เลียดก๊ก ตอนที่ ๔ ศึกสายเลือด


เลียดก๊ก

ตอนที่ ๔ ศึกสายเลือด

๑๓ สายเลือดเดียวกัน

เจ๋ฮูก๋งก็ออกไปรับพาเข้ามาในเมือง แล้วเชิญให้นั่งที่สมควร ก๋งจูฮุดก็เล่า ความซึ่งได้รบกับไต้เหลียง เสียวเหลียง ให้เจ๋ฮูก๋งฟังทุกประการ เจ๋ฮูก๋งมี ความยินดีจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงก๋งจูฮุดกับทหารทั้งปวง เจ๋ฮูก๋งเสพสุราโต๊ะ เดียวกับก๋งจูฮุด ขณะเมื่อเสพสุราอยู่นั้น เจ๋ฮูก๋งคิดรักก๋งจูฮุดนักจึงว่ากับ ก๋งจูฮุดว่า เมื่อเจ้ายังเด็กอยู่นั้น เราได้ออกปากไว้กับบิดาเจ้าว่าจะยกนาง บุนเกียงให้เป็นภรรยา บัดนี้ก็ควรที่จะมีภรรยาเหย้าเรือนแล้ว ประการ หนึ่งทำศึกกับปักหยงครั้งนี้ได้ชัยชนะรวดเร็วเพราะสติปัญญา ฝีมือเจ้า คุณเจ้าอยู่กับเรามากนัก และตัวเราเล่าทุกวันนี้ก็มักป่วยไข้เนืองๆ จะ ตายวันตายพรุ่งก็มิได้รู้ เราคิดจะแต่งบุตรีเรากับเจ้าเสียให้ทันตาเห็น ก๋งจูฮุดก็มิได้ว่าประการใด ก้มหน้านิ่งยิ้มอยู่ ครั้นเสพสุราแล้วก๋งจูฮุดก็ ลงมาอยู่กงก๋วน

เจ๋ฮูก๋งจึงสั่งอีจงเหลียน ผู้น้อง ว่า “เจ้าจงไปพูดกับโกกีนี นายทหารเอก เมืองเตงว่า เราเห็นปัญญาและฝีมือก๋งจูฮุด ก็มีน้ำใจรักใคร่นัก จะใคร่ได้ ไว้ในเมืองเจ๋ ให้โกกีนีเอาเป็นธุระด้วย ” อีจงเหลียนก็ไปแจ้งความแก่ โกกีนีตามคำเจ๋ฮูก๋ง แล้วว่า “ท่านช่วยธุระสำเร็จ เราจะให้ทองพันตำลึง ถ้วยหยกอย่างดีคู่หนึ่งเป็นบำเหน็จปากท่าน” โกกีนีจึงว่า “ข้าพเจ้าจะว่า กล่าวก๋งจูฮุดดูตามสติปัญญา” อีจงเหลียนก็ลาไป โกกีนีจึงเข้าไปพูดกับ ก๋งจูฮุดว่า “เจ๋ฮูก๋งรักใคร่ท่าน จะเอาเป็นบุตรเขย เหตุใดจึงทำบิดพริ้ว ดังกลัวอิสตรีอยู่เช่นนี้” แล้วโกกีนีก็เล่าความซึ่งอีจงเหลียนมาว่ากล่าวนั้น ให้ก๋งจูฮุดฟังทุกประการ

ก๋งจูฮุดจึงว่า “ครั้งนี้เรามาช่วยทำศึก ครั้นจะรับเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋ คนทั้งปวงจะนินทา ว่าเราเอาชีวิตมาฝ่าลูกเกาทัณฑ์ทำศึกเพราะเห็นแก่ ลูกสาวเจ้าเมืองเจ๋ เราอายนัก” โกกีนีอ้อนวอนเป็นหลายครั้ง ก๋งจูฮุดก็บิด พริ้วไป ครั้นเวลารุ่งเช้า โกกีนีก็นำความซึ่งพูดกับก๋งจูฮุนั้นเล่าให้อีจง เหลียนฟังทุกประการ อีจงเหลียนจึงไปแจ้งแก่เจ๋ฮูก๋งๆจึงให้อีจงเหลียน ไปหาโกกีนี ให้พาไปว่ากล่าวก๋งจูฮุดอีกครั้งหนึ่ง

ก๋งจูฮุดจึงว่า “ข้าพเจ้าจะไปปรึกษาบิดาดูก่อน ถ้าบิดาข้าพเจ้าจะโปรด ประการใด จึงจะมีหนังสือมาถึงท่าน” อีจงเหลียนก็มาแจ้งความแก่เจ๋ฮูก๋ง ตามคำก๋งจูฮุด เจ๋ฮูก๋งก็มิได้ว่าประการใด ครั้นเวลารุ่งเช้า ก๋งจูฮุดก็เข้า ไปคำนับลาเจ๋ฮูก๋ง ยกทหารกลับไปเมืองเตง ครั้นถึงเข้าไปคำนับบิดา แล้วก็เล่าความซึ่งรบพุ่งมีชัยชนะ และเจ๋ฮูก๋งยกบุตรีให้เป็นภรรยาให้ บิดาฟังทุกประการ

หงอเสงก็ยินดีจึงว่ากับก๋งจูฮุดว่า “เจ้ามีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งถึง เพียงนี้ จะได้บุตรีเจ๋ฮูก๋งเป็นภรรยาก็สมอยู่แล้ว การทั้งนี้ก็สุดแต่น้ำใจ เจ้า” ก๋งจูฮุดมิได้ว่าประการใด ก็คำนับลาบิดามาที่อยู่ โกกีนีจึงไปหา ชัวจก เล่าความซึ่งเจ๋ฮูก๋งจะยกบุตรีให้แก่ก๋งจูฮุดให้ชัวจกฟังทุกประการ

ชัวจกจึงว่า “หงอเสงมีบุตรสี่คน หงอเสงรักใคร่อยู่สามคนแต่ก๋งจูคุด ก๋งจูหงี ก๋งจูหมี อันก๋งจูฮุดนี้บิดาหาสู้รักใคร่ไม่ เราเห็นว่าหาบุญหงอเสง ไม่ ก๋งจูคุกับก๋งจูฮุดจะชิงสมบัติกันเป็นมั่นคง แต่ก๋งจูคุดนั้นได้เมือง ซองไว้เป็นที่พึ่งกำลัง อันก๋งจูฮุดนี้หามีที่ยึดหน่วงไม่ ถ้าได้เป็นบุตรเขย เจ้าเมืองเจ๋ก็จะได้เป็นที่พึ่งกับตัว สืบไปเมื่อหน้าเห็นจะได้เป็นใหญ่ใน เมืองเตง ซึ่งก๋งจูฮุดบิดพริ้วไม่ยอมเป็นเขยเจ้าเมืองเจ๋นั้น เหมือนตัดปีก หางของตัวเองเสีย เราคิดสงสารเสียดายสติปัญญาและฝีมือก๋งจูฮุดนัก ท่านจงช่วยเตือนสติก๋งจูฮุดให้เห็นบ้าง”

โกกีนีจึงว่า “ข้าพเจ้าได้ว่ากล่าวก๋งจูฮุดหลายครั้งแล้ว ก๋งจูฮุดหายอมไม่” ชัวจกได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ โกกีนีลาไปที่อยู่ และโกกีนีกับก๋งจูหมี ชอบพอรักใคร่กัน จึงเอาความซึ่งพูดจากับชัวจกนั้นเล่าให้ก๋งจูหมีฟังทุก ประการ แล้วว่าชัวจกเขารักใคร่ก๋งจูฮุดนัก เห็นจะคิดกำจัดท่านเสียเป็น มั่นคง ก๋งจูหมีก็นึกตรึกตรองอยู่

ก๋งจูฮุดครั้นแจ้งว่าโกกีนียุยงก๋งจูหมี จึงลอบบอกหงอเสงผู้บิดาให้ทราบ หงอสเงแจ้งดังนั้นก็โกรธโกกีนี จึงให้หาโกกีนีเข้าไปว่า “ตัวจะแกล้งให้ บุตรเราผิดใจกันหรือ” โกกีนีก็มิได้ตอบประการใด ครั้นหงอเสงออก ขุนนาง โกกีนีก็ไปบ้านก๋งจูหมี เล่าความซึ่งหงอเสงว่านั้นให้ก๋งจูหมีฟัง แล้วว่า “ท่านกับข้าพเจ้ารักกันมานี้ เห็นจะมีผู้บอกหงอเสงเป็นมั่นคง”

ก๋งจูหมีจึงว่า “ความทั้งนี้เราเห็นก๋งจูฮุดผู้เดียว ด้วยก๋งจูฮุดชังท่านนัก ท่านลืมไปแล้วหรือ ครั้งบิดาเราจะเลื่อนที่ท่านเป็นไตหู ขุนนางผู้ใหญ่ ก๋งจูฮุดก็ทัดทานไว้ บิดาเราจึงมิได้ตั้งท่าน อันก๋งจูฮุดลอบเอาความบอก บิดาเราก็เพื่อหวังจะมิให้เรากับท่านไปมาหากันได้ แต่บุญบิดาเรายังอยู่ ก๋งจูฮุดยังทำถึงเพียงนี้แล้ว ถ้าหาบุญบิดาเราไม่ ที่ไหนเราจะอยู่ในเมือง เตงได้” ก๋งจูหมีว่าแล้วก็ถอนใจใหญ่ โกกีนีจึงว่า “เมื่อก๋งจูฮุดมิได้กรุณา ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็จะฝากชีวิตกับท่าน” โกกีนีกับก๋งจูหมีก็ร่วมคิดกัน คอยจะทำร้ายก๋งจูฮุดอยู่

ฝ่ายชัวจก ตั้งแต่แจ้งว่าก๋งจูฮุดมิได้ยอมเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋ก็ไม่ สบายเลย จึงเข้าไปว่ากับหงอเสงว่า “เมืองเจ๋ก็เป็นเมืองใหญ่ ทแกล้ว ทหารก็มาก ซึ่งชอบพอกับท่านนี้ก็เพราะรักใคร่ก๋งจูฮุด หมายจะได้เป็น บุตรเขย ครั้งนี้เจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋ก็ได้ยกบุตรีให้แก่ก๋งจูฮุดเอง ก๋งจูฮุดจึง ว่าจะปรึกษาท่านก่อน บัดนี้ก๋งจูฮุดก็มาถึงหลายวันแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่า เจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋จะคอยฟังข่าว ข้าพเจ้าคิดว่าขอท่านผู้มีสติปัญญาไป เมืองเจ๋ กำหนดนัดการให้เป็นแน่”

หงอเสงจึงว่า “เมื่อก๋งจูฮุดแรกมาถึงเล่าให้เราฟังว่าเจ๋ฮูก๋งจะยกบุตรีให้ เราดูทีก๋งจูฮุดไม่เต็มใจ เราจำจะถามก๋งจูฮุดก่อน” แล้วหงอเสงก็ให้คน ใช้ไปบอกก๋งจูฮุดมาที่ข้างใน หงอเสงจึงว่ากับก๋งจูฮุดว่า “เราได้ยินกิตติ ศัพท์เขาเล่าลือว่านางบุนเกียง บุตรีเจ๋ฮูก๋งรูปงามนัก และเมื่อเจ้าไปช่วย ทำศึกนั้น เจ๋ฮูก๋งก็ได้ยกให้เจ้า เหตุไรเจ้าจึงบิดพริ้วอยู่ เจ้าไม่ชอบใจ หรือ ถ้าเจ้าชอบใจแล้วบิดาจะได้ให้ไปนัดการลงเป็นแน่”

ก๋งจูฮุดจึงว่า “เมื่อข้าพเจ้าไปอยู่เมืองเจ๋นั้น ได้ยินข่าวระคายเข้าหูอยู่ ข้าพเจ้ามิได้รับคำเจ๋ฮูก๋งนั้น เพราะคิดว่าอิสตรีจะมีตระกูลรูปร่างงาม ประการใด ถ้าใจไม่งามแล้วก็พางามทั้งปวงเสียไปสิ้น บิดาจงดำริดูเถิด” หงอเสงจึงว่า “เมื่อเจ้ารังเกียจอยู่ดังนั้น บิดาจะขอบุตรีเจ้าเมืองตินให้” ก๋งจูฮุดก็มีความยินดี หงอเสงก็ให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปขอนางฮุยสี บุตรีเจ้า เมืองติน ตินหวนก๋งก็ยอมยกให้ ครั้นถึง ณ วันฤกษ์ดี หงอเสงก็แต่งไป รับนางฮุยสีมาอยู่กินกับก๋งจูฮุด

ټ ټ ټ ټ ټ ټ ټ ټ ټ ټ ټ

ฝ่ายเจ๋ฮูก๋ง เจ้าเมืองเจ๋ แจ้งว่าก๋งจูฮุดได้ลูกสาวเจ้าเมืองตินเป็นภรรยาก็ น้อยใจนัก จึงคิดว่านางบุนเกียงบุตรีเราก็งามถึงเพียงนี้จะวิตกอะไรที่จะ หาคู่มิได้ เจ๋ฮูก๋งนั้นมีบุตรีสองคน พี่ชื่อซุนเกียง น้องชื่อบุนเกียง และนาง ซุนเกียงผู้พี่นั้นเจ้าเมืองโอยมาขอไปเป็นภรรยา ยังแต่บุนเกียงผู้น้องนั้น รูปร่างงาม อิสตรีในเมืองเจ๋ไม่มีเหมือน

เจ๋ฮูก๋งมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อก๋งจูหยี ต่างมารดากับนางบุนเกียงๆอ่อนกว่า ก๋งจูหยีสองปี ก๋งจูหยีนั้นรูปงาม เฉลียวฉลาด มักเสพสุราเป็นนักเลงเล่น ชู้สาว นางบุนเกียงกับก๋งจูหยีขณะเมื่อยังเด็กเล็กอยู่นั้นเล่นด้วยกัน ครั้น ก๋งจูหยีรุ่นหนุ่ม นางบุนเกียงรุ่นสาว ก๋งจูหยีกับนางบุนเกียงก็ลอบรัก สมัครสังวาสกัน ผู้ใดมิได้รู้ ด้วยไม่สังเกต

เจ๋ฮูก๋งขณะเมื่อก๋งจูฮุด บุตรเจ้าเมืองเตง มาช่วยทำการศึกเมืองเจ๋นั้น เจ๋ฮู ก๋งสรรเสริญต่อหน้านางบุนเกียงว่า “ก๋งจูฮุดบุตรเจ้าเมืองเตง รูปร่างงาม ฝีมือรบพุ่งก็เข้มแข็ง บรรดาลูกเจ้าเมืองน้อยใหญ่หามีเสมอก๋งจูฮุดไม่” นางบุนเกียงได้ฟังบิดาสรรเสริญก๋งจูฮุดดังนั้น ก็คิดรักใคร่ผูกพันในก๋งจู ฮุดนัก ครั้นรู้ว่าก๋งจูฮุดไปได้ลูกสาวเจ้าเมืองตินเป็นภรรยาแล้ว นาง บุนเกียงก็เสียใจไม่เป็นอันกินอันนอนจนป่วยลงเพราะความตรอมใจ

ก๋งจูหยีครั้นแจ้งว่านางบุนเกียงป่วยก็เข้าไปเยี่ยมถึงที่ข้างใน เห็นนาง บุนเกียงนอนผินหลังออกมาข้างหน้าเตียง ก๋งจูหยีจึงนั่งลงข้างหลัง เอา มือพาดลงที่สะเอวนางบุนเกียงแล้วถามว่า “เจ้าเจ็บป่วยประการใด” นาง บุนเกียงเหลียวมาเห็นก๋งจูหยีก็ทำเป็นโกรธ ผลักมือเสียแล้วกล่าวว่า “ถ้า ตายก็ตายเสียเปล่า นี่หากว่าไม่ตายจึงได้มาเห็นหน้า” ก๋งจูหยีจึงว่า “ถ้า เจ้าไม่ป่วย ที่ไหนพี่จะได้พบเจ้า” หญิงคนใช้ที่ปรนนิบัติรู้ทีก็ผ่อนกัน ออกมาเสียจากนอกฉาก ก๋งจูหยีกับนางบุนเกียงก็พูดจาถูกต้องกันตาม เคยมาแต่ก่อน

ขณะนั้นเจ๋ฮูก๋งแจ้งว่านางบุนเกียงป่วยก็ลงไปเยี่ยม พบก๋งจูหยีกับนาง บุนเกียงอยู่สองต่อสอง เห็นกิริยาประหลาดก็คิดกริ่งใจจึงว่ากับก๋งจูหยีว่า “น้องเป็นสาว เจ้าเป็นหนุ่ม เข้ามาไยในที่ลับดังนี้ แต่บิดาและจะเห็นใจ เจ้า คนข้างนอกเขาจะมิครหานินทาหรือ” ก๋งจูหยีมิได้ตอบประการใด เจ๋ฮูก๋งจึงกำชับหญิงคนใช้ให้ผลัดเปลี่ยนกันพยาบาลอย่าให้ขาดได้ แล้ว เจ๋ฮูก๋งก็กลับมาที่อยู่ จึงให้ผู้มีสติปัญญาไปขอลูกสาวเจ้าเมืองซองให้ก๋งจู หยี เจ้าเมืองซองก็ยอมให้ ก๋งจูหยีแจ้งว่าบิดาไปขอลูกสาวเจ้าเมืองซอง ได้ก็มีความยินดีนัก แต่นั้นมาก็มิได้ให้คนใช้ไปถามข่าวนางบุนเกียงเลย นางบุนเกียงก็ยิ่งเสียใจป่วยหนักลง เจ๋ฮูก๋งก็ไม่สบาย กำชับผู้พยาบาลทุก เวลา

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อ ได้สมบัติแต่อายุสิบห้าปี ยังไม่มีภรรยาหลวง ก๋งจูเต๊ก กับขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า ประเพณีเจ้าเมืองถ้าอายุสิบห้าปีก็จำจะหาภรรยา จะได้มีบุตรสืบแซ่ต่อไป เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า ทุกวันนี้ก็คิดอยู่แต่มิได้แจ้งว่า ลูกสาวเจ้าเมืองใดจะดี ก๋งจูเต๊กซึ่งเป็นที่ไทใจจึงว่า “ข้าพเจ้าได้ยินคำ ลูกค้าไปขาย ณ เมืองเจ๋มาสรรเสริญว่าลูกสาวเจ้าเมืองเจ๋ชื่อนางบุนเกียง รูปงามนัก ทั้งสติปัญญาก็เฉลียวฉลาด ผู้รู้กล่าวกลอนและโคลงชมโฉม นางบุนเกียงไว้ว่า ‘ผิวเนื้อหน้านวลเหมือนดอกโถเมื่อต้องแสงพระ จันทร์ ทีจะยิ้มก็งามเหมือนดอกไม้เพิ่งจะแย้ม กิริยาอัชฌาสัยน่าชม เหมือนหยกอย่างดี สมกับที่ชื่อนางบุนเกียง’ ”

เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นก็เกิดรักใคร่นางบุนเกียง จึงว่า “ทำประการใด เราจะได้นางบุนเกียงมาเป็นภรรยา” ก๋งจูเต๊กจึงว่า “เมืองเราก็เป็นเมือง ใหญ่ ยศศักดิ์เสมอกันกับเมืองเจ๋ ท่านไปขอนางบุนเกียง เห็นเจ๋ฮูก๋งจะ ไม่ตัดไมตรีท่าน” เจ้าเมืองฬ่อให้ก๋งจูเต๊กคุมเครื่องบรรณาการไปขอนาง บุนเกียงจากเจ้าเมืองเจ๋ เจ๋ฮูก๋งก็ยอมให้แล้วว่า “บัดนี้นางบุนเกียงบุตรเรา ยังป่วยอยู่ ถ้าหายแล้าท่านจึงแต่งคนมารับเถิด” ก๋งจูเต๊กคำนับลามาแจ้ง แก่เจ้าเมืองฬ่อทุกประการ เจ้าเมืองฬ่อก็มีความยินดีนัก จึงแต่ให้คน สนิทผลัดเปลี่ยนกันไปสืบข่าวนางบุนเกียงมิได้ขาด

ฝ่ายเจ๋ฮูก๋งครั้นถึง ณ วันฤกษ์ดี ก็แต่งการไปรับลูกสาวเจ้าเมืองซองมา ให้อยู่กินกับก๋งจูหยีผู้บุตร เจ้าเมืองฬ่อก็แต่งเครื่องบรรณาการมาคำนับ ทำขวัญ เจ๋ฮูก๋งก็มีความยินดี ฝ่ายนางบุนเกียง ครั้นแจ้งว่าบิดายกให้เจ้า เมืองฬ่อแล้วก็สิ้นความทุกข์ ป่วยก็คลายขึ้น คนสนิทเจ้าเมืองฬ่อให้มา สืบอาการก็กลับไปแจ้งกับเจ้าเมืองฬ่อว่านางบุนเกียงหายป่วยแล้ว เจ้า เมืองฬ่อก็มีความยินดียิ่งนัก จึงให้ก๋งจูเต๊กกำหนดนัดการ ณ เมืองเจ๋ เจ๋ฮูก๋งจึงว่า “บุตรเราหายแล้ว ท่านจะรับไปเมื่อไรก็ตามเถิด” ก๋งจูเต๊กก็ มาแจ้งความแก่เจ้าเมืองฬ่อตามคำเจ๋ฮูก๋ง เจ้าเมืองฬ่อก็จัดแจงเตรียม การไว้พร้อม คอยวันฤกษ์ดีจะไปรับนางบุนเกียง

ฝ่ายก๋งจูหยีครั้นแจ้งว่าก๋งจูเต๊กมานัดงานจึงคิดว่า นางบุนเกียงจะไป เมืองฬ่อเสียแล้ว ทำประการใดจะได้ชมเชยให้อิ่มใจ ก๋งจูหยีแต่งโคลง เป็นใจความว่า “โถอูหัว :- แปลว่าดอกโถเกิดในดวงพระจันทร์ ซันกีแฮ :- ได้เคยชมเป็นที่ชื่นใจ, ตองฮ่อบุตเทีย :- ใจไม่ลืมที่เคยชื่นเลย เผียวหยี ฮุยเซีย :- จะต้องจำใจชมดอกหญ้า, อูเจียฮีฮกจูเอีย :- ใจจะขาดคิดเสีย ดาย ไม่รู้ลืมเลยด้วยอาลัย” ครั้นทำโคลงแล้วจึงให้หญิงคนสนิทเอาซ่อน ใส่ในกระเช้าดอกไม้ ลอบไปให้นางบุนเกียงๆรับมาอ่านดูได้ความแล้ว จึงเขียนโคลงตอบไปใจความว่า “โถอูเฮง :- แปลว่าดอกโถเกิดในดวง พระจันทร์, ฮ่อหัวกีเลง :- แต่ก่อนมีผู้คอยชมรัศมี, กิมจือบุตเทีย :- บัด นี้ก็หาเป็นที่ต้องการไม่, กีขอไหลฉุน :- เห็นฤดูดอกโถจะไม่กลับมา, ฮูหลงฮูฮกฮูเหลง :- ถึงสั่งก็สั่งเสียเปล่า ” เขียนแล้วจึงพับผนึกส่งให้คน เอาไปให้ก๋งจูหยีๆอ่านแจ้งความแล้วก็ยิ่งรักนางบุนเกียงหนัก นอนรำพึง หาเหตุจะได้พบพูดจากันสักครั้งหนึ่งก็ไม่สมความคิด

ก๋งจูหยีมีความร้อนใจนัก จึงคิดทำจะอาสาไปส่งนางบุนเกียง เห็นจะได้ ส่งนางสมความคิด ก๋งจูหยีจึงเข้าไปคำนับเจ๋ฮูก๋งแล้วว่า “ซึ่งบิดาจะไป ส่งนางบุนเกียงครั้งนี้ เจ้าเมืองฬ่อหาได้มารับเองไม่ การบ้านเมืองก็มี มาก ขอจงอยู่รักษาเมืองเถิด ข้าพเจ้าจะขอไปส่งนางบุนเกียงเอง”

เจ๋ฮูก๋งจึงว่า “เราได้ออกปากว่าจะไปส่งนางบุนเกียงแล้ว ครั้นจะมิไปเจ้า เมืองฬ่อก็จะน้อยใจ” ขณะเมื่อพูดกันอยู่พอมีผู้มาแจ้งแก่เจ๋ฮูก๋งว่า “ก๋งจู เต๊กขุนนางเมืองฬ่อจะมารับบุตรีท่าน” เจ๋ฮูก๋งก็ได้จัดทรัพย์สิ่งของ บรรทุกเกวียนไว้เป็นอันมาก แล้วให้นางบุนเกียงไปเที่ยวลาญาติพี่น้อง ทั้งปวง นางบุนเกียงก็ไปลาก๋งจูหยีๆรู้ว่านางบุนเกียงมาก็มารับเชิญให้นั่ง ที่อันเดียวกัน จึงสั่งให้หญิงคนใข้ยกโต๊ะมาตั้ง แล้วก๋งจูหยีว่ากับนาง บุนเกียงว่า “เจ้ากับพี่แต่ก่อนเคยเสพสุราด้วยกัน บัดนี้จะจากพี่ไปแล้ว จงเสพสุราด้วยกันกับพี่ให้สบายสักเวลาหนึ่งเถิด” แล้วก๋งจูหยีก็รินสุราส่ง ให้นางบุนเกียงๆจึงว่า “ข้าพเจ้าป่วยครั้งนี้ยังหาหายสนิทไม่ ยังเป็นเม็ด ตอดอยู่ในคอ จะเสพสุราที่พี่รินนี้ ที่ไหนจะกลืนเข้าไปได้”

ก๋งจูหยีได้ฟังนางบุนเกียงพูดจาเหน็บแนมดังนั้นก็ยิ้มอยู่ ครั้นจะตอบโต้ ก็เห็นหญิงคนใช้ตามมามากเกรงจะเกิดความจึงว่า “ครั้งนี้เจ้าจะมีแต่วัน ไกลแล้วหนอ” นางบุนเกียงจึงตอบว่า “ถ้าปีเดือนวันดีจะกลับมามีอยู่” แล้วนางบุนเกียงคำนับลาก๋งจูหยีๆแลตามจนลับตาคิดเศร้าใจ ฝ่ายเจ๋ฮูก๋ง ครั้นถึง ณ วันฤกษ์ดีก็ไปส่งนางบุนเกียง ณ เมืองฬ่อ 

๑๔ ใช้คนผิด

ขณะนั้นพระเจ้าฮวนอ๋องครองเมืองหลวงได้สิบแปดปี มีผู้มาทูลว่า หงอเสงแอบรับสั่ง เที่ยวตีหัวเมืองทั้งปวงได้ความเดือดร้อนก็ทรงพระ โกรธ จึงตรัสกับขุนนางทั้งปวงว่า “หงอเสงคิดทำการดังนี้ จำเราจะยก ทัพไปกำจัดหงอเสงเสียจากเมืองเตง” เค็กก๋งหลิมฮูจึงทูลว่า “หงอเสงนั้น ตั้งแต่ปู่และบิดาจนตัวหงอเสงเอง ได้ทำความชอบไว้ต่อแผ่นดินหลาย ครั้ง ซึ่งหงอเสงทำผิดก็ขอให้มีรับสั่งไปหาตัวมาทำโทษพอสมควร ที่จะ ยกทัพไปนั้นจะเสียพระเกียรติยศ”

พระเจ้าฮวนอ๋องจึงตรัสว่า “หงอเสงดูหมิ่นเราหลายครั้งแล้ว ซึ่งจะไปหา ตัวมานั้น ถ้าหงอเสงมิมาเราจะได้อัปยศแก่หัวเมืองทั้งปวง เราจะไปเอง จึงจะได้ตัวหงอเสง แล้วพระเจ้าฮวนอ๋องสั่งให้เกณฑ์กองทัพยกไปตี เมืองเตง”

