวัลจูงใจให้กับทหารที่ได้รับชัย ชนะจากการสู้รบ ความรู้สึกนึกคิดแบบนายทุน พ่อค้าวาณิชย์ค่อยๆครอบงำสังคมอย่างช้าๆและนำมาซึ่งยุคแรงงาน เลวิสกล่าวว่า “สงครามศาสนาซึ่งมีการเข้าสู่สรวงสวรรค์เป็นรางวัลตอบแทนค่อยๆถูกแทนที่ด้วย ผลกำไรแบบโลกๆ” (Even the warrior of Jihad was often moved rather by consideration of earthly profit than of heavenly reward)

ราชวงศ์เซลจุค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ราชวงศ์เซลจุค หรือ เซลจุคตุรกี (อังกฤษ: Seljuq dynasty หรือ Seljuq Turks) “เซลจุค” (หรือ “Seldjuks” “Seldjuqs” “Seljuks” ตุรกี: Selçuklular, เปอร์เซีย: سلجوقيان Ṣaljūqīyān; เปอร์เซีย: سلجوق Saljūq หรือ السلاجقة al-Salājiqa) เป็นราชวงศ์เทอร์โค-เปอร์เชีย ซุนนีมุสลิมผู้ปกครองบางส่วนของทวีปเอเชียกลางและตะวันออกกลางระหว่างคริสต์ ศตวรรษที่ 11 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ราชวงศ์เซลจุคก่อตั้งจักรวรรดิเซลจุคซึ่งในสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดมีดินแดน ตั้งแต่อานาโตเลียไปจนถึงเปอร์เชียและเป็นฝ่ายปฏิปักษ์ในสงครามครูเสดครั้ง ที่ 1 ราชวงศ์มีที่มาจากกลุ่มสมาพันธ์ของชนเทอร์โคมันของทางตอนกลางของเอเชีย ซึ่งเป็นการเริ่มการขยายอำนาจของเทอร์กิคในตะวันออกกลาง เมื่อเปอร์เชียขยายตัวเข้ามาเซลจุคก็รับวัฒนธรรม และภาษาเข้ามาเป็นของตนเอง และมีบทบาทสำคัญในการวิวัฒนาการของวัฒนธรรมเทอร์โค-เปอร์เชีย ใน “วัฒนธรรมเปอร์เชียที่รับโดยประมุขของเทอร์กิค” ในปัจจุบันเซลจุคเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้อุปถัมภ์อันยิ่งใหญ่ของ วัฒนธรรม, ศิลปะ, วรรณคดี และ ภาษาเปอร์เชีย และบางท่านก็ถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษผู้นำทางวัฒนธรรมของเตอร์กตะวันตก – ผู้ที่ในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาเซอร์ไบจาน, ตุรกี และ เติร์กเมนิสถาน


   โลกอาหรับในยุคแรงงานและการปฏิวัติทางสังคม

เมื่อศตวรรษที่ 12 ผ่านพ้นไป อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เซลชุคส์ก็เริ่มแตก สุลต่านยินยอมให้ระบบอิคตาสามารถตกทอดเป็นมรดกสู่ทายาทได้โดยไม่จำเป็นต้อง มีการรายงานเข้ามาส่วนกลางเพื่อออกประกาศพระราชทานอิคตาแก่ทายาทอีกต่อไป ขณะที่การประกาศแยกตัวเป็นเอกราชของดินแดนภายใต้การปกครองนั้นก็เริ่มต้นมา จากกลุ่มคนที่เป็นเชื้อพระวงศ์ของกาหลิบนั่นเอง ขุนนางก็กลายสภาพเป็นผู้ปกครองหน้าเลือด(acquisitive rulers)ขณะที่อำนาจทางการทหารนั้นยังคงอยู่ในมือนักรบ ขุนศึก ส่วนกลุ่มผู้ใช้แรงงานนั้นกลับถูกนายทุนกดขี่ลดฐานะลงไปเป็นทาส

ศักดินาเจ้าของที่ดินได้ขูดรีด แสวงผลประโยชน์จากชาวไร่ชาวนาและทาส คนยากคนจนจึงก่อเหตุจราจลจนกลายเป็นเรื่องปกติ รัฐใหม่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดโดยเจ้าชายผู้ปกครองแว่นแคว้น(statelets emerged within states, princedoms within province) อำนาจทางการเมืองถูกกระจายออกไปและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริต คอร์รัปชั่น แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน อำนาจที่มีล้นฟ้าจากนโยบายกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางทำให้ขุนนางมัวเมาลุ่ม หลงเสพติดอำนาจ ออกอาการกระด้างกระเดื่องต่อส่วนกลาง ไม่เคารพคำสั่งจากส่วนกลาง ไม่เชื่อฟังพระบัญชาของกาหลิบอีกต่อไป อาชญากรรมเกิดขึ้นถี่ยิบ นับวันมีแต่จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เกิดสงครามภายในระหว่างขุนนางศักดินาเจ้าที่ดินเพราะขัดแย้ง แย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกันเป็นระยะๆ คนยากจนล้นบ้านล้นเมือง เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง โรคติดต่อร้ายแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ M.A.Rauf อธิบายถึงช่วงเวลาอันมืดหม่นนี้เอาไว้ว่า “มีเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย ทั้งการทำลายล้างและความทุกข์ยากซึ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของราชวงศ์ การต่อสู้กันในอาหรับระหว่างเปอร์เซียกับเติร์ก ความขัดแย้งระหว่างคนต่างกลุ่ม ต่างนิกาย ต่างสำนักความคิด เผชิญกับการรุกรานของชนเผ่ามองโกล ทำสงครามกับคนต่างศาสนา(Crusaders) ทั้งหลายทั้งปวงล้านแล้วแต่เป็นลางร้าย เป็นหายนะ นำความทุกข์ยากมาสู่ชาวอาหรับนับล้านคน”

สภาพอนาธิปไตยที่เกิดขึ้นนี้กินเวลายาวนานมาก ทั้งยังตามมาด้วยความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกมุสลิมจากการถูกมองโกลรุกราน

ต้นศตวรรษที่ 13 ระบอบกาหลิบที่เสื่อมทรามลงทุกวันก็ต้องเผชิญกับการรุกรานจากชนเผ่ามองโกล ประมาณปี 1206 ชาวมองโกล ชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของจีนภายใต้การปกครองของ เตมูจิน ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างในชื่อ “เจงกิสข่าน” ผู้พิชิตอาณาจักรจีนอันยิ่งใหญ่ได้เป็นผลสำเร็จ

ปี 1227 เจงกิสข่านสิ้นพระชนม์ก่อนกองทัพมองโกลจะบุกมาถึงกรุงแบกแดด ฮูลากุ หลานของ เจงกิสข่าน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองชนเผ่ามองโกลสืบแทน ได้ยกทัพบุกอิรักตามคำแนะนำของ Ibn al-Alkami ขุนนางทรราชย์ซึ่งบริหารบ้านเมืองภายใต้การปกครองของกาหลิบผู้อ่อนแอ ด้วยความปรารถนาอยากเห็นภาวะใกล้อนาธิปไตยที่ดำเนินอยู่ในสังคมมุสลิมในขณะ นั้นได้สิ้นสุดลงไปเสียทีจึงได้ส่งเทียบเชิญกองทัพมองโกลให้บุกมายึดกรุง แบกแดดหวังว่าการมาของกองทัพมองโกลอันเกรียงไกรนี้จะนำมาซึ่งการปฏิวัติ สังคมนำพาเสถียรภาพกลับมาสู่สังคมอาหรับได้

เมื่อกองทัพมองโกลบุกมาถึง อาณาจักรมุสลิมอันยิ่งใหญ่ก็ราบพณาสูรย์ด้วยน้ำมืออันเหี้ยมโหดไร้ปราณีของ ทัพมองโกล ทั้งศิลปวิทยาและวัฒนธรรม ข้าราชการท้องถิ่นหลายพันคนซึ่งเคยมีรายได้จากทรัพย์สินภายใต้กรรมสิทธิ์ที่ ตนครอบครองอยู่และการจัดเก็บภาษีอากรก็สูญเสียรายได้และผลประโยชน์ไป ศักดินาผู้เสียผลประโยชน์จึงก่อการลุกขึ้นสู้ ปี 1258 การหลิบและบรรดาเชื้อพระวงศ์ถูกสังหาร ราชวงศ์แอบบาสิดที่ปกครองกรุงแบกแดดก็ถึงกาลอวสาน