ฝ่ายหงอเสงรู้จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า “พระเจ้าฮวนอ๋องให้ทหาร ยกกองทัพมาตีเมืองเรา ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด”

ชัวจก ที่ปรึกษา จึงว่า “ครั้งนี้พระเจ้าฮวนอ๋องเสด็จมาเอง ครั้นเราจะรบ พุ่งต้านทานก็เหมือนหากตัญญูไม่ ขอท่านจงแต่งเครื่องบรรณาการไป อ้อนวอนรับผิดแต่โดยดีจึงจะชอบ” หงอเสงจึงว่า “ปู่และบิดาเราก็ได้ทำ ความดีความชอบมาสามแผ่นดินแล้ว ตัวเราก้ได้ทำความชอบเป็นอัน มาก ซึ่งพระเจ้าฮวนอ๋องยกมาครั้งนี้ด้วยกำลังโทโส จะให้เอาดีต่อนั้น แม้นไม่สมคิดแล้วจะแก้ตัวยาก จำจะคิดรบพุ่งพอรักษาชีวิตและกระดูก บิดามารดาไว้ก่อน”

โกกีนีจึงว่า “พระเจ้าฮวนอ๋องยกทัพมาครั้งนี้ จะทำอะไรได้กับเมืองเรา ด้วยพระเจ้าฮวนอ๋องให้ทัพเมืองชัว เมืองโอยเป็นปีกซ้าย ให้ก๋งจูโถ เมืองตินคุมทหารเข้ากองหลวง และก๋งจูโถกับเราก็ชอบกัน ซึ่งยกมานี้ เพราะขัดรับสั่งพระเจ้าฮวนอ๋องไม่ได้ ประการหนึ่งก๋งจูโถฆ่าก๋งจูเมียน ผู้พี่เสีย ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าเมืองตินใหม่ ทหารเอก ทหารเลวก็ยังหาพร้อม ใจกันไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าจะออกโจมตีทัพหลวงทีเดียว ทหารก๋งจูโถไม่ เป็นใจรบก็จะแตกไปโดยง่าย ถ้าทัพหลวงแตกแล้ว ทัพเมืองชัว เมือง โอย ก็จะพลอยแตกไปเอง” หงอเสงก็เห็นชอบด้วย พอชาวด่านมาแจ้งว่า ทัพพระเจ้าฮวนอ๋องยกมาตั้งค่ายมั่นอยู่ตำบลฮิกก๊ก หงอเสงจึงจัดทัพให้ ทันเซ็กเป็นปีกซ้าย ชัวจกเป็นปีกขวา ให้โกกีนี จ๊กเยียม เป็นทัพหน้า ให้หงวนหวนกับแฮซกเองอยู่ในกองทัพ หงอเสงก็ยกมาตั้งค่ายมั่นลง ณ ตำบลฮิกก๊ก ใกล้ค่ายพระเจ้าฮวนอ๋องประมาณห้าสิบเส้น

พระเจ้าฮวนอ๋องเห็นกองทัพหงอเสงยกมาก็ยิ่งทรงพระโกรธนัก จึงสั่งให้ เตรียมทหารจะเสด็จออกไปรบ เค็กก๋งหลิมฮูจึงทูลว่า “พระองค์เป็น กษัตริย์ ซึ่งจะออกรบกับทหารเมืองเตงถึงจะมีชัยชนะก็ไม่เป็นเกียรติยศ ขอให้แต่งทหารที่มีฝีมือออกรบไปก่อน” พระเจ้าฮวนอ๋องก็เห็นด้วย จึง ให้ก๋งจูโถ เค็กก๋ง หลิมฮูออกไปรบ นายทหารทั้งสามก็ยกทหารไปถึง หน้าค่ายหงอเสง แล้วให้ตีกลองรบและม้าล่ออื้ออึงขึ้น

หงอเสงเห็นดังนั้นก็ให้กำชับนายทหารปีกซ้ายขวา ให้คอยดูธงสำคัญ ค่ายแม่ทัพ ถ้าเห็นธงใหญ่ยกขึ้นก็ให้พร้อมกันระดมตีตะลุมบอนให้กระทั่ง ถึงทัพหลวง นายทหารทั้งสามกองก็เตรียมตัวคอยดูธงสัญญาอยู่

ฝ่ายก๋งจูโถกับเค็กก๋ง หลิมฮู มิได้เห็นทหารหงอเสงออกมาก็ให้ทหารเลว เข้าไปร้องท้าทายหงอเสงเป็นข้อหยาบช้าต่างๆ ทหารในค่ายหงอเสงก็ สงบอยู่ ทหารก๋งจูโถเข้าไปร้องท้าทายแต่เช้าจนเวลาบ่าย ฝ่ายหงอเสงนั่ง เสพสุราอยู่บนหอรบ ครั้นเห็นทัพก๋งจูโถ ทั้งม้า ทั้งคน อิดโรยกำลังด้วย ต้องแสงแดดร้อน หงอสเงก็ให้แฮซกเองโบกธงสัญญาขึ้น โกกีนีก็ยกทหาร ออกจากค่ายเข้ารบกับทัพก๋งจูโถๆไม่เป็นใจรบพุ่ง ก็แตกถอยมาปะทะทัพ หลวง โกกีนีได้ทีก็พาทหารไล่ฆ่าฟันทหารก๋งจูโถเข้าประตูค่ายมิทัน ก็พัง ค่ายหลวงทลายลงทั้งสี่ด้าน ทหารในกองทัพก็แตกตื่นหนีออกจากค่ายเป็น อลหม่าน

หงอเสงรีบยกหนุนโกกีนีไป ทหารเมืองเตงฆ่าฟันทหารในกองทัพหลวง ล้มตายเป็นอันมาก พระเจ้าฮวนอ๋องเห็นจะต้านทานมิได้ จึงให้เค็กก๋ง หลิมฮู มาป้องกันทหารข้างหลัง พระเจ้าฮวนอ๋องก็พาทหารถอย รบไปทาง ประมาณสามสิบเส้น จ๊กเยียม นายทหารเมืองเตงเห็นได้ทีคุมทหารออกจาก ชายป่ารบสกัดต้านหน้าไว้ ทหารในกองทัพหลวงเห็นกองทัพมาสกัดต้น ทางก็ตกใจ ต่างทิ้งม้าและเครื่องสาตราวุธ วิ่งบุกป่าไปเหยียบกันตายเป็น อันมาก เค็กก๋ง หลิมฮู เห็นดังนั้นก็ทิ้งทวนเสีย ถอดกระบี่ออกโจนจาก เกวียน วิ่งสกัดทหารซึ่งหนีเข้าป่านั้น ฟันตายลงเป็นหลายคน แล้วตัดเอา ศรีษะชูขึ้นประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่า “ศึกเสียทีแต่เพียงนี้หาควรที่จะตก ใจวุ่นวายไม่ ถ้าผู้ใดไม่เป็นใจจะรบพุ่งข้าศึก เราจะตัดศรีษะเสียเหมือน ทหารคนนี้” ทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็กลัวอาญา กลับหน้ามารบพุ่งกับ ทหารจ๊กเยียมเป็นสามารถ

จ๊กเยียมและไปเห็นพระเจ้าฮวนอ๋องทรงเกราะทอง กั้นสัปทน ยืนอยู่กลาง ทหาร จึงเอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกพระเจ้าฮวนอ๋องล้มลง ทหารซึ่งรักษา พระองค์ก็เข้าไปประคองไว้ และลูกเกาทัณฑ์นั้นตัดเกราะเข้าไปพอถึง ฉลองพระองค์ชั้นในมิได้เป็นอันตรายพระองค์

ขณะเมื่อพระเจ้าฮวนอ๋องล้มลงนั้น จ๊กเยียมขับม้าฝ่าทหารเข้าไปจะจับ พระเจ้าฮวนอ๋อง เค็กก๋ง หลิมฮู ก็กลับเข้ารบกับจ๊กเยียม พอหงวนหวนกับ ทหารหงอเสงตามเข้าไปทัน ก็เข้าช่วยจ๊กเยียมรุกรบกับเค็กก๋ง หลิมฮู เป็น สามารถ

หงอเสงเร่งทหารหนุนมาข้างหลัง แลไปเห็นทัพพระเจ้าฮวนอ๋องแตกยับ เยินจึงคิดว่า ถ้าจะให้ทหารตามตีซ้ำเติมไปบัดนี้ เห็นพระเจ้าฮวนอ๋องจะ เป็นอันตรายในกลางศึกเป็นมั่นคง แม้นพระเจ้าฮวนอ๋องเป็นอันตรายลง เพราะทหารเรา คนทั้งแผ่นดินก็จะติเตียนว่าเราหามีกตัญญูไม่ หงอเสงให้ ตีม้าล่อเรียกทหารกลับ จ๊กเยียม หงวนหวน ทันเต๊ก ได้ยินเสียงม้าล่อ สัญญาก็ละจากเค็กก๋ง หลิมฮู พาทหารถอยมา แต่จ๊กเยียมคิดเสียดายที่ได้ ทีมิรู้แล้ว

และขณะเมื่อโกกีนีเข้าตีก๋งจูโถนั้น ชัวจกก็ตีทัพเมืองชัว เมืองโอย ทหาร เมืองชัว เมืองโอย เห็นทัพหลวงแตกแล้วก็มิได้สู้รบ ต่างคนต่างหนีเอาตัว รอด ทันเต๊ก ทหารหงอเสง ก็ตีทัพจิวก๋ง เฮ๊กเตียน แตก ฆ่าทหารเลวล้มตาย เป็นอันมาก

ฝ่ายพระเจ้าฮวนอ๋อง ครั้นทหารหงอเสงถอยไปแล้ว ก็ล่าทัพมาตั้งค่ายมั่น อยู่ไกลแดนเมืองเตงประมาณสองร้อยเส้น พอจิวก๋งเฮ็กเตียน ไปถึง เข้าไป เฝ้าทูลความที่เสียทีแก่ข้าศึกนั้นทุกประการ แล้วว่าซึ่งทัพหลวงแตกยับเยิน ครั้งนี้เพราะทัพเมืองตินไม่เป็นใจรบ พระเจ้าฮวนอ๋องจึงตรัสว่า “เราใช้คน ผิดเสียแล้ว”

ฝ่ายทหารหงอเสง ครั้นมาถึงค่ายพร้อมกัน ต่างก็เล่าความซึ่งมีชัยชนะให้ หงอเสงฟังทุกประการ แต่จ๊กเยียมนั้นว่า “ข้าพเจ้าเอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูก พระเจ้าฮวนอ๋องล้มลงเจียนจะได้ตัวอยู่แล้ว หากท่านให้ตีม้าล่อขึ้น พระเจ้าฮวนอ๋องจึงได้รอดตัวไปได้” หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ คิดจะ เอาโทษจ๊กเยียมก็เกรงว่าทหารทั้งปวงจะเสียใจ จึงเรียกชัวจกไปใกล้ แล้วกระซิบว่ากับชัวจกว่า “พระเจ้าฮวนอ๋องเป็นกษัตริย์แซ่พระเจ้า บู๊อ๋อง แต่เราแข็งเมืองสู้รบก็ผิดหนักหนาแล้ว จ๊กเยียมทหารเราซ้ำยิงเอา พระเจ้าฮวนอ๋องอีกเล่า ถ้าพระเจ้าฮวนอ๋องเป็นอันตรายลงเพราะมือ ทหารเรา ความชั่วจะติดชื่ออยู่ชั่วพระจันทร์พระอาทิตย์ เรามีความวิตก นักจะทำประการใดดี”

ชัวจกจึงว่า “ท่านว่านี้ควรนัก แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าครั้งนี้พระเจ้าฮวนอ๋อง จะคิดเกรงฝีมือความคิดท่านยิ่งนัก ในฤดูนี้เห็นยังไม่คิดมาแก้แค้นท่าน ถ้าท่านแต่งเครื่องบรรณาการไปอ่อนน้อม ถึงพระเจ้าฮวนอ๋องเสีย ทแกล้วทหารลงครั้งนี้มากนัก ถ้าท่านมิได้กตัญญู ยกตามไปตีเมือง หลวง ที่ไหนพระเจ้าฮวนอ๋องจะรักษาสมบัติไว้ได้”

หงอเสงก็เห็นด้วย จึงว่า “อันจะให้ผู้อื่นคุมเครื่องบรรณาการไป เราไม่ เต็มใจเลย จะใคร่ให้ท่านไปเอง จะได้สืบพระอาการพระเจ้าฮวนอ๋องที่ ถูกเกาทัณฑ์นั้นด้วย” แล้วหงอเสงให้จัดโคสิบสองตัว แพะร้อยตัว ข้าว โพด สาลี และสิ่งของทั้งปวงร้อยเกวียน ให้ชัวจกรีบไปแต่ในเวลากลาง คืน ชัวจกครั้นไปถึงค่ายหลวง พอพบเค็กก๋ง หลิมฮู ชัวจกก็เล่าความที่ หงอเสงใช้มานั้นให้เค็กก๋ง หลิมฮู ฟังทุกประการ

เค็กก๋ง หลิมฮู ก็เข้าไปเฝ้าทูลพระเจ้าฮวนอ๋องว่าหงอเสงแต่งให้ขุนนาง เมืองเตงคุมเครื่องบรรณาการมาถวาย จะขอเฝ้าพระเจ้าฮวนอ๋องๆก็สั่ง ให้หาชัวจกๆก็เข้าไปถวายบังคมแล้วจึงกราบทูลว่า “ซึ่งหงอเสงทำให้ พระองค์ขัดเคืองพระทัยนั้น บัดนี้รู้โทษผิด จึงให้ข้าพเจ้าคุมเครื่อง บรรณาการมาถวาย รับพระราชทานโทษ ขอเป็นข้าขึ้นกับเมืองหลวง ตามอย่างแต่ก่อน” พระเจ้าฮวนอ๋องคิดแค้นพระทัยขึ้นมา มิได้ตรัส ประการใด

เค็กก๋ง หลิมฮู เห็นพระจริตพระเจ้าฮวนอ๋องขัดเคืองหงอเสงนัก จึงว่ากับ ชัวจกว่า “เมื่อหงอเสงรู้จักโทษตัวแล้วก็ไปเถิด พระเจ้าแผ่นดินทรงพระ เมตตา มิได้ถือโทษ”

ชัวจกก็กราบถวายบังคมลาออกมา แล้วแวะไปหาจิวก๋งเฮ็กเตียนๆก็ออก ไปรับคำนับกัน แล้วก็พามานั่งที่อันสมควร ชัวจกจึงถามจิวก๋งเฮ็กเตียน ว่า “ซึ่งพระเจ้าฮวนอ๋องถูกเกาทัณฑ์นั้น ท่านได้เห็นบาดแผลมากหรือ น้อยประการใด” จิวก๋งเฮ็กเตียนจึงบอกว่า “ลูกเกาทัณฑ์นั้นมิได้ทำ อันตรายพระองค์ ตัดแต่เกราะเข้าไปพอถึงฉลองพระองค์ชั้นใน” ชัวจก ก็มีความยินดีจึงว่า “หงอเสงนายข้าพเจ้าทุกวันนี้เป็นทุกข์นัก กลัวว่า พระเจ้าฮวนอ๋องประชวรมาก ข้าพเจ้าลาท่านไปแจ้งความให้นาย ข้าพเจ้าสิ้นวิตก”

จิวก๋งเฮ็กเตียนจึงว่า “ท่านจงบอกหงอเสงด้วยเถิดว่า เมื่อแรกจะยกมา นั้น เราก็ได้ทูลทัดทานหลายครั้ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทั้งนี้ก็สำหรับกรรม ของเราและไพร่ฟ้าทั้งปวงที่จะได้ความลำบาก” ชัวจกก็คำนับลามาแจ้ง แก่หงอเสงทุกประการ หงอเสงก็มีความยินดี

ฝ่ายพระเจ้าฮวนอ๋องครั้นชัวจกกลับไปแล้ว เวลารุ่งเช้าก็เลิกทัพกลับไป เมืองหลวง พระเจ้าฮวนอ๋องคิดจะแก้แค้นหงอเสงมิได้ขาด จึงตรัส ปรึกษาเค็กก๋ง หลิมฮูว่า “เราคิดจะมีหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้งปวง ให้ยก กองทัพมาบรรจบทัพเราไปแก้แค้นหงอเสงเสียให้จงได้ เราจึงจะนอน ตาหลับ”

เค็กก๋ง หลิมฮู จึงทูลว่า “พระองค์เสียทีหงอเสงมาครั้งนี้ก็ได้ความอัปยศ แก่เมืองติน เมืองชัวอยู่แล้ว ซึ่งจะให้มีหนังสือรับสั่งไปแจ้งแก่หัวเมือง ทั้งปวงนั้น เหมือนเอาความอายไปเที่ยวป่าวร้องให้รู้ทั้งแผ่นดิน และ บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือเล่า ก็เป็นพวกพ้องหงอเสงสิ้น แม้นเมืองใด ไม่มาตามรับสั่ง ก็จะซ้ำเสียเกียรติยศไปอีก อันหงอเสงได้อ่อนน้อมรับ ผิดนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าดีอยู่แล้ว” พระเจ้าฮวนอ๋องได้ทรงฟังดังนั้นก็เคือง พระทัยจึงตรัสว่า “แต่นี้เราไม่ออกชื่อหงอเสงเลย” แล้วเสด็จเข้าข้างใน

๑๕ เลือดต้องล้างด้วยเลือด

ฝ่ายเจ้าเมืองชัว ขณะเมื่อยกทัพมาบรรจบทัพพระเจ้าฮวนอ๋องไปตีเมือง เตงนั้น ชัวกุย ผู้น้องเจ้าเมืองชัว ไปพูดจากันกับทหารเมืองตินที่ก๋งจูโถ คุมมานั้นได้ความว่า ก๋งจูโถฆ่าก๋งจูเมียนผู้พี่เสีย ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าเมือง ก็ ตกใจนัก คิดวิตกถึงก๋งจูเมียนผู้หลานด้วยก๋งจูเมียน เจ้าเมืองติน นั้นเป็น บุตรเขยเจ้าเมืองชัวๆเป็นพี่ชายชัวกุย ครั้นมาถึงเมืองชัว ชัวกุยก็เอา ความก๋งจูโถฆ่าก๋งจูเมียน เจ้าเมือง เสียนั้นเล่าให้ชัวกี เจ้าเมืองชัว ผู้พี่ ฟังทุกประการ

ชัวกีได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่า “เราจำจะไปกำจัดก๋งจูโถเสียจึงจะได้” ชัวกุยจึงว่า “ก๋งจูโถมักเสพสุราและเที่ยวไปไล่เนื้อมิได้ขาด ข้าพเจ้าคิด ว่าจะแต่งคนให้ลอบไปฟังดู ถ้าก๋งจูโถออกมาไล่เนื้อ เราจึงแต่งทหารจู่ ไปจับเอาตัวมาฆ่าเสีย เห็นจะได้โดยง่าย” ชัวกีก็เห็นด้วยจึงให้คนสนิท ไปสืบดู ณ เมืองติน คนสนิทชัวกุยไปสืบได้ความแล้วก็รีบกลับมาบอก กับชัวกุยว่า “บัดนี้ก๋งจูโถออกมาไล่เนื้ออยู่ปลายแดนเมืองตินได้สองวัน แล้ว” ชัวกุยแจ้งดังนั้นจึงจัดทหารม้าห้าร้อย แบ่งเป็นสี่กอง แต่งเป็นชาว ป่า กำหนดให้ถึงพร้อมกัน ณ ปากทางที่จะไปเมืองติน ทหารทั้งสี่กองก็ แยกกันลัดไปในป่า ตัวชัวกุยนั้นก็คุมทหารกองหนึ่งรีบไปตามทางใหญ่ ครั้นไปถึงแดนเมืองตินพร้อมกันก็แยกรายกันซุ่มอยู่ในป่า

ฝ่ายก๋งจูโถ ครั้นเวลาเช้าก็ขึ้นม้าพาทหารเกาทัณฑ์ออกจากซุ้มร่มไม้ เที่ยวยิงเนื้อในป่าปลายแดน พอเนื้อตัวหนึ่งวิ่งผ่านหน้าม้าก๋งจูโถมา ก๋งจูโถก็เอาเกาทัณฑ์ยิงเนื้อล้มลง ชัวกุยเห็นดังนั้นก็ขับม้าเข้าไปชิงเอา เนื้อ ก๋งจูโถสำคัญว่าชาวป่าก็โกรธ ชักกระบี่ออกจะฟันชัวกุยๆก็ทำขับ ม้าหนีไปตามทางที่ซุ่มทหารอยู่ ก๋งจูโถก็ควบม้าไล่ตามไป

ทหารทั้งสี่กองซุ่มอยู่เห็นดังนั้น ก็ขับม้ากลุ้มรุมกันฟันแทงก๋งจูโถตาย ชัวกุยก็ตัดเอาศรีษะก๋งจูโถชูขึ้นร้องประกาศแก่ทหารก๋งจูโถว่า “เราชื่อ ชัวกุย เป็นทหารเจ้าเมืองชัวๆแจ้งว่าก๋งจูโถฆ่าก๋งจูเมียนพี่ชายเสีย เจ้า เมืองชัวจึงให้เรามาฆ่าก๋งจูโถผู้ทำผิดเสียบ้าง ท่านทั้งปวงมิได้มีความ ผิดก็อย่าตกใจเลย” ทหารก๋งจูโถได้ฟังดังนั้นต่างก็แลดูรู้จัก จำได้ว่า ชัวกุย น้องชายเจ้าเมืองชัว ต่างคนเข้าไปคำนับชัวกุยสิ้น

ชัวกุยเอาศรีษะก๋งจูโถผูกกับอานม้า พาทหารทั้งปวงเข้าไปในเมืองติน บรรดาทหารที่ตามไปนั้นก็ร้องประกาศแก่ชาวเมืองทั้งปวงว่า “ก๋งจูโถ ท่ำทรยศหยาบช้า ฆ่าเจ้าเมืองตินซึ่งมีคุณแก่ราษฎรทั้งปวงเสีย บัดนี้ ชัวกุยนายเรามาฆ่าก๋งจูโถเสีย แล้วจะยกก๋งจูเอียก บุตรก๋งจูเมียน ผู้ตาย ขึ้นเป็นเจ้าเมืองตินแทนบิดา” ชาวบ้านชาวเมืองและขุนนางทั้งปวงได้ ยินดังนั้นต่างคนยินดีนัก พากันไปคำนับชัวกุยสิ้น ชัวกุยตั้งก๋งจูเอียก ขึ้นเป็นเจ้าเมืองตินแทนบิดา ขณะนั้นพระเจ้าฮวนอ๋องเสวยราชสมบัติ ได้สิบแปดปี

๑๖ พังเพราะฟังแต่คนอวดโอ่

ฝ่ายหิมถอง เจ้าเมืองฌ้อ หัวเมืองทิศใต้ ตั้งบำรุงทหารคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ และหิมถองคนนี้เป็นเชื้อพระเจ้าโกซินซี ก่อนแผ่นดินห้องสิน สืบลูก หลานมาหลายชั่วคนจนถึงหิมซุมๆได้เป็นเจ้าเมืองฌ้อ และหิมซุมนั้นมี บุตรสองคน ผู้พี่ชื่อหิมบัว ผู้น้องชื่อหิมถอง ครั้นหิมซุมตาย ขุนนางทั้ง ปวงตั้งหิมบัวเป็นเจ้าเมืองฌ้อ หิมถองจึงคิดฆ่าหิมบัวผู้พี่เสียได้เป็นเจ้า เมืองฌ้อๆตั้งอยู่ในความยุติธรรม หัวเมืองทั้งปวงก็ขึ้นแก่เมืองฌ้อหลาย เมือง เจ้าเมืองฌ้อก็ยิ่งมีน้ำใจกำเริบ จะตั้งตัวเป็นเจ้าแผ่นดิน

ครั้นแจ้งว่าพระเจ้าฮวนอ๋องยกทัพไปตีเมืองเตง เสียทีแก่หงอเสง หิมถอง ก็ยิ่งยินดีนัก จึงปรึกษากับเต๋าเป๊กปี๋ว่า “เราก็เป็นสายกษัตริย์สืบแซ่มา แต่ก่อน บัดนี้ดูพระเจ้าฮวนอ๋องก็ถอยเกียรติยศลงแล้ว หัวเมืองฝ่าย เหนือก็ตั้งแข็งเมืองอยู่หาขึ้นไม่หลายเมือง อันเมืองเรานี้เสบียงอาหารก็ บริบูรณ์ ทหารและเมืองขึ้นก็มีมาก เราคิดจะตั้งตัวเป็นเจ้า ท่านจะเห็น ประการใด”

เต๋าเป๊กปี๋จึงว่า “ถ้าดังนั้นจำจะคิดเกลี้ยกล่อมหัวเมืองให้เป็นไมตรีกับเรา ให้มาก และตำบลฮันต๋งนั้น เมืองซุยเป็นเมืองใหญ่ ถ้าได้เมืองซุยเป็น ไมตรีแล้ว หัวเมืองเล็กน้อยแถบนั้นก็จะพลอยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ เราสิ้น” หิมถองจึงว่า “ทำประการใดจะเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองซุยได้” เต๋าเป๊กปี๋จึงว่า “ขอท่านยกทหารไปตำบลแฮ ปลายเมืองซุย แล้วจึงแต่ง ผู้มีสติปัญญา เข้าไปเชิญเจ้าเมืองซุยออกมาพูดจาตามธรรมเนียมที่จะ เป็นไมตรี ถ้าเจ้าเมืองซุยมิออกมาเราจึงคิดต่อไป” หิมถองก็เห็นด้วย จึง แต่งทหารพร้อมแล้วก็ยกไปตำบลแฮ ปลายเมืองซุย หิมถองจึงให้ เอียมเจียมเข้าไปเชิญเจ้าเมืองซุยให้ออกมาปลายแดน

เจ้าเมืองซุยแจ้งดังนั้น จึงปรึกษาอุยเหลียงว่า “เจ้าเมืองฌ้อให้มาเชิญเรา ออกไปจะเป็นไมตรีด้วยเรา ท่านจะเห็นประการใด” อุยเหลียงจึงว่า “เมืองเราเป็นเมืองน้อย เมืองฌ้อเป็นเมืองใหญ่ ซึ่งจะเป็นไมตรีกับท่าน นั้น ท่านอย่าเพ่อวางใจก่อน จะพูดกับเจ้าเมืองฌ้อจงระมัดระวังปากให้ จงดี” เสียวซูจึงว่า “ท่านจะด่วนออกไปพูดจากับเจ้าเมืองฌ้อนั้นไม่ควร ข้าพเจ้าจะขอออกไปพูดจาดูท่วงทีก่อน” เจ้าเมืองซุยก็เห็นด้วย เสียวซูก็ คำนับลาออกมาตำบลแฮ

เต๋าเป๊กปี๋ซึ่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าเมืองฌ้อแจ้งว่าเสียวซูออกมา จึงเข้าไปว่า กล่าวแก่เจ้าเมืองฌ้อว่า “เจ้าเมืองซุยให้เสียวซูออกมาดูท่วงทีท่าน อัน เสียวซูนี้เป็นคนอวดรู้ สติปัญญาต่ำช้านัก และเมื่อเสียวซูจะเข้ามาหา ท่านนั้น ท่านจงจัดเอาทหารที่หนุ่มๆไปซ่อนเสีย เอาแต่ทหารที่แก่ชรา มาไว้ในค่ายท่าน เห็นเสียวซูจะคิดประมาทเราๆจะได้รู้ว่าเจ้าเมืองซุย จะเป็นไมตรีกับเราโดยสุจริตหรือประการใด เราจะได้คิดต่อไป” แล้ว เต๋าเป๊กปี๋กระซิบความซึ่งคิดไว้นั้นให้หิมถองฟังทุกประการ หิมถองก็ เห็นด้วย จึงได้จัดแจงทหารตามคำเต๋าเป๊กปี๋

ฝ่ายเสียวซู ครั้นไปถึงค่ายเจ้าเมืองฌ้อ เห็นทหารในค่ายแต่ล้วนแก่ชรา หาสมที่จะเอามาใช้สอยเป็นทหารไม่ เสียวซูคิดประมาทเจ้าเมืองฌ้อนัก ก็เดินเข้าไปในค่ายชั้นใน คำนับหิมถองแล้ววว่า “เจ้าเมืองซุยนาย ข้าพเจ้าป่วย ยังออกมาสนทนาด้วยท่านมิได้ก่อน จึงให้ข้าพเจ้าออกมา แทน เมื่อท่านมีกิจธุระประการใดจงว่ากับข้าพเจ้าเถิด”

หิมถองได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่าเสียวซูดูหมิ่น จึงว่ากับเสียวซูว่า “เมืองเรา เป็นเมืองน้อยทแกล้วทหารเราก็ไม่เต็มภูมิ เราแจ้งว่าเมืองซุยเป็นเมือง ใหญ่ บริบูรณ์ด้วยทแกล้วทหารจึงอุตส่าห์มาขอไมตรีด้วย กลัวเกลือก ทุกข์ภัยจะมีมา จะพึ่งท่านเป็นเมืองใหญ่” เสียวซูจึงว่า “แต่บรรดาหัว เมืองทั้งปวงน้อยใหญ่ในตำบลฮันเต๋งนี้ก็ขึ้นกับเมืองซุยสิ้น เมื่อท่านจะ เอาเป็นที่พึ่งแล้ว ถ้าท่านมีสุขทุกข์ประการใดก็บอกมาให้แจ้งเถิด นาย ข้าพเจ้าหาเสียไมตรีไม่” หิมถองจึงว่า “เมื่อเจ้าเมืองซุยป่วยอยู่แล้วท่าน จงทำสัตย์แทนเถิด” หิมถองกับเสียวซูก็ถ้อยทีทำสัตย์เป็นไมตรีกัน แล้ว เสียวซูก็มาจากค่าย หิมถองก็ทำเป็นทีจะถอยทัพไปให้เสียวซูเห็น

ฝ่ายเสียวซู ครั้นเห็นหิมถองถอยทัพไปก็รีบกลับมาเมืองซุย เล่าความซึ่ง ได้พูดจากับหิมถองและทำสัตย์กันให้เจ้าเมืองซุยฟังทุกประการ แล้วว่า “เจ้าเมืองฌ้อนั้นมีทแกล้วทหารแต่ล้วนแก่ชรา ข้าพเจ้าจึงทำสัตย์ด้วย หวังจะให้หิมถองเจ้าเมืองฌ้อไว้ใจ บัดนี้หิมถองเพิ่งกลับไป ข้าพเจ้าขอ กองทัพตามไปตีตัดเอาทหารหิมถองมาสักกึ่งหนึ่ง ให้หิมถองรู้จักฝีมือ เราไว้ ภายหน้าไปหิมถองจะได้เกรงท่าน”

เจ้าเมืองซุยได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้จัดแจงทหารจะยกตามตี ทัพหิมถอง กุยเหลียงจึงว่า “เมืองฌ้อนั้นทแกล้วทหารล้วนฝีมือกล้าแข็ง ซึ่งเสียวซูว่ามีแต่ทหารแก่ชรานั้น ข้าพเจ้าเห็นจะเป็นกลอุบายหิมถอง ถ้าท่านยกตามไปก็จะเสียทีเป็นมั่นคง” เจ้าเมืองซุยได้ฟังกุยเหลียงทัด ทานดังนั้นก็คิดรวนเรเป็นสองใจ จึงให้โหรหาฤกษ์ก็หาฤกษ์มิได้ เจ้าเมืองซุยก็มิได้ให้ยกทัพไปตามหิมถอง

ฝ่ายหิมถองค่อยเดินทัพมา คอยทีจะให้ทัพเมืองซุยตามตีเป็นหลายเพลา แล้ว ก็หาเห็นกองทัพเมืองซุยตามมาไม่ จึงปรึกษาเต๋าเป๊กปี๋ว่า “การที่ คิดไว้เห็นจะไม่สมคะเนแล้ว” เต๋าเป๊กปี๋จึงว่า “ดังนั้นท่านจงถอยไปตั้ง อยู่ตำบลฉิมลก จึงให้หนังสือไปนัดบรรดาหัวเมืองที่เป็นไมตรีกับท่าน มาให้พร้อมกัน ณ ตำบลฉิมลก ถ้าเมืองซุยไม่ไปก็เห็นว่าเสียสัตย์ต่อ เราๆจึงยกกลับมาตีเอาเมืองซุยให้จงได้”

หิมถองก็เห็นชอบด้วย จึงให้ถอยทัพมาตั้งอยู่ตำบลฉิมลก แล้วมีหนังสือ ไปนัดหัวเมืองบรรดาเป็นไมตรีกันคือเมืองบาหนึ่ง เมืองหยกหนึ่ง เมือง คะบดหนึ่ง เมืองเตงหนึ่ง เมืองแหหนึ่ง เมืองกาหนึ่ง เมืองโลหนึ่ง เมือง อุนหนึ่ง เมืองยี่หนึ่ง เมืองอึงหนึ่ง เมืองจิ้นหนึ่ง เมืองกังหนึ่ง เป็นสิบสาม หัวเมืองด้วยกันทั้งเมืองซุย บรรดาหัวเมืองทั้งปวงแจ้งกำหนดนัด หิมถองก็มาพร้อมกัน แต่เมืองซุยกับเมืองอึงหามาตามกำหนดไม่ หิมถองให้เอียมเจียมคุมทหารพันหนึ่งยกไปตีเมืองอึง เจ้าเมืองอึงรู้ออก มาอ่อนน้อมรับผิด เอียมเจียมก็กลับมาแจ้งความกับหิมถองทุกประการ หิมถองก็มีความยินดี จึงปรึกษากับเต๋าเป๊กปี๋ว่า “เจ้าเมืองซุยเสียสัตย์ต่อ เราแล้ว จำจะยกไปกำจัดเสีย” เต๋าเป๊กปี๋ก็เห็นชอบด้วย หิมถองก็จัด ทหารพร้อมแล้วยกทหารไปเมืองซุย ตั้งมั่นตำบลฮันต๋ง ทางประมาณห้า สิบเส้น

เจ้าเมืองซุยแจ้งว่าหิมถองยกมาจึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า “หิมถอง ยกมาครั้งนี้ เราจะคิดสู้รบประการใด” กุยเหลียงจึงว่า “จะคิดสู้รบเอาชัย ชนะนั้นยากนัก ขอท่านจงแต่งให้ผู้มีสติปัญญาออกไปอ่อนน้อมว่ากล่าว ไกล่เกลี่ยเสีย เมืองเราจึงจะมีสุข” เสียวซูจึงว่ากับเจ้าเมืองซุยว่า “ท่านจะ เกรงอะไรกับหิมถอง ครั้งนี้หิมถองจะเอาม้าและอาวุธมาเป็นของกำนัล เรา ขอท่านรีบเกณฑ์กองทัพให้พร้อมแต่ในเวลานี้เถิด ด้วยข้าพเจ้าเห็น ว่าหิมถองแรกยกทัพมาถึง ม้าและคนกำลังอิดโรย เรายกทัพออกโจมตี ก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย”

เจ้าเมืองซุยก็เห็นด้วย จึงจัดทัพให้เสียวซูเป็นปีกซ้าย กุยเหลียงเป็นปีก ขวา เจ้าเมืองซุยเป็นทัพหลวง รีบยกทหารออกจากเมือง ครั้นไปถึงเขา ลิมซัว ใกล้ค่ายหิมถองประมาณสิบสี่เส้น เจ้าเมืองซุยก็ให้ตั้งมั่นอยู่ แล้ว ปรึกษาเสียวซู กุยเหลียง ว่า “ทัพเมืองฌ้อตั้งอยู่สามค่าย เราจะเข้าตีค่าย ไหนก่อน” กุยเหลียงจึงว่า “จำจะตีค่ายปีกซ้ายก่อน ถ้าปีกซ้ายแตกแล้ว ค่ายกลางกับปีกขวาเห็นจะย่อท้อลง เห็นจะได้ชัยชนะ”

เสียวซูจึงว่า “ซึ่งจะเข้าตีค่ายปีกซ้ายเหมือนคำกุยเหลียงว่านั้น เห็นเจ้า เมืองฌ้อจะหัวเราะเยาะเล่นว่าหลีกค่ายแม่ทัพเสีย ข้าพเจ้าคิดว่าเข้าตี เอาค่ายกลางทีเดียว ถ้าค่ายกลางแตกแล้ว ปีกซ้าย ปีกขวาก็จะพลอย แตกเอง” เจ้าเมืองซุยก็เห็นด้วยจึงยกทหารตรงเข้าตีค่ายกลาง

หิมถองก็ยกทหารออกสู้รบต้านทานไว้ แล้วโบกธงให้ปีกซ้าย ปีกขวา ตี กระหนาบ ล้อมกองทัพเมืองซุยเข้ามา เตาต้น ทหารหิมถอง ขับม้า รำง้าว เข้ารบกับเสียวซูได้สิบเพลง เตาต้นเอาง้าวฟันเสียวซูตกม้าตาย แล้วเตาต้นขับม้าพาทหารไล่ฆ่าฟันทหารเมืองซุยตายเป็นอันมาก กุย-เหลียงต้านทานมิได้ก็พาเจ้าเมืองซุยหักออกจากที่ล้อมหนีไป หิมถองก็ ขับม้าพาทหารไล่ติดตาม ฆ่าฟันทหารเมืองซุยตายลงประมาณส่วนหนึ่ง เจ้าเมืองซุยเห็นจะหนีมิทัน โจนลงจากเกวียนวิ่งหนีปนไปกับทหารเลว หิมถองก็ให้เก็บเอาเกวียนและม้า และเครื่องสาตราวุธได้เป็นอันมาก แล้วก็พาทหารถอยออกมาค่าย

เจ้าเมืองซุยครั้นกลับมาถึงเมือง จึงว่ากับกุยเหลียงว่า “เราเสียทีครั้งนี้ เพราะไม่ฟังคำท่าน” แล้วถามว่าเสียวซูอยู่ไหนเล่า ทหารเสียวซูก็บอกว่า “เสียวซูตายเสียในที่รบแล้ว” เจ้าเมืองซุยก็ทอดใจใหญ่ กุยเหลียงเห็น ดังนั้นจึงว่า “ท่านเสียดายมันไย ซึ่งเสียทหารทั้งนี้มิใช่ความคิดเสียวซู หรือ” เจ้าเมืองซุยก็เห็นด้วยจึงว่า “ราชการทั้งปวง เราให้เป็นสิทธิ์แก่ ท่านผู้เดียว”

กุยเหลียงจึงว่า “ถ้าท่านจะเชื่อถือข้าพเจ้าก็แล้ว จงแต่งผู้มีสติปัญญาออก ไปอ่อนน้อมแก่เจ้าเมืองฌ้อเสียโดยเร็วเถิด ถ้าช้าอยู่เห็นกองทัพเมือง ฌ้อจะถึงเชิงกำแพง ราษฎรจะได้ความเดือดร้อนยิ่งนัก” เจ้าเมืองซุยจึง ว่า “ครั้งนี้ท่านจงไปเองเถิด ราษฎรจะได้พ้นอันตราย” เจ้าเมืองซุยก็จัด แจงเครื่องบรรณาการให้กุยเหลียงรีบไปค่ายเจ้าเมืองฌ้อ ครั้นไปถึงจึง บอกนายประตูว่า “เราชื่อกุยเหลียง เจ้าเมืองซุยให้คุมของมาคำนับเจ้า เมืองฌ้อ” ทหารก็เข้าไปแจ้งความแก่หิมถองๆก็ให้กุยเหลียงเข้ามา

กุยเหลียงคำนับหิมถองแล้วว่า “เจ้าเมืองซุยให้ข้าพเจ้าเอาสิ่งของทั้งนี้ มาคำนับท่าน ด้วยข้อผิดมิได้ไปตามกำหนด” หิมถองได้ฟังดังนั้นก็ หัวเราะแล้วว่า “นายท่านเสียสัตย์แล้ว ครั้นสู้รบเราไม่ได้สิกลับมาขอ โทษ เมื่อแรกยกมานั้นเป็นไรมิออกมาอ่อนน้อมโดยดีเล่า นี่เราได้ทำ เกินไปแล้ว จะทำให้สำเร็จ”

กุยเหลียงจึงว่า “เมื่อแรกท่านยกมาถึงแดนเมืองซุยนั้น เจ้าเมืองซุยนาย ข้าพเจ้าก็จัดแจงเครื่องบรรณาการจะออกมาอ่อนน้อมต่อท่าน เสียวซู ขุนนางที่ปรึกษาทัดทานไว้ แล้วอาสายกกองทัพออกมาต่อสู้ท่าน เมื่อ นายข้าพเจ้าเสียทีกลับเข้าไปถึงเมืองนั้น ให้หาตัวเสียวซูจะตัดเอาศรีษะ มาคำนับท่าน พอแจ้งว่าเสียวซูตายแล้วก็มีความยินดี จึงให้ข้าพเจ้าออก มาคำนับท่าน จงกรุณาแก่เจ้าเมืองซุยเถิด บรรดาหัวเมืองที่ขึ้นกับเมือง ซุยนั้นจะมอบให้เป็นสิทธิ์แก่ท่านสิ้น”

เต๋าเป๊กปี๋ ที่ปรึกษาหิมถอง จึงว่า “ซึ่งเสียวซูตายเสียนั้นเป็นบุญของ เจ้าเมืองซุยที่จะพ้นความฉิบหาย” แล้วว่ากับหิมถองว่า “ท่านจงงดโทษ เจ้าเมืองซุยสักครั้งหนึ่งเถิด” หิมถองก็เห็นด้วย จึงว่ากับกุยเหลียงว่า “เรา จะยกโทษนายท่านเสียสักครั้งหนึ่ง สืบไปเมื่อหน้าอย่าให้นายท่านเชื่อ คำยุยงอย่างนี้” กุยเหลียงมีความยินดีนัก คำนับหิมถองกลับมาแจ้งความ  แก่เจ้าเมืองซุยทุกประการ เจ้าเมืองซุยก็มีความยินดีนัก

ฝ่ายหิมถองครั้นกุยเหลียงไปแล้ว ก็เลิกทัพกลับเมืองเมืองฌ้อ จึงให้หาวัน ฤกษ์ดี หิมถองก็ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า ชื่อฌ้อบู๊อ๋อง เมืองซุยและในที่ตำบล หันซุยก็ไปขึ้นแก่เมืองฌ้อสิ้น ฌ้อบู๊อ๋องจึงให้หิมจ่อ แซ่เดียวกัน ไปเป็น เจ้าเมืองเท้ง

๑๗ หักเหลี่ยมเฉือนคม

ฝ่ายหงอเสง ขณะเมื่อมีชัยชนะพระเจ้าฮวนอ๋องครั้งนั้น มีใจกำเริบนัก ให้ปูนบำเหน็จทแกล้วทหารทั้งปวงตามความชอบในการศึก  และก๋งจู หงวนนั้น หงอเสงสรรเสริญความชอบมากกว่าทหารทั้งปวง ตั้งให้เป็น เจ้าเมืองลกอีบ

แล้วเจ้าพนักงานอ่านชื่อจ๊กเยียมขึ้น หงอเสงได้ยินชื่อจ๊กเยียมก็ถอนใจ ใหญ่แล้วเอามือลูบหนวดนิ่งตะลึงอยู่ จ๊กเยียมเห็นดังนั้นจึงเข้ามาคำนับ หงอเสงแล้วว่า “การศึกครั้งนี้ความชอบของข้าพเจ้ามากกว่าทหารทั้ง ปวงอีก เหตุไรท่านจึงไม่ปูนบำเหน็จข้าพเจ้าเล่า”

หงอเสงจึงว่า “เราทำการรบพุ่งต้านทานทัพหลวงนี้ เป็นแต่จะป้องกัน ชีวิตและบุตรภรรยาทั้งปวง ใช่จะหมายเอาสมบัตินั้นหามิได้ ตัวท่านก็ เป็นแต่ทหาร พระเจ้าฮวนอ๋องเป็นกษัตริย์ หาคู่ควรจะทำอันตรายไม่ ครั้นจะปูนบำเหน็จท่านบัดนี้ คนทั้งแผ่นดินก็จะติเตียนเราว่าหามีความ กตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดินไม่” จ๊กเยียมได้ฟังดังนั้นก็เสียใจนัก คำนับลา หงอเสงกลับมาบ้าน อยู่ประมาณสามวันก็เป็นฝีดาษตาย หงอเสงก็ให้ แต่งการฝังศพตามตำแหน่งที่นายทหารเอก แล้วเอาบุตรภรรยามาปูน บำเหน็จเป็นอันมาก ครั้น ณ เดือนสี่ข้างขึ้น หงอเสงป่วยด้วยโรคชรา นั้นหนักขึ้นทุกวัน จึงให้ชัวจกเข้าไปข้างในแล้วว่า “เรานี้เห็นจะไม่รอด แล้ว และบุตรมีถึงสี่คน เห็นจะเอาการได้อยู่สามคน ก๋งจูฮุด ก๋งจูคุด ก๋งจูหมี เราคิดว่าจะให้ก๋งจูคุดเป็นเจ้าเมืองแทนเรา”

ชัวจกจึงว่า “ก๋งจูฮุดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทั้งฝีมือรบพุ่งก็เข้มแข็ง ควรที่จะแทนท่านได้ ซึ่งจะให้บุตรผู้น้อยขึ้นเป็นเจ้าเมืองก่อนนั้น ข้าพเจ้าไม่เต็มใจ” หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจใหญ่แล้วว่า “บ้านเมือง เราจะเกิดอันตรายแล้ว” พอโรคกำเริบหนักขึ้นมาหงอเสงก็ขาดใจตาย ชัวจกกับขุนนางทั้งปวงก็แต่งการฝังศพตามตำแหน่งเจ้าเมือง แล้วยก ก๋งจูฮุดขึ้นเป็นเจ้าเมืองเตง

ก๋งจูคุดก็พานางยงเกียดผู้มารดาหนีไปเมืองซอง เล่าความซึ่งชัวจกตั้ง ก๋งจูฮุดเป็นเจ้าเมืองเตงนั้นให้เจ้าเมืองซองฟังทุกประการ อีปีนเจ้าเมือง ซองว่า “เราจะยกไปกำจัดก๋งจูฮุดเสีย เอาสมบัติบิดาให้กับเจ้า” ขณะนั้น พอนายประตูมาบอกว่า “ชัวจกขุนนางเมืองเตงคุมเครื่องบรรณาการมา คำนับท่าน” อีปีนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่ากับก๋งจูคุดว่า “เมืองเตง อยู่ในเงื้อมมือเราแล้ว หลานอย่าวิตกเลย” แล้วอีปีนสั่งให้พาชัวจกเข้ามา ที่ออกขุนนาง

ชัวจกเข้าไปคำนับแล้วว่า “ก๋งจูฮุดซึ่งเป็นเตงจงก๋ง เจ้าเมืองเตง ให้คุม เครื่องบรรณาการมาคำนับท่าน” อีปีนก็มิได้ว่าประการใด สั่งทหารให้ เอาชัวจกไปจำไว้ ชัวจกก็ตกใจนักด้วยมิได้รู้ตัวว่าผิด อยู่มาประมาณ สามวัน ห่อต๊กจึงไปเยี่ยมหวังจะพูดจาดูชั้นเชิงชัวจกๆเห็นห่อต๊กมาก็ ดีใจ คำนับกันแล้วถามว่า “ข้าพเจ้ามีความผิดสิ่งไร ท่านจงกรุณาบอก ข้าพเจ้าให้แจ้งด้วย”

ห่อต๊กจึงว่า “ก๋งจูคุดเป็นหลานเจ้าเมืองซอง ท่านก็รู้อยู่แล้ว ทำไมจึงว่า ไม่รู้โทษตัวเล่า บัดนี้ก๋งจูคุดมากล่าวโทษว่าท่านยกเมืองเตงให้ก๋งจูฮุด หาทำตามหงอเสงสั่งไม่ เจ้าเมืองซองจึงเอาตัวท่านมาจำไว้” ชัวจกจึงว่า “เมื่อหงอเสงจะตายนั้นสั่งข้าพเจ้าไว้ให้ก๋งจูฮุดเป็นเจ้าเมืองเตง ใช่ ข้าพเจ้าจะทำตามอำเภอใจนั้นหามิได้” ห่อต๊กจึงว่า “ข้อซึ่งหงอเสงสั่ง ท่านนั้น ท่านเข้าใจว่าไม่มีผู้ใดได้ยินหรือ อันข้าพเจ้ามาเยี่ยมท่านนี้ หวังจะเตือนสติท่าน ถ้าท่านคิดกำจัดก๋งจูฮุดเสีย เอาก๋งจูคุดขึ้นเป็นเจ้า เมืองได้ ท่านจึงจะพ้นโทษ” ชัวจกจึงว่า “ข้าพเจ้าจะทำดังท่านว่านี้ก็ เหมือนหากตัญญูไม่” ห่อต๊กได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า “ก๋งจูคุดนี้มิใช่ บุตรหงอเสงหรือ อันพี่น้องชิงสมบัติกันก็ย่อมมีมาแต่ก่อนเป็นอันมาก เมื่อท่านถือกตัญญูทำมิได้เช่นข้าพเจ้าก็ตามเถิด แต่ได้ว่าก็มาถึงนี่แล้ว จะช่วยบอกท่านให้รู้ตัว ด้วยได้รู้จักกันมาแต่ก่อน อนึ่งได้ยินเจ้าเมือง ซองสั่งให้เกณฑ์ทัพ จะให้ก๋งจูคุดกับลำจงเตียบาลยกไปตีเมืองเตง และ เมื่อใดได้ฤกษ์ดีจึงจะยกทัพ เมื่อไปนั้นจะตัดศรีษะท่านเซ่นธงสำหรับ ทัพเป็นฤกษ์” ห่อต๊กบอกแล้วก็ทำเป็นคำนับจะลาไป

ชัวจกก็ตกใจนัก จึงยุดชายเสื้อห่อต๊กไว้แล้วจึงว่า “ท่านอย่าเพ่อไปก่อน จงช่วยว่ากับเจ้าเมืองซองด้วยเถิด การซึ่งท่านว่านั้นข้าพเจ้าจะทำตาม แล้ว” ห่อต๊กจึงว่า “ซึ่งเรามาว่าทั้งนี้ใช่ว่าเจ้าเมืองซองใช้มาหามิได้ เป็น แต่มาเยี่ยมเยียนท่านกับได้ยินความมาก็เล่าให้ท่านฟัง ครั้นเราจะเอา ความที่ท่านว่านี้ไปแจ้งแก่เจ้าเมืองซอง ถ้าภายหลังท่านกลับกลายไป ประการใดข้าพเจ้าก็จะพลอยได้ผิดด้วย หาต้องการไม่ ถ้าท่านจะให้ ข้าพเจ้าไปแจ้งแก่นายข้าพเจ้า ก็ให้เห็นความจริงก่อนเถิด” ชัวจกก็ สาบานตัวให้ห่อต๊กฟัง ห่อต๊กก็มีความยินดี จึงคำนับลาชัวจกกลับไปหา เจ้าเมืองซอง เอาความซึ่งได้พูดกับชัวจกๆรับกำจัดก๋งจูฮุดเสีย จะตั้งก๋งจู คุดเป็นเจ้าเมืองเตงนั้นเล่าให้เจ้าเมืองซองฟังทุกประการ

อีปีน เจ้าเมืองซอง ก็มีความยินดี จึงว่ากับก๋งจูคุดว่า “ชัวจกรับธุระแล้ว การที่ได้เมืองเตงครั้งนี้เพราะความคิดเรา ๆ จะเอาหัวเมืองขึ้นสามหัว เมือง กับทองร้อยชั่ง กับถ้วยหยกห้าสิบห้าคู่ ข้าวสาลีสามร้อยเกวียนเป็น ของคำนับเรา” ก๋งจูคุดก็รับให้อีปีนๆจึงให้ไปถอดเอาตัวชัวจกเข้ามา แล้วว่า “ท่านจะรับจัดแจงให้ก๋งจูคุดเป็นเจ้าเมืองเตงนั้นเราขอบใจนัก และก๋งจูคุดจะให้หัวเมืองและสิ่งของกับเรา ท่านเป็นผู้ใหญ่อยู่เมืองเตง จงเขียนหนังสือสัญญาไว้ให้เราด้วย” ชัวจกก็เขียนหนังสือสัญญาให้ตาม คำเจ้าเมืองซองๆก็ให้ก๋งจูคุดกับชัวจกกลับไปเมืองเตง ให้ยกกิวผู้บุตรไป ช่วยว่าราชการ ณ เมืองเตงด้วย ก๋งจูคุดก็ลามา ครั้นถึงเมืองเตง ชัวจกก็ เอาก๋งจูคุดกับยงกิวซ่อนไว้ในตึก ชัวจกก็ทำเป็นป่วยเสีย หาเข้าไปคำนับ ไม่

ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงแจ้งว่าชัวจกกลับมาจากเมืองซองแล้ว ป่วยอยู่ ต่างคนก็ไปเยี่ยมชัวจก ณ เรือน ให้คนใช้ชัวจกเข้าไปแจ้งแก่ชัวจกที่ข้าง ใน ชัวจกแจ้งดังนั้นจึงให้ทหารคนสนิทมาพร้อมแล้ว ให้แต่งตัวใส่เกราะ ถือกระบี่ทุกคน ชัวจกก็ถือกระบี่สำหรับมือ พาทหารออกมาที่รับแขก ขุนนางทั้งปวงเห็นชัวจกทำอาการประหลาด ต่างคิดสงสัยนัก จึงว่า “ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านป่วย พากันมาเยี่ยม บัดนี้เห็นเป็นปกติอยู่ เหตุไร ท่านจึงไม่เข้าไปคำนับก๋งจูฮุดเล่า”

ชัวจกจึงว่า “เราป่วยด้วยราชการแผ่นดินดอก ท่านทั้งปวงหารู้ไม่หรือ บัดนี้ อีปีนเจ้าเมืองซองจะให้ลำจง เตียบาล เป็นแม่ทัพมาตีเมืองเตง เรา เห็นว่าที่จะสู้รบทัพเมืองซองด้วยทแกล้วทหารนั้นเหลือกำลังนัก จะพา บุตรภรรยามาตายสิ้น” ขุนนางทั้งปวงมิได้แจ้งอุบายชัวจกก็ตกใจนัก จึง ว่า “บ้านเมืองจะเกิดศึกดังนั้น ท่านจะคิดผ่อนผันประการใด” ชัวจกจึงว่า “เราเห็นจะเอาบุตรภรรยารอดได้นั้นอย่างเดียว ถอดก๋งจูฮุดออกจาก เมืองเตง ยกก๋งจูคุดขึ้นแทน ทัพเมืองซองก็จะถอยไป ด้วยก๋งจูคุดเป็น หลานเจ้าเมืองซอง ท่านทั้งปวงก็รู้อยู่ด้วยกันสิ้น แต่ผู้ใดจะเห็นด้วยเรา บ้าง” ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างคนนิ่งตะลึงอยู่