   โลกอาหรับภายใต้การปกครองของมองโกล
สังคมนักรบยุคใหม่

การล่มสลายของราชวงศ์แอบบาสิดนั้นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ว่านี่คือการสิ้นสุด ของราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งของมุสลิมที่ปกครองดินแดนส่วนหนึ่งอันกว้างใหญ่ ไพศาลในเอเชียกลางเท่านั้น แต่มันหมายถึงอิทธิพลของชาวมุสลิมที่มีต่อโลกด้วย มากกว่า 500 ปีมาแล้วที่ชื่อของกาหลิบซึ่งประทับอยู่ ณ กรุงแบกแดดได้รับการเอ่ยพระนามในการสวดมนต์ที่มีขึ้นเป็นประจำทุกวันศุกร์ ชาวมุสลิมนับล้านคนในดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ภายใต้ร่มเงาของกาหลิบ มีกาหลิบเป็นศูนย์รวมใจของชาวมุสลิม แต่เมื่อการเมืองการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์ที่มีกาหลิบเป็นองค์พระประมุข อ่อนแอลง บทบาททางสังคมขององค์กรทางศาสนาก็อ่อนแอลงตามไปด้วย

หลังจากที่ชาวมองโกลได้เข้ามาปกครองดินแดนอาหรับได้แล้ว ดินแดนซึ่งอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของอารยธรรมมุสลิมไม่ว่าจะเป็นอิรัก อิหร่าน อัฟกานิสถาน และทรานโซเซียนาล้วนตกอยู่ภายใต้อุ้งมือเหล็กของชาวมองโกล ทหาร นักรบคือกลุ่มคนที่มีสถานภาพสูงสุดทางสังคม สถาบัน/องค์กรต่างๆทางการเมืองการปกครองและสังคม วัฒนธรรม ของชาวมองโกลถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองโลกมุสลิมของชาวมองโกล สังคมมุสลิมกลายเป็นรัฐทหาร ผู้ปกครองมีอำนาจจากระบบกลไกรัฐและมีกองทัพหนุนหลัง มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ อุดมการณ์ตามหลักชารีอะห์ของชาวมุสลิมถูกแทนที่ด้วยแนวความคิดแบบชาวมองโกล ที่เรียกกันว่า ยาสา(yasa) หลักชารีอะห์ที่เคยมีการนำมาบังคับใช้เป็นกฎหมายผสานกับหลักโกรานิ ค(koranic)และคำสั่งสอนของครูสอนศาสนา ขณะที่ระบอบยาสานั้นยกย่องเชิดชูเจงกิสข่านเป็นข่านเหนือข่านทุกคน เป็นผู้พิชิตโลก เจงกิสข่านคือข่านผู้ยิ่งใหญ่ คือ กฎหมายสูงสุด M.G.Hodgeson กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า “ยาสานั้นมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) ให้การรับรองการปกครองของราชวงศ์มองโกลว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย 2) กำหนดให้ดินแดนอาหรับทั้งหมดมีกองทัพเพียงหนึ่งเดียว 3) พยายามแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมชั้นสูงให้เป็นส่วนหนึ่งที่ ยู่ภายใต้อำนาจ เป็นสมบัติของกลุ่มตระกูลของผู้มีอำนาจสูงสุดทางการทหาร “

เมื่อหลักการปกครองแบบยาสาปะทะกับหลักการปกครองแบบชารีอะห์ภายใต้อำนาจ อิทธิพลของอูเลมะและปัญญาชนฟุ้งเฟ้อ เหลวแหลก ระบบราชการที่ท้องถิ่นซึ่งบริหารงานด้วยระบบผลงานและการให้รางวัลตอบแทนตาม ผลงานก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ ส่งผลให้กองทัพกลายเป็นหน่วยงานที่ทรงอิทธิพลสูงสุดและมีความซื่อสัตย์ สุจริต เชื่อถือได้มากที่สุด M.G.Hodgson ตั้งข้อสังเกตุและให้บทสรุปในเรื่องนี้เอาไว้ว่า “ทุกภาคส่วนของสังคมมุสลิมนั้นอยู่ภายใต้ระเบียบวินัยของกองทัพ”

โลกมุสลิมในดินแดนอาหรับยุคนั้นมีเพียงอียิปต์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของราช วงศ์มัมลุคส์(Mumluks)เท่านั้นที่ยังคงธำรงตนรอดพ้นเงื้อมมือ ไม่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอาณาจักรมองโกล ส่งผลให้ได้รับการกล่าวขานถึง ชื่นชมยินดีเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา ราชวงศ์มัมลุคส์ยินยอมให้อาหมัด อาบู อาซิม(Ahmad Abu Asim)เข้ามาลี้ภัยในดินแดนอียิปต์ได้หลังการหลบหนีจากการไล่ล่าและการสังหาร หมู่กลางกรุงแบกแดดมาถึงอียิปต์ได้สำเร็จ เจ้าชายหนุ่มแห่งราชวงศ์แอบบาสิดได้รับการสถาปนาเป็นกาหลิบในปี 1261 และสุลต่านเบย์บาร์(Baybars)แห่งราชวงศ์มัมลุคส์และอุเลมะห์ทั้งหลายก็ได้ กล่าวสาบานตนต่อองค์กาหลิบว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์

แม้ว่าพระนามขององค์กาหลิบจะได้กลับมามีการประทับตราอยู่บนเหรียญกษาปณ์และการสวดมนต์ภาวนา เทศนาในทุกวันศุกร์อีกครั้งหนึ่ง แต่นั่นก็เป็นได้แค่เพียงความพยายามเฮือกสุดท้ายในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อธำรง ตนให้อยู่รอดต่อไปของระบอบกาหลิบเท่านั้น เป็นไปได้แค่เงาอดีตที่ตามหลอกหลอนให้นึกถึงความยิ่งใหญ่ที่เคยมีมาขององค์ กาหลิบ เพราะกาหลิบองค์ใหม่นั้นแทบไม่มีบทบาท พระราชอำนาจอะไร อันใดเลย บทบาทความเป็นผู้นำทางศาสนานั้นเล่าก็จำกัดอยู่เพียงแค่ในอียิปต์เท่านั้น แม้แต่ในกรุงไคโรเอง กาหลิบก็ยังเป็นได้แค่เพียงหุ่นเชิดของสุลต่านแห่งราชวงศ์มัมลุคส์เท่านั้น เอง องค์กาหลิบนั้นไม่ได้มีอำนาจอะไรใดๆเลยทั้งสิ้น

สังคมมุสลิมนั้นไม่ได้มีแค่ในตะวันออกกลางเท่านั้น ในช่วงศตวรรษที่ 13 นั้นสังคมที่เป็นมุสลิมยังมีประเทศอินเดียทางตอนเหนือซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ ของชาวอารยันและชาวดรอวีเดียน(Drawidians)ที่อยู่ทางตอนใต้อีกด้วย อารยธรรมมุสลิมเข้าครอบงำสังคมอินโดอารยันมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 8 เมื่อชาวอาหรับได้บุกมาพิชิตดินแดนแถบนี้ได้สำเร็จ เมื่อศตวรรษที่ 11 มาถึง ความขัดแย้งอันต่อเนื่องยาวนานระหว่าง 2 อารยธรรมในอินเดียก็ระเบิดขึ้นจนถึงศตวรรษที่ 13 ระบอบสุลต่านก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเหนือเมืองเดลลี(Delhi)

ปี 1296 นักรบที่ชื่ออัลลุดดินกิลจี(Alaudinn Khilgi)สามารถโค่นล้มกษัตริย์องค์เดิมได้สำเร็จและได้ปกครองดินแดนส่วนใหญ่ ของอินเดีย เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 13 สังคมอินโดอารยันที่เคยเป็นสังคมพ่อค้าก็กลับกลายเป็นสังคมที่ตกอยู่ภายใต้ อำนาจของกองทหารมุสลิม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอารยธรรมมุสลิมและฮินดูในอินเดียวก็ก้าวเดินไปด้วยกัน ส่วนในเอเชียจากซีเรียไปถึงดินแดนส่วนอื่นๆบนผืนทวีปก็ถูกครอบงำด้วย อารยธรรมแบบนักรบเช่นเดียวกัน