โกกีนีจึงว่า “ซึ่งท่านคิดนี้ควรนัก” โกกีนีก็ยืนขึ้นถอดกระบี่ออก แล้ว ประกาศว่า “ผู้ใดมิยอมตามคำชัวจก เราจะตัดศรีษะเสีย” ขุนนางทั้งปวง กลัวนัก ต่างคนว่าต้องคำกัน ว่าการทั้งนี้สุดแท้แต่ชัวจกๆก็ให้เชิญก๋งจู คุดออกมาจากในตึก ให้นั่งที่สมควร แล้วชัวจกจึงคุกเข่าลงคำนับ ขุนนางทั้งปวงก็คำนับพร้อมกัน ชัวจกจึงแต่งหนังสือแจ้งความซึ่งตั้ง ก๋งจูคุดเป็นเจ้าเมืองเตงนั้นให้ขุนนางถือไปให้ก๋งจูฮุด ๆ แจ้งดังนั้นก็ตก ใจคิดว่าซึ่งจะสู้รบกับก๋งจูคุดครั้งนี้เห็นจะไม่ได้ ด้วยก๋งจูคุดได้เจ้าเมือง ซองเป็นกำลัง แต่แรกเราคิดผิดเสียเอง ถ้ายอมเป็นเขยเจ้าเมืองเจ๋แล้ว ที่ไหนก๋งจูคุดจะย่ำยีได้ ก๋งจูฮุดคิดแล้วก็ไปที่ข้างใน พาภรรยาและบ่าว ของตัวรีบหนีไปอยู่กับพี่น้องข้างบิดา ณ เมืองโอย

ชัวจกก็เชิญก๋งจูคุดมาที่ออกขุนนาง มอบตราสำหรับที่เจ้าเมืองเตงให้ก๋งจู คุดๆก็ตั้งชัวจกเป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการ ชัวจกยกบุตรีหญิงให้ เป็นภรรยายงกิว บุตรเจ้าเมืองซอง แล้วตั้งยงกิวเป็นขุนนางในเมืองเตง ก๋งจูคุดครั้นได้เป็นเจ้าเมืองเตงแล้ว จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการไปถึง อีปีนเจ้าเมืองซองๆก็มีความยินดี ครั้นขึ้นปีใหม่ อีปีนมิได้เห็นเจ้าเมือง เตงเอาของมาให้ตามสัญญา อีปีนจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า “เจ้าเมืองซองอวยพรถึงก๋งจูคุด เจ้าเมืองเตง เราแจ้งว่าท่านได้เป็นเจ้า เมืองโดยสะดวก เรายินดีนัก ด้วยสมเหมือนความคิดเรา แต่ค่อยคิดอ่าน อย่าให้ผิดกับถ้อยคำที่มีหนังสือไว้” แล้วให้คนใช้รีบถือไปให้ก๋งจูคุด ณ เมืองเตง

ก๋งจูคุดรับหนังสือมาอ่านแจ้งความแล้วจึงส่งให้ชัวจก ๆ รับหนังสือมา อ่าน แจ้งความแล้วจึงว่า “หัวเมืองเราเหล่านี้ขึ้นแก่เมืองเตงมาช้านาน หลายชั่วเจ้าเมืองเตงมาแต่ครั้งปู่ย่าและบิดาท่าน บัดนี้ท่านได้เป็นเจ้า เมือง และจะเอาหัวเมืองทั้งสามตำบลให้ไปขึ้นแก่เมืองซองเสียนั้น บรรดาหัวเมืองใหญ่ทั้งปวงจะหัวเราะเยาะท่าน ว่ารักษาของบิดาไว้ไม่ ได้ ประการหนึ่งหัวเมืองที่ยังอยู่แก่เราก็เห็นว่าท่านอยู่ในอำนาจเจ้า เมืองซอง นานไปก็จะเอาใจออกห่าง ไปขึ้นแก่เจ้าเมืองซองเสียสิ้น ข้าพเจ้าคิดว่าขอท่านจงจัดทองและถ้วยหยกส่งไปให้บ้าง ฟังท่วงทีดูสัก ครั้งหนึ่งก่อน”

ก๋งจูคุดก็เห็นด้วย จึงให้จัดถ้วยหยกอย่างดีห้าสิบคู่กับทองสิบชั่ง แล้ว แต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า “ข้าพเจ้าก๋งจูคุดหลานท่าน ขอ คำนับมายังซวนก๋งเจ้าเมืองซอง ด้วยข้าพเจ้าได้สมบัติและบ้านเมือง ของบิดาข้าพเจ้าครั้งนี้ก็เพราะบารมีท่าน ใช่จะลืมคุณ ลืมคำสัญญาเสีย นั้นหามิได้ แต่บัดนี้ขุนนางและราษฎรในเมืองเตงและหัวเมืองขึ้นทั้ง หมดยังไม่ปกติ ครั้นจะด่วนแบ่งหัวเมืองไปให้ท่าน ราษฎรจะระส่ำ ระสายนัก ข้าพเจ้าจัดได้แต่สิ่งของทั้งนี้ส่งมาคำนับท่นก่อน ถ้าข้าพเจ้า จัดแจงบ้านเมืองราบคาบแล้ว จึงจะให้สิ่งของทั้งปวงตามสัญญามาให้ ท่านต่อครั้งหลัง” ครั้นแต่งหนังสือแล้วจึงมอบทองกับหยกให้ผู้ถือหนังสือมานั้นกลับไปให้เจ้าเมืองซอง

อีปีนเจ้าเมืองซองเห็นสิ่งของและแจ้งข้อความในหนังสือดังนั้นก็โกรธ จึง ใช้ให้คนกลับไปว่ากับก๋งจูคุดว่า “เมื่อหัวเมืองและสิ่งของมิได้ครบตาม สัญญาแล้ว ก็ให้ชัวจกมาคิดกับเราเถิด” คนใช้ก็รีบมาแจ้งแก่ก๋งจูคุดๆจึง ว่า “ท่านกลับไปก่อนเถิด เราจะปรึกษาชัวจกดูก่อน” คนใช้เจ้าเมืองซอง ก็กลับไป

ก๋งจูคุดจึงหาชัวจกมาปรึกษาว่า “เจ้าเมืองซองจะให้ท่านไปนั้น เห็นจะ คิดทำประการใด” ชัวจกจึงว่า “ซึ่งเจ้าเมืองซองให้ข้าพเจ้าไปครั้งนี้ หมายจะยึดตัวไว้ หวังจะให้ท่านเอาหัวเมืองและสิ่งของไปถ่ายตัว ข้าพเจ้า” ก๋งจูคุดจึงว่า “เราก็เห็นอย่างท่านว่า แต่เราจะคิดประการใด จึงจะตัดขาด อย่าให้เจ้าเมืองซองทวงหัวเมืองทั้งสามตำบลได้” ชัวจกจึง ว่า “ซึ่งเจ้าเมืองซองมีคุณกับท่านแต่เพียงนี้ หาควรจะเอาของตอบแทน ไม่ ด้วยตัวท่านก็เป็นหลานสนิท ประการหนึ่งบิดาท่านก็มีคุณแก่เมือง ซองมาแต่ก่อนเป็นอันมาก” ก๋งจูคุดจึงถามชัวจกว่า “บิดาเรามีคุณกับ เจ้าเมืองซองเป็นอย่างไร แต่ครั้งไร ท่านจงเล่าให้เราฟัง”

ชัวจกจึงบอกว่า “เมื่อครั้งบกก๋งบิดาอีปีนตายนั้น ซ่วนก๋งลุงอีปีน ได้เป็น เจ้าเมืองซอง อีปีนหนีมาอยู่เมืองเตง บิดาท่านทำนุบำรุงอีปีนมิให้ อนาทร ครั้นห่อต๊กฆ่าซ่วนก๋งเสีย บิดาท่านจึงจัดแจงส่งอีปีนไปเป็นเจ้า เมืองซอง อีปีนได้ให้เซียงอี้แปลว่าหยกทองของวิเศษมากับบิดาท่านแต่ สิ่งเดียว ข้าพเจ้าคิดจะเอาเซียงอี้คืนไปให้อีปีนๆจะได้คิดถึงคุณบิดาท่าน ที่มีไว้กับอีปีนแต่ก่อนบ้าง แต่ซึ่งจะเอาเซียงอี้ไปให้อีปีนนั้น จึงจะให้เจ้า เมืองฬ่อ เจ้าเมืองเจ๋ เอาไปให้ ด้วยเจ้าเมืองทั้งสองเป็นไมตรีกันมากับ บิดาท่าน จะให้ช่วยว่ากล่าวอีปีน อย่าให้ทวงเอาหัวเมืองทั้งสามตำบลแก่ ท่าน และที่บิดาท่านมีคุณกับอีปีนไว้นั้น เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเจ๋ แจ้งอยู่ จะได้คิดละอายใจ”

ก๋งจูคุดได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงว่า “บิดาเรามีคุณกับอีปีนมากกว่า อีปีนมีคุณกับเราอีก ไม่ควรเลยที่จะมาเร่งรัดเอาสิ่งของและหัวเมืองแก่ เราผู้หลานให้ได้ความอัปยศ” แล้วก๋งจูคุดแต่งหนังสือสองฉบับใจความ ต้องกัน ให้ซกตำถือไปเมืองเจ๋ฉบับหนึ่ง ให้ยงกิวถือหนังสือกับเซียงอี้ ทั้งข้าวสาลีและทองไปเมืองฬ่อ ยงกิวครั้นไปถึงเมืองฬ่อเอาหนังสือกับ สิ่งของไปให้เจ้าเมืองฬ่อๆรับหนังสือมาอ่านได้ความว่า “ข้าพเจ้า ก๋งจู คุด เจ้าเมืองเตง คำนับมาถึงฬ่อจงก๋งเจ้าเมืองฬ่อ ด้วยข้าพเจ้าแจ้งว่า ท่านกับบิดาข้าพเจ้าเป็นไมตรีกันมาแต่ก่อน และเมื่อครั้งบิดาข้าพเจ้า ตาย ต้องไปพึ่งเมืองซองจึงได้เป็นเจ้าเมืองเตง บุญคุณของเจ้าเมืองซอง ก็อยู่กับข้าพเจ้าเป็นอันมาก และเจ้าเมืองซองจะทวงเอาหยกกับหัวเมือง ซึ่งขึ้นกับเมืองเตงสามหัวเมือง ทองหยกนั้นข้าพเจ้าได้จัดแจงส่งไปให้ บ้างแล้ว และบัดนี้เจ้าเมืองซองจะเร่งรัดเอาเมืองขึ้นแก่ข้าพเจ้าให้จงได้ ครั้นข้าพเจ้าจะแบ่งหัวเมืองทั้งสามให้ไปขึ้นกับเมืองซองเล่า ตัวข้าพเจ้า พึ่งได้เป็นเจ้าเมืองใหม่ ราษฎรยังไม่ปกติ ข้าพเจ้าให้ไปเรียกเอาส่วย สามหัวเมืองมาจัดซื้อข้าวแลทอง อันเซียงอื้เป็นของวิเศษสำหรับเมือง ซองที่อีปีนเจ้าเมืองซองให้มากับบิดาข้าพเจ้านั้น ส่งมาให้แก่ท่านๆจง เห็นแก่ไมตรีซึ่งมีมากับบิดาข้าพเจ้าแต่ก่อน ช่วยเอาของทั้งนี้ให้แก่เจ้า เมืองซองแทนสามหัวเมือง แล้วท่านจงช่วยว่ากล่าวเจ้าเมืองซองให้คิด ถึงคุณบิดาข้าพเจ้าด้วย”

ฬ่อจงก๋งดูหนังสือแล้วก็หัวเราะ จึงว่าแก่ยงกิวว่า “ก๋งจูคุดนายท่านจะยืม ปากเราให้ลำเลิกเจ้าเมืองซองหรือ ท่านจงไปแจ้งแก่ก๋งจูคุดเมืองเตงว่า ทุกวันนี้เรายังคิดถึงหงอเสงบิดาก๋งจูคุดอยู่มิขาด ถ้าก๋งจูคุดมีธุระสิ่งไรก็ บอกมาให้แจ้งเถิด เราจะช่วยตามสติกำลัง และซึ่งธุระที่เกี่ยวข้องกันกับ เมืองซองนี้ เราจะช่วยว่ากล่าว อย่าให้ก๋งจูคุดวิตกเลย” ยงกิวก็คำนับลา กลับมาแจ้งแก่ก๋งจูคุดตามคำเจ้าเมืองฬ่อสั่งมาทุกประการ ก๋งจูคุดก็มี ความยินดี

ฝ่ายซกตำซึ่งถือหนังสือก๋งจูคุดไปถึงเมืองเจ๋นั้น ครั้นถึงก็เอาหนังสือเข้า ไปให้เจ๋ฮูก๋งๆดูหนังสือแจ้งว่าก๋งจูคุดเป็นเจ้าเมืองเตงก็โกรธ จึงถามผู้ ถือหนังสือว่า “เดิมสิเราแจ้งว่าก๋งจูฮุดเป็นเจ้าเมืองเตง แล้วเหตุผล ประการใดก๋งจูคุดถึงขึ้นเป็นเจ้าเมืองเตงเล่า บัดนี้ก๋งจูฮุดไปอยู่แห่งใด” ซกตำก็เล่าความซึ่งก๋งจูคุดได้เป็นเจ้าเมืองเตง แล้วก๋งจูฮุดหนีไปอยู่เมือง โอยนั้นให้เจ๋ฮูก๋งฟังทุกประการ

เจ๋ฮูก๋งจึงว่า “ก๋งจูฮุดนั้นทำความชอบไว้กับเราครั้งศึกไตเหลียง เราคิด จะสนองคุณก๋งจูฮุดอยู่ และซึ่งก๋งจูคุดเป็นศัตรูก๋งจูฮุดนั้นเหมือนเป็น ศัตรูเรา จะให้เราไปช่วยว่าเจ้าเมืองซองนั้นป่วยการปาก หาต้องการไม่ เราจะไปกำจัดก๋งจูคุดเสีย คืนเสมบัติเมืองเตงให้ก๋งจูฮุดจงได้” ซกตำเห็น เจ๋ฮูก๋งพูดจาตัดรอนดังนั้นก็คำนับลากลับมาเมืองเตง แจ้งความแก่ก๋งจู คุดทุกประการ ก๋งจูคุดแจ้งดังนั้นก็น้อยใจเจ้าเมืองเจ๋นัก จึงปรึกษาชัวจก ว่า “เจ้าเมืองเจ๋ว่าจะยกมาตีเมืองเรานั้น ท่านจะคิดประการใด” ชัวจกว่า “เกิดมาเป็นชายชาติทหาร แล้วจะเกรงอะไรกับสงคราม” ก๋งจูคุดมิได้ ตอบประการใด

ฝ่ายฬ่อจงก๋งเจ้าเมืองฬ่อ ครั้นยงกิวผู้ถือหนังสือเมืองเตงกลับไปแล้ว ก็ ให้เอาสิ่งของทั้งปวงของก๋งจูคุดบรรทุกเกวียนไปตำบลฮูเจ๋ง ปลายแดน เมืองซอง ครั้งนั้นพระเจ้าฮวนอ๋องเสวยราชสมบัติได้ยี่สิบปี เป็นเดือนเก้า เจ้าเมืองฬ่อจึงให้คนใช้เข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองซองว่าให้เชิญออกมาตำบล ฮูเจ๋ง เจ้าเมืองซองแจ้งดังนั้นก็ออกไปหาเจ้าเมืองฬ่อ ถ้อยทีถ้อยคำนับกัน แล้ว เจ้าเมืองซองจึงถามเจ้าเมืองฬ่อว่า “ท่านอุตส่าห์มาถึงตำบลฮูเจ๋ ปลายแดนเมืองข้าพเจ้าด้วยกิจธุระประการใด” เจ้าเมืองฬ่อว่า “เราแจ้ง ว่าท่านช่วยทำนุบำรุงก๋งจูคุดขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนบิดานั้น เราพลอย ยินดีด้วย ก็เหตุไรท่านจะเร่งรัดเอาหัวเมืองขึ้นกับเมืองเตงถึงสามหัว เมืองเล่า”

อีปีนได้ฟังก็โกรธก๋งจูคุดนัก จึงว่าแก่เจ้าเมืองฬ่อว่า “ก๋งจูคุดนั้นมิได้รู้ คุณข้าพเจ้าๆทำนุบำรุงก๋งจูคุดเหมือนแม่ไก่ฟังฟอง ครั้นก๋งจูคุดมีปีก หางบริบูรณ์แล้วก็ลืมคำสัญญาไว้กับข้าพเจ้าเสีย” เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า “ก๋งจูคุดได้สัญญาไว้ก็หาให้เสียคำสัญญาไม่ บัดนี้ก็จัดได้ทองและหยก กับข้าวสาลีสองเกวียน วานให้เราเอามาให้แก่ท่าน” อีปีนจึงว่า “ของทั้งนี้ก็ ครบตามสัญญาแล้ว แต่สามหัวเมืองนั้นเมื่อไรก๋งจูคุดจะให้ เล่า”

เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังอีปีนว่าดังนั้นจึงคิดว่าอีปีนเป็นคนโลภ ไม่มีความอาย ครั้นจะพูดจาโดยไมตรีหาต้องไม่ เจ้าเมืองฬ่อคิดแล้วจึงว่า “ซึ่งจะเอา สามหัวเมืองมาขึ้นกับเมืองซองนั้นไม่ชอบ ด้วยหัวเมืองทั้งสามนั้นได้ ขึ้นแก่เมืองเตงมานานแล้ว บัดนี้ก๋งจูคุดเอาเซียงอี้ ของวิเศษ มาให้ท่าน แทนสามหัวเมือง ท่านอย่าได้ทวงถามก๋งจูคุดต่อไปเลย” แล้วเจ้าเมืองฬ่อ ก็ให้คนใช้เอาเซียงอี้มาวางลงตรงหน้าอีปีน จึงแกล้งถามอีปีนว่า “เซียงอี้ นี้ท่านจำได้หรือไม่” อีปีนเห็นเซียงอี้ก็อายใจ เมินหน้าเสีย บอกว่า “ของ สิ่งนี้ข้าพเจ้าแคลงอยู่”

เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า “เมื่อท่านจำมิได้แล้ว เราจะช่วยชี้แจงให้รู้จัก เซียงอี้นี้ เรารู้อยู่ว่าเป็นของสำหรับเมืองซองมาแต่ครั้งปู่บิดาท่าน และเมื่อท่าน ไปอาศัยเมืองเตง หงอเสง บิดาก๋งจูคุดทำนุบำรุงท่านดุจหนึ่งพี่น้อง ท่าน จึงได้รอดชีวิตอยู่จนได้เป็นเจ้าเมืองซอง ท่านรู้จักคุณหงอเสง จึงเอา เซียงอี้นี้ให้หงอเสง อันหงอเสงมีคุณแก่ท่านนั้น เราและหัวเมืองทั้งปวง ก็รู้ทั่วทั้งแผ่นดิน ซึ่งเราว่านี้ท่านรำลึกได้บ้างหรือไม่” อีปีนได้ฟังดังนั้น ทั้งอายทั้งเกิดโมโหขึ้นจนหน้าแดงหนวดชันขึ้นทุกเส้น แต่มิรู้ที่โต้ตอบ เจ้าเมืองฬ่อประการใด พอมีผู้เข้ามาบอกว่าเจ้าเมืองเอียนจะเข้ามาหา ท่าน

อีปีนแจ้งดังนั้นก็ให้คนใช้ยกเซียงอี้ไปซ่อนเสีย แล้วให้เชิญเจ้าเมืองเอียน เข้ามา ถ้อยทีถ้อยคำนับกัน แล้วเชิญให้นั่งที่สมควร เจ้าเมืองเอียนจึงว่า กับอีปีนว่า “เจ๋ฮูก๋ง เจ้าเมืองเจ๋ จะยกมาตีเมืองเอียนแต่ลำพัง ข้าพเจ้า เห็นจะต้านทานทัพเมืองเจ๋ไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงมาหาท่าน หวังจะให้ช่วยว่า กับเจ๋ฮูก๋ง เจ้าเมืองเจ๋ อย่าให้มาทำอันตรายแก่ข้าพเจ้า” อีปีนก็รับว่า “ท่านอย่าวิตกเลย เรากับเมืองเจ๋พอจะห้ามปรามกันได้อยู่” เจ้าเมืองเอียน ก็มีความยินดี จึงคำนับลากลับไปเมือง

ครั้นเจ้าเมืองเอียนกลับไปแล้ว อีปีนจึงทำเป็นว่ากังวล “ทัพข้าพเจ้ามีอยู่ จะลาท่านไปก่อน” แล้วก็ลุกขึ้นจะไป เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า “ท่านกับก๋งจูคุด เป็นอันเสร็จแก่กันแล้ว อย่าได้ไปทวงก๋งจูคุดอีกเลย” อีปีนมิได้ตอบ ประการใด สั่งให้คนใช้ขนสิ่งของทั้งปวงที่เจ้าเมืองฬ่อเอามาให้นั้น บรรทุกเกวียนกลับไปเมืองซอง จึงปรึกษาห่อต๊กว่า “ก๋งจูคุดมิได้คิดถึง คุณเราแล้ว ถึงจะตามทวงต่อไปนั้นที่ไหนก๋งจูคุดจะให้ตามสัญญา เรา คิดว่าจะไปขอกองทัพเมืองเจ๋มาบรรจบทัพ ยกไปกำจัดก๋งจูคุดเสียจึงจะ หายนินทา” ห่อต๊กเห็นชอบด้วย อีปีนจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งให้แก่ก๋งจู ยือถือไปเมืองเจ๋ กำชับสั่งว่า “จงอ้อนวอนให้เจ๋ฮูก๋งยกทัพมาช่วยเราให้ จงได้” ก๋งจูยือคำนับลาไป

ฝ่ายฬ่อจงก๋ง เจ้าเมืองฬ่อ ครั้นมาถึงเมืองจึงคิดว่าเจ้าเมืองซองคนนี้โลภ นัก มิได้มีความอาย นานไปจะเที่ยวเบียดเบียนหัวเมืองทั้งปวงให้ราษฎร ได้ความเดือดร้อน จำจะคิดกำจัดเสีย คิดแล้วเจ้าเมืองฬ่อแต่งหนังสือ ฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า “ฬ่อจงก๋งอวยพรมาถึงเจ้าเมืองเตง ด้วยให้เรา ไปช่วยว่ากล่าวเจ้าเมืองซองนั้น เราก็ได้ไปว่ากล่าวชี้แจงความหลังจน สิ้นสุด เห็นจะป่วยการปากเสียเปล่า เหมือนเอาน้ำอันน้อยขึ้นไปเทลงบน ยอดเขาใหญ่ ไม่ซาบถึงพื้นดิน ด้วยอีปีนเป็นคนโลภไม่มีความอาย คงจะ เอาหัวเมืองแก่ท่านให้จงได้ ถ้าท่านขัดขืนอยู่มิให้หัวเมืองแก่อีปีนก็เห็น จะยกทัพมาตีเมืองท่านเป็นมั่นคง เราเห็นว่าเมืองเตงกับเมืองซองไหนๆ ก็คงขาดไมตรีกันแล้ว จะละให้อีปีนล่วงมาถึงแดนเมืองเตงหาต้องการ ไม่ เราคิดว่าจะชิงยกไปตีเอาเมืองซองเสียก่อน ถ้าเจ้าเมืองเตงเห็นด้วย เรา ก็ให้เร่งยกกองทัพมาบรรจบทัพเรา ณ ตำบลฮูเจ๋ง ปลายแดนเมือง ซองเถิด” ครั้นเขียนหนังสือแล้วก็ให้ม้าเร็วรีบถือไปให้ก๋งจูคุด ณ เมือง เตง แล้วเจ้าเมืองฬ่อก็จัดแจงทแกล้วทหาร ยกมาตั้งคอยท่าทัพเมืองเตง อยู่ตำบลฮูเจ๋ง

ฝ่ายม้าเร็วเจ้าเมืองฬ่อครั้นไปถึงเมืองเตง ก็เอาหนังสือเข้าไปให้ก๋งจูคุดๆ แจ้งความในหนังสือก็ดีใจนัก จึงเกณฑ์กองทัพพร้อมแล้วก็รีบยกมากับผู้ ถือหนังสือ ครั้นถึงตำบลฮูเจ๋ง ก๋งจูคุดเข้าไปคำนับเจ้าเมืองฬ่อๆก็เล่า ความที่ได้ว่ากล่าวกับอีปีนนั้นให้ก๋งจูคุดฟังทุกประการ แล้วเจ้าเมืองฬ่อ ก็ให้ก๋งจูคุดเป็นทัพหน้า ยกล่วงแดนเมืองซองเข้าไปตั้งค่ายมั่นลงใกล้ เมือง ทางประมาณห้าสิบเส้น

อีปีน เจ้าเมืองซอง แจ้งว่าทัพเมืองเตง เมืองฬ่อ ยกมา จึงปรึกษาขุนนาง และทหารทั้งปวงว่า “ทัพเมืองเตง เมืองฬ่อ บรรจบกันมาตีเมืองเราครั้งนี้ ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด” ก๋งจูกิว ที่ปรึกษา จึงว่า “ทหารเมือง เตงนั้นชำนาญในการศึก ทหารในเมืองเราก็เคยขยาดฝีมืออยู่ บัดนี้ ก๋งจู คุดได้ทหารเมืองฬ่อมาเป็นกำลัง เห็นเราจะต้านทานมิได้ ขอให้ท่าน แต่งผู้มีสติปัญญาออกไปว่ากล่าวไกล่เกลี่ยเสียโดยดี เห็นก๋งจูคุดจะไม่ ทำอันตรายแก่ท่าน”

ลำจงเตียบาลจึงว่า “เกิดเป็นชายชาติทหาร เมื่อมีศึกมายังมิทันประคม อาวุธกันเข้า และจะด่วนออกไปอ่อนน้อมนั้นก็เสียทีเรียนเพลงอาวุธ ข้าพเจ้าจะขอออกตีทัพทั้งสองเมืองให้แตกไปจงได้” อีปีนก็เห็นด้วย จึง ให้เบ้งเหกเป็นทัพหน้า ลำจงเตียบาลเป็นแม่ทัพ คุมทหารห้าพัน เปิด ประตูเมืองออกไปตั้งกระบวนทัพอยู่ใกล้ค่ายเมืองเตง ทางประมาณห้า สิบเส้น แล้วให้ตีม้าล่อและกลองรบอื้ออึงอยู่

เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเตง เห็นดังนั้น ก็ยกทหารออกมาหน้าค่ายเบ้งเหก ทหารเมืองซองเห็นกองทัพยกมาก็ขับม้าขึ้นหน้าทหารทั้งปวง แล้วร้องว่า “ผู้ใดดีมีฝีมือจงออกมารบกับเรา” หงวนหวน ทหารเมืองเตง ก็ขับม้าฝ่า ทหารขึ้นมา แล้วร้องถามว่า “ท่านชื่อไร” เบ้งเหกก็บอกว่า “เราชื่อ เบ้งเหก เป็นแม่ทัพหน้าลำจงเตียบาล” หงวนหวนจึงว่า “เราเป็นทหาร เอกในเมืองเตง ซึ่งจะรบกับท่านเป็นแต่ทหารรองนั้นเราเสียดายคม อาวุธ ท่านจงไปบอกให้ลำจงเตียบาลมารบกับเราเถิด” เบ้งเหกได้ฟัง ดังนั้นก็โกรธ ขับม้ารำขวานเข้ารบกับหงวนหวนได้สามสิบเพลง เลียงจู กับจินจู ทหารเมืองฬ่อ ทันเต๊ก ทหารเมืองเตง ทั้งสามกลัวหงวนหวนจะ เสียทีแก่เบ้งเหก ก็ขับม้าเข้าช่วยหงวนหวนรุมรบเบ้งเหกเป็นสามารถ เบ้งเหกเห็นจะสู้ไม่ได้ก็ชักม้าหนี เลียงจู ทหารเมืองฬ่อ เมืองเตง ก็กลุ้ม รุมกันจับเบ้งเหกได้ มัดพามาไว้ ณ ค่าย ทหารเบ้งเหกก็แตกกระจัด กระจายไปสิ้น

ลำจงเตียบาลแจ้งว่าเสียเบ้งเหกแก่ข้าศึกก็โกรธนัก จึงสั่งลำจงบุ ผู้บุตร ว่า “เจ้าจงออกไปรบกับทหารเมืองเตง แล้วทำเป็นเสียที ล่อให้ไล่ทหาร เมืองเตงตามไปข้างทิศตะวันออก ไปตีตัดหลังเอาชัยชนะให้จงได้” ลำจง บุก็ขึ้นม้าถือทวนคุมทหารขึ้นไปถึงหน้าค่ายเมืองเตง เมืองฬ่อ แล้วร้อง ว่า “ผู้ใดจับเบ้งเหกไปได้นั้น จงออกมาสู้รบกับเรา” แล้วขับม้ารำทวนไล่ แทงทหารเลวเมืองเตงเข้าไปจนถึงหน้าเกวียนก๋งจูคุดๆได้ที ขับทหารรีบ ตามไป ลำจงเตียบาลเห็นดังนั้นก็ยกทหารออกตีวกหลังก๋งจูคุด หงวน หวน ทันเต๊ก ทหารเมืองเตงก็แยกทหารออกสกัด รบกับลำจงเตียบาล เป็นสามารถ

ขณะนั้นห่อต๊กยืนอยู่บนกำแพงเมืองซอง เห็นศึกได้ทีก็ลงมาจากกำแพง ให้เปิดประตูเมือง พาทหารออกไปตีกระหนาบทัพหงวนหวนกับทันเต๊ก เจ้าเมืองฬ่อเห็นดังนั้นก็ตีกระหนาบหลังห่อต๊ก ทหารทั้งสี่ทัพรบพุ่งฆ่า ฟันกันตายเป็นอันมาก จนเวลาพลบค่ำ ก๋งจูคุดจึงรบแหกออกมาได้ พา เจ้าเมืองฬ่อและทหารทั้งปวงกลับมาค่าย ลำจงเตียบาลกับห่อต๊กก็พากัน กลับมาเมืองซอง

และขณะเมื่อรบกันนั้น ทหารลำจงเตียบาลจับทหารเลวเมืองเตงได้มา ประมาณ ๒๐ คน ครั้นเวลารุ่งเช้า ลำจงเตียบาลให้ทหารไปร้องว่าที่หน้า ค่ายเมืองเตงว่า “เวลาวานนี้ท่านจับเบ้งเหกทหารเราไปได้คนหนึ่ง บัดนี้ เราจับทหารท่านได้ถึง ๒๐ คน เราขอเปลี่ยนเบ้งเหก” ก๋งจูคุดแจ้งดังนั้น ก็ให้คุมเบ้งเหกออกมาหน้าค่าย แล้วร้องว่ากับทหารเมืองซองว่า “เราจะ ยอมคืนตัวเบ้งเหกให้ท่าน ถ้าตีม้าล่อสัญญาณก็ปล่อยทหาร ๒๐ คนกลับ มาค่าย” ทหารเมืองเตงก็ปล่อยเบ้งเหกไปเมืองซอง ทัพเมืองเตงกับเมือง ซองตั้งรอกันอยู่ มิได้ออกรบกันเป็นหลายวัน

๑๘ เปลี่ยนสมรภูมิ

ฝ่ายก๋งจูยือที่เจ้าเมืองซองให้ถือหนังสือไปเมืองเจ๋นั้น ครั้นถึงแดนเมือง เจ๋ก็แจ้งว่าเจ๋ฮูก๋งยกกองทัพไปเมืองกี๋ ก๋งจูยือก็รีบตามไปถึงค่าย แล้วเอา หนังสือเข้าไปให้แก่เจ้าเมืองเจ๋ๆรับหนังสือมาอ่านดู ได้ความว่า “อีปีน เจ้าเมืองซอง คำนับมาถึงฮูจงก๋ง ด้วยข้าพเจ้าช่วยคิดอ่านให้ก๋งจูคุดได้ เป็นเจ้าเมืองเตง ก๋งจูคุดสัญญาข้าพเจ้าว่าจะให้หัวเมืองขึ้นสามหัวเมือง บัดนี้หาให้ไม่ กลับว่าข้าพเจ้าให้ได้ความอัปยศ ข้าพเจ้าจะขอกองทัพ ท่านช่วยกำจัดก๋งจูคุดเสีย”

เจ๋ฮูก๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า “เรายังรบกับเมืองกี๋ติดพันกันอยู่ ถ้าถอยทัพจะ เสียทีแก่เมืองกี๋ ท่านจงไปแจ้งแก่อีปีน เจ้าเมืองซอง เถิดว่า ให้มาช่วย เราตีเมืองกี๋เสียให้ได้ แล้วเราจึงจะไปช่วยตีเมืองเตงให้ได้” ก๋งจูยือก็ คำนับลามาแจ้งความกับเจ้าเมืองซองตามคำเจ๋ฮูก๋ง อีปีนแจ้งดังนั้นก็เสีย ใจ มิรู้ที่จะคิดประการใด จึงให้รักษาเมืองมั่นไว้

ฝ่ายเจ้าเมืองกี๋ ขณะเมื่อทัพเมืองเจ๋มาตั้งประชิดเมืองอยู่นั้น เจ้าเมืองกี๋จึง ปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า “ทัพเมืองเจ๋ยกมาครั้งนี้ทแกล้วทหารก็มาก แล้วเจ๋ฮูก๋งก็ชำนาญในการศึก เห็นเราจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ ครั้นจะ ออกอ่อนน้อมโดยดีเล่า เจ้าเมืองเจ๋กับเมืองเราก็คู่พยาบาทกันถึงเจ็ดชั่ว เจ้าเมืองมาแล้ว เห็นเจ๋ฮูก๋งจะไม่ไว้ชีวิตเราและท่านทั้งปวง ครั้นจะให้ ขอกองทัพหัวเมืองที่บรรดาเป็นไมตรีกับเรามาช่วย ก็แต่ล้วนเป็นเมือง เล็กน้อย ที่ไหนจะต้านทานทัพเมืองเจ๋ได้ แต่เมืองฬ่อนั้นเป็นเมืองใหญ่ มีทแกล้วทหารมาก เห็นพอจะสู้รบเจ๋ฮูก๋งได้ แล้วเจ้าเมืองฬ่อก็เป็นเชื้อ สายแซ่เดียวกับเรา แต่บัดนี้เป็นบุตรเขยเจ๋ฮูก๋ง เจ้าเมืองเจ๋ ถึงจะให้ไป ขอกองทัพก็จะป่วยการเสียเปล่า ที่ไหนเจ้าเมืองฬ่อจะมาช่วยเราได้ ตัว เราและท่านทั้งปวงครั้งนี้ เหมือนปลาว่ายอยู่ในกระทะตั้งไว้บนกองเพลิง ด้วยความตายใกล้อยู่เป็นนิจ” ว่าแล้วเจ้าเมืองกี๋ก็ร้องไห้

ที่ปรึกษาทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงว่า “ท่านอย่าเพิ่งเสียใจก่อน อันทัพเมืองเจ๋ ยกมาครั้งนี้ ทหารมากกว่าทหารเราถึง ๙ – ๑๐ ส่วนก็จริง แต่ข้าพเจ้า เห็นว่าถึงทำการรบพุ่งก็จะได้แต่เพียงความชอบ อันทหารในเมืองเรานี้ รู้อยู่ด้วยกันทุกคนว่า เจ๋ฮูก๋ง เจ้าเมืองเจ๋ เข้าเมืองได้ก็จะฆ่าสิ้นทั้งบุตร และภรรยา เห็นจะพร้อมใจกันช่วยรบพุ่ง ด้วยจะรักษาชีวิตและครอบ ครัวอยู่ทุกคน ถึงน้อยสู้มากก็ได้ และซึ่งเจ้าเมืองฬ่อเป็นบุตรเขยเจ้า เมืองเจ๋นั้น ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นอริกันอยู่กับภรรยาด้วยความ ในใจ บัดนี้เมืองฬ่อก็มาช่วยเจ้าเมืองเตง เมืองซองอยู่ หนทางจะไปมาก็ ใกล้กับเมืองกี๋ ถ้าท่านให้หนังสือไปถึงเจ้าเมืองฬ่อ ก็เห็นจะยกมาช่วย ท่านเป็นมั่นคง ทั้งจะได้เมืองเตงมาด้วย อันก๋งจูคุด เจ้าเมืองเตง หมาย พึ่งกำลังเมืองฬ่อ ด้วยรู้ว่าเจ้าเมืองฬ่อกับท่านแซ่เดียวกัน คงจะยกมา ช่วยเอาแรงไว้ แล้วกับเจ้าเมืองเจ๋ก็อริกันอยู่ ถ้าท่านได้ทัพทั้ง ๒ เมืองมา เป็นกำลังแล้ว ทำไมกับทหารเมืองเจ๋เท่านั้น ตีเวลาเดียวก็จะแตกไปสิ้น”

เจ้าเมืองกี๋ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจ จึงว่า “ถ้าเมืองฬ่อแหนงใจกับเจ้า เมืองเจ๋จริงก็เห็นว่าเราท่านทั้งปวงจะรอดชีวิตเป็นแท้” เจ้าเมืองกี๋จึงแต่ง หนังสือฉบับหนึ่งให้ม้าเร็วรีบถือไปให้เจ้าเมืองฬ่อแดนเมืองซอง ม้าเร็ว เมืองกี๋ครั้นไปถึงค่ายเมืองฬ่อซึ่งตั้งประชิดอยู่นั้น ก็เอาหนังสือเข้าไปให้ ฬ่อจงก๋ง ก๋งจูคุด เจ้าเมืองเตง อยู่ที่นั่นด้วย

เจ้าเมืองฬ่อรับหนังสือมาอ่านได้ความว่า “เจ้าเมืองกี๋คำนับมาถึงฬ่อ จงก๋ง ด้วยเมืองกี๋กับเมืองเจ๋เป็นคู่เขี้ยวทำศึกกันมาถึงเจ็ดชั่วเจ้าเมือง ความที่ขัดแค้นกับท่านก็แจ้งอยู่แล้ว บัดนี้เจ๋ฮูก๋งยกมาตีเมืองกี๋ ถ้าเจ๋ฮูก๋ง เข้าเมืองกี๋ได้ก็จะฆ่าฟันข้าพเจ้าและราษฎรเสียสิ้นทั้งเมือง แซ่ข้าพเจ้าก็ จะสาบสูญเสียครั้งนี้ ถ้าแต่กำลังเจ้าเมืองกี๋ที่จะต้านทานทัพเจ๋ฮูก๋งนั้น เหมือนหนึ่งน้ำถังเดียว จะรดลงที่กองเพลิงอันใหญ่ ข้าพเจ้าเห็นแต่ท่าน ผู้เดียวเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าได้ จงมีความกรุณายกทหารมาช่วยเมืองกี๋ไว้ อย่าให้แซ่ข้าพเจ้าสาบสูญเสียเลย”

เจ้าเมืองฬ่อดูหนังสือแล้วก็ตกใจ จึงถามผู้ถือหนังสือว่าทัพเมืองเจ๋มาตั้ง ประชิดเมืองกี๋อยู่สักกี่วันแล้ว ทหารเมืองกี๋ได้ออกรบพุ่งกับทหารเมืองเจ๋ ประการใดบ้าง ผู้ถือหนังสือจึงบอกว่าทัพเมืองเจ๋มาตั้งประชิดเมืองกี๋อยู่ ๒๐ วันแล้ว แต่หาได้รบพุ่งกันไม่ เจ้าเมืองฬ่อจึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า จะยกไปช่วยในเวลาวันนี้ ท่านอยู่นำทัพเราไปทีเดียวเถิด

แล้วเจ้าเมืองฬ่อบอกกับก๋งจูคุด เจ้าเมืองเตง ว่า “เจ้าเมืองกี๋กับเราเป็น แซ่เดียวกัน จำจะยกไปช่วยเมืองกี่ อย่าให้เสียแก่เมืองเจ๋” ก๋งจูคุดจึงว่า “ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋ บัดนี้ทัพเจ้าเมืองเจ๋ไปตีเมือง กี๋ ถ้าจะยกไปช่วยเมืองกี๋นั้น เจ๋ฮูก๋งจะมิขัดเคืองท่านหรือ” เจ้าเมืองฬ่อ จึงว่า “ซึ่งท่นว่านั้นก็ชอบอยู่ แต่เป็นความจนใจ ถ้าเรามิได้ไปช่วยเมือง กี๋ แม้นเมืองกี๋เสียกับเจ๋ฮูก๋ง คนทั้งแผ่นดินก็จะติเตียนเราว่ารักภรรยา ยิ่งกว่าญาติ ด้วยคำโบราณว่าไว้ว่าภรรยานั้นเหมือนเสื้อกางเกง ขาด แล้วคงจะหาใหม่ได้ อันพี่น้องเหมือนมือและเท้า แม้นมือและเท้าขาด ด้วนไปแล้วหารู้ที่จะต่อได้ไม่ และเราเห็นว่าซึ่งเจ๋ฮูก่งไปตีเมืองกี๋ครั้งนี้ ใช่ว่าชาวเมืองกี๋จะมีสิ่งผิดกับเจ๋ฮูก๋งก็หาไม่ เมืองเรากับเมืองเจ๋นั้นขัด เคืองกันอยู่ถึงเจ็ดชั่วคนแล้ว เจ๋ฮูก๋งทำดังนี้เพราะจะแทนคุณญาติพี่น้อง แต่ก่อน เราเล่าก็จะไปช่วยพี่น้อง เมื่อเจ๋ฮูก๋งจะขัดเคืองข้าพเจ้าก็ตาม เถิ่ด”

ก๋งจูคุดได้ฟังดังนั้นจึงว่า “ท่านว่านี้ชอบนัก ข้าพเจ้ากับเจ้าเมืองเจ๋ทุกวัน นี้ก็เป็นอริกันอยู่ จะยกไปช่วยเมืองกี๋ด้วย” เจ้าเมืองฬ่อก็มีความยินดี จึง ให้ไปประกาศทหารทั้ง ๒ ทัพให้รู้ทั่วแล้วก็รีบยกไปเมืองกี๋ เจ้าเมืองกี๋ ครั้นแจ้งว่าทัพเมืองเตง เมืองฬ่อ ยกมาก็มีความยินดี จึงออกไปรับเชิญ เข้าเมืองกี๋ปรึกษาราชการศึก

ฝ่ายเจ้าเมืองซอง ครั้นทัพเมืองเตง เมืองฬ่อ เลิกไปก็มิได้ติดตาม จึง ปรึกษาห่อต๊กว่า “เจ๋ฮูก๋งยกไปตีเมืองกี๋ เราคิดจะยกไปช่วยเอาแรงไว้ ถ้า เจ๋ฮูก๋งสำเร็จการเมืองกี๋แล้จะได้มาช่วยเราตีเมืองเตง ท่านจะเห็น ประการใด” ห่อต๊กก็เห็นชอบด้วย เจ้าเมืองซองก็ให้เกณฑ์ทหารพร้อม แล้ว จึงรีบยกไปเมืองกี๋

ฝ่ายเจ๋ฮูก๋ง เจ้าเมืองเจ๋ ขณะเมื่อยกไปตีเมืองกี๋นั้นได้มีหนังสือไปขอกอง ทัพเมืองโอยฉบับหนึ่ง เจ้าเมืองโอยแจ้งหนังสือแล้วจัดแจงกองทัพจะยก ไป พอป่วยเป็นปัจจุบันตาย ก๋งจูซัว บุตรได้เป็นเจ้าเมืองแทนบิดา ก๋งจูซัวจึงคิดว่า บิดาเราได้รับไว้ต่อเจ้าเมืองเจ๋ว่าจะยกไปช่วยตีเมืองกี๋ ถึงบิดาเราตายแล้วก็ยังหาพ้นธุระไม่ จำจะยกกองทัพไปช่วยเมืองเจ๋บำรุง ไมตรีไว้ ก๋งจูซัวคิดแล้วก็เกณฑ์ทหาร ๕,๐๐๐ ใส่เสื้อถือธงขาวทุกกอง รีบยกไปเมืองกี๋

ครั้นไปถึงทางร่วมจะเข้าแดนเมืองกี๋ พอพบทัพเจ้าเมืองซองๆกับก๋งจูซัว ถ้อยทีถามกันแจ้งว่าจะยกไปช่วยเมืองเจ๋ ก็บรรจบทัพรีบขึ้นไปถึงค่าย เจ๋ฮูก๋ง แล้วต่างคนก็เข้าไปคำนับเจ๋ฮูก๋งๆก็มีความยินดีนัก จึงให้ตั้งค่าย รายกันไปตามหน้าเมืองกี๋เป็นหลายค่าย ทหารเมืองกี๋อยู่บนหอรบเห็นก็ ไปบอกเจ้าเมืองกี๋ว่ามีทัพมาช่วยเจ้าเมืองเจ๋อีก ๒ ทัพ

ขณะนั้นเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมืองเตง นั่งปรึกษาการศึกอยู่ ครั้น แจ้งดังนั้นเจ้าเมืองฬ่อก็พาเจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมืองเตงขึ้นไปดูบนหอรบ เห็น อักษรที่จารึกธงก็แจ้งว่าทัพเมืองโอยกับเมืองซอง และเจ้าเมืองกี๋นั้นเห็น ทัพทั้ง ๓ หัวเมืองจัดแจงตั้งค่ายรวดเร็ว เสียงทแกล้วทหารอื้ออึงก็คิดย่อ ท้อทอดใจใหญ่ เจ้าเมืองฬ่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามเจ้าเมืองกี๋ว่า ท่านคิดเกรงข้าศึกหรือ

เจ้าเมืองกี๋จึงว่า “ข้าพเจ้าเห็นทหารทั้ง ๓ หัวเมืองนั้นมากนัก เกรงจะ เหลือกำลังท่าน” เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า “ซึ่งทัพ ๒ เมืองยกเพิ่มเติมมาช่วยเจ้า เมืองเจ๋ครั้งนี้ เราเห็นว่าหามาช่วยเจ้าเมืองเจ๋ตีเมืองไม่ จะมาพาให้ทัพ เมืองเจ๋พลอยแตกอีก ท่านอย่าคิดเกรงเลย อันทัพเมืองโอยกับเมืองซอง เดินทางมาไกล พอถึงเวลาเช้าวันนี้ และต้องตั้งค่ายเป็นหลายค่าย ทแกล้วทหารกำลังอิดโรย ค่ำวันนี้เราคิดจะออกโจมตีทัพเมืองซอง เมือง โอยให้แตกยับเยินไปจงได้ ถ้าทัพ ๒ หัวเมืองแตกแล้ว ทัพเจ้าเมืองเจ๋ก็ จะพลอยแตกไปด้วย” เจ้าเมืองฬ่อก็พาเจ้าเมืองเตงลงมาจากหอรบ จึงว่า แก่เจ้าเมืองกี๋ว่า “จงจัดเกวียนบรรทุกฟืนและฟางให้ได้ ๓๐๐ เล่ม เร่ง เกณฑ์ทหารไว้ให้พร้อมกัน ถ้าเห็นแสงเพลิงขึ้นแล้วเร่งไปตีทัพเมืองเจ๋ เรากับเจ้าเมืองเตงจะตีทัพเมืองซอง เมืองโอย” เจ้าเมืองกี๋ก็มาจัดแจง เกวียนและทหารเตรียมไว้พร้อมตามเจ้าเมืองฬ่อสั่ง

เจ้าเมืองฬ่อจึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปให้เจ๋ฮูก๋งฉบับหนึ่ง ทหารเมือง ฬ่อครั้นไปถึงค่ายเมืองเจ๋ก็บอกผู้รักษาประตูว่า “เราเป็นทหารเมืองฬ่อ ถือหนังสือมาถึงเจ๋ฮูก๋ง” นายประตูก็เข้าไปแจ้งแก่เจ๋ฮูก๋งๆก็ให้พาตัวเข้า ไปในค่าย ผู้ถือหนังสือคำนับแล้ก็เอาหนังสือส่งให้เจ๋ฮูก๋งๆรับเอาหนังสือ มาอ่าน ใจความว่า “ก๋งจูคุยซึ่งเป็นฬ่อจงก๋งคำนับมาถึงเจ๋ฮูก๋ง ด้วย ข้าพเจ้ามาอยู่ในเมืองกี๋ครั้งนี้ ใช่จะมาช่วยเจ้าเมืองกี๋รบพุ่งก็หามิได้ อัน เจ้าเมืองกี๋คนนี้เป็นแซ่เดียวกับข้าพเจ้า ท่านจะเห็นแก่ไมตรีของดกอง ทัพไว้สัก ๓ วัน อย่าเพิ่งเข้าทำอันตรายเมืองกี๋ เจ้าเมืองจัดแจงเครื่อง บรรณาการจะออกไปคำนับท่านโดยดี ขอท่านอย่าได้ทำอันตรายชีวิต เจ้าเมืองกี๋และราษฎรทั้งปวงเลย จะได้ขึ้นแก่ท่านสืบไป”

เจ๋ฮูก๋งแจ้งในหนังสือดังนั้นก็โกรธเจ้าเมืองฬ่อ จึงสั่งผู้ถือหนังสือว่า “จง ไปบอกก๋งจูคุยเถิดว่า เจ้าเมืองกี๋แต่ก่อนนั้นไปทูลพระเจ้าอิวอ๋อง กล่าว โทษเจ้าเมืองเจ๋เป็นหลายข้อ พระเจ้าอิวอ๋องให้เอาชาวเมืองฆ่าเสียครั้ง นั้นเป็นอันมาก เมืองเจ๋กับเมืองกี๋จึงเป็นคู่ข้าศึกกันมาถึง ๘ ชั่วกษัตริย์ แล้ว ซึ่งเราจะรับเครื่องบรรณาการเมืองกี๋ไว้เป็นเมืองขึ้นดังท่านว่านั้น ผู้ซึ่งตายไปและคนทั้งแผ่นดิน ก็จะติเตียนเราว่าหากตัญญูต่อปู่และบิดา ไม่ เราออกปากไว้ว่าชาวเมืองกี๋กับเราไม่ขอเกิดร่วมแผ่นดินกันต่อไป ถึงบุตรและญาติพี่น้องเราที่สนิท ถ้าตกไปกินข้าวในเมืองกี๋จนมื้อหนึ่ง เป็นขาดกันกับเรา ถ้าเราได้เมืองแล้วก็คงฆ่าเสียให้สิ้นทั้งเมือง อย่าให้ ก๋งจูคุดคิดน้อยใจเราเลย”

ผู้ถือหนังสือก็จำข้อความซึ่งเจ๋ฮูก๋งว่านั้น กลับมาแจ้งแก่เจ้าเมืองฬ่อทุก ประการ เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่ากับเจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมือง เตงว่า “ครั้งนี้ถึงเราจะฆ่าเจ้าเมืองเจ๋เสียก็หามีใครนินทาเราไม่ แต่เรา คิดสงสารเจ๋ฮูก๋งว่าจะเอาเกียรติยศมาทิ้งเสียครั้งนี้เพราะความพยาบาท” พอเวลาค่ำลงประมาณ ๒ ทุ่ม เจ้าเมืองฬ่อจึงให้จินจู นายทหารเมืองฬ่อ คุมทหารเลว ๕๐๐ เอาเกวียนที่ใส่ฟืนและฟางออกไปซุ่มไว้หน้าค่าย เมืองโอย เมืองซอง ถ้าได้ยินเสียงประทัดสัญญาแล้วให้จุดเพลิงขึ้น ไส เกวียนเข้าเผาค่ายเสียจงได้ แล้วให้ซกตำกับทันเต๊ก ทหารเมืองเตง คุม ทหารเลว ๕๐๐ คนไปซุ่มอยู่หลังค่ายเมืองโอย เมืองซอง  ถ้าเห็นแสง เพลิงสว่างขึ้นแล้วให้รบหักเข้าไป อย่าให้ทหารทันใส่เกราะและผูกม้า แล้วให้เสียงจูงกับก๋งจูเยียดคุมทหารคนละ ๑,๐๐๐ เข้าสมทบทัพเจ้าเมือง กี๋ ไปซุ่มอยู่หลังค่ายเมืองเจ๋ ถ้าเห็นทหารเมืองเจ๋ยกออกจากค่ายไปช่วย ค่ายเมืองซอง เมืองโอย ก็ให้ระดมเข้าตีเอาค่ายเมืองเจ๋ให้จงได้ ตัวเรา กับเจ้าเมืองเตงจะเป็นกองกลาง ถ้าหนักที่ไหนจะช่วยเข้ารบหักเอาที่นั้น

เจ้าเมืองกี๋จึงว่ากับเจ้าเมืองฬ่อว่า “ค่ายเมืองเจ๋เป็นค่ายใหญ่ อันค่าย เมืองซอง เมืองโอยนั้นเป็นแต่ค่ายเล็ก ถึงท่านจะเอาเพลิงเผาค่ายทั้ง ๒ ได้ ทหารเมืองซอง เมืองโอย จะรวมมาเข้าค่ายเมืองเจ๋ ถ้าท่านคิดเผา ค่ายเมืองเจ๋เป็นที่มั่นเสียได้แล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าทัพทั้ง ๓ เมืองจะแตกไป เอง”

เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า “ค่ายเมืองเจ๋เป็นค่ายใหญ่ก็จริง เมื่อกองทัพเมืองเจ๋ได้ หยุดถึง ๒๐ – ๓๐ วันแล้ว ทั้งทหารก็ได้ผลัดกันหลับนอนเป็นปกติ หาย อิดโรยแล้ว เห็นจะตรวจตรารักษาค่ายมิได้ประมาท ที่ไหนทหารเราจะ เลื่อนเกวียนเข้าใกล้ค่ายได้ อันทัพเมืองซอง เมืองโอยนั้นพึ่งมาถึงเวลา เช้า แล้วต้องตั้งค่ายอยู่จนพลบ เห็นจะอิดโรยนัก ค่ำวันนี้ก็จะพากันหลับ นอนเสียสิ้น แล้วก็เป็นแต่ผู้มาช่วย การรักษาค่ายดูเห็นไม่สู้สามารถ เราจึงจะให้เผาค่ายเมืองซอง เมืองโอย เพราะเห็นทหารเราจะทำการได้ โดยสะดวก ถ้าเจ๋ฮูก๋งเห็นเพลิงไหม้ค่ายทั้ง ๒ ขึ้นคงจะยกทหารออกช่วย ท่านจงเข้าโจมตีชิงเอาค่ายให้จงได้ ตั้งใจทำเสียครั้งนี้เถิด เราเห็นว่าเจ๋ ฮูก๋งจะไม่ได้กลับมาเห็นกำแพงเมืองกี๋อีกแล้ว”