ยุคนักรบครั้งใหม่ในสังคมมุสลิมนี้ดำเนินไปจนถึงกลางศตวรรษที่ 16 จึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้นทั้งทางการเมืองและการบริหาร โลกมุสลิมอันกว้างใหญ่ไพศาลรวมทั้งดินแดนที่เป็นประเทศอียิปต์ต่างก็ตกอยู่ ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมัน อิหร่านตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซาฟิวิดส์(the Safivids) ส่วนอินเดียนั้นตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์มุกัลส์(the Mughals) แบกแดดที่เคยเป็นศูนย์กลางของโลกมุสลิมนานนับพันปีสูญเสียอำนาจของตนเองไป ตราบจนกระทั่งสงครามอิรักระเบิดขึ้น ทั่วโลกจึงได้หันกลับมาให้ความสนใจ จับตาดูความเป็นไปที่เกิดขึ้นในดินแดนแถบนี้กันอีกครั้งหนึ่งว่าจะส่งผล อย่างไรต่ออนาคตของโลกทุนนิยมซึ่งมีจุดเริ่มแห่งความเปลี่ยนแปลงจากเมือง สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์แห่งนี้เอง

อาณาจักรออตโตมันถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 13 โดยตั้งอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าเอเชียไมเนอร์หรือที่เรารู้จักกันดีในฐานะ ที่เป็นที่ตั้งของประเทศตุรกีนั่นเอง ผู้สถาปนาอาณาจักรออตโตมันขึ้นมาก็คืออัตมาน(Uthman)นักรบผู้เก่งกล้าที่มี จุดเริ่มต้นของชีวิตเป็นแค่นายทหารธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น อัตมานเกิดในปี 1289 และเสียชีวิตในปี 1326 จากนั้นบุตรชายของอัตมานคือ ออฮัน (Orhan)ก็ก้าวขึ้นมาสืบต่ออำนาจแทนพ่อและเป็นผู้สถาปนาอาณาจักรเล็กๆนี้ขึ้น มา ออฮันสามารถรักษาอำนาจของอัตมันเอาไว้ได้ เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 14 หลายดินแดนก็ถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมัน ทำให้อาณาจักรออตโตมันกลายเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ปี 1402 อาณาจักรออตโตมันก็เกิดการหยุดนิ่งชะงักงันขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งเนื่อง จากเกิดปัญหาขึ้นภายในอาณาจักรเมื่อ ติมูร์ขาเป๋ (Timur the Lame)นายทหารชาวเติร์กโค่นสุลต่านเบซิดที่ 1 (Bayzid I)ส่งอดีตสุลต่านไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกได้สำเร็จ เมื่อการเมืองภายในสับสนวุ่นวายการขยับขยายอาณาเขตดินแดนก็ไม่สามารถทำได้ แต่ภาวะหยุดนิ่งชะงักงันนี้ก็เกิดขึ้นไม่นาน ปี 1405 ติมูร์ก็เสียชีวิตลง อำนาจการปกครองอาณาจักรออตโตมันกลับคืนสู่มือของราชวงศ์อัตมานอีกครั้งในยุค ของสุลต่านมูราดที่ 2 (Murad II)ซึ่งปกครองอาณาจักรออตโตมานตั้งแต่ปี 1421 – 1451 ดินแดนเกือบทั้งหมดก็กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมานอีกครั้ง หนึ่ง กองทัพตุรกีกลับมาเรืองอำนาจปกครองสังคมได้อีกครั้งภายใต้เงื้อมมือของกลุ่ม ทหารรักษาพระองค์(the Janissary Corps)และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมมุสลิมในเวลาต่อมา

ทหารรักษาพระองค์เหล่านี้ไม่ได้เป็นชาวตุรกี แต่คนกลุ่มนี้มาจากดินแดนคริสเตียน แต่ละปีชาวตุรกีจะเปิดรับทหารใหม่ที่มาจากสังคมคริสเตียน คัดเลือกเด็กหนุ่มรูปร่างกำยำบึกบึนแข็งแรงมาเข้ารีตนับถือศาสนาอิสลาม จากนั้นก็ฝึกระเบียบวินัยทางทหารอย่างเข้มงวดให้กับเด็กหนุ่มเหล่านั้น สร้างเหล่าทหารรักษาพระองค์กลุ่มนี้ให้กลายเป็นเครื่องจักรฆ่าคนจากนั้นก็ แต่งตั้งนายทหารกลุ่มนี้ให้เป็นนายทหารระดับสูง

ต้นศตวรรษที่ 16 อาณาจักรออตโตมานอันยิ่งใหญ่ขยายอาณาเขตดินแดนไปได้ไกลถึงอียิปต์ ราชวงศ์มัมลุคส์ปราชัยให้กับกองทัพแห่งอาณาจักรออตโตมานในปี 1517 สุลต่านแห่งราชวงศ์มัมลุคส์ถูกลดฐานะลงมาเป็เพียงขุนนางศักดินา อำนาจปกครองเหนือโลกมุสลิมตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของสุลต่านเซลิม(Selim)แห่ง อาณาจักรออตโตมานและดำรงตำแหน่งเป็นกาหลิบแห่งโลกมุสลิมแทนกษัตริย์จากราช วงศ์มัมลุคส์ เมื่ออาณาจักรออตโตมานพิชิตอียิปต์ได้สำเร็จ นิกายซุนหนี่ก็เรืองอำนาจตราบจนถึงสิ้นศตวรรษที่ 19

วิกีพีเดียสารานุกรมเสรีกล่าวถึงอาณาจักรออตโตมานเอาไว้ว่า

จักรวรรดิออตโตมัน (อังกฤษ: Ottoman Empire) ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ. 1453) หลังการล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์ มีสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 เป็นผู้นำ มีคอนสแตนติโนเปิล(อิสตันบูล) เป็นเมืองหลวง ในตอนแรกที่ยึดคอนสแตนติโนเปิลได้ พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนชื่อเมืองคอนสแตนติโนเปิลใหม่เป็น อิสตันบูล และเปลี่ยนโบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย ที่เป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์ เป็นมัสยิดในศาสนาอิสลาม

อาณาจักรออตโตมันมีอาณาเขตที่ครอบคลุมถึง 3 ทวีป ได้แก่ เอเชีย แอฟริกา และยุโรป ซึ่งขยายไปไกลสุดถึงช่องแคบยิบรอลตาร์ทางตะวันตก นครเวียนนาทางทิศเหนือ ทะเลดำทางทิศตะวันออก และอียิปต์ทางทิศใต้

อาณาจักรออตโตมันสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923) มีสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 6 เป็นสุลต่านองค์สุดท้าย และมีสาธารณรัฐตุรกี ขึ้นมาแทนที่ และมีมุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก เป็นประธานาธิบดีคนแรก
[แก้] ประวัติศาสตร์

ในช่วงที่เซลจุกเติร์กกำลังเสื่อมอำนาจ ชาวเติร์กเผ่าอื่นๆ ซึ่งได้อพยพตามเซลจุกเติร์กเข้ามายังอนาโตเลียจึงได้ถือโอกาสประกาศตนเป็นเอกราช ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงชาวเติร์กกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของออสมัน เบย์ (Osman Bey) (“เบย์” ในภาษาตุรกีมีความหมายว่า ผู้นำ หรือ เจ้าเมือง) ผู้นำชาวเติร์กเผ่าคายี (Kayi) ซึ่งเป็นสายย่อยของเติร์กเผ่าโอกูซ (Oghuz) บิดาของออสมัน ชื่อ Ertugrul เป็นผู้นำเผ่าคายี ซึ่งเป็นเติร์กกลุ่มหนึ่งที่อพยพเข้าไปอยู่ในเปอร์เซีย ในกลางศตวรรษที่ 13 Ertugrul ได้พาเผ่าของตนอพยพเข้ามายังอนาโตเลีย เพื่อหลบหนีการโจมตีจากพวกมองโกล เมื่ออพยพเข้ามายังอนาโตเลียแล้ว Ertugrul เสียชีวิต ออสมันบุตรชายได้ขึ้นเป็นผู้นำแทน ภายหลังที่อาณาจักรเซลจุกเสื่อมอำนาจ ออสมันได้ถือโอกาสประกาศตนเป็นเอกราชและได้สถาปนาอาณาจักรของตนเอง ขึ้นในภาคตะวันตกของอนาโตเลีย อาณาจักรแห่งนี้ชาวตะวันตกเรียกว่า ออสโตมัน (Ottoman) แต่ในภาษาตุรกีจะเรียกว่า ออตแมนลึ (Osmanli) ตามพระนามของสุลต่านออสมัน (Osman) ผู้สถาปนาอาณาจักรและราชวงค์

จักรวรรดิออสโตมันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองบูร์ซา เดิมชื่อเมืองโพรอุสซา (Proussa) ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ออสมันได้ยกกำลังมาปิดล้อมเมืองนี้แต่ไม่สามารถยึดเมืองได้ หลังจากที่พยายามปิกล้อมเมืองอยู่นานเกือบ 10 ปี อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 1869 (ค.ศ. 1326) ชาวเมืองโพรอุสซา ได้ยอมแพ้ต่อ ออร์ฮัน (Orhan) โอรสของออสมัน ซึ่งได้ขันมาเป็นผู้นำแทนบิดา การเข้ายึดครองเมืองดังกล่าวนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญต่อออสโตมัน ออตโตมันเติร์กซึ่งเดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อนได้ลงหลักปักฐานที่เมืองนี้ พรัอมกับยุติการใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน เมืองบูร์ซ่าเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรออตโตมันเติร์ก จนถึงปี พ.ศ. 1905 ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสุลต่านออร์ฮัน เมืองหลวงของออตโตมันก็ถูกย้ายไปเมืองเอดิร์เน (Edirne) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของนครคอนสแตนติโนเปิล

อาณาจักรออตโตมันตั้งประชิดติดกับอาณาจักรไบแซนไทน์ ที่กำลังเสื่อมอำนาจลงตามลำดับ โดยมีดินแดนเหลืออยู่เพียงกรุงคอนสแตนติโนเปิลและอาณาบริเวณโดยรอบเท่านั้น ซึ่งมีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากนครเล็กๆ ที่ถูกล้อมรอบโดยอาณาจักรออตโตมัน ที่กำลังเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีนครรัฐไบแซนไทน์ก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ โดยอาศัยกำแพงเมืองสูงใหญ่เป็นปราการป้องกันตนเอง กำแพงแห่งนี้สร้างขึ้นในสมันจักรพรรดิธีโอดอซิอุสที่ 2 (Theodosius II) กำแพงแห่งนี้ได้ปกป้องคุ้มครองนครคอนสแตนติโนเปิลจากการปิดล้อมและโจมตีของออตโตมันเติร์ก ซากของกำแพงในปัจจุบันจัดเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของจักรวรรดิไบแซนไทน์ ที่ยังหลงเหลือให้เห็นจนกระทั่งทุกวันนี้และได้รับการยกย่องจาอองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก

ในปี พ.ศ. 1933 (ค.ศ. 1390) และ พ.ศ. 1934 สุลต่านไบยัดซึที่ 1 ทรงพยายามปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถตีเมืองได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. 1965 (ค.ศ. 1422) สุลต่านมูราตที่ 2 ได้ทำการปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลอีกเป็นครั้งที่ 3 แต่ก็ไม่สามรถประสบความสำเร็จเช่นกัน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ. 1453) สุลต่านเมห์เมตที่ 2 ได้เปิดฉากการโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งในขณะนั้นมีพลเมืองเหลืออยู่เพียงประมาณ 50,000 คน จากเดิมที่เคยมีมากกว่า 500,000 คน

การปิดล้อมทั้งทางบกและทางทะเลของสุลต่านเมห์เมตที่ 2 เริ่มต้นขึ้นในต้นฤดูใบไม้ผลิของปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ. 1453) ภายหลังที่ปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ประมาณ 50 วัน กองทหารออตโตมันก็สามารถทะลวงกำแพงเมืองอันสูงใหญ่ของกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 1996 (ค.ศ. 1453) และเข้ายึดกรุงได้ในที่สุด ซึ่งการปิดฉากอย่างสมบูรณ์ของจักรวรรดิโรมันตะวันออก ซึ่งสามารถยืนหยัดอยู่รอดมาได้ยาวนานถึง 1,123 ปี มีจักรพรรดิปกครองรวมทั้งสิ้น 82 พระองค์จากหลายราชวงศ์ จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 จักรพรรดิองค์สุดท้ายของไบแซนไทน์ทรงสิ้นพระชนม์อย่างมีปริศนา ท่ามกลางความสับสนอลหม่านในวันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลแตก

ความสำเร็จในการโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลในครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชนเชื้อสายเติร์ก ซึ่งได้อพยพเข้าสู่อนาโตเลีย ภายหลังที่สุลต่าน Alparslan ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพจักรพรรดิโรมานุสที่ 6 (Romanus IV) แห่งอาณาจักรไบแซนไทน์ในสมรภูมิ ณ เมืองมาลัซเกิร์ต (Malazgirt)

ในปี พ.ศ. 2244 (ค.ศ. 1701) ชัยชนะของสุลต่าน Alparslan ได้เปิดทางให้ชนเชื้อสายเติร์กจากเอเชียกลางหลั่งไหลเข้าสู่อาณาจักรอนาโตเลีย ในขณะที่ชัยชนะของสุลต่านเมห์เมตที่ 2 ในปี พ.ศ. 1996 ได้เปิดทางให้จักรวรรดิออตโตมันได้ก้าวไปสู่การเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

ภายหลังที่สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตกเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1453 พระองค์ก็ทรงได้รับการขานพระนามว่า ฟาติ เมห์เมต (Fatih Mehmet) “ฟาติ” (Fatih) มีความหมายว่า “ผู้พิชิต” (the conqueror) สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงโปรดให้ย้ายเมืองหลวงของจักรวรรดิจากเมืองเอดิร์เน มายังกรุงคอนสแตนติโนเปิล และได้โปรดให้มีการเปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่เป็น อิสลามบูล (Islambul) ภายหลังที่มีการสถาปนาสาธารณรัฐตุรกีในปี พ.ศ. 2466 นครอิสลามบูลได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “อิสตันบูล” (Istanbul) ในปัจจุบันในระยะเวลาไม่ถึง 100 ปี นับตั้งแต่ที่สุลต่านเมห์เมตที่ 2 ทรงสามารถตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จ อาณาจักรออตโตมันได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมุสลิมในเวลาต่อมา จักรวรรดิออตโตมันได้ขยายอำนาจครอบคลุมดินแดนถึง 3 ทวีป ได้แก่ ตะวันออกกลาง (เอเชีย) แอฟริกาเหนือ และยุโรปบอลข่าน

จักรวรรดิออตโตมันได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยสุลต่านสุไลมาน ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2063 (ค.ศ. 1520) – พ.ศ. 2109 (ค.ศ. 1566) ในรัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคทองของจักรวรรดิ อาณาเขตได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ทิศตะวันตกจรดดินแดนออสเตรีย

ทิศตะวันออกจรดคาบสมุทรอาเรเบีย ทิศเหนือจรดคาบสมุทรไครเมีย ทิศใต้จรดซูดานในแอฟริกาเหนือ ชาวตะวันตกได้ขนานพระนามของพระองค์ว่า “สุไลมาน ผู้ยิ่งใหญ่” สำหรับชาวตุรกีพระองค์ได้รับสมัญญานามว่า “สุไลมาน ผู้พระราชทานกฎหมาย” เนื่องจากพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูประบบกฎหมาย สุลต่านสุไลมานสิ้นพระชนม์ในระหว่างวทำสงครามที่ฮังการีในปี พ.ศ. 2109 (ค.ศ. 1566) สิริรวมพระชนมายุได้ 74 พรรษา ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 46 ปี อดีตอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออตดตมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยสุลต่านสุไลมานเป็น 1 ใน 3 สิ่งที่ชาวตุรกีภาคภูมิใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติตน

สิ้นรัชกาลสุลต่านสุไลมาน จักรวรรดิออตโตมันเข้าสู่ยุคเสื่อม ซึ่งกินระยะเวลายาวนานถึง 300 ปี ก่อนที่จะล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สาเหตุที่นำไปสู่ความเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิมาจากปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญได้แก่ การไร้ความสามารถของสุลต่าน 17 พระองค์ที่ทรงครองราชย์ต่อจากสุลต่านสุไลมานในระหว่างปี พ.ศ. 2099 (ค.ศ. 1566) – พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) การแย่งชิงอำนาจในราชสำนักก็เป็นปัจจัยอันหนึ่งที่นำไปสู่การเสื่อมถอยของจักรวรรดิออตโตมัน สมัยสุลต่านเบยาซิต ที่ 1 (ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1932 – 1946) โปรดให้จัดการปลงพระชนม์พระอนุชาของพระองค์เอง ทันทีที่ทรงทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระบิดา เพื่อตัดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ การกระทำดังกล่าวได้กลายเป็นประเพณีปฏิบัติสืบมาจนถึงรัชสมัยของสุลต่านเมห์เมดที่ 1 ซึ่งขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2148 (ค.ศ. 1605) ทรงโปรดให้เปลี่ยนการสำเร็จโทษมาเป็นการกักบริเวณแทน การกักบริเวณดังกล่าวมีผลอย่ามมากต่อสุขภาพจิตเจ้าชายรัชทายาท ซึ่งได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชย์ในภายหลัง สุลต่านหลายพระองค์ทรงมีสุขภาพจิตที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากถูกกักบริเวณมาเป็นเวลานาน บางพระองค์ถูกกักบริเวณนานกว่า 20 ปี

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา พระราชอำนาจของสุลตานได้ลดลงเป็นอย่างมาก ในขณะที่อำนาจของขุนนางภายใต้การนำของอัครมหาเสนาบดีมีมากขึ้น ในยุคนี้การฉ้อราษฎร์บังหลวง การเล่นพรรคเล่นพวกเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้การเมืองภายในประเทศอ่อนแอ ในทางเศรษฐกิจ จักรวรรดิก็ประสบปัญหาอย่างมากเช่นกัน ในขณะที่ยุโรปประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จักรวรรดิออตโตมันกลับอ่อนแอลงตามลำดับ อย่างไรก็ดี จักรวรรดิก็สามารถประคับประคองตนเองให้อยู่รอดมาได้นานนับร้อยปี เนื่องจากชาติมหาอำนาจในยุโรปไม่ทราบถึงความอ่อนแอภายในจักรวรรดิออตโตมัน

อย่างไรก็ดีในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาติมหาอำนาจยุโรปเริ่มตระหนักถึงความอ่อนแอของจักรวรรดิออตโตมันมากขึ้น และเริ่มตั้งคำถามว่า ควรจะดำเนินการอย่างไรกับดินแดนภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน หากจักรวรรดิออตโตมันมีอันต้องล่มสลาย โดยไม่ให้ส่งผลกรทบต่อดุลยอำนาจในยุโรป

ในศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิออตโตมันได้รับฉายาว่า เป็นคนป่วยแห่งยุโรป ฉายาดังกล่าว พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 แห่งรัสเซีย เป็นผู้ตั้งในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามออตโตมัน ที่ได้เข้าร่วมสงครามไครเมีย (Crimea War) กับอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อต่อต้านรัสเซีย ในปี พ.ศ. 2397 (ค.ศ. 1854)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเสด็จเยือนจักรวรรดิออตโตมันในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทรงวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นไดเป็นอย่างดี โดยทรงวิเคราะห์ไว้ว่า แม้ว่าจักรวรรดิออตโตมันจะเสื่อมอำนาจ แต่ชาติตะวันตกก็ยังลังเลที่จะเข้ายึดครองดินแดนต่างๆ ที่เป็นเมืองขึ้นของเติร์กทั้งหมด เนื่องจากเหตุผล 2 ประการ คือ

หากขับไล่เติร์กออกจากดินแดนที่เติร์กปกครองอยู่ ชาติใดควรจะได้ครอบครอง ดินแดนเหล่านั้น หากชาติหนึ่งชาติใดได้ดินแดนเหล่านั้นไปย่อมจะทำให้ชาตินั้นมีอำนาจมากขึ้น ซึ่งสงผลกระทบต่อดุลยอำนาจในยุโรป
หากจะขับไล่เติร์กออกไปแล้วให้ดินแดนเหล่านั้นได้รับเอกราช ประเทศตะวันตก ซึ่งส่งกองทัพไปขับไล่เติร์กจะได้อะไรตอบแทน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเห็นว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว ออตโตมันจึงยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แม้ว่าจะอ่อนแอลงกว่าในอดีตมาก

    โลกอาหรับกับยุคปัญญาชนครั้งที่ 2

หลังการสิ้นพระชนม์ของสุลต่านเซลิมในปี 1520 ราชบัลลังค์ก็ตกเป็นของเจ้าชายสุไลมาน ราชโอรสของสุลต่านเซลิมซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ของอาณาจักรออตโตมาน ยุโรปตั้งสมญานามให้กับสุลต่านสุไลมานเป็น “ผู้งามสง่า” (the Magnificent) นักประวัติศาสตร์พบว่าการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น มักเกิดการเปลี่ยนแปลงจากยุคสมัยของการขยายอาณาเขตดินแดนไปสู่ยุคของการปรับ ปรุงการปกครองให้มีประสิทธิภาพเสมอ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอำนาจทางการเมืองนั้นได้เปลี่ยนผ่านจากมือของ ทหาร-นักรบไปสู่มือของข้าราชการ-ปัญญาชน เมื่อการขยายอาณาเขตดินแดนดำเนินมาถึงจุดๆหนึ่งกษัตริย์-นักรบและผู้ให้การ สนับสนุนต่างก็ต้องการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง จัดระบบการบริหารบ้านเมืองเสียใหม่เพื่อควบคุมดูแลให้อาณาเขตแว่นแคว้นดิน แดนใหม่ๆที่ถูกผนวกรวมเข้ามาได้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับดินแดนเดิมของ อาณาจักร ทำให้การปกครอง บริหารบ้านเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข่านแห่งอาณาจักรมองโกลนั้นประสบความสำเร็จในการสร้างและขยายอาณาจักรด้วยการรวม ศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง(absolutism) สุลต่านสุไลมานแห่งอาณาจักรออตโตมานซึ่งมีพื้นฐานด้านภูมิหลังจากการเป็น ทหารในกองทัพมาก่อนก็เช่นกัน พระองค์ไม่ต้องการแบ่งปันอำนาจของพระองค์ให้กับเหล่าขุนนาง “wazir” ทั้งหลายมากนัก ขณะที่ขุนนางอันโดดเด่นเป็นเสาหลักของบ้านในขณะนั้นก็ไม่ค่อยจะได้พูดถึง เรื่องการใช้ความรุนแรง ความเฉียบขาดในการบริหารบ้านเมืองมากนัก สุลต่านสุไลมานเองนั้นก็นิยมการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญจึงพยายามฟื้นฟูหลัก ชารีอะห์ขึ้นมาใหม่ และมอบอำนาจให้กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่บริหารกิจการบ้านเมืองภายใต้กรอบกติกา กฎเกณฑ์ที่สุลต่านสุไลมานกำหนดขึ้น

ฮอดจ์สันตั้งข้อสังเกตุว่า “ปัญญาชนนั้นเคยมีอำนาจสูงสุดมาก่อนในสมัยของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 แต่ในสมัยของสุลต่านสุไลมานนั้นปัญญาชนมีอำนาจอย่างกว้างขวาง กลุ่มปัญญาชนนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยงานราชการทุกหน่วยงาน มีอำนาจบัญชาการในการทำสงครามและการการคลัง และการตัดสินอรรถคดีต่างๆเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยให้แก่บ้านเมือง”

เพื่อให้เกิดความมั่นใจ กษัตริย์แห่งอาณาจักรออตโตมานซึ่งเรียกว่า “ปาดิชาร์”(padishah)ยังคงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดอยู่ในทางทฤษฎี แต่กษัตริย์นั้นก็ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยอิทธิพลของกลุ่มปัญญาชนอยู่ด้วยเช่น กัน ความสำเร็จในการบริหารกิจการบ้านเมืองนั้นคงเกิดขึ้นได้ไม่มากนักหาก กษัตริย์ไม่ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มปัญญาชน สิ่งที่กษัตริย์ทรงสนพระทัยนั้นต้องเป็นสิ่งที่กลุ่มปัญญาชนเองก็ต้องการให้ บรรลุผลสำเร็จด้วยเช่นเดียวกัน อำนาจที่แท้จริงในระยะยาวนั้นจึงค่อยๆถูกโยกย้ายมาอยู่ในมือของกลุ่มปัญญาชน ทีละน้อยๆ และเมื่อถึงจุดๆหนึ่งปัญญาชนก็จะประสบความสำเร็จในการรวมหัวกันจัดการเขี่ย กษัตริย์ของตนให้หลุดพ้นไปจากเส้นทางแห่งอำนาจได้สำเร็จ