เจ้าเมืองกี๋ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย คุกเข่าลงคำนับแล้วว่า “ท่านคิดการศึก ครั้งนี้ดังเทพยดาเข้าดลใจ ชาวเมืองจะได้รอดชีวิตเพราะสติปัญญาท่าน” เจ้าเมืองฬ่อก็ยุดมือไว้แล้วว่า “ท่านอย่าคำนับเราเลย” เจ้าเมืองกี๋ก็ออกมา จัดแจงทหาร แยกกันไปซุ่มอยู่ตามเจ้าเมืองฬ่อสั่ง ครั้นเวลา ๒ ยามเศษ ก๋งจูคุย-เจ้าเมืองฬ่อ ก๋งจูคุด-เจ้าเมืองเตง ก็ใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนคุม ทหารคนละ ๑,๐๐๐ ยกออกไปจากเมืองกี๋ ครั้นไปใกล้ค่ายเมืองซอง จึง ให้ทหารเข้าไปสอดแนมดู แจ้งว่าเกวียนเชื้อเพลิงจัดแจงไว้พร้อมแล้ว จึงให้จุดประทัดสัญญาขึ้น ทหารที่ซุ่มนั้นก็จุดฟางและฟืนขึ้นพร้อมกัน ไสเข้าไปเผาค่ายเมืองซอง เมืองโอยไหม้ขึ้น

ซกตำกับทันเต๊กซึ่งซุ่มอยู่หลังค่ายเห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นข้างหน้า ก็ยก ทหารตีเข้าไปข้างหลังค่าย ทหารเมืองซอง เมืองโอย ตกใจตื่นขึ้น ไม่ทัน ใส่เกราะ ผูกม้า ต่างคนต่างวิ่งเอาตัวรอด ซกตำกับทันเต๊กเข้าค่ายได้ ฆ่า ฟันทหารเมืองซอง เมืองโอย ล้มตายเป็นอันมาก เจ้าเมืองซอง เจ้าเมือง โอยเห็นจะจวนตัวนัก ก็ขึ้นม้าควบหนีปนไปกับทหารเลว

ขณะที่จินจูทหารเมืองฬ่อจุดเพลิงขึ้นนั้น เจ๋ฮูก๋งเห็นแสงเพลิงสว่าง ได้ ยินเสียงทหารอื้ออึงก็รู้ว่าทัพเมืองกี๋ออกปล้นค่ายเมืองซอง เมืองโอย จึง ให้ก๋งจูเพงเสงคุมทหาร ๑,๕๐๐ รีบไปช่วยเมืองซอง เมืองโอย เจ้าเมืองกี๋ กับก๋งจูเอียด เลียงจู ทั้ง ๓ ทัพเห็นได้ทีก็ยกทหารระดมเข้าตีค่ายเมืองเจ๋ เป็นสามารถ ทหารเมืองเจ๋น้อยตัวจะต้านทานมิได้ ต่างคนหนีออกจาก ค่าย ทหารเมืองกี๋ เมืองฬ่อ ก็ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองเจ๋ตายเป็นอันมาก เจ๋ ฮูก๋งเห็นเสียค่ายแล้วก็มิได้คิดสู้รบ ขึ้นม้าพาทหารคนสนิทประมาณ ๑๐๐ เศษรีบหนีไป

ฝ่ายก๋งจูเพงเสงกับทหารเลวทั้งปวงรีบมาช่วยค่ายเมืองซอง เมืองโอย ครั้นมาถึงกลางทาง พอได้ยินเสียงทหารและกลองรบอื้ออึงขึ้นข้างหลัง ก็ คิดว่าข้าศึกเข้าปล้นค่ายเจ๋ฮูก๋งเป็นมั่นคง จึงพาทหารกลับมา พอทหาร เหลือคนหนึ่งควบม้าตาม ร้องบอกก๋งจูเพงเสงว่า “ค่ายเจ๋ฮูก๋งเสียแก่ข้า ศึกเสียแล้ว” ก๋งจูเพงเสงจึงถามว่า “บัดนี้เจ๋ฮูก๋งไปอยู่ที่ไหนเล่า” ผู้นั้นจึง บอกว่า “เจ๋ฮูก๋งจะไปแห่งใดข้าพเจ้ามิได้แจ้ง” ก๋งจูเพงเสงก็ตกใจนัก ขับ ม้าพาทหารรีบมาช่วยเจ๋ฮูก๋ง

เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเตง ซึ่งคุมทหารกองทัพซุ่มอยู่กลางทางเห็นทัพก๋งจู เพงเสงกลับมา ก็ขับทหารเข้าล้อมก๋งจูเพงเสงไว้ ก๋งจูเพงเสงก็รบพุ่งต้าน ทานไว้เป็นสามารถ ก๋งจูคุย เจ้าเมืองฬ่อ ก็เอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกไหล่ขวา ก๋งจูเพงเสงๆเห็นจะสู้รบมิได้ก็ทิ้งทหารทั้งปวงเสีย ขับม้าหนีเอาตัวรอด ก๋งจูคุด ก๋งจูคุย ก็พาทหารไล่ฆ่าฟันทหารก๋งจูเพงเสงแตกกระจัดกระจาย ไป ทัพเมืองกี๋ เมืองฬ่อ เมืองเตง ตามตีซ้ำเติม ฆ่าฟันทหารเมืองเจ๋ เมือง ซอง เมืองโอยไปจนเวลารุ่งเช้า ทหารทั้ง ๓ เมืองล้มตายเป็นอันมาก ศพ เกลื่อนไปตามทาง ทหารเมืองกี๋ เมืองฬ่อ เมืองเตง ได้เกวียนและม้า เครื่องศาตราวุธไว้เป็นอันมาก แล้วเจ้าเมืองกี๋ก็พาเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมือง เตงกลับเข้าเมืองกี๋ จึงให้ปูนบำเหน็จทแกล้วทหารทั้งปวงตามความชอบ ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงดูกันเอิกเกริกไปทั้งเมือง แล้วเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเตง ก็ลาเจ้าเมืองกี๋กลับไปเมือง

๑๙ มรดกเลือด

ฝ่ายก๋งจูคุด ครั้นมาถึงเมืองเตง พอก๋งจูหงวนเป็น “ไตหู” ขุนนางฝ่ายพล เรือน ป่วยตาย จึงให้ทำการฝังศพก๋งจูหงวนพอสมควรตามตำแหน่งขุน นางผู้ใหญ่ แล้วตั้งทันเต๊กเป็นที่แทนก๋งจูหงวน ขณะนั้นพระเจ้าฮวนอ๋อง เสวยราชสมบัติได้ ๒๒ ปี

ฝ่ายเจ๋ฮูก๋ง เจ้าเมืองเจ๋ นั้น ตั้งแต่เสียทัพมาครั้งนั้นได้ความอัปยศนัก ให้ เดือดร้อนรำคาญไม่เป็นกินไม่เป็นนอนจนป่วยไข้นั้นหนักลงทุกวัน เจ๋ ฮูก๋งเห็นว่าตัวจะตายแล้ว จึงเรียกก๋งจูหยี ผู้บุตร กับก๋งจูบอดี ผู้หลาน ซึ่ง เป็นบุตรอิดอ๋องเลือน กับขุนนางนายทหารและที่ปรึกษาทั้งปวงเข้าไปใน ห้องนอน แล้วว่าแก่ก๋งจูหยี ก๋งจูบอดีว่า “ตัวเรานี้เห็นจะไม่รอด เจ้าทั้ง สองอยู่ข้างหลังจงรักใคร่กัน อุตส่าห์คิดอ่านไปกระทำการแก่เมืองกี๋ แก้ แค้นของบิดาเสียให้จงได้ ซึ่งบิดาตายจากเจ้าไปครั้งนี้ เจ้าจงเข้าใจว่า บิดาต้องอาวุธชาวเมืองกี๋เถิด บรรดาเครื่องจะเซ่นศพบิดาทุกฤดูเดือนปี นั้น ถ้าเจ้ารักบิดา เจ้าจงเอาไว้เป็นเสบียงบำรุงทแกล้วทหารไปตีเมืองกี๋ ดีกว่าเอาไปเซ่นศพบิดาเสียอีก” แล้วเจ๋ฮูก๋งจึงหยิบเอากระบี่สำหรับยศ ยื่นให้ก๋งจูหยีว่า “เจ้าจงเอาไว้ปราบปรามศัตรู คือเจ้าเมืองกี๋นั้นเถิด บิดา นี้จะลาเจ้าแล้ว”

ก๋งจูล้วกราบลงพลางร้องไห้ว่า “การซึ่งทำไว้แก่เมืองกี๋นั้นบิดาอย่าได้ วิตกเลย ข้าพเจ้าจักสนองคุณไม่คิดแก่ชีวิต บิดาอุตส่าห์กินยารักษาโรค ให้หายเถิดจ” เจ๋ฮูก๋งจึงว่า “เจ้ารับทำธุระได้ดังว่าฉะนี้แล้ว ถึงบิดาตายไป จะได้ความสุข” แล้วเจ๋ฮูก๋งจึงว่าแก่ก๋งจูเพงเสงและทหารทั้งปวงว่า “เรา กับท่านได้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาช้านาน บัดนี้กรรมมาทันเราแล้ว จะลาท่านทั้งปวงไปก่อน ท่านอยู่ภายหลังช่วยทำนุบำรุงลูกและหลานเรา ด้วย ตัวเราจะตายครั้งนี้มิได้คิดอาลัยแก่สมบัติบ้านเมืองเลย เป็นห่วงอยู่ แต่ลูกเราจะไม่ทำกับเมืองกี๋เหมือนใจเราคิด ท่านทั้งปวงจงคิดอ่านเอา ธุระด้วย”

ก๋งจูเพงเสงและทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้น ต่างคนก็ร้องไห้กราบลงแล้วว่า “คุณท่านชุบเลี้ยงข้าพเจ้ามาได้มียศศักดิ์มีความสุขถึงเพียงนี้ จะขอเอา ชีวิตสนองคุณท่านให้ถึงขนาด ถ้าข้าพเจ้าทั้งปวงมีชีวิตอยู่ก็ไม่ให้ชาว เมืองกี๋เป็นสุขเลย” ครั้งนั้นเจ๋ฮูก๋งครั้นได้ยินออกชื่อเมืองกี๋ขึ้นทีไรก็คิด แค้น โรคยิ่งกำเริบขึ้นขาดใจตาย ก๋งจูหยีกับขุนนางทั้งปวงก็เอาศพใส่ หีบไม้หอม แต่งการฝังศพตามตำแหน่งเจ้าเมือง ครั้นถึงวันฤกษ์ดี ขุนนางทั้งปวงก็ยกก๋งจูหยีเป็นเจ้าเมืองเจ๋ ก๋งจูหยีจึงตั้งก๋งจูบอดีเป็นผู้ สำเร็จราชการทั้งทหารพลเรือน

ฝ่ายอีปีนเจ้าเมืองซองนั้นคิดแค้นก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงนัก จึงเอาหยกและ ทองที่ก๋งจูคุดให้มาแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ให้คนไปให้เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมือง โอย เจ้าเมืองจิ๋น ๓ เมือง ขอกองทัพมาช่วยตีเมืองเตง เจ้าเมืองทั้ง ๓ รับ เอาสิ่งของไว้แล้ว เจ้าเมืองเจ๋จึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า “บิดาเราตายลง ใหม่ บ้านเมืองก็ยังไม่ปกติราบคาบ เราจะไปเองยังไม่ได้ จะให้ท่านไป ช่วย” แล้วก๋งจูหยีให้ยงหลิมเป็นแม่ทัพคุมทหารหมื่นหนึ่งไปเมืองซองกับ ผู้ถือหนังสือ

ฝ่ายอีปีนเจ้าเมืองซอง ครั้นทัพ ๓ เมืองมาถึงพร้อมกันแล้วก็รีบยกเข้าไป เมืองเตง และทัพเจ้าเมืองซองกับทัพทั้ง ๓ เมืองบรรจบกันยกไปครั้งนั้น ทหารรบประมาณ ๑๐ หมื่นเศษ เดินทางล่วงแดนเมืองเตงเข้าไป บรรดา หัวเมืองรายทางซึ่งขึ้นกับเมืองเตง เห็นศึกเหลือกำลังก็มิได้ต่อสู้ อพยพ หนีเข้าป่า ทัพเมืองซองเร่งยกเข้าไปจนถึงริมกำแพงเมืองเตง ให้ตั้งค่าย ล้อมเมืองทั้ง ๔ ด้านไว้

ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงจึงปรึกษาชัวจกว่า “ทัพเมืองซองยกมาครั้งนี้ เราจะ คิดสู้รบประการใด” ชัวจกจึงว่า “ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แม้นจะออกสู้ รบ ถ้าเสียทีเจ้าเมืองซองเข้าเมืองได้ ก็จะฆ่าชาวเมืองเราเสียสิ้น ครั้นจะ ให้ขอกองทัพมาช่วย ก็ไม่เห็นผู้ใดที่จะหักออกไปได้ ด้วยกองทัพล้อม อยู่แน่นหนานัก ข้าพเจ้าคิดว่าอย่าสู้รบเลย เรายึดยงกิวบุตรเจ้าเมือง ซองไว้ ถ้าเจ้าเมืองซองจะฆ่าท่านๆจงให้ฆ่ายงกิวเสียบ้าง เห็นเจ้าเมือง ซองจะทำโทษมิได้” ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงก็เห็นด้วย จึงสั่งทหารอย่าให้รบ พุ่งกับทหารเมืองซองตามชัวจกว่า

ฝ่ายเจ้าเมืองซองครั้นมิได้เห็นทหารในเมืองออกมารบ ก็เร่งทหารให้เอา คบเพลิงเข้าระดมเผาประตูเมืองทลายลง แล้วเจ้าเมืองซองก็ขับม้าพา ทหารเข้าไปในเมือง ก็มิได้เห็นออกรบแต่สักคนหนึ่ง อีปีนเจ้าเมืองซอง คิดอายใจ ครั้นจะให้จับก๋งจูคุดมาฆ่าเสีย ก็เกรงความนินทา ด้วยก๋งจูคุด เป็นหลานสนิท ทั้งหาสู้รบไม่ แล้วยงกิวผู้บุตรก็อยู่ในเงื้อมมือก๋งจูคุด เป็นความในใจอยู่ อีปีนจึงประกาศแก่ทหารทั้งปวงมิให้ผู้ใดทำอันตราย แก่ชาวเมืองเตง ให้ทหารไปเผาที่ไทเบี้ยวซึ่งไว้รูปเจ้าเมืองแต่ก่อนต่อๆ กันมา จนถึงปู่และบิดาก๋งจูคุดเสีย แล้วให้เลิกทัพกลับไปเมืองซอง

ฝ่ายก๋งจูคุด ขณะเมื่อเจ้าเมืองซองเข้าเมืองได้มิได้ไปคำนับ คุมตัวยงกิว ไว้ พาทหารสนิทหนีไปอยู่ในสวนดอกไม้ ครั้นแจ้งว่าอีปีนเผาไทเบี้ยว เสียก็เสียใจนัก จึงคิดว่าถ้าอีปีนฆ่าเราเสียก็ดีกว่าที่ทำดังนั้นอีก เพราะ เชื่อถ้อยฟังคำชัวจกจึงเป็นอันตรายแก่ที่คำนับ ถ้าออกสู้รบถึงจะตายก็จะ ไม่เสียชื่อเรา ก๋งจูคุดคิดแล้วก็ร้องไห้น้อยใจชัวจกอยู่มิได้ขาด ฝ่าย พระเจ้าฮวนอ๋องก็สวรรคต

จิวก๋งฮกเตียนก็ยกก๋งจูโต๊ะขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระเจ้า จองอ๋องๆตั้งก๋งจูเค็ก ผู้น้อง เป็นผู้สำเร็จราชการทั้งแผ่นดิน แล้วก็ตระ เตรียมที่จะฝังพระศพพระเจ้าฮวนอ๋อง

ฝ่ายก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตง แจ้งว่าพระเจ้าฮวนอ๋องสวรรคต ก็ให้จัดแจงสิ่ง ของเครื่องบรรณาการจะไปเฝ้าพระเจ้าจองอ๋อง ช่วยทำการฝังพระศพ ชักจกจึงเข้าไปว่ากับก๋งจูคุดว่า “เมื่อพระเจ้าฮวนอ๋อง พระราชบิดาพระ เจ้าจองอ๋องยกมาตีเมือง บิดาท่านออกต่อสู้ทัพหลวงแตกไป จนพระเจ้า ฮวนอ๋องถูกเกาทัณฑ์จกเยียม พระเจ้าฮวนอ๋องเคืองบิดาท่านนัก แต่ทว่า มิรู้ที่จะทำประการใดด้วยเมืองเตงทหารมาก ทั้งเข้มแข็งในการสงคราม ซึ่งท่านจะไปเฝ้าพระเจ้าจองอ๋อง พระราชบุตรพระเจ้าฮวนอ๋องครั้งนี้ ถ้าพระเจ้าจองอ๋องคิดถึงบิดาท่านทำแก่พระเจ้าฮวนอ๋อง จะเอาโทษท่าน แทนบิดาจะมิอับจนเสียหรือ” ก๋งจูคุดได้ฟังดังนั้นก็มิได้ไปเมืองหลวง ด้วยมิเชื่อก็จำเชื่อ

ครั้นอยู่มาหลายวันก๋งจูคุดไม่สบาย จึงพาขุนนางออกไปชมสวนดอกไม้ นอกเมือง ก๋งจูคุดเห็นฝูงนกบินไปมาเป็นหมู่ๆก็ถอนใจใหญ่ ยงกิวเห็น ดังนั้นจึงว่า “ท่านพาข้าพเจ้าทั้งปวงเที่ยวชมสวนหวังจะหาความสบาย ซึ่งท่านเป็นทุกข์ถอนใจใหญ่ฉะนี้ด้วยเหตุสิ่งไรเล่า” ก๋งจูคุดจึงว่า “เรา เห็นฝูงนกซึ่งเป็นสัตว์เดียรฉาน จะบินไปมาจับต้นไม้ต้นใดก็ไปได้ตาม อำเภอใจ ไม่มีใครขัดขวาง ตัวเราเป็นมนุษย์คิดการสิ่งไรก็มีผู้ทัดทาน ว่ากล่าว”

ยงกิวจึงว่า “ท่านเป็นเจ้าเมือง บรรดาคนทั้งปวงก็อยู่ในบังคับสิ้น ซึ่งว่านี้ ข้าพเจ้าสงสัยนัก” ก๋งจูคุดจึงว่า “ขุนนางในเมืองเตงนี้อยู่ในบังคับก็จริง แต่หามีผู้รักใคร่เราโดยสุจริตไม่ จะไว้วางความลับกันก็ยากนัก” ยงกิว จึงว่า “ท่านชุบเลี้ยงข้าพเจ้าให้มียศศักดิ์ ข้าพเจ้าคิดว่าจะสนองคุณท่าน ถึงท่านจะให้ไปตายเสียก็มิได้รักชีวิต แต่หากว่าท่านไม่เห็นใจข้าพเจ้า”

ก๋งจูคุดได้ฟังยงกิวว่าดังนั้นก็ขับคนทั้งปวงเสียแล้วว่ากับยงกิวว่า “ทุก วันนี้ในอกเราดังเสี้ยนหนามยอกอยู่ด้วยความเจ็บปวดเป็นนิจ ถ้าท่าน ช่วยถอนได้เราก็จะให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ แต่เราจะบอก ยังไม่ได้ ความจะแพร่งพรายไป” ยงกิวเห็นก๋งจูคุดยังไม่ไว้ใจจึงหยิบเอา ลูกเกาทัณฑ์อกหักออกเป็น ๒ ท่อน แล้วสาบานว่า “ถ้าข้าพเจ้ามิได้ สุจริตต่อท่าน และเอาความไปแพร่งพรายกับผู้ใด ให้ตัวข้าพเจ้าต้อง อาวุธขาด ๒ ท่อนเหมือนลูกเกาทัณฑ์นี้เถิด”

ก๋งจูคุดก็มีความยินดี จึงเล่าความขัดเคืองชัวจกให้ยงกิวฟังทุกประการ แล้วว่า “ท่านฆ่าชัวจกเสียได้ คุณท่านจะอยู่กับเรายิ่งนัก” ยงกิวได้ฟังดัง นั้นจึงว่า “ถึงข้าพเจ้าเป็นบุตรเขยชัวจกก็จริง แต่ชัวจกมิได้กรุณาแก่ ข้าพเจ้า ซึ่งจะฆ่าชัวจกนั้นง่ายนัก” ก๋งจูคุดจึงว่า “ชัวจกเป็นคนมีสติ ปัญญา ท่านจะฆ่าชัวจกโดยง่ายนั้น เรายังหาเห็นด้วยไม่”

ยงกิวจึงว่า “เมืองเราทุกวันนี้ ราษฎรทิ้งภูมิลำเนาเสีย หนีกองทัพเมือง ซองเข้าอยู่ในป่าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าคิดว่ให้ท่านให้ชัวจกออกไปตั้ง เกลี้ยกล่อมราษฎร ณ ตำบลตังเกา นอกเมืองข้างทิศตะวันตก แล้ว ข้าพเจ้าจะแต่งโต๊ะออกไปเลี้ยง ข้าพเจ้าจะเอายาพิษใส่ในสุราให้ชัวจก กิน ถึงชัวจกจะมีสติปัญญาอย่างไร ก็ไม่รอดความตาย” ก๋งจูคุดก็เห็น ด้วย จึงสั่งกำชับว่า “ความข้อนี้ท่านอย่าแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้” แล้วก๋งจู คุดก็พาขุนนางทั้งปวงกลับเข้ามาเมืองเตง ยงกิวครั้นถึงที่อยู่ ตรงเข้าในที่ นอน นึกรำพึงถึงจะฆ่าชัวจก กลัวจะไม่สำเร็จก็ถอนใจใหญ่

นางจีสีผู้เป็นภรรยาเห็นประหลาดจึงถามว่า “ท่านมีทุกข์ร้อนอยู่ประการ ใดหรือจึงมานอนถอนใจใหญ่อยู่ฉะนี้” ยงกิวจึงบอกว่า “เรามิได้มีทุกข์ สิ่งใดดอก” นางจีสีจึงว่า “ท่านไม่มีทุกข์นั้นไม่เห็นด้วย ข้าพเจ้าดูหน้า ท่านเศร้าหมองผิดกว่าแต่ก่อนนัก หรือท่านเห็นว่าไม่ควรจะปรับทุกข์ กับข้าพเจ้า จึงมิให้ข้าพเจ้ารู้” แล้วนางจีสีวอนไต่ถามเนืองๆ ยงกิวขัดมิ ได้จึงแกล้งบอกนางจีสีว่า “ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงจะให้บิดาเจ้าออกไปเกลี้ย กล่อมราษฎร ณ ตำบลตังเกานอกเมือง และจะให้เราจัดสิ่งของออกไป เลี้ยง ข้าคิดว่าขุนนางอื่นมีอยู่เป็นอันมาก แต่จะเลี้ยงเพียงนี้ จำเพาะใช้ เราให้ได้ความลำบาก เราไม่สบายใจ”

นางจีสีได้ฟังดังนั้นก็สงสัยอยู่ จึงคิดว่าก๋งจูคุดชุบเลี้ยงยงกิวเป็นขุนนางผู้ ใหญ่ การซึ่งจะให้ไปเลี้ยงดูผู้คนนั้นก็ควรอยู่ อันยงกิวว่าไม่เต็มใจไปจน ถึงทุกข์ร้อนนั้นผิดนัก เห็นจะมีความอื่นมั่นคง ครั้นจะถามที่ไหนยงกิว จะบอกความจริง จำจะชวนเสพสุราให้เมาแล้วจึงจะถามเอาความจริงให้ จงได้ นางจีสีคิดแล้วจึงแกล้งว่า “ก๋งจูคุดใช้ท่านดังขุนนางผู้น้อยไม่ควร” ยงกิวสำคัญว่านางจีสีเชื่อแล้วก็ยิ่งทุกข์ถอนใจใหญ่เนื่องๆ นางจีสีก็แกล้ง ทำเศร้าโศกด้วยแล้วว่า “อันจะแก้ทุกข์ได้ก็แต่เสพสุรา เชิญท่านมา ไป เสพสุรากับข้าพเจ้าเถิด จะได้ค่อยคลายทุกข์” ยงกิวจึงว่า “เจ้าว่าชอบนัก ถ้าเมาสุราแล้วก็ลืมทุกข์ร้อนไปสิ้น”

นางจีสีก็ให้คนใช้ยกโต๊ะมา แล้วนางก็รินสุราคำนับให้ยงกิวพลางว่า “ท่านจงเสพสุราเถิดจะได้ลืมความทุกข์ ข้าพเจ้าจะได้คลายใจบ้าง” แล้ว นางจีสีเอาถ้วยขนาดใหญ่มารินสุราให้ยงกิวกินประมาณ ๑๐ ครั้ง ยงกิว เสพสุราเกินขนาดก็เมาสิ้นสมฤดีจนสลบลงหลับอยู่กับโต๊ะ นางจีสีลุกยืน ขึ้นกระทืบเท้าร้องตวาดว่า “การเราใช้ยังไม่สำเร็จ เหตุใดมานอนเล่น เสพสุราสบายอยู่” ยงกิวกำลังเมาสุราได้ยินแว่วเสียงสำคัญว่าก๋งจูคุดก็ตก ใจ หลับตาคลำถ้วยที่โต๊ะวุ่นวาย นางจีสีเห็นดังนั้นจึงซ้ำตวาดว่า “ยังคลำ หาสิ่งใดอยู่เล่า” ยงกิวจึงว่า “จะหายาพิษที่จะไปใส่ในสุราให้ชัวจกกินนั้น ยังไม่ได้” แล้วยงกิวก็ซบลงหลับไป

นางจีสีได้ฟังดังนั้นก็คิดใคร่ครวญดูข้อความกับกิริยาถูกกัน ก็เห็นว่าก๋งจู คุดจะใช้ยงกิวให้ฆ่าชัวจกผู้บิดาเสีย จึงให้คนใช้พยุงยงกิวเข้าไปในที่ นอน นางจีสีจึงคิดว่าถ้าจะนิ่งความเสีย บิดาไม่รู้ตัวก็จะตายเป็นมั่นคง จำ จะไปบอกให้รู้ความ จะได้คิดอ่านระวังตัวบ้าง คิดแล้วนางจีสีก็ไปหา ชัวจกผู้บิดา คำนับแล้วแจ้งความที่ยงกิวพูดทุกประการ ชัวจกจึงว่า “เจ้า อย่าพูดให้ความฟุ้งซ่านไป บิดาจะดูท่วงทีให้แน่ก่อน”

ครั้นเวลาเช้า ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงก็ให้หาชัวจกกับยงกิวเข้ามาแล้วว่าแก่ ชัวจกว่า “เมื่อทัพเมืองซองยกมานั้นราษฎรบรรดาอยู่หัวเมืองแตกหนี เข้าป่าสิ้น เราคิดจะให้ท่านกับขุนนางไปตั้งเกลี้ยกล่อมตำบลตังเกา จึง จะให้ยงกิวไปแต่งโต๊ะเลี้ยงท่านกับขุนนางทั้งปวง” ชัวจกได้ฟังดังนั้นก็ เข้าใจว่าก๋งจูคุดจะให้ยงกิวฆ่าเสียเป็นแน่ มีความน้อยใจนักก็คำนับลา ก๋งจูคุดกลับมาที่อยู่ จึงหาทหารคนสนิทประมาณ ๓๐๐ มากระซิบสั่งเป็น ความลับ แล้วเอากระบี่สั้นซ่อนไว้ในเสื้อทุกคน ครั้นเวลาเช้าชัวจกก็พา ทหารและขุนนางทั้งปวงออกไปตั้งเกลี้ยกล่อมราษฎรอยู่ตำบลตังเกา