หลังการสิ้นพระชนม์ของสุลต่านสุไลมานในปี 1566 ขุนนาง-ปัญญาชนก็กลับมามีอำนาจอีกครั้ง และก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอันใดเลยที่เหล่าขุนนางอำมาตย์ได้นำระบบอุ เลมะกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ขุนนางมุสลิมนั้นชื่นชอบหลักชารีอะห์มากกว่าหลักยาสาของมองโกล รวมถึงหลักความเชื่อของชาวมุสลิมที่เรียกว่า “เดอร์วิช” (dervish)ที่สุลต่านแห่งอาณาจักรออตโมมานองค์ก่อนๆเคยสนับสนุนก็ถูกละเลยไป เช่นเดียวกัน สุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมานหลายพระองค์ในยุคต้นราชวงศ์นั้นชอบหลักเดอร์วิ ชนี้ แต่ชาวมุสลิมจำนวนมากกลับตั้งข้อสงสัยและไม่เห็นด้วยกับอุเลมะแห่งนิกายตั้ง เดิมคือซุนหนี่ซึ่งเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของหลักชารีอะห์ ครูสอนศาสนาส่วนใหญ่ยืนยันว่าอุเลมะนั้นตีความหลักชารีอะห์จากโกรอานและวจนะ ของเทวทูตเอาเอง ดังนั้นบทลงโทษที่ผู้ปกครองนำมาใช้ในหลักชารีอะห์จึงช่วยส่งเสริมเพิ่มพูน บทบาททางการเมืองและอิทธิพลของกลุ่มปัญญาชนในหลักการของอิสลาม

เมื่อสุลต่านสุไลมานยอมรับหลักชารีอะห์เป็นกฎหมายสูงสุดย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ สังคมจะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอุเลมะ ปัญญาชนผู้ทรงอิทธิพลในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 คือ อัล-ดาววานี (al-Dawwani) ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุดและถูกแบ่งปันอำนาจออกไปด้วยผล ของกฎหมายที่อูเลมะเป็นผู้ตีความ นักประวัติศาสตร์ชื่อ เอ.เค.ฟารุกิ (A.K.Faruki)ตั้งข้อสังเกตุว่า “ในสมัยของอัล-ดาววานีมีการนำระบบชนชั้นของชาวกรีกและเปอร์เซียมาใช้ มีการกำหนดเอาไว้อย่างแน่นอนตายตัวว่า กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มคนที่มีความรู้ประกอบด้วยแพทย์และนักกฎหมาย ผู้พิพากษา เลขานุการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักฟิสิกส์ และกวี จากนั้นก็เป็นกลุ่มของนักรบหรือผู้ทำงานด้านการป้องกันประเทศ ตามมาด้วยกลุ่มพ่อค้าและช่างฝีมือ และกลุ่มสุดท้ายคือชาวนา”

ฟารุกิตั้งข้อสังเกตุว่า อัล-ดาววานีพอใจกับการทำงานในภาพกว้างโดยที่ตนเองยังคงมีอิทธิพลอย่างมีนัย ยะสำคัญในการปกครองอาณาจักรออตโตมานอยู่ และสุลต่านองค์ต่อๆมาของอาณาจักรออตโตมานก็พอใจสภาพแบบนั้นเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วปัญญาชนปกครอง บริหารบ้านเมืองด้วยการสรรเสริญเยินยอ ยกย่องนักรบ และขุดหลุมพรางกับดักให้กับตนเองเอาไว้โดยไม่รู้ตัวจากทฤษฎีการปกครองที่ตน เองคิดค้นขึ้น พวกเขาสนับสนุนระบอบเผด็จการ(absolutism)ของผู้ปกครองและก็พอใจกับการลิ้มรส ของความเป็นไปที่ว่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าดาววานีก็เป็นเช่นนั้น ดังจะเห็ฯได้จากการที่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของกษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะของกา หลิบตัวจริงถูกแบ่งปันให้กับทหารและได้รับความนิยมจากบรรดาเชื้อพระวงศ์ด้วย

    โลกอาหรับภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตกและยุคนายทุนครั้งใหม่

ตั้งแต่ช่วงหลังศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมาจนถึงช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 20 อำนาจทางการเมืองของขุนนาง-ปัญญาชนและอำนาจทางสังคมของอุเลมะที่เคยมีอยู่อย่างกว้างขวางก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจนี้ได้เกิดขึ้นทั่วทั้งดินแดนมุสลิม ชาีรีอะห์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายภายใต้การควบคุมบงการของเหล่านักรบขุนทหาร อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 นั้นโลกมุสลิมมีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกเพิ่มมากขึ้น สังคมมุสลิมจึงพลอยได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของแนวความคิดแบบทุนนิยมของชาติตะวันตกเข้ามาด้วยเช่นกัน หลังจากที่อังกฤษ ฝรั่งเศส และโปรตุเกสเริ่มล่าอาณานิคมในดินแดนมุสลิมในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 เป็นต้นมา อิทธิพลแนวความคิดแบบวัตถุนิยมของชาติตะวันตกก็ได้แทรกซึมเข้ามาสอดแทรกเข้าสู่วิถีชีวิตแบบมุสลิมทีละเล็กทีละน้อย

ผลที่ตามมาก็คือเมื่อถึงศตวรรษที่ 20 ความคาดหวังทางสังคมก็เริ่มเปลี่ยนมือจากข้าราชการและอุเลมะที่ปกครอง มีอิทธิพลครอบงำอาณาจักรโกรันมายาวนาน ชาวมุสลิมในอินเดียคือมุสลิมกลุ่มแรกที่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ก่อนโลกอิสลามในส่วนอื่นๆ สังคมอินโด-อารยันนั้นได้วิวัฒน์เข้าสู่ยุคนายทุนครอบงำสังคมตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษที่ 19 ในปี 1803 แล้วเมื่อจักรพรรดิ์ Mughal ได้กลายเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดของบริษัทบริติชอีสต์อินเดีย ธุรกิจข้ามชาติรุ่นบุกเบิกที่เข้ามาทำมาค้าขายในอินเดีย แต่อำนาจทางการทหาร ณ ขณะนั้นก็ยังคงมีอิทธิพลเหนือสังคมอินเดียอยู่ต่อไป ทหารยังครองอำนาจไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ในศตวรรษที่ 19 รากฐานด้านอำนาจของอุเลมะก็ได้ถูกทำลายลงไปสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซึ่งมีอุเลมะอยู่เบื้องหลังความรุนแรงดังกล่าว สังคมมุสลิมในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ยังคงอยู่ภายใต้อาณาจักรออตโตมาน ภายใต้อิทธิพลของอุเลมะซึ่งได้รับการหนุนหลังจากผู้นำทางทหารอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรเมื่อครั้งอดีต แต่ ณ ห้วงขณะเวลานี้กองทัพอันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรออตโตมานกลับค่อยๆเสื่อมทรุดลงไปเรื่อยๆเพราะอุเลมะนั้นได้มัวเมาลุ่มหลงในอำนาจ ผูกขาดทางความคิด ปิดกั้นจิตใจตนเองไว้ไม่ยอมรับพลวัตรทางความคิดใหม่ๆที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคม ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆนั้นได้ก้าวข้ามจากอำนาจทางการทหารไปสู่โลกแห่งเทคโนโลยีทางการทหารกันแล้ว แต่อุเลมะและกองทัพออตโตมานก็ได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและนำกองทัพไปสู่ความทันสมัย

อุเลมะนั้นหวดหวั่นอิทธิพลอันเลวร้ายของนวัตกรรมและวิธีคิดแบบตะวันตกเป็นอย่างมาก ส่วนผู้นำทางทหารของกองทัพก็หวั่นเกรงว่ากองทัพจะสูญเสียอำนาจ อิทธิพล และสถานภาพอันสูงส่งทางสังคมของตนเองไปเช่นกัน ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการปฏิรูปกองทัพเป็นครั้งแรกจึงเกิดขึ้นในปี 1807 ในสมัยที่สุลต่านเซลิมที่ 3 เป็นผู้ปกครองอาณาจักรออตโตมาน ส่งผลให้อุเลมะที่มีอำนาจสูงสุดและองค์กรทางศาสนามีคำสั่งปลดพระองค์ออกจากตำแหน่ง โดยอุเลมะ Shayhk-al-Islam เป็นผู้ออกคำสั่งปลดสุลต่านในครั้งนี้และแต่งตั้งสุลต่านพระองค์ใหม่ซึ่งมีพระนามว่าสุลต่านมุสตาฟาที่ 4 ขึ้นมาเป็นหุ่นเชิดของอุเลมะแทน

และเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอยตกต่ำของอุเลมะที่สุดท้ายก็ต้องสูญเสียอำนาจของตนเองไป และเปิดทางให้กับการเข้ามาของแนวความคิดใหม่ๆทางสังคม อำนาจของศาสนจักรค่อยๆเสื่อมทรุดลไป ขณะที่กลุ่มปัญญาชนกลุ่มอื่นๆค่อยๆปรับตัวเข้ากับวิธีคิดแบบตะวันตกและศึกษาเรียนรู้ ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก และเริ่มมีบทบาท มีอิทธิพลต่อระบบราชการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่อย่างไรก็ตาม อาณาจักรออตโตมานก็ยังคงตกต่ำ เสื่อมถอยต่อไปเรื่อยๆ กองทัพออตโตมานต้องเผชิญกับกองทัพที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัยของชาวยุโรป ส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวมีขวัญกำลังใจถดถอยลงไป ศีลธรรมค่อยๆเสื่อมคลายไปจากจิตใจคน ความเคร่งเครียดกดดันจากการใช้ชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้นเพราะวิถีชีวิตแบบวัตถุนิยมตะวันตกที่คนหนุ่มสาวรับเข้ามาสู่ชีวิตของตนเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้คืออาการป่วยไข้ที่เป็นโรคร้ายประจำตัวของวิถีแห่งเสรีนิยมและปัจเจกชนนิยมแบบตะวันตก เมื่อสังคมมุสลิมรับเอาแนวคิดแบบตะวันตกมาใช้จึงได้รับโรคร้ายนี้ติดมากับแนวคิดดังกล่าวด้วย เหตุผลอีกประการหนึ่งของความตกต่ำของอาณาจักรออตโตมานก็คือระบอบกษัตริย์ที่อยูคู่สังคมมุสลิมมาช้านานนั้นเป็นระบบรัฐบาลที่ขาดความคิดที่เป็นตัวแทนของประชาชน ทำประโยชน์เพื่อสาธารณะชน มีการผูกขาดอำนาจทางการปกครองไว้กับคนเพียงหยิบมือเดียวที่อยู่ ณ ศูนย์กลางแห่งอำนาจ เป็นรัฐบาลภายใต้การปกครองของระบอบกษัตริย์ที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดใหม่ที่ชาติตะวันตกนำเข้ามาเผยแพร่สู่สังคมอาหรับให้คนหนุ่มสาวเมามายลุ่มหลง

วิธีคิดแบบตะวันตกนั้นนำมาซึ่งทางเลือกใหม่ๆทางสังคม คือ แนวความคิดเรื่องรัฐบาลที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน คนหนุ่มสาวทีรับเอาแนวคิดนี้เข้ามาจึงเกิดความรู้สึกแปลกแยกทางสังคม มองเห็นแสงสว่างรำไรอยู่ที่ปลายอุโมงค์ อยากเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงสังคมที่ตนอาศัยอยู่ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาความตึงเครียด กดดัน จากชีวิตเศรษฐกิจปากท้องที่ต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างหนักเพราะความต้องการทะยานอยากตามวิถีแห่งเสรีนิยม ปัจเจกชนนิยม วัตถุนิยมตะวันตก กลุ่มคนเหล่านี้จึงรวมตัวกันก่อตั้งกองค์กรที่มีชื่อว่า “สันนิบาตเยาวชนคนหนุ่มสาวชาวออตโตมานผู้รักชาติ” (the Patriotic Alliance of the Young Ottomans) ขึ้นในปี 1865 โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญภายใต้รัฐสภา โดยสุลต่านนั้นจะมีอำนาจสูงสุดในการบริหารก็แต่เฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามในห้วงขณะนั้้นยังมีคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นความพยายามของคนกลุ่มนี้จึงยังไม่บรรลุผล จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ระเบิดขึ้น อาณาจักรออตโตมานก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่กลุ่มสัมพันธมติร

ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นทำให้เกิดการแต่งตั้งสุลต่านหุ่นเชิดทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองดินแดนที่ ณ ตอนนี้ได้แปรสภาพเป็นประเทศตุรกีไปแล้ว อาณาจักรออตโตมานอันยิ่งใหญ่กลับกลายล่้มสลายหายไปจากแผนที่โลก มีประเทศตุรกีเกิดขึ้นมาแทนที่ ความพ่ายแพ้ของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ได้ล่มสลายลงไปนำมาซึ่งความรู้สึกอันอัปยศอดสู ลัทธิชาตินิยมจึงอุบัติขึ้นมาภายใต้การนำของมุสตาฟา เคมาล-อัตตาเติร์ก(Mustafa Kemal-Attaturk) ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นได้รับการตอบรับจากสังคมอย่างเข้มแข็ง และเคมาลก็ได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง พิชิตยุโรปปลดปล่อยดินแดนภายใต้อาณัติการยึดครองของชาวยุโรปที่ปกครองประเทศตุรกีได้สำเร็จ สุลต่านหุ่นเชิดถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี 1922 แล้วตุรกีก็ประกาศเอกราชและก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกีขึ้นในปีต่อมา

การเคลื่อนไหวของกลุ่ม Kemalist ที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดขาดตนเองออกจากอดีตกาลของชาวตุรกีนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา ปี 1923 ตุรกีล้มเลิกระบอบกษัตริย์แต่บทบาทในทางศาสนาของสุลต่านองค์กาหลิบของชาวมุสลิมนั้นยังคงอยู่ ปี 1926 ระบอบกษัตริย์ก็หายไปอย่างสิ้นเชิง การปกครองในแบบเดิมๆไม่มีร่องรอยหลงเหลืออีกต่อไป โลกอิสลามที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมายาวนาน 13 ศตวรรษก็เกิดการแตกแยก หลังจากเหตุการณ์ที่มองโกลบุกยึดดินแดนอาหรับได้เป็นผลสำเร็จ ระบอบกาหลิบก็เสื่อมทรุดลงมาเรื่อยๆ ความยิ่งใหญ่ไม่เคยกลับมาเยือนองค์กาหลิบได้อีกเลย ซึ่งระบอบกาหลิบนั้นหมายถึงสัญลักษณ์แห่งความรุ่นเรืองของศาสนจักรและความเป็นเอกภาพของโลกมุสลิมนั่นเอง

การล้มล้างระบอบกาหลิบนั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของโลกอิสลาม นี่คือการเริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ทางประวัติศาสตร์ของสังคมมุสลิม เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยของอิทธิพลของศาสนจักรภายใต้เงื้อมมือของอุเลมะ กับการรุ่งเรืองมีอิทธพลที่เพิ่มมากขึ้นของแนวคิดแบบโลกียะ “วัตถุนิยม” ที่แทรกซึมเข้ามาถักทอร้อยรัดสร้างสายใยอันแน่นเหนียวในโลกมุสลิมที่ค่อยๆคืบคลานรุดหน้าเข้ามาเรื่อยๆ ชาติมุสลิมนั้นเร่ิมหวั่นไหวต่อความมั่งคั่ง ความร่ำรวยกันแล้ว ดังนั้นสังคมมุสลิมจึงได้ก้าวข้ามยุคสมัยจากยุคปัญญาชนเข้าสู่ยุคของนายทุน การแสวงความมั่งคั่งกันแล้ว อุเลมะสูญเสียสถานภาพทางสังคมอันสูงส่งของตนเองไปให้กับอำนาจเงิน ผู้นำทางศาสนาจึงตอบโต้ด้วยการโจมตี ตำหนิชาติตะวันตกและลัทธิวัตถุนิยม ความขัดแย้งก่อตัวขึ้นและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมที่ต้องต่อสู้ห้ำหั่นกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ลัทธิแสวงหาความสุขแบบโลกๆและวัตถุนิยมของชาวตะวันตกปะทะกับทฤษฎีอันบิดเบี้ยวของเหล่ามุลลาห์แห่งโลกมุสลิมแบบที่ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีการประนีประนอมใดๆให้แก่กันของ 2 แนวความคิดอันสุดขั้ว ความขัดแย้งฝังแน่นย่อมนำมาซึ่งจุดจบอันเจ็บปวดในเวลาต่อมา