ยงกิวก็จัดสิ่งของออกไปตั้งโรงเลี้ยง ครั้นเวลาขุนนางจะกินโต๊ะ ยงกิวก็ ให้ยกโต๊ะเข้ามาตั้งให้ขุนนางทั้งปวงและชัวจก ตัวยงกิวนั้นเอาสุราที่ใส่ ยาพิษมารินเข้าไปคำนับชัวจกๆรับสุรามาถือไว้ พอทหารทั้งปวงของ ชัวจกเห็นพร้อมกันแล้วก็เอาสุราเทลงที่แผ่นดิน ยาพิษที่ปนกับเหล้าครั้น ถูกไอดินก็เป็นเปลวไฟขึ้น ยงกิวเห็นดังนั้นก็ตกใจจะขยับหนี ทหาร ชัวจกก็กรูกันเข้าจับไว้ ทหารยงกิวเห็นเขาจับนายต่างวิ่งเข้าไปช่วย ทหารชัวจกถอดกระบี่ออกไล่ฆ่าฟันทหารยงกิวตายเป็นอันมาก ทหาร ชัวจกก็เอากระบี่ฟันยงกิวคอขาดตาย แล้วเอาศพยงกิวไปทิ้งน้ำเสีย

ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงแจ้งว่าชัวจกฆ่ายงกิวก็ตกใจ จึงคิดว่เราทำการครั้งนี้ ผิดนัก เห็นขุนนางทั้งปวงจะเข้าข้างชัวจกสิ้น แม้จะอยู่ในเมืองเตงเห็น อันตรายจะมีมั่นคง คิดแล้วก็พาสมัครพรรคพวกของตัวเองหนีไปเมือง ชัว ชัวจกแจ้งว่าก๋งจูคุดหนีไปแล้วก็ให้ก๋งหูเตงซกไปรับก๋งจูฮุดมาแต่ เมืองโอย ตั้งให้เป็นเจ้าเมืองชื่อเจี่ยมก๋ง

ฝ่ายก๋งจูซัวซึ่งเป็นโอยฮวนก๋งเจ้าเมืองโอย ขณะเมื่อบิดายังอยู่ก๋งจูซัว ลอบรักใคร่กับนางอีเกียง เกิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อจิบจู ก๋งจูซัวกลัวเกรง ความรู้ถึงบิดา จึงพาจิบจูไปฝากเพื่อนสนิทไว้ ครั้นบิดาตาย ก๋งจูซัวได้ เป็นโอยฮวนก๋ง เจ้าเมืองโอย แล้ว จึงตั้งอีเกียงเป็นที่ฮูหยิน ภรรยาใหญ่ ให้จิบจูเป็นผู้สำเร็จราชการ จิบจูนั้นหามีภรรยาไม่ เจ้าเมืองโอยจึงให้ ก๋งจูแจะ ขุนนางผู้ใหญ่ ไปขอนางสวนเกียง บุตรเจ้าเมืองเจ๋ๆก็ยกให้ แล้วให้หญิงคนใช้ไปประคองนางสวนเกียงออกมาให้ก๋งจูแจะดูตัว จิบจู เห็นรูปร่างนางสวนเกียงก็ชอบใจ ก๋งจูแจะพูดกับเจ้าเมืองเจ๋แล้วก็ลามา แจ้งความแก่เจ้าเมืองโอย แล้วชมจิบจูว่าวาสนาของท่านได้ภรรยางาม หามีหญิงใดในแผ่นดินเสมอไม่

โอยฮวนก๋งจึงถามจิบจูว่า “ท่านได้เห็นตัวนางสวนเกียงหรือ” จิบจูจึงว่า “เจ๋ฮูก๋งให้ข้าพเจ้าดูตัวนางสวนเกียงนั้น งามยิ่งกว่าปากคนเล่าลืออีก” โอยฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความรักใคร่นางสวนเกียง แต่อายใจออกปาก มิใคร่ได้จึงแกล้งว่า “ถ้านางสวนเกียงงามดังนั้นก็เป็นบุญของข้าพเจ้า อยู่” แล้วจึงให้ไปปลูกปราสาทที่ริมน้ำ ว่าจะให้จิบจูอยู่กับภรรยา ขุนนาง ทั้งปวงเห็นดังนั้นก็สรรเสริญเจ้าเมืองโอยว่ารักใคร่จิบจูนัก ครั้นจวนจะ ถึงกำหนดวันฤกษ์ดี โอยฮวนก๋งแกล้งใช้จิบจูคุมสิ่งของไปให้เมืองซอง ครั้นจิบจูไปแล้วก็จัดแจงการไปรับนางสวนเกียงมาเป็นภรรยา ให้อยู่ที่ เล่าใต้ปลูกใหม่ริมน้ำ

ราษฎรทั้งปวงรู้กิตติศัพท์ว่าเจ้าเมืองโอยไปรับนางสวนเกียงมา แล้วมิได้ ให้แก่จิบจูผู้บุตร เอาไว้เป็นภรรยาเอง ต่างคนก็ติเตียนเจ้าเมืองโอยว่า หาความสัตย์ไม่ ผู้มีสติปัญญาก็ผูกเป็นเพลงเปรียบว่า

“ปราสาทปลูกอยู่กลาง

น้ำใสสะอาดนี้ไหลล้อมรอบน่าจะเป็นที่สะอาด

เมื่อของไม่ดีมีอยู่ กลิ่นก็เหม็นตลบไป

น้ำชำระเท่าไรไม่สิ้นกลิ่นชั่ว

เหมือนปลาเกิดกับน้ำ

ชำระอยู่เป็นนิจก็ไม่หายคาว

ล่อปลามาให้นกกิน

แล้วเอาแหทอดกินเสียเอง

นกก็ต้องบินไปกินอื่น”

แล้วก็สอนให้ลูกเล็กๆร้องเล่น เด็กชาวเมืองโอยก็จำได้ต่อๆกันไป ชวน กันร้องเล่นทุกวัน เจ้าเมืองโอยฟังเด็กร้องเพลงก็คิดอดสูใจ แต่มิรู้ที่จะ ทำประการใด

ครั้นจิบจูผู้บุตรกลับมาจากเมืองซอง โอยฮวนก๋งจึงว่ากับจิบจูว่า “เจ้าจง เข้าไปคำนับนางสวนเกียงซึ่งเป็นมารดาเลี้ยงของเจ้า จะได้รู้จักกันไว้” จิบจูได้ฟังดังนั้นก็คิดว่านางสวนเกียงซึ่งขอให้แก่เรา บัดนี้บิดาเอาตัวไว้ เป็นภรรยาเสียแล้ว ครั้นมิคำนับบัดนี้ก็เหมือนหากตัญญูไม่ สุดแต่เป็น ภรรยาบิดาแล้วก็เป็นมารดาเรา จิบจูคิดแล้วก็เข้าไปคำนับนางสวนเกียง เจ้าเมืองโอยนั้นตั้งแต่ได้นางสวนเกียงมาเป็นภรรยา ก็รักแต่นางสวน เกียงผู้เดียว มิได้ไปหาอิสตรีอื่นถึง ๓ ปี จนนางสวนเกียงมีบุตรชายถึง ๒ คน ผู้พี่ชื่อก๋งจูซือ ผู้น้องชื่อก๋งจูซัว โอยฮวนก๋งรักใคร่บุตรทั้งสองนัก ครั้นก๋งจูซือกับก๋งจูซัวค่อยเจริญวัย ก๋งจูซือนั้นรักใคร่จิบจูผู้พี่ซึ่งเป็นบุตร นางอีเกียง ไปมาหาจิบจูมิได้ขาด แต่ก๋งจูซัวนั้นชิงชังจิบจูผู้พี่นัก

อยู่มาวันหนึ่ง ก๋งจูซัวเข้าไปว่ากับนางสวนเกียงผู้เป็นมารดาว่า “ข้าพเจ้า ดูกิริยาจิบจูเห็นจะชิงชังข้าพเจ้านัก” นางสวนเกียงได้ฟังก๋งจูซัวว่าดังนั้น ก็ถอนใจใหญแล้วว่า “ทุกวันนี้มารดาคิดถึงเจ้าพี่น้องแล้วไม่สบายเลย ด้วยเห็นว่าบิดาเจ้าชราลงแล้ว ถ้าหาบุญบิดาเจ้าไม่ จิบจูเป็นบุตรผู้ใหญ่ เขาจะได้เป็นที่แทนบิดาเจ้า เราแม่ลูกก็จะมีอันตรายเป็นมั่นคง ด้วยนาง อีเกียงมารดาจิบจูนั้นแค้นเคืองมารดานัก” ก๋งจูซัวจึงว่า “ถ้าดังนั้นจำจะ คิดหาความผิดจิบจู ให้บิดาฆ่าจิบจูเสียให้จงได้ สมบัติเมืองโอยจึงจะเป็น สิทธิ์แก่เรา”

นางสวนเกียงจึงว่า “ถ้าดังนั้นเจ้าจงใส่โทษว่าจิบจูหยาบช้าต่อเจ้า ว่าเจ้า เป็นบุตร แล้วว่ามารดานี้เป็นภรรยาจิบจู บิดาเจ้าจึงจะเห็นจริง ด้วย ความแต่เดิมนั้นบิดาเจ้าแจ้งอยู่” นางสวนเกียงก็เล่าความแต่หลังให้บุตร ฟังแล้วว่า “เจ้าก็มีสติปัญญา จงคิดผูกพันว่ากล่าวให้บิดาโกรธให้จงได้” ก๋งจูซัวได้ฟังดังนั้นจึงว่า “มารดาอย่าวิตกเลย” แล้วลามารดามา วันหนึ่ง ก๋งจูซัวเห็นจิบจูกับก๋งจูซือนั่งเสพสุราอยู่ที่ตึกจิบจู ก๋งจูซัวก็ทำเป็นเดิน ขึ้นไปบนตึก จิบจูเห็นก็เรียกก๋งจูซัวเข้าไปเสพสุราด้วย พูดจากันเล่น ตามประสาเมา ครั้นเสพสุราแล้ว ก๋งจูซัวทำเป็นเดินร้องไห้เข้าไปคำนับ โอยฮวนก๋งๆเห็นก็ตกใจ จึงถามว่า “ผู้ใดทำให้ขัดเคืองประการใดรึ” ก๋งจู ซัวก็มิบอก ทำร้องไห้สะอื้นมากไป

โอยฮวนก๋งก็ลุกจากเก้าอี้แล้วปลอบถามว่า “ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าให้ได้ความ ขัดเคือง จงบอกบิดาเถิด จะทำโทษให้สาหัส” ก๋งจูซัวว่า “แต่ข้าพเจ้าเกิด มา ยังไม่มีผู้ใดดูหมิ่นถึงเพียงนี้ ครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ความอัปยศนัก” โอย ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็สงสัยนัก ปลอบถามเป็นหลายครั้ง ก๋งจูซัวจึงว่า “เวลาวันนี้ จิบจูกับก๋งจูซือนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกัน เห็นข้าพเจ้าเดินเข้าไป จิบจูเรียกข้าพเจ้าไปเสพสุราด้วย จิบจูเมาสุราแล้วว่าข้าพเจ้าว่า ‘ไอ้ลูก แปลกพ่อ’ ข้าพเจ้าจึงว่า ‘เหตุไรพี่จึงหยาบช้าข้าพเจ้าดังนี้’ จิบจูจึงว่า ‘เอ็งไม่รู้จักพ่อจึงเล่าให้ฟัง’ ” ก๋งจูซัวก็เล่าตามคำมารดาทุกประการ แล้ว ว่า “จิบจูหยาบช้าข้าพเจ้าครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้ความเจ็บอายนัก” โอยฮวนก๋ง ได้ฟังดังนั้นก็เชื่อ เห็นจิบจูจะว่าจริงก็โกรธ ครั้นจะทำโทษจิบจูก็อายใจ จึงว่ากับก๋งจูซัวว่า “จิบจูแกล้งเอาความมิจริงมาว่าให้ได้ความอัปยศนั้น บิดาจะทำโทษ” โอยฮวนก๋งปลอบก๋งจูซัว แล้วจึงให้หญิงคนใช้ไปว่ากับ นางอีเกียงมารดาจิบจูว่า “เหตุไรมิว่ากล่าวลูกเสียบ้าง ให้ลูกมาว่ากล่าว ก๋งจูซัวต่างๆ”

นางอีเกียงได้ฟังดังนั้นก็แค้นใจนัก จึงคิดว่าโอยฮวนก๋งมิได้คิดถึงความ หลังเพราะหลงรักนางสวนเกียงสารพัดทุกสิ่ง แม้นเรามีชีวิตอยู่นานไป จะได้ความเจ็บอาย ตายเสียดีกว่า คิดแล้วนางอีเกียงมิได้ตอบคนใช้ ประการใด ลุกเดินเข้าไปในห้องตึก เอาเชือกผูกคอตาย จิบจูแจ้งว่า มารดาตายก็ร้องไห้รักเป็นอันมาก

ฝ่ายนางสวนเกียงแจ้งว่านางอีเกียงตายแล้วจึงว่ากับเจ้าเมืองโอยว่า “ซึ่ง นางอีเกียงตายนั้นเพราะท่านให้ไปต่อว่าด้วยบุตรข้าพเจ้า จิบจูมีความ พยายาทบุตรข้าพเจ้าและตัวข้าพเจ้านัก ข้าพเจ้าแม่ลูกจะตายด้วยคม อาวุธจิบจูสักวันหนึ่งเป็นมั่นคง แต่ตัวข้าพเจ้านี้ถึงจะตายก็ไม่เสียดาย ชีวิต คิดสงสารแต่ลูกทั้ง ๒ คน ท่านมีความกรุณาข้าพเจ้าแล้ว จงคิดตรึก ตรองอย่าให้บุตรข้าพเจ้าเป็นอันตรายชีวิตเพราะอาญาจิบจูเลย”

โอยฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยจึงว่า “ความข้อนี้เจ้าอย่าวิตกเลย ถึง เราจะหาชีวิตไม่ ก็มิให้จิบจูทำอันตรายแก่เจ้าและบุตรเจ้าได้” แต่นั้นมา โอยฮวนก๋งตรึกตรองหาอุบายที่จะฆ่าจิบจูผู้บุตรมิได้ขาด

พอมีผู้ถือหนังสือมาบอกว่าก๋งจูหยีซึ่งเป็นเจ้าเมืองเจ๋ยกกองทัพไปตีเมืองกี๋ โอยฮวนก๋งจึงหาตัวจิบจูมาสั่งว่า “เจ้าจงยกกองทัพไปช่วยเจ้าเมืองเจ๋ ตีเมืองกี๋ แต่เจ้าจงไปทางเรือก่อน แล้วจึงขึ้นเดินบกที่ตำบลซินเอี๋ยง บิดาจะให้ทัพบกไปบรรจบที่นั้น แต่เรือที่จะขี่ไปนั้นจงปักธงขาวไปเป็น สำคัญ” จิบจูก็คำนับลามาจัดเรือแลทหารพร้อมเครื่องสาตราวุธ ก๋งจูซือ แจ้งดังนั้นจึงเข้าไปคำนับนางสวนเกียงผู้มารดาแล้วว่า “ซึ่งบิดาใช้จิบจู ไปช่วยเมืองกี๋ครั้งนี้ ข้าพเจ้าแจ้งว่าทางจะไปเมืองกี๋นั้นทางบกเป็นทาง ตรง เหตุใดจึงให้จิบจูไปทางเรือที่เป็นทางอ้อมอีกเล่า”

นางสวนเกียงจึงกระซิบบอกก๋งจูซือว่า “ซึ่งบิดาเจ้าใช้จิบจูไปครั้งนี้ เห็น จะคิดฆ่าจิบจูเสีย ด้วยแม่ได้ว่ากล่าวบิดาเจ้าไว้หลายครั้ง” แล้วนางสวน เกียงก็เล่าความที่ว่ากับโอยฮวนก๋งนั้นให้ก๋งจูซือบุตรฟังทุกประการ ก๋งจู ซือก็เข้าใจว่าบิดาจะฆ่าจิบจูเสีย จึงรีบเอาความมาบอกกับจิบจูแล้วว่า “เมื่อภัยมาถึงตัวแล้ว พี่จงคิดหนีไปอยู่เมืองอื่น เอาชีวิตรอดเถิด พวก พ้องของพี่ยังตกอยู่ในเมืองนี้ น้องจะเอาเป็นธุระบำรุงให้มีความสุข” จิบจูแจ้งดังนั้นก็เสียใจจึงว่า “ซึ่งจะหนีไปอยู่เมืองอื่น คิดดูก็หาควรไม่ แต่บิดาของตัวยังพึ่งไม่ได้แล้ว หรือจะบ่ายหน้าไปพึ่งผู้ใดเล่า อนึ่งคำ โบราณก็ว่าไว้ว่าเป็นข้าก็ตรงต่อเจ้า บุตรตรงต่อบิดาก็เป็นที่สรรเสริญ แก่คนทั้งปวง พี่นี้หามีผิดสิ่งใดไม่ เมื่อกรรมมาทันแล้วก็ก้มหน้าไปตาม กรรม เจ้าจงอยู่ทำราชการสนองคุณบิดาเถิด” ก๋งจูซือกับจิบจูก็ร้องไห้สั่ง กันเป็นอันมาก แล้วจิบจูก็ลงเรือ มีธงขาวปักเป็นสำคัญ รีบล่องลงไปตาม น้ำ

ฝ่ายก๋งจูซือ ครั้นจิบจูไปแล้วจึงคิดว่าจิบจูซื่อตรงต่อบิดานัก ไม่ควรเลยที่ บิดาเราจะคิดฆ่าจิบจูเสีย เหตุทั้งนี้เพราะมารดาเรายุยง ถ้าจิบจูตายลง ครั้งนี้ ความชั่วก็จะอยู่กับบิดาและมารดาเราว่าฆ่าบุตรซึ่งหามีความผิดมิ ได้เสีย แต่จิบจูมิได้มีความผิดยังสู้ตายด้วยกตัญญูต่อบิดาได้ จำเราจะไป ตายแทนจิบจู อย่าให้ผู้ใดติฉินมารดาว่ายุยงให้บิดาฆ่าจิบจูเสีย ก๋งจูซือ คิดแล้วก็ให้หาก๋งจูเสียบ ขุนนางผู้ใหญ่ มาสั่งว่า “เราจะมีที่ไปแล้ว” ก๋งจู ซือให้คนใช้จัดโต๊ะและสุราลงเรือ แล้วร้องเรียกว่าให้เรือจิบจูหยุดก่อน

จิบจูได้ยินดังนั้นแลไปดู เห็นก๋งจูซือยืนมาหน้าเรือก็จำได้จึงคิดว่าน้อง เราตามมาด้วยเหตุสิ่งไร คิดแล้วก็แวะเรือเข้าฝั่ง พอเรือมาถึง ก๋งจูซือก็ ลงไปในเรือ จิบจูคำนับแล้วว่า “ข้าพเจ้ากับพี่เคยเสพสุราด้วยกันเป็นนิจ ครั้งนี้พี่จะจากข้าพเจ้าไปแล้ว ที่ไหนจะได้กลับมาเสพสุราด้วยกันอีกเล่า ข้าพเจ้าจึงแต่งโต๊ะตามมา หวังว่าจะเสพสุราด้วยพี่ให้เป็นที่สนุกนี้สั่งกัน เสียวันนี้” แล้วก๋งจูซือให้ยกโต๊ะขึ้นมารินสุราคำนับจิบจูเป็นหลายครั้ง จนจิบจูเมาเหลือกำลัง หลับซบลงกับโต๊ะ ก๋งจูซือก็ให้พยุงจิบจูไปไว้เสีย เรือที่ก๋งจูซือขี่มา แล้วเขียนหนังสือฉบับหนึ่งว่า “น้องจะไปตายแทนพี่ แล้ว พี่จงอยู่รักษาชีวิตเถิด” แล้วเข้าผนึกส่งให้คนในเรือนั้นแล้วว่า “ถ้าพี่เราสร่างเมาสุราแล้ว จงเอาหนังสือให้จิบจูดู” ก๋งจูซือให้รีบแจวเรือ ล่องลงไป

และขณะเมื่อเจ้าเมืองโอยสั่งให้จิบจูไปช่วยทัพเมืองเจ๋ตีเมืองกี๋นั้น ครั้น จิบจูลาไปแล้วจึงสั่งก๋งจูซัวไว้เป็นความลับ ก๋งจูซัวให้หานายโจร ๑๐ คน มาสั่งว่า “ท่านจงรีบไปอยู่ตำบลซินเอี๋ยง ถ้าเห็นเรือปักธงขาวเป็นสำคัญ จอดเข้าแล้ว จงฆ่านายเรือนั้นเสีย เอาศรีษะมาให้เราๆจะปูนบำเหน็จ ท่านให้ถึงขนาด” นายโจร ๑๐ คนคำนับลาไปคอยอยู่ ณ ตำบลซินเอี๋ยง

ฝ่ายก๋งจูซือครั้นไปถึงซินเอี๋ยงก็ให้จอดเรือเข้า นายโจร ๑๐ คนเห็น สำคัญธงขาวก็ตรงเข้าไปในเรือแล้วถามว่า “ผู้ใดชื่อจิบจู” ก๋งจูซือแกล้ง บอกว่า “เราชื่อจิบจู” นายโจร ๑๐ คนสำคัญว่าจริงก็เอากระบี่ฟังก๋งจูซือ คอขาดตาย แล้วเอาศรีษะใส่ถังให้คนในลำเรือรีบแจวขึ้นมา

ฝ่ายจิบจู ครั้งสร่างเมาสุรามิได้เห็นก๋งจูซือก็ถามคนใช้ในลำเรือนั้นว่า “น้องเราเอาเรือเราไปไหนเล่า” คนใช้จึงส่งหนังสือก๋งจูซือให้จิบจูๆดู หนังสือแล้วว่า “น้องเรามิตายเสียแล้วหรือ ถ้าน้องเราตายแล้ว เราจะ ตายตามไปด้วย” แล้จิบจูให้แจวเรือลงไปตามก๋งจูซือ พอแลเห็นเรือของ ตัวที่ขี่มาแต่แรกนั้นแจวทวนขึ้นมา จิบจูจึงร้องว่า “เรือนั้นแวะเข้าฝั่ง ก่อน” นายโจรได้ฟังดังนั้นคิดว่าก๋งจูซัวให้ลงมาสืบดูก็ให้เบนเรือเข้าฝั่ง จิบจูเคียงเรือเข้าแล้วถามว่า “การที่ไปทำนั้นสำเร็จแล้วรึ” นายโจรก็บอก ว่า “การที่ไปทำนั้นสำเร็จแล้ว” จิบจูจึงว่า “ท่านจงเอาศรีษะให้เราดูก่อน” นายโจรก็เอาถังที่ใส่ศรีษะก๋งจูซือมาเปิดให้ดู จิบจูเห็นศรีษะก๋งจูซือก็ กลั้นน้ำมามิได้ จึงว่ากับโจรว่า “ท่านทำผิดตัวไปเสียแล้ว เราดอกชื่อ จิบจู”

โจรทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงกระซิบถามคนใช้ในเรือนั้น ครั้นแจ้งว่าจิบจู แน่แล้ว ก็ถอดกระบี่ออกฟันจิบจูตาย แล้วเอาศรีษะใส่ถัง ๒ ศรีษะ รีบ แจวมาแจ้งความแก่ก๋งจูซัวทุกประการ ก๋งจูซัวก็มิได้อาลัยแก่ก๋งจูซือ ด้วยโกรธว่าก๋งจูซือไปรักใคร่แก่จิบจูซึ่งเป็นพี่ต่างท้อง ก็ให้บำเหน็จแก่ นายโจรเป็นอันมาก แล้วเอาความไปแจ้งแก่นางสวนเกียงๆได้ฟังดังนั้น ก็ร้องไห้ถึงก๋งจูซือผู้บุตรเป็นอันมาก ฝ่ายคนในลำเรือก๋งจูซือ จิบจู ก็ไป แจ้งความแก่ก๋งจูเสียบ ก๋งจูแจะ ตามข้อความโจรฆ่านายเสียนั้นให้ฟัง ทุกประการ ก่งจูเสียบ ก๋งจูแจะแจ้งดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนร้องไห้เข้าไป แจ้งแก่เจ้าเมืองโอยว่าโจรฆ่าก๋งจูซือกับจิบจูเสียแล้ว

โอยฮวนก๋งแจ้งว่าบุตรทั้งสองตาย มีแต่ความตรอมใจไปจนป่วยลง เวลา กลางคืนให้ร้อนกระวนกระวายนอนไม่หลับ ให้หญิงคนใช้ช่วยพยุงออก มานอนที่พาไลตึก ลมพัดถูกตัวสบายคลายร้อนใกล้จะหลับ ได้ยินเหมือน เสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามา จึงลืมตาขึ้นดู เห็นปีศาจนางอีเกียง ก๋งจูซือ จิบจู ยืนเคียงกันอยู่ ทำกิริยาหลอกหลอนต่างๆ โอยฮวนก๋งตกใจ ร้องขึ้นสุด เสียง สิ้นสมประฤดีนิ่งไป นางสวนเกียงและหญิงซึ่งคอยรับใช้ได้ยินต่าง ตกใจ เข้าไปดูเห็นโอยฮวนก๋งนอนนิ่งหลับตาอยู่ มิได้พูดจาประการใด นางสวนเกียงกับหญิงคนใช้สำคัญว่าลมจับก็แก้ไขนวดเฟ้นฟื้นขึ้น แล้ว พยุงให้เข้าไปในตึก พอเวลารุ่งเช้า เจ้าเมืองโอยตาย

ขุนนางทั้งปวงก็ยกก๋งจูซัวขึ้นเป็นเจ้าเมืองโอย อายุ ๕๐ ปี ก๋งจูเซ็กผู้เป็น อาจึงคิดว่าถ้าจะอยู่ในเมืองโอยบัดนี้ ก๋งจูซัวก็จะดูหมิ่นประมาทให้ได้ ความอัปยศ ก๋งจูเซ็กคิดแล้วก็พาครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเจ๋

ขณะนั้นพอเจ้าเมืองเจ๋ยกไปตีเมืองกี๋ มีหนังสือมาขอกองทัพเมืองโอย ก๋งจูซัวก็ยกไปช่วย ครั้นเสียทัพกลับมาเมืองโอย จึงจัดการฝังศพบิดา ตามตำแหน่งที่เจ้าเมือง แล้วให้ถอดก๋งจูเสียบกับก๋งจูแจะเสียจากที่ ขุนนาง ก๋งจูเสียบ ก๋งจูแจะมีความเจ็บแค้น คิดจะทำร้ายก๋งจูซัวอยู่มิได้ ขาด

๒๐ สนิมกัดกินแต่เนื้อใน

“ข้าพเจ้าและชาวบ้านทั้งปวงเป็นพลเมือง รู้แต่ทำมาหากิน อุปมา เหมือนฝูงเนื้อ ก๋งจูคุดและชาวเมืองเตงล้วนเป็นทหาร เหมือนหนึ่งเสือ ซึ่งท่านจะเอาเสือไปไว้กลางฝูงเนื้อนั้น เห็นข้าพเจ้าและชาวบ้านถันจะมี ความเดือดร้อน”

ฝ่ายก๋งจูฮุดครั้นได้เป็นเจ้าเมืองเตง ก็จัดแจงบำรุงทแกล้วทหาร แล้ว เกลี้ยกล่อมราษฎรให้มาอยู่ตามภูมิลำเนาเหมือนแต่ก่อน แต่โกกีนีนั้นมิ ได้เข้าหาก๋งจูฮุด ออกตั้งเกลี้ยกล่อมพวกโจรอยู่ในป่านอกเมือง หมายจะ เอาสมบัติให้ก๋งจูหมี แต่ชัวจกนั้นคิดเกรงกลัวก๋งจูฮุดจะพยาบาท จึงเข้า ไปคำนับแล้วว่า “ซึ่งข้าพเจ้าทำให้ท่านตกไปอยู่เมืองโอยนั้น เพราะ ข้าพเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมืออีปีน ท่านอย่าถือโทษข้าพเจ้าเลย” ก๋งจูฮุดจึงว่า “เรารู้อยู่แล้ว ซึ่งต้องไปอยู่เมืองโอยนั้นเพราะมิได้เชื่อฟังทำตามถ้อยคำ ท่าน ถ้าเราฟังคำท่าน รับเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋แล้ว ที่ไหนอีปีนกับ ก๋งจูคุดจะดูหมิ่นเราได้ ความทั้งนี้เราจะขอโทษท่านอีก ซึ่งจะถือโทษ ท่านนั้นหาควรไม่” ชัวจกก็มีความยินดี

ฝ่ายก๋งจูคุดเมืองเตงซึ่งอาศัยอยู่ ณ เมืองชัวนั้น จึงเข้าไปว่าแก่เจ้าเมือง ชัวว่า “ข้าพเจ้าได้เข้ามาพึ่งบุญก็สบายอยู่แล้ว ข้าพเจ้ายังเจ็บแค้นก๋งจู ฮุดอยู่เป็นอันมาก คิดว่าจะขอไปอยู่ ณ บ้านถัน จะได้เกลี้ยกล่อมผู้คนทั้ง ปวง และซักซ้อมทหารให้ชำนาญ จะได้ไปตีเมืองเตง” เจ้าเมืองชัวมี ความกรุณา ก็ให้หากถันเป็ด นายบ้านถัน มาแล้วว่า “เราจะให้ก๋งจูคุด ไปอยู่บ้านถันด้วยท่าน จะเห็นประการใด” ถันเป็ด นายบ้าน จึงว่า “ข้าพเจ้าและชาวบ้านทั้งปวงเป็นพลเมือง รู้แต่ทำมาหากิน อุปมา เหมือนฝูงเนื้อ ก๋งจูคุดและชาวเมืองเตงล้วนเป็นทหาร เหมือนหนึ่งเสือ ซึ่งท่านจะเอาเสือไปไว้กลางฝูงเนื้อนั้น เห็นข้าพเจ้าและชาวบ้านถันจะมี ความเดือดร้อน” เจ้าเมืองชัวว่ากล่าวเป็นหลายครั้ง ถันเป็ดก็บิดพริ้วอยู่ ถันเป็ดก็ลากลับมาบ้านถัน

เจ้าเมืองชัวมีความน้อยใจถันเป็ดนัก จึงหาคนสนิทมาสั่งเป็นความลับ คนสนิทก็คำนับลามา แต่งตัวเป็นพ่อค้า แล้วเที่ยวไปในบ้านถัน พอพบ โจรผู้หนึ่ง คนสนิทเจ้าเมืองชัวจึงว่ากับโจรผู้นั้นว่า “ถ้าท่านฆ่าถันเป็ด เสียได้ เราจะให้ทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก” โจรผู้นั้นก็รับว่า “ท่านอย่า วิตกเลย” จึงเอาเงินซื้อสุราให้โจรกิน ครั้นเมาแล้ว พอเวลาค่ำ โจรผู้นั้นก็ ลอบขึ้นไปฆ่าถันเป็ดเสีย คนสนิทเจ้าเมืองชัวก็ให้ทรัพย์แก่โจรตาม สัญญา แล้วมาแจ้งความแก่เจ้าเมืองชัวๆก็ดีใจ จึงให้ก๋งจูคุดไปอยู่ ณ บ้านถัน แล้วให้ก่อกำแพง ขุดคูรอบ ให้เรียกว่าเมืองถัน ก๋งจูคุดครั้นได้ เป็นเจ้าเมืองถัน เกลี้ยกล่อมทหารได้เป็นอันมาก ก็ให้ตระเตรียมทหาร ยกไปตีเมืองเตง

ก๋งจูฮุดนั้นแจ้งว่าก๋งจูคุดมาอยู่เมืองถัน ก็แต่งให้คนไปสอดแนมอยู่มิได้ ขาด ครั้นแจ้งว่าก๋งจูคุดเตรียมทัพจะยกมาเมืองเตง จึงให้เปาแหคุม ทหารพันหนึ่ง มาตั้งขัดทัพอยู่ตำบลไตเหลน ต้นทางเมืองถัน ก๋งจูคุดนั้น แจ้งว่ามีกองทัพมาตั้งอยู่ จึงคิดว่าก๋งจูฮุดรู้ตัวแล้ว เห็นจะทำการไม่ได้ โดยสะดวก จำจะขอให้กองทัพเมืองซองมาช่วย คิดแล้วก็แต่งหนังสือ ฉบับหนึ่งเป็นใจความว่าให้เจ้าเมืองฬ่อช่วยว่ากล่าวเจ้าเมืองซอง ขอ กองทัพมาตีเมืองเตง ถ้าได้เมืองเตงแล้ว จะให้หัวเมืองทั้งสาม ตามสัญญาไว้แต่ก่อน แล้วให้คนใช้รีบเอาไปให้แก่เจ้าเมืองฬ่อๆแจ้ง หนังสือแล้วจึงว่า “เรากับอีปีนก็คิดว่าจะไม่ขอคบค้าต่อไปแล้ว บัดนี้เป็น ธุระของก๋งจูคุดแล้วก็เสียมิได้” จึงแต่งหนังสือเป็นใจความเหมือนก๋งจู คุดว่ามานั้น ให้คนใช้ถือไปให้อีปีน เจ้าเมืองซองๆแจ้งในหนังสือแล้วก็ มีความยินดี จึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า “ท่านกลับไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฬ่อเถิด ว่าจะยกไปตีเมืองเตงให้ก๋งจูคุดจงได้” ผู้ถือหนังสือก็มาแจ้งความแก่เจ้า เมืองฬ่อทุกประการ เจ้าเมืองฬ่อก็บอกข้อความซึ่งอีปีนจะยกไปช่วยตี เมืองเตงนั้นไปถึงก๋งจูคุดๆก็ดีใจนัก

ฝ่ายอีปีนให้หนังสือไปถึงเจ้าเมืองโอย ขอทัพมาบรรจบทัพเมืองซอง จะ ยกไปตีเมืองเตง ก๋งจูซัวเจ้าเมืองโอยแจ้งในหนังสืออีปีนแล้วจึงคิดว่า “ก๋งจูฮุดหนีก๋งจูคุดมาพึ่งบิดาเราๆก็ทำนุบำรุงจนได้กลับไปเป็นเจ้าเมือง เตง ครั้นบิดาเราตาย แต่กระดาษแผ่นหนึ่ง ก๋งจูฮุดก็มิได้ทำการศพ เรา มีความน้อยใจก๋งจูฮุดอยู่ ครั้งนี้เราจะพลอยไปเยี่ยมเมืองเตงด้วย กำจัด ก๋งจูฮุดเสียให้จงได้” คิดแล้วก็ให้เกณฑ์กองทัพยกออกจากเมืองโอย

ฝ่ายก๋งจูแจะ ก๋งจูเสียบ ครั้นแจ้งว่าก๋งจูซัว เจ้าเมืองโอย ยกกองทัพไป ช่วยเจ้าเมืองซองตีเมืองเตง ก๋งจูเสียบจึงปรึกษาก๋งจูแจะว่า “ก๋งจูซัวทิ้ง เมืองเสีย ยกกองทัพไปครั้งนี้ การซึ่งเราคิดไว้นั้นก็สมคะเนแล้ว จงเร่ง คิดทำการเถิด” ก๋งจูแจะจึงว่า “ถ้าดังนั้นจำจะหาผู้ซึ่งจะเป็นเจ้าเมือง ก่อน คนทั้งปวงจึงจะนิยมยินดีด้วย” ก๋งจูเสียบจึงว่า “ท่านเห็นผู้ใดเล่า” ขณะ เมื่อก๋งจูแจะ ก๋งจูเสียบพูดกันอยู่นั้น พอเหลงกุ๋ย ขุนนางผู้ใหญ่ เดินเข้า ไป ก๋งจูแจะก็ดีใจ ชวนให้เหลงกุ๋ยนั่งที่สมควร แล้วคำนับกันตามธรรม เนียม เหลงกุ๋ยจึงว่า “ท่านทั้งสองนี้หาคิดถึงก๋งจูซือจิบจูไม่หรือ”

ก๋งจูแจะจึงว่า “ข้าพเจ้าคิดถึงอยู่มิได้ขาด ปรึกษาก๋งจูเสียบอยู่ แต่ยังไม่ เห็นว่าผู้ใดจะปกป้องราษฎรได้” เหลงกุ๋ยจึงว่า “บรรดาผู้มีปัญญาใน เมืองโอยนี้ เราเห็นแต่หงิมหมองผู้เดียวจะเป็นเจ้าเมืองได้” ก๋งจูแจะกับ ก๋งจูเสียบก็เห็นด้วย จึงจัดแจงเชิญหงิมหมองมาเป็นเจ้าเมืองโอย แล้ว ป่าวร้องราษฎรทั้งปวงให้รู้ทั่วกัน แล้วให้ประกาศแก่ขุนนางและราษฎร ทั้งปวงว่า “ก๋งจูซัวยกกองทัพไปตีเมืองเตงนั้น บัดนี้ก๋งจูซัวเสียที ตายใน กลางศึกแล้ว” ขุนนางและราษฎรทั้งปวงสำคัญว่าจริงก็สมัครทำการกับ หงิมหมองสิ้น หงิมหมองก็ให้เหลงกุ๋ยคุมทหารพันหนึ่ง ออกตั้งอยู่ปลาย แดนเมืองโอย คอยรับทัพก๋งจูซัว เหลงกุ๋ยก็คำนับลาไป

ก๋งจูเสียบจึงว่ากับก๋งจูแจะว่า “เราคิดแค้นก๋งจูซัวยิ่งนัก จะใคร่ฆ่านาง สวนเกียง มารดาก๋งจูซัว เสียให้สมความแค้น” ก๋งจูแจะจึงว่า “จะฆ่านาง สวนเกียงนั้นไม่ได้ ด้วยก๋งจูหยี พี่ชายนางสวนเกียง เป็นเจ้าเมืองเจ๋ แล้วมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ถ้าก๋งจูหยีรู้ว่าฆ่าน้องเสียก็จะมีความ แค้น ยกมาทำร้ายแก่เมืองเราๆจะสู้รบยาก” ก๋งจูเสียบก็เห็นด้วย

ฝ่ายอีปีน เจ้าเมืองซอง ครั้นทัพเมืองโอย เมืองชัว เมืองฬ่อมาถึงพร้อม กันแล้ว ก็รีบยกไปเมืองเตง ครั้นถึงตำบลไต้เหลน แจ้งว่าเปาแห ทหาร เมืองเตง มาตั้งสกัดอยู่ ก็ให้ตั้งค่ายลงใกล้ค่ายเปาแห ทางประมาณ ๒๐๐ เส้น เปาแหแจ้งว่าทัพ ๔ หัวเมืองบรรจบกันยกมา ก็ให้ม้าใช้รีบไปแจ้ง แก่ชัวจกๆก็รีบยกทหารมาบรรจบทัพเปาแห ฝ่ายเจ้าเมืองซองก็บรรจบ ทัพทั้ง ๓ หัวเมือง ยกตีค่ายเปาแหกับชัวจกๆก็มิได้ออกรบนอกค่าย ให้ แต่ทหารเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงออกไป ถูกทหารทั้ง ๔ หัวเมืองล้มตายเป็น อันมาก ทัพ ๔ หัวเมืองเห็นจะหักเข้าไปมิได้ก็ถอยเข้าค่าย แต่เจ้าเมือง ซองกับทัพ ๓ หัวเมืองยกเข้าตีค่ายชัวจกเป็นหลายครั้งก็หักเอามิได้ เสีย ทหารพันเศษ

เจ้าเมืองซองจึงปรึกษากับเจ้าเมืองทั้งสามว่า “เรายกมาครั้งนี้ ทหาร เมืองเตงรู้ตัวก่อน จึงตระเตรียมการไว้รบพุ่งต้านทานเป็นสามารถ แล้ว ตำบลไต้เหลนเป็นทางช่องแคบ ชัวจกตั้งค่ายอยู่ ถึงทหารน้อยก็สู้มาก ได้ ด้วยเป็นทางจำเพาะเข้าแห่งเดียว ครั้นเราจะแต่งกองทัพไปตีโอบหลัง ค่าย ก็มิได้ด้วยเป็นที่เนินและเขาป่าชัฏ เราคิดว่าจะเลิกทัพกลับไปบำรุง ทแกล้วทหารให้มีกำลัง รุ่งขึ้นปีใหม่จึงค่อยกลับมาทำแก่เมืองงเตง” เจ้า เมืองทั้งสามก็เห็นด้วย ต่างคนก็เลิกทัพกลับไป

ฝ่ายก๋งจูซัว เจ้าเมืองโอย ครั้นมาถึงปลายแดน พอชาวบ้านมาบอกว่าก๋งจู เสียบ ก๋งจูแจะเอาใจออกห่างท่าน ตั้งหงิมหมองขึ้นเป็นเจ้าเมือง ให้ เหลงกุ๋ยคุมทหารมาตั้งสกัดกองทัพท่านอยู่ปลายแดน ก๋งจูซัวได้ฟังดังนั้น ก็หยุดกองทัพ ตั้งอยู่ไกลแดนเมืองทางประมาณ ๕๐๐ เส้น หวังจะพัก ทหารให้มีกำลัง แล้วจะยกเข้าตีเอาเมืองคืนให้จงได้ และขณะเมื่อ ชาวบ้านมาแจ้งความแก่ก๋งจูซัวนั้น บรรดาทหารในกองทัพก๋งจูซัวแจ้ง ว่าหงิมหมองได้เป็นเจ้าเมืองโอย ต่างคนปรึกษากันว่าถ้าเราทั้งปวงเป็น ใจสู้รบเหลงกุ๋ย บัดนี้ก๋งจูแจะ ก๋งจูเสียบมิรู้เอาบุตรภรรยาเราฆ่าเสียหรือ ทหารทั้งปวงต่างคนก็คิดถึงครอบครัว ครั้นเวลาค่ำลงก็ลอบหนีเข้าเมือง โอยเป็นอันมาก เหลือทหารคนสนิทอยู่กับก๋งจูซัวประมาณ ๓๐๐ เศษ ก๋งจูซัวเสียใจนักก็พาทหารที่เหลือรีบไปเมืองเจ๋ ครั้นถึงเมืองเจ๋ก็เข้า คำนับก๋งจูหยี เล่าความซึ่งก๋งจูแจะ ก๋งจูเสียบ ตั้งหงิมหมองขึ้นเป็นเจ้า เมืองโอยนั้นให้ฟังทุกประการ ก๋งจูหยีได้ฟังดังนั้นก็โกรธนัก จึงสั่งก๋งจู บอดีให้เกณฑ์ทัพจะยกไปตีเมืองโอยคืน เอาสมบัติให้ก๋งจูซัว

ขณะนั้นพอขุนนางเมืองฬ่อเอาหนังสือเข้าไปให้ก๋งจูหยีๆรับมาอ่านดู ได้ ความว่า “ก๋งจูคุย เจ้าเมืองฬ่อ บอกมาถึงก๋งจูหยีให้แจ้ง ด้วยก๋งจูหยีให้ เราไปขอนางองดี บุตรี พระเจ้าจองอ๋องพระราชทานให้แล้ว ให้ก๋งจูหยี กำหนดคืนวันที่จะไปรับนางองดีนั้นให้แน่” ก๋งจูหยีดูหนังสือแล้วก็ให้คิด ถึงนางบุนเกียงนัก จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า “ก๋งจูหยี เจ้า เมืองเจ๋ เจริญพรมาถึงฬ่อจงก๋ง ด้วยตั้งแต่บิดาเราหาไม่แล้ว เราไม่มี ความสบายเลย ให้เปลี่ยวอกเปลี่ยวใจไป บัดนี้เราระลึกถึงนางบุนเกียง น้องเรายิ่งนัก ทำประการใดจะเห็นหน้าน้องสาวเราสักครั้งหนึ่ง” แล้วเอา หนังสือส่งให้ขุนนางเมืองฬ่อ ถือไปให้ก๋งจูคุยๆแจ้งในหนังสือแล้วจึงว่า กับนางบุนเกียงผู้ภรรยาว่า “ก๋งจูหยีพี่ของเจ้ามีหนังสือมาว่าระลึกถึงเจ้า ยิ่งนัก” นางบุนเกียงว่า “ข้าพเจ้าก็คิดถึงพี่ข้าพเจ้าอยู่ ท่านจงพาข้าพเจ้า ไปเมืองเจ๋สักครั้งหนึ่ง จะได้เยี่ยมเยียนญาติพี่น้องทั้งปวง” ก๋งจูคุยก็สั่ง ให้จัดเกวียนและทหารพอสมควร ก็พานางบุนเกียงไปเมืองเจ๋

ฝ่ายก๋งจูบอดี ครั้นเตรียมทัพพร้อมแล้ว จึงเข้าไปคำนับก๋งจูหยีว่า “ข้าพเจ้าเตรียมทัพพร้อมแล้ว ท่านจะยกวันไร” ก๋งจูหยีจึงว่า “บัดนี้ก็ไป ขอนางองดี บุตรีพระเจ้าจองอ๋อง ข้างหงิมหมองก็เป็นบุตรเขยพระเจ้า จองอ๋อง ครั้นเราจะยกทัพไปทำแก่เมืองโอย พระเจ้าจองอ๋องจะน้อย พระทัย ประการหนึ่ง นางสวนเกียงมารดาก๋งจูซัวก็ยังตกอยู่ในเงื้อมมือ หงิมหมอง ถ้าเรายกไปตี หงิมหมองอับจนเข้าก็จะฆ่านางสวนเกียงเสีย เราคิดว่าจะให้นางสวนเกียงมีผัวเสียก่อน จึงค่อยคิดการต่อไป” ก๋งจูบอดี ก็เห็นด้วยจึงว่า “ท่านเห็นผู้ใดที่จะเป็นผัวนางสวนเกียง” ก๋งจูหยีจึงว่า “เราเห็นแต่ก๋งจูเซ็ก บุตรก๋งจูจีผู้ตาย ซึ่งหนีก๋งจูซัวมาอยู่เมืองเรา และ ก๋งจูเซ็กอายุคราวเดียวกับจิบจู แล้วก๋งจูเซ็กกับหงิมหมองก็เป็นคนชอบ กัน ถ้านางสวนเกียงได้เป็นภรรยาก๋งจูเซ็กแล้ว ถึงเราจะยกไปตีเมือง โอยก็จะไม่เป็นห่วงด้วยนางสวนเกียง เห็นหงิมหมองจะไม่ทำอันตราย ได้ ด้วยจะคิดเกรงใจก๋งจูเซ็ก” ก๋งจูบอดีจึงว่า “ท่านคิดนี้ควรนัก”

ก๋งจูหยี เจ้าเมืองเจ๋ จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า “ก๋งจูหยี เจ้า เมืองเจ๋ อวยพรมาถึงก๋งจูแจะและขุนนางผู้ใหญ่เมืองโอย ด้วยนางสวน เกียงกับก๋งจูซัว แม่ลูก คบคิดกันยุยงโอยฮวนก๋ง เจ้าเมืองโอย ให้ฆ่าบุตร เสีย ให้เราพลอยได้รับความอัปยศด้วย เราคิดแค้นคนทั้งสองยังไม่หาย ซึ่งท่านคิดกันกำจัดก๋งจูซัวเสียนั้นก็สมเหมือนใจเราคิด บัดนี้ก๋งจูซัวหนี มาอยู่เมืองเรา ครั้นเราจะมิให้ก๋งจูซัวอยู่ คนทั้งปวงที่หาปัญญามิได้จะ นินทาเราว่าไม่กรุณาแก่หลาน แต่เราคิดวิตกด้วยนางสวนเกียงนัก ด้วย คิดว่าถึงชั่วดีก็ได้เป็นน้องร่วมบิดากัน ถ้านางสวนเกียงได้ผัวต่ำช้าไป เป็นประการใด เราก็จะพลอยอัปมานด้วย เราคิดจะยกนางสวนเกียงให้ เป็นภรรยาก๋งจูเซ็กแล้ว ก๋งจูเซ็กกับหงิมหมองก็ชอบอัธยาศัยกันนักหนา จะได้ช่วยรักษาบ้านเมืองให้ราษฎรมีความสุข” แล้วส่งหนังสือให้ก๋งจู บอดีๆก็คำนับลาพาก๋งจูเซ็กไปเมืองโอย ครั้นไปถึงเมืองโอย ตรงไปบ้าน ก๋งจูแจะๆแจ้งก็ออกมารับคำนับ แล้วพาไปให้นั่งที่สมควร แล้วก๋งจูบอดี ก็ส่งหนังสือให้ก๋งจูแจะๆรับหนังสือมาอ่านดู แจ้งความดังนั้นจึงว่าแก่ ก๋งจูบอดีว่า “ก๋งจูหยีประกอบทั้งสติปัญญา แล้วซื่อตรงมิได้เข้าด้วยผู้ผิด ท่านจงแจ้งแก่ก๋งจูหยีเถิดว่า ข้าพเจ้าคำนับไป และการทั้งนี้เป็นธุระ ข้าพเจ้า อย่าให้เจ้าเมืองเจ๋วิตกเลย” ก๋งจูบอดีก็ลาก๋งจูแจะกลับมาเมืองเจ๋ แจ้งความแก่ก๋งจูหยีตามคำก๋งจูแจะ ก๋งจูหยีก็มีความยินดี

ฝ่ายก๋งจูแจะ ครั้นก๋งจูบดีกลับไปแล้ว จึงส่งหนังสือเจ้าเมืองเจ๋ให้ก๋งจู เสียบดู ก๋งจูเสียบดูหนังสือแล้วจึงว่า “เจ้าเมืองเจ๋มีน้ำใจโอบอ้อมอารีนัก ท่านจงทำไมตรีกับเจ้าเมืองเจ๋เถิด” ก๋งจูแจะจึงให้ภรรยาไปว่ากับนาง สวนเกียงว่า “ก๋งจูหยี เจ้าเมืองเจ๋ มีหนังสือมาถึงผัวข้าพเจ้าว่าจะให้ท่าน อยู่กับก๋งจูเซ็ก ท่านจะเห็นประการใด” นางสวนเกียงจึงว่า “ทุกวันนี้ก็หา บิดาไม่แล้ว ยังเห็นแต่ก๋งจูหยีผู้พี่เหมือนหนึ่งบิดา เมื่อพี่เราลงใจเห็นว่า ดีแล้ว เรามิรู้ที่จะขัดขืนประการใด ท่านจงบอกก๋งจูแจะว่าท่านเห็นแก่พี่ เราแล้วก็อย่าให้เราอัปมานเลย” ภรรยาก๋งจูแจะก็ลามาแจ้งกับก๋งจูแจะ ตามคำนางสวนเกียงว่าทุกประการ

ก๋งจูแจะมีความยินดี จึงว่ากับก๋งจูเซ็กว่า “ก๋งจูหยีรักใคร่ท่าน จึงยกนาง สวนเกียงผู้น้องให้เป็นภรรยาท่านๆจะเห็นประการใด” ก๋งจูเซ็กจึงว่า “ก๋งจูหยีมีคุณแก่เรามากนัก ครั้นเราจะขัดขืนก๋งจูหยีก็จะน้อยใจ แต่เรา คิดว่านางสวนเกียงเป็นพี่สะใภ้เรา ถ้าเราจะอยู่กินกับนางสวนเกียง คน ทั้งปวงจะมิครหานินทาเราหรือ” ก๋งจูแจะจึงว่า “ผู้จะตั้งตัวก็ย่อมหาผู้ซึ่ง ประกอบด้วยสติปัญญากำลังเป็นที่พึ่ง ประเวณีนกจะทำรังก็ย่อมหาต้น ไม้ใหญ่พุ่มมิดชิด และเจ้าเมืองเจ๋นั้นประกอบทั้งปัญญาและฝีมือ แล้ว ทแกล้วทหารก็มีเป็นอันมาก ถ้าผู้ใดได้เจ้าเมืองเจ๋เป็นที่พึ่งแล้ว เห็นจะ ตั้งตัวได้ เจ้าเมืองเจ๋ก็คอยจะให้ท่านพึ่งอยู่ฉะนี้ ท่านกลัวความนินทาและ บิดพลิ้วอยู่นั้น ท่านคิดอ่านตรึกตรองดูจงดีเถิด”

ก๋งจูเซ็กจึงว่า “เราจะขอตรึกตรองดูจงดีก่อน” ก๋งจูแจะได้ฟังก็กลับมาที่ อยู่ จึงให้จัดแจงตึกของตัวหลังหนึ่ง แล้วให้ภรรยาไปรับนางสวนเกียงมา ไว้ในตึกนั้น ครั้นเวลาพลบค่ำ จึงให้แต่งโต๊ะเตรียมไว้ แล้วไปเชิญก๋งจู เซ็กมาบ้าน ครั้นก๋งจูเซ็กมาถึง ก๋งจูแจะก็คำนับให้นั่งที่สมควร แล้วก๋งจู แจะจึงถามว่า “ท่านตรองเห็นอย่างไร” ก๋งจูเซ็กจึงว่า “เราตรึกตรองยัง หาตกลงไม่” ก๋งจูแจะจึงว่า “ถ้าดังนั้นท่านมาเสพสุราแล้วฟังมโหรีเล่น ให้สบายเถิด” แล้วก๋งจูแจะจึงรินสุราคำนับให้ก๋งจูเซ็กๆเสพสุราพลาง ฟังมโหรีอยู่จนเวลายามเศษ ก๋งจูแจะก็รินสุราคำนับให้เนืองๆจนก๋งจูเซ็ก เมาซบหลับลงกับโต๊ะ ก๋งจูแจะเห็นดังนั้นก็ให้พวกมโหรีไปทำริมเฉลียง ตึกที่นางสวนเกียงอยู่ แล้วก๋งจูแจะค่อยยกก๋งจูเซ็กไปวางลงให้นอนเคียง นางสวนเกียง ครั้นเวลายามเศษ ก๋งจูเซ็กสร่างเมาสุราตื่นขึ้นเห็นนาง สวนเกียงรูปงาม พร้อมทั้งจริตกิริยา ก๋งจูเซ็กก็รักใคร่ได้เป็นผัวเมียกัน แต่วันนั้นมา ก็เกิดบุตรชาย ๓ คน บุตรหญิง ๒ คน และบุตรชายที่หนึ่ง นั้นชื่อเจจู ที่สองชื่อโตต๋ง ที่สามชื่อบุนก๋งฮุย แต่บุตรชายหัวปีชื่อเจจูนั้น ป่วยตายแต่เล็ก และบุตรหญิงนั้นชื่อนางซองฮอนก๋งคนหนึ่ง ชื่อหมกก๋ง คนหนึ่ง และขณะเมื่อแรกก๋งจูเซ็กได้อยู่กินกับนางสวนเกียงนั้น ก๋งจูแจะ ก็บอกไปถึงเมืองเจ๋ ก๋งจูหยีมีความยินดียิ่งนัก

 “ผู้จะตั้งตัวก็ย่อมหาผู้ซึ่ง ประกอบด้วยสติปัญญากำลังเป็นที่พึ่ง ประเวณีนกจะทำรังก็ย่อมหาต้นไม้ใหญ่พุ่มมิดชิด และเจ้าเมืองเจ๋นั้นประกอบทั้งปัญญาและฝีมือ แล้ว ทแกล้วทหารก็มีเป็นอันมาก ถ้าผู้ใดได้เจ้าเมืองเจ๋เป็นที่พึ่งแล้ว เห็นจะตั้งตัวได้ เจ้าเมืองเจ๋ก็คอยจะให้ท่านพึ่งอยู่ฉะนี้ ท่านกลัวความนินทาและบิดพลิ้วอยู่นั้น ท่านคิดอ่านตรึกตรองดูจงดีเถิด”

About these ads
เรื่องนี้ถูกเขียนใน เลียดก๊ก และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s