รากเหง้าแห่งความขัดแย้งระหว่างโลกมุสลิมกับชาติตะวันตก

ท่ามกลางการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจ การรุกคืบของทุนนิยมตะวันตก แต่วิถีชีวิตของชาวมุสลิมก็ยังคงยึดมั่นกับหลักการของศาสนาอิสลามอยู่อย่างเหนียวแน่น มั่นคง มีชาติอิสลามเพียงไม่กี่ประเทศที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองให้เท่าทันกับชาติตะวันตกได้ อุตสาหกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในโลกมุสลิมยังคงล้าหลังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และอินเดียอยู่บ้าง

โลกมุสลิมทุกวันนี้อยู่ระหว่างการเพาะบ่มสถานการณ์ รอให้เหตุปัจจัยที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วระหว่างศรัทธา ความเชื่อตามหลักศาสนากับความลุ่มหลงมัวเมาในรสชาติแห่งทุนนิยมแบบตะวันตกเกิดการสุกงอม ซึ่งความขัดแย้งกันระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักรนั้นเคยเกิดขึ้นกับชาติตะวันตกมาแล้วในช่วงศตวรรษที่ ๑๕

เมื่ออาณาจักรออตโตมานล่มสลาย มีประเทศเกิดใหม่มากมาย ตามมาด้วยลัทธิคลั่งชาติที่แบ่งแยกชาวมุสลิมเป็นชาวเติร์ก อาหรับ อียิปต์ อิหร่าน ฯลฯ ลัทธิชาตินิยมคือบริบทแห่งความขัดแย้งรูปแบบใหม่ที่ซ่อนเร้นอยู่หลังฉากแห่งความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมต่างนิกาย ซุนหนี่-ชีอะห์ แล้วความขัดแย้งในโลกมุสลิมก็สลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีวัฒนธรรมทุนนิยม-บริโภคนิยมแบบตะวันตกไหลบ่าเข้ามา รวมถึงระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยเสรีทั้งในแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญและแบบประธานาธิบดี การแย่งชิงอำนาจกันระหว่างขั้วอำนาจต่างๆในสังคมจึงสลับซับซ้อนมากขึ้น มีตัวละครเป็นนักการเมือง พรรคการเมือง สภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และประธานาธิบดีเพิ่มเข้ามา เงินตรากับการเลือกตั้ง การแย่งชิงอำนาจกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และอำนาจที่ว่านั้นย่อมหมายถึงผลประโยชน์มากมายมหาศาลที่มาจากธุรกิจน้ำมัน

ซาอุดิอาระเบียหรืออาระเบียในอดีต คือ ชาติที่เต็มไปด้วยน้ำมัน เป็นชาติที่มั่งคั่งที่สุดในคาบสมุทรอาระเบียจากปริมาณสำรองน้ำมัน ทั้งยังเป็นที่ตั้งของเมืองเมกกะและเมดินาซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกปรารถนาจะได้มาแสวงบุญ ณ ที่แห่งนี้สักครั้งในชีวิต ซาอุดิอาระเบียจึงสามารถดึงดูดผู้แสวงบุญจากทั่วทุกมุมโลกให้เดินทางเข้ามาประกอบพิธีฮัจญ์ในนครศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ทุกปี

ต้นศตวรรษที่ ๑๘ มีการสถาปนานิกาย Wahabi ขึ้น ชาวซาอุดิอาระเบียจึงนับถือนิกายที่แตกต่างไปจากชาวอิหร่าน อินเดีย และชาติอื่นๆนอกดินแดนอาหรับ ชาวซาอุฯเรียกตัวเองว่า muwahhidin(monotheists) ซึ่งตรงข้ามกับ Sufism(mysticism) แล้วแนวคิดแบบมูจาฮิดินก็แผ่ขยายไปทั่วคาบสมุทรอาหรับเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ ๑๘

ค.ศ. ๑๙๑๒ Abdul Aziz Ibn Saud พิชิตเมืองริยาดได้สำเร็จ นิกาย Wahabism จึงได้รับการยอมรับจากชนเผ่า Bedouin

ค.ศ. ๑๙๒๖ Ibn Saud มีชัยเหนือกษัตริย์ Hijaz ที่ปกครองเมือง Mecca และ Medina จึงได้สถาปนาประเทศซาอุดิอาระเบียขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๓๒

ทศวรรษที่ ๑๙๓๐ มีการค้นพบน้ำมันดิบมากมายในซาอุฯ

ค.ศ. ๑๙๕๓ ซาอุดิอาระเบียเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแบบตะวันตก โดยมีรัฐมนตรีหลายคนที่ร่วมอยู่ในรัฐบาลเป็นกลุ่มเชื้อพระวงศ์ซึ่งมีความทะเยอทะยานในการทำธุรกิจการค้า

ปีเดียวกันนี้เอง CIA ก็ได้ก้าวเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอิหร่าน ชาติมุสลิมที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือนิกาย Shia เหมือนกับชาวอิรัก ขณะที่ชาติมุสลิมส่วนใหญ่นั้นนับถือนิกาย Sunni และทั้ง ๒ นิกายนี้ขัดแย้งกันมานานนับพันปี

การไหลบ่าเข้ามาสู่โลกมุสลิมของชาติตะวันตกนั้นย่อมหมายถึงการเข้ามาของธุรกิจบาป เช่น บ่อนคาสิโน สถานบันเทิงที่มีการค้าประเวณี สื่อลามก ฯลฯ ที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วกับวิถีชีวิตที่เคร่งครัดในหลักศาสนาของชาวมุสลิม รวมถึงการผูกขาดอุตสาหกรรมด้วย

ค.ศ. ๑๙๖๑ มีการสถาปนาประเทศคูเวตขึ้นหลังการถอนตัวของประเทศอังกฤษ

ค.ศ. ๑๙๗๑ อังกฤษถอนตัวออกจากอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เกิดประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขึ้น Abu Dhabi และ Dubai คือ ๒ ใน ๗ รัฐของเอมิเรตที่มีความมั่งคั่งเป็นอย่างยิ่ง

การตกเป็นเมืองขึ้นของเจ้าอาณานิคมตะวันตกนำมาซึ่งการไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตก ปัญญาชนมุสลิมจำนวนไม่น้อยก็สำเร็จการศึกษามาจากสถาบันการศึกษาต่างๆในโลกตะวันตก จึงซึมซับรับเอาแนวคิดแบบตะวันตกติดตัวกลับมาด้วย เมื่อถึงยุคแห่งการปลดปล่อย ปลดแอกของชาติอาณานิคม กลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองและปัญญาชนมุสลิมที่ก้าวสู่กลไกอำนาจจึงนำระบบการเมืองการปกครองแบบตะวันตกมาใช้ บางชาติเลือกที่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภาบ้าง(คงสถาบันกษัตริย์ไว้) แบบประธานาธิบดีบ้าง ส่วนปากีสถาน ลิเบีย ซีเรีย อียิปต์ ซูดาน และแอลจีเรียนั้นอำนาจทางการเมืองตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของกองทัพ จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

นับตั้งแต่ค.ศ. ๑๙๗๓ เป็นต้นมา ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซาอุฯกลายเป็นเศรษฐีน้ำมัน รายได้กว่าร้อยละ ๗๕ ของประเทศมาจากธุรกิจน้ำมัน สร้างความมั่งคั่งให้แก่ราชวงศ์ซาอุฯเป็นอย่างมาก น้ำมันมีอำนาจยิ่งกว่ากองทัพ “กำลังทหาร” และศาสนา ซาอุฯกลายเป็นชาติมหาอำนาจทางการเงินชาติหนึ่งของโลก

ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภายในระหว่างนิกายที่แตกต่างกัน การแย่งชิงอำนาจกันระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆในสังคม และความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันกันอย่างสุดขั้วระหว่างชีวิตที่เคร่งครัดในหลักศาสนากับวัฒนธรรมเสรีแบบตะวันตกจึงนำมาซึ่งความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างชาติมุสลิมด้วยกัน และชาติมุสลิมกับชาติตะวันตก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s